Thai labor market’s structural paradox : ปัญหาเชิงโครงสร้างตลาดแรงงานไทยภายใต้ว่างงานต่ำ
แม้อัตราการว่างงานไทยปรับลดลง แต่จำนวน “คนที่อยู่นอกกำลังแรงงาน” กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก29.6 ล้านคนในปี 2020 เป็น 30.2 ล้านคนในปี 2025
“As we celebrate the historically low global unemployment level... one may assume that this means that the labour market is thriving. But we live in a time of contradictions and challenges, where meaningful progress exists side by side with entrenched economic obstacles.”
World Employment and Social Outlook Trends 2025, International Labour Organization (ILO)
นับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ผ่านไป อัตราการว่างงานของไทยปรับลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 0.81% ณ สิ้นปี 2025 ต่ำสุดในรอบ 11 ปี ตัวเลขนี้หากมองแค่ผิวเผินอาจสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทย แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำลงมาก และรายได้ครัวเรือนไทยเฉลี่ยลดลงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2025 (ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ) จึงเกิดคำถามว่า ตัวเลขการว่างงานไทยต่ำลงกำลังบอกว่า ตลาดแรงงานไทยแข็งแกร่งขึ้นจริงหรือไม่ หรือกำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้างใดซ่อนอยู่
SCB EIC มองว่าตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 มิติสำคัญ คือ (1) กำลังแรงงานหายไปจากระบบเศรษฐกิจ (2) ความท้าทายในการหางานของแรงงานจบใหม่ และ (3) ปัจจัยภายนอกประเทศจะยิ่งซ้ำเติมการจ้างงานและรายได้คนไทยในระยะต่อไป สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายของตลาดแรงงานในระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณสะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่อาจกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้
อัตราว่างงานต่ำลง เพราะแรงงาน “หาย” ไม่ใช่เพราะ “มีงานทำ”
แม้อัตราการว่างงานไทยปรับลดลง แต่จำนวน “คนที่อยู่นอกกำลังแรงงาน” กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 29.6 ล้านคนในปี 2020 เป็น 30.2 ล้านคนในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2.23% โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่เกษียณจากงาน และผู้ที่ต้องการพักผ่อนและอื่น ๆ (ประกอบด้วยกลุ่มคนที่ต้องการพักผ่อนจากการทำงาน, กลุ่มคนที่จำเป็นต้องลาออกมาดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยในบ้าน และกลุ่มคนที่ไม่หางาน/ไม่พร้อมทำงานจากปัจจัยส่วนตัว) ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 2025 ราว 6%YOY, 6.3%YOY และ 16%YOY ตามลำดับ
ภาพที่เห็นในตลาดแรงงานเช่นนี้สะท้อนแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรสูงวัยของไทย ข้อจำกัดภาระดูแลสมาชิกในครัวเรือน หรือปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้บางคนไม่สามารถหางานได้หรือไม่พร้อมทำงาน กล่าวคือ แรงงานบางส่วนไม่ได้เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ว่างงาน” ไปเป็น “ผู้มีงานทำ” แต่กลับออกจาก “กำลังแรงงาน” ไปอยู่ “นอกกำลังแรงงาน” ส่งผลให้อัตราการว่างงาน (คำนวณจากผู้ว่างงานต่อกำลังแรงงาน) ต่ำลง เพราะกลุ่มคนเหล่านี้หายไปจากกำลังแรงงาน
รูปที่ 1 : จำนวนคนนอกกำลังแรงงานไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้มีงานทำหดตัว อัตราการพึ่งพิงขยายตัวสูง
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ
ปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานเช่นนี้ตอกย้ำว่า ภาระของคนไทยวัยทำงานจะยิ่งเพิ่มขึ้นในวันข้างหน้า ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิง (Dependency ratio) ที่คำนวณจากสัดส่วน “ประชากรที่ไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน (อายุไม่เกิน 15 ปี และประชากรอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป)” กับ “ประชากรวัยทำงานที่ยังทำงานอยู่ (อายุ 15 – 59 ปี)” ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2024 พบว่า อัตราส่วนภาระพึ่งพิงสูงขึ้นอยู่ที่ 58.6% หมายถึงประชากรวัยทำงาน 100 คน ต้องรับภาระดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุรวมกันราว 58-59 คน และมีแนวโน้มที่อัตราส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้าจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แล้ว
แรงงานจบใหม่เผชิญความท้าทายในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ในขณะที่แรงงานไทยบางส่วนไหลออกจากตลาดแรงงานมากขึ้น แต่แรงงานอายุน้อยที่ควรเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลับเผชิญข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ข้อมูลในปี 2025 สะท้อนว่า จำนวนผู้มีงานทำอายุ 15–24 ปี หดตัว 3.4%YOY หดตัวต่อเนื่อง 2 ปี หากพิจารณาในมิติชั่วโมงการทำงาน พบว่า ชั่วโมงทำงานของแรงงานอายุน้อยลดลงทุกมิติ ทั้งกลุ่มที่ทำงานไม่ถึง 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ทำงานต่ำระดับ) กลุ่มที่ได้ทำงานเต็มเวลา รวมถึงกลุ่มที่ทำงานล่วงเวลาที่ปรับตัวลดลงถึง 10.4%YOY ทำให้เห็นถึงความต้องการจ้างแรงงานจบใหม่ทำงานเต็มเวลาหรือล่วงเวลาที่อ่อนแอลง
