Slowbalisation: การปรับตัวภายใต้การชะลอตัวของกระแสโลกาภิวัฒน์
ขณะที่โลกมุ่งความสนใจไปที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ประทุขึ้นในปีที่แล้ว ในความเป็นจริง กระแสโลกาภิวัตน์ด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ

ขณะที่โลกมุ่งความสนใจไปที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ประทุขึ้นในปีที่แล้ว ในความเป็นจริง กระแสโลกาภิวัตน์ด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เครื่องชี้หลายตัวสะท้อนว่า ความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจโลกผ่านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 และมีแนวโน้มชะลอตัวลงหลังจากนั้น ข้อมูลจาก The Economist ระบุว่า สัดส่วนมูลค่าของการค้าสินค้าและบริการระหว่างประเทศต่อ GDP โลก ที่โน้มสูงขึ้นตามลำดับ จาก 39% ในปี 1990 มาเป็น 61% ในปี 2008 ก่อนจะทยอยลดลงมาเหลือ 58% ในปี 2018 หรือสัดส่วนมูลค่าการลงทุนโดยตรงหรือ foreign direct investment ที่ได้ลดต่ำลงจาก 3.5% ต่อ GDP โลกในปี 2007 มาอยู่ที่ 1.3% ในปีที่แล้ว การชะลอตัวของกระแสโลกาภิวัตน์ หรือที่ Adjiedj Bakas นักวิเคราะห์ชาวดัตช์ได้ตั้งชื่อปรากฏการณ์นี้ว่า Slowbalisation ตั้งแต่ปี 2015 ได้กลับมาเป็น Buzzword ในการประชุม World Economic Forum ที่ Davos เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
มีหลายปัจจัยที่ทำให้การค้าระหว่างประเทศชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับ GDP โลก เช่น ต้นทุนของการค้าทั้งในรูปอัตราภาษีหรือต้นทุนการขนส่งสินค้าที่เริ่มทรงตัวและไม่ได้ลดต่ำลงต่อเนื่องเหมือนในช่วงทศวรรษ 1980s และ 1990s ที่ทั้งอัตราภาษีและต้นทุนการขนส่งได้ปรับลดลงอย่างรวดเร็วจนช่วยให้การสร้างเครือข่ายการผลิตและการค้าระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด วิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008 ทำให้บริษัทข้ามชาติทั้งภาคการเงินและภาคการผลิตทบทวนกลยุทธ์และนำไปสู่การลดสัดส่วนเงินลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในต่างประเทศลง ความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเติบโตเร็วอย่างจีนในการสร้างห่วงโซ่การผลิตสินค้าในประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้จ่ายของตนเองได้มากขึ้น ทำให้ทั้งการนำเข้าและการส่งออกของประเทศในกลุ่มนี้มีสัดส่วนต่อ GDP ที่ต่ำลง และความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในประเด็นการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรณีของสหรัฐฯและประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น จีนและยุโรป ทำให้เกิดนโยบายกีดกันการค้าและความไม่แน่นอนด้านนโยบายที่สูงขึ้น ส่งผลเสียต่อบรรยากาศการลงทุนและการค้าขายระหว่างประเทศโดยรวม
นอกจากการชะลอตัวแล้ว กระแสโลกาภิวัตน์ด้านการค้าระหว่างประเทศยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญใน 3 ประเด็นที่น่าสนใจและจะมีนัยสำคัญในระยะข้างหน้า ได้แก่
1) สัดส่วนของมูลค่าการส่งออกในสินค้าที่เน้นข้อได้เปรียบด้านค่าแรงถูกมีแนวโน้มลดลง ข้อมูลจาก McKinsey ชี้ว่า การส่งออกจากประเทศค่าแรงถูกไปยังประเทศค่าแรงแพงในหมวดสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นในการผลิต เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ได้ลดลงจาก 55% ในปี 2007 เหลือ 43% ในปี 2017 ขณะที่ ในภาพรวมของทุกหมวดการผลิต มูลค่าสินค้าส่งออกที่อาศัยข้อได้เปรียบจากค่าแรงถูกคิดเป็นเพียง 18% เท่านั้น ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด หมายความว่า การแข่งขันในตลาดส่งออกอาศัยปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่ค่าแรงถูกเป็นสำคัญ และแนวโน้มนี้จะยิ่งมีมากขึ้นในอนาคตตามการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI และ automation มาใช้ทดแทนแรงงานทักษะต่ำที่มีค่าแรงถูก
