SHARE
FLASH
20 มีนาคม 2019

กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายแต่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 3.8% โอกาสขึ้นดอกเบี้ยปีนี้น้อยลง

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 20 มีนาคม 2019 คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปี

ผู้เขียน: วชิรวัฒน์ บานชื่น, พงศกร ศรีสกาวกุล

 

Analysis.png

keypoint.jpg

  • ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 20 มีนาคม 2019 คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปี โดยคณะกรรมการฯ เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เพื่อให้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพียงพอต่อการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ประกอบกับ “ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยในประเทศที่สูงขึ้นในปัจจุบัน” จึงคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เพื่อ “รอประเมินผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ ให้ชัดเจนขึ้น”

 

  884_20100622103051.gif

 

  • กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลง และยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มขึ้น เมื่อดูรายงานผลการประชุมและตัวเลขประมาณการทางเศรษฐกิจในรอบนี้พบว่า กนง. ประเมินการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยชะลอลงกว่าที่คาดไว้เดิม แต่ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวม “ขยายตัวต่อเนื่องใกล้เคียงศักยภาพตามแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศ” ทั้งนี้ กนง. ปรับลดตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2019 ลงจาก 4.0% มาอยู่ที่ 3.8% สอดคล้องกับที่อีไอซีประเมินไว้ก่อนหน้า ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ กนง. ปรับลดประมาณการมาจากการส่งออกสินค้า การอุปโภคและการลงทุนภาครัฐ โดยประมาณการตัวเลขส่งออกปรับลดจาก 3.8% มาอยู่ที่ 3.0% เป็นผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงผลของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน สำหรับประมาณการการลงทุนภาครัฐถูกปรับลดจาก 6.6% มาอยู่ที่ 6.1% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความล่าช้าของโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ส่วนตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปนั้น กนง. ยังคงประมาณการไว้เท่าเดิมที่ 1.0% ในปีนี้ โดยมีราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่ปรับสูงขึ้นจากการประชุมครั้งก่อนเป็นปัจจัยเสริม และช่วยชดเชยผลของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ต่ำลงกว่าที่ประเมินไว้เดิม

    สำหรับตัวเลขประมาณการปี 2020 ซึ่งถูกเผยแพร่ในการประชุมรอบนี้เป็นครั้งแรกพบว่า กนง. คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2020 อยู่ที่ 3.9% ขยายตัวจากปีนี้เล็กน้อย โดยการส่งออกที่จะขยายตัว 4.1% การลงทุนภาครัฐที่จะขยายตัว 6.6% และการลงทุนภาคเอกชนที่จะขยายตัว 5.0% เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีหน้า (รูปที่ 1)


  • กนง. ประเมินว่า ภาวะการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลาย และยังคงแสดงความกังวลต่อความเปราะบางในระบบการเงิน โดย กนง. สื่อสารว่า “ภาวะการเงินที่ผ่านมาอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ” ซึ่งสะท้อนผ่านภาคเอกชนที่สามารถระดมทุนได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ กนง. ยังได้สื่อสารถึงแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินบาทที่ลดลง แต่ยังคงข้อความที่ว่า “ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด”  ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน กนง. ยังคงประเมินว่าเสถียรภาพโดยรวมยังคงดี แต่มีความกังวลเกี่ยวกับความพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) โดยนอกจากมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential) แล้ว กนง. ยังได้กล่าวถึงมาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (microprudential) ที่อาจถูกใช้ควบคู่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเสถียรภาพระบบการเงินต่อไป

 

Implication.png

886_20100622103105.gif

อีไอซีมองว่า กนง. น่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อย่างมาก 1 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่โอกาสในการปรับขึ้นมีน้อยลงหลังมีการปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ

  • อีไอซีมองว่า กนง. จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อย่างมาก 1 ครั้งในปีนี้ โดยขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อเป็นสำคัญ ส่วนจังหวะในการปรับขึ้นน่าจะอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปีเพื่อลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ในภาพรวม อีไอซีเชื่อว่า กนง. ยังมีความตั้งใจที่ทยอยลดระดับความผ่อนคลายของนโยบายการเงินลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน แต่ต้องชั่งน้ำหนักกับผลกระทบด้านลบที่จะมีต่อเศรษฐกิจ ทั้งนี้อีไอซีประเมินว่า จังหวะเวลาที่ กนง. จะขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างเร็วที่สุดน่าจะเป็นในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากมีความไม่แน่นอนทางการเมืองไทยที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การบริหารโดยรัฐบาลชุดใหม่ เพราะถึงแม้ว่าการเลือกตั้งจะสิ้นสุดลงในอาทิตย์นี้ แต่การจัดตั้งรัฐบาลยังมีความไม่แน่นอนและอาจกินเวลาถึงเดือนมิถุนายน กนง. จึงน่าจะรอประเมินนัยของการเลือกตั้งต่อเศรษฐกิจก่อน

    ทั้งนี้ อีไอซี ประเมินว่า โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ลดน้อยลงกว่าเดิมหลังมุมมองของ กนง. ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจปรับแย่ลงสะท้อนจากประมาณการเศรษฐกิจที่ถูกปรับลง นอกจากนั้น อีกปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ กนง. ไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ได้คืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป เพราะถึงแม้ กนง. จะยังคงประมาณการสำหรับปีนี้ไว้ที่ 1% เท่าเดิม แต่อีไอซีมองว่า มีโอกาสสูงที่เงินเฟ้อทั่วไปจะหลุดขอบล่างของกรอบเป้าหมายที่ 1% ต่อปีได้จากราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มจะต่ำกว่าปีที่แล้ว ทั้งนี้หากการขึ้นดอกเบี้ยถูกชะลอออกไป กนง. ก็จะให้ความสำคัญมากขึ้นต่อการใช้มาตรการการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (microprudential) และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential) ในการดูแลความเปราะบางเฉพาะจุด

  • จับตาดูการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักที่อาจมีท่าทีผ่อนคลาย (dovish) ขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและลดความเสี่ยงด้านต่ำต่อเศรษฐกิจไทย หากพิจารณาจากรายงานผลการประชุมจะพบว่า กนง. มีความกังวลต่อความเสี่ยงด้านต่ำจากต่างประเทศ โดยอีไอซีมองว่า ความเสี่ยงสำคัญมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงพร้อมกับภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวมากขึ้นซึ่งมีจุดเริ่มต้นในช่วงปลายปี 2018 หลัง Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของและ ECB ยุติมาตรการเข้าซื้อพันธบัตร (QE) จึงทำให้เกิดภาวะ risk-off sentiment นักลงทุนจึงโยกย้ายสินทรัพย์เสี่ยงสู่สินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตามภาวะการเงินโลกเริ่มกลับมาผ่อนคลายมากขึ้นหลังจาก Fed ประกาศว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายช้าลง (patient approach) พร้อมส่งสัญญาณยุติการลดขนาดงบดุล นอกจากนี้ในการประชุม ECB รอบล่าสุดก็ส่งสัญญาณที่ dovish ขึ้น พร้อมทั้งประกาศใช้มาตรการ TLTRO เพิ่มเติม ส่วน BOJ ประกาศยืนยันว่าจะยังคงเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีต่อไป จึงทำให้ภาวะการเงินโลกมีทิศทางผ่อนคลายขึ้น (รูปที่ 2) ด้วยเหตุนี้ ผลการประชุม Fed ในวันพรุ่งนี้จึงมีความสำคัญเพราะท่าทีที่ dovish มากขึ้นจะช่วยสนับสนุนภาวะการเงินและเศรษฐกิจโลกต่อไป ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านต่ำต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลง

 


flash_01.png
flash_02.png


ตารางสรุปคำแถลงการณ์ของ ธปท. เทียบกับการประชุมครั้งก่อน 

 

หัวข้อ

การประชุมครั้งก่อน
(6 ก.พ. 2019)

การประชุมครั้งนี้
(20 มี.ค. 2019)

เศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องใกล้เคียงศักยภาพ แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นตามการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลง ผลของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมทั้งผลจากวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอลง ขณะที่

การท่องเที่ยวมีแนวโน้มดีขึ้นโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด แรงส่งของอุปสงค์ในประเทศขยายตัวต่อเนื่อง การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามรายได้ครัวเรือนทั้งในและนอกภาคเกษตรที่ปรับดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ แต่ยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง สำหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามการย้ายฐานการผลิตมายังไทย และโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ตามการเบิกจ่ายจริงและกรอบวงเงินงบประมาณทั้งรายจ่ายประจ่าและรายจ่ายลงทุน

ประมาณการเศรษฐกิจไทยจะปรับลดลงบ้าง แต่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องใกล้เคียงศักยภาพตามแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศ โดยการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามรายได้ครัวเรือนทั้งในและนอกภาคเกษตรที่ปรับดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ แต่ยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง สำหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามการย้ายฐานการผลิตมายังไทยและโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความเชื่อมั่นด้านการลงทุนที่อยู่ในเกณฑ์ดีขณะที่การส่งออกสินค้าขยายตัวชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงผลของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ด้านการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ทั้งการบริโภคและการลงทุน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความล่าช้าของโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง คณะกรรมการฯ จะติดตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศจากทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน และเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลมาสู่อุปสงค์ในประเทศ รวมทั้งจะติดตามความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

สถานการณ์เงินเฟ้อ

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ลดลงและมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากความผันผวนของราคาพลังงานและอาหารสด อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่สูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาทิ ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต

 

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้โดยราคาพลังงานปรับสูงขึ้นจากการประชุมครั้งก่อน และราคาอาหารสดปรับเพิ่มขึ้นจากปัญหาอุปทานส่วนเกินที่คลี่คลายลงและภาวะภัยแล้งที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ช่วยชดเชยผลของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ต่ำลงกว่าที่ประเมินไว้ทั้งนี้คณะกรรมการฯ เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาทิ ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นช้ากว่าในอดีต

ความเสี่ยงที่ กนง. ติดตาม

1. มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน
2. แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน
3. ความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน
4. พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) ได้แก่ พัฒนาการของตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย การปรับตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ การขยายสินทรัพย์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ และการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนและกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่
5. สถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

1. มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน
2. แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน
3. ความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน
4. พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) ได้แก่ พัฒนาการของตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย การปรับตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ การขยายสินทรัพย์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ การก่อหนี้ของภาคครัวเรือนและกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่
5. สถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย

มติ 4 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปีโดยในการประชุมครั้งนี้ กรรมการ 1 ท่านลาประชุม

มติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปี

เหตุผลของ
กนง.

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องตามแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศ แม้อุปสงค์ต่างประเทศชะลอลง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ลดลงและมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทยอยปรับสูงขึ้นใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจแต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินในอนาคตที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ส่วนกรรมการ 2 ท่านเห็นว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่องในระดับที่ใกล้เคียงกับศักยภาพ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.25 ภาวะการเงินโดยรวมจะยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน และสะสมขีดความสามารถในการด่าเนินนโยบายการเงิน (policy space) สำหรับอนาคต

 

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ใกล้เคียงกับศักยภาพแม้ว่าจะชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้จากอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอลง อุปสงค์ในประเทศยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มต่ำกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ประกอบกับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยในประเทศที่สูงขึ้นในปัจจุบัน ในการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เพื่อรอประเมินผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้น


TH_Infographic_Flash_PolicyRate_Mar2019-01.jpg

ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
ยอมรับ