<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1653893132465" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS Industry insight</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For Industry insight</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:39:00 +0700</pubDate><ttl>20</ttl>
				<item>
					<title>แนวโน้มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในปี 2026 ยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง แต่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของทิศทางการลงทุนโลก</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10026</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10026</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10026">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/uIrJVMPFViTQEM?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกส่งผลต่อความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนจากต่างประเทศในไทยเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยและส่งผลต่อเนื่องมายังความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า </strong>ทั้งนี้แม้ว่าแนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศยังคงไหลเข้าไทยต่อเนื่องในปี 2025 ซึ่งสะท้อนจากมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในปี 2025 ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าจาก 8.2 แสนล้านบาท เป็น 1.36 ล้านล้านบาท แต่คาดว่าในปี 2026 เม็ดเงินลงทุนจะชะลอตัวเล็กน้อย โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัวจาก 2.7% ในปี 2025 มาอยู่ที่ 2.5% ในปี 2026 ส่งผลให้ปริมาณการค้าและการลงทุนของโลกอ่อนตัวลงตามและส่งผลต่อเนื่องให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยชะลอตัวจาก 2.0% มาอยู่ที่ 1.5% &nbsp;โดยเฉพาะการส่งออกและการนำเข้าของไทยที่คาดว่าจะหดตัวจากแรงกดดันต้นทุนการค้าที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของ Supply chain โลกซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมายังทิศทางการลงทุน ทั้งนี้การเติบโตของการลงทุนของไทยในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า แม้อุตสาหกรรมหลักที่เข้ามาลงทุนในไทยจะยังคงใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า แต่รูปแบบการลงทุนจากต่างประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่กิจการย่อยที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น ทั้งกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง กลุ่มดิจิทัล กลุ่ม EV Ecosystem และกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับเทรนด์อนาคตอย่างอุปกรณ์ทางการแพทย์ และ Future food อีกทั้ง การลงทุนยังมีแนวโน้มเป็นโครงการขนาดเล็กมากขึ้น ซึ่งคาดว่าเป็นการเข้ามาลงทุนเพื่อเชื่อมต่อ Supply chain ในไทยหรือในอาเซียน รวมถึงการลงทุนตามผู้ผลิตรายใหญ่ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยในช่วงก่อนหน้า ซึ่งการเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องของต่างชาตินี้ จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่าในปี 2026<strong><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ig/l0/hfotigl0lj/Figure-1.png" alt="Figure-1.png" width="662" height="513" /><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jm/bc/hfotjmbcyx/Figure-2.png" alt="Figure-2.png" width="758" height="488" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวโน้มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของไทยในปี 2026 แม้จะชะลอตัว แต่ยังอยู่ในระดับสูง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมไทยในปี 2026 มีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า</strong> โดยยอดโอนที่ดินคาดว่าจะอยู่ที่ราว 2,800 ไร่ ตามยอด Pre-sale และ Backlog ในปี 2025 ที่ลดลงจากสถานการณ์ Wait &amp; See ของนักลงทุนในช่วงต้นปี เพื่อรอความชัดเจนของนโยบายกำแพงภาษีที่มีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2025 อย่างไรก็ดี ความต้องการที่ดินนิคมฯ ในปี 2569 จะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการลงทุนด้านดิจิทัลที่เติบโต, นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น Utility Green Tariff และ Direct PPA ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนทั้งโรงผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดสูง ขณะที่ที่ดินพร้อมขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 3,200 ไร่ ตามการประกาศแผนพัฒนาและการเปิดพื้นที่ใหม่ของผู้ประกอบการ โดยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในพื้นที่ EEC ที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนต่างชาติ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/lm/jj/hfotlmjjtb/Figure-3.png" alt="Figure-3.png" width="719" height="433" /></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/mg/xm/hfotmgxmnr/Figure-4.png" alt="Figure-4.png" width="725" height="433" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความต้องการโรงงานสำเร็จรูปให้เช่ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินว่าพื้นที่ที่มีสัญญาเช่าจะเพิ่มขึ้นราว 60,000 ตร.ม. จากการลงทุนในโครงการขนาดเล็กที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเช่าโรงงานสำเร็จรูปจะช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างโรงงานและสามารถเริ่มต้นการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่การเปิดพื้นที่เช่าใหม่เข้าสู่ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ราว 120,000 ตร.ม. ซึ่งแม้จะชะลอตัวจากปี 2568 ที่มีการเร่งขยายพื้นที่รองรับการกระจายฐานการผลิตของต่างชาติ แต่ปริมาณดังกล่าวยังเป็นไปตามแผนการขยายพื้นที่ของผู้ประกอบการ เพื่อเติมเต็มพื้นที่ว่างที่ลดลงในช่วงปี 2024-2025</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานสำเร็จรูปให้เช่ายังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านการลงทุน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>แม้ภาพรวมธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าจะยังอยู่ในทิศทางบวก แต่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงของแนวโน้มการลงทุนที่มีความไม่แน่นอนสูง </strong>ทั้งจาก 1) นโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ 2) การปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทย เพื่อป้องกันสินค้า Transshipment และ 3) นโยบายส่งเสริมการลงทุนของประเทศในอาเซียน เช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมสิงคโปร์-มาเลเซียที่มีแนวโน้มดึงความสนใจของนักลงทุนต่างชาติได้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีโอกาสส่งผลต่อทิศทางการเข้ามาลงทุนในไทย รวมถึงความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่าของไทยในระยะข้างหน้า</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าต้องเตรียมพร้อมสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ยังเป็นความท้าทายสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อม </strong>อาทิ 1) แนวโน้มการผลิตที่มุ่งสู่เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เช่น EV, Semiconductor, Biotech และ Data center ซึ่งต้องการสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพสูงและเสถียรภาพ ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ และโครงข่าย Fiber Optic 2) มาตรฐานความยั่งยืน ที่ผลักดันให้เกิดความต้องการบริการรูปแบบใหม่ ทั้งการเข้าถึงพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำที่ลดการรบกวนแหล่งน้ำธรรมชาติ และระบบจัดการขยะที่ปราศจากการฝังกลบ และ 3) การเตรียมความพร้อมรองรับการเข้ามาลงทุนมากขึ้นของ Hyperscale data center ที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความมั่นคงสูงสุดและที่ดินที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติ อย่างไรก็ดี การปรับนโยบายภาครัฐที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุน Data center ในพื้นที่นอก EEC ที่สูงกว่า อาจส่งผลให้ความต้องการที่ดินนอก EEC เพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมจึงต้องเตรียมความพร้อมด้วยการยกระดับบริการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานให้มีเสถียรภาพสูงสุด ควบคู่กับการสนับสนุนให้โรงงานภายในนิคมฯ สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานสะอาดได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพตามความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ในระยะข้างหน้า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทั้งนี้แม้แนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศในไทยจะยังคงมีสัญญาณบวกต่อเนื่อง แต่ความไม่แน่นอนของทิศทางการลงทุนโลก และรูปแบบการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มุ่งสู่เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าต้องเตรียมความพร้อมสอดคล้องตามความต้องการบริการด้านสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพสูงและเสถียรภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/IE-110226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แม้ต่างชาติยังลงทุนในไทยต่อเนื่อง แต่ความไม่แน่นอนของโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตฯ เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้ผู้ประกอบการนิคมฯ ต้องปรับตัวให้พร้อมรับมือ</description>
					<enclosure length="5319" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/9b/ew/hfou9bewbo/shutterstock_2438578739_s.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 11 Feb 2026 11:02:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>อุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2026  มีแนวโน้มพลิกกลับมาหดตัว จากราคาที่จะลดลงค่อนข้างมาก</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9993</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9993</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9993">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/j4KjqOxa4Ax9bi?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />รายได้ของอุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2026 มีแนวโน้มพลิกกลับมาหดตัว</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>SCB EIC คาดว่า รายได้ของอุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2026 มีแนวโน้มพลิกกลับมาหดตัว โดยได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำตาลที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก แม้ปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้น</strong> </span>โดยคาดว่าปริมาณผลผลิตน้ำตาลไทยในปีการผลิต 2025/2026 จะเพิ่มขึ้น 6.3% จากปีการผลิต 2024/2025 มาอยู่ที่ 10.7 ล้านตัน ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบที่จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 95.4 ล้านตัน จากปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปกติในหลายพื้นที่ ในขณะที่ราคาส่งออกน้ำตาลของไทยโดยเฉลี่ยในปี 2026 จะลดลง 14.4%YOY มาอยู่ที่ 423 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สอดคล้องกับราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่จะลดลงมาอยู่ที่ 15.3 เซนต์ต่อปอนด์ เนื่องจากตลาดน้ำตาลโลกมีแนวโน้มกลับมาเผชิญภาวะเกินดุล จากผลผลิตโลกที่เติบโตดี ตามสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะในอินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก ที่ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 19.9% จากปีการผลิตที่ผ่านมา นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่เติบโตชะลอลงจากนโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์ ยังส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำตาลโลกเติบโตต่ำ กดดันราคาน้ำตาลในตลาดโลก ซึ่งราคาน้ำตาลที่ลดลงจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกน้ำตาลของไทยในปี 2026 หดตัว 9.0%YOY จากที่จะขยายตัว 27.3%YOY ในปี 2025 ทั้งนี้มูลค่าการส่งออกจะลดลงไม่มาก เนื่องจากปริมาณการส่งออกน้ำตาลในปี 2026 จะเพิ่มขึ้น 6.3%YOY ตามผลผลิตน้ำตาลของไทยที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับเอเชียยังมีผลผลิตน้ำตาลไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในภูมิภาค ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากไทย <strong>ทั้งนี้ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำตาลโลก ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่จะกระทบต่อผลผลิตและราคาน้ำตาล และปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่จะกระทบต่อการผลิตและการส่งออกน้ำตาลของไทย</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>ราคาส่งออกน้ำตาลไทย ราคาน้ำตาลโลก ผลผลิตอ้อยและน้ำตาลไทย<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/zb/5r/he6zzb5r8t/image006.png" alt="image006.png" width="1025" height="426" /><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ (MOC), กรมอุตุนิยมวิทยา, สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และ Bloomberg</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความท้าทายของอุตสาหกรรมน้ำตาลในระยะต่อไป</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>อนึ่ง การเติบโตของอุตสาหกรรมน้ำตาลในระยะต่อไป ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน ทั้งความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและนโยบายด้านการเกษตรของประเทศคู้ค้า/คู่แข่ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายและมาตรการเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และกระแสความยั่งยืน</strong></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและนโยบายด้านการเกษตรของประเทศคู้ค้า/คู่แข่ง </strong>ภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบางและมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น นโยบายด้านการเกษตรของประเทศต่าง ๆ ก็มีความไม่แน่นอนมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งสภาวการณ์ดังกล่าว จะส่งผลให้อุตสาหกรรมน้ำตาลซึ่งพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดโลกต้องเผชิญกับความผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (</strong><strong>Climate change) </strong>จะทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำตาล ต้องเผชิญกับผลประกอบการที่มีความผันผวนมากขึ้น จากทั้งต้นทุนการผลิตและปริมาณวัตถุดิบที่มีความไม่แน่นอนสูง </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>นโยบายและมาตรการเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (</strong><strong>Low carbon economy)</strong>เช่น มาตรการการค้าระหว่างประเทศ การเก็บภาษีคาร์บอน เป็นต้น ซึ่งแรงกดดันเหล่านี้จะทำให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจน้ำตาลปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความยั่งยืน (</strong><strong>Sustainability) </strong>เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญของโลกที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาล โดยผู้บริโภคหรืออุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบมีแนวโน้มที่จะหันมาให้ความสำคัญกับประเด็น ด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาลมากขึ้นในอนาคต </span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การปรับตัวของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำตาล</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำตาลจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว และยกระดับศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน</strong></span> ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนสูง ของภาวะเศรษฐกิจ กฎระเบียบและข้อกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ และนโยบายด้านต่าง ๆ ของประเทศคู่ค้า/คู่แข่ง เช่น นโยบายด้านการผลิตและการค้าน้ำตาลของอินเดียและบราซิล นโยบายพึ่งพาตนเองด้านอาหารของประเทศคู่ค้าสำคัญ เป็นต้น มีการกระจายการส่งออกไปยังตลาดส่งออกที่หลากหลาย เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปและมีการจัดทำแผนฉุกเฉินต่อความเป็นไปได้ของฉากทัศน์ (Scenario) ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึงการลงทุนเพื่อให้สามารถคว้าโอกาส และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกระแสความยั่งยืน เช่น การช่วยสนับสนุนให้ชาวไร่อ้อยสามารถลงทุนในแหล่งน้ำ หรือการสร้างแรงจูงใจให้ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด เป็นต้น รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านระบบการผลิตไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำร่วมด้วย</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Sugar-industry-241225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำตาลจำเป็นต้องเร่งปรับตัว และยกระดับศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน</description>
					<enclosure length="5569" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/xy/se/he6zxyse65/Sugar-industry.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 24 Dec 2025 14:56:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ธุรกิจพื้นที่สำนักงานให้เช่าและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าปี 2026 ยังฟื้นตัวได้จำกัดจากแรงกดดันของอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า และอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ที่ยังไม่คลี่คลาย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9984</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9984</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9984">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/cxKYLhh8j1ZQGe?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />แนวโน้มตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่าในปี 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>ตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่าในปี 2026 มีแนวโน้มทรงตัว จากความต้องการพื้นที่เช่าของบริษัทต่างชาติที่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และสถานการณ์ Oversupply ที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ในระยะสั้น</strong></span><br /><br />&bull;<strong> อุปสงค์ตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่าในปี 2026 มีแนวโน้มทรงตัว หรือขยายตัวเล็กน้อย</strong> ราว +0% ถึง +1%YOY ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยความต้องการพื้นที่เช่าจากบริษัทต่างชาติมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง จากผลกระทบของสงครามการค้าจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้บริษัทที่ต้องการลงทุนในไทยส่วนหนึ่งอาจชะลอการลงทุน เพื่อรอดูความชัดเจน แม้ตัวเลขการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2025 จะยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจไทยในช่วง 2 ปีข้างหน้าที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่ำ และมีแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ยังคงกดดันความต้องการพื้นที่เช่าจากบริษัทในประเทศ<br /><br /><strong>&bull; อุปทานพื้นที่ให้เช่าใหม่ในปี 2026 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเล็กน้อย</strong> ราว +0.5% ถึง+1.5%YOY หลังจากที่เพิ่มขึ้นราว +5%YOY ในปี 2025 โดยผู้ประกอบการบางส่วนยังชะลอหรือระงับแผนการเปิดโครงการใหม่ ขณะที่โครงการเปิดใหม่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นโครงการขนาดใหญ่เกรด A และ A+ ทำเลใจกลางเมืองเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อุปทานใหม่ที่ยังเพิ่มขึ้นในระดับที่มากกว่าอุปสงค์อย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ Oversupply ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ในระยะสั้น โดยคาดว่าอัตราการปล่อยเช่าในปี 2026 โดยเฉลี่ยของตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่าจะอยู่ที่ราว 78% ใกล้เคียงกับปี 2025&nbsp;<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/dz/5d/hdtvdz5d50/RE0.png" alt="RE0.png" width="780" height="476" /><br /></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวโน้มตลาดพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าในปี 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>ตลาดพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าในปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวเพียงเล็กน้อย โดยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว ขณะที่ Traffic นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน</strong></span><br /><br />&bull; <strong>อุปสงค์ตลาดพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าในปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อย</strong> ราว +1.5% ถึง +2.5%YOY ใกล้เคียงกับในปีก่อนหน้า โดยภาคครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย จากแรงกดดันของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้าและขยายตัวต่ำ ขณะที่ Traffic นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อย ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงการระมัดระวัง<br /> การใช้จ่ายท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากสงครามการค้า<br /><br />&bull; <strong>อุปทานพื้นที่ให้เช่าใหม่ปี 2026 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง</strong> ราว +3.5% ถึง +4.5%YOY หลังจากที่เพิ่มขึ้นราว +5%YOY ในปี 2025 โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ Midtown และ Suburb เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อุปทานใหม่ที่ยังเพิ่มขึ้นในระดับที่มากกว่าอุปสงค์อย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ Oversupply ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ในระยะสั้น เช่นเดียวกับตลาดพื้นที่สำนักงานให้เช่า โดยคาดว่าอัตราการปล่อยเช่าในปี 2026 โดยเฉลี่ยของตลาดพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าจะอยู่ที่ราว 92% ใกล้เคียงกับปี 2025<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/9z/2p/hdtv9z2pb0/RE2.png" alt="RE2.png" width="780" height="466" /><br /><br /><span style="color: #4f2a81;"><strong>พื้นที่ใจกลางเมืองยังสามารถปรับอัตราค่าเช่าขึ้นได้ดีกว่ารอบนอก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ของผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่สามารถดึงดูดผู้เช่าใหม่ และ Traffic ได้ดี อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในกลุ่มรายใหญ่ด้วยกันก็ยังเป็นไปอย่างเข้มข้น</strong></span> <br /><br />&bull; <strong>อัตราค่าเช่าพื้นที่สำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลปี 2026 มีแนวโน้มทรงตัว หรือขยายตัวเล็กน้อย</strong> ราว +0% ถึง +1%YOY จากการปรับขึ้นของกลุ่มเกรด A และ A+ เป็นหลัก ขณะที่อัตราค่าเช่าในกลุ่มเกรด B ยังมีแนวโน้มทรงตัว หรือหดตัวเล็กน้อยต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า เพื่อรักษาและดึงดูดความต้องการพื้นที่ให้เช่าที่มีจำกัด<br /><br />&bull; <strong>อัตราค่าเช่าพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อย</strong> ราว +0.5% ถึง +1.5%YOY จากการปรับขึ้นอัตราค่าเช่าของโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ใจกลางเมือง และกรุงเทพฯ ชั้นกลางที่ Traffic ยังหนาแน่นเป็นหลัก โดยการแข่งขันที่ยังคงสูงทำให้การปรับขึ้นยังทำได้อย่างจำกัด ขณะที่อัตราค่าเช่าของโครงการในพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพฯ ยังมีแนวโน้มทรงตัว&nbsp;</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ท่ามกลางปัจจัยกดดันและการแข่งขันที่ยังคงเข้มข้นในระยะต่อไป ผู้ประกอบการควรพิจารณาปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือดังนี้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">&bull; <strong>ผู้ประกอบการรายใหญ่</strong> 1) พัฒนาโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในทำเลที่มีการแข่งขัน หรือสถานการณ์ Oversupply รุนแรง 2) สร้างความแตกต่างของพื้นที่หรือโครงการ โดยการเพิ่มความหลากหลายของประเภทผู้เช่า หรือรูปแบบของพื้นที่เช่าในโครงการ 3) ยกระดับคุณภาพของพื้นที่หรือโครงการ 4) บริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และ 5) ให้ความสำคัญกับเทรนด์ ESG โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการใหม่ให้ผ่านการรับรองมาตรฐานอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจเช่าพื้นที่ รวมถึงส่งผลต่อความสามารถในการปรับขึ้นของอัตราค่าเช่าตามมา<br /><br />&bull; <strong>ผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก</strong> นอกจากการพัฒนาโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังต้องสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการสร้างความแตกต่างของโครงการ เช่น มีรูปแบบการทำสัญญาเช่าพื้นที่ที่ยืดหยุ่น หรือเน้นเจาะกลุ่มผู้เช่าพื้นที่เฉพาะกลุ่ม เป็นต้น </span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Commercial-RE-121225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การแข่งขันของธุรกิจพื้นที่สำนักงานให้เช่าและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าในระยะต่อไป ยังเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่</description>
					<enclosure length="6767" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/nv/7i/hdtpnv7ikc/commercial-real-estate.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 12 Dec 2025 13:37:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวดีขึ้นจากปี 2025 หนุนธุรกิจโรงแรมให้ขยายตัว แต่ยังมีแรงกดดันหลายด้านที่ต้องเผชิญ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9983</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9983</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9983">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885; text-align: left;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/NJB6sAmoEHaC5U?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />แนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้นจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและการเติบโตต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินว่า ในปี 2026 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2025 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคนซึ่งอยู่ในภาวะหดตัวจากนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก โดยการขยายตัวที่ดีขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นผลจากมาตรการภาครัฐที่พยายามเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพอย่างนักท่องเที่ยวอินเดีย, ยุโรป และตะวันออกกลาง ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน แต่การเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันภายใต้สมรภูมิ Tourism war ที่เข้มข้นผ่านการออกมาตรการเพื่อดึงนักท่องเที่ยวของหลายประเทศ การระมัดระวังการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั่วโลกจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่ยังคงรูปแบบเดิมขาดจุดดึงดูดใหม่ ๆ อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่เริ่มเติบโตดีขึ้น และการกลับมาเที่ยวไทยมากขึ้นของนักท่องเที่ยวจีน แต่การแข่งขันในสมรภูมิ Tourism war ก็มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นด้วยเช่นกันจากการออกมาตรการอย่างต่อเนื่องของหลายประเทศเพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาท่องเที่ยวในประเทศและส่งเสริมให้ประเทศของตนกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทยคาดว่าจะเติบโตราว 2%YoY จาก 277.1 ล้านคนในปี 2025 มาอยู่ที่ 282.6 ล้านคน และจะขยายตัวต่อเนื่องในระยะข้างหน้า จากแรงหนุนของมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐที่คาดว่าจะทยอยออกมาตลอดทั้งปี ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมยังเดินหน้าต่อเนื่องเชื่อมต่อระหว่างเมืองหลักและเมืองรองเพื่อให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงการออกแคมเพนโพรโมตการท่องเที่ยวในหลายเส้นทางทั้งบริการรถโดยสารท่องเที่ยว เส้นทางท่องเที่ยวแม่น้ำโขงเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน และรถไฟท่องเที่ยว อย่าง Kiha, Royal Blossom, STR Prestige และ Blue Jasmine อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยท้าทายที่มีโอกาสส่งผลต่อการเติบโตของนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย ไม่ว่าจะเป็น ความเปราะบางของภาวะเศรษฐกิจในประเทศซึ่งมีผลต่อการวางแผนท่องเที่ยวและการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของคนไทย ขณะที่การเดินทางออกต่างประเทศของนักท่องเที่ยวไทยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย จากมาตรการยกเว้นวีซ่าให้กับคนไทยในหลายประเทศ และแพ็กเกจท่องเที่ยวต่างประเทศราคาประหยัดที่ออกมาดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/7n/et/hdsm7netj1/image.jpg" alt="image.jpg" width="800" height="308" /></strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>จำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตดีขึ้นหนุนให้ธุรกิจโรงแรมเติบโตตาม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ 73% สูงขึ้นจากปี 2025 เล็กน้อยที่ 72% ขณะที่ราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคืนทั่วประเทศมีแนวโน้มปรับเพิ่มราว 5%YoY หลังจากที่หดตัวในปี 2025 ทั้งนี้แนวโน้มในระยะข้างหน้า คาดว่าทั้งอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศและราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคืนจะขยายตัวดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการท่องเที่ยวในประเทศที่ยังคงแข็งแรง อย่างไรก็ตาม ราคาห้องพักเฉลี่ยยังอาจเผชิญแรงกดดันจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มีความระมัดระวังมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงการปรับบริการและราคาห้องพักเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้นในช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที</span><span style="color: #4e4e4e;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/8p/kw/hdsm8pkwhe/image02.png" alt="image02.png" width="1993" height="790" /></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ธุรกิจโรงแรมยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4f2a81;">แม้การท่องเที่ยวจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีจากการเติบโตของนักท่องเที่ยว แต่ธุรกิจโรงแรมยังต้องรับมือกับความท้าทายในระยะข้างหน้า</span> </strong>ไม่ว่าจะเป็น<strong> 1) เศรษฐกิจโลกและไทยที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง</strong> ซึ่งจะส่งผลกับการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทย <strong>2) Tourism war การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของหลายประเทศในเอเชีย</strong> ผ่านการออกมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งส่งผลให้นักท่องเที่ยวมีตัวเลือกมากขึ้นในการเลือกแหล่งท่องเที่ยว<strong> 3) นโยบายและมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาล</strong> ที่ต้องการความต่อเนื่องในการฟื้นฟูนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมา การเจาะนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพให้เดินทางเข้าไทยมากขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ <strong>4) การแข่งขันที่สูงขึ้นจากอุปทานห้องพักที่เพิ่มขึ้น</strong> จากการทยอยเปิดโรงแรมใหม่โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเก็ต และพังงา ที่มีการขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมเป็นจำนวนมาก และ <strong>5) การก้าวเข้าสู่โรงแรมยั่งยืน</strong> จากแรงกดดันทั้งนโยบายความยั่งยืนของเชนโรงแรมขนาดใหญ่และ OTA, ข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของ EU ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2028 และเทรนด์การใส่ใจความยั่งยืนของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ธุรกิจโรงแรมไทยต้องปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4f2a81;">โรงแรมไทยยังต้องสู้แรงกดดัน ปรับกลยุทธ์พร้อมรับมือกับความท้าทายใน 3 ด้านหลัก</span> </strong>ได้แก่ <strong>1) การเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพที่เติบโตและใช้จ่ายสูง</strong> เพื่อขยายตลาดและกระจายความเสี่ยงขยายฐานนักท่องเที่ยวให้มีความหลากหลายมากขึ้นไม่พึ่งพิงรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง <strong>2) การยกระดับบริการและสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้น</strong> ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ยกระดับการบริการให้ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล หรือการจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงวิถีท้องถิ่น และ<strong> 3) การปรับกลยุทธ์ด้านราคาอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที</strong> เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งรวมถึงการเพิ่มความคุ้มค่าให้กับนักท่องเที่ยวผ่านโพรโมชันพิเศษ เช่น สิทธิ Late check-out, เครดิตร้านอาหาร/บริการสปาภายในโรงแรม หรือการอัปเกรดห้องพัก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>แม้แนวโน้มภาคท่องเที่ยวโดยรวมจะส่งสัญญาณบวกมากขึ้นทั้งตลาดต่างชาติและตลาดในประเทศ แต่ความท้าทายที่ธุรกิจโรงแรมต้องเผชิญยังคงมีอยู่อีกมาก ทำให้การปรับตัวต้องทำอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาความสามารถแข่งขันในตลาดที่มีความผันผวนสูง พร้อมทั้งมองหาโอกาสใหม่ในการสร้างมูลค่าและพัฒนาธุรกิจให้ยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Tourism-Hotel-111225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></strong></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในปี 2026 ท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากปี 2025 จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวชาวไทย ช่วยหนุนธุรกิจโรงแรม</description>
					<enclosure length="5595" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/g6/09/hdsmg6095f/Tourism-Hotel.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 11 Dec 2025 13:52:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ธุรกิจน้ำมันของไทยอยู่ในภาวะทรงตัวจากปริมาณการใช้น้ำมันในประเทศที่เติบโตได้เล็กน้อย แต่มีแรงกดดันจากส่วนต่างกำไร (Margin) ที่ลดลง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9981</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9981</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9981">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/wvBB6KhBr6ShOC?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />แนวโน้มราคาน้ำมันดิบ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>ระดับราคาน้ำมันดิบปรับลดลงอย่างช้า ๆ ต่อเนื่องจากปี 2025 โดยมีสาเหตุหลักจากอุปสงค์ที่เติบโตช้า ตามทิศทางเศรษฐกิจโลกและ Energy transition ประกอบกับอุปทานน้ำมันดิบที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง</strong></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในปี </strong><strong>2025 </strong><strong>ตลาดน้ำมันดิบ (</strong><strong>Crude oil</strong><strong>) เผชิญกับแรงกดดันของการคืนกำลังการผลิตของ </strong><strong>OPEC+</strong>และการเพิ่มการผลิตของผู้ผลิตนอกกลุ่ม ทำให้เกิดภาวะ Implied stock build ต่อเนื่องและกดดันสมดุลตลาด โดยตลาดมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในปี 2026-2029 ตามความต้องการใช้น้ำมันที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ Supply ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันโลกจะเผชิญ &ldquo;Supply-led disinflation&rdquo; (ในปี 2026-2029) ราคามีแนวโน้มลดลงจากอุปทานส่วนเกิน โดยเฉพาะจาก Non-OPEC+ เช่น สหรัฐฯ และบราซิล ด้านอุปสงค์ (Demand) ชะลอลงอย่างต่อเนื่อง หลังผ่านพ้นช่วงฟื้นตัว Post-COVID โดยเฉพาะในภาคขนส่ง และถูกกดดันจาก Energy transition ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น อิหร่าน-อิสราเอล) ยังเป็น Upside risk สำคัญของราคาน้ำมัน เมื่อถึงปี 2029 เป็นต้นไป อัตราการเติบโตของ Supply จากกลุ่ม Non-OPEC+ เริ่มชะลอตัวลงจากปัญหาทุนและแหล่งผลิตที่ให้ Yield ที่คุ้มค่าในการลงทุนเริ่มลดลง ประกอบกับบริษัทต่าง ๆ เริ่มระมัดระวังจาก Trend energy transition และเน้นผลตอบแทนที่สม่ำเสมอแก่ผู้ถือหุ้นมากกว่าการใช้เงินเพื่อลงทุนในแหล่งผลิตที่อาจไม่คุ้มค่าในอนาคต</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ค่าการกลั่นในเอเชียปี 2025 ปรับลดลงต่อเนื่องจากกำลังการผลิตที่ทยอยเพิ่มมากขึ้นในฝั่งเอเชียเป็นหลัก</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ค่าการกลั่นจะกลับคืนสู่ระดับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง </strong><strong>5</strong><strong> ปี (</strong><strong>2015-2019)</strong>ในช่วงปี 2026-2029 และบางภูมิภาคจะเริ่มเข้าสู่ Peak oil demand ในบางชนิดของน้ำมันสำเร็จรูป หลังจากที่อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีมาตั้งแต่ปี 2021</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>แนวโน้ม </strong><strong>2026&ndash;2029 : Overcapacity &amp; Margin Downtrend </strong><strong>ตลาดโลกเข้าสู่ช่วง </strong><strong>Peak oil demand</strong>ในภาคขนส่ง (Gasoline peak ในปี 2027 ใน EU/US) เป็นปัจจัยกดดันต่อการเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันในอนาคต การลงทุนโรงกลั่นใหม่ยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเอเชียและตะวันออกกลาง (Al Zour, จีน และอินเดีย) ทำให้ Supply เพิ่มสูงในโซน Atlantic Basin (ยุโรป&ndash;อเมริกาเหนือ) ในขณะที่ Demand ที่ทรงตัว และโรงกลั่นเก่า ๆ ต้องปิดตัว ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปมีการถูก Disrupt จาก EV, biodiesel, SAF และกฎ IMO/EU ด้าน Decarbonization ส่วน GRM (กำไรขั้นต้นโรงกลั่น) ลดลงจากระดับสูงสุดในปี 2022&ndash;2023 และจะทรงตัวที่ระดับ &ldquo;Normalize&rdquo;</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของไทยในปี 2025 คาดว่าปริมาณการใช้น้ำมันหดตัวที่ -2.8%YoY จากการปรับลดลงของการใช้น้ำมัน Jet และ Diesel เป็นหลัก ส่วนปี 2026 ปริมาณการใช้น้ำมันเติบโตขึ้นได้เล็กน้อย</strong></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปี 2025 คาดว่าปริมาณการใช้น้ำมันหดตัวที่ -2.8%YoY จากการปรับลดลงของการใช้น้ำมัน Jet และ Diesel เป็นหลัก ส่วนปี 2026 ปริมาณการใช้น้ำมัน เติบโตขึ้นได้เล็กน้อย จากแรงสนับสนุนของภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ส่วนในระยะกลาง 2027-2029 ยังคงได้รับจากการใช้น้ำมัน Diesel จากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่องปริมาณความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปของไทยโดยรวมฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2026-2029 จากแรงสนับสนุนของ Jet fuel จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการกลับมาของเที่ยวบินระหว่างประเทศ สำหรับน้ำมัน Gasoline เติบโตได้ในระดับต่ำตามกำลังซื้อและโครงสร้างยานยนต์ใหม่ที่เริ่มถูกแทนที่บางส่วนด้วย EV/Hybrid ในขณะที่น้ำมันเพื่อการขนส่งขนาดใหญ่ อย่าง Diesel ทรงตัวในปี 2026 จากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอ ประกอบกับความไม่แน่นอนของความไม่สงบของชายแดน แต่มีแนวโน้มฟื้นในปี 2027&ndash;2029 ตามกิจกรรมขนส่งและภาคเกษตร ส่วนน้ำมันเตา หรือ Fuel oil ถูกกดดันต่อเนื่องจากภาคเดินเรือที่เผชิญกับมาตรการ IMO และการใช้เชื้อเพลิงสะอาดกว่าในการเดินเรือ ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันเตาไม่เติบโตอีกต่อไป</span></li>
</ul>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/OilandRefinery-091225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ระดับราคาน้ำมันดิบปรับลดลงอย่างช้า ๆ ต่อเนื่องจากปี 2025 โดยมีสาเหตุหลักจากอุปสงค์ที่เติบโตช้า</description>
