IN FOCUS
14 ตุลาคม 2026

Modular Construction : ยกระดับ Productivity ให้การก่อสร้างยุคใหม่ ควบคู่การใส่ใจลด Emission

SCB EIC มองว่า โมดูลาร์จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคก่อสร้างไทย

เทคโนโลยีโมดูลาร์ คืออะไร?

เทคโนโลยีโมดูลาร์ คือ นวัตกรรมการก่อสร้างรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนพื้นที่งานก่อสร้างให้เป็นจุดประกอบอาคาร โดยชิ้นส่วนต่าง ๆ จะถูกผลิตสำเร็จรูป และตกแต่งอย่างสมบูรณ์จนเป็นโมดูล ที่พร้อมใช้งานตั้งแต่ในโรงงาน ทั้งงานโครงสร้าง งานระบบ ไปจนถึงงานตกแต่งภายใน จากนั้นจึงขนส่งมาติดตั้งที่หน้างาน ทั้งนี้โมดูลาร์จะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคก่อสร้าง ทั้งช่วยยกระดับ Productivity จากการลดระยะเวลาการก่อสร้าง รวมถึงลดการใช้แรงงาน อีกทั้ง ยังลดของเสียจากการก่อสร้าง เนื่องจากเป็นการผลิตมาจากระบบโรงงาน ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมปริมาณวัสดุ และกระบวนการผลิตได้แม่นยำ ซึ่งจะตอบโจทย์การลด Emission ได้เช่นกัน

ตลาดเทคโนโลยีโมดูลาร์ทั่วโลกเติบโตต่อเนื่อง

McKinsey ประเมินว่า รายได้ของบริษัทในห่วงโซ่อุปทานโมดูลาร์ทั่วโลกในปี 2022 อยู่ที่ 180,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มแตะ 0.54 –1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2040 หรือเติบโตเฉลี่ย 6-10% ต่อปี โดยมีแรงขับเคลื่อนมาจากการขยายตัวของความเป็นเมือง นโยบายที่อยู่อาศัยราคาไม่สูงมากนัก ที่ภาครัฐและผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ลดต้นทุน และระยะเวลาก่อสร้าง ควบคู่กับการเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัย ซึ่งส่วนใหญ่มีรูปแบบและมาตรฐานซ้ำกัน นอกจากนี้ การขยายตัวของ Data center เป็นปัจจัยหนุน โดยการประกอบระบบต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยีโมดูลาร์ในโรงงานจะช่วยลดความคลาดเคลื่อน รวมถึงสามารถทดสอบก่อนส่งมอบ อีกทั้ง การขยาย Data center ในเฟสต่อ ๆ ไป ก็ดำเนินการได้ โดยใช้โมดูลใหม่มาต่อพ่วง

โมดูลาร์ในไทยจะเติบโตได้ต้องมีความเชื่อมั่น การลงทุน และแรงหนุนจากภาครัฐ

การส่งเสริมให้เทคโนโลยีโมดูลาร์แพร่หลายในไทย ต้องสร้างความเชื่อมั่นสำหรับลูกค้า และผู้บริโภค รวมถึงอาศัยการลงทุนจากผู้ประกอบการกลุ่มที่มีศักยภาพ และการส่งเสริมจากภาครัฐ การใช้เทคโนโลยีโมดูลาร์ในไทยยังมีความท้าทายหลายประการ เช่น ขาดความเชื่อมั่นสำหรับลูกค้า และผู้บริโภค ยังไม่เกิด Economies of Scale ที่จูงใจให้มีการลงทุนจากผู้ประกอบการ ขาดการส่งเสริมการลงทุนอย่างครบวงจร โดยข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการ และภาครัฐ มีดังนี้

  • ผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ : กลุ่มที่มีโรงงาน Prefabrication และ Precast อยู่แล้ว สามารถต่อยอดไปสู่การผลิต และบริการติดตั้งโมดูลาร์ โดยอาจเริ่มต้นขยายธุรกิจแบบเฉพาะเจาะจงในกลุ่มอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่ถนัด นอกจากนี้ การแสดงข้อมูลต้นทุนการบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน เปรียบเทียบกับสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างแบบดั้งเดิม พร้อมจัดทำแพ็กเกจบริการหลังการขาย การบำรุงรักษา และการรับประกันระบบ จะช่วยสร้างความมั่นใจและคลายความกังวลด้านค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาวสำหรับลูกค้า และผู้บริโภคได้
  • ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง : อาจขยายกำลังผลิตไปสู่สินค้ากลุ่มโมดูลาร์มากขึ้น โดยควบคุมทั้งการผลิต และบริการติดตั้งหน้างาน อีกทั้ง จำเป็นต้องสื่อสารสร้างการรับรู้ถึงข้อได้เปรียบในการใช้สินค้ากลุ่มโมดูลาร์ให้ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้บริโภคโดยเฉพาะข้อมูลเชิงวิศวกรรม และมาตรฐานที่เป็นรูปธรรม เช่น การทดสอบโครงสร้าง ความทนทานต่อภัยพิบัติ และการรับประกันโครงสร้างระยะยาว
  • ภาครัฐ : อาจส่งเสริมการลงทุนเทคโนโลยีโมดูลาร์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การลงทุนในโรงงาน การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการสร้างตลาดผู้ใช้งาน โดยอาจอยู่ในรูปแบบมาตรการต่าง ๆ เช่น การยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องจักร สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการลงทุน งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนโครงการต้นแบบและขยายไปสู่การก่อสร้างเชิงพาณิชย์มากขึ้นในภาคเอกชน นอกจากนี้ อาจส่งเสริมการใช้โมดูลาร์ในโครงการก่อสร้างภาครัฐ โดยพิจารณารูปแบบมาตรการของสิงคโปร์ ที่กำหนดการก่อสร้างด้วยระบบการผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปแบบปริมาตร (Prefabricated Prefinished Volumetric Construction : PPVC) สำหรับโครงการ Government Land Sales (GLS) บางแปลง ทำให้อัตราการใช้แนวทางออกแบบเพื่อผลิตนอกสถานที่ (Design for Manufacturing and Assembly : DfMA) ในโครงการก่อสร้างใหม่เพิ่มจาก 61% ในปี 2023 เป็น 68% ในปี 2024
ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
ยอมรับ