SHARE
SCB EIC BRIEF
04 กุมภาพันธ์ 2026

EV ผลิตไทย…ขายใครในตลาดโลก?

ผลจากการเข้ามาตั้งฐานการผลิตภายในประเทศทำให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด

อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยซึ่งได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณความสำเร็จอย่างชัดเจน สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถ BEV ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.2 แสนคัน เติบโต 62%YoY และ มีส่วนแบ่งยอดขายมากกว่า 20% ของตลาดรถยนต์นั่งทั้งหมด1 ขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐในการดึงดูดการลงทุน สร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ผลิตรถยนต์หลากหลายแบรนด์ ทั้งค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง BYD GWM Changan และ CHERY ที่ต่างปักหมุดตั้งโรงงานในเขต EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า

ผลจากการเข้ามาตั้งฐานการผลิตภายในประเทศทำให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในช่วงปี 2023–2025 ไทยมีการผลิตรถ BEV สะสมอยู่ที่ราว 70,000 คัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าตามเงื่อนไขของมาตรการส่งเสริม EV แต่ในระยะถัดไป เมื่อผู้ผลิตส่วนใหญ่เริ่มเดินสายการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ มากยิ่งขึ้น ไทยจะมีศักยภาพการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่อาจสูงถึงกว่า 500,000 คันต่อปี2 ภายใต้กำลังการผลิต ที่เพิ่มขึ้นนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต่างวางกลยุทธ์การตลาดทั้งในประเทศควบคู่ไปกับการขยายตลาดส่งออก อาทิ BYD ได้เริ่มส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยไปยังตลาดยุโรป ขณะที่ MG และ GWM ต่างวางแผนเจาะตลาดอาเซียน ด้วยการส่งออกรถ xEV ที่ผลิตในประเทศไทย ดังนั้น แนวโน้มการต่อยอดบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลาง การผลิตและส่งออกยานยนต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก จึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป แต่การจะรักษาและยกระดับบทบาทดังกล่าวให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางทิศทางการค้าโลกอันผันผวนและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น จำเป็นต้องอาศัยการขยายโอกาสและกระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออก

SCB EIC ประเมินว่า 3 ตลาดศักยภาพสำหรับการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทยประกอบด้วย 3 กลุ่มสำคัญ ดังนี้

1) ตลาดออสเตรเลียและอาเซียน เป็นตลาดหลักที่ไทยได้เปรียบจากการเป็นคู่ค้าดั้งเดิม กอปรกับกระแสนิยม EV ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะแรงหนุนจากทั้งมาตรการภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ การเข้ามาทำตลาดของผู้ผลิตจากจีน รวมถึงการเริ่มดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในออสเตรเลีย

2) ตลาดยุโรป ถือเป็นฐานลูกค้าศักยภาพในการเติบโตระยะกลาง-ยาว เพราะมีการบังคับใช้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเป้าหมายยุติการจำหน่ายรถยนต์สันดาปภายในปี 20353 อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวขึ้นมาเป็นฐานการส่งออกไปยังตลาดยุโรปยังคงเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยที่สูงกว่าตลาดเอเชีย รวมถึงการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากทั้งค่ายรถยุโรปและผู้ผลิตจากจีน

3) ตลาดเกิดใหม่ในตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา โดยแม้ว่าระดับความตื่นตัวต่อกระแสรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่หลายประเทศก็เริ่มมีนโยบายสนับสนุนการใช้ EV กันมากขึ้น ควบคู่กับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในระดับราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของการผลิตในประเทศไทย

การคว้าโอกาสการเติบโตจากตลาดศักยภาพเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยบทบาทเชิงรุกจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ การเร่งเจรจาขยายตลาดส่งออกใหม่ ๆ การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนา ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้เข้มแข็งและสามารถเติบโตไปพร้อมกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ โดยเมื่อ ทุกองคาพยพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน กิจกรรมการผลิตและส่งออกรถยนต์ของไทยก็จะสามารถยืนหยัดเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

เผยแพร่ใน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ Smart EEC วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026

1 ข้อมูลสถิติการจดทะเบียนรถใหม่ประเภท รย.1 จากกรมการขนส่งทางบก

2 ประเมินจากกำลังการผลิตของแต่ละค่ายผู้ผลิตรถยนต์ที่ลงทุนและวางแผนการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งประกาศไว้แล้ว ณ ปี 2025

3 อ้างอิงข้อมูลจากกฎหมาย EU Regulation ที่ตั้งเป้าลด CO₂ ของรถยนต์ใหม่ให้เป็น 100% แต่ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการนำไปปฏิบัติและอาจมีการทบทวน/แก้ไข

ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
ยอมรับ