					<enclosure length="5423" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/70/8f/hdqh708fjd/OilandRefinery-09122025.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Dec 2025 15:30:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหารยังมีแนวโน้มเติบโต ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ผู้บริโภคเน้นสินค้าที่จำเป็นและลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย รวมถึงการแข่งขันทางธุรกิจที่สูง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9969</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9969</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9969">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวโน้มธุรกิจค้าปลีกปี 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>ธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตที่ราว 3.7% ในปี 2026 ซึ่งเป็นการเติบโตที่ชะลอลงจากช่วงปี 2025 ที่คาดว่าจะขยายตัวที่ราว 3.9% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ สำหรับในปี 2026 การเติบโตที่คาดว่าจะชะลอตัว เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ทำให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวช้า<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/g0/be/hd5lg0beq8/WR-Restaurant-Industry01.png" alt="WR-Restaurant-Industry01.png" width="841" height="584" /></strong></span><br /><br /><strong>&middot;</strong> ตลาดค้าปลีกไทยคาดว่าจะโตที่ประมาณ 3.7% ในปี 2026 จากในปี 2025 ที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 3.9% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอลงเล็กน้อย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน จากปัจจัยกดดันทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและทำให้ผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับสินค้าจำเป็นและอาจชะลอการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยออกไป ขณะที่นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มชะลอตัวทั้งในแง่ของจำนวนและการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดค้าปลีกคือ Non-store segment ที่ยังขยายตัว<br /><br /><strong>&middot;</strong> ในปี 2026 กลุ่มที่คาดว่ายังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ยังคงเป็นหมวดร้านค้าสินค้าจำเป็นอย่างกลุ่ม Modern grocery เช่น CVS, Supermarket, Hypermarket และกลุ่ม Health &amp; Beauty ตามเทรนด์การรักษาสุขภาพและความสวยความงาม ทั้งนี้กลุ่มที่ยังต้องจับตามอง ได้แก่ Department store และกลุ่มสินค้า Fashion ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ผู้บริโภคอาจจะชะลอการใช้จ่ายในกลุ่มนี้ไปก่อน อีกทั้ง กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่เป็นไปตามคาด ขณะที่กลุ่ม Home and garden ยังมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยที่ซบเซาต่อเนื่อง ขณะที่ตลาด E-commerce ยังคงเติบโตได้ดี แม้การเติบโตจะไม่ร้อนแรงเท่ากับช่วงโรคระบาด โดยมีปัจจัยหนุนจากพฤติกรรมที่ผู้บริโภคเน้นความสะดวกสบาย ในขณะที่ร้านค้าต่าง ๆ ก็มีทางเลือกให้ลูกค้าสำหรับการซื้อทั้งที่หน้าร้านและช่องทางออนไลน์ รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่เน้นการขายออนไลน์มากกว่าหน้าร้าน โดยคาดว่าสัดส่วนยอดขายจาก E-commerce ของตลาดค้าปลีกจะอยู่ที่ราว 30% ในปี 2026&nbsp;<br /><br /><strong>&middot;</strong> เทรนด์รักษ์สิ่งแวดล้อมยังคงมีบทบาทสำคัญในธุรกิจค้าปลีก รวมไปถึง AI ที่เข้ามามีบทบาทเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้น โดย AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน, วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในการช็อปปิง โดยผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีการนำ AI มาใช้ก่อน จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจเพิ่มขึ้น และเทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อมทำให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบตระหนักรู้มากขึ้น ซึ่งแนวคิดด้าน ESG ไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ร้านค้าแต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคไทยยังมี Willingness to pay ในสินค้าที่มีความยั่งยืนไม่มากนัก ผู้ประกอบการอาจต้องมี Incentive เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าที่มีความยั่งยืนมากขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวโน้มธุรกิจบริการอาหารปี 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>ธุรกิจบริการอาหารในปี 2026 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตที่ราว 3.2% ท่ามกลางความท้าทายมากมาย ยอดขายที่เติบโตอาจมาจากปัจจัยราคา ธุรกิจขนาดเล็กเจอแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูง ขณะที่ร้านขนาดใหญ่เริ่มเข้ามาแข่งขันในการขายอาหารที่ราคาคุ้มค่ามากขึ้น<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gn/1v/hd5lgn1vd6/WR-Restaurant-Industry02.jpg" alt="WR-Restaurant-Industry02.jpg" width="790" height="642" /></strong></span> <br /><br /><strong>&middot;</strong> <strong>สำหรับปี 2026 ธุรกิจบริการอาหารมีแนวโน้มเติบโตค่อนข้างทรงตัวจากปีนี้ โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ราว 3.2%YOY จากในปี 2025 ที่จะขยายตัวราว 3.3%</strong> โดยในช่วงปลายปี 2025 ธุรกิจบริการอาหารได้อานิสงส์จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เช่น คนละครึ่งพลัส และเที่ยวดีมีคืน ทำให้ธุรกิจร้านอาหารมีบรรยากาศที่ฟื้นตัวขึ้นบ้าง อย่างไรก็ดี ในปี 2026 การเติบโตอาจจะชะลอตัวจากปี 2025 เล็กน้อย เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและมีความเสี่ยงของการชะลอตัวอยู่ค่อนข้างมาก ทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายบางส่วนที่ไม่จำเป็นลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวค่อนข้างช้า ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอาจลดการรับประทานอาหารนอกบ้านลง (Dine out) ทำให้ยอดขายกลุ่ม Full-service restaurant ได้รับผลกระทบ สะท้อนได้จาก SSSG ที่ติดลบอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่ม Limited-service มีการขยายสาขาในอัตราที่ลดลง และกลุ่ม Cafe/Bars เริ่มจะประสบปัญหา Oversupply <br /><br /><strong>&middot;</strong> <strong>ธุรกิจบริการอาหารแบบ Full-service<sup>1</sup> คาดว่าจะเติบโต 3% ในปี 2026</strong>&nbsp; จากที่เติบโตประมาณ 3.2% ในปี 2025 โดยร้านอาหารกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจค่อนข้างมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ แต่ยังได้รับแรงหนุนจากกลุ่มลูกค้าไทยและนักท่องเที่ยวที่มีกำลังบริโภคสูง ที่หาประสบการณ์จากการรับประทานอาหารในร้านใหม่ ๆ เช่น บรรยากาศ รสชาติ เรื่องราว<br /><br /><strong>&middot;</strong> <strong>ธุรกิจร้านอาหาร Limited-service<sup>2</sup> คาดว่าจะเติบโต 2.7% ในปี 2026</strong> &nbsp;จากที่คาดว่าเติบโตราว 2.3% ในปี 2025 โดยมีปัจจัยหนุนจากไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นกลุ่มที่สามารถควบคุมมาตรฐานของคุณภาพและรสชาติได้ดี และในราคาที่เข้าถึงง่าย จะทำให้ร้านอาหารกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบไม่รุนแรงเท่ากลุ่มอื่น ๆ ในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว<br /><br /><strong>&middot;</strong> <strong>ร้านอาหารแบบคาเฟ่/บาร์<sup>3</sup> คาดว่าจะเติบโต 3.7% ในปี 2026</strong> จากที่คาดว่าเติบโตราว 3.9% ในปี 2025 โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค อาทิ ความต้องการสถานที่พบปะสังสรรค์ การทำงานนอกสถานที่ และการท่องเที่ยวในเมืองเพิ่มขึ้น รวมไปถึงความต้องการในการค้นหาประสบการณ์ที่แตกต่าง โดยเฉพาะร้านคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว<br /><br /><br /> <br /><sup>1</sup> <strong>Full-service restaurant</strong> : บริการอาหารที่มีสถานที่นั่งรับประทานอาหาร เน้นอาหารมากกว่าเครื่องดื่ม และมีพนักงานบริการที่โต๊ะอาหาร รวมถึงคุณภาพของอาหารดีกว่ากลุ่ม Limited-service restaurant <br /><sup>2</sup> <strong>Limited-service restaurant</strong> : บริการอาหารที่ผสมผสานระหว่างร้านอาหาร Fast food และร้านอาหารที่ให้บริการจัดส่งถึงบ้าน/รับกลับบ้าน ร้านเหล่านี้มักมีเมนูที่จำกัดและเป็นอาหารที่สามารถเตรียมได้อย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปลูกค้าจะสั่ง จ่ายเงิน และรับออเดอร์ของตนที่เคาน์เตอร์ แม้ว่าบางสถานที่อาจมีบริการที่โต๊ะแต่ค่อนข้างจำกัด <br /><sup>3</sup> <strong>คาเฟ่/บาร์</strong> : บริการอาหารที่เน้นขายเครื่องดื่ม (ทั้งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์) ทั้งนี้อาจมีบริการขนมและอาหารภายในร้าน อย่างไรก็ดี โดยทั่วไปรายได้ราว 50% หรือมากกว่ามาจากการขายเครื่องดื่ม</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/WR-Restaurant-Industry-201125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในปี 2026 ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจบริการอาหาร มีแนวโน้มเติบโตที่ 3.7% และ 3.2% ตามลำดับ</description>
					<enclosure length="4228" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/42/k2/hd7s42k2rl/shutterstock_2610045461_s.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 20 Nov 2025 13:29:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>อุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยในปี 2026 มีแนวโน้มเผชิญปัจจัยเสี่ยงด้านลบสูงขึ้น ทั้งจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ ภาษีทรัมป์ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9962</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9962</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9962">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/4OTEeh6NEuMp75?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />ภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยในปี 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาพรวมการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยในปี 2026 ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง ท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้านในระบบเศรษฐกิจ</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากนโยบายภาษีทรัมป์ รวมทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และปัญหาความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลกที่ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งความเสี่ยงด้านลบ (Downside risks) เหล่านี้ ส่งผลให้แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าหลักดั้งเดิมของไทย ซึ่งได้แก่ จีน, สหรัฐฯ และญี่ปุ่น รวมทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะยังอยู่ในภาวะซบเซาต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในตลาดโลก และมีผลให้การใช้จ่ายในสินค้าอาหารที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Luxury food เช่น โปรตีนจากอาหารทะเล ได้รับผลกระทบตามไปด้วย</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การส่งออกทูน่ากระป๋องและกุ้งของไทยในปี 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องของไทยในปี 2026 มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากปีนี้ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 1.6%YOY แต่ยังถือว่าเป็นระดับการเติบโตที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอยู่</strong>พอสมควร เนื่องจากคาดว่าผลกระทบจากนโยบายภาษีทรัมป์ ทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่อาจจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดบางส่วนในตลาดส่งออกหลักอย่างสหรัฐฯ ให้กับคู่แข่งที่โดนเก็บ Reciprocal tariff ต่ำกว่าอย่าง เอกวาดอร์ อย่างไรก็ดี ภาพรวมผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกทูน่ากระป๋องอาจจะไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากไทยยังคงมีความได้เปรียบและจุดแข็งในเรื่องต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าคู่แข่งหลักรายอื่นในตลาด รวมทั้งคุณภาพและมาตรฐานสินค้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาอย่างยาวนาน<strong> ขณะที่การส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์รุนแรงมากกว่าทูน่า โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกกุ้งในปี 2026 จะหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ที่ -2.6%YOY </strong>โดยคาดว่าภาพรวมอุปสงค์กุ้งโลกในปีหน้าจะยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอ ท่ามกลางแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อผู้บริโภคให้ปรับลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ คาดว่าผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ จะเห็นผลชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งกดดันให้ศักยภาพการแข่งขันของกุ้งไทยในตลาดโลกปรับตัวแย่ลงมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากการผลิตกุ้งของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่าคู่แข่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งในส่วนของต้นทุนอาหารกุ้ง ค่าแรง ต้นทุนด้านพลังงาน รวมทั้งต้นทุนในการควบคุมโรคและมาตรการการเลี้ยงกุ้งในฟาร์มที่เข้มงวด</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>มูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องและกุ้งของไทย<br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐ, %CAGR, %YOY<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/15/0y/hd25150ykv/image006.png" alt="image006.png" width="780" height="262" /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ (MOC)<br /><img style="border: 0px solid #000000;" /></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความท้าทายของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทะเล</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สำหรับความท้าทายสำคัญที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทะเลและภาครัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญ ซึ่งจะมีผลต่อแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารทะเลในระยะข้างหน้า ได้แก่ มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) </strong>โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมประมง ซึ่งประเด็นปัญหานี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของสหรัฐฯ ซึ่งนอกจากจะลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) แล้ว ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าอาหารทะเลไทยในสายตาชาวโลกได้อีกด้วย นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญกับมาตรการกำกับดูแลการทำประมงอย่างยั่งยืนและการเฝ้าระวังการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU fishing) ควบคู่กันไปด้วย<strong> ขณะที่ความท้าทายด้านอื่น ๆ ที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทะเลต้องติดตามอย่างใกล้ชิด </strong>คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) และภาวะ Ocean warming ที่มีผลต่อระบบนิเวศทางทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ และกระทบต่ออุปทานสัตว์น้ำต่าง ๆ&nbsp; รวมทั้งต้องเตรียมรับมือกับปัญหาขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมประมง และการแข่งขันจากสินค้านวัตกรรมใหม่ ๆ (Novel foods) เช่น โปรตีนทางเลือกใหม่ ๆ รวมทั้งโปรตีนทดแทนจากพืช (Plant-based seafood) ที่กำลังทยอยพัฒนาออกสู่ตลาดอาหารทะเล และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในตลาดโลกมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวทางปรับตัวของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทะเล</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทะเลควรปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การเติบโตเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านต่าง ๆ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ดังนี้</strong></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทะเลโดยเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น </strong>โดยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานและคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อม ๆ ไปกับเน้นปรับพอร์ตสินค้าอาหารทะเลไปสู่กลุ่มพรีเมียมและสินค้าเพื่อสุขภาพให้มากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับ Megatrend โลก ลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ และหลีกหนีการแข่งขันด้านราคา (Price war)</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เร่งกระจายตลาดส่งออกให้มีความหลากหลายมากขึ้น </strong>เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาอุปสงค์จากตลาดส่งออกดั้งเดิมโดยเฉพาะสหรัฐฯ โดยควรพยายามเจาะฐานผู้บริโภคในตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) ซึ่งยังมีคู่แข่งน้อย</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>นำ </strong><strong>AI, IoT </strong><strong>และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น </strong><strong>Blockchain </strong><strong>เข้ามาปรับใช้ในห่วงโซ่การผลิต </strong>ตั้งแต่การจับปลา เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แปรรูป ไปจนถึงขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มความน่าเชื่อถือจากการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>สร้างพันธมิตรเพื่อวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ร่วมกัน (</strong><strong>Collaborative innovation) </strong>เช่น การเชื่อมโยงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทะเลกับผู้พัฒนาเทคโนโลยี หรือกลุ่ม Startup เพื่อช่วยให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคและผลิตสินค้าออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น<br /><br /></span></li>
</ul>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Seafood-industry-171125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ความท้าทายสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารทะเลในอนาคต คือ มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) ที่ผู้ประกอบการและรัฐต้องรับมือ</description>
					<enclosure length="6350" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/gd/d3/hd2zgdd33c/seafood-industry-2.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 17 Nov 2025 11:52:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่การฟื้นตัวในระยะข้างหน้าจะยังไม่ทั่วถึง และมีความท้าทายอีกมากรออยู่</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9956</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9956</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9956">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/1bamN4yZukhakA?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 2025 และจะเติบโตได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2026 - 2029&nbsp;</strong></h2>
<p><span style="font-size: 13pt; color: #4e4e4e;">โดยการฟื้นตัวจะชัดเจนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) และรถยนต์ SUV ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และอุปสงค์จากคู่ค้าหลักในอาเซียนและออสเตรเลียที่ผันผวน ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมเผชิญความท้าทายอีกหลายด้านดังนั้น ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ ๆ ควบคู่กับการต่อยอดจุดแข็งเดิมในอุตสาหกรรมรถกระบะ ชิ้นส่วน และอะไหล่ยนต์ เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันและการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>ตลาดรถยนต์ไทยหดตัวชะลอลงในปี </strong><strong>2025 </strong><strong>และมีแนวโน้มกลับมาเติบโตได้บ้างในปี 2026 แต่การฟื้นตัว</strong><strong> ยังไม่ทั่วถึงนัก </strong></span>โดยคาดว่ายอดขายในประเทศจะอยู่ที่ 5.71 แสนคัน หรือขยายตัวเพียง 1%YoY โดยค่ายรถที่มีการเปิดตัวโมเดล SUV และยานยนต์ xEV (Hrbird และ BEV) ยอดขายมีแนวโน้มเติบโตดีกว่ากลุ่มแบรนด์รอง รวมถึงผู้ผลิตที่พึ่งพาการจำหน่ายรถกระบะและรถยนต์สันดาป (ICE) เป็นหลัก ในระยะข้างหน้า ตลาดรถยนต์ไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจาก รอบด้าน โดยด้านเศรษฐกิจมีความท้าทายจากระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง รวมถึงสถาบันการเงินมีแนวโน้มตรึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ ขณะเดียวกัน ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น อายุการใช้งานรถยนต์ที่ยาวนานขึ้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และความนิยมในบริการเรียกรถ (Ride-sharing) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการฟื้นตัวของวัฏจักรยอดขายรถใหม่ นอกจากตลาดในประเทศแล้ว ภาคส่งออกยานยนต์ของไทย ก็มีแนวโน้มเผชิญความท้าทายเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะจากคู่ค้าหลักอย่างกลุ่ม CLMV ที่อุปสงค์ชะลอลง รวมถึงการที่ออสเตรเลียหันมาเข้มงวดมาตรการ ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ขณะเดียวกัน การแข่งขันจากค่ายยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดส่งออกก็ทวีความรุนแรงขึ้น</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า </strong><strong>xEV </strong><strong>มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง และคาดว่านับตั้งแต่ปี 202</strong><strong>6</strong><strong> จะมีส่วนแบ่งตลาดเกินกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายยานยนต์ทั้งประเทศ </strong></span>ยอดขายรถยนต์ไฮบริดมีแนวโน้มเติบโตราว 16%YOY ในปี 2026 โดยผู้ผลิตจากญี่ปุ่นจะครองความเป็นผู้นำตลาดผ่านกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1) การเพิ่มกำลังการผลิตรถไฮบริดในประเทศไทย และ 2) การพัฒนาโมเดลไฮบริดให้มีความหลากหลายทั้งด้านดีไซน์ ระดับราคา และสมรรถนะการขับขี่ ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยกระตุ้นความสนใจและหนุนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เนื่องจากแบรนด์ส่วนใหญ่เป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนาน มีความมั่นคง และพร้อมด้วยบริการหลังการขายและอะไหล่ยนต์ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) คาดว่าจะเติบโต 18%YOY ในปี 2026 โดยมีแรงหนุนจากความพร้อมที่เพิ่มขึ้นของ EV Ecosystem รวมถึงแนวโน้มผู้บริโภคที่หันมาเลือกซื้อ BEV ที่ผลิตในไทย อย่างไรก็ตาม ตลาด BEV ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งการเสื่อมราคาที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว และเบี้ยประกันภัยอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจชะลอการตัดสินใจของผู้บริโภคออกไปได้<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tg/pj/hcvjtgpjfi/Automotive-Industry-111125-2.png" alt="Automotive-Industry-111125-2.png" width="780" height="360" /></span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และยางล้อมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง</strong></span> แต่รายได้ของผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับ ยานยนต์ใหม่ (OEM) คาดว่าจะฟื้นตัวได้ช้ากว่ากลุ่มอะไหล่ทดแทน (REM) เนื่องจากปริมาณการผลิตรถยนต์ใหม่ฟื้นตัวช้า อีกทั้ง ภาคการส่งออกก็เผชิญแรงกดดันจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์โลก ในระยะถัดไป อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และยางล้อมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 2 ประการ คือ 1) ความสามารถทางการแข่งขัน ในตลาดสหรัฐฯ อาจถูกท้าทายจากคู่แข่งในกลุ่ม USMCA, ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมีข้อได้เปรียบจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่ำกว่าไทย และ 2) ความเสี่ยงจากการถูกเรียกเก็บภาษีสวมสิทธิ์ ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบและรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า รวมถึงเสริมสร้างความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทานโลก</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย </strong></span>แม้ไทยจะมีความเชี่ยวชาญและความพร้อมในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนสำคัญของโลก แต่การปรับขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ก่อให้เกิดความท้าทายเพิ่มขึ้นใน 4 ด้านสำคัญ คือ<br /></span><br />1) <strong>การส่งออกชิ้นส่วน อะไหล่ยนต์ และจักรยานยนต์ของไทย มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ</strong> เนื่องจากต้นทุนการค้าสูงกว่าคู่แข่งรายสำคัญหลายประเทศ ขณะที่อุตสาหกรรมยางล้อ คาดว่าจะรักษา ความได้เปรียบไว้ได้ แต่ในระยะยาว อาจเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกับเม็กซิโก ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนของภูมิภาคอเมริกา<br /><br />2)&nbsp;<strong>อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยได้รับผลกระทบทางอ้อมจากคำสั่งซื้อของประเทศผู้ผลิตรถยนต์ที่ชะลอตัว</strong> โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่ใช้ชิ้นส่วนยานยนต์จากไทย นำไปประกอบและส่งออกรถยนต์ไปสู่ตลาดสหรัฐฯ<br /><br />3) <strong>การลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงบ้างในกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก</strong> เนื่องจากผู้ผลิตบางส่วนอาจหันไปเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ หรือขยายฐานการผลิตในภูมิภาคอเมริกา เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีและลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคต<br /><br />4) <strong>การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์และยางล้อเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกเก็บภาษีสวมสิทธิ์ ควบคู่กับมาตรการ Non-tariff ที่เข้มงวดขึ้น</strong> เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนสูง อีกทั้ง บทบาทของสินค้านำเข้าและธุรกิจต่างชาติก็เพิ่มขึ้นในไทยอย่างต่อเนื่อง</li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>นโยบายเชิงรุกจากภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจ ที่ครอบคลุมทั้งมิติของ &ldquo;การปกป้อง&rdquo; &ldquo;การกำกับดูแล&rdquo; และ &ldquo;การส่งเสริมความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ&rdquo; ถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว</strong> โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิต การเพิ่มสัดส่วน การใช้วัตถุดิบในประเทศ การยกระดับมาตรฐานสินค้าและแรงงานให้สอดคล้องกับตลาดโลก รวมถึงการสร้างแรงจูงใจ ด้านการลงทุนและนวัตกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์และกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศ<br /><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Automotive-Industry-111125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ตลาดรถยนต์ไทยหดตัวชะลอลงในปี 2025 และมีแนวโน้มกลับมาเติบโตได้บ้างในปี 2026 แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงนัก</description>
