SHARE
SCB EIC BRIEF
26 กุมภาพันธ์ 2026

Stormy Climate Risks : โลกกำลังล้มเหลวในการจัดการความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ ไทยต้องรีบปรับตัวให้ทัน

มหาอุทกภัยภาคใต้ปลายปี 2025 ตอกย้ำถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในโลก โดยเฉพาะประเทศไทย

“The relentless rise in emissions since 2020 rules out even theoretical routes to the 1.5°C goal. For the first time, climate models show the 1.5°C goal is dead.”
The Economist (Nov 4th, 2025)

ภาพความเสียหายจากมหาอุทกภัยในภาคใต้ในช่วงปลายปี 2025 โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างหาดใหญ่ ไม่เพียงแต่ทิ้งร่องรอยความสูญเสียต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังพัดพาเม็ดเงินที่ควรจะได้รับจากช่วงไฮซีซันใกล้ปีใหม่ให้หายไปกับสายน้ำ เหตุการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความโชคร้ายทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่เป็นหนึ่งในหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตอกย้ำถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในโลก โดยเฉพาะประเทศไทย

โลกเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบ่อยขึ้น

ข้อมูลภัยพิบัติฉุกเฉิน (EMDAT) ของศูนย์วิจัยด้านระบาดวิทยาภัยพิบัติ (CRED) พบว่า โลกเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ซึ่งประกอบด้วย พายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง ภาวะภูมิอากาศสุดขั้ว และไฟป่า) ในปี 2024 รวมกันมากถึง 373 ครั้ง เพิ่มขึ้นมากถึง 16.2% จาก 321 ครั้งในปี 2000 (รูปที่ 1) ซึ่งนับรวมเฉพาะเหตุการณ์ใหญ่ที่มีผู้ได้รับผลกระทบเกิน 100 ราย เสียชีวิตเกิน 10 รายขึ้นไป มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน หรือขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับผลกระทบสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูง

ประเทศไทยเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบสูงเช่นนี้รวม 7 ครั้งในปี 2024 ข้อมูลเบื้องต้นปี 2025 พบว่าภัยธรรมชาติเช่นนี้เกิดบ่อยขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 13 ครั้ง เทียบกับเพียง 5 ครั้งในปี 2000 (รูปที่ 1) โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของทั้งโลกและไทยมักเป็นเหตุการณ์พายุและน้ำท่วม ทั้งนี้องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประเมินว่าไทยได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติเช่นนี้สะสมมากถึงเกือบ 0.7% ของ Nominal GDP ในช่วงปี 2005 - 2024 โดยเกือบทั้งหมดของความเสียหายนี้เป็นผลจากพายุและน้ำท่วม นอกจากนี้ ข้อมูล Global Climate Risk Index (CRI) จัดทำโดย Germanwatch ยังระบุว่าไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากเป็นอันดับที่ 17 ของโลกในปี 2024

รูปที่ 1 : โลกและไทยเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบ่อยขึ้น
Picture1-Stormy-Climate-Risks.png
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ EMDAT

โลกจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นมากในอนาคต

สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ได้รวบรวมประเด็นความเสี่ยงสำคัญของโลกไว้ในรายงานความเสี่ยงโลก (The Global Risks Report) ปี 2026 จากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 ราย พบว่าแม้ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมยังจะไม่ส่งผลกระทบต่อโลกมากนักในระยะสั้น 2 ปีข้างหน้า หากเทียบกับปัญหาในปัจจุบันอย่างการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ (หรือการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและการค้าเป็นอาวุธ เช่น การตั้งกำแพงภาษี) แต่ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโลกในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า โดยมีถึง 73% ของผู้เชี่ยวชาญที่มองว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมนี้อาจส่งผลกระทบต่อโลกในระดับผันผวนรุนแรง (Turbulent) หรือระดับวิกฤติ (Stormy) ซึ่งเป็นสองระดับสูงสุด โดยเฉพาะในประเด็นภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ ระบบโลกวิกฤติหรือการเปลี่ยนแปลงของระบบธรรมชาติที่ไม่สามารถหวนคืนได้ มลพิษ รวมถึงการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 : ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมติด Top-10 ความเสี่ยงโลกใน 10 ปีข้างหน้า และอาจกระทบโลกรุนแรงขึ้น
Picture2-Stormy-Climate-Risks.png
หมายเหตุ : ไม่รวมผลกระทบทางอ้อม
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ The Global Risks Report 2026 โดย World Economic Forum