2) สัดส่วนการส่งออกสินค้าภาคบริการและสินค้าที่ใช้ความรู้เข้มข้นมีแนวโน้มสูงขึ้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านข้อมูลและ connectivity มีส่วนสนับสนุนให้การค้าด้านบริการเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการส่งออกสินค้าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (3.9% vs. 2.4% ต่อปี) ขณะที่ IMF พบว่า กว่า 40% ของ productivity growth ที่เพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาในช่วง 2004-2014 มาจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้ (knowledge flow) นอกจากนั้น มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานของการส่งออกได้ไปเพิ่มขึ้นในขั้นตอนของการให้บริการที่ใช้ความรู้เข้มข้นมากเป็นพิเศษ ทั้งส่วน upstream เช่น R&D และ การออกแบบ และส่วน Downstream เช่น การกระจายสินค้า การตลาด และการบริการหลังการขาย ความหมายคือ สัดส่วนของกำไรที่ตกอยู่กับขั้นตอนการผลิตสินค้า (manufacturing) เองนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น กรณี Apple หรือ Nike ที่จ้างผู้ผลิตภายนอกผลิตสินค้า แต่เก็บขั้นตอนของ value chain ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงไว้ในบริษัท
3) ห่วงโซ่การผลิตสินค้าส่งออกมีแนวโน้มกระจุกตัวในกลุ่มประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันมากขึ้น ข้อมูลจาก OECD สะท้อนว่า สัดส่วนของปัจจัยการผลิตสินค้าที่นำเข้าจากภูมิภาคเดียวกันได้ปรับสูงขึ้นนับจากปี 2012 ทั้งในภูมิภาคยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนแนวโน้มที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญต่อการอยู่ใกล้ตลาดผู้บริโภคและการผลิตในแบบ just in time เพิ่มมากยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาเลือกที่ตั้งของห่วงโซ่การผลิต รวมทั้งแนวโน้มที่ข้อตกลงการค้าเสรีส่วนใหญ่ในช่วงหลังจะเป็นระดับภูมิภาคมากขึ้นเรื่อยๆ สอดคล้องกับข้อมูลจาก UNCTAD ที่ชี้ว่า เม็ดเงินลงทุนโดยตรงหรือ FDI ก็มีแนวโน้มเป็นการลงทุนจากประเทศในภูมิภาคเดียวกันมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งยิ่งจะทำให้การค้าขายในระดับภูมิภาคมีบทบาทมากขึ้นอีกในอนาคต
นัยสำคัญของแนวโน้มข้างต้น คือ โอกาสที่ประเทศกำลังพัฒนาจะพึ่งพาการส่งออกสินค้าและบริการโดยใช้ปัจจัยค่าแรงถูกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะมีน้อยลงกว่าในอดีต ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น AI, automation และ 3D printing ทำให้ธุรกิจข้ามชาติให้น้ำหนักน้อยลงกับต้นทุนแรงงานที่ถูกในประเทศกำลังพัฒนา และเลือกตัดสินใจเลือกฐานการผลิตบนปัจจัยของการอยู่ใกล้ตลาดและปัจจัยแรงงานที่มีทักษะ ที่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้น จึงมีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวโดย 1) ยกระดับศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพิ่มมูลค่าเพิ่มของสินค้า และหาโอกาสจากแนวโน้มที่การค้าภาคบริการจะเติบโตมากขึ้น 2) เลือกกลยุทธ์การแข่งขันเฉพาะในส่วนของ value chain ที่เหมาะสม กับแนวโน้มอุตสาหกรรมและความสามารถเชิงเปรียบเทียบของตน โดยเน้นการบริหารความร่วมมือกับผู้ประกอบการในทุกส่วนของ value chain อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ให้ความสำคัญกับความเร็วและความเข้าใจในการตอบสนองต่อความต้องการลูกค้าในต่างประเทศ และ 4) ใช้ประโยชน์จากโอกาสของการค้าการลงทุนและการสร้างเครือข่ายการผลิตในภูมิภาคเอเชียและอาเซียนที่ขยายตัวเร็ว
โดยสรุป จะเห็นได้ว่า ในยุค Slowbalisation ที่ความเชื่อมโยงทางการค้าการลงทุนของเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงและเปลี่ยนรูปแบบไป สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับ คือ เพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัว (flexibility and agility) ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนและบริหารความเสี่ยง ทั้งด้านนโยบายการค้าและเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต
___________________________
เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 14 กุมภาพันธ์ 2019 คอลัมน์ ก้าวทันเศรษฐกิจ