SHARE
SCB EIC ARTICLE
18 ตุลาคม 2011

uble-dip recession

ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง

ผู้เขียน:  เอกสิทธิ์ กาญจนาภิญโญกุล

 145832270.jpg

Double-dip recession
 


ตีพิมพ์ในนิตยสารการเงินการธนาคาร ฉบับเดือนตุลาคม 2554
โดย เอกสิทธิ์ กาญจนาภิญโญกุล

...ข่าวร้ายต่างๆ ที่ปรากฏรอบโลก รวมถึง Standard&Poor's ได้ลดระดับ rating ระยะยาวของหนี้สาธารณะของสหรัฐ การเทขายหุ้นที่เพิ่งเกิดขึ้น และความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ เกิดขึ้นจากปัจจัยหลัก คือ ความกังวลที่เศรษฐกิจโลกจะตกอยู่ในภาวะถดถอยอย่างรุนแรง (Double-dip recession)...

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ (20 กันยายน 2554)

 
1.   Double-dip recession คืออะไร?

Double-dip recession อาจจะไม่มีคำในภาษาไทยที่แปลได้ตรงตัวนัก ตามแหล่งข่าวต่างๆ มักใช้คำว่า "ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง" หรือ "ภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน" double-dip recession หมายถึง สถานการณ์ที่เศรษฐกิจถดถอยไปแล้ว และมีการฟื้นตัวขึ้นมาระยะหนึ่ง แต่เนื่องด้วยภาวะถดถอยนั้นอาจจะส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงานหรือการใช้จ่ายในประเทศหดตัวเป็นอย่างมาก จนทำให้เศรษฐกิจต้องชะลอตัวลงมาจนติดลบอีกครั้ง ซึ่งเมื่อลากเส้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงภาวะดังกล่าวจะมีจุดต่ำสุด 2 ครั้งในเวลาใกล้เคียงกัน มีรูปร่างคล้ายตัว "W" ดังนั้น บางครั้ง double-dip recession ก็ถูกเรียกว่า W-shaped recession เช่นกัน

ในอดีตช่วงปี 1980-1982 สหรัฐฯ เคยเกิดเหตุการณ์ double-dip recession มาแล้ว โดยการถดถอยรอบแรกเกิดจากปัญหาการว่างงานสะสมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซาจากวิกฤติน้ำมันตั้งแต่ปี 1979 แม้เศรษฐกิจกลับมาโตได้หลังจากผ่านการเลือกตั้ง Ronald Reagan เป็นประธานาธิบดี แต่จากนั้นเพียงไม่นานอัตราเงินเฟ้อก็ขึ้นมาสูงมาก อดีตประธานเฟด Paul Volcker จึงต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหา โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวก็ขึ้นสูงเกินกว่า 20% ไปเสียอีก ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงจนเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง กลายเป็น double-dip recession 

2550_20111018090516.jpg

2549_20111018090512.jpg

 

2.   Double-dip recession จะส่งผลกระทบที่แตกต่างจาก recession อื่นอย่างไร?

ไม่ว่าครั้งใดก็ตามภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ส่งผลลบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งนั้น แต่ double-dip recession จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นมากเป็นพิเศษ นักลงทุนหรือผู้คนต่างๆ จะเกิดความกลัวผลกระทบของปัญหาทางเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ ว่ามีโอกาสลุกลามและไม่มีทางจบได้ในเร็ววัน เนื่องจากจะรู้สึกว่า วิธีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจถดถอยครั้งแรกนั้นไม่ได้ผล นอกจากนี้ รัฐบาลอาจต้องขาดดุลการคลังอย่างมากในการต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในครั้งแรก ทำให้ฐานะการคลังอ่อนแอลง และอาจไม่เหลือแรงจะกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบสองได้มากนัก ดังนั้นการแก้ปัญหา double-dip recession นั้นเรียกได้ว่าลำบากกว่า recession อื่นๆ

3.   ขณะนี้ ประเทศใดมีความเสี่ยงที่จะเกิด double-dip recession?

