ผู้เขียน: ดร.ชุติมา ตันตะราวงศา
![GettyImages-547529828_Trump.jpg]()
![Event.png]() |
![885_20100622103059.gif]()
|
- ผลการนับคะแนนในคืนวันเลือกตั้งที่ 8 พ.ย. (ตามเวลาสหรัฐฯ) เผยว่า Donald Trump จากพรรค รีพับลิกันเป็นฝ่ายชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ โดยผลการนับคะแนนระดับรัฐที่ทยอยออกมาในคืนวันเลือกตั้ง โดยเฉพาะจากรัฐที่เป็น swing state ที่ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ของตลาด รวมถึงหลายฝ่ายยังมองว่า Donald Trump เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อตลาดการเงินในทางลบอย่างรุนแรง ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และตลาดใหญ่ในเอเชีย
|
![Analysis.png]() |
![884_20100622103051.gif]()
|
| ประเด็น* |
Comments |
ตลาดหุ้น
| S&PFuture index |
(-2.72%) |
| Nikkei |
(-6.02%) |
| FTSE 100 Future index |
(-2.98%) |
| SET |
(+0.12%) |
| 10-yearUS Treasuries yield |
(-0.28%) |
|
- ผลการเลือกตั้งที่อยู่เหนือความคาดหมายทำให้ตลาดมีการปรับฐาน (correction) และความไม่แน่นอนที่จะคงอยู่ในระยะต่อไปทำให้นักลงทุนอยู่ในสภาวะ riskoff ดังนั้น จึงไม่เป็นผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น
- นักลงทุนออกไปซื้อสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรรัฐบาลทำให้ราคาสูงขึ้นและผลตอบแทน(yield) มีทิศทางต่ำลง
|
|
ค่าเงิน
| USDIndex |
(-0.74%) |
| JPY/USD |
(+1.71%) |
| EUR/USD |
(+1.00%) |
| THB/USD |
(+0.06%) |
| MYR/USD |
(-0.79%) |
| IDR/USD |
(-0.72%) |
|
- ระดับการยอมรับความเสี่ยงของนักลงทุน (riskappetite) ที่ลดลงอย่างฉับพลันทำให้เงินไหลออกจากสหรัฐฯไปสกุลเงินที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven) ได้แก่เยน ยูโร และ ฟรังก์สวิสทำให้ค่าเงินเหล่านี้แข็งค่าขึ้นและมีแนวโน้มจะแข็งค่าต่อไป
- ค่าเงินประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯตาม risk-off sentimentโดยค่าเงินบาทไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมีการลงทุนในไทยระดับต่ำอยู่แล้ว
|
| การดำเนินนโยบายการเงิน |
- Fed มีแนวโน้มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. ออกไปจากความผันผวนที่เกิดขึ้นและต้องคอยจับตาความเสี่ยงจากนโยบายด้านการค้าและ immigration ของ Trump ซึ่งหากนำมาใช้อาจกระทบต่อตลาดแรงงานและเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯที่มีแรงส่งที่ดีมาโดยตลอด
- ECB และ BOJ จะคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและอาจจะต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นประกอบกับค่าเงินทั้งคู่ที่กลับมาแข็งค่าอีกครั้ง
- ธปท. น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศโดยไม่มีแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยจากการไหลออกของเงินทุนมากนัก
|
* การเปลี่ยนแปลง 9 ชม.หลังรัฐแรกปิดหีบเลือกตั้งเมื่อเวลา 6 pm EST
- ผลการเลือกตั้งที่เหนือความคาดหมายทำให้ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลลบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม และทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกในระยะสั้นคล้ายกับในกรณีของ Brexit เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากนโยบายสุดโต่งที่ Trump ใช้ในการหาเสียงเป็นไปในทิศทางที่ต่อต้านความเชื่อเดิม (anti-establishment) อย่างการตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนและเม็กซิโก หรือการเนรเทศแรงงานผิดกฏหมายกว่า 11 ล้านคนออกนอกสหรัฐฯ ซึ่งหากนโยบายดังกล่าวมีการนำมาใช้จริงอาจจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้
- อย่างไรก็ดี นโยบายส่วนใหญ่อย่างการลดภาษีรายได้จะต้องได้รับการเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีพรรครีพับลิกันเป็นเสียงส่วนใหญ่แต่ก็มีความขัดแย้งภายในพรรคสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยจากอดีตที่ผ่านมาสภาคองเกรสที่เป็นรีพับลิกันค่อนข้างให้ความสำคัญต่อการลดการขาดดุลการคลัง และสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งต่างจากนโยบายของ Trump ดังนั้น ความน่ากังวลจึงอยู่ที่สิ่งที่ประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งการโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส อาทิ สามารถตั้งกำแพงภาษีระยะสั้น นโยบายความสัมพันธ์ทางการทูตและทหาร เป็นต้น (อ่านนโยบายของ Trump เพิ่มเติมที่ Outlook 3Q2016: https://www.scbeic.com/th/detail/product/2814)
|
![Implication.png]() |
![886_20100622103105.gif]()
|
- สำหรับไทย อีไอซีมองผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะมาจากด้านการค้า หากเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยอย่างสหรัฐฯ และจีนมีการชะลอตัว การส่งออกไทยที่ฟื้นตัวในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาก็อาจจะสูญเสียแรงส่งไป การค้าโลกโดยรวมอาจจะหดตัวหากนโยบายการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงจนเป็นสงครามการค้า นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยอาจจะได้รับผลกระทบจากตลาดการเงินโลกที่จะผันผวนรุนแรงขึ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบาย Trump อีกด้วย ในปี 2017 ยังคงมีอีกหลายเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญที่ต้องจับตามอง ทั้งกรณี Brexit รวมถึงการเลือกตั้งในฝรั่งเศสและเยอรมนี ซึ่งล้วนแล้วแต่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
|