<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1548647384951" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS SCB EIC brief</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For SCB EIC brief</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:40:15 +0700</pubDate><ttl>20</ttl>
				<item>
					<title>Climate change adaptation : กลยุทธ์อยู่รอดที่เศรษฐกิจไทยต้องไล่ให้ทันโลก </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10070</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10070</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10070">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ภาพความเสียหายรุนแรงจากน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ซึ่งเคยเป็น "ต้นแบบ" การป้องกันน้ำท่วมของประเทศ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าสภาพภูมิอากาศโลกได้เปลี่ยนไป เกินกว่าการเตรียมพร้อมแบบเดิมจะรับมือได้ ส่งผลให้ &ldquo;Climate change adaptation&rdquo; หรือการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate change mitigation) เพราะนี่คือ &ldquo;ทางรอด&rdquo; ที่จะช่วยปกป้องความมั่งคั่งและอนาคตของเศรษฐกิจไทยจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Climate change adaptation คืออะไร</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Climate change adaptation คือ การเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความยืดหยุ่นหรือภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ </strong>ซึ่งสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การปรับเปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชที่ทนแล้ง การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ หรือการลงทุนในเทคโนโลยีนําน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ตื่นตัวกับ Climate adaptation เป็นอย่างมาก สะท้อนได้จากจำนวนประเทศสะสมที่ส่งแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan) ต่อสหประชาชาติ (UN) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเพียง 2 ประเทศในปี 2015 เป็น 74 ประเทศในปี 2025 (ไทยส่งแผนในปี 2024)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ไทยจำเป็นต้องเร่งให้ความสำคัญกับ Climate change adaptation</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ไทยจำเป็นต้องเร่งให้ความสำคัญกับ Climate change adaptation จากเหตุผลที่สำคัญ 3 ประการ </strong>ได้แก่<strong> 1) ไทยคือพื้นที่เสี่ยงภัยอันดับต้นของโลก </strong>โดยข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป (INFORM Risk) ในปี 2025 ระบุว่าไทยมีความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วมล้นตลิ่งสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก<strong> 2) การปรับตัวเชื่อมโยงกับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ </strong>โดยในปัจจุบันสถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลก ได้มีการผนวกความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดอันดับเครดิตประเทศ ซึ่งหากไทยไม่ลงทุนปรับตัวและเผชิญปัญหาภัยพิบัติซ้ำซาก ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตลงในอนาคต ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นและบรรยากาศการลงทุนโดยรวมแย่ลง<strong> 3) การลงทุนล่วงหน้า &ldquo;คุ้มค่า&rdquo; กว่าการไม่ทำอะไรเลย </strong>โดยการศึกษาของสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) ในปี 2025 พบว่า การลงทุนใน Climate adaptation ทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะให้ผลตอบแทนสูงถึง 10.5 ดอลลาร์สหรัฐ จากการประเมินผลประโยชน์แบบ &ldquo;Triple Dividend&rdquo; ทั้งการหลีกเลี่ยงความสูญเสีย การเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีความเสี่ยงสูง แต่การเตรียมความพร้อมกลับอยู่ในระดับที่ต่ำจนน่ากังวล </strong>สะท้อนได้จากผลการจัดอันดับความพร้อมของเศรษฐกิจในการรับมือกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศของบลูมเบิร์ก (BNEF) ในปี 2025 ที่พบว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในกลุ่ม &ldquo;รั้งท้าย&rdquo; ได้อันดับที่ 23 จาก 25 ประเทศที่ศึกษา (กลุ่ม G20 และบางประเทศในอาเซียน) และได้คะแนนเพียง 0.36 จากเต็ม 1 เนื่องจากการเตรียมความพร้อมของไทยยัง &ldquo;ไม่เป็นระบบ&rdquo; และ &ldquo;ไม่ทั่วถึง&rdquo; เช่น การบริหารความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศยังไม่ฝังอยู่ในระบบการเงิน งบประมาณเฉพาะเพื่อการปรับตัวที่ยังไม่เด่นชัด และการคุ้มครองประกันภัยภัยพิบัติที่ยังครอบคลุมจำกัด เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในอีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางความท้าทายนี้ เราได้เริ่มเห็นสัญญาณความตื่นตัวที่ชัดเจนขึ้นจากทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ </strong>สะท้อนได้จากนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น พรรคภูมิใจไทย ได้ชูแผนเชิงรุกผ่านนโยบาย<strong> "พร้อมก่อนภัย เคียงข้างไทยทุกสถานการณ์" </strong>ที่มีเป้าหมายยกระดับการพยากรณ์อากาศและการเตือนภัยด้วยดาวเทียมและ AI พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูล "ผังน้ำ" เข้ากับการวางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อไม่ให้กีดขวางทางระบายน้ำ รวมถึงการเสนอตั้งกองทุนภัยพิบัติ หรือพรรคประชาชนที่มีนโยบาย<strong> &ldquo;ตั้งรับ-ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&rdquo; </strong>และ<strong> &ldquo;รับมือกับโลกรวน มีแผนสู้โลกยุคภัยพิบัติ&rdquo; เป็นต้น ขณะที่ภาคเอกชนขนาดใหญ่เริ่มประเมินและวางแผนรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจังมากขึ้น </strong>เช่น บี.กริม เพาเวอร์ มีการวางแผนรับมือภัยแล้ง หรือ ทรู คอร์ปอเรชั่น มีการวางแผนรับมือความเสี่ยงจากอากาศร้อนจัดต่อโครงข่ายสื่อสาร</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่า ภาคธุรกิจไทยสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการดำเนินงานใน 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) สร้างความเข้าใจและประเมินความเสี่ยง </strong>โดยเริ่มจากใช้ข้อมูลแนวโน้มภูมิอากาศและข้อมูลพื้นที่ มาวิเคราะห์ว่า &ldquo;จุดเปราะบาง&rdquo; อยู่ตรงไหนของธุรกิจ ตั้งแต่ที่ตั้งโรงงาน คลังสินค้า ไปจนถึงแหล่งวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เห็นภาพว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น น้ำท่วม ภัยแล้ง และวิกฤตคลื่นร้อน (Heat wave) จะกระทบต้นทุน รายได้ และความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างไร<strong> 2) พัฒนาแผนและลงมือดำเนินการ </strong>โดยออกแบบมาตรการปรับตัวให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและบริบทของอุตสาหกรรม พร้อมประเมินความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการลงทุน ที่สำคัญคือหลีกเลี่ยง &ldquo;การปรับตัวที่ไม่เหมาะสม&rdquo; หรือการแก้ปัญหาจุดหนึ่ง แต่ไปสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนในจุดอื่น<strong> 3) ติดตาม ประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง </strong>โดยตรวจสอบว่ามาตรการที่ทำไปช่วยสร้างประโยชน์ได้จริงหรือไม่และจะปรับเปลี่ยนอย่างไรให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>บทบาทของภาครัฐ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับบทบาทจาก &ldquo;ผู้เยียวยา&rdquo; ไปสู่ &ldquo;ผู้ลงมือขับเคลื่อนการปรับตัว&rdquo; อย่างเป็นระบบ </strong>โดยเร่งลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้า ประเมินความเสี่ยงรายพื้นที่ จัดสรรงบประมาณเฉพาะเพื่อการปรับตัว บูรณาการข้อมูลผังน้ำกับการวางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมระบบประกันภัย ออกแบบกลไกเชิงนโยบายที่จะทำให้การรับมือกับภัยพิบัติสามารถทำได้อย่างเป็นระบบและมีความเป็นเอกภาพ รวมถึงสนับสนุนทุนวิจัยและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถปรับโมเดลธุรกิจรับมือโลกเดือดได้อย่างทันท่วงที</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความสูญเสียมหาศาลที่หาดใหญ่ คือ บทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนว่า &ldquo;ความล่าช้ามีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ&rdquo; ดังนั้น Climate change adaptation จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น &ldquo;ทางรอด&rdquo; ที่จะรักษาความมั่งคั่งและอนาคตของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในโลกที่ผันผวนขึ้นทุกวัน</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองข้ามชอต วันที่ 5-8 มีนาคม 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Climate-change-adaptation-030426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ความสูญเสียที่หาดใหญ่ย้ำว่า ความล่าช้ามีราคาเสมอ ดังนั้น การปรับตัวต่อ Climate change adaptation จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด</description>
					<enclosure length="3760" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/g3/gf/hh9bg3gf7u/Climate-change-adaptation.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 16:30:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Net zero 2050 : ธุรกิจผลิตไฟฟ้าไทยจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรไม่ให้เสียสมดุล Energy trilemma?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10053</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10053</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10053">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 13pt;">&nbsp;<span style="color: #4e4e4e;">&ldquo;ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปีพุทธศักราช 2593 (คริสต์ศักราช 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ ในชุมชนและหน่วยงานของรัฐ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม&rdquo;<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี กล่าวคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (วันที่ 29 กันยายน 2025 ณ รัฐสภา)<br /></span></span><span style="color: #4e4e4e;"><br />คำแถลงนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยธุรกิจผลิตไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ไทยบรรลุเป้า Net zero 2050 เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับ 1 ของไทยในปี 2024 หรือคิดเป็นสัดส่วน 38% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยบทความชิ้นนี้จะชวนสำรวจแนวทางที่ภาคการผลิตไฟฟ้าสามารถทำได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net zero 2050 โดยที่ไม่ทำลายสมดุล "Energy trilemma" หรือสามเหลี่ยมสมดุลทางพลังงาน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Energy trilemma คืออะไร ทำไมต้องให้ความสำคัญ?</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Energy trilemma เป็นกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบนโยบายพลังงาน ที่ถูกนำมาใช้โดยผู้กำหนดนโยบายพลังงานทั่วโลก </strong>โดยแนวคิดนี้ กำหนดให้การออกแบบนโยบายพลังงานจะต้องรักษาสมดุลระหว่าง 1) ความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainability) 2) ความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) และ 3) ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (Affordability) ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่การดำเนินนโยบายพลังงานให้ความสำคัญกับมิติใดมิติหนึ่งมากเกินไป ก็อาจจะทำให้สมดุลทั้ง 3 ด้านเสียหายและจะส่งผลเสียต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบพลังงาน ตัวอย่างเช่น หากผู้กำหนดนโยบายเน้นบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนหรือความมั่นคงเป็นหลัก โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านต้นทุน ก็อาจจะทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นและส่งผลเสียต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งในไทยเองก็ได้มีการนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้และมีการวัดผลเป็น Energy Trilemma Index (ETI)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 1 : Energy trilemma 3 เสาหลักสมดุลพลังงาน<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wh/a4/hgrgwha468/Picture1-Energy-trilemma-2.png" alt="Picture1-Energy-trilemma-2.png" width="770" height="309" /><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 11pt;"><span style="color: #4e4e4e;">หมายเหตุ : (1) ประเทศไทยโดยกระทรวงพลังงานใช้คำว่า &ldquo;ความยั่งยืนด้านพลังงาน&rdquo; และ (2) กระทรวงพลังงานใช้คำว่า &ldquo;ความมั่งคั่งด้านพลังงาน (Energy economy)&rdquo;<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)</span></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">จากข้อมูลดัชนีสมดุลพลังงานของไทยในช่วงปี 2016-2024 ซึ่งมีค่าระหว่าง 0 (ดัชนีความสมดุลที่น้อยที่สุด) ถึง 5 (ดัชนีความสมดุลที่มากที่สุด) พบว่า ดัชนีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 3.17 ในปี 2016 มาอยู่ที่ 3.76 ในปี 2024 เนื่องจากมีการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนในสัดส่วนที่สูงขึ้นจากอดีตอย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านความมั่นคงด้านพลังงานมีแนวโน้มทรงตัวจากที่ระดับ 3.73 ในปี 2016 มาอยู่ที่ 3.76 ในปี 2024 จากการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชนทั่วประเทศและปริมาณไฟฟ้าสำรองที่อยู่ในระดับสูง ส่วนด้านราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ พบว่า ดัชนีปรับตัวลดลงค่อนข้างมากจากระดับ 3.46 ในปี 2016 มาอยู่ที่ 2.79 ในปี 2024 เนื่องจากค่าไฟฟ้าของไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับต้นทุนค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูงจากค่าพร้อมจ่าย (เงินที่จ่ายให้โรงงานไฟฟ้า แม้ไม่ได้มีการผลิตไฟฟ้า) ให้โรงไฟฟ้าเพื่อให้เกิดความมั่นคงของระบบไฟฟ้า รวมถึงการจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการมุ่งดำเนินนโยบายในมิติใดมิติหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อมิติอื่น ๆ ใน Energy trilemma ด้วย เช่น การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอาจช่วยเพิ่มความยั่งยืน แต่หากไม่มีมาตรการรองรับอาจกระทบต้นทุนราคาค่าไฟฟ้า (Affordability) และกระทบความมั่นคงของระบบไฟฟ้าที่ต้องบริหารความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน (Security)<strong> ดังนั้น การออกแบบนโยบาย Net zero 2050 ที่มีเป้าหมายตอบโจทย์เสาหลักด้านความยั่งยืน จึงต้องคำนึงถึงสมดุลในด้านความมั่นคงและในด้านต้นทุนพลังงานที่ประชาชนและธุรกิจสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเป็นไปอย่างสมดุล และไม่สร้างภาระต่อทุกภาคส่วนในประเทศตามกรอบของ Energy trilemma ด้วย</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม : พลังงานหมุนเวียนคือคำตอบ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การเพิ่มไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน คือ แนวทางสำคัญที่จะช่วยตอบโจทย์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม </strong>โดยหากพิจารณาการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งเชื้อเพลิงต่าง ๆ จะพบว่า การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ตัวอย่างเช่น การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 0.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (t-CO2e/MWh) และจากถ่านหินที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 0.90 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (t-CO2e/MWh) แตกต่างจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ (SMR) ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ดังนั้น การส่งเสริมให้เกิดโครงการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดใหม่อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (SMR) จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ภาคการผลิตไฟฟ้าสามารถลดก๊าซเรือนกระจกลงเป็นศูนย์ได้ สะท้อนได้จากร่างแผนเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าเพื่อบรรลุ Net zero ในปี 2050 ซึ่งจัดทำโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมและหน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ <strong>ที่ระบุให้มีการเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสะอาดมากขึ้นถึง 7 เท่าใน 25 ปี โดยพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 23% (54 TWh) ในปี 2025 มาอยู่ที่ระดับ 58% (327 TWh) ในปี 2050 และในช่วงปี 2030-2050 จะมีเทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่เข้ามามีส่วนในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น อาทิ เชื้อเพลิงไฮโดรเจนและพลังงานนิวเคลียร์ (SMR) โดยไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์และไฮโดรเจนในปี 2030 จะมีสัดส่วนรวมอยู่ที่ 6% (16 TWh) และเพิ่มขึ้นเป็น 16% (87 TWh) ในปี 2050 ดังแสดงในรูปที่ 2</strong> สวนทางกับปริมาณไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่มีสัดส่วนลดลง โดยไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติจะลดลงจากที่ระดับ 58% (136 TWh) ในปี 2024 มาอยู่ที่ 26% (146 TWh) ในปี 2050 ส่วนไฟฟ้าจากถ่านหินจะลดลงจากระดับ 19% (45 TWh) ในปี 2024 จนเป็นศูนย์ในปี 2050 อย่างไรก็ดี แม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (SMR) จะเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการผลิตไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องเตรียมการอีกหลายด้าน อาทิ กฎหมายที่รองรับการดำเนินงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การประเมินความคุ้มค่าและต้นทุนการผลิต รวมถึงการศึกษาผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 2 : กำลังการผลิตไฟฟ้า กรณี Net zero 2050 ในช่วงปี 2025-2050<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/yj/4n/hgrgyj4nn8/Picture2-Energy-trilemma.png" alt="Picture2-Energy-trilemma.png" width="703" height="435" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e; font-size: 12pt;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน และกรมลดโลกร้อน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความมั่นคงด้านพลังงาน : เทคโนโลยีและการกระจายแหล่งพลังงาน ตัวช่วยที่ตอบโจทย์ความมั่นคง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะช่วยตอบโจทย์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีข้อจำกัดที่ทำให้ความมั่นคงของระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าลดลง จากความผันผวนของคุณภาพไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและฤดูกาล </strong>ตัวอย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะเวลากลางวันหรือประมาณ 5-6 ชั่วโมงต่อวัน และจะสามารถผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้เฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเข้มของรังสีอาทิตย์สูง โดยหากมีเมฆมาบดบังแสงอาทิตย์ เช่น ฤดูฝนที่มีปริมาณเมฆมากก็จะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง แตกต่างจากการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีความน่าเชื่อถือและมีเสถียรภาพสูง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินสามารถจัดเก็บและสำรองเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งไฟฟ้าที่ได้ก็มีคุณภาพที่ดีจากกระบวนการผลิตที่สามารถควบคุมให้ไฟฟ้ามีความเสถียร<strong> อย่างไรก็ดี ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นในปัจจุบัน ทำให้การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสามารถทำได้โดยที่ไม่ทำลายความมั่นคงทางพลังงาน </strong>ซึ่ง SCB EIC พบว่า มีเทคโนโลยีอย่างน้อย 3 ประเภท ที่จะช่วยแก้ปัญหาความไม่มั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้าที่มาจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้ ดังนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System, BESS) </strong>เทคโนโลยีนี้จะช่วยกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในแต่ละช่วงเวลาให้สามารถนำมาใช้ได้ตลอดวันหรือนำมาใช้ในช่วงเวลาที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง (Peak load) ดังตัวอย่างในหลายประเทศที่ใช้ BESS เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า เช่น โครงการ Waratah Super Battery ในออสเตรเลียที่ติดตั้ง BESS มากถึง 700 เมกะวัตต์เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าจากการเพิ่มของไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแทนการปลดระวางของโรงไฟฟ้าถ่านหินในรัฐนิวเซาท์เวลส์และโครงการ Henan grid-side ในจีนที่ใช้ BESS สำรองไฟฟ้าช่วงเวลาโหลดไฟฟ้าสูงสุดและตอบสนองฉุกเฉิน เป็นต้น ส่วนประเทศไทยได้มีการนำ BESS มาปรับใช้ให้ทำงานควบคู่กับการผลิตไฟฟ้าจาก Solar farm แล้ว เช่น โครงการ Solar + BESS ที่มีสัญญาขายไฟฟ้าจำนวน 121 เมกะวัตต์ของบริษัทในกลุ่ม GULF ที่ได้เริ่มผลิตไฟฟ้าและขายแก่ กฟผ. ในปี 2025 ที่ผ่านมา</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2) เทคโนโลยีสมาร์ตกริด </strong>ที่จะทำงานร่วมกับโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและแบตเตอรี่เพื่อเพิ่ม &ldquo;เสถียรภาพทางไฟฟ้า&rdquo; โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ไฟฟ้าในระดับภูมิภาคหรือพื้นที่ห่างไกลจากโครงข่ายไฟฟ้าหลัก ดังตัวอย่างของประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีการติดตั้งระบบสมาร์ตกริดร่วมกับ BESS มากที่สุดในโลกทั้งในเชิงการทดลองและเชิงพาณิชย์ เช่น โครงการ Western Downs + Broken Hill ที่มีกำลังการผลิตรวมกว่า 320 เมกะวัตต์ ในการเสริมเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าจากการเพิ่มไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มในควีนส์แลนด์ เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3) เทคโนโลยีการประเมินและจัดการความต้องการไฟฟ้า (Demand Response, DR) </strong>จะเป็นตัวช่วยให้มองเห็นภาพรวมของความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand) และการผลิตไฟฟ้าในแหล่งต่าง ๆ (Supply) ตั้งแต่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ลงมาจนถึงการผลิตไฟฟ้าในครัวเรือนจาก Solar rooftop ให้สามารถมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าให้ตรงตามความต้องการได้ ยกตัวอย่างเช่น โครงการติดตั้ง DR ในสหรัฐฯ จำนวน 45 รัฐ เพื่อให้ทราบความต้องการไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ทำให้ภาครัฐสามารถบริหารการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าตรงตามความต้องการและลดการสูญเสียพลังงานในโครงข่ายไฟฟ้า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทั้งนี้การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะต้องทำควบคู่กับการกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลาย </strong>เพื่อลดความเสี่ยงในกรณีที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีปัญหาและลดความเสี่ยงเรื่องการจัดหาและนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของประเทศ ตัวอย่างเช่น</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 13pt;">การจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่ง<span style="color: #4e4e4e;">ผู้ผลิต</span>ที่หลากหลายและแผนการจัดหาเชื้อเพลิงทดแทนเพื่อลดความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงาน อาทิ<br />o&nbsp;&nbsp;&nbsp; จัดหาก๊าซธรรมชาติจากผู้จำหน่ายหลายรายและเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องราคานำเข้าก๊าซธรรมชาติที่ผันผวนและส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า <br /><br />o&nbsp;&nbsp;&nbsp; จัดหาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงทดแทน เช่น ก๊าซชีวภาพและไฮโดรเจนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เพียงพอสำหรับทดแทนเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าฟอสซิลในระยะยาวและภาวะฉุกเฉิน</span></li>
<li><span style="color: #4e4e4e; font-size: 13pt;">พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบ Small Modular Reactor (SMR) เพื่อเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าฐาน (Baseload) เป็นทางเลือกใหม่ที่สามารถทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินในระยะยาว</span></li>
</ul>
<br /><br /><br />
