T-Pop ยุคใหม่ โตได้ไกลกว่าแค่ในประเทศ
การปลดล็อกศักยภาพ T-Pop ในตลาดต่างประเทศให้เติบโตและสามารถแข่งขันได้ ต้องอาศัยการพัฒนาผลงานเพลงให้ทันเทรนด์ระดับโลก ควบคู่กับการสนับสนุนจากภาครัฐ

กระแส T-Pop หนุนอุตสาหกรรมเพลงของไทยให้เติบโตสอดคล้องเทรนด์โลก
ในช่วงปี 2016-2019 มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมเพลงของไทยเติบโตเฉลี่ย 16%CAGR จากแพลตฟอร์มสตรีมมิง และการเข้าชมคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี อย่างไรก็ดี แม้อุตสาหกรรมเพลงไทยจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ด้วยความนิยม T-Pop ที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้มูลค่าตลาดฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว กลับมาอยู่ในระดับก่อนโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2022 และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดย SCB EIC คาดว่า รายได้รวมของค่ายเพลง T-Pop จะอยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2026 และขยายตัวสู่ระดับ 1.3 หมื่นล้านบาท ในปี 2029 หรือราว 5.8% CAGR ซึ่งชะลอตัวลงจากช่วงก่อนโควิด-19 จากฐานมูลค่าตลาดที่อยู่ในระดับสูง แต่ยังคงขยายตัวสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลกในภาพรวม
แพลตฟอร์มดิจิทัล กระแสโซเชียล คุณภาพผลงาน และซีรีส์วายไทย หนุนความนิยม T-Pop สู่สากล
ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา กระแส T-Pop ที่ยังมาแรงต่อเนื่องและเริ่มขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ผลักดันให้ศิลปินไทยได้รับโอกาสเข้าร่วมแสดงบนเวทีระดับโลกอย่าง Coachella และ Summer Sonic อีกทั้ง ยังดึงดูดผู้เล่นระดับโลกให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเพลงไทย โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ T-Pop ขยายความนิยมไปในวงกว้าง ได้แก่ 1) แพลตฟอร์ม Music streaming ทำให้ผู้ฟังทั่วโลกเข้าถึงเพลงไทยได้ง่ายขึ้น 2) กระแส Viral บนโซเชียลมีเดีย เร่งให้เพลงเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว 3) การยกระดับคุณภาพผลงานสู่ระดับสากล ทั้งการผลิต การนำเสนอผลงานเพลง และภาพลักษณ์ศิลปินที่ตอบโจทย์ผู้ฟังยุคใหม่ และ 4) ความนิยมของซีรีส์วายไทย ที่ช่วยส่งต่อความนิยมจากเพลงประกอบซีรีส์สู่ผลงานเพลงอื่นของศิลปิน
พลังแฟนคลับหนุนการเติบโตอุตสาหกรรมเพลงไทย และต่อยอดไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
แม้แพลตฟอร์มดิจิทัลจะช่วยขยายฐานผู้ฟัง T-Pop ได้กว้างขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดของรายได้ต่อยอดการฟังที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้อุตสาหกรรมเพลงหันมาให้ความสำคัญกับกลุ่ม Superfan ซึ่งมีกำลังซื้อสูงและพร้อมสนับสนุนศิลปินอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง ยังต่อยอดขยายการเติบโตไปสู่ธุรกิจอื่นด้วย ได้แก่ 1) ธุรกิจคอนเสิร์ตและอิเวนต์ ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจจัดงาน สถานที่ ระบบแสงสีเสียง แพลตฟอร์มจำหน่ายบัตร และสินค้าที่ระลึก ซึ่งขยายตัวตามจำนวนงานคอนเสิร์ตและอิเวนต์ที่เพิ่มขึ้น 2) Fandom marketing และสื่อโฆษณา อาทิ การดึงศิลปินมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้า ธุรกิจสื่อและโฆษณาที่รองรับทั้งการตลาดของแบรนด์และการเป็นสื่อกลางที่แฟนคลับใช้สนับสนุนศิลปิน รวมถึงธุรกิจ Food truck จากวัฒนธรรมส่ง Food support เป็นกำลังใจศิลปินและทีมงานตามงานต่าง ๆ 3) ธุรกิจท่องเที่ยว บริการ และค้าปลีก ที่ได้รับอานิสงส์จากการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมของแฟนคลับ ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยว สายการบิน ไปจนถึงระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงกลุ่มค้าปลีกและศูนย์การค้าที่เป็นพื้นที่จัดกิจกรรม
โอกาสขยายตลาดของ T-Pop ที่มาพร้อมความท้าทายหลายประการ
T-Pop มีแนวโน้มขยายสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอาเซียน และเอเชียตะวันออก ผ่านการผลักดันศิลปินสู่เวทีต่างประเทศและการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาฐานแฟนเพลงในประเทศให้แข็งแรง อย่างไรก็ดี การเติบโตดังกล่าวยังเผชิญความท้าทายหลายประการ อาทิ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากทั้งศิลปินไทยหน้าใหม่และศิลปินต่างชาติที่เข้ามาในตลาด ความต้องการบุคลากรเบื้องหลังที่มีทักษะการจัดการด้านดนตรีและการตลาดระดับสากล ตลอดจนข้อจำกัดด้านเงินทุนและระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ยังต้องอาศัยกลไกการสนับสนุนจากภาครัฐ
นโยบายสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐ จะช่วยให้ T-Pop ก้าวสู่ตลาดโลกได้เร็วขึ้น
แม้ปัจจุบันภาครัฐได้สนับสนุนอุตสาหกรรมเพลงผ่านนโยบาย Soft power ทั้งการพัฒนาทักษะบุคลากร และการผลักดันศิลปินไทยสู่ตลาดต่างประเทศ แต่หากภาครัฐพิจารณานโยบายสนับสนุนเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ T-Pop ไปสู่ตลาดโลกได้เร็วยิ่งขึ้น ได้แก่ 1) การกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจน จะช่วยให้ค่ายเพลงวางแผนขยายตลาดต่างประเทศในระยะยาวได้ 2) มาตรการด้านการเงิน อาทิ การเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันสำหรับค่ายเพลงขนาดเล็ก และมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนสำหรับค่ายเพลงขนาดใหญ่ 3) การพัฒนาระบบนิเวศแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมการผลิตบุคลากร โครงสร้างพื้นฐานทางดนตรี และพื้นที่แสดงที่เป็นมาตรฐานสากล และ 4) การยกระดับระบบจัดการลิขสิทธิ์เพลง เพื่อปกป้องผลประโยชน์และสร้างรายได้ให้อุตสาหกรรม T-Pop ได้ต่อเนื่องในระยะยาว