SHARE

Shifting from Inflation to Recession : จากความกังวลด้านเงินเฟ้อ สู่ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ

การเร่งขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ทำให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจอาจถดถอย โดยตั้งแต่ต้นปีสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว 2.25%

เงินเฟ้อสหรัฐฯ

ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นที่ตลาดกังวลอย่างมากคงหนีไม่พ้นเรื่องของเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ซึ่งหมายถึงการที่ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากที่สหรัฐฯ ได้อัดฉีดปริมาณเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านทั้งมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการให้เงินช่วยเหลือผู้ว่างงาน (Unemployment benefits) แก่ประชาชน ขณะเดียวกัน การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในสหรัฐฯ ที่ครอบคลุมมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากความต้องการบริโภคสินค้าและบริการที่ปรับเพิ่มขึ้นหลังการเปิดเมืองตั้งแต่ปีก่อน อย่างไรก็ดี อีกประเด็นสำคัญคือห่วงโซ่อุปทานที่ตึงตัว ทั้งจากการขาดแคลนแรงงาน การขนส่งที่ล่าช้าจากการปิดท่าเรือสำคัญหลายแห่ง และการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต ส่งผลให้ปริมาณอุปทานสินค้ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาสินค้าหลายประเภทปรับสูงขึ้น โดยนับตั้งแต่สิ้นไตรมาส 1 ของปี 2021 ดัชนีค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) และดัชนีค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มปรับสูงขึ้นเกินกรอบเป้าหมายที่ 2% ต่อปี และเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี

 

อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี ในระยะแรก ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังเชื่อว่าเงินเฟ้อที่สูงเป็นเรื่องชั่วคราว (Transitory) และจะปรับลดลงในปี 2022 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงถูกตรึงไว้ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0-0.25% และมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ยังถูกใช้ต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดส่วนใหญ่เริ่มกังวลถึงความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะถอนมาตรการกระตุ้นหรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายช้าเกินไป (Behind the curve) จนไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ และอาจทำให้ต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่ควรจะเป็นจนส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

 

การดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดของสหรัฐฯ

ในเวลาต่อมา สิ่งที่ตลาดกังวลเริ่มเป็นจริง โดยเงินเฟ้อได้เร่งตัวขึ้นต่อเนื่องตลอดปี 2021-2022 และไม่มีสัญญาณว่าจะชะลอลง ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องเร่งดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด ผ่านการยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) พร้อมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 สู่ระดับ 0.25-0.5% ในเดือนมีนาคม 2022 ซึ่งในขณะนั้น ตัวเลข PCE และ Core PCE อยู่ในระดับสูงถึง 6.6% และ 5.2% ตามลำดับ

นับตั้งแต่ต้นปี 2022 จนถึงปัจจุบัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้วถึง 2.25% โดยการประชุมในเดือนมิถุนายน ได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยถึง 0.75% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 28 ปี หลังตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคมแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 40 ปี และภายหลังการประชุม ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้สื่อสารว่าพร้อมที่จะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องหากเงินเฟ้อยังไม่ชะลอลง และล่าสุดในเดือนกรกฎาคมนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ณ สิ้นปี 2022 มีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 3.25-3.5% ซึ่งนับเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่สูงถึง 3.25% ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี

 

ตลาดกังวลว่าสหรัฐฯ อาจจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

การเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) โดยจากผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ในเดือนกรกฎาคมของ Bloomberg พบว่า 48% เชื่อว่าสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายใน 2 ปีข้างหน้า ขณะที่ 40% เชื่อว่าสหรัฐฯ อาจเกิด Hard landing (การขยายตัวของเศรษฐกิจเป็น 0 หรือติดลบแค่ในระยะเวลาสั้น ๆ) แต่จะไม่ถึงขั้นเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่จะถูกประกาศโดยสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ (NBER) ทั้งนี้ในปัจจุบัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ได้ปรับลดลงสู่ระดับต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี หรือเรียกว่าเกิด Inverted yield curve (2-10 spread ติดลบ) ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่อภาวะเศรษฐกิจในอนาคต และเป็นสัญญาณเตือนที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยจากสถิติในอดีต พบว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยมักจะเกิดหลังจากการติดลบของ 2-10 spread ประมาณ 1-2 ปี นอกจากนี้ ตลาดการเงินเริ่มคาดการณ์ถึงการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2023  (จากเดิมที่ตลาดมองว่าดอกเบี้ยจะขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 3.75-4.0% ในช่วงสิ้นปี 2023) ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นกว่า 11% นับตั้งแต่ต้นปี 2022 ซึ่งแสดงถึงการที่นักลงทุนกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย จึงเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัยและขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว

ในปัจจุบัน ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณถึงการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ และตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภค เป็นต้น ประกอบกับตัวเลข GDP ในไตรมาส 2 ล่าสุดที่พบว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัว 0.9% ต่อเนื่องจากไตรมาส 1 ที่หดตัว 1.6% ซึ่งแสดงถึงการเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical recession) อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ตลาดแรงงานซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดภาวะถดถอย (Recession) ที่สำคัญ ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยการจ้างงานในสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และยังไม่ติดลบดังที่เกิดในภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอดีต ดังนั้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาจหดตัวในรอบนี้ (Technical recession) จะยังไม่ส่งผลกระทบรุนเเรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เนื่องจากอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำที่ 3.6% และภาคธุรกิจโดยรวมยังคงเพิ่มการจ้างงานต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี โอกาสในการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2023 และ 2024 ก็มีไม่น้อย หากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และภาคธุรกิจมีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตมากขึ้นจนเริ่มชะลอการผลิต และนำไปสู่การเลิกจ้างแรงงานในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้เกิดการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้างมากขึ้น

หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงต่อเนื่อง คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นด้วย ไทยจึงควรเตรียมตัวรับมือผลกระทบที่จะมีสูงขึ้น โดยเฉพาะจากการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอลงในระยะข้างหน้า โดยอาจหันมาเน้นการขยายตัวจากเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ที่จะมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นหลังได้มีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปตามลำดับ

________________

 

เผยแพร่ในบทความไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 3 สิงหาคม 2022

ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
ยอมรับ