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ซึ่งการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy security) เป็นสิ่งสำคัญที่นานาประเทศได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศ </strong>เช่น สิงคโปร์และญี่ปุ่นที่มีกลยุทธ์การจัดเก็บเชื้อเพลิงสำรองเพื่อลดความเสี่ยงจากราคานำเข้าพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนทดแทนก๊าซธรรมชาติในระยะยาวและภาวะฉุกเฉิน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (ความมั่งคั่งด้านพลังงาน) &ndash; ค่าไฟฟ้าในระดับสูงฉุดความมั่งคั่งด้านพลังงาน จึงต้องบริหารจัดการควบคู่กับการลงทุนเทคโนโลยีใหม่</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากการนำเทคโนโลยีใหม่ที่มีต้นทุนการผลิตสูงมาใช้ แม้จะตอบโจทย์ด้านความมั่นคงและความยั่งยืน แต่จะไปกระทบด้านความมั่งคั่งที่เป็นต้นทุนด้านพลังงานของประเทศ </strong>แม้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะมีแนวโน้มลดลงและอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล แต่การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงและยั่งยืน จะทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น จากร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า PDP 2024 พบว่า ในช่วงปี 2029 &ndash; 2037 ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มสูงขึ้นจาก 3.76 บาทต่อหน่วยในปี 2030 มาอยู่ที่ 3.98 บาทต่อหน่วยในปี 2037 เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่มาใช้ในการผลิตไฟฟ้า อาทิ การเริ่มใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในปี 2030 การลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน BESS โครงข่ายไฟฟ้าและเริ่มใช้ในปี 2032 และมีการเริ่มผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ (SMR) ในปี 2037<strong> ดังนั้น รัฐบาลต้องมีมาตรการเพื่อรองรับค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนั้นจะกระทบในหลายมิติทั้งค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนทางธุรกิจ จนถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย </strong>โดยหากเทียบค่าไฟฟ้าสำหรับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (กลุ่มที่มีแผนการลงทุนในไทย) ของไทยกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนปี 2025 จะพบว่าประเทศไทยมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 3.55 บาทต่อหน่วย ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 4 จาก 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยหากค่าไฟฟ้าของไทยมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ก็จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศปรับตัวลดลง ซึ่งภาครัฐคือหน่วยงานหลักที่ต้องเข้ามาบริหารจัดการต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสมในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้<strong> SCB EIC มองว่า จากเป้าหมาย Net zero ที่ไทยต้องเพิ่มเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและทำให้ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มสูงขึ้น ภาครัฐสามารถบรรเทาปัญหาดังกล่าวลงได้ ผ่านการดำเนินการอย่างน้อย 3 ประการ คือ</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">1) จัดหาเชื้อเพลิงในประเทศมาใช้ในสัดส่วนที่สูงขึ้นเพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงราคาสูง เช่น การจัดหาและผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมากขึ้น การจัดหาเชื้อเพลิงทดแทน เช่น ก๊าซชีวภาพมาใช้ในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">2) รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใหม่ในราคาที่ถูกลงตามแนวโน้มต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ปรับตัวลงในอนาคต อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ที่คาดว่ามีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลงเหลือ 1.1 บาทต่อหน่วยในปี 2030 และลดลงเหลือ 0.7 บาทต่อหน่วยในปี 2050 เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3) เปิดให้ใช้ Direct PPA (โครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรงระหว่างผู้ประกอบกิจการ Data center และผู้ผลิตไฟฟ้า) และ Third Party Assessment (TPA) (การอนุญาตให้บุคคลที่สามหรือผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถเชื่อมต่อไฟฟ้ากับโครงข่ายไฟฟ้าได้) โดยไม่ให้กระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนและธุรกิจรายอื่น ๆ จากการที่ภาครัฐคิดค่าบริการโครงข่ายไฟฟ้าโดยแยกต้นทุนที่เกิดจากการลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ที่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่เข้ามาลงทุน แนวทางดังกล่าวจะสามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดเพื่อบรรลุ Net zero ซึ่งจะส่งเสริมการลงทุน ขณะเดียวกัน ก็ไม่กระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ท้ายที่สุด ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ Net zero 2050 ทำให้ต้องเพิ่มพลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกระทบทั้งสามมิติของ Energy trilemma ทั้งความยั่งยืน ความมั่นคง และความมั่งคั่ง แม้การเพิ่มไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ควบคู่ไปกับการลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญ แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังต้องอาศัยการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน BESS การเสริมความสามารถในการบริหารระบบจัดการโครงข่าย และการพัฒนา SMR ที่ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต้นทุนไฟฟ้าให้สูงขึ้นและมีผลต่อความมั่งคั่งด้านพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ SCB EIC จึงได้เสนอ 3 แนวทางที่จะช่วยส่งเสริมความมั่งคั่งทางพลังงานให้ฟื้นขึ้นมา ลดภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อประชาชนและธุรกิจ พร้อมรักษาความสามารถแข่งขันของประเทศ ได้แก่&nbsp;(1) เพิ่มการจัดหาก๊าซธรรมชาติในประเทศและก๊าซชีวภาพทดแทนการนำเข้า&nbsp;(2) ส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ตามต้นทุนการผลิตจริงซึ่งมีแนวโน้มลดลง (3) เปิดให้มี Direct PPA และ TPA เพื่อให้เอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้ไทยสามารถเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างสมดุล ระหว่างความยั่งยืน ความมั่นคง และความมั่งคั่ง ขณะเดียวกัน ยังสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงมากขึ้นและความต้องการพลังงานสะอาดที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนมีนาคม 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Energy-trilemma-180326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>Energy trilemma เป็นกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบนโยบายพลังงาน ที่ถูกนำมาใช้โดยผู้กำหนดนโยบายพลังงานทั่วโลก ไทยเองก็ได้มีการนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้</description>
					<enclosure length="8671" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/o2/uy/hgrgo2uyl1/Energy-trilemma.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 18 Mar 2026 12:07:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>GDP Q4/2025 โตเกินคาด : รัฐบาลใหม่จะพาเศรษฐกิจไทย “หายป่วย” ได้จริงหรือ?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10050</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10050</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10050">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ก่อนการประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ไม่นาน ไทยถูกสื่อระดับโลกอย่าง Financial Times พาดหัวว่าเป็น &ldquo;คนป่วยแห่งเอเชีย&rdquo; (The Sick Man of Asia) เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปี 2025 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ดี ตัวเลขจริงไตรมาส 4/2025 ออกมาสูงกว่าคาดมากอยู่ที่ 2.5%YOY ส่งผลให้ทั้งปี 2025 ขยายตัวได้ 2.4% สูงกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ราว 2% ตามผลสำรวจของ Asia Pacific Consensus Forecasts รวมถึง SCB EIC ด้วย จึงมีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อมุมมองเศรษฐกิจปี 2026 อย่างมาก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือ การขยายตัวของ GDP ในปี 2025 ที่สูงกว่าคาดมากเช่นนี้สะท้อนว่า<strong> เศรษฐกิจไทยสามารถรอดพ้นจากภาวะวิกฤตจริงและออกจากห้อง ICU ได้จริงเพียงใด? เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากคนป่วยกลับมาเข้มแข็งแล้วใช่ไหม? หรือเป็นเพียงผลลัพธ์จาก &ldquo;ยากระตุ้น&rdquo; ที่ให้ผลดีชั่วคราว </strong>โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงศักยภาพการเติบโตในระยะยาวอย่างแท้จริง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ภายใต้บริบทเศรษฐกิจไทยเช่นนี้ นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มจะยังคงได้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำเช่นเดิมและมีแนวโน้มสานต่อและผลักดันนโยบาย Big Win ให้เป็นชุดนโยบาย 10 พลัส ซึ่งถูกออกแบบให้ผสานมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส เข้ากับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวมากขึ้น เช่น การศึกษาเท่าเทียมพลัส ลงทุนพลัส อย่างไรก็ดี แม้หลายนโยบายของ 10 พลัส จะพยายามตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างไทยในหลายด้าน แต่งบประมาณส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวในโครงการให้เงินอุดหนุน ซึ่งเน้นประโยชน์และมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น นำไปสู่ข้อสงสัยว่านโยบายชุดนี้จะสามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้มากเพียงใด<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">บทความนี้สนใจวิเคราะห์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 จุดแข็งและข้อจำกัดของนโยบาย 10 พลัส ตลอดจนความท้าทายด้านการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ก่อนนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ถอดรหัสการเติบโตของ GDP ไทย Q4/2025 : แรงส่งจากอะไร ยั่งยืนแค่ไหน?</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เศรษฐกิจไทยปี 2025 ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 2.4% โดยเฉพาะไตรมาสที่ 4/2025 ซึ่งขยายตัวสูงถึง 2.5%YOY เร่งตัวขึ้นมากจาก 1.2%YOY ในไตรมาส 3 เมื่อพิจารณาแต่ละองค์ประกอบของ GDP พบว่า อัตราการขยายตัวสูงนี้ได้แรงขับเคลื่อนหลักจาก 1) การบริโภคภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น สอดคล้องกับการออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อของครัวเรือนในระยะสั้น รวมถึงการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนมาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุด 2) การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส นำโดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดยานพาหนะ เครื่องจักร และการก่อสร้างที่ฟื้นตัว และ 3) การใช้จ่ายภาครัฐกลับมาขยายตัว จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ แม้การส่งออกสินค้ายังสามารถขยายตัวในระดับสูง แต่เริ่มชะลอลงบ้าง ตามการลดลงของสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมบางหมวด ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกสูง ที่สำคัญแรงส่งจากภาคการส่งออกในปีนี้ยังพึ่งพาปัจจัยเชิงวัฏจักรมากกว่าการปรับตัวดีขึ้นของขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในไทย อีกทั้งถูกหักล้างด้วยการนำเข้าที่สูงเช่นเดียวกัน ขณะที่การส่งออกบริการยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาได้เต็มที่ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้นจากแรงหนุนอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก จากการอัดฉีดเม็ดเงินและมาตรการกระตุ้นชั่วคราว อย่างไรก็ดี ชุดมาตรการเหล่านี้ไม่ได้มาพร้อมกับการยกระดับผลิตภาพ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างรากฐานการเติบโตใหม่ในระยะยาวให้เศรษฐกิจไทยมากนัก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">การเติบโตลักษณะเช่นเดียวกับไตรมาสที่ 4/2025 นี้อาจไม่ส่งผลยั่งยืน เนื่องจากผลของมาตรการกระตุ้นจะค่อย ๆ จางลงเมื่อโครงการสิ้นสุดลงก่อนสิ้นปี 2025 หากไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่ที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระยะยาวมากขึ้น เศรษฐกิจไทยก็อาจกลับเข้าสู่ภาวะเติบโตต่ำอีกครั้ง นับเป็นความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>10 พลัส : พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น ยังขาดแก่นปฏิรูปเชิงโครงสร้าง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ชุดนโยบาย 10 พลัส เป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยในการหาเสียงผ่านเว็บไซต์และเวทีปราศรัย มีส่วนช่วยให้พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2026 และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเช่นเดิม โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่า 3% พร้อมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการลดค่าครองชีพและเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เร่งด่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจไทยปัจจุบันที่ยังเปราะบางจากปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ชุดนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยใช้ในการหาเสียงผ่านเว็บไซต์และเวทีปราศรัย กับชุดนโยบายที่แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังมีความไม่สอดคล้องกันอยู่มาก ตัวอย่างเช่น นโยบายลงทุนพลัส ภายใต้ชุดนโยบายภายใต้ 10 พลัส หรือโครงการแลนด์บริดจ์ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 9.9 แสนล้าน ที่ถูกหยิบยกขึ้นกล่าวถึงหลายครั้งในช่วงหาเสียง แต่กลับไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารชุดนโยบายและกรอบวงเงินงบประมาณที่แจ้งต่อ กกต. ราว 148,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมเพียง 8 นโยบายหลักเท่านั้น<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. กรอบวงเงินงบประมาณของชุดนโยบายหาเสียงพรรคฯ ที่ประเมินไว้ต่อ กกต. จึงอาจยังไม่ครอบคลุมวงเงินของการดำเนินนโยบายทั้งหมด หากรัฐบาลมีความตั้งใจจะเดินหน้าผลักดันนโยบาย 10 พลัสอย่างครบถ้วนจริงจัง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ย่อมเป็นไปได้สูงว่าวงเงินงบประมาณที่ประเมินไว้ต่อ กกต. อาจไม่เพียงพอ ต้องจัดหางบประมาณเพิ่มเติมอีกมากในช่วงข้างหน้า<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ข้อจำกัดทางการคลังของไทยที่มีมากขึ้นอาจสร้างข้อจำกัดในการดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม เนื่องจากหนี้สาธารณะมีแนวโน้มชนเพดาน 70% ภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า สะท้อนผ่านการปรับลดเครดิตเรตติงของไทยแล้วถึง 2 ใน 3 ของสถาบันจัดอันดับ หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอีกในระยะต่อไป ซึ่งไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินของภาครัฐและเอกชน แต่ยังสร้างข้อจำกัดเชิงนโยบาย ต่อความสามารถของรัฐบาลในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 1 : วงเงินในการดำเนินนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่แจ้งต่อ กกต. (ณ ม.ค. 2026)<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/61/mg/hgim61mg7s/Picture1-ThaiGDP.png" alt="Picture1-ThaiGDP.png" width="1343" height="755" /><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและพรรคภูมิใจไทย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;4. เมื่อพิจารณาในมิติของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวสำหรับ 8 นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยแจ้งต่อ กกต. พบว่า โครงสร้างการใช้วงเงินดำเนินนโยบายยังคงให้น้ำหนักกับการกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้นมากกว่าการยกระดับศักยภาพการผลิตของประเทศและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว งบประมาณส่วนใหญ่ 73% ถูกใช้ไปกับมาตรการให้เงินอุดหนุนและลดค่าครองชีพ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ขณะที่อีก 25% เป็นมาตรการจ้างงาน สร้างรายได้ในระยะปานกลาง โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพทหารและพยาบาล ในทางตรงกันข้าม นโยบายที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และการยกระดับทุนมนุษย์ภายใต้นโยบายการศึกษาเท่าเทียมพลัส กลับได้รับการจัดสรรวงเงินเพียง 0.5% ของวงเงินรวมเท่านั้น<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;5. ภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและการคลังดังกล่าว นโยบายที่มุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายเป็นหลักอาจช่วย &ldquo;ประคอง&rdquo; เศรษฐกิจในระยะสั้น และสร้างแรงส่งชั่วคราวให้ตัวเลขการเติบโตปรับตัวดีขึ้นได้ในช่วงเวลานั้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะ &ldquo;เปลี่ยนทิศทาง&rdquo; ศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ได้อย่างยั่งยืน หากปราศจากการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในด้านทุนมนุษย์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 3% ต่อปี อาจยังคงเป็นเพียง &ldquo;ความคาดหวังเชิงนโยบาย&rdquo; มากกว่า &ldquo;ศักยภาพที่สามารถบรรลุได้จริง&rdquo;<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี รัฐบาลจำเป็นต้องปรับสมดุลเชิงนโยบายอย่างจริงจัง จากการเน้น &ldquo;พยุงเศรษฐกิจ&rdquo; ไปสู่การลงทุนเพื่อ &ldquo;เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง&rdquo; มากขึ้น โดยเพิ่มน้ำหนักของการลงทุนในทุนมนุษย์ เทคโนโลยี และผลิตภาพ ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเหมาะสม หากทำได้จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาวที่เป้าหมาย 3% ได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>บทสรุป : หากโครงสร้างไม่เปลี่ยน GDP จะโตขึ้นยากในวันหน้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2025&nbsp; ที่ขยายตัวเกินคาดเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในระยะสั้น ทว่ายังไม่อาจตีความตัวเลขดังกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทย &ldquo;หายป่วย&rdquo; อย่างแท้จริง เนื่องจากการเร่งตัวในช่วงปลายปีมีแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นระยะสั้นและปัจจัยเชิงวัฏจักรเป็นหลัก มากกว่าจะสะท้อนการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้อยู่ที่การประคองให้ GDP เติบโตในระยะสั้นเท่านั้น หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการวางแผนและดำเนินนโยบายเพื่อ &ldquo;รักษาอาการป่วยของไทยให้หายขาด&rdquo; ผ่านการสร้างสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจกับการลงทุนเพื่อการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาว ซึ่งแม้อาจไม่สะท้อนผลลัพธ์ผ่านตัวเลขการเติบโตของ GDP โดยทันที แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงและความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว หากสามารถสร้างสมดุลการดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยย่อมมีโอกาสก้าวพ้นกับดักการเติบโตต่ำ หายขาดจากการเป็น &ldquo;คนป่วยแห่งเอเชีย&rdquo; และเข้าสู่เส้นทางการเติบโตที่มีเสถียรภาพยั่งยืน และทั่วถึงมากขึ้นได้ในวันข้างหน้า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ใน Thairath money วันที่ 7 มีนาคม 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/GDP-4Q25-100326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>GDP ไตรมาส 4/2025 ที่โตเกินคาดช่วยหนุนความเชื่อมั่นระยะสั้น ทว่ายังไม่อาจตีความตัวเลขดังกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทย “หายป่วย” อย่างแท้จริง</description>
					<enclosure length="7456" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/y8/n9/hgily8n9rk/Thai-GDP.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 11:26:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Stormy Climate Risks : โลกกำลังล้มเหลวในการจัดการความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ ไทยต้องรีบปรับตัวให้ทัน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10036</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10036</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10036">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: justify;"><span style="color: #4e4e4e;">&ldquo;The relentless rise in emissions since 2020 rules out even theoretical routes to the 1.5&deg;C goal. For the first time, climate models show the 1.5&deg;C goal is dead.&rdquo;<br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>The Economist (Nov 4th, 2025)</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: left;"><span style="color: #4e4e4e;">ภาพความเสียหายจากมหาอุทกภัยในภาคใต้ในช่วงปลายปี 2025 โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างหาดใหญ่ ไม่เพียงแต่ทิ้งร่องรอยความสูญเสียต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังพัดพาเม็ดเงินที่ควรจะได้รับจากช่วงไฮซีซันใกล้ปีใหม่ให้หายไปกับสายน้ำ เหตุการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความโชคร้ายทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่เป็นหนึ่งในหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตอกย้ำถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในโลก โดยเฉพาะประเทศไทย</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>โลกเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบ่อยขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: left;"><span style="color: #4e4e4e;">ข้อมูลภัยพิบัติฉุกเฉิน (EMDAT) ของศูนย์วิจัยด้านระบาดวิทยาภัยพิบัติ (CRED) พบว่า โลกเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ซึ่งประกอบด้วย พายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง ภาวะภูมิอากาศสุดขั้ว และไฟป่า) ในปี 2024 รวมกันมากถึง 373 ครั้ง เพิ่มขึ้นมากถึง 16.2% จาก 321 ครั้งในปี 2000 (รูปที่ 1) ซึ่งนับรวมเฉพาะเหตุการณ์ใหญ่ที่มีผู้ได้รับผลกระทบเกิน 100 ราย เสียชีวิตเกิน 10 รายขึ้นไป มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน หรือขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับผลกระทบสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: left;"><span style="color: #4e4e4e;">ประเทศไทยเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบสูงเช่นนี้รวม 7 ครั้งในปี 2024 ข้อมูลเบื้องต้นปี 2025 พบว่าภัยธรรมชาติเช่นนี้เกิดบ่อยขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 13 ครั้ง เทียบกับเพียง 5 ครั้งในปี 2000 (รูปที่ 1) โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของทั้งโลกและไทยมักเป็นเหตุการณ์พายุและน้ำท่วม ทั้งนี้องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประเมินว่าไทยได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติเช่นนี้สะสมมากถึงเกือบ 0.7% ของ Nominal GDP ในช่วงปี 2005 - 2024 โดยเกือบทั้งหมดของความเสียหายนี้เป็นผลจากพายุและน้ำท่วม นอกจากนี้ ข้อมูล Global Climate Risk Index (CRI) จัดทำโดย Germanwatch ยังระบุว่าไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากเป็นอันดับที่ 17 ของโลกในปี 2024</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 1 : โลกและไทยเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบ่อยขึ้น<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/j7/d6/hg5lj7d684/Picture1-Stormy-Climate-Risks.png" alt="Picture1-Stormy-Climate-Risks.png" width="903" height="438" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ EMDAT</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>โลกจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นมากในอนาคต</strong></h2>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: left;"><span style="color: #4e4e4e;">สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ได้รวบรวมประเด็นความเสี่ยงสำคัญของโลกไว้ในรายงานความเสี่ยงโลก (The Global Risks Report) ปี 2026 จากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 ราย พบว่าแม้ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมยังจะไม่ส่งผลกระทบต่อโลกมากนักในระยะสั้น 2 ปีข้างหน้า หากเทียบกับปัญหาในปัจจุบันอย่างการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ (หรือการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและการค้าเป็นอาวุธ เช่น การตั้งกำแพงภาษี) แต่ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโลกในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า โดยมีถึง 73% ของผู้เชี่ยวชาญที่มองว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมนี้อาจส่งผลกระทบต่อโลกในระดับผันผวนรุนแรง (Turbulent) หรือระดับวิกฤติ (Stormy) ซึ่งเป็นสองระดับสูงสุด โดยเฉพาะในประเด็นภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ ระบบโลกวิกฤติหรือการเปลี่ยนแปลงของระบบธรรมชาติที่ไม่สามารถหวนคืนได้ มลพิษ รวมถึงการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ (รูปที่ 2)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 2 : ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมติด Top-10 ความเสี่ยงโลกใน 10 ปีข้างหน้า และอาจกระทบโลกรุนแรงขึ้น<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/k9/rk/hg5lk9rkl1/Picture2-Stormy-Climate-Risks.png" alt="Picture2-Stormy-Climate-Risks.png" width="903" height="438" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">หมายเหตุ : ไม่รวมผลกระทบทางอ้อม<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ The Global Risks Report 2026 โดย World Economic Forum</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อย่างไรก็ดี โลกกำลังล้มเหลวในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: left;"><span style="color: #4e4e4e;">หากย้อนกลับไปในการประชุมสุดยอดระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) ครั้งที่ 21 ที่กรุงปารีสในปี 2015 ผู้นำโลกหลายประเทศให้คำมั่นว่า จะพยายามป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรม (ค่าเฉลี่ยช่วงปี 1850 - 1900) ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตามค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกในปี 2024 เพิ่มขึ้นจนสูงเกินเกณฑ์อุณหภูมิควบคุมแล้วอยู่ที่ราว 1.5 &ndash; 1.6 องศาเซลเซียส (รูปที่ 3) นอกจากนี้ รายงานระดับโลกจาก The Economist และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ในปี 2025 ประเมินว่าประเทศต่าง ๆ จะไม่สามารถป้องกันไม่ให้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้ในระยะยาว โดยแผนงานสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าโลกจะร้อนขึ้นประมาณ 2.6 - 2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งในภาวะเช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อโลกในหลายมิติ เช่น ประเมินว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 0.1 เมตร หากอุณหภูมิโลกร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลให้ประชากรโลกมากถึง 10 ล้านคนต้องเผชิญภัยน้ำท่วมบ่อยขึ้น ขณะที่แนวปะการังจะหายไปมากถึงราว 70 - 90%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 3 : อุณหภูมิเฉลี่ยโลกในปี 2024 สูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกก่อนยุคอุตสาหกรรมเกิน 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/lf/5z/hg5llf5z1o/Picture3-Stormy-Climate-Risks.png" alt="Picture3-Stormy-Climate-Risks.png" width="903" height="415" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Berkeley Earth, ERA5, GISTEMP, HadCRUT5, JRA-3Q และ NOAA</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลายเป็นแนวทางที่ทั่วโลกไม่อาจหลีกเลี่ยงได้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: left;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>นโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกำลังกลายเป็นสิ่งที่โลกหลีกเลี่ยงไม่ได้ </strong>เนื่องจากในระยะข้างหน้า บริษัทและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะนำปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ มาใช้เป็นปัจจัยตัดสินในการเลือกซื้อวัตถุดิบและบริการจากซัพพลายเออร์มากขึ้น เพื่อควบคุมไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่จะควบคุมได้ <strong>แต่โลกต้องเผชิญความท้าทายใหม่เมื่อสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจของโลกพักยกเรื่องโลกร้อน แต่กลับรุกหนักเรื่องการกีดกันการค้า</strong> โดยสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์สมัยที่สองได้ยกเลิกนโยบายภูมิอากาศผ่านการถอนตัวจากข้อตกลงและองค์กรสิ่งแวดล้อมสำคัญต่าง ๆ ทำการยกเลิกมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาด ส่งเสริมการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ตั้งกำแพงศุลกากรสูงขึ้นในอัตรามากกว่า 10% สำหรับสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำลายความพยายามของสหรัฐฯ ในการป้องกันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจที่ทำให้ต้นทุนพลังงานสีเขียวแข่งขันยากขึ้น เมื่อโลกต้องการลดต้นทุนชดเชยกำแพงภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้นมาก</span></p>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ไทยจึงเหมือนถูกบีบจากทั้งสองด้าน </strong>เพื่อบริหารต้นทุนให้ต่ำเพื่อรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ต้องผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนเรือนกระจกและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นเดียวกัน<strong> ภาครัฐและภาคเอกชนไทยจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อปรับตัวและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากปัญหาความเสี่ยงสภาพอากาศรุนแรง </strong>โดยภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับพฤติกรรมสู่เส้นทางลดคาร์บอน ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเร่งประเมิน ตั้งเป้าหมาย และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง รวมถึงใช้ประโยชน์จากแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) หรือเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) เพื่อปรับธุรกิจให้เข้ากับโลกที่กำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการเร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์คู่ค้าในโลก แต่คือการรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ตามเทรนด์ในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนไปได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Stormy-Climate-Risks-260226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มหาอุทกภัยภาคใต้ปลายปี 2025 ตอกย้ำถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในโลก โดยเฉพาะประเทศไทย</description>