					<enclosure length="2317" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/nt/07/hcvjnt07dt/Automotive-Industry-111125.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 11 Nov 2025 14:14:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>จับตาทิศทางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยปี 2026 เจอศึกหนัก! เตรียมรับมือ 3 ความเสี่ยง : ภาษีสหรัฐฯ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันที่สูงขึ้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9954</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9954</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9954">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/2qEHf4yJKjxTGZ?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />แนวโน้มการส่งออกอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปี 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปี 2026 มีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY ตามทิศทางเศรษฐกิจโลก การแข่งขันที่สูงขึ้นและผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับในปี 2025 ที่คาดว่าจะขยายตัว จากอานิสงส์ระยะสั้นของการเร่งนำเข้าของสหรัฐฯ</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แม้ว่าในปี 2025 การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง จากอานิสงส์การเร่งนำเข้าและวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคอมพิวเตอร์และ HDD ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้มความต้องการเทคโนโลยี AI และธุรกิจ Data center ที่ขยายตัว โดยคาดว่าจะเติบโตสูงถึงราว 33%YoY แต่ในปี 2026 คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในภาพรวมมีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY&nbsp; แม้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 การส่งออกในกลุ่มสินค้า Hi-Tech เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ยังคงได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรขาขึ้นที่สิ้นสุดลงช้ากว่าที่คาดจากอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ที่ดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การส่งออกในภาพรวมยังคงหดตัว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่แผ่วลง และจะเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนมาขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026 ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีเจาะจงเฉพาะสินค้า (Specific tariff) ในกลุ่มสินค้าไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนในระยะข้างหน้า</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวโน้มในระยะกลางของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในระยะกลาง (2027-2029) คาดว่ามูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากความเสี่ยงรอบด้านทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยไปยังตลาดโลกและตลาดสหรัฐฯ แม้ว่าความต้องการในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดโลก จะยังมีแนวโน้มขยายตัวจากความต้องการของกลุ่มสินค้าขั้นปลาย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า กลุ่ม Data storage รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น อย่างไรก็ดี ยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่อาจมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ib/uj/hcuaibuju9/Electrical-Appliances-and-Electronics.png" alt="Electrical-Appliances-and-Electronics.png" width="620" height="522" /><br /></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ประเด็นที่ต้องจับตา</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังมีประเด็นที่ต้องจับตาจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีของสหรัฐฯที่อาจรุนแรงขึ้น ทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจใหม่ในยุค AI</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลกระทบจาก Trump&rsquo;s tariff ต่ออุตสาหกรรม E&amp;E </strong>การเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีเจาะจงเฉพาะสินค้า การเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์และการกำหนดหลักเกณฑ์ Local content ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า E&amp;E ไปตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มที่พึ่งพาสหรัฐฯ เป็นหลัก เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย </strong>ที่ส่งผลให้อุตสาหกรรม E&amp;E จำเป็นต้องปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับการเติบโตของสินค้าไฮเทคมากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรม E&amp;E เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น </strong>เช่น เทรนด์เช่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า แนวโน้มเทคโนโลยี AI ที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการ E&amp;E ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานขยายตัว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ดังนี้</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>จัดทำแผนประเมินความเสี่ยง/ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ</strong> เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีและสินค้าสวมสิทธิ์ รวมถึงการทบทวนต้นทุนการผลิต และมองหาพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากจีนและเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศให้มากขึ้น </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เปิดตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ</strong> โดยกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่น ๆ ที่มีศักยภาพมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา เป็นต้น </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สีเขียวมากขึ้น</strong> ตั้งแต่การจัดหาวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมีอันตราย ไปจนถึงการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานที่มีทักษะสูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น</strong> เช่น วิศวกรผู้ชำนาญ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เป็นต้น </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น</strong></span></li>
</ul>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Electrical-Appliances-and-Electronics-101125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในปี 2026 มีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY ตามทิศทางเศรษฐกิจโลก การแข่งขันที่สูงขึ้น และมาตรการภาษีสหรัฐฯ</description>
					<enclosure length="9673" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/9e/we/hcua9ewew4/Electrical-Appliances-and-Electronics.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 10 Nov 2025 11:11:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>แนวโน้มภาคก่อสร้าง และทิศทางตลาดวัสดุก่อสร้างในปี 2026</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9947</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9947</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9947">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/j5reR1PxZWWsQ1?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />ภาพรวมมูลค่าธุรกิจก่อสร้าง 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">ภาพรวมมูลค่าอุตสาหกรรมก่อสร้างในปี 2026 มีแนวโน้มทรงตัว อยู่ที่ 1.41 ล้านล้านบาท</span> <span style="color: #4e4e4e;">ในส่วนของมูลค่าการก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัว +1%YOY แตะระดับ 860,000 ล้านบาท</span></strong> โดยเผชิญแรงกดดันจากกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2026 ในส่วนของวงเงินงบลงทุนลดลง 5% จากปีงบประมาณ 2025 ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมือง อย่างไรก็ดี Mega project ที่กำลังดำเนินการมีความคืบหน้า รวมถึงในปี 2026 จะมีการเริ่มประมูล Mega project ใหม่ ๆ<strong> สำหรับมูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2026 มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องมาอยู่ที่ 551,000 ล้านบาท (-1%YOY) </strong>โดยการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องไปตามภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่หดตัว ขณะที่การก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์มีแนวโน้มทรงตัว ทั้งนี้พื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่หดตัวสูงในปี 2024 และมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องในปี 2025 ส่งผลให้กิจกรรมการก่อสร้างภาคเอกชนชะลอตัวในระยะข้างหน้า<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wi/l3/hcicwil3ib/Construction-and-Building-Materials.png" alt="Construction-and-Building-Materials.png" width="780" height="372" /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความท้าทายในปี 2026 ของธุรกิจก่อสร้าง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาคก่อสร้างยังเผชิญความท้าทายในปี 2026</strong> ได้แก่ ต้นทุนก่อสร้างยังอยู่ในระดับสูง แม้ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับก่อนปี 2022 ประกอบกับจำนวนแรงงานพื้นฐานชาวเมียนมามีแนวโน้มลดลง อาจเป็นแรงกดดันให้ค่าแรงปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในภาคก่อสร้าง โดยเฉพาะผู้ว่าจ้างโครงการก่อสร้างเข้มงวดกับคุณภาพ และมาตรฐานวัสดุก่อสร้าง รวมถึงขั้นตอนการก่อสร้างมากขึ้น อีกทั้ง บทบาทของผู้รับเหมาสัญชาติจีน ที่ส่งผลให้มีการแข่งขันด้านราคาในการเข้าประมูลงาน รวมถึงกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องใน Supply chain โดยใช้วัสดุก่อสร้างจากจีนมากขึ้น <strong>สำหรับความท้าทายในระยะปานกลาง</strong> ได้แก่ ภาวะ Oversupply ของภาคอสังหาริมทรัพย์, Productivity ของภาคก่อสร้างอยู่ในระดับต่ำ และแรงกดดันในการลดการปล่อย Emission ทั้งนี้ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างมีแนวทางการปรับกลยุทธ์ ดังนี้</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ </strong><strong>: </strong>ร่วมมือกับพันธมิตร รวมถึงระมัดระวังการเข้าประมูลแบบแข่งขันด้านราคา</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ควบคุมต้นทุนก่อสร้าง </strong><strong>: </strong>เป็นพันธมิตรกับผู้ค้า และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างหลากหลาย ทำสัญญาสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า รวมถึงวางแผนการใช้แรงงาน</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ให้ความสำคัญกับการบริหาร</strong><strong> Backlog : </strong>ปรับสัดส่วนในการเข้าประมูลงานก่อสร้างภาครัฐ และภาคเอกชนอย่างเหมาะสม รวมถึงดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สร้างความน่าเชื่อถือ </strong><strong>: </strong>ยกระดับความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างต่างชาติที่มีความน่าเชื่อถือ</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่ม </strong><strong>Productivity : </strong>ลงทุนนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ เป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างต่างชาติที่ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี รวมถึงพัฒนาบุคลากร</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ลดการปล่อย </strong><strong>Emission : </strong>กำหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัด ไปจนถึงรายงานผลการดำเนินการ เป็นพันธมิตรกับผู้ค้า และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลงทุนนำเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทั้งในพื้นที่ก่อสร้าง และสำนักงาน</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวโน้มธุรกิจก่อสร้าง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างปี 2026 ในภาพรวมมีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อย</span></strong> <strong>จากปัจจัยด้านราคาวัสดุก่อสร้าง ทั้งเหล็ก ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง และสีทาอาคารในปี 2026 มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ตามต้นทุนราคาราคาวัตถุดิบ และพลังงาน</strong> ไม่ว่าจะเป็นสินแร่เหล็ก ถ่านหิน น้ำมัน และค่าไฟฟ้า รวมถึงสถานการณ์การแข่งขันด้านราคาที่ค่อนข้างรุนแรง ยังเป็นปัจจัยกดดันให้ราคากระเบื้องมีแนวโน้มปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดี ราคาวัสดุก่อสร้างยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับราคาในอดีต (ก่อนปี 2022)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในส่วนของปริมาณการใช้งานวัสดุก่อสร้างในปี 2026 เผชิญแรงกดดันในภาคการก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่หดตัว</strong> ที่ส่งผลให้ปริมาณการใช้งานวัสดุก่อสร้างที่พึ่งพาการก่อสร้างภาคเอกชนเป็นหลักหดตัว ทั้งการใช้งานกระเบื้องปูพื้น/บุผนัง และสีทาอาคาร ขณะที่ปริมาณการใช้งานเหล็กทรงยาว และเหล็กทรงแบนในปี 2026 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6.5 ล้านตัน (+0.5%YOY) และ 10.4 ล้านตัน (+0.2%YOY) ตามลำดับ รวมถึงปริมาณการใช้งานปูนซีเมนต์ในปี 2026 มีแนวโน้มอยู่ที่ 36.1 ล้านตัน ทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2025 โดยยังเผชิญกับความท้าทาย จากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กระทบต่อโครงการก่อสร้างภาครัฐ<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/z4/0x/hcicz40x2v/Construction-and-Building-Materials2.png" alt="Construction-and-Building-Materials2.png" width="597" height="207" /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ประเด็นที่ยังต้องจับตาคือสินค้าต่างประเทศที่จะถูกระบายเข้ามาไทยมากขึ้น จากผลกระทบของสงครามการค้าของสหรัฐฯ</strong> โดยเฉพาะเหล็ก ที่เผชิญการทะลักเข้ามาของเหล็กจีน และถูกซ้ำเติมด้วยเหล็กญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งจะมีแนวโน้มถูกระบายเข้ามามากขึ้น เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศ เคยได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กของสหรัฐฯ มาก่อนที่จะมีการยกเลิกการยกเว้นและปรับเพิ่มอัตราภาษี นอกจากนี้ ผลกระทบจากสงครามการค้าของสหรัฐฯ อาจส่งผลให้เกิดการระบายกระเบื้องจากทั้งจีน เวียดนาม และอินเดียมายังไทยมากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ปัจจัยกดดันรอบด้านในปี 2026 ส่งผลให้ธุรกิจวัสดุก่อสร้างต้องปรับกลยุทธ์</strong> โดยผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างควรแสวงหาโอกาสจากการจับขั้วทางเศรษฐกิจ รับมือกับสินค้าจีน ควบคุมมาตรฐานการผลิตสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงลดการปล่อย Emission จากกระบวนการผลิต สำหรับผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง ต้องติดตามสถานการณ์ และแนวโน้มของอุตสาหกรรม จัดจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และนำเทคโนโลยีมาปรับใช้<br /><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Construction-and-Building-Materials-301025" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><br /></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภาพรวมมูลค่าอุตสาหกรรมก่อสร้างในปี 2026 มีแนวโน้มทรงตัว อยู่ที่ 1.41 ล้านล้านบาท</description>