รูปที่ 2 : ผู้มีงานทำอายุน้อยหดตัวต่อเนื่องในมิติชั่วโมงการทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานล่วงเวลา
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ
เมื่อโอกาสในตลาดแรงงานในระบบมีจำกัด แรงงานจบใหม่จำนวนหนึ่งจึงหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น เช่น งานฟรีแลนซ์ งานขับรถรับส่งสินค้าและผู้โดยสาร หรือขายสินค้าออนไลน์ ส่งผลให้สัดส่วนแรงงานนอกระบบในปี 2025 ยังทรงตัวสูงที่ 52.4% ของแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องเผชิญกับความเปราะบางจากการขาดความมั่นคงของรายได้ สวัสดิการพื้นฐาน และการคุ้มครองทางกฎหมาย รวมถึงขาดหลักประกันการออม และลดทอนโอกาสในการขยับฐานะทางสังคม (Social mobility) ของคนรุ่นใหม่ ข้อเท็จจริงนี้ตอกย้ำปัญหาโครงสร้างตลาดแรงงานไทย ภายใต้ตัวเลขอัตราการว่างงานที่ดูต่ำลง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลาดแรงงานไทยอาจไม่ได้มีปัญหาแค่ “งานมีไม่พอ” แต่ยังมีปัญหา “งานที่มั่นคงมีไม่พอ” โดยเฉพาะงานมั่นคงที่เปิดรับแรงงานรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน
“ปัจจัยต่างประเทศ” ซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทย
ปัจจัยต่างประเทศ ทั้งจากสงครามการค้า และสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นกลายเป็น “ปัจจัยซ้ำเติม” ภาคธุรกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันและการขาดแคลนวัตถุดิบบางชนิด กดดันความสามารถในการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้าง นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่อาจปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอาจกดดันให้รายได้ที่แท้จริง (Real wage) ของแรงงานลดลง
SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เช่น ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้าง และการผลิตในกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนที่ใช้ในการผลิตสูงขึ้นจากค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ประกอบกับการส่งออกสินค้าไปยังตลาดในตะวันออกกลางถูกจำกัด โดยแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่ทำงานในธุรกิจเหล่านี้มีอยู่ราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด หากธุรกิจกลุ่มนี้จำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองธุรกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ตัดค่าล่วงเวลา หรือลดการจ้างงานลง ปัจจัยภายนอกเหล่านี้จึงอาจเป็น “ตัวเร่ง” ในปีนี้ที่จะเข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยที่มีอยู่เดิม
รูปที่ 3 : แรงงานราว 2.6 ล้านคนเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ
ก้าวข้าม “ภาพลวงตา” สู่ “ความจริง” ของตลาดแรงงานไทย
จากปัญหาหลายมิติข้างต้น อาจพอสรุปได้ว่าอัตราการว่างงานที่ลดลงต่อเนื่อง ไม่ได้สะท้อนว่าตลาดแรงงานไทยแข็งแกร่งขึ้นจริง ในทางกลับกัน ตลาดแรงงานไทยอาจกำลังเผชิญภาวะ “เปราะบางเชิงโครงสร้าง” มากขึ้น ตัวเลขว่างงานต่ำอาจสะท้อนภาพเพียงด้านเดียว ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน แรงงานบางส่วนออกจากกำลังแรงงาน และแรงงานจบใหม่เข้าถึงงานได้ยากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนมีนัยต่อรายได้ครัวเรือน ผลิตภาพแรงงาน และศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ดังนั้น การประเมินความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานไทยในระยะข้างหน้าจึงไม่ควรพิจารณาแค่อัตราว่างงาน แต่ควรพิจารณาตัวชี้วัดที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานควบคู่กันไป เช่น จำนวนผู้มีงานทำ สัดส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงาน ชั่วโมงการทำงาน สัดส่วนแรงงานนอกระบบ และการเติบโตของรายได้ที่แท้จริงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ
ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานอย่างจริงจัง ทั้งการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การสร้างระบบสวัสดิการที่รองรับสังคมสูงวัย และการเพิ่มโอกาสให้แรงงานรุ่นใหม่เข้าถึงงานที่มีคุณภาพมากขึ้น สำหรับแรงงานเองจะต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยการเรียนรู้ทักษะใหม่ การนำเทคโนโลยี (เช่น AI) มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และพร้อมปรับตัวตามรูปแบบการทำงานใหม่ให้อยู่รอดได้ในตลาดแรงงานยุคใหม่
หากไม่เร่งแก้โจทย์เหล่านี้ ตลาดแรงงานไทยอาจเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่นับวันจะยิ่งแก้ยากมากยิ่งขึ้นจนอาจกลายเป็นวิกฤตจริงไม่ใช่เพียงแค่ “ภาพลวงตา”
เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนเมษายน 2026