					<enclosure length="5570" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ge/dn/hg5lgedn7p/Stormy-Climate-Risks.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 15:54:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาคอสังหาริมทรัพย์ ขับเคลื่อน Smart city ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตประชากรเมือง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10031</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10031</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10031">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อสังหาริมทรัพย์กับบทบาทขับเคลื่อน Smart City</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เทรนด์เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังมุ่งไปสู่การเป็น Smart city หรือเมืองอัจฉริยะ กล่าวคือ เป็นเมืองที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายหลากหลายด้าน เช่น ความหนาแน่นของประชากรที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่สัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงขึ้น สภาพอากาศแบบสุดขั้วที่มีความถี่ในการเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น มีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาความท้าทายต่าง ๆ ข้างต้น และขับเคลื่อนให้เมืองมุ่งไปสู่การเป็น Smart city โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย ทั้งโครงการที่อยู่อาศัย และโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ได้ดำเนินการในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การออกแบบและการก่อสร้างที่เป็น Universal design เพื่อให้สามารถรองรับการอยู่อาศัยหรือการใช้งานอาคารสำหรับประชากรได้ในทุกช่วงวัย การพัฒนาโครงการที่มีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะมากขึ้น การพัฒนาอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับผู้ใช้อาคาร เช่น LEED, WELL และ TREES ตลอดจนมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น IoT, AI, ระบบ Automation มาอำนวยความสะดวกและยกระดับความปลอดภัย ทั้งสำหรับโครงการที่อยู่อาศัย และโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังมีศักยภาพในการยกระดับการดำเนินการด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังมีศักยภาพในการยกระดับการดำเนินการด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในระดับที่เป็นโครงการขนาดใหญ่มากขึ้น รวมถึงสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของประชากรได้ในวงกว้าง </strong>เช่น การสร้างความร่วมมือกับภาคการขนส่งเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางสำหรับผู้อยู่อาศัยในโครงการที่อยู่อาศัย และผู้ใช้งานอาคารโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ การสร้างความร่วมมือกับภาคโทรคมนาคมเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตได้ในทุกพื้นที่ การสร้างความร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนา Smart city sandbox ในพื้นที่ใหม่ ๆ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังมีศักยภาพในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจำนวนผู้อยู่อาศัยในโครงการที่อยู่อาศัย และผู้ใช้งานอาคารโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ตลอดจนพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น รูปแบบการเดินทาง ปริมาณการใช้พลังงาน เพื่อนำมาสู่การจัดทำข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big data ให้ภาครัฐสามารถดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังกล่าว เพื่อประกอบการออกแบบนโยบาย เช่น การวางผังเมือง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงสามารถบริหารจัดการเมืองด้านต่าง ๆ เช่น การจราจร การใช้พลังงาน ความปลอดภัย ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในเมืองได้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ทั้งนี้การขับเคลื่อนให้เมืองมุ่งไปสู่การเป็น Smart city ยังจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกกลับมายังภาคอสังหาริมทรัพย์เอง โดยจะเป็นปัจจัยเร่งให้ผู้ประกอบการแข่งขันปรับกลยุทธ์ให้มุ่งไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร และสร้างความยั่งยืน โดยหากสามารถดำเนินการได้อย่างโดดเด่นก็จะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งโครงการที่อยู่อาศัยที่จะได้รับความสนใจในการอยู่อาศัยและมีมูลค่าโครงการเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่จะสามารถดึงดูดผู้เช่าพื้นที่ และปรับขึ้นอัตราค่าเช่าพื้นที่ได้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถดำเนินการได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีมูลค่าสูง การขาดความเชื่อมโยงและระบบการรวมศูนย์ข้อมูลระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น กฎระเบียบ ผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาชน รวมถึงสถาบันการศึกษาในด้านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเข้ามาทดสอบในสภาพแวดล้อมจริงของโครงการอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงมีบทบาทในการสนับสนุนให้เมืองมุ่งไปสู่การเป็น Smart city ผ่านการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น การปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค การส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการจ้างงานที่หนุนให้เกิดกระจายความเป็นเมือง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองข้ามชอต วันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/SmartCity-160226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยช่วยขับเคลื่อน Smart City ผ่าน Universal Design เพิ่มพื้นที่สีเขียว พัฒนาอาคารมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และใช้ IoT/AI/Automation </description>
					<enclosure length="5598" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/q0/26/hfujq026g4/Smart-city.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 16 Feb 2026 15:20:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ถอดบทเรียนจาก Davos 2026 : ถึงเวลาประเทศไทยต้องเร่ง REACT ภายใต้กติกาโลกใหม่</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10027</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10027</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10027">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เสียงสะท้อนจากเวทีการประชุม World Economic Forum ปี 2026 ช่วงเดือนมกราคม ณ เมืองดาวอส ต่างเห็นตรงกันว่าภาพเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้าจะซับซ้อนและเปราะบางมากกว่าในอดีต </strong>ระเบียบและกติกาโลกใหม่ที่เปลี่ยนไป กำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ฝังอยู่ในโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี ส่งผลให้การพึ่งพากลไกตลาด การดำเนินนโยบายและโมเดลการเติบโตเศรษฐกิจอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">บริบทดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยาก จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการเติบโตในระยะข้างหน้า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า<strong> &ldquo;โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร&rdquo; แต่คือ &ldquo;ไทยจะสามารถปรับตัวได้เร็วพอหรือไม่&rdquo;</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>จากความเสี่ยงเชิงวัฏจักรสู่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวที Davos 2026 คือความกังวลต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น </strong>แม้หลายประเทศยังสามารถรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ได้ แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงที่มีลักษณะเชิงโครงสร้างมากกว่าความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจแบบเดิม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของกติกาเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การรับมือกับความผันผวนในระยะข้างหน้าจะยากขึ้น เนื่องจากพื้นที่นโยบายของหลายประเทศถูกจำกัด </strong>ทั้งจากระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ความยืดหยุ่นด้านการคลังที่ลดลง ขณะที่การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมยังต้องเผชิญข้อจำกัดจากความเสี่ยงเงินเฟ้อและความจำเป็นในการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (Policy space) ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว หลายประเทศจึงเลือกหันมาใช้นโยบายการค้า เช่น การปรับขึ้นภาษีนำเข้า เพื่อเพิ่มรายได้ภาครัฐและลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แทนการปรับโครงสร้างรายจ่ายหรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับผลิตภาพในระยะยาว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลก </strong>การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI จะยังช่วยพยุงการเติบโตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และจีนที่เร่งใช้ AI เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี ประโยชน์จาก AI ยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศ บางอุตสาหกรรม และบางกลุ่มแรงงาน ขณะที่การกระจายประโยชน์ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่ยังล่าช้า และมาพร้อมความเสี่ยงต่อตลาดแรงงาน (Labor market disruption) ทั้งจากการทดแทนแรงงานที่ไม่สามารถปรับทักษะได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านรายได้แรงงานที่อาจขยายตัว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เมื่อกติกาโลกแตกร้าว นโยบายเศรษฐกิจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นจากบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป </strong>ระเบียบโลกที่ยึดโยงกับกติกา (Rules-based order) แบบเดิมถูกบั่นทอนลงอย่างชัดเจน ขณะที่ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่เคยใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจ กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ผ่านมาตรการภาษี การคว่ำบาตร ระบบการเงิน และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ภายใต้บริบทดังกล่าว<strong> การแยกส่วนของเศรษฐกิจโลก (Fragmentation) กำลังกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ </strong>การตัดสินใจทางเศรษฐกิจจะถูกกำหนดโดยเหตุผลทางการเมืองมากขึ้น กลไกตลาดอาจมีความสำคัญลดลง ส่งผลให้ต้นทุน ความไม่แน่นอน และความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในระยะข้างหน้า<strong> เครื่องมือภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic tools) จะมีบทบาทมากขึ้น </strong>เทคโนโลยีขั้นสูงและทรัพยากรยุทธศาสตร์ถูกใช้เพื่อเสริมทั้งความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงของประเทศ ขณะเดียวกัน นโยบายการค้าและอุตสาหกรรมได้เพิ่มบทบาทจากเครื่องมือทางเศรษฐกิจไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้รูปแบบการค้าโลกถูกกำหนดด้วยปัจจัยทางการเมืองมากกว่าประสิทธิภาพเชิงเศรษฐศาสตร์</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>กติกาโลกใหม่และข้อจำกัดพื้นที่ทางนโยบายเป็นแรงกดดันการขยายตัวเศรษฐกิจโลกระยะข้างหน้า </strong>งบประมาณภาครัฐของหลายประเทศมีแนวโน้มจะถูกใช้ไปกับการรักษาความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ การป้องกันประเทศ และความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น แทนการลงทุนด้านสังคม การศึกษา การวิจัย และสิ่งแวดล้อม ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการเพิ่มผลิตภาพและศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางแรงกดดันเชิงโครงสร้างอื่น ๆ เช่น การเข้าสู่สังคมสูงวัยและประสิทธิภาพการลงทุนที่ลดลง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภายใต้กติกาโลกที่เปลี่ยนไป บทบาทของประเทศขนาดกลาง (Middle powers) จะมีความสำคัญมากขึ้น </strong>แม้ไม่สามารถกำหนดกติกาโลกเพียงลำพัง แต่สามารถเพิ่มอำนาจต่อรองผ่านการสร้างพันธมิตร การกระจายความเสี่ยง และการรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เพิ่มขึ้นและคว้าโอกาสภายใต้กติกาโลกใหม่</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>From lesson to action : ถึงเวลาที่เศรษฐกิจไทยต้อง REACT</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">บทสรุปสำคัญจาก Davos 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเปราะบางมากขึ้น หากแต่คือการเน้นย้ำว่า หน้าต่างแห่งโอกาสยังคงเปิดอยู่ แต่แคบลงและต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็วกว่าเดิม ความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะถูกนิยามใหม่ผ่านคุณภาพและประสิทธิภาพของนโยบายในการรับมือกับความไม่แน่นอน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาเศรษฐกิจโลกสูง การปรับตัวไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป </strong>หากแต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอดและการเติบโตในกติกาโลกใหม่ จึงถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนจากการเรียนรู้มาเป็นการลงมือ REACT อย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Resilience </strong>จะกลายเป็นเงื่อนไขของการเติบโต ไม่ใช่เพียงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ไทยต้องเร่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน การคลัง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และห่วงโซ่อุปทาน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Execution </strong>เป็นปัจจัยชี้ขาดในโลกที่โอกาสเปิดและปิดอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการแปลงนโยบายให้เป็นการลงทุนจริง และการประสานงานรัฐ&ndash;เอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Adaptability </strong>ต้องถูกขับเคลื่อนผ่านนโยบายอย่างต่อเนื่อง ไทยต้องเร่งผลักดันอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์และใช้มาตรการจูงใจที่ตรงเป้า เพื่อคว้าโอกาสจาก China+1 และ ASEAN+1</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Competitiveness </strong>ของไทยต้องถูกนิยามใหม่ จากข้อได้เปรียบด้านต้นทุนสู่ความน่าเชื่อถือ ความชัดเจนของกฎระเบียบ ความต่อเนื่องของนโยบาย เสถียรภาพด้านพลังงาน และมาตรฐานธรรมาภิบาล และ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Technology &amp; Talent </strong>คือข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของไทยที่ต้องเร่งแก้ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI คลาวด์ และศูนย์ข้อมูล ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ท้ายที่สุด ปัจจัยทั้งหมดนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าไทยจะสามารถคว้าโอกาสและชิงความได้เปรียบคู่แข่งจากกติกาโลกใหม่เพื่อขยับขึ้นสู่ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นได้ หรือไทยจะตกขบวนรอบนี้ที่ไม่มีใครรู้ว่าบางทีอาจเป็นรถคันสุดท้าย..</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในเว็บไซต์ Workpointtoday และเพจ TODAY Bizview เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Davos2026-120226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ไทยพึ่งพาเศรษฐกิจโลกสูง จึงต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดและเติบโตในกติกาโลกใหม่ ถึงเวลาลงมือ REACT อย่างเป็นระบบ</description>
					<enclosure length="5449" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/bk/ek/hfpxbkekwe/Davos-2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 12 Feb 2026 10:46:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Winner Takes All : เมื่อสงครามเทคโนโลยีกลายเป็นเกราะป้องกันในสงครามการค้า</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10021</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10021</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10021">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ พยายามรักษาสถานะมหาอำนาจของโลก ท่ามกลางการแข่งขันของจีนที่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจร่วม ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การแข่งกันในเชิงอำนาจทางการทหารเท่านั้น แต่เป็นการแข่งขันว่าใครจะคุมความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในอนาคต ภาพการแข่งขันของสองมหาอำนาจที่เห็นนี้อาจมองได้เป็นสองสมรภูมิรบ คือ &ldquo;สงครามการค้า&rdquo; ที่มุ่งใช้นโยบายกีดกันทางการค้าเพื่อลดความได้เปรียบของคู่แข่ง และ &ldquo;สงครามเทคโนโลยี&rdquo; ที่ช่วงชิงความได้เปรียบในเทคโนโลยีสำคัญ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในช่วงหลังนี้ เส้นแบ่งระหว่างสองสมรภูมินี้กำลังจางลงอย่างชัดเจน เพราะเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงสินค้าในตลาดโลก แต่กลับกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ผูกกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการทหาร การดำเนินนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจจึงถูกกำกับด้วยเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงมากขึ้น มหาอำนาจไม่ได้เจรจากันแค่เรื่องดุลการค้าหรือกำแพงภาษีนำเข้า แต่เจรจากันเรื่องสิทธิ์และเงื่อนไขการเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ออกนโยบายจำกัดการเข้าถึงชิปขั้นสูงของจีน ขณะที่จีนออกมาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare earth) ไปสหรัฐฯ หลายครั้ง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สองสมรภูมินี้หลอมรวมกันชัดเจนขึ้นในช่วงรัฐบาลทรัมป์ 2.0 เมื่อสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าอย่างเต็มรูปแบบกับสินค้านำเข้าจากเกือบทุกประเทศ ขณะที่ภาษีประเทศส่วนใหญ่สามารถเจรจาลดอัตราภาษีสินค้าทั่วไปลงมาอยู่ที่ 10 - 20% แต่ไม่สามารถเจรจาลดอัตราภาษีสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมดั้งเดิมได้มากนัก เช่น สินค้าหมวดเหล็กและอะลูมิเนียมถูกเก็บภาษีในอัตราสูงสุดถึง 50% สินค้าหมวดยานยนต์ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงสุดที่ 25%</span></p>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">ผลที่เกิดขึ้นกับการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ของสหรัฐฯ ค่อนข้างจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์การปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยมูลค่าการนำเข้าสินค้ากลุ่มเหล็กและยานยนต์ของสหรัฐฯ ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 หดตัวถึง 16% และ 13% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามลำดับ ผู้ส่งออกหลายรายต้องลดราคา หาตลาดใหม่ หรือเพิ่มกำลังการผลิตในสหรัฐฯ หรือประเทศที่สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าในอัตราต่ำ ภาษีนำเข้าจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของสหรัฐฯ</p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แต่หากมองไปที่การนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมใหม่ที่มีผู้ผลิตน้อยราย และทดแทนกันได้ยาก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ของสหรัฐฯ ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึง 20% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกของประเทศผู้ผลิตชิปสำคัญอย่างไต้หวันที่ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ เติบโตถึง 177% ในปี 2025</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ความย้อนแย้งนี้เกิดจากการที่สหรัฐฯ ยังไม่ปรับขึ้นภาษีนำเข้ากลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในภาพรวม แม้เป้าหมายหลักของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ คือการลดการขาดดุลการค้าและดึงฐานผลิตอุตสาหกรรมสำคัญกลับมาลงทุนในประเทศ แม้ปัจจุบันสหรัฐฯ จะเป็นผู้นำในการออกแบบชิปประมวลผลขั้นสูง (High-end semiconductors) แต่สหรัฐฯ ยังไม่สามารถผลิตชิปประมวลผลขั้นสูงตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนขั้นตอนสุดท้ายได้ในประเทศ และยังอยู่ในสภาวะพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานชิปในเอเชียสูงมาก</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวรบที่ยังเหลืออยู่ของสหรัฐฯ : AI</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในมิติของสงครามเทคโนโลยี เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือการรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงและมีนัยต่อความมั่นคงอย่าง AI ท่ามกลางสถานการณ์ที่จีนพัฒนาความสามารถในการผลิตสินค้าอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว จากที่เคยเป็นโรงงานของโลก เน้นผลิตสินค้าราคาถูกจากความได้เปรียบด้านขนาด กลับกลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่เร่งตัวต่อเนื่อง กลายเป็นเสาค้ำยันหลักของสหรัฐฯ ในการรักษาความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก หากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าชิปประมวลผลขั้นสูง ผลกระทบจะย้อนกลับมาที่บริษัทเทคโนโลยีในประเทศทันที เนื่องจากชิปประมวลผลขั้นสูงไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบป้อนให้อุตสาหกรรมไอทีเท่านั้น แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานของกระแสการลงทุนใน AI ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มสูงขึ้น โครงการลงทุนจะชะลอออกไป การรักษาความสามารถในการแข่งขันเชิงเทคโนโลยีอาจสะดุดลง ส่งผลต่อการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะสั้น และความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ ในระยะยาว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สหรัฐฯ จึงเหลือแนวรบไม่กี่แนวที่ยังนำหน้าจีนอยู่ โดย AI จัดเป็นหนึ่งในแนวรบที่สำคัญมากกับสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ ชิปประมวลผลขั้นสูง จึงเปรียบเสมือน &ldquo;คอขวด&rdquo; ของการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ต่อให้ส่วนประกอบอื่นที่ใช้ในการพัฒนา AI ผลิตได้มากและเร็ว แต่ถ้าชิปประมวลผลขั้นสูงมีจำกัด การพัฒนา AI ของสหรัฐฯ ก็จะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ และตรงนี้เองที่ทำให้สงครามเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็น &ldquo;เกราะป้องกัน&rdquo; ในสงครามการค้า</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>&ldquo;ผลิตได้ไม่กี่คน&rdquo; สำคัญกว่า &ldquo;ผลิตได้ถูกกว่า&rdquo;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สงครามการค้าที่ควบรวมกับสงครามเทคโนโลยี กำลังผลักดันโลกไปสู่โครงสร้างการผลิตในลักษณะ &ldquo;Winner Takes All&rdquo; โดยผู้ที่รักษาตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทานที่มีความซับซ้อนสูงและมีตัวสำรองจำกัด เช่น ในอุตสาหกรรมชิป จะมีอำนาจการต่อรองสูงมาก และไม่มีใครสามารถมาแบ่งหรือแย่งผลประโยชน์ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือบทบาทของผู้ผลิตชิประดับแนวหน้าอย่าง TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) ของไต้หวันที่มีความสำคัญก้าวข้ามขอบเขตของธุรกิจไปสู่การเป็นสินทรัพย์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical asset) ที่อยู่ในสมการการวางกลยุทธ์ความมั่นคงของทั้งสหรัฐฯ และจีน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เมื่ออำนาจการต่อรองมาจากผู้ผลิตที่ไม่สามารถถูกแทนที่ได้ กติกาการแข่งขันในสมรภูมิการค้าและเทคโนโลยีโลกจึงไม่ใช่แค่ &ldquo;ใครผลิตได้ถูกกว่า&rdquo; แต่เป็น &ldquo;ขาดใครไม่ได้&rdquo; ในสมรภูมิรบระหว่างสองมหาอำนาจ ประเทศหรือบริษัทที่ครองมาตรฐาน เทคโนโลยี เครื่องมือ หรือองค์ความรู้ที่ไม่มีผู้ใดสามารถสร้างขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น จะกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมนั้น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตทุกอย่างได้ในราคาถูกกว่าดังเช่นในกรณีของไต้หวัน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เนื่องจากสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างประเทศอยู่ สหรัฐฯ จึงต้องเดินเกมสองทางพร้อมกัน คือ (1) ใช้มาตรการด้านเทคโนโลยีเพื่อจำกัดความสามารถของจีนในการพัฒนา AI และชิปประมวลผลขั้นสูงซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยี AI ผ่านมาตรการควบคุมการส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูง และ (2) เร่งพัฒนาฐานการผลิตชิปในประเทศ จากการเพิ่มศักยภาพผู้ผลิตเดิมในประเทศและการดึงดูดผู้ผลิตชั้นนำในต่างประเทศให้สร้างฐานการผลิตในสหรัฐฯ ผ่านนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อทยอยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ตาม การย้ายฐานผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันที เนื่องจากการสร้างโรงงานผลิตชิปต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง รวมทั้งบุคลากรทักษะสูงที่สั่งสมประสบการณ์ยาวนาน ซึ่งหมายความว่าในช่วงเปลี่ยนผ่าน โลกและสหรัฐฯ จะยังต้องพึ่งพาแหล่งผลิตเดิมต่อไป และประเทศผู้ผลิตชิปในเอเชียยังได้ประโยชน์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามกระแส AI</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ไทยได้ประโยชน์จากกระแส AI แต่โจทย์คือไทยจะอยู่ตำแหน่งนี้ได้อีกนานแค่ไหน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับประเทศไทย ในปี 2025 มูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสหรัฐฯ เติบโตสูงถึง 53% ซึ่งทำให้การส่งออกไทยในปีที่ผ่านมาเติบโตสูงถึง 13% แม้จะเผชิญกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หลายรูปแบบ สะท้อนว่าไทยได้รับอานิสงส์จากคลื่นลงทุน AI เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาค</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ตาม ในแง่ของมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทย บทบาทของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยยังอยู่ในช่วงปลายน้ำเป็นหลัก คือการประกอบและทดสอบ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญของการผลิต แต่ยังไม่ใช่ส่วนที่สร้างอำนาจต่อรองสูงเท่าการออกแบบหรือการผลิตขั้นต้น เห็นได้จากการนำเข้าวัตถุดิบของไทยในปีที่ผ่านมาที่เติบโตสูงมากเช่นเดียวกับการส่งออก ทำให้ผลดีของอุตสาหกรรมนี้ต่อเศรษฐกิจไทยอาจไม่มากเท่าประเทศที่ครองตำแหน่งต้นน้ำมูลค่าเพิ่มสูงกว่าในห่วงโซ่การผลิต เช่น ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า &ldquo;วันนี้ไทยได้ประโยชน์จากห่วงโซ่การผลิตโลกหรือไม่&rdquo; แต่คือ &ldquo;ไทยจะยืนในตำแหน่งนี้ได้นานแค่ไหน&rdquo; ในยุคที่มหาอำนาจเร่งกระจายความเสี่ยงและออกแบบห่วงโซ่อุปทานใหม่ หากการแข่งขันอุดหนุนอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อดึงการผลิตกลับประเทศมหาอำนาจรุนแรงขึ้น ความจำเป็นในการพึ่งพาศูนย์กลางการประกอบอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจลดน้อยลงไป ทำให้ประเทศเหล่านี้อาจเผชิญความท้าทายในการรักษาฐานการผลิต</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในโครงสร้างการผลิตแบบ Winner Takes All ทางรอดไม่ได้อยู่ที่การพยายามแข่งขันให้ไทยผลิตได้ถูกกว่าเดิมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การขยับเข้าไปใกล้จุดที่ห่วงโซ่ขาดไม่ได้ให้มากที่สุด ประเทศที่จะอยู่รอดได้นั้นจะไม่ตั้งคำถามว่า &ldquo;เราผลิตอะไรได้บ้าง&rdquo; แต่จะต้องตั้งคำถามว่า &ldquo;อะไรที่ต้องผลิตที่ไทย&rdquo; สำหรับไทย จึงหมายถึงการยกระดับจากบทบาทปลายน้ำที่แข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่บทบาทที่แข่งขันด้วยความชำนาญเฉพาะทาง มาตรฐานคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และระบบนิเวศ ที่ทำให้การย้ายฐานออกจากไทยทำได้ยากและมีต้นทุนสูง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เผยแพร่ใน Thairath money วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Winner-Takes-All-040226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>โครงสร้างแบบ Winner Takes All ทางรอดไม่ใช่แค่แข่งลดต้นทุน แต่คือการขยับไปอยู่ในจุดสำคัญที่ห่วงโซ่ขาดไม่ได้</description>
					<enclosure length="7642" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/8v/8i/hfha8v8ij8/Winner-Takes-All.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 14:40:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>EV ผลิตไทย…ขายใครในตลาดโลก?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10019</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10019</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10019">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยซึ่งได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 4&ndash;5 ปีที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณความสำเร็จอย่างชัดเจน สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถ BEV ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.2 แสนคัน เติบโต 62%YoY และ มีส่วนแบ่งยอดขายมากกว่า 20% ของตลาดรถยนต์นั่งทั้งหมด<sup>1</sup><strong> ขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐในการดึงดูดการลงทุน สร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ผลิตรถยนต์หลากหลายแบรนด์ ทั้งค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง BYD GWM Changan และ CHERY ที่ต่างปักหมุดตั้งโรงงานในเขต EEC </strong>ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ผลจากการเข้ามาตั้งฐานการผลิตภายในประเทศทำให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในช่วงปี 2023&ndash;2025 ไทยมีการผลิตรถ BEV สะสมอยู่ที่ราว 70,000 คัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าตามเงื่อนไขของมาตรการส่งเสริม EV แต่ในระยะถัดไป<strong> เมื่อผู้ผลิตส่วนใหญ่เริ่มเดินสายการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ มากยิ่งขึ้น ไทยจะมีศักยภาพการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่อาจสูงถึงกว่า 500,000 คันต่อปี<sup>2</sup>&nbsp;</strong>ภายใต้กำลังการผลิต ที่เพิ่มขึ้นนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต่างวางกลยุทธ์การตลาดทั้งในประเทศควบคู่ไปกับการขยายตลาดส่งออก อาทิ BYD ได้เริ่มส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยไปยังตลาดยุโรป ขณะที่ MG และ GWM ต่างวางแผนเจาะตลาดอาเซียน ด้วยการส่งออกรถ xEV ที่ผลิตในประเทศไทย ดังนั้น แนวโน้มการต่อยอดบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลาง การผลิตและส่งออกยานยนต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก จึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป แต่การจะรักษาและยกระดับบทบาทดังกล่าวให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางทิศทางการค้าโลกอันผันผวนและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น จำเป็นต้องอาศัยการขยายโอกาสและกระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออก</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ประเมินว่า 3 ตลาดศักยภาพสำหรับการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทยประกอบด้วย 3 กลุ่มสำคัญ ดังนี้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) ตลาดออสเตรเลียและอาเซียน</strong> เป็นตลาดหลักที่ไทยได้เปรียบจากการเป็นคู่ค้าดั้งเดิม กอปรกับกระแสนิยม EV ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะแรงหนุนจากทั้งมาตรการภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ การเข้ามาทำตลาดของผู้ผลิตจากจีน รวมถึงการเริ่มดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในออสเตรเลีย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2) ตลาดยุโรป </strong>ถือเป็นฐานลูกค้าศักยภาพในการเติบโตระยะกลาง-ยาว เพราะมีการบังคับใช้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเป้าหมายยุติการจำหน่ายรถยนต์สันดาปภายในปี 2035<sup>3</sup> อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวขึ้นมาเป็นฐานการส่งออกไปยังตลาดยุโรปยังคงเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยที่สูงกว่าตลาดเอเชีย รวมถึงการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากทั้งค่ายรถยุโรปและผู้ผลิตจากจีน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3) ตลาดเกิดใหม่ในตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา </strong>โดยแม้ว่าระดับความตื่นตัวต่อกระแสรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่หลายประเทศก็เริ่มมีนโยบายสนับสนุนการใช้ EV กันมากขึ้น ควบคู่กับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในระดับราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของการผลิตในประเทศไทย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การคว้าโอกาสการเติบโตจากตลาดศักยภาพเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยบทบาทเชิงรุกจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ การเร่งเจรจาขยายตลาดส่งออกใหม่ ๆ การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนา ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้เข้มแข็งและสามารถเติบโตไปพร้อมกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ โดยเมื่อ ทุกองคาพยพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน กิจกรรมการผลิตและส่งออกรถยนต์ของไทยก็จะสามารถยืนหยัดเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เผยแพร่ใน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ Smart EEC วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><sup>1</sup> ข้อมูลสถิติการจดทะเบียนรถใหม่ประเภท รย.1 จากกรมการขนส่งทางบก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><sup>2</sup> ประเมินจากกำลังการผลิตของแต่ละค่ายผู้ผลิตรถยนต์ที่ลงทุนและวางแผนการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งประกาศไว้แล้ว ณ ปี 2025</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><sup>3</sup> อ้างอิงข้อมูลจากกฎหมาย EU Regulation ที่ตั้งเป้าลด CO₂ ของรถยนต์ใหม่ให้เป็น 100% แต่ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการนำไปปฏิบัติและอาจมีการทบทวน/แก้ไข</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/EV-040226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ผลจากการเข้ามาตั้งฐานการผลิตภายในประเทศทำให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด </description>
					<enclosure length="6509" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6h/zp/hfh36hzppx/EVThailand.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 10:22:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Beyond the Textbook: Thailand&#039;s Journey to Asia&#039;s Lowest Rates: ทำไมปี 2026 นี้เราอาจเห็นดอกเบี้ยไทยต่ำสุดในเอเชีย?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10013</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10013</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10013">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="height: 37px; background-color: #ededed;" width="892">
<tbody>
<tr>
<td>
<p class="f_reg" style="text-align: center; font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><span style="font-size: 13pt; color: #ffffff;"><strong><br /><span style="color: #000000;"><em>&ldquo;There are four kinds of countries in the world: developed countries, undeveloped countries, Japan and Argentina.&rdquo;</em></span></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: center; font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><span style="font-size: 11pt; color: #000000;">Simon Kuznets</span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: center;">&nbsp;</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก "ญี่ปุ่น" เป็นประเทศที่มีเรื่องราวโดดเด่นเสมอ ตั้งแต่เป็นต้นแบบของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อยู่นอกตำราเศรษฐศาสตร์ จนถึงการกลายเป็นตัวอย่างแบบของเศรษฐกิจในทศวรรษที่สูญหาย (Lost Decade) ที่ต้องครองตำแหน่งเจ้าตลาดดอกเบี้ยต่ำของโลกมานานกว่า 30 ปี<br /><br />ปัจจุบันความสนใจของโลกเริ่มหันมาที่ไทย ซึ่งกำลังสร้างปรากฏการณ์นอกตำราเศรษฐศาสตร์เช่นกัน โดยไทยอยู่ในสถานะประเทศตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets ซึ่งตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ประเทศกลุ่มนี้ควรมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ตามการเติบโตของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่ควรจะสูงกว่า และเพื่อชดเชยความเสี่ยงของสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่สูงกว่า <br /><br />ทว่าสถานการณ์ของไทยกำลังท้าทายหลักการนี้ด้วยดอกเบี้ยนโยบายที่อาจต่ำสุดในเอเชียและอาจต่ำแซงหน้าประเทศพัฒนาแล้วที่ขึ้นชื่อเรื่องดอกเบี้ยต่ำอย่างญี่ปุ่นที่กำลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเข้าสู่สมดุลใหม่ การที่ประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างไทยมีอัตราดอกเบี้ยในระดับเดียวกันหรือต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดในลักษณะเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วบางเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตช้า สังคมสูงวัย และเงินเฟ้อต่ำ แต่ความแตกต่างคือข้อจำกัดเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่ไทยจะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จ<br /><br /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>จากดอกเบี้ย 2.5% สู่ 1.25% : ไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2025 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 ในวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินนี้ ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายไทยลดลงมาอยู่ที่ 1.25% ซึ่งเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของ 2.5% หรือระดับที่ กนง. เคยมองว่า "เป็นกลาง" (Neutral) สอดคล้องกับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย อัตราเงินเฟ้อในระยะยาว และภาวะการเงินที่เหมาะสมต่อระบบเศรษฐกิจของไทย อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% อยู่กับเศรษฐกิจไทยได้ไม่ถึง 13 เดือนเท่านั้น ก่อนที่ กนง. จะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยลงมาตามเศรษฐกิจที่ไม่ได้มีศักยภาพสูงตามที่ได้ประเมินไว้ <br /><br />หากย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2024 ข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาสะท้อนภาพต่างจากที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ โดยคาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตในอัตราที่ไม่แย่ไปกว่าช่วงก่อนโควิด-19 มากนัก แต่ความจริงที่ปรากฏกลับแสดงให้เห็นว่าศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงชัดเจน กนง. จึงเริ่มทยอยลดดอกเบี้ยลงตั้งแต่ปลายปี 2024 เป็นต้นมา สิ้นสุดเวลา 12 เดือนเศษที่ไทยมีดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5%<br /><br />จุดเปลี่ยนชัดเจนอีกครั้งคือช่วงต้นปี 2025 ที่มาพร้อมกับแรงกระแทกจากสงครามการค้ารอบจากสหรัฐฯ ที่ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มากจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยในปี 2025 กนง. ปรับลดดอกเบี้ยไปแล้ว 4 ครั้งจากการประชุมทั้งหมด 6 ครั้ง ทำให้ ณ สิ้นปี 2025 ดอกเบี้ยไทยลดลงมาอยู่ที่ 1.25%</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ดอกเบี้ยนโยบายไทยอาจลดลงอีกในปี 2026</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">ในปี 2026 นี้ กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.5% ซึ่งเป็นการเติบโตต่ำสุดในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤต และประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 0.3% หลังจากติดลบในปีก่อน SCB EIC จึงประเมินว่า กนง. อาจปรับลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ มาอยู่ที่ 1% เพื่อให้สอดคล้องกับประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่อ่อนแอนี้<br /><br />ดอกเบี้ยนโยบายไทยที่ 1% อาจไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อแรงกระแทกฉับพลันหรือปัจจัยเชิงวัฏจักรที่เกิดจากสงครามการค้าเท่านั้น แต่อาจเป็นความจำเป็นที่จะต้องช่วยประคับประคองเศรษฐกิจที่จะเติบโตได้จำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างในระยะข้างหน้าอีกด้วย <br /><br />ปัจจัยเหล่านี้รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการค้าโลกที่จะแยกเป็นหลายขั้ว (Trade Fragmentation) ซึ่งประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานมากกว่าปัจจัยด้านต้นทุนการผลิต รวมถึงการแข่งขันจากประเทศรอบข้างที่รุนแรงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไทยอาจไม่สามารถพึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศได้เหมือนในอดีต โดย กนง. ประเมินว่าในปี 2027 GDP ไทยจะทยอยฟื้นตัวกลับมาได้ แต่เติบโตเพียง 2.3% <br /><br />นอกจากการเติบโตที่อ่อนแอแล้ว เงินเฟ้อไทยจะยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานโลกและมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล แต่หลายประเทศในภูมิภาคก็เผชิญแรงกดดันเหล่านี้เช่นเดียวกันและไม่ได้มีอัตราเงินเฟ้อต่ำเหมือนไทย ปรากฏการณ์นี้จึงอาจสะท้อนว่าอุปสงค์ภายในประเทศของไทยอ่อนแอกว่าประเทศอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นแรงกดดันที่ทำให้เงินเฟ้อไทยยังไม่กลับเข้ากรอบเป้าหมาย</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>จุดตัดระหว่างไทยกับญี่ปุ่น : เมื่อญี่ปุ่นอาจกำลังออกจากโลกของดอกเบี้ยต่ำ</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">ขณะที่ไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดที่กดดันให้อัตราดอกเบี้ยต้องลดลงต่อเนื่อง ภาพตรงกันข้ามกลับกำลังเกิดขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของเศรษฐกิจดอกเบี้ยต่ำมากว่า 30 ปี ดอกเบี้ยของญี่ปุ่นกำลังเดินในทิศทางตรงกันข้ามดอกเบี้ยไทยเป็นครั้งแรก โดยในวันที่ 19 ธันวาคม 2025 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.75% นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 4 นับตั้งแต่ปี 2024 <br /><br />สาเหตุที่ญี่ปุ่นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก -0.1% เข้าสู่แดนบวกได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าจ้างแรงงานญี่ปุ่นปรับสูงขึ้นติดต่อกันหลายปี ทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนเริ่มเปลี่ยนไป ญี่ปุ่นจึงเริ่มออกจากโหมดนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษสู่นโยบายการเงินที่มีบทบาทสร้างสมดุลเศรษฐกิจใหม่ โดย SCB EIC มองว่าดอกเบี้ยนโยบายญี่ปุ่นอาจเพิ่มขึ้นไปได้ถึงราว 1.25% ในปีนี้ และอยู่สูงกว่าไทยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์<br /><br />ในทางกลับกัน ไทยอาจกำลังเดินทางเข้าสู่วังวนที่ญี่ปุ่นเคยผ่านมา คือการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อต่ำเป็นเวลายาวนาน แม้ไทยอาจยังไม่เข้าสู่ภาวะที่ราคาลดลงเป็นวงกว้างจนนำไปสู่ภาวะเงินฝืดต่อระบบเศรษฐกิจเรื้อรังแบบที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเคยเผชิญ แต่สิ่งที่น่ากังวลคืออัตราเงินเฟ้อไทยที่จะต่ำต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการได้ จากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลมายังการปรับขึ้นค่าจ้างที่ทำได้จำกัด รายได้ครัวเรือนเติบโตได้น้อยหรือไม่เติบโตเลย ทั้งหมดนี้เพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ไทยเจอภาวะเงินฝืดในที่สุด&nbsp;</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ดอกเบี้ยไทยอาจต่ำสุดในเอเชีย แล้วเงินบาทจะอ่อนค่าอย่างรวดเร็วหรือไม่?</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">หากดอกเบี้ยไทยต่ำสุดในเอเชียเงจริง คำถามที่ตามมาคือ เงินบาทจะอ่อนค่าอย่างรวดเร็วหรือไม่? เพราะโดยหลักการแล้ว อัตราดอกเบี้ยไทยที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคควรกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง จากเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในต่างประเทศ โดยจะเห็นได้ในช่วงปี 2022 ที่เงินบาทอ่อนตามค่าเงินภูมิภาคตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อ Fed คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ขณะที่ดอกเบี้ยไทยยังต่ำกว่ามาก เงินบาทกลับไม่ได้อ่อนค่าต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2025 เงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบดอลลาร์สหรัฐกว่า 9% ทั้งที่ไทยทยอยลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปแล้วถึง 4 ครั้ง<br /><br />ระดับอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในเอเชียของไทยจึงอาจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่า โดยยังมีปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ ที่ส่งผลให้เงินบาทไม่อ่อนค่าอย่างรวดเร็ว เช่น เสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง จากการมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงและหนี้ต่างประเทศต่ำ ทำให้นักลงทุนมองว่าบาทเป็นสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพในเชิงเปรียบเทียบ<br /><br />นอกจากนี้ เงินบาทไม่ใช่สกุลเงินหลักที่ใช้ในการเก็งกำไรส่วนต่างดอกเบี้ยในตลาดการเงินโลกเหมือนเงินเยน ทำให้โอกาสที่เงินบาทจะเผชิญการอ่อนค่าอย่างรวดเร็วเหมือนเงินเยนอาจมีไม่มากนัก อัตราดอกเบี้ยไทยในระดับต่ำจึงอาจสร้างความผันผวนให้แก่ค่าเงินบาทในบางจังหวะ แต่ไม่ใช่การอ่อนค่าอย่างรุนแรงเหมือนประเทศที่เสถียรภาพต่างประเทศอ่อนแอและพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศสูง</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยในภาวะดอกเบี้ยต่ำนาน</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">ในระยะข้างหน้า ดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่ได้ทำหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้เหมือนในอดีต โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับต่ำนี้จะไม่ได้กระตุ้นให้ภาคการเงินปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ SMEs ยังเผชิญความเสี่ยงเครดิตสูง จากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า และภาระหนี้สูง ส่งผลให้สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ <br /><br />อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำจะเป็นเครื่องช่วยหายใจให้แก่เศรษฐกิจไทยในภาวะเศรษฐกิจโตต่ำจากทั้งปัจจัยเชิงวัฏจักรและปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยดอกเบี้ยต่ำจะช่วยบรรเทาภาระหนี้สินในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคครัวเรือน และ SMEs ที่กำลังเปราะบาง นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจะช่วยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจมีแรงจูงใจมากขึ้นในการลงทุนปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว<br /><br />ในอีกด้านหนึ่ง ภาวะดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานอาจนำมาซึ่งความกังวลด้านเสถียรภาพระบบการเงิน เช่น การแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในสินทรัพย์เสี่ยง (Search for yield) ที่อาจนำมาสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง (Underpricing of risk) แต่ในความเป็นจริง ยังมีเครื่องมือเชิงนโยบายอีกหลายประเภทที่สามารถนำมาใช้ควบคุมความเสี่ยงเหล่านี้ได้โดยตรง เช่น มาตรการ Macroprudential อย่างการกำหนดเกณฑ์ LTV (Loan-To-Value) สำหรับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ หรือการใช้เกณฑ์ DSR (Debt Service Ratio) ในสินเชื่อรายย่อย จะช่วยให้นโยบายการเงินรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว <br /><br />ภาวะดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลายาวนานจะเป็นโอกาสสำคัญของเศรษฐกิจไทยในการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศให้สูงขึ้นในระยะยาว แต่หากเราปล่อยให้ช่วงเวลานี้ผ่านไป มองดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเพียงเครื่องมือพยุงโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมที่กำลังหมดไฟ เราอาจทำได้เพียงเฝ้ามองไทยเดินเข้าสู่กับดักทศวรรษที่สูญหายตามรอยเศรษฐกิจญี่ปุ่นในอดีต</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0n/ip/hf750nipvd/Thailand-lowest-rate_image1.png" alt="Thailand-lowest-rate_image1.png" width="1579" height="793" /></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">_____<br /><strong>เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนมกราคม 2026</strong></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Thailand-lowest-rate-220126" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ดอกเบี้ยต่ำเป็นโอกาสให้ลงทุนยกระดับเศรษฐกิจไทยระยะยาว แต่หากใช้เพียงพยุงโครงสร้างเดิมและปล่อยโอกาสผ่านไป ไทยอาจเผชิญกับดักทศวรรษที่สูญหายเช่นญี่ปุ่น</description>