อย่างไรก็ดี โลกกำลังล้มเหลวในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หากย้อนกลับไปในการประชุมสุดยอดระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) ครั้งที่ 21 ที่กรุงปารีสในปี 2015 ผู้นำโลกหลายประเทศให้คำมั่นว่า จะพยายามป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรม (ค่าเฉลี่ยช่วงปี 1850 - 1900) ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตามค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกในปี 2024 เพิ่มขึ้นจนสูงเกินเกณฑ์อุณหภูมิควบคุมแล้วอยู่ที่ราว 1.5 – 1.6 องศาเซลเซียส (รูปที่ 3) นอกจากนี้ รายงานระดับโลกจาก The Economist และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ในปี 2025 ประเมินว่าประเทศต่าง ๆ จะไม่สามารถป้องกันไม่ให้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้ในระยะยาว โดยแผนงานสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าโลกจะร้อนขึ้นประมาณ 2.6 - 2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งในภาวะเช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อโลกในหลายมิติ เช่น ประเมินว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 0.1 เมตร หากอุณหภูมิโลกร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลให้ประชากรโลกมากถึง 10 ล้านคนต้องเผชิญภัยน้ำท่วมบ่อยขึ้น ขณะที่แนวปะการังจะหายไปมากถึงราว 70 - 90%

รูปที่ 3 : อุณหภูมิเฉลี่ยโลกในปี 2024 สูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกก่อนยุคอุตสาหกรรมเกิน 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว
Picture3-Stormy-Climate-Risks.png
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Berkeley Earth, ERA5, GISTEMP, HadCRUT5, JRA-3Q และ NOAA

นโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลายเป็นแนวทางที่ทั่วโลกไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกำลังกลายเป็นสิ่งที่โลกหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากในระยะข้างหน้า บริษัทและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะนำปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ มาใช้เป็นปัจจัยตัดสินในการเลือกซื้อวัตถุดิบและบริการจากซัพพลายเออร์มากขึ้น เพื่อควบคุมไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่จะควบคุมได้ แต่โลกต้องเผชิญความท้าทายใหม่เมื่อสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจของโลกพักยกเรื่องโลกร้อน แต่กลับรุกหนักเรื่องการกีดกันการค้า โดยสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์สมัยที่สองได้ยกเลิกนโยบายภูมิอากาศผ่านการถอนตัวจากข้อตกลงและองค์กรสิ่งแวดล้อมสำคัญต่าง ๆ ทำการยกเลิกมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาด ส่งเสริมการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ตั้งกำแพงศุลกากรสูงขึ้นในอัตรามากกว่า 10% สำหรับสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำลายความพยายามของสหรัฐฯ ในการป้องกันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจที่ทำให้ต้นทุนพลังงานสีเขียวแข่งขันยากขึ้น เมื่อโลกต้องการลดต้นทุนชดเชยกำแพงภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้นมาก

ไทยจึงเหมือนถูกบีบจากทั้งสองด้าน เพื่อบริหารต้นทุนให้ต่ำเพื่อรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ต้องผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนเรือนกระจกและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นเดียวกัน ภาครัฐและภาคเอกชนไทยจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อปรับตัวและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากปัญหาความเสี่ยงสภาพอากาศรุนแรง โดยภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับพฤติกรรมสู่เส้นทางลดคาร์บอน ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเร่งประเมิน ตั้งเป้าหมาย และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง รวมถึงใช้ประโยชน์จากแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) หรือเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) เพื่อปรับธุรกิจให้เข้ากับโลกที่กำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการเร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์คู่ค้าในโลก แต่คือการรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ตามเทรนด์ในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนไปได้อย่างยั่งยืน

เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2026

ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
ยอมรับ