Financial Action Task Force: FATF
คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน Description must be between 1 and 2000 characters long.
ผู้เขียน: โสภณ วิจิตรเมธาวณิชย์

คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน
Financial Action Task Force: FATF
ตีพิมพ์ในนิตยสารการเงินการธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2555
|
นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยกล่าวว่า ภาคเอกชนเริ่มมีความหวังว่า รัฐบาลจะเร่งขับเคลื่อนการออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินโดยเร็ว ... เพื่อให้ทันกับการพิจารณาของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน หรือ FATF |
FATF คือใคร
คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน หรือ Financial Action Task Force (FATF) คือองค์กรระหว่างรัฐ (inter-governmental) ที่ก่อตั้งขึ้นโดยความเห็นชอบของที่ประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ G7 เมื่อปี ค.ศ. 1989 FATF จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (Anti-Money Laundering/Countering the Financing of Terrorism) โดยปัจจุบัน FATF มีสมาชิกทางตรงจำนวน 34 ประเทศและอีก 2 องค์กร (คณะกรรมาธิการยุโรป: European Commission และ กลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ: Gulf Cooperation Council) นอกจากนี้ยังมีสมาชิกทางอ้อมผ่านองค์กรและเครือข่ายในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ล้วนเป็นสมาชิกของ FATF เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี เป็นต้น
FATF มีบทบาทอย่างไร
กลไกการทำงานของ FATF ประกอบไปด้วย
1. กำหนดข้อแนะนำ (Recommendations) จำนวน 40 ข้อสำหรับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยจะครอบคลุมถึง ระบบการเงินและกฎเกณฑ์ทางการเงิน และระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและการบังคับใช้กฎหมาย
2. ให้คำแนะนำพิเศษ 9 ข้อสำหรับการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถนำไปปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในประเทศของตนเองให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสากล
3. พิจารณาทบทวนเทคนิคการฟอกเงินและการก่อการร้ายเพื่อที่จะได้ปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับการกระทำดังกล่าว และส่งเสริมการกำหนดมาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ
โดย FATF ได้กำหนดข้อแนะนำหลัก (Core Recommendations) จำนวน 6 ข้อ และข้อแนะนำสำคัญ (Key Recommendations) จำนวน 7 ข้อ จากข้อแนะนำทั้งหมด 49 ข้อ ซึ่งหากประเทศใดไม่สามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อแนะนำหลักและข้อแนะนำสำคัญรวมกันมากกว่า 10 ข้อขึ้นไป ประเทศดังกล่าวจะถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย โดยความเสี่ยงสำหรับประเทศที่เป็นสมาชิกทางอ้อมมีด้วยกัน 3 ระดับ คือ
1. Black List คือ ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุด โดยประเทศในกลุ่มนี้จะไม่สามารถทำธุรกรรมกับประเทศสมาชิกของ FATF ได้ ซึ่งปัจจุบันมีประเทศที่อยู่ในกลุ่ม Black List ด้วยกัน 2 ประเทศ คือ อิหร่านและเกาหลีเหนือ
2. Dark Grey List คือ ประเทศที่ได้รับการเตือนแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้าในการพัฒนาปรับปรุงกฎระเบียบของตนเองให้สอดคล้องกับมาตรการของ FATF โดยประเทศในกลุ่มนี้จะถูกดำเนินการแตกต่างกันไป ตั้งแต่การถูกตักเตือนให้มีการแก้ไขจนไปถึงระดับที่ต้องมีการตรวจสอบการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ตัวอย่างประเทศในกลุ่มนี้เช่น อินโดนีเซีย พม่า ไนจีเรีย เป็นต้น
3. Grey List คือ ประเทศที่ได้รับการเตือนแล้วและมีความคืบหน้าในการพัฒนาปรับปรุงกฎระเบียบของตนเองให้สอดคล้องกับมาตรการของ FATF ตัวอย่างประเทศในกลุ่มนี้เช่น ฟิลิปปินส์ เป็นต้น
FATF เกี่ยวข้องกับประเทศไทยอย่างไร
เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือต่อต้านการฟอกเงินเอเชียแปซิฟิก (Asia/Pacific Group on Money Laundering: APG) ซึ่งประเทศที่เป็นสมาชิกของ APG จะต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำของ FATF ดังนั้นไทยจึงต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำของ FATF ตามไปด้วย โดยก่อนหน้านี้ไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Grey List เนื่องจากไทยไม่ผ่านเกณฑ์ตามข้อแนะนำหลักและข้อแนะนำสำคัญรวมกัน 13 ข้อ เช่น ไทยไม่มีกฎหมาย หรือ ระเบียบเกี่ยวกับมาตรการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า ไทยไม่มีกฎหมายให้สถาบันการเงินเก็บรักษาข้อมูลระบุตัวตนและบันทึกหลักฐานธุรกรรมทั้งในประเทศและในต่างประเทศเป็นเวลาอย่างน้อยที่สุดห้าปีเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดําเนินคดีอาชญากรรม กฎหมายที่ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของไทยยังไม่ครอบคลุมถึงสถาบันการเงินตามที่ FATF กำหนด เป็นต้น ทั้งนี้ทาง FATF ได้เตือนมายังไทยให้ปรับปรุงแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการต่อต้านการฟอกเงินและการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย 3 เรื่องด้วยกัน คือ