					<enclosure length="3915" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/t0/rs/hf74t0rsmq/Thailand-lowest-rate.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 23 Jan 2026 10:05:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ถึงเวลาสร้างพลังจากภายใน โต้คลื่นลมแรงรับปีใหม่ 2026</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10010</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10010</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10010">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2025 ที่ผ่านมา <strong>หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจมองตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยปี 2026 จะเติบโตชะลอลงจากปี 2025 เหลือไม่ถึง 2%</strong> มุมมองลบต่อเศรษฐกิจไทยในปีใหม่นับว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก <br /><br /><strong>SCB EIC มองว่า &ldquo;ในปี 2026 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตแค่ 1.5% นับว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 30 ปี (ไม่รวมช่วงปีวิกฤต)&rdquo;</strong> แรงกดดันเข้ามาหลายทาง ทั้งปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและการแข่งขันจากต่างประเทศรุนแรง และปัจจัยภายใน เช่น บาดแผลเชิงโครงสร้างฝังลึกในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตด้อยลง และข้อจำกัดพื้นที่การคลัง ปัจจัยรุมเร้าเหล่านี้ทำให้เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจเร่งไม่ขึ้น ขณะที่ประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองกลับมาเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจ <br /><br />ปีใหม่นี้จึงอาจไม่ใช่แค่รอให้ปัจจัยรุมเร้าปรับดีขึ้น แต่สามารถมองให้เป็น <strong>โอกาสเปลี่ยนความท้าทาย ให้กลายเป็นพลังจากภายใน</strong> เปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นแผนทำจริง ซึ่งเราควบคุมได้<br /><br />บทความนี้เสนอ <strong>&ldquo;กลยุทธ์สร้างพลังจากภายใน (Inside strategy) : ใช้จ่ายระวัง - ฝังคุณค่าในงาน - สานโอกาสใหม่&rdquo;</strong> สำหรับคนทำงานและธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนภาพปี 2026 จากปีแห่งการรอคอยด้วยความหวัง เป็นปีแห่งการสร้างโอกาส และเติบโตอย่างมีคุณค่า&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Inside strategy #1 : ใช้จ่ายระวัง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ข้อเท็จจริงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยนับว่ายังน่าห่วง สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูง 86.8% (Q2/2025) การเข้าถึงสินเชื่อครัวเรือนเริ่มหดตัวตั้งแต่ต้นปี 2025 พร้อมสัญญาณความเปราะบางในตลาดแรงงาน เช่น รายได้ครัวเรือนหดตัวครั้งแรก (-5% ใน H1/2025 เทียบ H1/2026) การจ้างงานลดลง และแรงงานกลุ่มบนเริ่มกังวลปัญหาภาระหนี้จากปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย เช่นเดียวกับธุรกิจ SMEs รายได้ยังไม่ฟื้นจากวิกฤตโควิดและมีปัญหาสภาพคล่อง สินเชื่อ SMEs หดตัวนาน 13 ไตรมาสแล้ว <br /><br /><strong>พลังภายในข้อแรก สร้างได้จากการคิดก่อนใช้</strong> ซึ่งจะช่วยลดความตึงตัวของภาวะการเงิน และเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงินได้<br /><br /><strong>สำหรับคนทำงาน</strong><br />1. จัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายอย่างมีสติ : จดบันทึกรายรับรายจ่าย จำกัดรายจ่ายไม่จำเป็น<br />2. ลดหนี้อย่างมีแผน/เก็บเงินสำรอง : ตรวจสอบยอดหนี้ วางแผนชำระหนี้ให้ตรงเวลา มีแผนลดหนี้ แบ่งเก็บเงินสำรองให้พอใช้ได้นาน 3-6 เดือน<br />3. ลงทุนระมัดระวัง : กระจายการลงทุนหลายสินทรัพย์ บนระดับความเสี่ยงที่รับได้ เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินระยะยาว <br /><br /><strong>สำหรับธุรกิจ</strong><br />1. รักษากระแสเงินสด : เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ<br />2. ลดต้นทุนแบบมีคุณภาพ : อาศัยเทคโนโลยีและข้อมูลเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต<br />3. เข้าใจลูกค้าด้วยข้อมูล : ปรับสินค้าและกลยุทธ์บริการให้ตรงความต้องการ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Inside strategy #2 : ฝังคุณค่าในงาน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในโลกการทำงานแข่งขันสูงขึ้น ตลาดแรงงานไม่ได้มีตัวเลือกแค่แรงงาน แต่มีทางเลือกให้ AI เป็นผู้ช่วยหรือทำงานแทนแรงงานในบางลักษณะงานได้มากขึ้น ผลสำรวจการใช้ AI ของภาคธุรกิจในโลกปี 2025 โดย McKinsey พบว่าภาคธุรกิจราว 88% ได้ใช้ AI ในการทำธุรกิจแล้ว (สัดส่วนเพิ่มขึ้นเร็วจาก 55% และ 72% ในปี 2023 และ 2024) แม้ 34% ตอบว่ายังอยู่ในขั้นทดลองใช้ แต่อีกกว่า 60% เข้าสู่ขั้นตอนโครงการนำร่อง (Pilot projects) และการขยายผล (Scaling) แล้ว ในช่วงข้างหน้าจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ภาคธุรกิจจะมุ่งสู่การขยายผลเต็มที่ (Full scaling) จากการใช้ AI ในไม่ช้า<br /><br /><strong>พลังภายในข้อสอง สร้างได้จากการทำงานให้เกิดคุณค่า</strong> ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถและรักษางาน<br /><br /><strong>สำหรับคนทำงาน</strong><br />1. ยกระดับทักษะ (Upskill / Reskill) : ประยุกต์ AI ให้เกิดผลทวีคูณ สร้างคุณค่าด้วยทักษะที่มนุษย์เหนือกว่า AI เช่น วิจารณญาณ ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) และการเล่าเรื่อง (Storytelling)<br />2. มองหาความหมายในงาน (Purpose) ต่อทีม องค์กร ลูกค้า และสังคม : ด้วยการส่งมอบงานที่สำเร็จตามเป้าหมาย ไม่ใช่แค่ทำงานเสร็จ <br /><br /><strong>สำหรับธุรกิจ</strong><br />1. ยกระดับความสามารถการแข่งขันขององค์กร : เช่น ยกระดับมาตรฐานสู่องค์กรยั่งยืน เปิดรับ Digital transformation จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนถูกลง<br />2. ลงทุนยกระดับทักษะพนักงาน และเทคโนโลยี<br />3. สร้างวัฒนธรรมองค์กรเน้นผลลัพธ์ : เช่น ตั้ง KPI ผูกโยงกับคุณค่าต่อลูกค้าและผลิตภาพองค์กร</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Inside strategy #3 : สานโอกาสใหม่</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ข้อมูลจาก OECD รายงานผลิตภาพแรงงานของไทยลดลงมากกว่าเท่าตัว จาก 4.8% ในช่วงปี 2010-2015 เหลือ 2.1% ในช่วงปี 2016 &ndash; 2023 สวนทางกับผลิตภาพแรงงานบางประเทศในภูมิภาคที่ปรับดีขึ้นและสูงกว่าไทยมาก เช่น เวียดนาม (5.1%) สิงคโปร์ (2.6%) เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่อาจยังขาดการพัฒนาความสามารถแข่งขันในสินค้า/บริการ การกระจายตลาด และการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้<br /><br /><strong>พลังภายในข้อสาม สร้างได้จากการมองหาโอกาสใหม่</strong> ต่อยอดจากสิ่งที่มี เริ่มจากสิ่งเล็ก แต่ลงมือทำจริงอย่างต่อเนื่อง<br /><br /><strong>สำหรับคนทำงาน</strong><br />1. ต่อยอดจากทักษะปัจจุบัน/ความสนใจพิเศษ : รวมถึงทักษะดิจิทัลที่จะสร้างอาชีพเสริมได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างสรรค์ เช่น เรียนรู้ AI ฟรี บนแพลตฟอร์มออนไลน์<br />2. เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ : AI และ Automation<br /><br /><strong>สำหรับธุรกิจ</strong><br />1. มองหาตลาดใหม่ที่กำลังเติบโต : เช่น อินเดีย และตะวันออกกลาง<br />2. โอกาสทางธุรกิจเกาะเทรนด์ใหม่ : เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เปลี่ยนภาพปี 2026 ให้เป็นปีแห่งความหวังและสร้างความหมาย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปี 2026 คลื่นลมเศรษฐกิจอาจไม่สงบ แต่เราจะแล่นเรือในลมแรงได้ หากมี Inside strategy สร้างพลังจากภายใน<br /><br /><em>&ldquo;Life isn&rsquo;t about waiting for the storm to pass. It&rsquo;s about learning how to dance in the rain.&rdquo; &mdash; Vivian Greene</em><br /><br />ขอให้ปีใหม่ 2026 เป็นปีที่คุณสร้างคุณค่าในทุกการตัดสินใจ สานต่อความคิดให้เป็นความจริง และเติบโตได้จากพลังภายในของผู้อ่านทุกคนค่ะ</span><span style="color: #4e4e4e;"><br /></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">_____<br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ใน Thairath money วันที่ 27 ธันวาคม 2025</strong><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Inside-strategy-220126" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ปี 2026 คลื่นลมเศรษฐกิจอาจไม่สงบ แต่เราจะแล่นเรือในลมแรงได้ หากมี Inside strategy สร้างพลังจากภายใน</description>
					<enclosure length="3802" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/j7/u5/hf2xj7u59j/insight-strategy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 22 Jan 2026 14:07:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เมื่อทุกทริปของการเดินทางเริ่มต้นจาก AI แล้วจะส่งผลอย่างไรต่อธุรกิจท่องเที่ยว</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10004</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10004</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10004">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัจจุบัน เทคโนโลยี AI ได้รับความสนใจและถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลากหลายด้านรวมถึงการท่องเที่ยว โดย AI ไม่เพียงเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ยังมีบทบาทสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนผ่านธุรกิจท่องเที่ยวในระยะข้างหน้า</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Generative AI ผู้ช่วยส่วนตัวของนักเดินทางยุคใหม่</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Generative AI กำลังกลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวในการวางแผนท่องเที่ยวของนักเดินทางยุคใหม่ </strong>ตั้งแต่การแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่ตรงกับไลฟ์ไตล์ การค้นหาร้านอาหารยอดนิยมของคนท้องถิ่น ไปจนถึงการหาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่น่าจดจำ ในขณะเดียวกัน GenAI ยังช่วยเปรียบเทียบราคาและคัดเลือกทริปที่คุ้มค่าตามงบประมาณ ระยะเวลา และไลฟ์สไตล์ ซึ่งช่วยลดเวลาและภาระในการรวบรวมข้อมูลท่องเที่ยวจากในเว็บไซต์ต่าง ๆ ของนักเดินทาง สอดคล้องกับผลสำรวจจาก SiteMinder&rsquo;s Changing Traveller Report 2026 ซึ่งเก็บข้อมูลความคิดเห็นของนักเดินทางจำนวน 11,967 คนใน 14 ประเทศทั่วโลกในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่าราว 80% ของนักเดินทางใช้ GenAI ในการค้นหาข้อมูลและจองทริปท่องเที่ยว ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 4 เท่า</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การใช้ GenAI ของนักเดินทางเพิ่มแรงกดดันให้ธุรกิจท่องเที่ยวหลายด้าน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การหันมาใช้ GenAI มากขึ้นของนักเดินทางกำลังเพิ่มแรงกดดันให้ธุรกิจท่องเที่ยวต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ</strong> ไม่ว่าจะเป็น <strong>1. การแข่งขันที่สูงขึ้น</strong> เนื่องจากการเปรียบเทียบข้อมูลทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นทั้งด้านราคา คุณภาพการบริการ และความคุ้มค่า เนื่องจาก GenAI สามารถจัดอันดับตัวเลือกให้กับนักเดินทางได้ในเวลาอันสั้น ส่งผลให้ธุรกิจต้องแข่งขันกันมากขึ้น <strong>2. อิทธิพลของรีวิวที่รุนแรงขึ้น</strong> เนื่องจาก GenAI อาจนำการรีวิวที่เป็นจุดอ่อนเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ในรีวิวรายบุคคลมาขยายผล ซึ่งอาจส่งผลต่อชื่อเสียงและการตัดสินใจของนักเดินทางได้ทันที <strong>3. ความคาดหวังที่สูงขึ้น</strong> ทั้งจากข้อมูลที่แม่นยำและรวดเร็ว รวมถึงข้อเสนอที่สอดคล้องกับงบประมาณ ไลฟ์สไตล์ และข้อจำกัดของนักเดินทาง ซึ่งจะทำให้เกิดความต้องการบริการแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) มากขึ้น <strong>4. ความเสี่ยงจากข้อมูลคลาดเคลื่อนและการตีความผิด</strong>ของ GenAI ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด การร้องเรียน และทำให้เกิดความเสียหายตามมา และ <strong>5. การเปลี่ยนแปลงของช่องทางการขาย</strong> โดยธุรกิจที่ข้อมูลขาดการอัปเดตหรือการจัดการอย่างเป็นระบบอาจหลุดจากการค้นพบของ GenAI ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจสูญเสียโอกาสทางธุรกิจได้ในระยะยาว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Gen AI ทำให้การแข่งขัน OTA เปลี่ยนจากราคา สู่การแข่งด้าน AI Assistant และบริการครบวงจร</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>นอกจากนี้ การเข้ามาของ Gen AI ยังมีแนวโน้มทำให้เกมการแข่งขันของผู้ให้บริการ OTA ย้ายสนามจากการแข่งขันด้านราคาและความหลากหลายของตัวเลือก ไปสู่การแข่งขันด้าน &ldquo;AI Assistant&rdquo; และบริการที่ครอบคลุมมากขึ้น</strong> ที่ผ่านมา ผู้ให้บริการ OTA มักใช้กลยุทธ์ด้านราคาและตัวเลือกที่หลากหลายเพื่อดึงดูดให้นักเดินทางเข้ามาจองทริปผ่านแพลตฟอร์ม แต่ในปัจจุบัน ผู้ให้บริการ OTA ชั้นนำของโลกได้เริ่มนำ AI มาใช้และเร่งพัฒนา AI Assistant หรือผู้ช่วย AI ที่สามารถออกแบบแผนการเดินทางตามไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคลตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางได้อย่างแม่นยำมากขึ้น อีกทั้ง ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังกระบวนการจองทริปบนแพลตฟอร์มได้ทันที ซึ่งนอกจากการพัฒนาประสิทธิภาพผู้ช่วย AI แล้ว ยังรวมถึงการมีบริการที่หลากหลายครบถ้วนสามารถนำมาประกอบเป็นแพ็กเกจการเดินทางแบบครบจบตลอดทริปตามคำแนะนำของ GenAI ได้จริง ตัวอย่างเช่น Trip.com ซึ่งเริ่มนำ GenAI มาใช้ในการให้บริการตั้งแต่ปี 2023 ผ่านผู้ช่วย AI ชื่อ TripGenie ที่คอยแนะนำทริปแบบเฉพาะบุคคล และยังรองรับการแปลภาษา อีกทั้ง ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Trip.com ยังได้เปิดตัว Trip.Planner ที่นำ AI มาช่วยวางแผนทริปแบบครบวงจรและสามารถอัปเดตแผนการท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์ได้ ขณะที่ Agoda ได้วางเป้าหมายสู่การเป็น &ldquo;Personal Travel Assistant&rdquo; โดยเร่งพัฒนาเทคโนโลยี AI ให้สามารถตอบทุกคำถามเรื่องการเดินทางได้อย่างครอบคลุม และเพิ่มฟีเชอร์ที่ช่วยเสนอทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ธุรกิจท่องเที่ยวจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ไปสู่การ &ldquo;สื่อสารผ่าน AI&rdquo; มากขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เมื่อ GenAI มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักเดินทาง ธุรกิจท่องเที่ยวจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ไปสู่การ &ldquo;สื่อสารผ่าน AI&rdquo; มากขึ้น </strong>โดยตัวแปรสำคัญอยู่ที่การยกระดับข้อมูลให้พร้อมเพื่อให้ GenAI สามารถดึงข้อมูลไปใช้แนะนำและสรุปให้แก่นักเดินทางได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องจัดเตรียมข้อมูลอย่างเป็นระบบ ครบถ้วน ถูกต้อง และอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกัน การสร้างความแตกต่างและมีจุดขายที่ชัดเจน ถือเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ธุรกิจโดดเด่นในสายตาของ GenAI เนื่องจาก GenAI จะเลือกและนำเสนอทางเลือกที่มีคุณค่าและมีเหตุผลสนับสนุนที่ชัดเจน ดังนั้น ธุรกิจควรมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ เช่น รีวิวเชิงลึกจากนักเดินทาง เรื่องราวประสบการณ์จริง หรือมาตรฐานการให้บริการที่พิสูจน์ได้ เพื่อให้ GenAI สามารถนำไปใช้สร้างคำแนะนำที่น่าสนใจและช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของนักเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในยุคที่ GenAI กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง การแข่งขันในธุรกิจท่องเที่ยวจึงเปลี่ยนไปสู่การแย่งชิงความน่าเชื่อถือในสายตาของ GenAI ดังนั้น ธุรกิจที่ปรับตัวเร็ว จัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ และมีจุดขายชัดเจน ย่อมจะคว้าโอกาสทางธุรกิจได้มากกว่า</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองข้ามชอต วันที่ 29-31 ธันวาคม 2025</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/AI-Trip-Assistant-060126" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เมื่อ GenAI มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักเดินทาง ธุรกิจท่องเที่ยวจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ไปสู่การ “สื่อสารผ่าน AI” มากขึ้น</description>
					<enclosure length="4519" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/xq/7a/helcxq7azc/AI-Trip-Assistant.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 06 Jan 2026 15:38:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Speeding Up Thai Electronics : เร่งสปีดอิเล็กทรอนิกส์ไทย...คว้าโอกาสในสมรภูมิเทค </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9991</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9991</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9991">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">If you don't innovate fast, disrupt your industry, disrupt yourself, you'll be left behind <br /><strong>John Chambers, CEO of Cisco</strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นโยบาย CHIPS Act ของสหรัฐฯ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นับตั้งแต่ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าใช้นโยบาย Chips Act อย่างเป็นทางการในปี 2022 เพื่ออัดฉีดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศมากขึ้น พร้อมสกัดการนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีจากจีน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ Global value chain ครั้งใหม่ โดยผู้ประกอบการเริ่มกระจายความเสี่ยงด้วยการย้ายฐานการผลิตกลับไปใกล้สหรัฐฯ (Nearshoring) และกลุ่มประเทศพันธมิตรทางการค้า (Friendshoring) ขณะเดียวกันตลาดโลกก็มีแนวโน้มลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าจากจีนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า Hi-tech<sup>1</sup> สะท้อนได้จากข้อมูลของ Trade map พบว่า จีนมีมูลค่าการส่งออกสินค้า E&amp;E ที่เกี่ยวข้องกับสินค้ากลุ่ม High-Tech ไปตลาดโลกหดตัวเฉลี่ย (CAGR) -4.1% ต่อปี (2021-2024)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยได้รับอานิสงส์ของโลกจากการย้ายฐาน ทั้งในมิติของการค้าและการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) ด้านการค้า : มูลค่าการส่งออกในกลุ่มสินค้า High-Tech ของไทยขยายตัวและสามารถเข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดโลกได้มากขึ้น</strong> จากข้อมูลพบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้า High-Tech ของไทย ขยายตัวเฉลี่ย 7.6% ต่อปี (2021-2024) โดยเฉพาะในกลุ่มอุปกรณ์สื่อสาร, การประกอบและทดสอบชิป (Chip back-end) ที่ขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง (CAGR) 30% และ 12% ต่อปี (2021-2024) ตามลำดับ และยังมีสัดส่วนการส่งออกไปตลาดโลกเพิ่มขึ้นทั้งกลุ่มประกอบและทดสอบชิป (Chip back-end) และกลุ่มอุปกรณ์สื่อสาร จาก 1.6% และ 0.8% ในปี 2018 มาอยู่ที่ 1.8% และ 2.0% ในปี 2024 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการส่งออกในกลุ่มสินค้า High-Tech ของไทยขยายตัวค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยส่วนใหญ่ยังคงเน้นไปที่การผลิตสินค้าขั้นกลางและสินค้าขั้นปลาย (รูปที่ 1)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2) ด้านการลงทุน : แนวโน้มการลงทุน FDI ในอุตสาหกรรม E&amp;E ของไทยเติบโตโดดเด่น</strong> ในช่วงปี 2023-2024 มีต่างชาติเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม E&amp;E มากถึง 569,715 ล้านบาท และต่อเนื่องมายังครึ่งแรกของปี 2025 ที่มีต่างชาติเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม E&amp;E ราว 12% ของการขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด หรือมีมูลค่าการลงทุนราว 125,786 ล้านบาท โดยมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่<sup>2</sup> คือ 1) การผลิตตัวเก็บประจุชนิดพิเศษที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น Notebook, Smartphone 2) การประกอบและทดสอบชิป (Chip back-end) และ 3) การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่รวมการผลิต PCB ซับซ้อนสูง โดย SCB EIC มองว่า แม้การลงทุน FDI ในอุตสาหกรรม E&amp;E ของไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอลงจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี คาดว่าแนวโน้มการลงทุน FDI ของไทยในระยะข้างหน้า จะเน้นไปที่การสร้าง Ecosystem ในกลุ่มซัพพลายเออร์ของผู้ผลิตชิปรายใหญ่ เช่น Foxsemicon และ Infineon ที่เข้ามาลงทุนในช่วงก่อนหน้านี้<br /><br /></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 1<br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/av/gp/he5vavgps7/image001.png" alt="image001.png" width="1078" height="537" /><br /></strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความท้าทายในอนาคตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มองไปข้างหน้า แม้ว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากเม็ดเงินลงทุน FDI ที่ยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงต้องเผชิญกับ &ldquo;ด่านหิน&rdquo; จากทั้งกำแพงภาษีสหรัฐฯ ความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค และความสามารถในการดึงดูด FDI เข้าประเทศ</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้นจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ </strong>แม้ภาษีตอบโต้ที่สหรัฐฯ ประกาศใช้กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ยังไม่รวมสินค้าในกลุ่มไฮเทค เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และเซมิคอนดักเตอร์ ที่ยังคงได้รับการยกเว้นภาษีเป็น 0% เป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า ยังคงมีความเสี่ยงในการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาภาษีเจาะจง (Specific tariff) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า E&amp;E ไปตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มที่พึ่งพาสหรัฐฯ เป็นหลัก เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ, เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น นอกจากนี้ <strong>ไทยยังคงเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์และการกำหนดหลักเกณฑ์ Local content ถึงแม้ว่าปัจจุบันสหรัฐฯ ยังไม่ได้มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่แน่นอนว่าหากมีการบังคับใช้อย่างจริงจังในระยะข้างหน้า คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า E&amp;E ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีสัดส่วนการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นสัดส่วนสูง</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2. ไทยยังมีความสามารถทางการแข่งขันในการส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงค่อนข้างจำกัด สะท้อนจากสัดส่วนการส่งออกชิปขั้นสูง (Chip front-end) ที่เป็นชิปต้นน้ำไปตลาดโลกค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง </strong>โดยจากข้อมูลพบว่า ในปี 2024 ไทยมีสัดส่วนการส่งออกชิปขั้นสูง/แผงวงจรไฟฟ้า (IC), การประกอบและทดสอบชิป (Chip back-end) ไปตลาดโลกเพียง 0.8% และ 1.8% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียที่ได้เริ่มเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปต้นน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนได้จากสัดส่วนการส่งออกชิปขั้นสูงและแผงวงจรไฟฟ้าของมาเลเซียที่ขยายตัวมากขึ้นจาก 6.5% ในปี 2018 มาอยู่ที่ 7.2% ในปี 2024 เช่นเดียวกันกับเวียดนามที่ขยับขึ้นมามีสัดส่วนการส่งออกประกอบและทดสอบชิป (Chip back-end) มากขึ้นจาก 2.0% ในปี 2018 มาอยู่ที่ 2.3% ในปี 2024</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3. การสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตเพื่อดึงดูดการลงทุนในกลุ่มสินค้า High-Tech</strong> ไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากการที่คู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนามที่สามารถดึงดูด FDI ในกลุ่ม Front-end ได้มากกว่า ขณะที่มาเลเซียมีคลัสเตอร์ปีนังที่เป็นฐานประกอบและทดสอบชิป (Chip back-end) ที่แข็งแกร่งและมีความพร้อมด้านแรงงานทักษะสูงจึงสามารถดึงดูดนักลงทุนอย่าง Nvidia และ Infineon ให้ลงทุนผลิตชิป Front-end ได้มากขึ้น ขณะที่เวียดนาม แม้จะไม่ได้เก่งด้านเทคโนโลยีเท่ามาเลเซียแต่ก็พยายามสร้าง Hi-Tech Park ซึ่งสามารถดึงดูดให้ Nvidia สร้าง R&amp;D ด้าน AI ในประเทศได้สำเร็จ หากมองย้อนกลับมาที่ไทย ที่ผ่านมารัฐบาลไทยภายใต้ BOI ได้พยายามปูทางการเป็นฮับอิเล็กทรอนิกส์แห่งอนาคตด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ครอบคลุมกลุ่มสินค้าชิปต้นน้ำและคลัสเตอร์ PCB มากขึ้น โดยเห็นว่าไทยยังมีความพร้อมจากการมีห่วงโซ่อุปทานสินค้า E&amp;E ขั้นกลางที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มที่จะสามารถพัฒนาไปสู่การผลิตชิปต้นน้ำได้มากขึ้น โดยสิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการต่อไปในระยะข้างหน้าคือ การดึงดูดซัพพลายเออร์ของผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปต้นน้ำและคลัสเตอร์ PCB ให้มากขึ้น เพื่อแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าไทยมีความพร้อมที่จะเป็นฮับอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกันกับคู่แข่ง (รูปที่ 2)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 2 :<br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cs/02/he5vcs02xg/image002.png" alt="image002.png" width="720" height="460" /><br /></strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยต้องเร่งมือปรับกลยุทธ์เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ดังนี้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) จัดทำแผนประเมินความเสี่ยง/ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ</strong> จัดทำแผนประเมินความเสี่ยงในกลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีและมาตรการสวมสิทธิ์ของสหรัฐฯ รวมถึงการทบทวนต้นทุนการผลิต และมองหาพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากจีนและเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศให้มากขึ้น โดยเมื่อไทยมีสัดส่วน Local content สูง ก็จะช่วยให้ไทยไม่โดนเรื่องสินค้าสวมสิทธิ์ และทำให้สินค้า E&amp;E ของไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้มากยิ่งขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2) เปิดตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ </strong>โดยกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่น ๆ ที่มีศักยภาพมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3) การพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สีเขียวมากขึ้น</strong> ตั้งแต่การจัดหาวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมีอันตราย ไปจนถึงการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>4) การส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานที่มีทักษะสูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น</strong> เช่น วิศวกรผู้ชำนาญ, ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และนักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>5) การส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>6) สร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ </strong>ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบน้ำ ไฟฟ้า รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดผู้ลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยกำลังเผชิญกับช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในการก้าวเข้าไปสู่ห่วงโซ่อุปทานการผลิตในยุคที่การค้าโลกเปลี่ยนแปลงไป ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้ก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งอนาคตได้อย่างสมบูรณ์</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนธันวาคม 2025</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><sup>1</sup> สินค้ากลุ่ม High-Tech หมายถึง สินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่ Semiconductor Machine, Silicon wafers, เซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์, แผงวงจรรวม, แผงวงจรพิมพ์, คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ และอุปกรณ์สื่อสาร เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><sup>2</sup> โครงการลงทุนขนาดใหญ่ หมายถึง โครงการที่มีการอนุมัติการลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Thai-Electronics-231225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยกำลังเผชิญช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะช่วยยกระดับอิเล็กทรอนิกส์ของไทย</description>
