เศรษฐกิจโลก
เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ยังขยายตัวได้จากการลงทุนใน AI และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
1. สถานการณ์เศรษฐกิจโลก
SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 2.5% ในปี 2569 และ 2.6% ในปี 2570 โดยแรงสนับสนุนหลักยังมาจากการลงทุนด้าน AI ซึ่งช่วยให้ประเทศที่ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้รับประโยชน์ต่อเนื่อง
สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้เริ่มคลี่คลายแต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะเดียวกัน ในระยะข้างหน้ายังต้องติดตามมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการค้าโลกในช่วงครึ่งหลังของปี
1.1 เศรษฐกิจสหรัฐฯ
SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2569 เป็น 2.2% และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2.1% ในปี 2570 โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับประเทศรายได้สูงอื่น ๆ โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญจากความก้าวหน้าด้าน AI ซึ่งช่วยเร่งการลงทุนในระยะสั้น และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว
1.2 เศรษฐกิจยูโรโซน
SCB EIC ยังคงประมาณการเศรษฐกิจยูโรโซนปี 2569 ที่ 0.8% ขณะที่ปี 2570 จะเติบโตขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.1% อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยูโรโซนยังมีแนวโน้มเติบโตช้ากว่าในอดีต เนื่องจากภาคการผลิตยังซบเซา ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมของยุโรปเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากจีน ซึ่งมีขนาดการผลิตที่ใหญ่และความสามารถในการแข่งขันสูง
1.3 เศรษฐกิจจีน
SCB EIC ยังคงคาดว่าเศรษฐกิจจีนในปี 2569 จะเติบโต 4.5% และขยายตัวใกล้เคียงกันที่ 4.4% ในปี 2570 โดยเศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มพึ่งพาการส่งออกมากขึ้น เพื่อชดเชยความต้องการซื้อในประเทศที่ยังซบเซา ขณะเดียวกัน จีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนภาคส่งออก
1.4 เศรษฐกิจญี่ปุ่น
SCB EIC ยังคงคาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.6% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 1.1% ในปี 2570 แม้ญี่ปุ่นมีแนวโน้มหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืด แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจยังมีข้อจำกัด เนื่องจากต้องเผชิญปัญหาสังคมสูงอายุ และยังพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐค่อนข้างมาก
2. อัตราเงินเฟ้อโลก
อัตราเงินเฟ้อของโลกในปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อโลกยังคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565
สำหรับปี 2570 อัตราเงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลง หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น
3. ทิศทางนโยบายการเงินของโลก
ธนาคารกลางหลักของโลกยังให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย โดย SCB EIC มองว่า Fed จะยังไม่ลดดอกเบี้ยในปีนี้ และจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5-3.75% ตลอดปี
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5-3.75% ตลอดปี หลังจาก Kevin Warsh ส่งสัญญาณในการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 17-18 มิ.ย. ว่า Fed จะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นหลักFed ประเมินว่า เงินเฟ้อยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี และตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง สำหรับการประชุม Fed ครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 28-29 ก.ค.
- ธนาคารกลางยุโรป (ECB)มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง มาอยู่ที่ 2.5% หลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือน มิ.ย. เพื่อช่วยควบคุมคาดการณ์เงินเฟ้อและสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ECB อาจไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้มากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจยูโรโซนยังค่อนข้างเปราะบาง สำหรับการประชุม ECB ครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 22-23 ก.ค.
- ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ตลอดปี หลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือน มิ.ย. เนื่องจากดอกเบี้ยเริ่มเข้าใกล้ระดับที่เป็นกลาง หรือ Neutral rate ที่ประมาณ 1.5% มากขึ้น BOJ จึงมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมประเมินผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี การขึ้นดอกเบี้ยอาจเพิ่มภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะ สำหรับการประชุม BOJ ครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 30-31 ก.ค.
โดยรวมแล้ว ภาวะการเงินโลกยังมีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยังอยู่ในระดับสูง