					<enclosure length="5303" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/r6/jy/hcicr6jyrm/shutterstock_2573434807_s.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 30 Oct 2025 15:07:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ธุรกิจโรงไฟฟ้าปี 2026 กลุ่มพลังงานหมุนเวียนเติบโตเด่น ขณะที่โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลถูกผลักดันให้เร่งปรับตัวเพื่อผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9938</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9938</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9938">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/2C9ynzHFX2zCeG?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />คาดการณ์ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ปริมาณการใช้ไฟฟ้าผ่านระบบของการไฟฟ้าฯ ของไทยในปี 2026 จะเติบโตเพียงเล็กน้อยที่ 0.3%YOY ก่อนที่จะเติบโตเร่งขึ้นเฉลี่ยราว 2.9% ต่อปีในช่วงปี 2027&ndash;2029 ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่จะเติบโตในระดับต่ำ</strong> โดยคาดว่า GDP จะขยายตัวเพียง 1.5% ในปี 2026 และเฉลี่ย 2.3&ndash;2.5% ต่อปีในช่วง 2027&ndash;2029 ขณะเดียวกัน การใช้ไฟฟ้านอกระบบ หรือไฟฟ้าที่ผลิตเพื่อใช้เองโดยไม่ผ่านโครงข่ายของการไฟฟ้าฯ จะเติบโตสูงกว่าชัดเจน โดยคาดว่าในปี 2026 จะเพิ่มขึ้น 2.4% และเฉลี่ย 3.3% ต่อปีในช่วงปี 2027&ndash;2029 จากความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมที่หันมาใช้ระบบ SPP Direct (ผู้ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในพื้นที่นิคมฯขายไฟฟ้าโดยตรงให้ผู้ใช้ไฟฟ้าโดยใช้สายส่งไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าเอง) และ IPS-Renewable (ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์ Solar rooftop หรือพลังงานชีวมวลและก๊าซชีวภาพ) มากขึ้น จากการติดตั้ง Solar rooftop และการทำ Private PPA (ซื้อไฟฟ้าสะอาดโดยตรงจากผู้ผลิตโดยใช้สายส่งไฟฟ้าของตนเองหรือผู้ผลิตไฟฟ้า) ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวโน้มค่าไฟฟ้าของไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยทั้งปี 2026 คาดว่าจะปรับตัวลดลง มาอยู่ที่ราว 3.93 บาทต่อหน่วย ตามนโยบายลดค่าครองชีพของครม. อนุทิน เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติที่ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2025 รวมถึงการใช้ Claw back ที่ได้จากการไฟฟ้าฯ มาชำระคืนหนี้บางส่วนโดยขยายเวลาคืนหนี้ส่วนที่เหลือออกไปก่อน ส่วนในปี 2027-2029 คาดว่าจะทยอยลดลงมาอยู่ในช่วง 3.7-3.85 บาทต่อหน่วย สอดคล้องกับต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มลดลง</strong> จาก 1) ต้นทุนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (จากแหล่ง JKM ที่ไทยนำเข้า) จะลดลงมาอยู่ที่ 11.3 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ MMBTU ในปี 2026 และคาดว่าจะทยอยลดลงเหลือ 8.7 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ MMBTU ในปี 2029 2) ค่าเงินบาทที่คาดว่าจะแข็งค่าที่ราว 31.6-32.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2026-2029 และ 3) สัดส่วนการนำเข้าก๊าซฯ ที่สูงขึ้นจาก 40% ในปี 2026-2029 เป็น 50% ในปี 2028-2029 ขณะเดียวกัน การประเมินค่าไฟฟ้าของรัฐ คาดว่าจะยังคงตรึงค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับต่ำไม่เกินกว่า 3.94 บาทต่อหน่วย โดยคาดว่าจะมีการใช้เงิน Claw back ที่เรียกคืนจากการไฟฟ้าฯ และมีการขยายเวลาชำระหนี้ส่วนหนี้ที่เหลือของ กฟผ. และปตท.</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>พลังงานหมุนเวียนในไทยมีแนวโน้มเติบโต แต่ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายรัฐ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยรวมในไทยในปี 2026 และในช่วงปี 2027-2029 มีแนวโน้มขยายตัว จากแผนติดตั้งโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตเข้าระบบไฟฟ้าตามสัญญาในปี 2026 รวม 1,103 MW ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 52,000 ล้านบาท ส่วนในระยะกลาง ปี 2027-2030 มีแผนผลิตไฟฟ้าตามสัญญาที่จะผลิตราว 1,200-1,600 MW ต่อปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการลงทุนราว 43,000-56,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมจากรอบการรับซื้อ Big lot1 ที่ 5.2 GW</strong> <strong>และ lot2 ที่ 2.1 GW</strong> อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาและติดตามที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน อาทิ การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใหม่และการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ รวมถึงนโยบายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ส่งผลต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ อาทิ การส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป, Private PPA , Third party access (TPA) และ Direct PPA สำหรับ Data center และไฟฟ้าสะอาดสำหรับธุรกิจอื่น ๆ ที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องกำหนดการของภาครัฐที่จะเปิดให้ใช้ไฟฟ้าสะอาดผ่าน Direct PPA รวมถึงขั้นตอนการสมัคร</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการควรปรับตัวอย่างไร</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>นัยต่อผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า 3 ประการ ที่จะสอดรับไปกับการเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและรับมือกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ได้แก่ 1) ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันโดยลดต้นทุนโครงการและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า เพื่อเตรียมพร้อมนโยบายการปรับลดราคารับซื้อจากภาครัฐในอนาคต</strong> อาทิ การขยายความร่วมมือกับ Technology provider สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน <strong>2) พัฒนาโครงการหรือมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต</strong> เช่น ไฟฟ้าสำหรับ AI &amp; Cloud Data center และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น <strong>3) ขยายโอกาสทางธุรกิจการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่สามารถรองรับ Third Party Assessment (TPA) และ Direct PPA ได้ในอนาคต</strong> โดยเตรียมความพร้อมเรื่องการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าใหม่เพื่อให้สามารถเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ทันทีหลังจากมีการอนุญาต TPA และ Direct PPA</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาครัฐควรมีบทบาทอย่างไรในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>บทบาทภาครัฐอย่างน้อย 3 ประการ ที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net zero) ในปี 2050 (2050)</strong> ได้แก่ <strong>1) เร่งอนุญาต Third Party Assessment (TPA) และ Direct PPA สำหรับธุรกิจทุกประเภทที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด แบบค่อยเป็นค่อยไปในระยะแรก</strong> เช่น เริ่มจากผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมซึ่งเป็นขอบเขตที่สามารถบริหารจัดการได้ เป็นต้น <strong>2) จัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้สอดคล้องกับความต้องการไฟฟ้าในประเทศและพัฒนาการด้านเทคโนโลยี ตลอดจนเป้าหมาย Net zero 2050 ของประเทศ</strong>โดยมีแนวทาง ดังนี้ <br /><br /><strong>&middot;</strong> ตรวจสอบความเหมาะสมของสมมุติฐานที่ใช้ในการจัดทำแผน PDP อย่างสม่ำเสมอ เช่น แนวโน้ม GDP ของประเทศ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการผลิตไฟฟ้าใช้เองที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น <br /><br /><strong>&middot;</strong> กำหนดกรอบสัดส่วนประเภทของโรงไฟฟ้า โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ <br /><br /><strong>&middot;</strong> จัดทำแผนจากประมาณการ การผลิตไฟฟ้าโดยคำนึงถึงการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดในระยะยาวตามเป้าหมาย Net zero ในปี 2050 <br /><br /><strong>3) เร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าใช้เองในภาคอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้</strong> เช่น เร่งประกาศราชกิจจาฯ ลดภาษี 200,000 บาทสำหรับส่งสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และเร่งจัดทำระบบ One-stop service สำหรับการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคอุตสาหกรรม*</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/power-sector-141025" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ธุรกิจโรงไฟฟ้าปี 2026 มีแนวโน้มเติบโตจากแผนการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่รวม 1,103MW และจะเติบโตต่อเนื่องในระยะกลาง (2027-2029)</description>
					<enclosure length="4421" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/0p/jd/hc0i0pjd8j/power-sector.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 14 Oct 2025 10:16:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้ดี แต่ยังเผชิญความท้าทายที่ต้องจับตา</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9706</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9706</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9706">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe style="border: 1px solid #CCC; border-width: 1px; margin-bottom: 5px; max-width: 100%;" src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/6u71wCGzHo5oBJ?startSlide=1" width="597" height="486" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no" allowfullscreen="allowfullscreen" data-mce-fragment="1"></iframe></strong></h2>
<div style="margin-bottom: 5px;">&nbsp;</div>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br />ภาพรวมการท่องเที่ยวในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตดีก่อนกลับสู่ภาวะปกติ แต่ยังต้องจับตานักท่องเที่ยวจีน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">&bull; นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยยังเติบโตต่อเนื่องในปี 2568 ราว 38.8 ล้านคน โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวอาเซียน ยุโรป และเอเชียใต้ที่ยังเติบโตได้ดี รวมถึงนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพที่ขยายตัวแบบก้าวกระโดดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนมาไทยคาดว่าจะยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่องโดยแม้จะยังไม่ฟื้นกลับมาในระดับเดียวกับปี 2562 แต่ไทยยังเป็นจุดหมายปลายทาง TOP 2 ของนักท่องเที่ยวจีน อย่างไรก็ดี การเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติยังถูกกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังซื้อต่อเนื่องไปยังความต้องการท่องเที่ยว, การแข่งขันเพื่อเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สูงขึ้นจากการออกมาตรการฟรีวีซ่าในหลายประเทศ, การฟื้นตัวของเที่ยวบินซึ่งส่งผลต่อจำนวนที่นั่งและราคาตั๋วเครื่องบิน รวมถึงแนวโน้มการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะกรุ๊ปทัวร์ที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจจีนที่เติบโตชะลอตัวและมีความไม่แน่นอนสูง กับความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน<br /><br />&bull; นักท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มท่องเที่ยวในประเทศต่อเนื่องโดยคาดว่าจะอยู่ที่ 275.6 ล้านคน ซึ่งเติบโตขึ้นเล็กน้อยราว 2%YOY จากแรงกดดันของเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบางและส่งผลต่อการวางแผนท่องเที่ยวของคนไทย รวมถึงการเดินทางไปต่างประเทศของนักท่องเที่ยวไทยกำลังซื้อสูงจากมาตรการฟรีวีซ่าในหลายประเทศและแพ็กเกจท่องเที่ยวราคาประหยัดที่ดึงดูดให้คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวในประเทศยังมีปัจจัยหนุนจากการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว และนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศของภาครัฐที่คาดว่าจะออกมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) ซึ่งปัจจุบันเมืองน่าเที่ยวกำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การเติบโตของนักท่องเที่ยวส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่องทั้งอัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">&bull; อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของประเทศในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตมาอยู่ที่ราว 75% จากนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสอดรับกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐที่คาดว่าจะทยอยออกมาตลอดทั้งปี และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กลับมาใกล้เคียงปกติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงที่เติบโตแบบก้าวกระโดดจะเดินทางมาไทยมากขึ้นและพำนักในไทยนานขึ้นอย่างนักท่องเที่ยวรัสเซียตามนโยบายขยายระยะเวลาการพำนักในไทยเป็น 90 วัน <br /><br />&bull; ราคาห้องพักเฉลี่ยคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นราว 5%YOY ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการปรับราคาห้องพักของผู้ประกอบการโรงแรมโดยเฉพาะในโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปหลังมีการปรับปรุงห้องพักและยกระดับการให้บริการตามเทรนด์การท่องเที่ยว รวมถึงจากอุปสงค์ที่ดีขึ้นตามยอดจองที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลจากการทำโปรโมชันอย่างต่อเนื่อง<br /><br />&bull; อย่างไรก็ดี ธุรกิจโรงแรมยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าท้าย ทั้งจากการแข่งขันที่สูงขึ้นจากอุปทานห้องพักของโรงแรมก่อสร้างใหม่ที่ทยอยเปิดให้บริการต่อเนื่อง และต้นทุนการบริหารจัดการโรงแรม โดยเฉพาะค่าจ้างที่สูงขึ้นจากการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงด้านบริการ โดยยังมีปัจจัยบวกจากเทรนด์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ยอมจ่ายสูงขึ้นเพื่อได้รับบริการระดับพรีเมียมและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ รวมถึงระยะเวลาการเข้าพักของนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มยาวนานขึ้นจากมาตรการฟรีวีซ่าของภาครัฐและการโปรโมตการท่องเที่ยวในประเทศ นอกจากนี้ ธุรกิจโรงแรมยังมีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น 1. มาตรการและนโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว อย่างเช่นการให้สิทธิชาวต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดและเช่าที่ดิน, การเก็บค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรม และการเก็บค่าธรรมเนียมเหยียบแผ่นดิน 2. อุปทานห้องพักที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากโรงแรมที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและจำนวนโรงแรมที่ขออนุญาตก่อสร้างใหม่ซึ่งจะทำให้การแข่งขันสูงขึ้นอีกในระยะข้างหน้า และ 3. ประเด็นด้านความยั่งยืนโดยโรงแรมไทยกำลังถูกผลักดันให้ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนรับข้อกำหนดใหม่ของ EU ภายในปี 2569</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>รายได้ของธุรกิจสายการบินสัญชาติไทยในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตและฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">&bull;&nbsp; รายได้ในเส้นทางบินระหว่างประเทศมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. การเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย โดยเฉพาะจากฝั่งเอเชียอย่างจีน อินเดีย และอาเซียนที่มีการขยายเที่ยวบินเพิ่มขึ้น และ 2. การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปต่างประเทศเป็น 10 ล้านคน โดยเฉพาะในประเทศยอดนิยม เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน และเกาหลีใต้ <br /><br />&bull; รายได้ในเส้นทางบินในประเทศคาดว่าจะขยายตัวเล็กน้อย หลังจากที่ฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 แล้ว แม้ปริมาณเที่ยวบินที่ให้บริการยังต่ำกว่าปี 2562 โดยนักท่องเที่ยวภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3%YOY เป็น 363 ล้านคนโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางต่อในเส้นทางในประเทศ<br /><br />&bull; อัตราค่าโดยสารโดยรวมมีแนวโน้มลดลงจากปี 2567 แต่จะยังอยู่ในระดับสูงกว่าปี 2562 โดยเฉพาะในเส้นทางระหว่างประเทศจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น 1. ความต้องการท่องเที่ยวที่ปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ 2. การเพิ่มขึ้นของปริมาณเครื่องบิน 3. การแข่งขันในธุรกิจสายการบินที่รุนแรงขึ้น 4. ระดับราคาน้ำมันอากาศยานที่ปรับลดลง ซึ่งช่วยให้การปรับราคาทำได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี นโยบายการตั้งราคาของสายการบินจะช่วยพยุงอัตราค่าโดยสารไว้<br /><br />อย่างไรก็ดี ธุรกิจสายการบินยังเผชิญกับความท้าทายและประเด็นที่ต้องติดตามในหลายด้าน โดย 4 ความท้าทายของธุรกิจสายการบิน ได้แก่ 1. ความต้องการเดินทางทั่วโลกที่ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ 2. การแข่งขันในธุรกิจการบินที่รุนแรงขึ้นโดยเฉพาะในเส้นทางระหว่างประเทศจากทั้งสายการบินสัญชาติไทยและสายการบินต่างชาติ 3. ต้นทุนเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มผันผวนสูงโดยเฉพาะจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และ 4. กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการให้บริการ นอกจากนี้ 3 ประเด็นที่ต้องติดตามในธุรกิจสายการบินคือ 1. การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ซึ่งเป็นเรื่องที่สายการบินทั่วโลกกำลังวางแผนการเพิ่มสัดส่วนการใช้ให้มากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการขยายกำลังการผลิตน้ำมัน SAF ที่ยังต้องเร่งพัฒนา 2. ปัญหาคอขวดด้านการผลิตเครื่องบินจากทั้งการขาดแคลนชิ้นส่วนต่อเนื่องจากช่วงโควิด-19 และด้านเทคนิคเครื่องบิน อีกทั้ง ยอดสั่งจองเครื่องบินใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 3. แนวโน้มการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะในกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งจะเป็นอีกประเด็นสำคัญต่อการฟื้นตัวของสายการบินสัญชาติไทย&nbsp;</span></p>
<br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9706/h3wdj7tdta/Industry-insight-Tourism-20250122.pdf" target="_blank" rel="noopener"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/et/0a/h3wcet0asd/Button-01-%281%29.jpg" alt="Button-01-(1).jpg" width="230" height="59" /></a><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9599/h03ned4vr9/Industry-insight-Power---Solar-PV-20240920.pdf" target="_blank" rel="noopener"><br /><br /></a> <iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/tourism-220125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องแต่ยังต้องติดตามการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนอย่างใกล้ชิด</description>
					<enclosure length="0" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ku/hi/h3wckuhib2/Tourism.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 22 Jan 2025 10:44:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ธุรกิจบริการอาหารโตต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการกระตุ้นการบริโภค</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9653</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9653</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9653">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe style="border: 1px solid #CCC; border-width: 1px; margin-bottom: 5px; max-width: 100%;" src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/Ufhe6LUqECP1G?startSlide=1" width="597" height="486" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no" allowfullscreen="allowfullscreen" data-mce-fragment="1"></iframe></strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br /><br />แนวโน้มธุรกิจร้านอาหารปี 2568 ยังคงเติบโต จากจำนวนนักท่องเที่ยว และมาตรการของภาครัฐ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>ธุรกิจร้านอาหารในปี 2568 ยังคงมีแนวโน้มเติบโต แม้ว่าการบริโภคภาคเอกชนอาจโตอย่างชะลอตัว แต่ยังมีปัจจัยหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะกลับเข้ามาสู่ระดับก่อน COVID-19 และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ แต่ยังต้องระวังปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เช่น การปรับเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำที่จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่การแข่งขันยังมีแนวโน้มรุนแรง</strong></span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><strong><span style="color: #4f2a81;">ภาพรวมธุรกิจร้านอาหาร</span></strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ธุรกิจบริการอาหารมีแนวโน้มฟื้นตัวดีต่อเนื่อง คาดว่ามูลค่าตลาดจะเติบโตราว 7% ในปี 2568</strong></span> แม้ว่าการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนจะชะลอตัว แต่คาดว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่จะดำเนินการต่อเนื่องในปีหน้า รวมถึงแนวโน้มค่าแรงขั้นต่ำ หากมีการปรับขึ้น จะช่วยหนุนให้กำลังซื้อของผู้บริโภคดีขึ้น ประกอบกับการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะช่วยหนุนยอดขายของธุรกิจบริการอาหาร อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่คาดว่าจะกระทบต่อธุรกิจที่ต้องติดตาม เช่น นโยบายปรับขึ้นค่าแรงจะส่งผลให้ต้นทุนปรับสูงขึ้นตาม เนื่องจากธุรกิจบริการอาหารเป็นธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานที่รับค่าแรงขั้นต่ำจำนวนค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ธุรกิจบริการอาหารยังเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น จากผู้เล่นหน้าใหม่ที่เข้ามาในตลาด ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวทั้งในด้านคุณภาพ และการให้บริการ รวมถึงการสร้างความแตกต่างและการบริหารจัดการต้นทุน เพื่อรักษายอดขายและความสามารถในการทำกำไร</p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><strong><span style="color: #4f2a81;">ธุรกิจร้านอาหารแบบ Full-service</span></strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong>ธุรกิจบริการอาหารแบบ Full-service<sup>1</sup> คาดว่าจะเติบโต 7.8% ในปี 2568&nbsp;</strong> โดยรับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยว รวมถึงกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยร้านอาหาร Chain มีโอกาสปรับตัวได้มากกว่าในการควบคุมต้นทุนเมื่อต้นทุนด้านแรงงานสูงขึ้น อีกทั้ง ยังสามารถนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อลดการจ้างพนักงาน เนื่องจากมีเงินทุนและสภาพคล่องที่มากกว่า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในธุรกิจบริการอาหารประเภทต่าง ๆ ทั้งจากในประเทศและจากต่างประเทศ สะท้อนได้จาก SSSG ในปี 2024 ของผู้ประกอบการบางรายในกลุ่ม Chain ที่หดตัว ซึ่งผู้ประกอบการพยายามกระตุ้นยอดขายโดยการจัดโปรโมชั่น ผู้ประกอบการจึงอาจต้องปรับกลยุทธ์หันมาสร้างเอกลักษณ์ พัฒนาคุณภาพ รวมไปถึงการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ตรงจุด เพื่อสร้าง Brand loyalty</p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><strong><span style="color: #4f2a81;">ธุรกิจร้านอาหารแบบ Limited-service</span></strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong>ธุรกิจร้านอาหาร Limited-service<sup>2</sup>&nbsp;คาดว่าจะเติบโต 4.4% ในปี 2568</strong> &nbsp;นอกจากการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มร้านอาหารประเภทนี้มีจำนวนสาขาที่เข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะการเติบโตของพื้นที่ Commercial estate เช่น พื้นที่ค้าปลีก พื้นที่สำนักงาน ตามพื้นที่เมืองต่าง ๆ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถขยายสาขาไปยังพื้นที่เหล่านี้ เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น และยังตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าโดยการให้บริการที่รวดเร็วในเวลาเร่งรีบ ทั้งนี้แม้ว่าการขยายสาขาจะเป็นไปอย่างชะลอตัวและมีความระมัดระวังมากขึ้น แต่การเลือกขยายสาขาในพื้นที่เมืองใหญ่ มีศักยภาพ และประชากรหนาแน่นจะมีโอกาสช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้า</p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><strong><span style="color: #4f2a81;">ธุรกิจร้านอาหารแบบคาเฟ่/บาร์</span></strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong>ร้านอาหารแบบคาเฟ่/บาร์<sup>3</sup>&nbsp;คาดว่าจะเติบโต 7.2% ในปี 2567</strong> โดยได้รับแรงผลักดันจากการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เช่น ความต้องการสถานที่สำหรับพบปะสังสรรค์และทำงานนอกสถานที่ รวมถึงความนิยมในการค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ในร้านคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยอดขายได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการต้องสร้างความแตกต่าง สร้างเอกลักษณ์ในเมนูและการออกแบบร้าน เช่น ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น นำเสนอเมนูสุขภาพเพื่อดึงดูดลูกค้า รวมถึงการขยายช่องทางออนไลน์เพื่อเพิ่มยอดขาย</p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><strong><span style="color: #4f2a81;">ธุรกิจร้านอาหารกับประเด็นด้าน ESG</span></strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ประเด็นด้าน ESG เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ประกอบการธุรกิจบริการอาหารเริ่มให้ความสำคัญโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่</strong> </span>โดยมีการกำหนดเป้าหมายเพื่อบรรลุความยั่งยืนในธุรกิจบริการอาหาร เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม ร้านอาหารสามารถลดผลกระทบโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและพลังงานทดแทน รวมถึงลดขยะอาหาร ส่วนในด้านสังคม ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการให้ค่าแรงและสวัสดิการที่ยุติธรรม สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น และเลือกซื้อวัตถุดิบที่มีจริยธรรม ส่วนในด้านธรรมาภิบาล ร้านอาหารอาจนำหลักการบริหารที่ยั่งยืนมาใช้ พร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย ส่งเสริมมาตรฐานจริยธรรม และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส<br /><br /><br /><span style="font-size: 11pt;"><sup>1</sup><span style="color: #000000;"><strong> Full-service restaurant</strong> </span>: บริการอาหารที่มีสถานที่นั่งรับประทานอาหาร เน้นอาหารมากกว่าเครื่องดื่ม และมีพนักงานบริการที่โต๊ะอาหาร รวมถึงคุณภาพของอาหารดีกว่ากลุ่ม Limited-service restaurant </span><br /><span style="font-size: 11pt;"><sup>2</sup> <span style="color: #000000;"><strong>Limited-service restaurant</strong></span> : บริการอาหารที่ผสมผสานระหว่างร้านอาหาร Fast food และร้านอาหารที่ให้บริการจัดส่งถึงบ้าน/รับกลับบ้าน ร้านเหล่านี้มักมีเมนูที่จำกัดและเป็นอาหารที่สามารถเตรียมได้อย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปลูกค้าจะสั่ง จ่ายเงิน และรับออเดอร์ของตนที่เคาน์เตอร์ แม้ว่าบางสถานที่อาจมีบริการที่โต๊ะแต่ค่อนข้างจำกัด </span><br /><span style="font-size: 11pt;"><sup>3</sup> <span style="color: #000000;"><strong>คาเฟ่/บาร์</strong></span> : บริการอาหารที่เน้นขายเครื่องดื่ม (ทั้งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์) ทั้งนี้อาจมีบริการขนมและอาหารภายในร้าน อย่างไรก็ดี โดยทั่วไปรายได้ราว 50% หรือมากกว่ามาจากการขายเครื่องดื่ม</span></p>