ช่วงเศรษฐกิจถดถอยช่วงปี 2008-2009 เกิดจากปัญหา subprime ในประเทศสหรัฐฯ และส่งผลลุกลามต่อไปทั่วโลก เศรษฐกิจถดถอยจาก subprime ดังกล่าวนั้นเรียกว่าเป็น dip แรกสำหรับทุกประเทศ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ด้วยสภาวการณ์ปัจจุบันนี้ ใครมีความเสี่ยงจะเกิด dip ครั้งที่สองอีกบ้าง

สหรัฐฯ
ช่วงวิกฤต subprime สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจที่เรียกว่า Quantitative Easing (QE) ไปแล้ว 2 ครั้ง เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจพยุงตัวไปได้ แต่ QE นั้นก็ดูเหมือนจะไม่ส่งผลไปถึงภาคเศรษฐกิจอย่างชัดเจนนัก เห็นได้จากอัตราการเติบโต GDP หลังมาตรการที่แทบไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นมามากเท่าไร อีกทั้ง ยังพบสัญญาณที่ไม่ค่อยดีอีกหลายประการ เช่น การถูกปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งของภาคการคลังสหรัฐฯ โดย Moody's อีกทั้ง ตลาดแรงงานที่มีอัตราการว่างงานสูงกว่า 9% จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่าสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะต้องเจอ dip ที่สองตามมา

กลุ่มประเทศยูโร
เหล่าบรรดานักเศรษฐศาสตร์รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเศรษฐกิจของโลก เช่น Alan Greenspan มองว่า น่าจับตาดูโอกาสการเกิด double-dip recession ในกลุ่มประเทศยูโรมากกว่าสหรัฐฯ เสียอีก จากตัวเลขล่าสุด GDP กลุ่มประเทศยูโรชะลอลงกว่าที่ตลาดคาดจาก 0.8% ในไตรมาสแรก เหลือเพียง 0.2% ในไตรมาสสอง โดยบางประเทศเศรษฐกิจยังหดตัวอยู่ รวมทั้งเมื่อมองไปข้างหน้าการที่รัฐบาลประเทศต่างๆ รัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มอ่อนแอไปอีก นอกจากนี้ ปัญหาหนี้สาธารณะที่รุนแรงยังอาจทำให้เกิดวิกฤติในภาคการเงิน และเป็นปัจจัยที่ยิ่งทำให้เศรษฐกิจกลุ่มประเทศยูโรเสี่ยงต่อการเกิด double-dip recession มากกว่าสหรัฐฯ โดยสำนักวิจัยส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2012 น่าจะขยายตัวดีกว่าปี 2011 ในขณะที่เศรษฐกิจกลุ่มประเทศยูโรในปีหน้ามีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าปีนี้

4.   สถานการณ์เช่นนี้ ไทยอาจจะได้รับผลกระทบผ่านทางใดบ้าง? และมากน้อยขนาดไหน?

เศรษฐกิจชะลอตัวจากสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศยูโรสามารถส่งผ่านผลกระทบมายังไทยได้หลายช่องทาง ดังนี้

ตลาดทุน
ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเรื่องความผันผวน ไม่ว่าจะเกิด double-dip recession หรือไม่ก็ตามที แต่นักลงทุนทั่วโลกต่างตื่นกลัว ส่งผลให้มีแนวโน้มตัดสินใจเทขายหุ้นออกจากพอร์ทของตน เพื่อย้ายเงินลงทุนไปในสินทรัพย์หรือการลงทุนที่มีความปลอดภัยมากกว่า โดยความผันผวนนี้เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย เห็นได้จากดัชนี VIX ซึ่งสะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่อแนวโน้มความผันผวนของตลาด S&P ในสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้น 17 ppt (percentage points) จากต้นปี สู่ระดับ 48 ppt เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาซึ่งนับว่าสูงที่สุดในรอบปีหลังจากมีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรสหรัฐฯ และยังคงสูงเรื่อยมาในช่วง 30-40 ppt จนถึงปัจจุบันเนื่องจากสัญญาณความเสี่ยงของกลุ่มประเทศยูโรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยค่าความผันผวนของตลาดหุ้นไทยซึ่งคำนวณโดย Bloomberg ก็พบว่าตัวเลขในช่วงเดือนกันยายนก็ขึ้นมาสูงสุดของปีนี้เช่นกัน โดยสูงกว่าเดือนมกราคมถึงราว 40%

