ผู้เขียน: พชรพจน์ นันทรามาศ

ค่าจ้างขั้นต่ำ (Minimum wage)
ตีพิมพ์ในนิตยสารการเงินการธนาคาร ฉบับเดือนพฤษภาคม2555
โดย พชรพจน์ นันทรามาศ
|
"รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเปิดเผยภายหลังการประชุมหารือการให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการรองรับการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะขยายเวลาไปถึงปี 2558 (ตามที่สภาอุตสาหกรรมและภาคเอกชนยื่นข้อเสนอ)" ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (20 เมษายน 2555)
|
ค่าจ้างขั้นต่ำ (Minimum wage) คือผลตอบแทนระดับต่ำสุดที่ลูกจ้างพึงได้รับตามกฎหมาย ซึ่งอาจมีการกำหนดเป็นอัตรารายเดือน รายวัน หรือรายชั่วโมง แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และภายในประเทศหนึ่งๆ ก็อาจกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจำแนกตามภูมิภาคหรือจังหวัด โดยอาศัยค่าครองชีพ หรือลักษณะของการจ้างงานในภูมิภาคนั้นเป็นปัจจัยในการพิจารณา สำหรับประเทศไทยนั้น ที่ผ่านมาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำถูกกำหนดโดยมติของคณะกรรมการค่าจ้าง หรือคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งประกอบด้วยกรรมการจากฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล และมีการกำหนดอัตราแตกต่างกันในแต่ละจังหวัด โดยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำจังหวัดจะต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานที่คณะกรรมการค่าจ้างกลางกำหนด
ค่าจ้างขั้นต่ำทยอยปรับขึ้นเป็น 300 บาทต่อวันเริ่ม 1 เมษายน 2555
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันปรับขึ้นเป็น 300 บาท ณ วันที่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ใน 7 จังหวัดที่มีค่าจ้างสูงอยู่แล้วได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงภูเก็ต หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 40% สำหรับจังหวัดอื่น อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นราว 40% ในปีนี้ และจะปรับขึ้นเป็น 300 บาททั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2556
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ส่งออก เพราะต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการในต่างประเทศที่ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างค่าจ้างแรงงานเหมือนประเทศไทย
300 บาททำให้ค่าแรงไทยแพงกว่าเพื่อนบ้านมากน้อยแค่ไหน
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ของไทยคำนวณเป็นรายเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 254 ดอลลาร์สหรัฐ (รูปที่ 1) ซึ่งขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าจ้างขั้นต่ำหรือค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือ (แล้วแต่ประเทศ) ของประเทศมาเลเซียและฟิลิปปินส์ จากเดิมที่เคยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศอินโดนีเซีย ที่สำคัญคือ ส่วนต่างของค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ของไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV ที่ประกอบด้วยกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
ถึงแม้ว่าค่าจ้างจะแพงขึ้น ประเทศไทยอาจยังไม่ได้เสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านในด้านต้นทุนแรงงานหากนำผลิตภาพแรงงาน หรือ labor productivity มาเป็นปัจจัยในการคำนวณต้นทุนที่แท้จริง รูปที่ 2 แสดงให้เห็นว่าต้นทุนแรงงานที่คำนวณโดยการนำอัตราค่าจ้างในรูปแรกมาปรับด้วยผลผลิตต่อคนของไทยนั้นยังต่ำกว่าประเทศในกลุ่ม CLMV เนื่องจากประเทศไทยมีผลิตภาพแรงงานที่สูงกว่าประเทศเหล่านั้นอยู่ค่อนข้างมาก (สูงกว่าเวียดนามและกัมพูชาประมาณ 62% และ 75% ตามลำดับ) การแข่งขันที่ประเทศไทยต้องเผชิญจะมาจากประเทศมาเลเซีย จีนและอินโดนีเซีย ซึ่งจะมีต้นทุนแรงงานถูกกว่าไทยหลังการปรับต่าจ้างขั้นต่ำ จากเดิมที่เคยใกล้เคียงกัน