<br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9653/h2c3enss7v/Industry-insight-Restaurant-20241202.pdf" target="_blank" rel="noopener"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xz/n4/h2c1xzn4hw/Button-01-%281%29.jpg" alt="Button-01-(1).jpg" width="230" height="59" /></a><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9599/h03ned4vr9/Industry-insight-Power---Solar-PV-20240920.pdf" target="_blank" rel="noopener"><br /></a> <iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/restaurant-021224" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ธุรกิจร้านอาหารมีแนวโน้มฟื้นตัวดีต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเติบโตราว 7% ในปี 2568</description>
					<enclosure length="10316" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/li/m4/h2c2lim41t/restaurant.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 02 Dec 2024 09:22:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากอานิสงส์ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงด้านลบรอบด้าน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9651</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9651</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9651">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe style="border: 1px solid #CCC; border-width: 1px; margin-bottom: 5px; max-width: 100%;" src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/kdA9G8nP41uQsr?startSlide=1" width="597" height="486" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no" allowfullscreen="allowfullscreen" data-mce-fragment="1"></iframe></strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br /><br />ธุรกิจค้าปลีกปี 2568 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 5.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>แม้ว่าการบริโภคภาคเอกชนในปี 2568 จะมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่คาดว่ายอดขายของธุรกิจค้าส่งค้าปลีกจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ อย่างไรก็ดี ยังต้องจับตาปัญหาหนี้ครัวเรือนและราคาสินค้าที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงซึ่งจะกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคให้ฟื้นตัวได้ช้าลง รวมทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากช่องทางออนไลน์ที่มี Key players ใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะ Platform จากจีน</strong></span><br /><br /></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตราว 5.1%YOY จากที่คาดว่าจะเติบโต 4.8%YOY ในปี 2567 ทั้งนี้แม้ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะเติบโตชะลอลง แต่คาดว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มดำเนินการในปี 2567 ต่อเนื่องถึงปี 2568 (เฟส 2 และ3) จะมีส่วนช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ผู้บริโภคอาจจะยังระมัดระวังในการใช้จ่ายโดยเลือกใช้จ่ายในสินค้าที่จำเป็นก่อน และอาจชะลอการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นกลับมาสู่ระดับช่วงก่อนโควิด (Pre-covid) และหากภาครัฐปรับขึ้นค่าแรงคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภคในระยะข้างหน้า<br /></span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">การเติบโตของ E-commerce ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มแข่งขันรุนแรง แม้จะมีการชะลอตัวลงหลังจากช่วงโรคระบาดผ่านไป อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากมีความสะดวกสบาย โดยเฉพาะกลุ่ม Marketplace retailers ซึ่งมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาและบริการของแต่ละร้านค้าได้อย่างง่ายดาย ขณะเดียวกัน เทรนด์ Social Commerce ก็มีสัดส่วนยอดขายต่อ E-commerce เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนถึงอิทธิพลของ Social media ที่ผู้บริโภคมีการใช้งานอยู่เป็นประจำ&nbsp;<br /></span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับประเด็น ESG โดยมุ่งเน้นไปที่ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากหลากหลายช่องทาง ตัวอย่างเช่น ลดใช้ถุงพลาสติก เปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดขยะ ส่งเสริม Circular economy และใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น การติดตั้ง Solar rooftop นอกจากนี้ ยังเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG เป็นต้น</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ธุรกิจค้าปลีกกลุ่ม CVS, Supermarket และ Hypermarket และกลุ่มธุรกิจ Health &amp; Beauty ยังเติบโตได้ดี&nbsp;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>กลุ่มที่เติบโตได้ดีต่อเนื่อง ยังคงเป็นหมวดร้านค้าสินค้าจำเป็น เช่น CVS, Supermarket และ Hypermarket ซึ่งมียอดขายที่เติบโต รวมถึงมีการขยายสาขาเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น อีกทั้ง ยังได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มที่ตอบโจทย์เทรนด์ต่าง ๆ ก็ยังเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน อาทิ ธุรกิจ Health &amp; Beauty โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสรักษาสุขภาพเชิงป้องกัน และกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวที่นิยมซื้อสินค้าประเภทนี้</strong></span> สำหรับกลุ่มที่เติบโตแต่ยังมีข้อจำกัด ได้แก่ กลุ่ม Department store เนื่องจากต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง และกำลังซื้อที่เปราะบาง ร้านค้าเฉพาะทางที่มีความหลากหลาย รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่มีผู้เล่นรายใหม่ ๆ ขณะที่กลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ได้แก่ สินค้าแฟชั่น เนื่องจากเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และสินค้า Home &amp; Garden จากการซบเซาของตลาดที่อยู่อาศัย<br /><br /></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>กลุ่ม Modern grocery</strong></span> : ยอดขายของทุกกลุ่ม (CVS, Supermarket, Hypermarket) กลับไปอยู่สูงกว่าช่วง Pre-COVID แล้ว โดยแม้ว่าการฟื้นตัวของกำลังซื้อของผู้บริโภคยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ความต้องการในหมวดสินค้าจำเป็นยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง อีกทั้ง หากภาครัฐมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคทยอยปรับตัวดีขึ้น<br /></span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>กลุ่ม Department store</strong></span> : ในสถานการณ์กำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวอย่างจำกัด อาจส่งผลต่อแนวโน้มการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าไม่จำเป็น อย่างไรก็ดี กลุ่ม Department store ยังได้แรงหนุนของภาคท่องเที่ยว โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด ในปี 2568 ซึ่งการกลับมาของนักท่องเที่ยวดังกล่าวจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายภายในห้างสรรพสินค้าและส่งผลให้ยอดขายเติบโตดีขึ้น อีกทั้ง ยังได้ปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ&nbsp;<br /></span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>กลุ่ม Health &amp; Beauty</strong></span> : ยอดขายเติบโตสอดคล้องกับการที่ผู้บริโภคหันไปให้ความสนใจสินค้าทั้งในกลุ่มสุขภาพและความงามมากขึ้น ท่ามกลางตัวเลือกในตลาดที่หลากหลาย โดยผู้บริโภคจะเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและมีความน่าเชื่อถือ ถึงแม้จะมีราคาที่สูงกว่า ขณะเดียวกัน เทรนด์การรักษาสุขภาพและการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยยังทำให้มีความต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะกลุ่มเวชศาสตร์ป้องกัน อย่างไรก็ดี ช่องทางออนไลน์อย่าง Marketplace และ Social media ทำให้มีจำนวนผู้ประกอบการรายย่อยในตลาดมากขึ้น และยังทำให้การแข่งขันในหมวดสินค้าสุขภาพและความงามรุนแรงขึ้นตามไปด้วย<br /></span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>กลุ่ม Home &amp; Garden</strong></span> : ยอดขายมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลง สาเหตุหลักมาจากความต้องการซื้อหรือลงทุนในที่อยู่อาศัยหดตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี สินค้าหมวดนี้ยังได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการ Renovate ที่อยู่อาศัยจากทั้งกลุ่มที่อยู่อาศัยบ้านเก่าและกลุ่มที่นิยมซื้อบ้านมือสองเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าที่เกี่ยวกับการซ่อมแซม/ปรับปรุง/ตกแต่งบ้าน มากขึ้นตามไปด้วย ขณะที่การเติบโตของหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่จะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทั้งในด้าน Product mixed ให้ตอบโจทย์กลุ่ม Renovate รวมถึงการขยายสาขาที่ต้อง Selective มากขึ้น<br /></span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>กลุ่ม Apparel &amp; Footwear</strong></span> : ยอดขายเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยสินค้าในกลุ่ม Fast fashion ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ในขณะที่กลุ่ม Traditional fashion ยอดขายยังไม่กลับมาเท่าช่วงก่อนโควิด ส่วนกลุ่ม Sportswear และ Luxury fashion ยอดขายกลับมาใกล้เคียงช่วงก่อนโควิดแล้วตั้งแต่ปี 2566 อย่างไรก็ดี ในภาวะที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งอาจกดดันให้ยอดขายสินค้าแฟชั่นเติบโตได้ไม่มากนัก</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ธุรกิจค้าปลีกไทยเริ่มวางเป้าหมายและดำเนินงานตามแนวทาง ESG</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>ผู้ประกอบการค้าปลีกในไทยมีการตั้งเป้าหมายและแผนการดำเนินงานด้าน ESG โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ผู้บริโภคเองก็มีความตระหนักรู้ถึงปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น</strong> </span>อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญในการสนับสนุนสินค้าที่มีความยั่งยืน (Sustainable products) คือ ปัจจัยด้านราคาที่สูงกว่าสินค้าทั่วไปและตัวเลือกที่น้อย ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและราคา เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น สำหรับในด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนนั้น พบว่าร้านค้าขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าร้านค้าขนาดเล็ก เนื่องจากมีเงินทุนมากกว่า ขณะที่ร้านค้าขนาดเล็กอาจเริ่มจากการให้ความรู้และเริ่มวางจำหน่ายสินค้าที่มีความยั่งยืนให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9651/h28rgqjl71/Industry-insight-WR-20241129.pdf" target="_blank" rel="noopener"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/01/2l/h28r012lvz/Button-01-%281%29.jpg" alt="Button-01-(1).jpg" width="230" height="59" /></a><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9599/h03ned4vr9/Industry-insight-Power---Solar-PV-20240920.pdf" target="_blank" rel="noopener"><br /><br /></a> <iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/retail-trade-291124" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แม้ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะเติบโตชะลอลง แต่คาดว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะสั้น</description>
					<enclosure length="9065" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/3j/ft/h28r3jft98/Retail-trade.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 29 Nov 2024 09:27:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>อุตสาหกรรมอาหารทะเลมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบางและปัจจัยเสี่ยงด้านลบที่เพิ่มสูงขึ้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9641</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9641</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9641">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><iframe style="border: 1px solid #CCC; border-width: 1px; margin-bottom: 5px; max-width: 100%;" src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/h351vSC8R7aVhl?startSlide=1" width="597" height="486" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no" allowfullscreen="allowfullscreen" data-mce-fragment="1"></iframe></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br /><br />แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารทะเล 2568</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>การเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารทะเลในปี 2568 มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องระวังความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอนและอาจเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่หวังไว้ รวมถึงปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจัยเสี่ยงด้านลบ (Downside risks) เหล่านี้อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและความต้องการบริโภคอาหารทะเลในอนาคตได้</strong></span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>1. แนวโน้มการส่งออกทูน่ากระป๋องของไทย</strong>&nbsp;</span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>มูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องของไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากปีนี้ โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวจะอยู่ที่ 7.5%YOY</strong> สอดคล้องกับอุปสงค์ในตลาดโลกและประเทศคู่ค้าหลักที่ทยอยฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจทูน่ากระป๋องในระยะต่อไปมาจากความต้องการในตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น อาทิ กลุ่มตะวันออกกลาง, แอฟริกา, ลาตินอเมริกา รวมทั้งประเทศในกลุ่ม CLMV ซึ่งจะเข้ามาช่วยทดแทนความต้องการจากตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ ที่เริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวแล้ว สำหรับแนวโน้มราคานำเข้าวัตถุดิบทูน่า (Skipjack) ซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักของอุตสาหกรรมการผลิตทูน่ากระป๋องมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากปีนี้ สอดคล้องกับอุปสงค์ในตลาดโลกที่ปรับตัวดีขึ้น และสถานการณ์ Inventory destocking ที่คาดว่าได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุด (Bottom out) ไปแล้ว</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>2. แนวโน้มการส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์</strong>&nbsp;</span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>มูลค่าการส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเช่นเดียวกัน โดยคาดว่าอัตราการเติบโตในปีหน้าจะอยู่ที่ 3.3%YOY</strong> จากแรงหนุนของความต้องการนำเข้ากุ้งในตลาดส่งออกสำคัญที่ทยอยฟื้นตัว ทั้งนี้หากพิจารณาเป็นรายกลุ่มสินค้าจะพบว่าการส่งออกกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งสามารถฟื้นตัวจากสถานการณ์ COVID-19 ได้เร็วกว่ากุ้งแปรรูป ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งไปยังตลาดจีนที่เติบโตได้ดีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การส่งออกกุ้งในระยะต่อไปเริ่มกลับมามีความเสี่ยงด้านลบมากขึ้น จากภาพรวมอุปสงค์และการบริโภคในประเทศจีนที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการนำเข้ากุ้งจากไทยในปีหน้าได้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ประเด็นสำคัญและความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารทะเล ได้แก่</strong></h2>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>1. แนวโน้มเศรษฐกิจโลก&nbsp;</strong></span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ยังคงเปราะบางและมีความเสี่ยงสูง</strong> จากปัจจัยเสี่ยงรอบด้านที่กดดันแนวโน้มการฟื้นตัว รวมถึงปัญหา Geopolitics ที่คาดว่าจะยังคงยืดเยื้อและอาจขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งปัจจัยลบเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างอาหารทะเล</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>2. มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-tariff barriers : NTB)</strong></span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-tariff barriers : NTB) เช่น เรื่องความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม (ESG), การทำประมงอย่างยั่งยืน (Sustainable fishing) และการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม (Fair labor practices) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและลดอุปสรรคทางการค้า</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>3. การแข่งขันจากสินค้านวัตกรรมทางเลือกใหม่ ๆ</strong></span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ปัจจุบันมีการแข่งขันจากสินค้านวัตกรรมทางเลือกใหม่ ๆ</strong> เช่น ผลิตภัณฑ์ประเภท Plant-based seafood ที่มีการวิจัยและพัฒนาออกมาอย่างหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์และหันมานิยมบริโภคโปรตีนทางเลือกจากพืชมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>4. นโยบายการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food security)</strong></span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>นโยบายการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food security) ของคู่ค้าหลักอย่างจีน</strong> ส่งผลให้จีนมีแนวโน้มทยอยลดการนำเข้าและพึ่งพาการผลิตภายในประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกสินค้าอาหารของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก ซึ่งรวมถึงสินค้าประมงอย่างกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การปรับตัวเพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารทะเล</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>จากความท้าทายดังกล่าวข้างต้น SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับปรุงและพัฒนากระบวนการผลิตของตนให้สอดรับกับกฎระเบียบและมาตรฐานสากลโดยเฉพาอย่างยิ่งประเด็นด้าน ESG เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และลดอุปสรรคทางการค้าต่าง ๆ รวมถึงต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่มีความหลากหลายและแปลกใหม่ ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ รวมไปถึงการหาแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มจาก By-product ในกระบวนการผลิต พร้อม ๆ ไปกับการมองหาตลาดส่งออกสินค้าประมงใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและหลีกหนีการแข่งขันในตลาดส่งออกเดิม</strong></span></p>
