SHARE
SCB EIC BRIEF
13 กุมภาพันธ์ 2019

Crowdfunding…ทางเลือกแหล่งเงินทุนของภาคเกษตรไทย

ในปัจจุบัน เกษตรกรไทยมีช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อทำการเกษตรอย่างจำกัด โดยมักมาจากการกู้ยืมเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์


iStock-472152556.jpg

 

 

ในปัจจุบัน เกษตรกรไทยมีช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อทำการเกษตรอย่างจำกัด โดยมักมาจากการกู้ยืมเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ไปจนถึงนายทุนนอกระบบ ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้ที่มีต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรในช่วงที่ผ่านมาที่ไม่ค่อยดีนัก โดยพบว่าระหว่างปี 2012 ถึง 2017 ดัชนีราคาสินค้าเกษตรของไทยปรับลดลงเฉลี่ยปีละ 2.5% ส่งผลให้เกษตรกรรับภาระหนี้สินมากขึ้น และเป็นข้อจำกัดในการลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่พบว่า หนี้สินครัวเรือนภาคเกษตรในปี 2017 เพิ่มขึ้นราว 17%YOY ถ้าหันมามองประเทศในอาเซียนจะพบว่ามีปัญหาในภาคเกษตรกรรมที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งหลายประเทศเริ่มมีการนำนวัตกรรมด้านสตาร์ทอัพเข้ามาช่วยพัฒนาภาคเกษตรและเพิ่มช่องทางการหาเงินทุนให้กลุ่มเกษตรกรแล้ว

iGrow ของอินโดนีเซีย คือตัวอย่างหนึ่งที่มีการนำเทคโนโลยีการระดมทุน (crowdfunding) มาประยุกต์ใช้ในภาคเกษตร โดยพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมต่อระหว่างนักลงทุนซึ่งไม่มีความรู้หรือทักษะด้านการเกษตรเข้ากับเกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญแต่ขาดเงินทุน ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปที่ต้องการออมเงินและหวังผลตอบแทน สามารถเลือกลงทุนในแปลงสินค้าเกษตรที่ทางบริษัทฯ เปิดให้ซื้อผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ อ้อย ทุเรียน ไปจนถึงฟาร์มวัว โดยบริษัทฯ จะมีการประมาณการผลตอบแทนและระยะเวลาเพาะปลูกของพืชแต่ละชนิดให้นักลงทุนพิจารณา และเมื่อครบกำหนดการระดมทุน iGrow จะดำเนินการบริหารและดูแลการผลิตร่วมกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ประสานงานกับพันธมิตรคู่ค้า และกระจายผลตอบแทนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเมื่อมีรายได้จากการขายสินค้าต่อไป ขณะที่ข้อจำกัดของเกษตรกร ในด้านการขาดแคลนเงินทุนเพื่อจัดหาพื้นที่ทำการเกษตร iGrow จะทำหน้าที่สรรหาและทำสัญญากับเจ้าของที่ดินเปล่าเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในโครงการ ซึ่งโมเดลธุรกิจในลักษณะนี้เป็นการเปิดโอกาสและสร้างรายได้ให้ทั้งเกษตรกร นักลงทุน และประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังเป็นทางออกหนึ่งของปัญหาหนี้ในภาคเกษตรกรรมอีกด้วย ทั้งนี้ iGrow ก่อตั้งในปี 2014 พบว่ามีส่วนช่วยสร้างอาชีพให้เกษตรกรประมาณ 2,000 ราย นำที่ดินประมาณ 1,000 เฮกตาร์ไปใช้ทำประโยชน์ด้านเกษตรกรรม และผลิตสินค้าเกษตรถึง 500 ตัน

นอกจากอินโดนีเซียแล้ว ฟิลิปปินส์ก็มีสตาร์ทอัพที่ใช้ crowdfunding เพื่อระดมทุนในภาคเกษตรในรูปแบบเดียวกัน เช่น บริษัท Cropital โดยบริษัทฯ จะคัดกรองเกษตรกรเข้าร่วมโครงการผ่านขั้นตอนการสัมภาษณ์ร่วมกับภาครัฐฯ พร้อมทั้งมีนักวิชาการคอยให้คำปรึกษาด้านการเพาะปลูกเพื่อบริหารความเสี่ยงและเพิ่มผลผลิต รวมถึงให้เกษตรกรทำพืชไร่แบบผสมผสาน เพื่อป้องกันความผันผวนจากราคาตลาด หรือแม้แต่บริษัท Farm On ได้สร้างแหล่งเก็บกักน้ำไว้เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาภัยแล้ง อีกทั้งยังมีทางระบายน้ำเพื่อรับมือกับภาวะฝนตกหนักอีกด้วย ซึ่งการจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้มีส่วนช่วยสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ทั้งเกษตรกรและนักลงทุน

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทยจะพบว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในภาคการเกษตรส่วนใหญ่จะอยู่ในแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายสินค้าและระบบบริหารจัดการ เช่น แพลตฟอร์ม Happy Farmers ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรอินทรีย์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงผ่านตลาดออนไลน์เพื่อลดบทบาทของพ่อค้าคนกลาง แพลตฟอร์ม Ricult ที่มีการพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลในการจัดการผลผลิต โดย จะมีการให้สินเชื่อแก่เกษตรกรในรูปแบบของวัตถุดิบการเกษตรและทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างเกษตรกรกับสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม การจัดการระบบเงินทุนผ่านกลไกตลาดโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วม หรือ crowdfunding นั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับภาคเกษตรไทย ซึ่งไทยอาจศึกษาและพิจารณาโมเดลธุรกิจของบริษัทในอาเซียนเหล่านี้และนำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมเพื่อสร้างความยั่งยืนในภาคเกษตรกรรมต่อไป

_________________

เผยแพร่ในโพสต์ทูเดย์ คอลัมน์ เปิดเกมรุกบุกเออีซี วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2018

ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
ยอมรับ