1. ควรกำหนดให้การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายเป็นความผิดทางอาญาอย่างเหมาะสม
2. ควรกำหนดและดำเนินมาตรการที่เหมาะสมและเป็นรูปธรรมในการระบุและยึด หรือ อายัดทรัพย์สินของผู้ก่อการร้าย
3. ควรส่งเสริมให้มีการกำกับดูแลการฟอกเงินและการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ก่อการร้ายอย่างเข้มข้นขึ้น
แต่ไทยไม่มีความคืบหน้าในการพัฒนามาตรการให้สอดคล้องกับข้อแนะนำและคำเตือนของ FATF ส่งผลให้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2012 FATF เลื่อนขั้นระดับความเสี่ยงต่อการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายของไทยเป็น Dark Grey List
การอยู่ในกลุ่ม Dark Grey List จะส่งผลอย่างไรต่อไทยบ้าง
การถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Dark Grey List จะส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยอย่างมาก โดยทางด้านการค้าไทยอาจจะถูกประเทศสมาชิกของ FATF ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศคู่ค้าหลักของไทยใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) มากขึ้น หรือ การโอนเงินเพื่อชำระค่าสินค้าจากประเทศคู่ค้าอาจถูกระงับได้ เป็นต้น ในขณะที่การทำธุรกรรมทางการเงินก็จะมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากต้องมีกระบวนการตรวจสอบเอกสารมากขึ้น ตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินนานขึ้น ซึ่งต้นทุนที่มากขึ้นจะทำให้ต่างประเทศทำธุรกรรมทางการเงินกับไทยน้อยลงไม่ว่าจะเป็น การซื้อขายหลักทรัพย์ การลงทุนโดยตรง หรือ การให้กู้ยืมเงินจากนักลงทุน หรือ สถาบันการเงินจากต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีสถาบันการเงินต่างประเทศงดทำธุรกรรมจากไทยบ้างแล้ว เช่น ธนาคาร AFD จากฝรั่งเศสซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนทางการเงินดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาประกาศงดทำธุรกรรมทางการเงินกับไทย เป็นต้น
ความเสียหายของภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของไทยอย่างมากเนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจไทยพึ่งพาต่างประเทศค่อนข้างมาก เห็นได้จากการส่งออกสินค้าและบริการของไทยที่มีมูลค่ามากกว่า 70% ของ GDP (รูปที่ 1) หรือ ในตลาดทุนที่มูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศคิดเป็น 1 ใน 4 ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด
ไทยต้องทำอย่างไรเพื่อให้พ้นจากการเป็นประเทศในกลุ่ม Dark Grey List
ไทยจำเป็นต้องผ่านกฎหมายจำนวน 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เพื่อให้กฎเกณฑ์ของประเทศไทยสอดคล้องกับข้อกำหนดของ FATF ซึ่งปัจจุบันการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้งสอง ดำเนินมาเกินครึ่งทางของกระบวนการแล้ว (รูปที่ 2) โดยกำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของกรรมาธิการวุฒิสภา อย่างไรก็ดี FATF จะมีการประเมินมาตรฐานของไทยอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2013 ดังนั้นไทยควรเร่งออกพระราชบัญญัติทั้งสอง ให้ทันก่อนการพิจารณา มิฉะนั้นไทยอาจถูกเลื่อนขั้นจาก Dark Grey List เป็น Black List เหมือนกับอิหร่านและเกาหลีเหนือ ซึ่งอาจทำให้ไทยไม่สามารถทำธุรกรรมกับประเทศสมาชิกของ FATF ได้อีก
1 พิจารณาจากมูลค่าการซื้อขายสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. 2012 - 12 พ.ย. 2012
|
รูปที่ 1 เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก
ที่มา: การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
รูปที่ 2 ร่างพระราชบัญญัติทั้งสองดำเนินมาเกินครึ่งทางของกระบวนการแล้ว
หมายเหตุ: วุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมาให้เสร็จภายใน 60 วัน แต่ถ้าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการเงินต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน เว้นแต่วุฒิสภาได้ลงมติขยายเวลาออกไปเป็นกรณีพิเศษซึ่งต้องไม่เกิน 30 วัน หากวุฒิสภาพิจารณาไม่เสร็จภายในกำหนดเวลา ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา ที่มา: Thai Law Watch เข้าถึงได้จาก http://thailawwatch.org/legislation-in-thailand/ |

