SHARE
SCB EIC BRIEF
10 ตุลาคม 2022

นโยบายการเงินการคลังเข้าขา พาชาติรอดวิกฤต

นโยบายการเงินการคลังที่ไม่เข้าขากัน มองความสำคัญของปัญหาเศรษฐกิจมหภาคในระยะสั้นยาวต่างกัน อาจพาให้ประเทศเผชิญปัญหาเศรษฐกิจถดถอยเงินเฟ้อสูง

ตลาดพันธบัตรอังกฤษปั่นป่วน

เป็นข่าวใหญ่ทั่วโลกส่งท้ายเดือน ก.ย. เมื่อตลาดพันธบัตรของอังกฤษปั่นป่วนขึ้นมา เพียงเพราะรัฐบาลชุดใหม่ประกาศแนวนโยบายการคลังที่ไม่เหมาะกับบริบทประเทศ พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษถูกเทขายรุนแรงหลังการแถลงนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนางลิซ ทรัสส์ ค่าเงินปอนด์ร่วงหนัก จนธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ต้องประกาศอัดฉีดสภาพคล่องเข้าตลาดพันธบัตรรัฐบาลวงเงิน 6.5 หมื่นล้านปอนด์ นับเป็นพายุอีกลูกที่พัดปัญหาเสถียรภาพตลาดการเงินเข้ามาซ้ำเติมพายุเงินเฟ้อที่เป็นปัญหาใหญ่ของอังกฤษอยู่ตอนนี้

วันนี้จึงอยากชวนผู้อ่านมาถอดบทเรียนของอังกฤษค่ะว่า นโยบายการเงินการคลังที่ไม่เข้าขากัน มองความสำคัญของปัญหาเศรษฐกิจมหภาคในระยะสั้นยาวต่างกัน อาจพาให้ประเทศเผชิญปัญหาเศรษฐกิจถดถอยเงินเฟ้อสูง และตลาดการเงินขาดเสถียรภาพ กระทบต้นทุนการระดมทุนภาครัฐและเอกชนตามมาได้


นโยบายการคลังแบบ Trussonomics มุ่งเป้าเศรษฐกิจเติบโตระยะยาว

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. รัฐมนตรีคลังของอังกฤษ นายกวาซี กวาร์เทง ประกาศแนวนโยบายการคลังใหม่ต่อสภาผู้แทนราษฎร มุ่งให้เศรษฐกิจเติบโตได้ 2.5% ผ่าน (1) นโยบายลดภาษีครั้งใหญ่ของอังกฤษนับตั้งแต่ปี 1972 เช่น ยกเลิกเพดานอัตราภาษีเงินได้สูงสุดที่ 45% และลดอัตราภาษีเงินได้ขั้นต่ำอยู่ที่ 19% (รวมมูลค่า 4.5 หมื่นล้านปอนด์) ขยายเพดานการยกเว้นอากรแสตมป์ที่ดินสำหรับผู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 250,000 ปอนด์ และการหักลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 625,000 ปอนด์ ยกเลิกแผนของรัฐบาลชุดก่อนที่จะขึ้นอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 19% เป็น 25% และเก็บ National Insurance Contributions เพิ่มอีก 1.25% (2) นโยบายตรึงบิลค่าพลังงานของครัวเรือนไว้ที่ 2,500 ปอนด์ต่อปี จนถึงปี 2024 และช่วยเหลือค่าพลังงานของภาคธุรกิจในระยะสั้น (มูลค่า 6 หมื่นล้านปอนด์ในช่วง 6 เดือนแรก) และ (3) นโยบายปฏิรูปด้านอุปทาน (Supply-side reform) เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และสร้างเขตการลงทุนพิเศษทั่วประเทศโดยให้สิทธิประโยชน์จูงใจทางภาษี

นโยบายการคลังแบบ Trussonomics ต้องการยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาวจากนโยบายด้านอุปทาน คาดหวังว่าภาคธุรกิจจะนำรายจ่ายภาษีที่ประหยัดได้ไปลงทุน/จ้างงานเพิ่ม ซึ่งเคยใช้ได้ผลในยุคนายกรัฐมนตรีมาร์กาเรต แทตเชอร์ โดยไม่ได้คิดให้รอบว่า บริบทประเทศและจังหวะเวลาเหมาะสมหรือไม่ การประกาศแพ็กเกจกระตุ้นทางการคลังในยามประเทศเจอปัญหาเงินเฟ้อปีนี้ที่อาจทะยานถึง 10% จะยิ่งเติมเชื้อกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ และเพิ่มโอกาสให้เศรษฐกิจอังกฤษเข้าสู่ภาวะถดถอยเร็วยิ่งขึ้น เพราะนโยบายการเงินอาจต้องตึงตัวแรงขึ้นอีกสู้เงินเฟ้อเร่งตัว เทียบกับการเร่งขึ้นดอกเบี้ยทุกรอบประชุมจากต้นปีที่ระดับติดลบมาเป็น 2.25% นอกจากนี้ นโยบาย Trussonomics จะทำให้เสถียรภาพการคลังเปราะบางยิ่งขึ้น ซ้ำเติมปัญหาขาดดุลการคลังสูงและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นมากหลังผ่านโควิดมา


หรือจะมองเป็นนโยบายการคลังที่ขาดความรับผิดชอบ ?

