SHARE

เศรษฐกิจไทย

SCB EIC หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% ส่วนเงินเฟ้อพุ่ง 3.2% จากราคาพลังงานและความไม่แน่นอนสูงขึ้น

1. ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

SCB EIC ได้วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ผ่านตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อัตราเงินเฟ้อของไทย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย

1.1    ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทย (GDP ประเทศไทย)


SCB EIC ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทย 2569 เหลือ 1.4% จากเดิม 1.8% เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับสูงขึ้นเร็ว ไทยจึงมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง คิดเป็นราว 8% ของ GDP อีกทั้งสินค้าพลังงานยังมีน้ำหนักในตะกร้าที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อประมาณ 12-13% และไทยยังใช้พลังงานได้ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก

สถานการณ์สงครามครั้งนี้อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจโตช้าลง แต่เงินเฟ้อกลับสูงขึ้นพร้อมกัน นอกจากนี้ ยังอาจเพิ่มความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ผ่านการขาดดุล 3 ด้านพร้อมกัน คือ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด, ขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลัง ทั้งนี้ผลกระทบหลักต่อเศรษฐกิจไทยจะเกิดผ่าน 5 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ 1. ภาคการค้าระหว่างประเทศ 2. ภาคการท่องเที่ยว 3. การบริโภคภาคเอกชน 4. ภาคธุรกิจที่ต้องเผชิญต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและวัตถุดิบขาดแคลน และ 5. ตลาดการเงินที่ผันผวนมากขึ้น

1.2    อัตราเงินเฟ้อของไทย


SCB EIC ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเกินกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.2%1 จากเดิมที่เคยประเมินว่าจะอยู่ใกล้ 0% ทั้งนี้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะเริ่มต้นจากหมวดพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ ก่อนทยอยส่งผ่านไปยังสินค้ากลุ่มที่เผชิญปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน บรรจุภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป

อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐที่คาดว่าจะทยอยออกมา โดยเฉพาะการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีแนวโน้มต้องรอการค้ำประกันการชำระหนี้จากรัฐบาลภายใต้เพดานวงเงินกู้ที่สูงขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ นั้น จะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบภายในประเทศได้ในระดับหนึ่ง แต่คงไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่เช่นในอดีต เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะของไทยกำลังเข้าใกล้เพดาน 70% และภาครัฐจำเป็นต้องระมัดระวังความเสี่ยงการคลังต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ อีกทั้งแนวโน้มรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ก็จะยิ่งทำให้การขาดดุลการคลังของไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

1.3    อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย


SCB EIC มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปีนี้ แม้เงินเฟ้อจะสูงขึ้น แต่สาเหตุหลักมาจากต้นทุนฝั่งอุปทาน เช่น ราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต ไม่ได้เกิดจากการใช้จ่ายในประเทศที่ร้อนแรง ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม อีกทั้งในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้า การขึ้นดอกเบี้ยอาจยิ่งกดดันเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อภาคครัวเรือนและธุรกิจ SME ยังมีภาระหนี้สูงและมีความเปราะบางอยู่มาก

ในขณะเดียวกัน กนง. มีโอกาสไม่รีบลดดอกเบี้ยเช่นกัน เนื่องจากหากลดดอกเบี้ยในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงเกินกรอบเป้าหมาย อาจทำให้ตลาดมองว่า ธปท. ไม่ให้ความสำคัญกับการดูแลเงินเฟ้อสูง และอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงเร็วขึ้น ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมก็อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มาก เพราะดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว และเศรษฐกิจก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ดังนั้น กนง. จึงมีแนวโน้มจะเก็บพื้นที่นโยบายการเงิน (Policy space) ไว้ใช้ในช่วงที่จำเป็นมากกว่า และรอให้เห็นทิศทางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นก่อน อย่างไรก็ตาม หากผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาดมาก กนง. ก็อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งในปีนี้

แนวทางการดูแลเศรษฐกิจของ ธปท. น่าจะเน้นใช้มาตรการเฉพาะจุดมากขึ้น เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้มากขึ้น

2. SCB EIC วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ของสงครามตะวันออกกลาง

สงครามในตะวันออกกลางกระทบการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของพลังงานโลก ทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นเร็ว นอกจากนี้ การโจมตีแหล่งพลังงานในภูมิภาคยังเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานตึงตัว และอาจใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว หลายประเทศจึงต้องเร่งหาแหล่งพลังงานทดแทน ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง แม้สงครามจะยุติลงในอนาคตก็ตาม โดย SCB EIC วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ของสงครามตะวันออกกลาง ดังนี้

2.1 กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2.2 กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน และมีการทำลายแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมัน Brent ปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2.3 กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นอกจากราคาพลังงานโลกจะเพิ่มขึ้นมาก สงครามครั้งนี้ยังทำให้ค่าขนส่งทางบก ทางเรือ และทางอากาศสูงขึ้นและผันผวนมากขึ้นด้วย วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตในอดีต เพราะไม่ได้กระทบแค่ราคาพลังงาน แต่ยังลามไปถึงการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญของหลายอุตสาหกรรม เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ

3. บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย


3.1    บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569

3.2    บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569

3.3    บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนมกราคมปี 2569

3.4    รวมบทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย

1 ภายใต้กรณีฐาน (Base) กล่าวคือ ความขัดแย้งจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
ยอมรับ