SHARE

Infrastructure disruption ปัญหาและอุปสรรคต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

Infrastructure disruption ปัญหาและอุปสรรคต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

LINE_sharebutton[1]-(1)-(1).JPG



GettyImages-1211119516.jpg


Infrastructure disruption คืออะไร?

การหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure disruption คือการที่โครงสร้างพื้นฐานนั้นตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถสร้างอรรถประโยชน์ให้กับผู้ใช้งานอย่างเต็มที่ เช่น การจราจรที่ติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน ปริมาณน้ำที่มีไม่เพียงพอต่อการใช้งานในหน้าแล้ง หรือ เหตุไฟฟ้าดับจากการชำรุดของอุปกรณ์ไฟฟ้าในระบบส่ง โดยการหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐานอาจเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็น การออกแบบที่ไม่ได้มาตรฐาน การขาดการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทำให้แนวโน้มของการเกิดภัยพิบัติมีความรุนแรงและมีความถี่เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพและสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตนั้นจึงจัดเป็น “การลงทุนที่คุ้มค่า” เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ โดยงานศึกษาของ World Bank (2019)1 พบว่าผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้นสูงถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับเม็ดเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา

Infrastructure disruption สำคัญต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างไร? และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

โครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีประสิทธิภาพที่น้อยกว่าและกำลังเผชิญความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สูงกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยงานศึกษาของ World Bank (2019) 2 ประเมินว่าความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมต่อการเผชิญกับน้ำท่วมในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้นจะรุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว และสถานการณ์ภัยพิบัติในปัจจุบันนั้นคาดว่าจะสร้างมูลค่าความเสียหายกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่รุนแรงกว่าเช่นกัน อีกทั้งสถานการณ์ภัยแล้งก็ลดประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าในพื้นที่แล้งน้ำโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในแถบเอเชียและแอฟริกา รวมไปถึงในด้านของเขื่อนและอ่างกักเก็บน้ำในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาก็มีปริมาณน้ำกักเก็บที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกสูงกว่าเมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยการประเมินความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานนี้ สอดคล้องกับการให้คะแนนคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานโดย WEF (2018) ที่บ่งชี้ว่าประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพต่ำมักอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (รูปที่ 1 ซ้ายมือ) และความถี่ของการรายงานปัญหา Infrastructure disruption ก็มักสูงในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเช่นกัน (รูปที่ 1 ขวามือ)


รูปที่ 1 : คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับต่ำ สอดคล้องกับความถี่ของการรายงานปัญหา Infrastructure disruption ที่มีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

Screen-Shot-2563-09-18-at-10.35.25.png


โดย Infrastructure disruption จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจผ่าน 3 ช่องทางดังนี้

1) ทำให้กำลังการผลิตของภาคธุรกิจถูกใช้งานไม่เต็มที่ การที่หน่วยผลิตต้องเผชิญกับ Infrastructure disruption ย่อมส่งผลให้ภาคธุรกิจไม่สามารถทำการผลิตได้ตามกำลังการผลิตสูงสุด รวมถึงอาจทำให้กระบวนการผลิตหยุดชะงัก นอกจากนี้ผลกระทบดังกล่าวอาจสามารถแพร่ขยายเป็นวงกว้างจากหน่วยการผลิตที่เชื่อมโยงกันในระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดย World Bank (2019)3 ได้ทำการประเมินว่า กำลังการผลิตขั้นต่ำที่สูญเสียไปจากโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีประสิทธิภาพในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีมูลค่าอย่างน้อย 1.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยความเสียหายนั้นกระจุกตัวอยู่ในประเทศแถบภูมิภาคแอฟริกาใต้สะฮารา เอเชียใต้ และบางส่วนของลาตินอเมริกา

2) สร้างต้นทุนในการแก้ปัญหาให้กับหน่วยธุรกิจ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดในอนาคต หน่วยธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากการเผชิญกับ Infrastructure disruption อาทิ หน่วยธุรกิจที่กำลังเผชิญกับระบบพลังงานที่ไม่มีเสถียรภาพนั้นจำเป็นที่จะต้องลงทุนในการติดตั้งเครื่องกำเนิดพลังงานไว้ใช้ในองค์กรของตนเอง ซึ่งนอกจากราคาที่สูงของเครื่องกำเนิดพลังงานแล้ว หน่วยธุรกิจนั้นก็จำเป็นที่ต้องแบกรับต้นทุนอื่นที่เกี่ยวข้องเช่น ค่าติดตั้ง ค่าดำเนินการ รวมไปถึง ค่าบำรุงรักษา โดย World Bank (2019) ประเมินว่า ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาระบบพลังงานที่ไม่มีเสถียรภาพของหน่วยธุรกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้นคิดเป็นอย่างน้อย 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