ดังนั้น การขึ้นค่าจ้างยังไม่ได้ทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านเสียทีเดียว แต่จะกระทบกับผลกำไรเพราะผู้ส่งออกคงไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาได้ทั้งหมดเพราะอาจเสียตลาดให้กับคู่แข่งในต่างประเทศ ต่างจากผู้ผลิตเพื่อขายในประเทศซึ่งอาจส่งผ่านต้นทุนได้มากกว่าเนื่องจากคู่แข่งโดยตรงคือผู้ประกอบการในประเทศรายอื่นที่ต้องปรับราคาเช่นกัน อย่างไรก็ดี ผลกระทบที่มีต่อผู้ส่งออกจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนแรงงานของแต่ละอุตสาหกรรมซึ่งแตกต่างกัน
อุตสาหกรรมใดที่จะได้รับผลกระทบ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินไว้ว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมของประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 3.3% ซึ่งรวมถึงผลกระทบทางตรงจากค่าจ้างแรงงานและผลกระทบทางอ้อมจากปัจจัยการผลิตอื่นที่จะต้องมีการปรับราคาขึ้นตาม อุตสาหกรรมส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเป็นกลุ่มแรกคือกลุ่มที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือในสัดส่วนสูง ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อาหารและเครื่องดื่ม และภาคเกษตรกรรม ซึ่งใช้แรงงานไร้ฝีมือประมาณครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด (รูปที่ 3) ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกสูง เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งส่งออกราว 50% ของการผลิตทั้งหมด อาจต้องเผชิญกับภาวะที่ผลกำไรลดลงเนื่องจากไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นได้มากนัก สำหรับอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกน้อยกว่า เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อาจยังสามารถประคับประคองผลประกอบการจากการรักษาผลกำไรจากตลาดในประเทศ ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งถึงแม้ว่าการผลิตเกือบทั้งหมดจะเป็นไปเพื่อการส่งออก แต่เนื่องจากมีสัดส่วนการใช้แรงงานไร้ฝีมือไม่สูงมากนัก ทำให้ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำน้อยกว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
ความท้าทายภายใต้ AEC
การเปิดเสรีทางการค้าภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community - AEC) จะเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องแข่งขันกับต่างประเทศพิจารณาการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทนประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ความแตกต่างของผลิตภาพแรงงานอาจยังเป็นอุปสรรคในการเข้าไปลงทุนในกลุ่ม CLMV บ้างในระยะสั้น ดังนั้น ธุรกิจที่จะใช้ประโยชน์จาก AEC น่าจะเป็นภาคการผลิตที่สามารถสร้างผลิตภาพแรงงานได้อย่างรวดเร็ว ปัจจัยอื่นที่ผู้ประกอบการที่จะย้ายฐานการผลิตต้องทำความเข้าใจมีตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดและต้นทุนด้านการขนส่งและระบบศุลกากรระหว่างประเทศของประเทศนั้นๆ
ภาครัฐจะช่วยเหลือได้อย่างไร
สิ่งหนึ่งที่ภาครัฐสามารถช่วยเหลือได้และจะเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวให้กับผู้ประกอบการไทยคือการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพแรงงานทั้งในด้านการศึกษาและด้านฝีมือ เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผลิตภาพของแรงงานไทยเติบโตช้ากว่าผลิตภาพแรงงานของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีค่าจ้างแรงงานถูกกว่าไทยอยู่ในขณะนี้
นอกจากนี้ ภาครัฐยังสามารถส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเครื่องจักร หรือระบบการผลิตที่ทันสมัยมาใช้ เพราะจะสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของต้นทุนเพื่อลดการเป็น labor-intensive industries ที่อาศัยค่าแรงที่ถูกเป็นข้อได้เปรียบ เป็นอุตสาหกรรมที่อาศัยผลิตภาพของปัจจัยการผลิตไม่ว่าจะเป็นแรงงานหรือวัตถุดิบ ในการแข่งขันกับตลาดโลก