<br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9641/h45a1k3mn3/Industry-insight-Seafood-20241112.pdf"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hs/r9/h1q0hsr9pi/Button-01-%281%29.jpg" alt="Button-01-(1).jpg" width="230" height="59" /></a><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9599/h03ned4vr9/Industry-insight-Power---Solar-PV-20240920.pdf" target="_blank" rel="noopener"><br /><br /></a> <iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/seafood-121124" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>อุตสาหกรรมอาหารทะเล 2568 มีแนวโน้มฟื้นตัวจาก อุตสาหกรรมอาหารทะเล 2567 ตามกำลังซื้อที่จะทยอยฟื้นตัวอย่างช้า ๆ</description>
					<enclosure length="44048" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ow/2r/h1q2ow2rdv/seafood-shrimp-tuna.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 12 Nov 2024 09:36:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะผ่านจุดต่ำสุดไปได้ภายในช่วง ครึ่งหลังของปี 2568 จากนั้นจะทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9639</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9639</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9639">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe style="border: 1px solid #CCC; border-width: 1px; margin-bottom: 5px; max-width: 100%;" src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/9e9uuVo8OltWcN?startSlide=1" width="597" height="486" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no" allowfullscreen="allowfullscreen" data-mce-fragment="1"></iframe></strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br /><br />อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่ถาโถมจากรอบด้าน&nbsp;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญแรงกดดันจากความต้องการในประเทศที่ยังไม่มั่นคง ทำให้ตลาดรถยนต์และจักรยานยนต์มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ส่วนกลุ่มยานยนต์เชิงพาณิชย์ คาดว่าจะกลับมาคึกคักขึ้นได้ เพราะอานิสงส์จากการค้าชายแดนและข้ามพรมแดน รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักอย่างต่อเนื่อง&nbsp;</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ยอดขายรถยนต์ในประเทศคาดว่าจะทยอยฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เป็นต้นไป&nbsp;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2568 คาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำที่ 5.5 แสนคัน ขณะที่ในระยะปานกลาง มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้าและยังไม่สามารถกลับสู่ช่วง Pre-Covid ได้ในภายในปี 2571</strong> เนื่องจากเผชิญกับผลพวงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งประกอบด้วย <br /><br />1. สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ <br />2. กำลังซื้อในภาพรวมค่อนข้างเปราะบาง <br />3. พฤติกรรมการใช้รถของคนไทยยาวนานขึ้น<br />4. การแข่งขันด้านราคาที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อรถออกไป <br /><br />นอกจากนี้ เรายังคงต้องติดตาม Vicious cycle ในตลาดยานยนต์ไทย อันเกิดจากการที่สถาบันการเงินมีแนวโน้มตรึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ เนื่องจากมีความกังวลต่อทิศทางราคารถยนต์มือ 2 ที่คาดว่าจะปรับลดลงอีก เพราะปัญหาอุปทานส่วนเกินจากกลุ่มรถยึด ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวจะกดดันยอดขายรถยนต์ใหม่ให้ซบเซาต่อเนื่อง และทำให้เหล่าตัวแทนจำหน่ายต้องหันมาเน้นแข่งขันกันด้วยราคา ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมมูลค่าของหลักประกันหมวดยานยนต์ให้มีอัตราการเสื่อมค่าที่เร่งขึ้น ผันผวน และประเมินได้ยาก</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อุตสาหกรรมยานยนต์เชิงพาณิชย์มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวได้ เพราะกิจกรรมขนส่งทางบกกำลังทยอยกลับมาคึกคัก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>อุตสาหกรรมยานยนต์เชิงพาณิชย์ปี 2568 มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวได้ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศและภาคส่งออกฟื้นตัวดีขึ้น</strong> โดยตลาดรถบรรทุกได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมขนส่งตามแนวชายแดนและการค้าผ่านแดนเติบโตได้ต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดรถโดยสารได้รับอานิสงส์จากภาคท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก และมีส่วนช่วยให้ปัญหา Overcapacity ในกลุ่มรถบัสนำเที่ยวบรรเทาลง ทั้งนี้ในระยะปานกลาง จำเป็นต้องจับตาทิศทางการนำเข้ายานยนต์เชิงพาณิชย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะจากกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ซึ่งแม้จะตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงต่อผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนภายในประเทศให้สูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ยอดขายรถจักรยานยนต์ยังคงมีแนวโน้มซบเซา เพราะกำลังซื้อในกลุ่มฐานรากค่อนข้างเปราะบาง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศปี 2568 มีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง ขณะที่ในระยะปานกลางจะทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป</strong> เนื่องจากอุปสงค์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อกลุ่มฐานรากที่เปราะบาง ทั้งจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รายได้ภาคเกษตรผันผวน รวมถึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน อย่างไรก็ดี ต้องติดตามความคืบหน้าของมาตรการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มกำลังซื้อและหนุนให้ความต้องการซื้อรถจักรยานยนต์จากกลุ่มแรงงานนอกภาคเกษตรฟื้นตัวได้เข้มแข็งมากขึ้น ทั้งนี้สำหรับภาคการส่งออกรถจักรยานยนต์ในปี 2568 คาดว่าจะสามารถกลับมาขยายตัวได้ เพราะอุปสงค์จากคู่ค้าสำคัญทยอยปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในญี่ปุ่น ยุโรป และจีน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ยอดขายรถ Hybrid และ BEV มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และคาดว่าจะครองส่วนแบ่งตลาดราว 30% ในปี 2568</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ตลาดรถยนต์นั่งไฟฟ้า (Hybrid และ BEV) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2568 ยอดขายรถกลุ่มนี้จะอยู่ที่ราว 2.1 แสนคัน หรือคิดเป็น 30% ของยอดขายรถยนต์ในประเทศทั้งหมด</strong> โดยตลาดรถไฮบริดนับเป็นแรงส่งสำคัญเพราะผู้บริโภคมีการเปิดรับรถกลุ่มนี้มากขึ้น ทั้งในรถระดับกลาง (ราคา 5 แสน &ndash; 1 ล้านบาท) รวมถึงตลาดรถหรู ขณะที่ยอดขายรถ BEV มีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และคาดว่าส่วนแบ่งตลาดในระยะปานกลางจะทรงตัวอยู่ที่ 10% ของยอดขายรถยนต์ในประเทศ ทั้งนี้หากพิจารณาปัจจัยฉุดรั้งการเปิดรับรถ BEV จากฝั่งผู้บริโภค พบว่าเกิดขึ้นจากความกังวลใน 4 ประเด็นสำคัญ คือ <br /><br />1. ความไม่เพียงพอของสถานีชาร์จสาธารณะ <br />2. ปัญหาอุปทานอะไหล่ยนต์ในประเทศและตัวเลือกอู่ซ่อมบำรุงรายย่อยยังมีค่อนข้างจำกัด <br />3. ผลพวงจากสงครามราคารถ BEV ที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทยอยปรับลดลง&nbsp; <br />4. ต้นทุนการถือครองบางส่วนยังอยู่ในระดับสูง อาทิ เบี้ยประกันและอัตราการเสื่อมมูลค่า <br /><br />สำหรับพัฒนาการห่วงโซ่อุปทาน EV ในประเทศไทยพบว่า กำลังการผลิตรถยนต์ BEV ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยภายในปี 2568 - 2571 จะขยายตัวสู่ระดับ 6 แสนคัน/ปี นอกจากนี้ อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก็เติบโตควบคู่ไปกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน โดยเฉพาะการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สถานีอัดประจุ/สลับแบตเตอรี่ และธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ EV ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากภาคธุรกิจสัญชาติไทย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">&nbsp;</span></p>
<br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9639/h1klm3ktih/Industry-insight-Automotive-20241107.pdf" target="_blank" rel="noopener"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ac/64/h1kjac64g3/Button-01-%281%29.jpg" alt="Button-01-(1).jpg" width="230" height="59" /></a><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9599/h03ned4vr9/Industry-insight-Power---Solar-PV-20240920.pdf" target="_blank" rel="noopener"><br /><br /></a> <iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/automotive-071124" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่ถาโถมจากรอบด้าน ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศคาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำและฟื้นตัวได้ช้า</description>
					<enclosure length="3509" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ch/2x/h1kjch2xmo/Automotive.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 07 Nov 2024 10:23:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 2568 ท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9634</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9634</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9634">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe style="border: 1px solid #CCC; border-width: 1px; margin-bottom: 5px; max-width: 100%;" src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/6Rv1tAzREYnilD?startSlide=1" width="597" height="486" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no" allowfullscreen="allowfullscreen" data-mce-fragment="1"></iframe></strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br /><br />1. แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 2567-2568</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">SCB EIC ประเมินว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2567 จะเติบโตอยู่ที่ 2.4% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 (YOY) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในสินค้าประเภทคอมพิวเตอร์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์<br /><br />สำหรับปี 2568 คาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะเติบโตอยู่ที่ 2.8% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 (YOY) การขยายตัวนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง (Power electronics) ในตลาดโลก รวมถึงการฟื้นตัวของสินค้าคอมพิวเตอร์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ อย่างไรก็ตาม ความต้องการในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลงมากกว่าที่คาด นอกจากนี้ ยังต้องจับตาดูสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่อาจผันผวน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่ม</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>2. กลุ่มสินค้าที่เติบโตได้ดีของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คือ Power electronics และ Consumer electronics</strong></h2>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>2.1 กลุ่มไฟฟ้ากำลัง หรือ Power electronics</strong>&nbsp;</span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกในปี 2568 จะเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ประมาณ 4.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (YOY) โดยมีแนวโน้มที่ความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ สินค้าที่มีความต้องการสูงได้แก่ หม้อแปลงไฟฟ้า แผงสวิตช์ และสายไฟ/สายเคเบิล</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>2.2 กลุ่ม Consumer electronics</strong>&nbsp;</span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกในปี 2568 จะเติบโตประมาณ 2.7% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (YOY) ซึ่งสอดคล้องกับช่วงขาขึ้นของตลาดและความต้องการคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้า</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>2.3 กลุ่มอื่น ๆ&nbsp;</strong></span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ :</strong> คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกในปี 2568 จะเติบโตประมาณ 3.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YOY) ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตนี้มาจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกที่เริ่มกลับมามากขึ้น โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)<br /><br /><strong>อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ :</strong> คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกในปี 2568 จะเติบโตประมาณ 2.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YOY) สอดคล้องกับทิศทางตลาดฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์โลกที่คาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากปีนี้ <br /><br /><strong>อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า :</strong> คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกในปี 2568 มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ซึ่งจะเติบโตอยู่ที่ 1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YOY) ปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนการเติบโตนี้มาจากการส่งออกสินค้า เช่น เครื่องปรับอากาศและเครื่องซักผ้าไปยังตลาดสหรัฐฯ ที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>3. ความท้าทายของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย</strong></h2>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>3.1 การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global value chain)&nbsp;</strong></span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่นำไปสู่การแบ่งกลุ่มทางเศรษฐกิจและการย้ายฐานการผลิต ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ในห่วงโซ่อุปทานโลก (Global value chain) นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากเทรนด์ใหญ่ ๆ เช่น การรักษาสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data center) และความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>3.2 แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย&nbsp;</strong></span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยกำลังเติบโต ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการสินค้าที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>3.3 เทรนด์รักษ์โลกกับการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ&nbsp;</strong></span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งในด้านการปรับกระบวนการผลิต การใช้วัสดุรีไซเคิล และการวางแผนการพัฒนาองค์กรที่เน้นความยั่งยืน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>4. แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในมุมมอง SCB EIC</strong></h2>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>4.1 การเปลี่ยนสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&nbsp;</strong></span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย และการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้องและเหมาะสม</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>4.2 การส่งเสริมและพัฒนาแรงงานทักษะสูง&nbsp;</strong></span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">การพัฒนาทักษะแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญสูง ได้รับการสนับสนุนผ่านการปรับปรุงหลักสูตรในสถาบันการศึกษาให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น หลักสูตรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และนักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เป็นต้น&nbsp;</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>4.3 การส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานการผลิตระดับต้นน้ำ&nbsp;</strong></span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">การส่งเสริมการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาที่เน้นสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตตั้งแต่ขั้นแรก จำเป็นต้องมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาไปสู่การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขั้นต้นที่มีมูลค่าสูงขึ้น<br /></span></p>
<br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9634/h1ctuj8u6l/Industry-insight-EE-20241031.pdf" target="_blank" rel="noopener"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/4b/jc/h1ct4bjcoi/Button-01-%281%29.jpg" alt="Button-01-(1).jpg" width="230" height="59" /></a><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9599/h03ned4vr9/Industry-insight-Power---Solar-PV-20240920.pdf" target="_blank" rel="noopener"><br /><br /></a> <iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/electronics-311024" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในปี 2568 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก</description>
					<enclosure length="6003" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6q/52/h1ct6q52m7/electronics.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 31 Oct 2024 10:10:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ธุรกิจโรงไฟฟ้าปี 2568 : พลังงานหมุนเวียนเติบโต โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลต้องเร่งปรับตัว</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9599</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9599</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9599">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>&nbsp;<iframe style="border: 1px solid #CCC; border-width: 1px; margin-bottom: 5px; max-width: 100%;" src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/fhefEUJwZ1b53l?startSlide=1" width="597" height="486" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no" allowfullscreen="allowfullscreen" data-mce-fragment="1"></iframe></strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวโน้มความต้องการพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2568-2571</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #333333;">ในช่วงปี 2568-2571 ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตามทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนการผลิตไฟฟ้านอกระบบจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งประเมินว่าการใช้ไฟฟ้าทั้งในและนอกระบบจะเติบโตเฉลี่ย 2.5%YOY ในปี 2568 และขยายตัวเฉลี่ย (CAGR) 3.0% ในช่วงปี 2569-2571 จากการเพิ่มขึ้นของโครงการ Direct PPA และ IPS นอกจากนี้ คาดว่าค่าไฟฟ้าในปี 2568 จะคงอยู่ใกล้เคียงระดับ 4.1-4.2 บาทต่อหน่วย เช่นเดียวกับปี 2567 อันเป็นผลมาจากนโยบายลดค่าพลังงานของรัฐบาล<br /><br />อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2569-2571 ค่าไฟฟ้าจะค่อย ๆ ลดลง และคาดว่าจะต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วยภายในปี 2571 ซึ่งเป็นผลจากแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลดลงในตลาดโลก ในระยะยาว การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลจะเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มขึ้น เนื่องจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2567) มุ่งเน้นการลดสัดส่วนการใช้พลังงานฟอสซิล ส่งผลให้โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพต่ำหรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด เช่น ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวโน้มการเติบโตของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยปี 2568-2571</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #333333;">การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2568 โดยคาดว่าจะขยายตัวราว 5%YOY&nbsp; และจะเติบโตเฉลี่ยที่ 7% (CAGR) ในช่วงปี 2569-2571 ทั้งนี้เป็นผลจากการเพิ่มปริมาณการผลิตตามแผน COD (Commercial Operation Date) ของพลังงานหมุนเวียน (RE) ที่คาดว่าจะเข้าระบบประมาณ 700-1,000 เมกะวัตต์ต่อปี โดยแหล่งพลังงานที่สำคัญ ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ชีวมวล และขยะชุมชน นอกจากนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้านอกระบบ (IPS/SPP direct) และโครงการ Private PPA ยังช่วยผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น<br /><br />แนวโน้มการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนยังคงอยู่ในทิศทางบวกจนถึงปี 2573 จากการที่รัฐบาลประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมอีก 3,731 เมกะวัตต์ โดยส่วนใหญ่จะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเป็นหลัก รวมถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2567) ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 51% ภายในปี 2580 ซึ่งจะมีกำลังการผลิตราว 3,700 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 และจะทยอยเพิ่มเข้าระบบมากกว่า 31,000 เมกะวัตต์ระหว่างปี 2574-2580<br /><br />นอกจากประเทศไทยแล้ว การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและออสเตรเลีย ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องก็เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการไปลงทุนพลังงานหมุนเวียนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงไฟฟ้ายังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการสิ้นสุดของโครงการที่ได้รับ Adder กว่า 2,000 เมกะวัตต์ ที่จะทยอยครบกำหนดในปี 2567-2568 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่อิงรายได้กับ Adder</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวโน้มความต้องการแผงโซลาร์และปัจจัยเสี่ยงในตลาดโลกปี 2568-2571</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">แม้ว่าความต้องการแผงโซลาร์จะยังคงเติบโตในปี 2568 แต่มีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดว่าจะเติบโตในอัตราที่ลดลงต่อเนื่องในช่วงปี 2569-2571 สาเหตุหลักมาจากตลาดใหญ่ เช่น จีนและยุโรป ซึ่งเคยมีการขยายตัวสูงในช่วงปี 2562-2566 เริ่มชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าความต้องการแผงโซลาร์จะยังขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 9% ในปี 2568 โดยกำลังการผลิตใหม่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา<br /><br />ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตนี้มาจากความต้องการพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ตามเป้าหมาย Net zero ของหลายประเทศ ประกอบกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากราคาของแผงโซลาร์และแบตเตอรี่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำลง<br /><br />อย่างไรก็ตาม ตลาดแผงโซลาร์ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงสำคัญ เช่น ปัญหาภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาของแผงโซลาร์ในปี 2568 ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองประกอบด้วย 1) อุปทานที่ล้นตลาดจากประเทศจีน 2) การแข่งขันที่รุนแรงในหมู่ผู้ผลิตแผงโซลาร์ (Module) และ 3) การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องขายสินค้าค้างสต็อกในราคาที่ต่ำลง นอกจากนี้ นโยบายกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการ รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือด ทำให้อัตรากำไรมีแนวโน้มลดลงอีกในอนาคต<strong><br /></strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ธุรกิจโรงไฟฟ้ากับประเด็นด้าน ESG</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">การดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด ESG (Environmental, Social, and Governance) ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ธุรกิจโรงไฟฟ้าต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น Carbon neutrality และ Net zero emission ทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ สร้างแรงกดดันให้โรงไฟฟ้าที่พึ่งพาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติต้องเร่งพัฒนาและนำเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนมาใช้งาน อาทิ การนำไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำมาทดแทนก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า และการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) เริ่มส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าบางประเภท โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydro) ที่ปริมาณการผลิตลดลงจากปรากฏการณ์ El Ni&ntilde;o ซึ่งส่งผลให้มีปริมาณน้ำในเขื่อนลดลง<strong><br /></strong></p>
<br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9599/h1jlkhix52/Industry-insight-Power---Solar-PV-20241106.pdf" target="_blank" rel="noopener"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fi/pk/h03lfipke1/Button-01-%281%29.jpg" alt="Button-01-(1).jpg" width="230" height="59" /><br /><br /><br /></a> <iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/power-solarpv-200924" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ธุรกิจโรงไฟฟ้าปี 2568-2571 เติบโตสอดรับกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวตามเศรษฐกิจ</description>
					<enclosure length="4018" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/tm/gb/h03ltmgbvl/shutterstock_2500041559.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 20 Sep 2024 10:25:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>SCB EIC คาดอุตสาหกรรมก่อสร้างปี 2024 ขยายตัว 2%YOY แตะ 1.4 ล้านล้านบาท แนะผู้รับเหมาควบคุมต้นทุน บริหารสภาพคล่อง และลดการปล่อย CO2</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9372</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9372</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9372">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe style="border: 1px solid #CCC; border-width: 1px; margin-bottom: 5px; max-width: 100%;" src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/dNgQxUHlaGK9qE?startSlide=1" width="597" height="486" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no" allowfullscreen="allowfullscreen" data-mce-fragment="1"></iframe></strong></h2>
<br />
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br />การก่อสร้างภาครัฐ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2024 มีแนวโน้มขยายตัว 2%YOY แตะระดับ 810,000 ล้านบาท</strong> </span>โดยจะเผชิญปัจจัยท้าทายด้านความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณประจำปี 2024 ซึ่งจะกระทบมูลค่าการก่อสร้างภาครัฐใน Q1-Q2/2024 และคาดว่าจะสามารถเร่งเบิกจ่ายได้ในช่วง Q3/2024 ซึ่งเป็นช่วงท้ายปีงบประมาณ อย่างไรก็ดี จะมีการเริ่มประมูลโครงการ Mega project ใหม่ ๆ โดยหน่วยงานต่าง ๆ เตรียมนำเสนอเพื่อให้ ครม. อนุมัติ ทั้งนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบคมนาคมทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยมีโอกาสเร่งพัฒนาการคมนาคมขนส่งด้านรถไฟ ที่เชื่อมโยงกับการคมนาคมอื่น ๆ นอกจากนี้ นโยบายส่งเสริมการลงทุนยังหนุนให้เกิดโอกาสในการเร่งพัฒนาโครงการก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง ทั้งโครงการภาครัฐ และภาคเอกชน</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การก่อสร้างภาคเอกชน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>มูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2024 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องมาอยู่ที่ 598,000 ล้านบาท (+3%YOY)</strong></span> โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของมูลค่าการก่อสร้างที่อยู่อาศัยกลุ่มคอนโดมิเนียม ไปตามการเปิดโครงการใหม่ที่กลับมาฟื้นตัวใน 1-2 ปีก่อนหน้า รวมถึงการขยายตัวของมูลค่าการก่อสร้างอาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก และโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการ Renovate พื้นที่ค้าปลีก และโรงแรม เพื่อรองรับการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม หนี้ครัวเรือนสูง และราคาที่อยู่อาศัยใหม่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็นความท้าทายต่อการเปิดตัวโครงการ และการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มระดับราคาปานกลางลงมา รวมถึงต้องจับตาภาวะ Oversupply ที่อาจทำให้เลื่อน/ยกเลิกโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ไม่มีศักยภาพออกไป โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานในบางพื้นที่</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความท้าทายในปี 2024 ของอุตสาหกรรมก่อสร้าง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong><span style="font-size: 17px;">ภาคก่อสร้างยังเผชิญความท้าทายทั้งในปี 2024 และในระยะปานกลาง ทั้งต้นทุนก่อสร้างยังอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องทางการเงิน และแรงกดดันในการลดการปล่อย CO</span><sub><span style="font-size: xx-small;">2</span></sub><sub style="font-size: 17px;">&nbsp;</sub></strong></span><span style="font-size: 17px;">ที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างต้องปรับกลยุทธ์รับมือ ได้แก่</span><br /><br /><strong style="font-size: 17px;">1) เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ และควบคุมต้นทุนก่อสร้าง</strong><span style="font-size: 17px;"> ด้วยการพัฒนาศักยภาพ และร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อเข้าประมูลงานก่อสร้างได้อย่างหลากหลาย ร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ระมัดระวังการเข้าประมูลแบบแข่งขันด้านราคา รวมถึงทำสัญญาสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า อย่างสอดคล้องกับความต้องการใช้</span><br /><br /><strong style="font-size: 17px;">2) บริหารสภาพคล่องทางการเงิน</strong><span style="font-size: 17px;"> โดยปรับสัดส่วนการรับงานก่อสร้างภาครัฐ และเอกชนให้เหมาะสม รวมถึงดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายได้ตามกำหนด</span><br /><br /><span style="font-size: 17px;">3) ลดการปล่อย CO</span><sub><span style="font-size: xx-small;">2</span></sub><span style="font-size: 17px;">&nbsp;ด้วยการหาพันธมิตรวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลงทุนนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ ให้ความสำคัญกับการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงกำหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9372/gsbn2oexbu/Industry-insight-Construction-20240110.pdf" target="_blank" rel="noopener"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/i7/x8/gsbji7x8cf/Button-01-%281%29.jpg" alt="Button-01-(1).jpg" width="230" height="59" /><br /><br /></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/construction-100124" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภาคก่อสร้างยังเผชิญความท้าทายจากต้นทุนก่อสร้างที่ยังอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องทางการเงิน และแรงกดดันในการลดการปล่อย CO2</description>
					<enclosure length="4275" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/03/2y/gsbk032yv0/construction.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 10 Jan 2024 09:49:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>อุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2024 ยังขยายตัวได้ แม้จะเผชิญปัญหาภัยแล้งรุนแรง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9353</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9353</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9353">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe style="border: 1px solid #CCC; border-width: 1px; margin-bottom: 5px; max-width: 100%;" src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/AECuQ8pYL6ThJ6?startSlide=1" width="597" height="486" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no" allowfullscreen="allowfullscreen" data-mce-fragment="1"></iframe></strong></h2>
<br />
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br /><br />ประเด็นสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางอุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2024</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>อุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2024 ยังมีแนวโน้มขยายตัว แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งรุนแรง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากราคาที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางและนโยบายควบคุมการส่งออกน้ำตาลของอินเดีย โดยประเด็นสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางอุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2024 มีดังนี้</strong></span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><strong><span style="color: #333333;">&bull; การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก&nbsp;</span></strong>&nbsp;</h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #333333;">แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2024 จะยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการบริโภคสินค้าน้ำตาลในตลาดโลกยังคงมีแนวโน้มเติบโต อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้ายังคงมีความเปราะบางสูง จากผลของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงมาก</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><strong><span style="color: #333333;">&bull; นโยบายควบคุมการส่งออกน้ำตาลของอินเดีย </span></strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #333333;">อินเดีย จะส่งผลให้ราคาน้ำตาลโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นในปีหน้า เนื่องจากอินเดียเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลที่สำคัญของโลก ทั้งนี้การดำเนินนโยบายควบคุมการส่งออกของอินเดียยังมีความไม่แน่นอนสูง จากกรอบเวลาและความเข้มงวดในการดำเนินนโยบายที่ไม่ชัดเจน</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><strong><span style="color: #333333;">&bull; ปัญหาภัยแล้ง&nbsp;</span>&nbsp;</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #333333;">ปริมาณฝนที่น้อยกว่าค่าปกติในหลายพื้นที่ของไทยในปีนี้จากปรากฎการณ์เอลนีโญ จะสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตอ้อยในฤดูกาลผลิต 2023/2024 เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่ต้องการน้ำมากและพื้นที่เพาะปลูกอ้อยส่วนใหญ่ของไทยพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2024 ยังขยายตัวได้</strong></h2>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #333333;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>SCB EIC คาดว่ารายได้ของอุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2024 มีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อย โดยได้รับปัจจัยหนุนจากราคาที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยปริมาณผลผลิตที่ลดลงค่อนข้างมาก</strong> </span>โดยปริมาณผลผลิตน้ำตาลไทยในปีการผลิต 2023/2024 มีแนวโน้มปรับตัวลดลง 20.9% มาอยู่ที่ 8.7 ล้านตัน ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบของไทยที่คาดว่าจะลดลง 15.7%YOY มาอยู่ที่ 79.1 ล้านตัน ซึ่งเป็นผลจากผลผลิตต่อไร่ที่จะปรับตัวลดลงจากภาวะภัยแล้ง ทั้งนี้พื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ จะมีปริมาณผลผลิตอ้อยลดลงค่อนข้างมาก จากภาวะฝนแล้งที่รุนแรงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ&nbsp; ในขณะที่ราคาส่งออกน้ำตาลโดยเฉลี่ยในปี 2024 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 21.6%YOY มาอยู่ที่ 620.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สอดคล้องกับราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในปีนี้ และคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า เนื่องจากคาดว่าตลาดน้ำตาลโลกจะเผชิญภาวะขาดดุล กอปรกับอินเดียมีแนวโน้มที่จะลดโควตาการส่งออกน้ำตาลลงอีกในฤดูกาลผลิตหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำตาลโลกในปี 2024 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 26.1 เซนต์ต่อปอนด์ สำหรับมูลค่าการส่งออกน้ำตาลปี 2024 คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มูลค่าตลาดน้ำตาลในประเทศจะอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 12.0%YOY จาก 1) ปริมาณการบริโภคในประเทศที่มีแนวโน้มขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ 2) ราคาน้ำตาลในประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากนโยบายภาครัฐ <strong>สำหรับในระยะกลางอุตสาหกรรมน้ำตาลยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากปริมาณผลผลิตน้ำตาลของไทยและความต้องการบริโภคน้ำตาลทั้งในและต่างประเทศคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</strong></span><strong>&nbsp;</strong></h3>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความท้าทายของอุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2024</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>อนึ่ง การเติบโตของอุตสาหกรรมน้ำตาลในปี 2024 และในระยะต่อไป ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน ทั้งความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและนโยบายด้านการเกษตรของประเทศคู้ค้า/คู่แข่ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายและมาตรการเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และกระแสความยั่งยืน&nbsp;</strong></span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><strong><span style="color: #333333;">&bull; ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและนโยบายด้านการเกษตรของประเทศคู้ค้า/คู่แข่ง </span></strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #333333;">ภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบางและมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น นโยบายด้านการเกษตรของประเทศต่าง ๆ ก็มีความไม่แน่นอนมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งสภาวการณ์ดังกล่าว จะส่งผลให้อุตสาหกรรมน้ำตาลซึ่งพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดโลกต้องเผชิญกับความผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย&nbsp;</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><strong><span style="color: #333333;">&bull; การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change)&nbsp;</span>&nbsp;</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #333333;">จะทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำตาล ต้องเผชิญกับผลประกอบการที่มีความผันผวนมากขึ้น จากทั้งต้นทุนการผลิตและปริมาณวัตถุดิบที่มีความไม่แน่นอนสูง&nbsp;</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><strong><span style="color: #333333;">&bull; นโยบายและมาตรการเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low carbon economy)&nbsp;</span>&nbsp;</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #333333;">เช่น มาตรการการค้าระหว่างประเทศ การเก็บภาษีคาร์บอน เป็นต้น ซึ่งแรงกดดันเหล่านี้จะทำให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจน้ำตาลปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย </span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><strong><span style="color: #333333;">&bull; ความยั่งยืน (Sustainability)&nbsp;</span>&nbsp;</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #333333;">เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญของโลกที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาล โดยผู้บริโภคหรืออุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบมีแนวโน้มที่จะหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาลมากขึ้นในอนาคต &nbsp;</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #333333;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำตาลจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าวและยกระดับศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน</strong> </span>ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนสูงของภาวะเศรษฐกิจ กฎระเบียบและข้อกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ และนโยบายด้านต่าง ๆ ของประเทศคู่ค้า/คู่แข่ง เช่น นโยบายด้านการผลิตและการค้าน้ำตาลของอินเดียและบราซิล นโยบายพึ่งพาตนเองด้านอาหารของประเทศคู่ค้าสำคัญ เป็นต้น มีการกระจายการส่งออกไปยังตลาดส่งออกที่หลากหลาย เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปและมีการจัดทำแผนฉุกเฉินต่อความเป็นไปได้ของฉากทัศน์ (Scenario) ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึงการลงทุนเพื่อให้สามารถคว้าโอกาสและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกระแสความยั่งยืน เช่น การช่วยสนับสนุนให้ชาวไร่อ้อยสามารถลงทุนในแหล่งน้ำ หรือการสร้างแรงจูงใจให้ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด เป็นต้น รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านระบบการผลิตไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำร่วมด้วย&nbsp;</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9353/groesxbssi/Industry-insight-Sugar-20231220.pdf" target="_blank" rel="noopener"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5u/u9/groe5uu9qg/Button-01-%281%29.jpg" alt="Button-01-(1).jpg" width="230" height="59" /></a></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในระยะกลางอุตสาหกรรมน้ำตาลยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากปริมาณผลผลิตน้ำตาลของไทยและความต้องการบริโภคน้ำตาล</description>
					<enclosure length="47468" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/7g/aw/groe7gawas/sugar.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 20 Dec 2023 09:57:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>