 

หลายฝ่ายวิจารณ์ว่า รัฐบาลอังกฤษประกาศแนวนโยบายการคลังที่ขาดความรับผิดชอบต่อประเทศ เพราะ (1) Unfunded tax cut รัฐบาลจะลดภาษีถาวร แต่ไม่ระบุวิธีหารายได้ทดแทนนอกจากการกู้ และบางมาตรการเอื้อคนรวย ซ้ำเติมปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน (2) Untargeted spending รัฐบาลจะอุดหนุนบิลค่าพลังงานทุกครัวเรือนเป็นการทั่วไป โดยไม่เจาะจงกลุ่มเปราะบาง ยิ่งเพิ่มรายจ่ายรัฐในยามพื้นที่การคลังเหลือน้อย และ (3) Fiscal sustainability รัฐบาลมุ่งมั่นจะปฏิรูปภาษีเพื่อยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว แต่แนวนโยบายเช่นนี้ก็อาจถูกมองได้ง่ายว่า รัฐบาลอังกฤษกำลังดำเนินนโยบายประชานิยมเป็นการถาวร ส่งผลให้เสถียรภาพทางการคลังไม่ยั่งยืนในระยะยาว

เมื่อรัฐบาลอังกฤษขาดความน่าเชื่อถือในการบริหารนโยบายการคลัง นักลงทุนมองว่าไม่น่าลงทุนต่อและเริ่มเทขายพันธบัตรรัฐบาล อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ (Gilt) ดีดตัวสูงอย่างรวดเร็ว เช่น Gilt ระยะ 30 ปีแพงขึ้นจาก 3.5% เป็น 5.1% ค่าเงินปอนด์ตกต่ำสุดในรอบครึ่งศตวรรษอยู่ที่ 1.038 ปอนด์ต่อดอลลาร์สหรัฐ จนธนาคารกลางอังกฤษต้องประกาศอัดฉีดสภาพคล่องเข้าตลาดพันธบัตรรัฐบาลวงเงิน 6.5 หมื่นล้านปอนด์ เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดการเงิน BOE เข้าแทรกแซงรับซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ถูกเทขายตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. วันละ 5 พันล้านปอนด์เป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์ หวังจะพยุงไม่ให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลร่วงจนมูลค่าหดหาย ส่งผลกระทบต่อฐานะของกองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนตราสารหนี้อื่นที่ถือพันธบัตรรัฐบาลอยู่ ช่วยให้ Bond yields ปรับลดลงมาและราคา Gilt ไม่ตกมาก ช่วยพยุงค่าเงินปอนด์ไม่ให้อ่อนค่าแรง ที่สำคัญคือช่วยป้องกันไม่ให้ลามไปจนเกิดวิกฤตการเงินทั้งระบบตามมา

แม้ต่อมาในวันที่ 3 ก.ย. รัฐบาลอังกฤษยอมถอยก้าวหนึ่ง โดยประกาศจะไม่ยกเลิกการเก็บภาษีเงินได้ในอัตราสูงสุดที่ 45% แล้ว ซึ่งคาดว่ากระทบเม็ดเงินภาษี 2 พันล้านปอนด์ต่อปี แต่ยังยืนยันจะผลักดันนโยบาย Trussonomics ที่เหลือต่อไป เพราะเชื่อมั่นว่าแนวนโยบายการคลังเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว แม้รัฐบาลอังกฤษจะยอมทำ Policy U-turn แต่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลกบางรายได้ประกาศปรับลดมุมมองความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรอังกฤษจาก Stable เป็น Negative เนื่องจาก (1) แพ็กเกจนโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจครั้งนี้จะทำให้รัฐบาลขาดดุลการคลังสูงและหนี้สาธารณะสูงขึ้นในระยะต่อไป และ (2) นโยบายการคลังขัดกับนโยบายการเงินของ BOE ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดการเงินขาดความเชื่อถือในกรอบการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

การประสานนโยบายการเงินการคลังของอังกฤษไม่เข้าขากัน อาจพาให้ประเทศรอดจากเศรษฐกิจถดถอยได้ยากและเจอผลกระทบรุนแรง ย้อนกลับมามองประเทศไทย นับว่าไทยมีจุดแข็งเชิงสถาบันในการประสานนโยบายการเงินการคลัง สามารถทยอยถอนแรงกระตุ้นทำ Policy normalization มุ่งให้เศรษฐกิจฟื้นไม่สะดุดและไม่ละเลยปัญหาเงินเฟ้อสูง ทีมเวิร์คนโยบายการเงินการคลังที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคได้สอดคล้องกัน จะช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากพายุวิกฤตได้ทุกลูกในที่สุดค่ะ

 

** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด **
 

________________

 

เผยแพร่ในบทความไทยรัฐออนไลน์ คอลัมน์ “บางขุนพรหมชวนคิด” วันที่ 8 ตุลาคม 2022

ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
ยอมรับ