					<enclosure length="5601" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6y/nb/he5v6ynbdd/Thai-Electronics.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 23 Dec 2025 14:42:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>หลาย “ไม่” ของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย : ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย… ไม่รอด</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9987</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9987</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9987">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ภาระทางสังคม และความพยายามหาแนวทางแก้ไขเชิงนโยบาย โดยเฉพาะหลังวิกฤต COVID-19 ที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เร่งตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 95.5% ในช่วงไตรมาสแรกปี 2564 แม้หลังจากนั้นตัวเลขดังกล่าวทยอยลดลงต่อเนื่องตลอด 6 ไตรมาส จนอยู่ที่ 86.8% ในไตรมาส 2 ปีนี้ แต่ตัวเลขที่ลดลง &ldquo;อาจลวงตา&rdquo; หากมองเพียงผิวเผินว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลายแล้ว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ลดลงครั้งนี้ ส่วนสำคัญมาจากยอดหนี้คงค้างที่ขยายตัวต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยยอดหนี้รวมของภาคครัวเรือนหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง ซึ่งต่างจากรอบวัฏจักรในอดีตที่การลดหนี้มักสะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแรงของรายได้และฐานะการเงิน การปรับลดในรอบนี้กลับมีลักษณะของ &ldquo;Unhealthy Deleveraging&rdquo; หรือการลดหนี้ที่สะท้อน &ldquo;ความเปราะบาง&rdquo; มากกว่าความแข็งแรงของเศรษฐกิจฐานราก แสดงให้เห็นว่า หลัง COVID-19 เศรษฐกิจไทยยังมี &ldquo;บาดแผล&rdquo; ที่ไม่ได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">หากพิจารณาลึกลงไปในโครงสร้างของปัญหาหนี้ครัวเรือน ข้อมูลในหลายมิติชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าเบื้องหลังตัวเลขสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ที่ลดลง คืออาการอ่อนแอของเศรษฐกิจและฐานะการเงินครัวเรือน ไม่ใช่สัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแรง ดังนี้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>1. ไม่มี&hellip;รายได้เพียงพอต่อรายจ่ายและการชำระหนี้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ต้นตอสำคัญของปัญหาหนี้ครัวเรือนหนีไม่พ้นเรื่อง &ldquo;รายได้ไม่พอรายจ่าย&rdquo; จนนำไปสู่การเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยลดลงจาก 29,502 บาทต่อเดือนในช่วงครึ่งแรกปี 2566 เหลือเพียง 28,151 บาทต่อเดือนในช่วงครึ่งแรกปี 2568 หรือลดลงถึง 4.6%YOY โดยประเภทของรายได้ที่ลดลงมากที่สุดคือ &ldquo;รายได้จากการทำงาน&rdquo; ซึ่งหดตัวถึง 5.7%YOY ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงงานบางส่วนหันไปประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยหลังวิกฤต COVID-19 ก็ฟื้นตัวได้ช้า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ผลสำรวจ SCB EIC Consumer survey 2568 สะท้อนภาพเดียวกันว่า รายได้ของครัวเรือนจำนวนมากไม่ได้ขยับตามรายจ่าย โดยกว่า 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ารายได้เท่าเดิมหรือลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่รายจ่ายส่วนใหญ่ยังใกล้เคียงเดิมหรือเพิ่มขึ้น ทำให้ในภาพรวมกว่าครึ่งหนึ่ง ของผู้ตอบแบบสอบถามมีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย (รวมหนี้)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">หากมองตามระดับรายได้ จะพบว่ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือนเผชิญปัญหารุนแรงที่สุด โดยประมาณ 60% ของกลุ่มนี้ยอมรับว่ามีภาวะรายได้ไม่พอรายจ่าย อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่ากันคือสัญญาณที่เริ่มปรากฏชัดใน กลุ่มรายได้ปานกลาง&ndash;สูง ซึ่งเคยถูกมองว่าการเงินค่อนข้างมั่นคง มาก่อน โดยในกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน พบว่าราว 1 ใน 3 เริ่มประสบปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเช่นกัน และที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มรายได้สูงระดับ 100,000&ndash;200,000 บาทต่อเดือน สัดส่วนผู้ตอบที่บอกว่ามีปัญหานี้บ่อย เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลสำรวจปี 2567 สะท้อนว่าความตึงตัวด้านสภาพคล่อง กำลังกระจายจากคนกลุ่มรายได้น้อย ไปยังกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การก่อหนี้เพิ่มและการชะลอการบริโภคในระยะถัดไป</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>2. ไม่หนี ไม่จ่าย&hellip;หนี้ตามกำหนด ก่อให้เกิดปัญหาหนี้เรื้อรัง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เมื่อรายได้ไม่พอรายจ่าย การก่อหนี้มักถูกใช้เป็น &ldquo;กันชน&rdquo; ชั่วคราว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ความเสี่ยงสำคัญที่ตามมาคือ การผิดนัดชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายได้เพียงขั้นต่ำ หรือไม่สามารถชำระได้เลย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) สะท้อนว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น แม้ยอดหนี้รวมจะเติบโตช้าลง แต่หนี้เสียและหนี้ที่เริ่มผิดนัดชำระ กลับยังอยู่ในระดับสูง โดย ณ เดือนเมษายน 2568 มูลค่าหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ราว 1.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 8.9% ของหนี้รวมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 2566 ที่อยู่ราว 1.05 ล้านล้านบาท หรือ 7.7% ของหนี้รวม ที่น่ากังวลคือ หนี้เสียจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มรายย่อยที่มูลหนี้ไม่สูงและไม่มีหลักประกัน โดยกว่า 64% ของจำนวนบัญชี NPL เป็นกลุ่มที่มูลหนี้ไม่ถึง 100,000 บาท สะท้อนว่าปัญหาหนี้เรื้อรังไม่ได้เกิดเฉพาะในกลุ่มที่กู้เงินจำนวนมาก แต่กระจายอยู่ในมูลหนี้เล็ก ๆ ของคนจำนวนมากในระบบ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">มองไปข้างหน้า ความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ยังคงน่าจับตา ผลสำรวจของ SCB EIC Consumer survey 2568 พบว่า แม้ผู้มีหนี้ส่วนใหญ่กว่า 85% จะยังชำระหนี้ได้ตามปกติ แต่มากกว่าครึ่ง ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีหนี้ยอมรับว่า &ldquo;ภาระหนี้เริ่มเป็นปัญหามากขึ้น&rdquo; โดยราว 40% ระบุว่ายังจ่ายหนี้ได้ครบ แต่รู้สึกว่าภาระหนี้ในปัจจุบันเป็นภาระที่หนักและสร้างความกังวล</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนกำลังอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้และรายจ่ายในอนาคตมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ปานกลาง&ndash;สูง (มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน) ที่แม้ส่วนใหญ่ยังไม่มีปัญหาผิดนัดชำระ แต่เริ่มรู้สึกว่าภาระหนี้เป็นแรงกดดันสำคัญ ซึ่งสุดท้ายอาจสะท้อนเป็นความเสี่ยง NPL และแรงกดดันต่อการบริโภคในระยะข้างหน้า</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>3. ไม่รอด&hellip;แม้ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เมื่อปัญหาหนี้ครัวเรือนลุกลาม หนึ่งในเครื่องมือหลักที่ถูกนำมาใช้คือ มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและสถาบันการเงิน โดยเฉพาะ &ldquo;การปรับโครงสร้างหนี้&rdquo; เพื่อยืดระยะเวลาผ่อน ลดค่างวด หรือปรับเงื่อนไขใหม่ให้ลูกหนี้ยังพอเดินหน้าต่อไปได้ทั้งในระดับครัวเรือนและเศรษฐกิจโดยรวม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาของ SCB EIC โดยใช้ฐานข้อมูลจากเครดิตบูโร พบว่าผลลัพธ์ของการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จจำกัดหากมองในเชิงโอกาสฟื้นตัวของลูกหนี้ ย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง 7 ปี พบว่า จากลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ทั้งหมด มีเพียงประมาณ 23% ที่สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ในบรรดาผู้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว มีเพียงราว 15% เท่านั้นที่ &ldquo;รอดจริง&rdquo; คือกลับมาชำระหนี้ได้สม่ำเสมอต่อเนื่องเกิน 6 เดือนล่าสุด ขณะที่กลุ่มใหญ่ ถึงประมาณ 72% แม้จะเคยปรับโครงสร้างหนี้แล้ว แต่สุดท้ายก็กลับไปเป็นหนี้เสียใหม่ หรือไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้นอนแบงก์และเกษตรกร สะท้อนว่ามาตรการแก้หนี้ในอดีตอาจยังไม่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้างของปัญหาหนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา ภายหลังที่ภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยกระดับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง มาตรการใหม่หลายรายการเริ่มสะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกมากขึ้น โครงการ &ldquo;คุณสู้ เราช่วย&rdquo; เป็นหนึ่งในตัวอย่าง โดยข้อมูลชี้ว่าลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการและปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2568 เป็นกลุ่มที่มีโอกาสกลับมาชำระหนี้ได้อย่างสม่ำเสมอสูงกว่าในอดีตนอกจากนี้ สำหรับกลุ่ม NPL ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้มาก่อนปี 2568 แล้วไม่สำเร็จ แต่ได้รับโอกาสอีกครั้งในปี 2568 พบว่าสัดส่วนที่กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าหากออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับศักยภาพและรูปแบบรายได้จริงของลูกหนี้ มากขึ้น โอกาส &ldquo;รอดจริง&rdquo; ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ลบ &ldquo;ไม่&rdquo; ออกจากสมการหนี้ครัวเรือน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นโจทย์ระดับชาติที่ทุกภาคส่วนต่างตระหนักถึงความสำคัญ และเริ่มเข้ามามีบทบาทแก้หนี้อย่างจริงจังมากขึ้นในช่วงหลัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแก้ปัญหานี้ ไม่ง่าย และไม่สามารถแก้ได้ในชั่วข้ามคืน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">มาตรการแก้หนี้ที่ยั่งยืนจึงควรเริ่มจากการ &ldquo;แยกแยะลูกหนี้&rdquo; อย่างชัดเจนว่า ใครยังมีศักยภาพฟื้นตัวได้ หากได้รับเวลาหายใจเพิ่ม และใครที่เปราะบางเกินกว่าจะรับภาระในรูปแบบเดิมต่อไปได้ กลุ่มที่ยัง &ldquo;พอไปต่อได้&rdquo; ควรได้รับโอกาสปรับโครงสร้างหนี้อย่างจริงจัง ทั้งการยืดระยะเวลาผ่อน ปรับอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสม และร่วมกันออกแบบแผนชำระหนี้ที่สอดคล้องกับรูปแบบรายได้จริง กลุ่มที่ &ldquo;ไม่ไหวจริง ๆ&rdquo; อาจต้องมีเครื่องมือเฉพาะ เช่น การโอนหนี้ไปบริหารผ่านหน่วยงานเฉพาะ การใช้มาตรการลดภาระหนี้ควบคู่กับการฟื้นฟูอาชีพและรายได้ เพื่อให้การช่วยเหลือไม่ได้จบลงแค่การปรับตัวเลขหนี้ แต่รองรับคุณภาพชีวิตหลังการแก้หนี้ด้วย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ การสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืนในระยะยาวควรทำให้ &ldquo;ข้อมูลเครดิต&rdquo; กลายเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจเชิงบวก ไม่ใช่เพียงเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยง หากลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการแก้หนี้สามารถรักษาวินัยการชำระหนี้ได้ต่อเนื่อง ก็ควรได้รับแรงจูงใจทางการเงินเป็นรางวัล เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้นในอนาคต หรือโอกาสเข้าถึงสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม หรือก็คือการทำให้ &ldquo;วินัยดีมีคุณค่า&rdquo; และ &ldquo;วินัยแย่มีต้นทุนที่ชัดเจน&rdquo; เป็นหัวใจของการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินในระบบ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ท้ายที่สุด ตัวลูกหนี้เองก็มีบทบาทสำคัญในการลบทุกคำว่า &ldquo;ไม่&rdquo; ออกจากสมการแก้หนี้ครัวเรือน ด้วยการหันมาสร้างวินัยทางการเงิน ติดตามรายรับ&ndash;รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ และขอคำปรึกษาผู้ให้บริการทางการเงินตั้งแต่ต้น เมื่อเริ่มรู้สึกว่า &ldquo;ไม่ไหว&rdquo; คือก้าวแรกของการเปลี่ยนจาก &ldquo;ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย&hellip; ไม่รอด&rdquo; ไปสู่ &ldquo;มีรายได้ จ่ายหนี้ครบ จบวงจรหนี้&hellip; ไปต่อได้อย่างยั่งยืน&rdquo;</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เผยแพร่ใน Thairath money วันที่ 6 ธันวาคม 2025</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Household-debt-161225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ปัญหาหนี้ครัวเรือนโจทย์ระดับชาติที่ทุกภาคส่วนต่างตระหนัก และเริ่มร่วมกันแก้จริงจังมากขึ้น แต่การแก้ปัญหานี้ ไม่ง่าย และไม่สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืน</description>
					<enclosure length="4253" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ly/cp/hdy5lycpk7/Household-debt.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 16 Dec 2025 14:32:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>6G เทคโนโลยีสื่อสารยุคใหม่ : ไทยต้องเตรียมพร้อมอย่างไร</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9976</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9976</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9976">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>6G หรือ เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายรุ่นที่ 6 คือ ?</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">6G หรือ เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายรุ่นที่ 6 คือเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดจาก 5G ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน และคาดว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามากำหนดอนาคตของโลกดิจิทัลในระยะข้างหน้า โดยเทคโนโลยี 6G นี้จะไม่ใช่แค่เพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ต แต่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้กำหนดคุณสมบัติหลักของ 6G ให้เป็นเครือข่ายอัจฉริยะที่สามารถรับรู้ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมรอบเครือข่ายได้อัตโนมัติ ทั้งในด้านความหนาแน่นของการใช้งาน และสภาพแวดล้อมทางกายภาพผ่านสัญญาณคลื่นวิทยุที่ส่งออกไป อีกทั้ง ยังสามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียม LEO (Low Earth Orbit) เพื่อสร้างเครือข่ายที่ครอบคลุมมากขึ้นและใช้งานได้ต่อเนื่องแม้อยู่ในภาวะที่โครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินขัดข้อง ซึ่งผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายชั้นนำของโลกคาดว่าเทคโนโลยี 6G จะมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงกว่า 5G ราว 50-100 เท่า รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้มากกว่า 10 ล้านเครื่องต่อตารางกิโลเมตร และลดค่าความหน่วงลงสู่ระดับไมโครวินาทีที่จะช่วยรองรับเทคโนโลยีที่ต้องการการรับรู้ถึงสัมผัสและแรงต้านแบบเรียลไทม์ให้ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ด้วยคุณสมบัติของ 6G ที่สามารถรับรู้สภาพแวดล้อมและระบุตำแหน่งได้แม่นยำแม้อยู่ภายในอาคาร เทคโนโลยีนี้จะพลิกโฉมการสร้าง Digital Twin (แบบจำลองสภาพแวดล้อมและการทำงานเสมือนจริง) ให้สมบูรณ์และทำงานแบบเรียลไทม์มากขึ้น เช่น ระบบเมืองอัจฉริยะที่คาดการณ์ปริมาณรถยนต์ได้ล่วงหน้าและสามารถปรับสัญญาณไฟจราจรได้ทันที ระบบสนามบินในการติดตามกระเป๋าและผู้โดยสารแบบเรียลไทม์ช่วยลดความเสี่ยงกระเป๋าหายหรือผู้โดยสารตกเครื่อง นอกจากนี้ 6G ยังเปิดทางให้การผ่าตัดทางไกลโดยแพทย์สามารถรับรู้ถึงแรงกดและสัมผัสได้เสมือนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย รวมถึงการควบคุมเครื่องจักรระยะไกลที่ผู้ควบคุมสามารถตรวจจับความผิดปกติของเครื่องจักรได้ในเสี้ยววินาที นอกจากนี้ การรองรับการเชื่อมต่อดาวเทียม LEO จะช่วยเสริมการใช้งานในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรอัจฉริยะ การขนส่งอัตโนมัติ ระบบเตือนภัยพิบัติ บริการทางการแพทย์ในชนบท รวมถึงการติดต่อสื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แม้ปัจจุบัน มาตรฐานทางเทคนิคของ 6G ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโดยองค์กรความร่วมมือด้านมาตรฐานวิศวกรรมระบบสื่อสารเคลื่อนที่ระดับโลกอย่าง 3GPP ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2028 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์โครงข่ายต้นแบบและการทดสอบก่อนเริ่มเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 2030 แต่หลายประเทศทั่วโลกได้เริ่มเตรียมความพร้อมรับ 6G ไว้ล่วงหน้าแล้ว อาทิ <strong>เกาหลีใต้</strong>ที่ตั้งเป้าทดลองใช้งาน 6G เชิงพาณิชย์ภายในปี 2028 พร้อมสนับสนุนการผลิตใน 6G Supply chain ในประเทศอย่างครบวงจรตั้งแต่อุปกรณ์โครงข่ายไปจนถึงซอฟต์แวร์ ขณะที่<strong>สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (EU)</strong> ผลักดันแนวคิด Sustainable 6G โดยกำหนดให้ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของระบบสื่อสารไร้สายยุคใหม่ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการลดการปล่อยคาร์บอนของอุปกรณ์โครงข่าย สำหรับ<strong>เยอรมนีและสิงคโปร์</strong> มุ่งต่อยอดพื้นที่ทดสอบเดิมให้รองรับการทดลองด้านเทคโนโลยีสื่อสารยุคถัดไปอย่างการใช้งาน 6G เชิงพาณิชย์ที่เชื่อมโยงผู้ผลิตอุปกรณ์ นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนานวัตกรรมและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต ขณะที่ จีนซึ่งปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์โครงข่ายราว 40% ของโลกก็เร่งพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์โครงข่ายและตั้งเป้าทดลองใช้งาน 6G ในปี 2028 ด้วยเช่นกัน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การพัฒนา 6G ของไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับ<strong>ไทย</strong> การพัฒนา 6G สามารถต่อยอดยกระดับจากโครงสร้างพื้นฐาน 5G ปัจจุบัน อีกทั้ง ไทยยังมีกลไกสนับสนุนเชิงนโยบายทั้ง Tech Regulatory Sandbox ใน EEC ที่เปิดให้ภาคเอกชนได้มีพื้นที่ในการทดลองนวัตกรรม รวมถึงการเตรียมความพร้อมของ กสทช. ที่อยู่ระหว่างศึกษาคลื่นย่านสูงอย่าง 3.5 GHz สำหรับรองรับการใช้งาน 6G ในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ตาม <strong>ความท้าทายสำคัญของไทยคือการประยุกต์ใช้ 6G ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของประเทศ</strong> ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น <strong>1) การกำหนดนโยบายและ 6G Roadmap ระดับชาติที่ชัดเจน</strong> เพื่อเป็นแนวทางให้กับภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาเทคโนโลยี และสร้างจุดยืนให้กับประเทศในเวทีโลก <strong>2) การยกระดับ Sandbox เดิม สู่ระบบ Testbed</strong> ที่ผู้ใช้งานสามารถติดตั้งอุปกรณ์เพื่อทดสอบการใช้งานในสภาพการทำงานจริง ซึ่งจะช่วยจูงใจให้เกิดการลงทุนและใช้งานในภาคอุตสาหกรรม <strong>3) การเร่งพัฒนาทักษะแรงงานขั้นสูงให้พร้อมรับการเข้ามาของ 6G</strong> เช่น ทักษะการใช้ AI-Native Network, Data Science และ Digital Twins และ<strong> 4) การออกนโยบายดึงดูดการลงทุนที่เน้นการใช้ประโยชน์จาก 6G</strong> เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจร ตั้งแต่ผู้พัฒนาโครงข่ายจนถึงผู้ใช้งานจริง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ดังนั้น หากไทยสามารถเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุค 6G ได้เร็วทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และนโยบายสนับสนุนจะช่วยเปิดโอกาสให้ไทยยกระดับขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมได้อย่างก้าวกระโดดพร้อมดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงจากทั่วโลก อีกทั้ง ยังเสริมสร้างความมั่นคงด้านเทคโนโลยีของประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตต่อเนื่องในระยะข้างหน้า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองข้ามชอต วันที่ 4-7 ธันวาคม 2025</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/6G-031225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>หากไทยสามารถเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุค 6G ได้เร็วจะช่วยเปิดโอกาสให้ไทยยกระดับขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมได้อย่างก้าวกระโดด</description>
					<enclosure length="3867" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/8e/uf/hdjw8eufiu/6G.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 03 Dec 2025 16:06:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>External Headwinds Have a Silver Lining : เศรษฐกิจไทยจะพึ่งพาโลกได้ยากขึ้น แต่ยังมีโอกาสหากไทยพร้อมปรับตัว</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9968</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9968</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9968">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">&ldquo;Global growth is projected to slow and growth prospects remain dim, as the world adjusts to a landscape marked by greater protectionism and fragmentation &hellip; Policymakers are urged to restore confidence through credible, transparent, and sustainable policies. Trade diplomacy should be paired with macroeconomic adjustment. Fiscal buffers should be rebuilt. Central bank independence should be preserved. Efforts on structural reforms should be redoubled.