อัตราแลกเปลี่ยน
ในระยะยาวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอจากการขาดดุลการคลังและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำจะทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า แต่จากวิกฤติในกลุ่มประเทศยูโรทำให้เกิดความผันผวนที่สูงมากขึ้นในระยะสั้น อันเนื่องมาจากสถานการณ์ในกลุ่มประเทศยูโรมีแนวโน้มค่อนข้างรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะเห็นสัญญาณชัดเจนจากความเสี่ยงในภาคธนาคารยุโรป โดยพบว่าความเชื่อมั่นต่อภาคธนาคารดังกล่าวลดลงไปมาก สะท้อนจากค่า CDS (Credit Default Swap) โดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ยุโรปเพิ่มขึ้นจากเกือบ 2 เท่า จาก 330 bps (basis points) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ขึ้นมาสูงสุดถึง 540 bps ในวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับค่า CDS ของธนาคารพาณิชย์สหรัฐฯ แล้ว พบว่าอยู่ที่ระดับ 200 bps เท่านั้น จากสัญญาณความเสี่ยงนี้เองทำให้เงินทุนไหลไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างเช่น พันธบัตรสหรัฐฯ ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า เทียบกับสกุลเงินต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ในช่วงเวลาที่มีข่าวร้ายในยุโรปเราอาจเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

นักท่องเที่ยว
รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยคิดเป็นสัดส่วนราว 7-8% ต่อ GDP ดังนั้นในสถานการณ์ที่โลกกำลังชะลอตัวลงจึงส่งผลโดยตรงจากนักท่องเที่ยวที่จะลดลง ในอดีตหลังเกิด subprime จำนวนนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ ลดลงถึง -14%YOY (เทียบช่วงเวลาที่ GDP ไทยติดลบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า) ส่วนยุโรปก็ลดลง -8%YOY ทั้งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ และยุโรปในไทยรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่ผลกระทบอาจจะสูงมากกว่านั้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากทั้งสองแห่งเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวจากชาติอื่นมาก

การค้าระหว่างประเทศ
เป็นที่แน่นอนว่าประเทศที่มีสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศยูโรเป็นคู่ค้าหลักจะได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด ในอดีตสัดส่วนมูลค่าส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศยูโรจะอยู่ที่ราว 30% ในปี 2005 และลดลงเหลือราว 20% ในปี 2010 ซึ่งมูลค่าส่งออกนี้คิดเป็นเม็ดเงินถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้จากสัดส่วนจะพบว่าสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศยูโรดูเหมือนมีความสำคัญน้อยลง แต่ผลกระทบจากวิกฤติ subprime ส่งผลต่อไทยไม่น้อยเลย เห็นได้จากมูลค่าส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงแย่ที่สุดของวิกฤติ เทียบกับครึ่งแรกของปี 2008 ซึ่งเป็นช่วงก่อนจะเห็นผลของวิกฤติในไทย พบว่ามูลค่าส่งออกไปยังสหรัฐฯ หดตัวลงถึง -27%YOY ส่วนกลุ่มประเทศยูโรหดตัวลงถึง -33%YOY และยังส่งผลให้มูลค่าส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ หดตัวไปถึง -21%YOY

มากไปกว่านั้น เมื่อพิจารณารายธุรกิจก็พบว่า หลายธุรกิจที่แม้จะมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศยูโรที่ไม่สูงนัก แต่มูลค่าส่งออกกลับหดตัวลงมามากเนื่องจากวิกฤติส่งผลกระทบทางอ้อมไปยังประเทศคู่ค้าหลักของไทยที่อื่นด้วย ตัวอย่างเช่น ธุรกิจผลิตรถยนต์และส่วนประกอบที่แม้สัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศยูโรจะมีเพียงราว 7% เท่านั้น แต่มูลค่าส่งออกโดยรวมกลับหดตัวลงถึง -40%YOY เป็นต้น

ไม่ว่าสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศยูโรจะเกิด double-dip recession หรือเกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจก็ตาม ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศซึ่งพึ่งพาการส่งออกสินค้าและบริการถึงราว 70% ของ GDP คงเลี่ยงได้ยากที่จะต้องเผชิญกับสถานการณ์การชะลอตัวทางเศรษฐกิจไปด้วย อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความวุ่นวายและสถานการณ์ที่เลวร้าย ยังคงมีโอกาสทางธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต นั่นก็คือการขยายตัวของการจับจ่ายใช้สอยของภาคเอกชนและครัวเรือนในประเทศ ที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายของภาครัฐ นอกจากนี้ตลาดส่งออกใหม่ๆ ก็มีความสำคัญต่อภาพรวมการส่งออกของไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง รวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่มีแนวโน้มจะเป็นกำลังขับเคลื่อนหลักของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

 

 

ธนาคารมีการใช้เทคโนโลยี เช่น คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันบนเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ นโยบายการใช้คุกกี้ของธนาคาร
ยอมรับ