3) เอื้อให้เกิดการผูกขาดของภาคธุรกิจและลดระดับความก้าวหน้าของนวัตกรรม จากการสำรวจผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาโดย World Economic Forum พบว่า Infrastructure disruption นั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทขนาดเล็กหรือบริษัทหน้าใหม่ที่ต้องเผชิญกับผลกระทบจาก Infrastructure disruption ที่รุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านทรัพยากรที่จะนำมาใช้สำหรับการแก้ปัญหาน้อยกว่า ทำให้บั่นทอนแรงจูงใจในการเข้าสู่ตลาดของธุรกิจหน้าใหม่ โดยงานศึกษาของ World Bank (2013)4พบว่า  สัดส่วนของบริษัทขนาดเล็กในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเข้มข้นนั้น จะมีสัดส่วนที่ต่ำกว่าอย่างชัดเจนในประเทศที่มีความถี่ของเหตุการณ์ไฟฟ้าขัดข้องสูง นอกจากนี้ ระดับการแข่งขันของภาคธุรกิจที่ลดลงรวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินงานนั้นยังมีส่วนในการลดทอนแรงจูงใจในการลงทุนในนวัตกรรม โดยในปี World Bank (2019)5พบว่าสำหรับหน่วยผลิตที่ตั้งอยู่ในประเทศที่ประสบกับระบบพลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพจะมีรูปแบบการผลิตที่พึ่งพากำลังแรงงานเข้มข้น (Labor-Intensive) มากกว่าการพึ่งพาเทคโนโลยี

แล้วอะไรที่เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาของโครงสร้างพื้นฐาน ?

1)  โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดธรรมาภิบาล ธรรมาภิบาลเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้นั้นระบบการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานของรัฐต้องมีการระดมทุนที่โปร่งใส การแบ่งขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจนระหว่างรัฐและเอกชนร่วมไปถึงการบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์นั้น โดยงานศึกษาในปี World Bank (2019)6 ใช้ดัชนีการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเป็นตัวแทนสำหรับระดับธรรมาภิบาลของภาครัฐ ซึ่งพบว่าประเทศที่จัดการปัญหาคอร์รัปชันได้ดีจะมีคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

2) การขาดแรงจูงใจในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน โดยทั่วไปการออกแบบและสร้างโครงสร้างพื้นฐานแต่ละโครงการนั้นจะเป็นหน้าที่ของภาคเอกชนที่ได้รับมอบหมายมาจากภาครัฐ ซึ่งเมื่อกระบวนการก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้วบริษัทเอกชนจะทำการโอนโครงการกลับคืนให้กับภาครัฐ ดังนั้น ภาคเอกชนจึงไม่มีส่วนในการรับผิดชอบสำหรับ Infrastructure disruption ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมแซมเมื่อเกิดความเสียหายรวมไปถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จึงทำให้ขาดแรงจูงใจในการออกแบบและสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและยั่งยืน

3) การขาดความรู้และเครื่องมือในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในอนาคตนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ควรคำนึงถึงสำหรับการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศกำลังพัฒนาหลาย ๆ ประเทศยังไม่สามารถทำการประเมินความเสี่ยงด้านภัยพิบัติธรรมชาติได้อย่างแม่นยำเนื่องจากข้อจำกัดทางด้านข้อมูลและเครื่องมือ เช่น แบบจำลองภูมิประเทศเชิงเลข (Digital Elevation Model : DEM) ที่จะแสดงลักษณะทางกายภาพของพื้นที่นั้นอย่างละเอียดและมีความสำคัญในการประเมินความเสี่ยงทางภัยธรรมชาติของพื้นที่นั้น ๆ รวมไปถึงขาดระบบที่ดีในการจัดเก็บความคิดเห็นผู้ใช้งานโครงสร้างพื้นฐานทั้งจากภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

4) ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ แม้ว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและยั่งยืนนั้นจะเป็นผลดีต่อการเติบโตของประเทศในระยะยาว แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพสูงนั้นเป็นภาระทางการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณอย่างมหาศาลสำหรับการประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นจึงทำให้ความสามารถทางการคลังมีจำกัดในการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพสูง

1 บทความ We need to act now for sustainable infrastructure investments เผย่แพร่เมื่อ ธันวาคม 2019
2 บทความ Natural Shocks Are a Leading Cause of Infrastructure Disruptions and Damages เผย่แพร่เมื่อ กรกฎาคม 2019
3 บทความ The Business Costs of Unreliable Infrastructure in Developing Countries เผย่แพร่เมื่อ มิถุนายน 2019
4 บทความ Firms Operating under Electricity Constraints in Developing Countries เผย่แพร่เมื่อ มกราคม 2013
5 บทความ Electricity Uptake for Economic Transformation in Sub-Saharan Africa เผย่แพร่เมื่อ มีนาคม 2019
6 บทความ Well Spent: How Governance Determines the Effectiveness of Infrastructure Investments เผย่แพร่เมื่อ มิถุนายน 2019

                                  

เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์เกร็ดการเงินวันที่ 18 กันยายน 2020

ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
ยอมรับ