&rdquo;<br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>International Monetary Fund - World Economic Outlook (October 2025)</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและการค้าโลกสูง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและการค้าโลกสูง</strong> สะท้อนจากระดับการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ (Trade openness) หรือผลรวมของการนำเข้าและส่งออกสินค้าและบริการที่สูงมากถึง 137% ของ GDP ในปี 2024 สูงเป็นอันดับที่ 30 จากทั้งหมด 196 ประเทศในโลก สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 57% และค่าเฉลี่ยประเทศรายได้ปานกลางระดับบนที่ 47% ไทยจึงได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการเติบโตตามเศรษฐกิจโลก รวมถึงกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่ทำให้โลกค้าขายระหว่างกันมากขึ้น เช่นเดียวกับหลายประเทศในอาเซียน (รูปที่ 1) อย่างไรก็ดี SCB EIC ประเมินว่าปัจจัยจากภายนอกประเทศจะท้าทายมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไทยจะพึ่งพาโลกได้ยากขึ้นทั้งในด้านการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2025 และปี 2026</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เศรษฐกิจและการค้าโลกเติบโตชะลอลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มแย่ลงอีก </strong>เศรษฐกิจโลกเคยขยายตัวเฉลี่ย 3% ในช่วงก่อนวิกฤติโควิด (ปี 2010 - 2018) แต่ชะลอตัวลงเหลือ 2.8% ในปี 2023 และ 2024 จากปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลกซึ่งก่อให้เกิดการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการที่เศรษฐกิจจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกขยายตัวชะลอลงมาก เพราะเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่สะสมมาและต้องใช้เวลาแก้ไข ปัญหาการแบ่งขั้วและการทวนกระแสโลกาภิวัตน์นี้กลับยิ่งรุนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หลังประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษีสูงขึ้นกับคู่ค้าทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศขั้วตรงข้ามทางภูมิรัฐศาสตร์อย่าง BRICS และส่งผลให้เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องเหลือเพียงราว 2.5% ในปี 2025 และ 2.4% ในปี 2026 ในขณะเดียวกัน IMF ประเมินว่าปริมาณการค้าโลก (รวมสินค้าและบริการ) จะขยายตัวได้เพียง 2.3% ในปี 2026 (เทียบกับ 3.6% ในปี 2025 และ 3.5% ในปี 2024) (รูปที่ 2) เนื่องจากในปี 2026 โลกจะได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และสงครามการค้ารอบใหม่นี้เต็มที่ หลังการเร่งผลิตและส่งออกก่อนกำแพงภาษีสหรัฐฯ จะเริ่มใช้จริงในปี 2025</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การส่งออกของไทยเสี่ยงหดตัว</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การส่งออกของไทยเสี่ยงหดตัวในช่วงที่เหลือของปี 2025 ต่อเนื่องไปในปี 2026 </strong>แม้การส่งออกไทยขยายตัวดีในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ที่ 13.3% จากการเร่งผลิตและส่งออก (Front-loading) ก่อนได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ และการส่งออกทองคำที่เร่งสูงตั้งแต่ต้นปีตามราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี สัญญาณส่งออกชะลอลงชัดเจนขึ้นในเดือนสิงหาคมที่ภาษีสหรัฐฯ 19% เริ่มใช้ช่วงต้นเดือน กลุ่มสินค้าหลักที่ขยายตัวสูงในตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เหลือแค่กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อตั้งกำแพงภาษี และส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกขาขึ้นและกระแสการลงทุน AI ในโลก ขณะที่หลายกลุ่มสินค้าส่งออกที่ถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีแล้วเริ่มหดตัว SCB EIC มองส่งออกไทยจะหดตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้และในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพราะ Front-loading ไปมากแล้วในภาวะอุปสงค์โลกที่จะชะลอตัวลงด้วย และยังต้องเจอกำแพงภาษีนำเข้าตลาดสหรัฐฯ หลายรูปแบบที่มีความซับซ้อนและยังมีความไม่แน่นอนสูง นอกจากอัตราภาษีตอบโต้รายประเทศที่ไทยถูกเก็บ 19% ยังมีอัตราภาษีตอบโต้รายสินค้าที่สหรัฐฯ เก็บทุกประเทศในอัตราเดียวกัน เช่น ภาษีรถยนต์ 25% หรือภาษีสินค้าสวมสิทธิ 40% (ยังไม่มีความชัดเจน)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยในปี 2025 ยังต่ำกว่าปีก่อน และกลุ่มนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น</strong> SCB EIC ประเมินว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในไทยจะหดตัวราว -7% อยู่ที่ 32.9 ล้านคนในปี 2025 ก่อนจะขยายตัว 4% เป็น 34.1 ล้านคนในปี 2026 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤติโควิดที่ 39.8 ล้านคนในปี 2019 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวในเอเชีย ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักของไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกับหลายประเทศ รวมถึงความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ โดยการใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อทริปในไทยหดตัว -0.2%YOY ในช่วงไตรมาส 2</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เงินบาทแข็งกดดันความสามารถในการแข่งขันเพิ่มเติม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐแข็งขึ้นเร็วในปี 2025 แข็งสุดในรอบ 4 ปี และแข็งนำคู่แข่งในภูมิภาค กระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก ซ้ำเติมผลกระทบภาษีทรัมป์ รวมถึงกดดันการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากบาทแข็ง ได้แก่ อุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกสูงและใช้ปัจจัยการผลิตจากในประเทศเป็นหลัก เช่น สินค้าเกษตร รวมถึงธุรกิจบริการที่พึ่งพารายได้ต่างชาติสูง เช่น ภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจเหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากการแปลงรายได้ดอลลาร์สหรัฐเป็นรูปเงินบาทเพื่อจ่ายค่าวัตถุดิบและค่าจ้าง ในช่วงบาทแข็งอาจขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่มีการใช้ปัจจัยการผลิตหรือค่าใช้จ่ายสกุลเงินต่างประเทศอยู่บ้างจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า (Natural hedge)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มองไปในระยะปานกลาง แม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการค้าโลกจะมีแนวโน้มปรับดีขึ้นได้ แต่ภาพรวมจะยังแย่กว่าโลกยุคก่อนวิกฤติโควิด </strong>SCB EIC ประเมินว่าสภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลกจะฟื้นตัวได้ในปี 2027 เป็นต้นไป หลังจากที่ผลกระทบจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ทยอยลดลง ประเทศต่าง ๆ สามารถปรับห่วงโซ่อุปทานการผลิตให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ในโลกได้ดีขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกช่วงปี 2027 - 2030 จะกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น เติบโตเฉลี่ย 2.7% และ 3.1% ตามลำดับ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยได้ดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนวิกฤติโควิดปี 2010 &ndash; 2018 ที่ 3% และ 4.9% อยู่มาก (รูปที่ 2) จากบริบทโลกข้างหน้าที่จะเปลี่ยนแปลงไป นอกจากจะมีปัจจัยการกีดกันการค้าแล้ว ยังมีหลายปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น กำลังแรงงานโลกที่ขยายตัวชะลอลงตามสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น หนี้สาธารณะหลายประเทศที่จะสะสมเพิ่มขึ้นจนอาจกระทบเสถียรภาพการคลังได้ ทำให้ภาครัฐกู้เงินมาสนับสนุนเศรษฐกิจได้น้อยลง รวมถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>อย่างไรก็ดี ในโลกที่ดูเหมือนจะพึ่งพาได้ยากขึ้นเช่นนี้ ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยได้อยู่ </strong>มองไปข้างหน้ากิจกรรมเศรษฐกิจและการค้าโลกจะถูกขับเคลื่อนจากกระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น ดิจิทัล เทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด ทิศทางการกระจายความเสี่ยงออกจากจีน (China +1) การย้ายฐานการผลิตสู่ประเทศที่มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ต่ำกว่า ประเทศใกล้เคียง หรือประเทศพันธมิตร (Nearshoring and Friendshoring) ซึ่งประเทศที่เป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างไทยและเพื่อนบ้านอาเซียนหลายประเทศ จะได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน โดยทิศทางการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในไทยยังมีโอกาสเติบโตในอุตสาหกรรมที่สอดรับเทรนด์อนาคต เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center), แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) อาหารเพื่ออนาคตและเทคโนโลยีชีวภาพ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การปรับตัวของภาครัฐและเอกชน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เอกชนและภาครัฐของไทยต้องปรับตัวเพื่อรองรับความท้าทายและเปิดรับโอกาสใหม่ </strong>ผู้ประกอบการไทยจะได้รับประโยชน์จากเทรนด์ใหม่นี้ได้จะต้องปรับตัว เช่น ยกระดับศักยภาพและมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดและลดการปล่อยคาร์บอน ขณะที่ภาครัฐควรปรับปรุงกฎหมายเพื่อเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ เร่งการเจรจาการค้า และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว เน้นการสร้างแบรนด์การท่องเที่ยวในตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตและกำลังซื้อสูง เช่น ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แหล่งท่องเที่ยว Man-Made Destination ยังเป็นโอกาสที่สำคัญเพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวอยู่ในประเทศนานขึ้นหรือเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริปขึ้น ควบคู่กับจำนวนนักท่องเที่ยว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 1 : ไทยและหลายประเทศอาเซียนมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและการค้าโลกสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกมาก<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/e4/yo/hd34e4yolt/image001.png" alt="image001.png" width="1053" height="464" /><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Our World in Data, OECD, World Bank, ธนาคารกลางและหน่วยงานสถิติของประเทศต่าง ๆ<br /><br /></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 2 : เศรษฐกิจและการค้าโลกระยะปานกลางมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนวิกฤติโควิด<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ef/yj/hd34efyj1e/image002.png" alt="image002.png" width="1052" height="377" /><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ IMF<br /></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4e4e4e;">เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนพฤศจิกายน 2025</span></strong></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/External-Headwinds-181125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ไทยยังมีโอกาสจากความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์และกระแสลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ หากภาครัฐ-เอกชนเร่งปรับตัวและยกระดับความสามารถแข่งขัน</description>
					<enclosure length="6360" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/a0/1n/hd34a01n1n/External-Headwinds.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 18 Nov 2025 10:57:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เก็บตก ASEAN Summit และ APEC Summit 2025 : โอกาสใหม่ ASEAN ต้องกล้าคว้า</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9961</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9961</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9961">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นสิ่งปกติใหม่ นักลงทุนทั่วโลกต่างมองหา &ldquo;พื้นที่ปลอดภัย&rdquo; สำหรับการลงทุนระยะยาว ภูมิภาค ASEAN เข้าข่ายทางเลือกหนึ่ง ด้วยศักยภาพด้านภูมิศาสตร์ ขนาดตลาด ความร่วมมือระดับภูมิภาค และนโยบายรัฐสนับสนุน ASEAN อาจกลายเป็น &ldquo;แม่เหล็กใหม่&rdquo; ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกได้แม้เศรษฐกิจโลกจะยังคงกีดกัน ผันผวน และไม่แน่นอนข้างหน้า หากประเทศ ASEAN ปรับตัวเชิงรุกบนความร่วมมือระดับภูมิภาคคว้าโอกาสนี้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ASEAN : จุดหมายใหม่ของเม็ดเงินลงทุนทางตรงในโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ASEAN กลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่โดดเด่นในการรับเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) ท่ามกลางความปั่นป่วนของภูมิรัฐศาสตร์โลก บริษัทข้ามชาติหลายแห่งเลือกใช้กลยุทธ์ Friend-shoring และ Near-shoring เพื่อกระจายความเสี่ยงจากจีนและประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมือง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แม้ภาพรวม FDI โลกในปี 2024 จะหดตัวลงถึง -11% ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ภายใต้ความไม่แน่นอนของบรรยากาศลงทุนและความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ แต่ FDI กลับยังไหลเข้าภูมิภาค ASEAN เติบโตเฉลี่ย 10% โดยเฉพาะไทย (+32.5%) อินโดนีเซีย (+14.3%) เวียดนาม (+9.2%) และสิงคโปร์ (+5.9%) ตามรูปประกอบ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อภูมิภาคนี้ เช่นเดียวกับ FDI ไหลเข้าภูมิภาคอเมริกาเหนือ กลุ่ม USMCA (+23%) และแอฟริกาโต (+75%) ขณะที่หลายภูมิภาค FDI ไหลเข้าลดลงมาก เช่น จีน (-30%) อเมริกาใต้ (-18%) สหภาพยุโรป (-58%)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Trump 2.0 กับการเปลี่ยนทิศทางการลงทุนโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การกลับมาของประธานาธิบดีทรัมป์ในปี 2025 พร้อมนโยบาย &ldquo;America First&rdquo; ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าโลกอีกครั้ง ด้วยการผลักดัน Reshoring การลงทุน การตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ และการเพิ่มสิทธิประโยชน์การลงทุน โดย White House เปิดเผยมูลค่าการลงทุนใหม่ในสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเห็นภายใน 10 ปีข้างหน้าสูงถึงเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลจากดีลที่ทรัมป์ตกลงกับรัฐบาลของหลายประเทศ ธุรกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ และธุรกิจต่างชาติ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ภายใต้ทิศทางการค้าและการลงทุนที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ ส่งผลให้บริษัทต่างชาติเริ่มมองหา &ldquo;ฐานการผลิตสำรอง&rdquo; นอกสหรัฐฯ และคาดว่าการย้ายฐานการผลิตมายัง ASEAN เพื่อรองรับตลาดสหรัฐฯ &nbsp;ในการผลิตสินค้าที่ยังได้เปรียบการแข่งขัน และการผลิตสินค้าป้อนตลาดโลก ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของบริษัทต่างชาติ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>บทบาทของ ASEAN Summit และ APEC Summit 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปีนี้ ASEAN Summit จัดขึ้นที่มาเลเซีย ช่วงวันที่ 26&ndash;28 ตุลาคม 2025 และ APEC Summit 2025 จัดขึ้นที่เกาหลีใต้ ช่วงวันที่ 31 ตุลาคม &ndash; 1 พฤศจิกายน 2025 ทั้งสองเวทีเน้นการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของ FDI ใน ASEAN ในช่วงข้างหน้า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การประชุมในปีนี้มีความแตกต่างจากในอดีต 3 ประเด็นสำคัญ คือ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">1. จัดขึ้นหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของทรัมป์มีผล ทำให้ทุกประเทศต้องเร่งปรับตัว เช่น การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์เร่งตัวขึ้น และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล บรรดาผู้นำประเทศต่าง ๆ ต่างหันมาเน้นสร้างเสถียรภาพและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">2. เน้นความร่วมมือเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดมากขึ้น เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจโลก ต่างจากอดีตที่เน้นการค้าและการลงทุน ในปีนี้มีการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม โดย ASEAN Summit เน้นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาค ส่วน APEC Summit เน้นการสร้างพันธมิตรทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศสมาชิก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3. ใช้เวทีการประชุมนี้สร้างพันธมิตรใหม่และกำหนดทิศทาง FDI เชิงรุก โดยเฉพาะประเทศใน ASEAN เปิดเวทีเจรจาสร้างพันธมิตรใหม่ ท่ามกลางการตกลงดีลการค้าชั่วคราวระหว่าง 2 มหาอำนาจสหรัฐฯ-จีน และข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ และชาติอื่น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผลประชุม ASEAN Summit 2025 : CAFTA 3.0 เปิดประตูลงทุนกับจีนกว้างขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของการประชุม ASEAN Summit 2025 คือการบรรลุข้อตกลง CAFTA 3.0 (China&ndash;ASEAN Free Trade Area ฉบับปรับปรุง) ซึ่งนอกจากการเปิดตลาดสินค้าและบริการเพิ่มเติม การคุ้มครองการลงทุน และการอำนวยความสะดวกทางการค้าแล้ว ยังขยายความร่วมมือออกไปอีก 9 ด้านใหม่ ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัล, เศรษฐกิจสีเขียว, การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน, มาตรฐานและการรับรอง, สุขอนามัยและพืช, พิธีการศุลกากร, การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค, การสนับสนุน SMEs และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคนิค ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการสร้างระบบการค้าและการลงทุนที่ทันสมัยและยั่งยืนในภูมิภาค</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">พร้อมกันนี้ ASEAN ยังผลักดันกรอบความร่วมมือใหม่ 2 เรื่อง ได้แก่ 1) ASEAN Investment Facilitation Framework (AIFF) ซึ่งมุ่งเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูลการลงทุน ลดขั้นตอนภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และ 2) ASEAN Single Window for Investment ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางที่รวบรวมข้อมูล กฎระเบียบ และบริการจากประเทศสมาชิก ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกและตัดสินใจลงทุนได้รวดเร็วขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ผลการประชุมครั้งนี้จึงส่งสัญญาณเชิงบวกต่อ FDI ใน ASEAN โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่ง ASEAN มีศักยภาพในการรองรับและมีแนวโน้มจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจนของภาครัฐ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผลประชุม APEC Summit 2025 : การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และโอกาส ASEAN</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สาระสำคัญของการประชุม APEC Summit 2025 เน้น 3 เสาหลักคือ Connect, Innovate และ Prosper ภายใต้ธีม &ldquo;Building a Sustainable Tomorrow&rdquo; ครอบคลุมทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green transition) และการเชื่อมโยงดิจิทัล (Digital connectivity) อย่างชัดเจน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">โดยสหรัฐฯ เสนอกรอบความร่วมมือใหม่ ได้แก่ Indo-Pacific investment compact ที่มุ่งสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและการผลิตที่ยืดหยุ่น เพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเน้นการลดความเสี่ยงจาก Supply chain ที่เปราะบาง และส่งเสริมการลงทุนในประเทศพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กรอบนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของ APEC ที่เน้นการลงทุนอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการพัฒนาเทคโนโลยี AI ผ่าน APEC AI Initiative (2026&ndash;2030)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">จีนใช้เวทีนี้เสนอความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เศรษฐกิจดิจิทัลและการเงินดิจิทัล พร้อมผลักดันการเชื่อมโยงกับกรอบ RCEP และ CAFTA 3.0 ที่เพิ่งอัปเกรด เพื่อรักษาบทบาทของจีนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ASEAN จึงกลายเป็น &ldquo;เวทีกลาง&rdquo; ที่เชื่อมโยงโลกตะวันตกและโลกตะวันออก พร้อมแสดงศักยภาพของภูมิภาคในฐานะ &ldquo;Hub&rdquo; ของการลงทุนแห่งใหม่ของโลก ในบริบทที่นักลงทุนต้องการกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์โลก</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>โอกาสและความท้าทายของ FDI ใน ASEAN และไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ASEAN มีจุดแข็งด้านตลาดขนาดใหญ่ ทำเลเชิงยุทธศาสตร์เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลกประเทศตะวันตกและตะวันออกได้ มีความร่วมมือระดับภูมิภาคกับกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่น และอยู่ในกลุ่ม Global South ที่มีศักยภาพเติบโตสูง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ประเทศไทยมีโอกาสจากการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลและความยั่งยืน เช่น อุตสาหกรรม Bio-Circular-Green (BCG) อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีความท้าทายในด้านขาดแรงงานทักษะสูง เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคตได้ทัน ความล่าช้าในการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ประเทศเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยและนโยบายเศรษฐกิจดำเนินไม่ต่อเนื่อง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>โอกาสใหม่ที่ ASEAN ต้องกล้าคว้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ASEAN มีศักยภาพในการเป็น &ldquo;ศูนย์กลางการลงทุนโลก&rdquo; ด้วยจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ ขนาดตลาด และความร่วมมือระดับภูมิภาค แต่การรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวจำเป็นต้องมีแนวนโยบายเชิงรุก ดังนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">1) ระดับภูมิภาค ASEAN :</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">1. เร่งพัฒนา ASEAN Investment Single Window โดยการสร้างแพลตฟอร์มกลางดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกนักลงทุนรวมข้อมูล กฎระเบียบ สิทธิประโยชน์ และบริการจากทุกประเทศสมาชิก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">2. สร้างมาตรฐานร่วมด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัล (ASEAN ESG &amp; Digital Standards) เพื่อรองรับการลงทุนสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของ Supply chain ในภูมิภาค</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3. เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดน โดยการพัฒนาโลจิสติกส์ การขนส่ง และพลังงานร่วมกัน รวมถึงการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">4. ส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านการสร้างเครือข่าย AI, Cloud และ Data center ระดับภูมิภาค การสนับสนุนการพัฒนาแรงงานดิจิทัลและการวิจัยร่วม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">2) ระดับประเทศไทย :</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">1. ปรับปรุงกฎระเบียบการลงทุนของภาครัฐให้ทันสมัย เอื้อให้ธุรกิจลงทุนคล่องตัวแข่งขันประเทศภูมิภาคได้ ด้วยการปรับลดขั้นตอนอนุมัติโครงการลงทุน ปรับปรุงระบบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง และการให้สิทธิประโยชน์การลงทุนรวดเร็วทันสมัย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">2. พัฒนาแรงงานทักษะสูงรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, EV, Biotech และ Logistics</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3. สร้างแรงจูงใจใหม่สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศ ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น Tax credit, Fast-track licensing หรือ สิทธิประโยชน์จูงใจการลงทุนเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green incentives) ดึงดูดการลงทุนใน BCG, Digital economy, EV supply chain</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">4. เสริมบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงภูมิภาค</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในโลกที่การแข่งขันดึงดูดการลงทุน FDI เข้มข้นขึ้นทุกวันเช่นนี้ ASEAN และไทยต้องไม่รอโอกาสเดินเข้ามาหา แต่ต้องสร้างโอกาสใหม่ ด้วยการยกระดับภูมิภาคให้เป็นจุดหมายปลายทางที่นักลงทุนทั่วโลกเลือกเป็นอันดับต้น ๆ อย่างต่อเนื่อง<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xq/5k/hd20xq5kf0/ASEAN-APEC-SUMMIT.png" alt="ASEAN-APEC-SUMMIT.png" width="1053" height="592" /><br /></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในเว็บไซต์ Workpointtoday และเพจ TODAY Bizview เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2025</strong></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ASEAN มีศักยภาพเป็น “ศูนย์กลางการลงทุนโลก” จากภูมิศาสตร์ ขนาดตลาด และความร่วมมือของภูมิภาค แต่ต้องมีนโยบายเชิงรุกเพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันระยะยาว</description>
					<enclosure length="6277" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ru/wo/hd20ruwo51/ASEAN-APEC-SUMMIT.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 17 Nov 2025 10:59:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Longevity economy … พลังเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่ต้องจับตา</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9960</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9960</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9960">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Longevity economy คืออะไร</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Longevity economy หรือ เศรษฐกิจอายุวัฒน์ หมายถึง รูปแบบและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนโดยกำลังซื้อของกลุ่มประชากรซึ่งมีอายุยืนยาวขึ้นและมีสุขภาวะที่ดี </strong>ซึ่งคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างประชากรโลกสู่สังคมสูงอายุ คือหนึ่งในแรงผลักสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของความต้องการสินค้าและบริการในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อรองรับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและยืนยาวของคนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน ฟื้นฟูและดูแลสุขภาพตนเอง ธุรกิจที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เช่น Smart home, Senior living หรือ Rehab residence ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ และสินค้าไฮเทคที่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์และอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ขณะที่ในส่วนของภาครัฐ ก็ต้องมีการวางยุทธศาสตร์ชาติด้วยการออกแบบนโยบายและจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไป เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและออกแบบเมืองที่เป็นมิตรกับคนสูงวัยมากขึ้น หรือการปรับกฎหมายแรงงานและระบบสวัสดิการต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจอายุวัฒน์ เป็นต้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>UN คาดปี 2050 ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จะเกิน 2,100 ล้านคน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ข้อมูลของสหประชาชาติ (UN) ระบุว่าในปี&nbsp;2050 หรืออีกราว 25 ปีต่อจากนี้&nbsp;โลกของเราจะมีจำนวนผู้สูงอายุ (อายุ&nbsp;60&nbsp;ปีขึ้นไป) มากถึงกว่า&nbsp;2,100&nbsp;ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนถึงราว 1 ใน 4 ของประชากรโลก อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของโลกที่กลุ่มประชากรผู้สูงอายุจะมีจำนวนแซงหน้าประชากรในวัยหนุ่มสาว หรือ Youth population </strong>(ประชากรที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี) ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวกำลังกลายเป็นสถิติใหม่ด้านโครงสร้างประชากรและปรากฏการณ์ระดับโลกที่ต้องจับตามอง อีกทั้งยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งชี้ว่า &ldquo;โลกใบนี้กำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว&rdquo; แต่ในทางกลับกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ก็กำลังส่งเสียงสะท้อนบอกเราว่า ประชากรสูงวัยที่เพิ่มจำนวนขึ้นกำลังจะกลายเป็นขุมพลังใหม่ของเศรษฐกิจโลกที่เราไม่อาจมองข้ามได้เช่นเดียวกัน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ญี่ปุ่น คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของรูปแบบเศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มคนที่มีอายุยืนยาว สะท้อนได้จากการเติบโตขึ้นของโมเดลธุรกิจทั้งด้านสินค้าและบริการที่คำนึงถึงอายุของผู้บริโภค (Age-inclusive design) และตอบโจทย์กลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งยังมีนโยบายและสวัสดิการภาครัฐที่ถูกออกแบบเพื่อรองรับการดำเนินชีวิตของคนกลุ่มนี้อีกด้วย</strong> เช่น ระบบประกันการดูแลสุขภาพระยะยาว ซึ่งจะครอบคลุมการดูแลสุขภาพทั้งที่บ้านและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ จนทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นฐานตลาดประกันสุขภาพที่มีขนาดใหญ่ของประเทศ หรือแม้แต่การออกแบบเครื่องมือทางการเงินที่มีชื่อว่า &ldquo;Reverse 60&rdquo; ซึ่งเป็นบริการสินเชื่อ Reverse mortgage สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจะใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันเพื่อเปลี่ยนมูลค่าบ้านเป็นเงินใช้จ่ายระหว่างที่ยังอยู่อาศัยในบ้านเดิม