ถอดบทเรียนจาก Davos 2026 : ถึงเวลาประเทศไทยต้องเร่ง REACT ภายใต้กติกาโลกใหม่
ไทยพึ่งพาเศรษฐกิจโลกสูง จึงต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดและเติบโตในกติกาโลกใหม่ ถึงเวลาลงมือ REACT อย่างเป็นระบบ
เสียงสะท้อนจากเวทีการประชุม World Economic Forum ปี 2026 ช่วงเดือนมกราคม ณ เมืองดาวอส ต่างเห็นตรงกันว่าภาพเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้าจะซับซ้อนและเปราะบางมากกว่าในอดีต ระเบียบและกติกาโลกใหม่ที่เปลี่ยนไป กำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ฝังอยู่ในโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี ส่งผลให้การพึ่งพากลไกตลาด การดำเนินนโยบายและโมเดลการเติบโตเศรษฐกิจอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
บริบทดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยาก จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการเติบโตในระยะข้างหน้า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร” แต่คือ “ไทยจะสามารถปรับตัวได้เร็วพอหรือไม่”
จากความเสี่ยงเชิงวัฏจักรสู่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวที Davos 2026 คือความกังวลต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น แม้หลายประเทศยังสามารถรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ได้ แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงที่มีลักษณะเชิงโครงสร้างมากกว่าความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจแบบเดิม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของกติกาเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ
การรับมือกับความผันผวนในระยะข้างหน้าจะยากขึ้น เนื่องจากพื้นที่นโยบายของหลายประเทศถูกจำกัด ทั้งจากระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ความยืดหยุ่นด้านการคลังที่ลดลง ขณะที่การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมยังต้องเผชิญข้อจำกัดจากความเสี่ยงเงินเฟ้อและความจำเป็นในการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (Policy space) ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว หลายประเทศจึงเลือกหันมาใช้นโยบายการค้า เช่น การปรับขึ้นภาษีนำเข้า เพื่อเพิ่มรายได้ภาครัฐและลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แทนการปรับโครงสร้างรายจ่ายหรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับผลิตภาพในระยะยาว
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลก การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI จะยังช่วยพยุงการเติบโตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และจีนที่เร่งใช้ AI เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี ประโยชน์จาก AI ยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศ บางอุตสาหกรรม และบางกลุ่มแรงงาน ขณะที่การกระจายประโยชน์ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่ยังล่าช้า และมาพร้อมความเสี่ยงต่อตลาดแรงงาน (Labor market disruption) ทั้งจากการทดแทนแรงงานที่ไม่สามารถปรับทักษะได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านรายได้แรงงานที่อาจขยายตัว
เมื่อกติกาโลกแตกร้าว นโยบายเศรษฐกิจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์
ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นจากบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป ระเบียบโลกที่ยึดโยงกับกติกา (Rules-based order) แบบเดิมถูกบั่นทอนลงอย่างชัดเจน ขณะที่ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่เคยใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจ กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ผ่านมาตรการภาษี การคว่ำบาตร ระบบการเงิน และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน
ภายใต้บริบทดังกล่าว การแยกส่วนของเศรษฐกิจโลก (Fragmentation) กำลังกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ การตัดสินใจทางเศรษฐกิจจะถูกกำหนดโดยเหตุผลทางการเมืองมากขึ้น กลไกตลาดอาจมีความสำคัญลดลง ส่งผลให้ต้นทุน ความไม่แน่นอน และความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น
ในระยะข้างหน้า เครื่องมือภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic tools) จะมีบทบาทมากขึ้น เทคโนโลยีขั้นสูงและทรัพยากรยุทธศาสตร์ถูกใช้เพื่อเสริมทั้งความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงของประเทศ ขณะเดียวกัน นโยบายการค้าและอุตสาหกรรมได้เพิ่มบทบาทจากเครื่องมือทางเศรษฐกิจไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้รูปแบบการค้าโลกถูกกำหนดด้วยปัจจัยทางการเมืองมากกว่าประสิทธิภาพเชิงเศรษฐศาสตร์
กติกาโลกใหม่และข้อจำกัดพื้นที่ทางนโยบายเป็นแรงกดดันการขยายตัวเศรษฐกิจโลกระยะข้างหน้า งบประมาณภาครัฐของหลายประเทศมีแนวโน้มจะถูกใช้ไปกับการรักษาความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ การป้องกันประเทศ และความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น แทนการลงทุนด้านสังคม การศึกษา การวิจัย และสิ่งแวดล้อม ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการเพิ่มผลิตภาพและศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางแรงกดดันเชิงโครงสร้างอื่น ๆ เช่น การเข้าสู่สังคมสูงวัยและประสิทธิภาพการลงทุนที่ลดลง
ภายใต้กติกาโลกที่เปลี่ยนไป บทบาทของประเทศขนาดกลาง (Middle powers) จะมีความสำคัญมากขึ้น แม้ไม่สามารถกำหนดกติกาโลกเพียงลำพัง แต่สามารถเพิ่มอำนาจต่อรองผ่านการสร้างพันธมิตร การกระจายความเสี่ยง และการรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เพิ่มขึ้นและคว้าโอกาสภายใต้กติกาโลกใหม่
From lesson to action : ถึงเวลาที่เศรษฐกิจไทยต้อง REACT
บทสรุปสำคัญจาก Davos 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเปราะบางมากขึ้น หากแต่คือการเน้นย้ำว่า หน้าต่างแห่งโอกาสยังคงเปิดอยู่ แต่แคบลงและต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็วกว่าเดิม ความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะถูกนิยามใหม่ผ่านคุณภาพและประสิทธิภาพของนโยบายในการรับมือกับความไม่แน่นอน
สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาเศรษฐกิจโลกสูง การปรับตัวไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป หากแต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอดและการเติบโตในกติกาโลกใหม่ จึงถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนจากการเรียนรู้มาเป็นการลงมือ REACT อย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึง
Resilience จะกลายเป็นเงื่อนไขของการเติบโต ไม่ใช่เพียงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ไทยต้องเร่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน การคลัง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และห่วงโซ่อุปทาน
Execution เป็นปัจจัยชี้ขาดในโลกที่โอกาสเปิดและปิดอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการแปลงนโยบายให้เป็นการลงทุนจริง และการประสานงานรัฐ–เอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน
Adaptability ต้องถูกขับเคลื่อนผ่านนโยบายอย่างต่อเนื่อง ไทยต้องเร่งผลักดันอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์และใช้มาตรการจูงใจที่ตรงเป้า เพื่อคว้าโอกาสจาก China+1 และ ASEAN+1
Competitiveness ของไทยต้องถูกนิยามใหม่ จากข้อได้เปรียบด้านต้นทุนสู่ความน่าเชื่อถือ ความชัดเจนของกฎระเบียบ ความต่อเนื่องของนโยบาย เสถียรภาพด้านพลังงาน และมาตรฐานธรรมาภิบาล และ
Technology & Talent คือข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของไทยที่ต้องเร่งแก้ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI คลาวด์ และศูนย์ข้อมูล ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพ
ท้ายที่สุด ปัจจัยทั้งหมดนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าไทยจะสามารถคว้าโอกาสและชิงความได้เปรียบคู่แข่งจากกติกาโลกใหม่เพื่อขยับขึ้นสู่ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นได้ หรือไทยจะตกขบวนรอบนี้ที่ไม่มีใครรู้ว่าบางทีอาจเป็นรถคันสุดท้าย..
เผยแพร่ในเว็บไซต์ Workpointtoday และเพจ TODAY Bizview เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2026