โดยสามารถเลือกรับเงินเป็นรายเดือนหรือเงินก้อนก็ได้ ซึ่งโดยทั่วไปผู้กู้จะจ่ายเฉพาะ &ldquo;ดอกเบี้ยรายเดือน&rdquo; ส่วนเงินต้นจะชำระรวบยอดในภายหลังเมื่อผู้กู้เสียชีวิต ย้ายออก หรือขายบ้าน โดยพบว่าสินเชื่อประเภทนี้กำลังได้รับความนิยมสูงมากในญี่ปุ่น สะท้อนถึงอุปสงค์ด้านสภาพคล่องและการปรับโครงสร้างทรัพย์สินของสังคมสูงวัย หรืออีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่น คืออุตสาหกรรมผลิตหุ่นยนต์ที่ช่วยพยุง เคลื่อนย้าย และทำกายภาพบำบัดให้ผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันหุ่นยนต์ประเภทนี้ได้ถูกนำไปใช้งานจริงในสถานดูแลผู้สูงอายุและโรงพยาบาลหลายแห่ง จนกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจดาวรุ่งท่ามกลางโครงสร้างสังคมสูงอายุระดับสุดยอด (Super-aged society) และปัญหาขาดแคลนแรงงานในญี่ปุ่นที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>นอกจากนี้ ในอีกหลายประเทศยังมีโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่ผุดขึ้นมารองรับ Longevity economy มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง </strong>ไม่ว่าจะเป็นบริการ &ldquo;Nurse-on-demand&rdquo; แบบรายชั่วโมง, แพลตฟอร์มจับคู่นักกายภาพ/นักกิจกรรมบำบัดกับผู้สูงอายุ, โมเดล Co-living สำหรับลูกบ้านวัย 60+ รวมถึงแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวแบบพักฟื้น หรือ Medical &amp; Rehab Tourism ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพสูงและสามารถยกระดับเป็นแพลตฟอร์มครบวงจรได้ไม่ยาก เนื่องจากไทยมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่หลากหลาย ทุนวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ มาตรฐานทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมทั้งยังได้รับแรงหนุนจากยุทธศาสตร์ในการมุ่งสู่การเป็น Medical hub ของไทยอีกด้วย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>นอกจากสังคมสูงวัยจะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในฝั่งอุปสงค์แล้ว กลุ่มแรงงานสูงอายุยังกำลังก้าวเข้ามามีบทบาทและเป็นพลังขับเคลื่อนอุปทานในตลาดแรงงานอีกด้วย </strong>โดยพบว่าปัจจุบัน หลายประเทศได้มีการขยายอายุเกษียณอย่างเป็นทางการไว้ในช่วงอายุระหว่าง 62-65 ปี (อ้างอิงจากระเบียบการเบิกสวัสดิการเกษียณอายุของรัฐบาลในแต่ละประเทศ) ซึ่งถือเป็นอายุเกษียณเฉลี่ยที่สูงขึ้นจากในอดีตซึ่งอยู่ที่ 60-62 ปี ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ ซึ่งมีการกำหนดอายุเกษียณเพิ่มขึ้นจาก 66 ปี เป็น 67 ปี ในปี 2027 หรือในกรณีของไอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ที่พบว่าปัจจุบันทั้งสองประเทศมีการกำหนดอายุเกษียณอยู่ที่ 66 ปี และ 65/64 ปี (ชาย/หญิง) ตามลำดับ และมีแผนจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 68 ปี ในปี 2028 และปี 2037 เช่นเดียวกัน ขณะที่ญี่ปุ่นเองก็มีกฎหมายส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ เพื่อเปิดโอกาสให้มีระบบการจ้างงานต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 70 ปี โดยพบว่าปัจจุบันราว 40% ของบริษัทเอกชนในญี่ปุ่นมีนโยบายการจ้างงานในลักษณะนี้ ซึ่งสะท้อนว่าการจ้างงานผู้สูงอายุกำลังกลายเป็นกระแสหลักในญี่ปุ่นไปแล้ว ขณะที่ในส่วนของประเทศไทย แม้ว่าปัจจุบันจะยังคงกำหนดอายุเกษียณราชการไว้ที่ 60 ปี แต่ภาครัฐก็มีแผนต่ออายุเกษียณเป็น 65 ปี ภายในปี 2032 เพื่อเตรียมรองรับปัญหาคนวัยเกษียณว่างงานที่กำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในอนาคตอันใกล้ ยิ่งไปกว่านั้น การขยายอายุการจ้างงาน ยังจะมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐในการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Longevity Economy ไม่ได้หมายถึงโลกของผู้สูงวัยเท่านั้น แต่คือยุคที่ &ldquo;ความยืนยาวของชีวิต&rdquo; กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์ที่ &ldquo;โลกกำลังแก่ตัวลง&rdquo; ดังนั้น โจทย์ใหญ่สำหรับทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ คือการเปลี่ยนให้ Longer health span กลายเป็น New growth engine เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและรองรับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพสำหรับคนทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองข้ามชอต วันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2025<br /><br /><br /></strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Longevity-economy-141125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>Longevity Economy ไม่ได้หมายถึงโลกของผู้สูงวัยเท่านั้น แต่คือยุคที่ “ความยืนยาวของชีวิต” กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจ</description>
					<enclosure length="8371" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/2t/b5/hcyv2tb5z8/Longevity-economy-141125.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 14 Nov 2025 14:30:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ตลาดแรงงานไทยเปราะบางมากขึ้น แรงงานต้องเร่งปรับตัวรับมือความเสี่ยงรอบด้าน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9957</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9957</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9957">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นับจากช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ตลาดแรงงานไทยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนภาพรวมของตลาดแรงงานที่เหมือนจะกลับมาเป็นปกติแล้ว โดยอัตราการว่างงานที่เป็นหนึ่งในเครื่องชี้บอกความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานได้ทยอยฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19 จากจุดสูงสุดที่ 2.25% ณ Q3/2564 เหลือเพียง 0.7% ในช่วง 2 เดือนแรกของ Q3/2568 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนโควิด-19 ที่ 1% แล้ว หากเจาะลึกลงไปกลับพบว่า ตลาดแรงงานไทยส่งสัญญาณเปราะบางมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ความท้าทายภายในประเทศมาจากเศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง ภาคการผลิตยังฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพสูง ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งมีแผนปรับลดพนักงานมากขึ้น ส่งผลให้แรงงานต้องออกจากงานปัจจุบัน หรือแรงงานอายุน้อยที่เพิ่งเรียนจบจะหางานทำได้ยากขึ้น สำหรับความท้าทายภายนอกประเทศมาจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าและความขัดแย้งชายแดนที่อาจรุนแรงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้ที่ลดลง จากต้นทุนในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่ค้าสูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันลดลงทั้งตลาดในและต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยผู้ประกอบการอาจลดการจ้างงาน หรือลดชั่วโมงการทำงานของแรงงานเพื่อลดต้นทุนในการดำเนินกิจการ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการกว่า 1 ใน 4 ลดคนในปี 2567 สูงขึ้นมากจากอดีต เทรนด์นี้จะแรงขึ้นอีก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">จากการสำรวจผู้ประกอบการกว่า 702 ราย ของ Jobsdb by seek พบว่า ผู้ประกอบการกว่า 25% ในปี 2567 ลดจำนวนพนักงานลงทั้งพนักงานประจำและสัญญาจ้างชั่วคราว และปรับลดลงในทุกรูปแบบ ทั้งในรูปแบบเลิกจ้าง หรือไม่จ้างงานทดแทนตำแหน่งที่มีพนักงานลาออกไป เพื่อลดต้นทุนและปรับองค์กรให้มีความคล่องตัวพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยตำแหน่งงานที่ลดพนักงานประจำแบบเต็มเวลามากที่สุด ได้แก่ บัญชี ธุรการและทรัพยากรบุคคล บริการลูกค้า งานการผลิต งานขาย/พัฒนาธุรกิจ และไอที<br /></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 1 : ผู้ประกอบการมีแนวโน้มลดการจ้างงานมากขึ้น<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ot/43/hcvkot43ie/Labor-market-111125-1.png" alt="Labor-market-111125-1.png" width="903" height="317" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : รายงานการจ้างงานผลตอบแทนและสวัสดิการประจำปี 2568 (Jobsdb, 2025)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เทรนด์การลดคนของผู้ประกอบการเริ่มชัดเจนขึ้นจากภาคการผลิตที่ฟื้นตัวช้า เศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง อีกทั้ง ความไม่แน่นอนของสงครามการค้าของสหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของธุรกิจในกลุ่มเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางพารา สิ่งทอ อาหารทะเล (กุ้ง) และยานยนต์ และธุรกิจในกลุ่มเสี่ยงปานกลาง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน อาหารสัตว์เลี้ยง ยานยนต์เชิงพาณิชย์ เหล็ก ขนส่ง และโลจิสติกส์</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม และอัตราการว่างงานของแรงงานอายุน้อยเร่งตัวต่อเนื่อง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม ม.33 หรือ ม.38<sup>[1]</sup> สูงขึ้นต่อเนื่องจากต้นปี 2568 อยู่ที่ 2.16% ในช่วง 2 เดือนแรกของ Q3/2568 จากจุดสูงสุดที่ 4.4% ณ Q3/2563 อีกทั้ง อัตราการว่างงานของแรงงานอายุน้อย (อายุ 15-24 ปี) ปรับสูงขึ้นอยู่ที่ 5.9% ใน Q2/2568 สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2566 และอัตราการว่างงานแรงงานอายุน้อยที่เรียนจบปริญญาตรีขึ้นไปสูงขึ้นอยู่ที่ 18.9% เร่งตัวจาก 16.1% ใน Q1/2568 แม้อัตราการว่างงานในภาพรวมของไทยจะทรงตัวในระดับต่ำกว่า 1% นานหลายปี แต่ตัวเลขการว่างงานบางกลุ่มที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางมากขึ้นของตลาดแรงงานไทย แรงงานใหม่จะเริ่มหางานได้ยากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ข้อเท็จจริงนี้สอดคล้องกับงานศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ใน Q4/2567 พบว่า จากประกาศรับสมัครงานออนไลน์ 23 เว็บไซต์ รวม 221,339 ตำแหน่ง มีเพียง 1 ใน 5 ของตำแหน่งงานทั้งหมด หรือราว 22% เป็นตำแหน่งที่ไม่ต้องการประสบการณ์ทำงาน และมากกว่า 63% ต้องการผู้มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 2 : อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม และอัตราการว่างงานแรงงานอายุน้อยเร่งตัวต่อเนื่อง<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/pn/6x/hcvkpn6xgc/Labor-market-111125-2.png" alt="Labor-market-111125-2.png" width="903" height="370" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ, สำนักงานประกันสังคม และ CEIC</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนแรง รายได้ครัวเรือนหดตัวครั้งแรกในช่วงครึ่งแรกของปี 2568</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ลดลง 4.6%YOY จาก 29,502 บาท/เดือนในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 เหลือเพียง 28,151 บาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ประเภทของรายได้ครัวเรือนที่ลดลงมากพบว่า เป็นรายได้จากการทำงาน ซึ่งลดลงถึง 5.7%YOY ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงงานบางส่วนหันไปประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 สัดส่วนแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้น (ในปี 2567 สัดส่วนเพิ่มเป็น 52.8%) นอกจากนี้ ไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ปี 2567 (สัดส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปต่อประชากรสูงขึ้นเป็น 20.8% สูงกว่าเกณฑ์ 20% ตามนิยามของสหประชาชาติ) ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างของตลาดแรงงาน รายได้และค่าใช้จ่ายของแรงงานในระยะข้างหน้า</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>&ldquo;กลยุทธ์ 3 ปรับ&rdquo; ของแรงงานไทย ให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แรงงานไทยจะต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว ทั้งจากปัญหาภายในและปัญหาจากภายนอกให้สามารถรับมือความเสี่ยงข้างหน้าได้ด้วย &ldquo;กลยุทธ์ 3 ปรับ&rdquo; คือ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1) &ldquo;ปรับทักษะ&rdquo; มีมุมมองเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) </strong>มุ่งเรียนรู้ทักษะใหม่ ใช้เทคโนโลยีเป็น (เช่น ดิจิทัล AI) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อมีทักษะใหม่พร้อมใช้ตามความต้องการของตลาดแรงงาน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2) &ldquo;ปรับทัศนคติการเงิน&rdquo; มีความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial resilience) </strong>จัดการบัญชีรายรับรายจ่าย สร้างรายได้หลายทาง มีวินัยการออมและชำระหนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(3) &ldquo;ปรับตัวทันโลก&rdquo; ตามเทรนด์โลกและรูปแบบการทำงานใหม่ (Adaptability) </strong>ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เปิดรับรูปแบบการทำงานและค่านิยมใหม่ จึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน และเปิดใจรับโอกาสใหม่ เพื่อให้อยู่รอดได้ในตลาดแรงงานยุคใหม่</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เผยแพร่ใน Thairath money วันที่ 8 พฤศจิกายน 2025</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><sup>[1]</sup> </strong><span style="font-size: 9pt;">อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม ม.33 หรือ ม.38 คือ สัดส่วนผู้ประกันตน ม.33 หรือ ม.38 ที่ขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานต่อจำนวนผู้ประกันตน ม.33 หรือ ม.38 ทั้งหมด (ม.33 คือ ผู้ประกันตนภาคบังคับ&nbsp;หรือลูกจ้างเอกชนที่ทำงานกับนายจ้างทั่วไป&nbsp;ซึ่งเป็นมาตราหลักของระบบประกันสังคม และ ม.38 เป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกันตน ม.33 สิ้นสภาพลูกจ้าง&nbsp;แต่ยังได้รับความคุ้มครองจากประกันสังคมนาน 6 เดือนนับตั้งแต่วันที่ออกจากงาน&nbsp;ในช่วงนี้จะยังคงได้สิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่น รักษาพยาบาล&nbsp;เงินทดแทนการขาดรายได้จากการเจ็บป่วย)<br /><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Labor-market-111125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><br /><br /></span></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ตลาดแรงงานไทยส่งสัญญาณเปราะบางมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ</description>
					<enclosure length="4091" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/9v/y6/hcvk9vy6pi/Labor-market-111125.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 11 Nov 2025 14:47:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ตลาดที่อยู่อาศัยชลบุรีปี 2025 หดตัว มองไปข้างหน้ายังมีโอกาสฟื้นตัวจากเม็ดเงินลงทุนใน EEC </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9950</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9950</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9950">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในชลบุรีปี 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในชลบุรีในปี 2025 ยังมีแนวโน้มหดตัวสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในภาพรวม ทั้งด้านความต้องการซื้อ และการเปิดโครงการใหม่ โดยหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในชลบุรีในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2025 อยู่ที่ 19,016 หน่วย หดตัว -10%YOY รวมถึงหน่วยขายได้ที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 อยู่ที่ 5,122 หน่วย หดตัว -37%YOY ขณะที่หน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 อยู่ที่ 4,807 หน่วย หดตัว -58%YOY</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ทั้งนี้ตลาดที่อยู่อาศัยในชลบุรียังต้องอาศัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ที่ยังพึ่งพาภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว โดยภาคการผลิตยังมีแนวโน้มเผชิญความท้าทายจากนโยบายการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไปยังสหรัฐฯ ประกอบกับการทะลักเข้ามาแข่งขันของสินค้าจากจีนในไทย ที่ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันในภาคการผลิตสินค้าของไทยลดลง สำหรับภาคการท่องเที่ยวก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับก่อน COVID-19 ได้ อีกทั้ง ยังเผชิญการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ อย่างเข้มข้น ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อเนื่องมายังกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในชลบุรี ทั้งกำลังซื้อเพื่อการลงทุน และกำลังซื้อในพื้นที่ที่เป็นกลุ่ม Real demand โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรม</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สถานการณ์กำลังซื้อที่อยู่อาศัย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในส่วนของกำลังซื้อชาวต่างชาติ ก็พบว่าหน่วยโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมในชลบุรีของชาวต่างชาติในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2025 อยู่ที่ 2,591 หน่วย หดตัว -18%YOY โดยเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ชาวต่างชาติชะลอการซื้อที่อยู่อาศัยในไทยออกไป รวมถึงความไม่แน่นอนด้านการลงทุนก็ยังกระทบต่อการเข้ามาทำงานของ EXPAT ซึ่งเป็นกำลังซื้อชาวต่างชาติที่สำคัญของตลาดที่อยู่อาศัยในชลบุรีด้วยเช่นกัน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สถานการณ์กำลังซื้อที่อยู่อาศัย ทั้งในประเทศและชาวต่างชาติที่ซบเซาดังกล่าว ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยในชลบุรีเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยกลยุทธ์การเปิดโครงการใหม่ของผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยรายใหญ่ในปี 2025 อยู่ในรูปแบบการรับประกันผลตอบแทนจากการลงทุนและการปล่อยเช่า การชูจุดขายด้านทำเล เช่น ใกล้แหล่งงาน ติดชายหาด ความสะดวกในการเดินทางเชื่อมต่อไปยังกรุงเทพฯ ผ่านมอเตอร์เวย์ ไปจนถึงการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์อย่างครบวงจร เช่น โรงแรม, โรงงาน, คลังสินค้า และโลจิสติกส์ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่ม Corporate มากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยรายกลางและเล็กที่เป็น Local developer ก็ปรับรูปแบบจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขาย ไปเป็นให้เช่า โดยเฉพาะในทำเลนิคมอุตสาหกรรม</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC มองว่า ชลบุรียังเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC มองว่า ชลบุรียังเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ สะท้อนได้จากตัวเลขการได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ใน EEC ที่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 อยู่ที่ 4.463 แสนล้านบาท ขยายตัวถึง 109%YOY เมื่อเทียบกับในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 รวมถึงยังเป็นการขยายตัวในอัตราสูงอย่างต่อเนื่องจากในปี 2024 ที่ขยายตัวถึง 50%YOY จึงคาดว่าจะมีเม็ดเงินทยอยลงทุนใน EEC ในระยะข้างหน้า และส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยในชลบุรียังมีโอกาสฟื้นตัวจากการได้รับอานิสงส์จากการลงทุนที่จะทยอยเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในชลบุรียังต้องอาศัยการเร่งรัดการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ใน EEC ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถรองรับการเข้ามาลงทุนที่ได้รับการอนุมัติแล้วในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ให้เข้ามาได้เพิ่มเติม จะหนุนให้เกิดความคึกคักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน EEC ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในชลบุรี ทั้งกำลังซื้อในประเทศ และชาวต่างชาติตามมา</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เผยแพร่ใน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ Smart EEC วันที่ 4 พฤศจิกายน 2025<br /><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Chonburi-Housing-Market-041125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><br /></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในชลบุรี ยังมีแนวโน้มหดตัวสอดคล้องกับตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในภาพรวม ทั้งด้านความต้องการซื้อ และการเปิดโครงการใหม่</description>
					<enclosure length="5681" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ej/lx/hcnzejlxct/shutterstock_1405509287-1.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 04 Nov 2025 17:33:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Unlocking Thailand’s Economic Potential through Regulatory Reform ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย ด้วยการปฏิรูปกฎหมาย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9946</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9946</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9946">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>&ldquo;The role of government is to preserve law and order, to enforce private contracts, to foster competitive markets.&rdquo;</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; padding-left: 660px;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Milton Friedman</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แม้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวกลับมาได้บ้างหลังวิกฤตโควิด-19 &nbsp;แต่การเติบโตยังคงต่ำเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค โดยในช่วงปี 2021&ndash;2024 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.2% สะท้อนว่าเครื่องยนต์เก่าอย่างการท่องเที่ยวและการส่งออกเริ่มขาดแรงส่ง ขณะเดียวกันปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูงและสังคมผู้สูงอายุ ก็ยังคงกดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ สิ่งหนึ่งที่ยิ่งตอกย้ำข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทย คือ ระบบกฎหมายและกฎเกณฑ์ทางธุรกิจที่ซับซ้อนและล้าสมัย ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภาคธุรกิจ เพราะไม่เพียงเพิ่มต้นทุนที่ไม่จำเป็น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และจำกัดความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ หากไทยยังไม่เร่งปฏิรูปกฎเกณฑ์กติกาเหล่านี้ การก้าวสู่การเติบโตที่ยั่งยืนก็อาจยังเป็นความหวังที่ไปไม่ถึง แต่หากสามารถปลดล็อกข้อจำกัดนี้ได้ ก็จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เปิดทางให้ไทยได้ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมนานาประเทศได้อย่างแท้จริง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ไทยแข่งขันได้แย่ลงในเวทีโลก ประสิทธิภาพภาครัฐเป็นตัวฉุดสำคัญ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">รายงานความสามารถในการแข่งขันโลกปี 2025 ของ International Institute for Management Development (IMD) ชี้ว่า อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยปรับลดลง 5 อันดับ มาอยู่ที่ 30 จากทั้งหมด 69 ประเทศทั่วโลก ซึ่งประเมินจากองค์ประกอบด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน ประเด็นน่ากังวลที่สุดสำหรับไทย คือ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ซึ่งอันดับร่วงลงมาอยู่ที่ 32 ถือเป็นอันดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี (รูปที่ 1) ขณะที่ดัชนีย่อยแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่ฉุดรั้งภาครัฐไทยอยู่ ได้แก่ ความโปร่งใสต่ำ (อันดับ 59)การติดสินบนและคอร์รัปชันฝังรากลึก (อันดับ 55) และความสามารถในการปรับนโยบายของภาครัฐที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก (อันดับ 53)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สิ่งเหล่านี้เป็นผลจากความซับซ้อนของกฎหมายและกฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ สร้างต้นทุนแฝงและบั่นทอนบรรยากาศการลงทุน ทำให้ไทยเสียเปรียบเมื่อเทียบกับประเทศที่สามารถปรับปรุงกติกาให้โปร่งใส คล่องตัว และเอื้อต่อการทำธุรกิจได้มากกว่า</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กฎหมายไทยมีจำนวนมาก ซับซ้อน เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">จากข้อมูลของสำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายมากกว่า 100,000 ฉบับซึ่งถือว่ามีจำนวนมากเกินไป แบ่งได้เป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติกว่า 1,400 ฉบับ กฎหมายลำดับรองมากกว่า 100,000 ฉบับ และใบอนุญาตอีกกว่า 7,000 รายการ โดยปัญหาของกฎหมายไทยไม่ได้อยู่ที่จำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่ที่สำคัญคือ กฎหมายจำนวนมากนั้นยังมีความซ้ำซ้อน ล้าสมัย เข้มงวดเกินไป อีกทั้ง กระบวนการและขั้นตอนทางกฎหมายไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายยังขาดเอกภาพ หน่วยงานต่าง ๆ ขาดการบูรณาการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูงในการพิจารณากฎหมายต่อภาคธุรกิจและประชาชน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ผลกระทบที่ตามมาคือ ธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ซับซ้อน เวลาที่เสียไปกับขั้นตอนการขออนุญาตหรือการตีความกฎหมายที่ไม่ชัดเจน รวมถึงการเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันจากความต้องการเร่งรัดกระบวนการ นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการลงทุน เพราะกฎหมายจำนวนมากขาดความเป็นระบบ ปัญหาเหล่านี้ทำให้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐไทยได้พยายามขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมาย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันมากขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การปฏิรูปกฎหมายในไทย&hellip; เริ่มต้นแล้ว แต่ทำไมยังไม่เห็นผล</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการปฏิรูปกฎหมายผ่านแนวคิด Regulatory Guillotine ตั้งแต่ปี 2017 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน ต่อมาได้จัดตั้งคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจช่วงปี 2023&ndash;2025 โดยมีแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการประกอบธุรกิจ, การพัฒนาระบบใบอนุญาตให้ทันสมัย, การอำนวยความสะดวกด้านการนำเข้าส่งออก และการผลักดันบริการรูปแบบใหม่ เช่น One stop service หรือ Super licensing ขณะเดียวกัน TDRI ได้มีการศึกษาโครงการทบทวนกฎหมายใบอนุญาตของทางราชการในปี 2019 จากตัวอย่างกฎหมาย 1,094 กระบวนงาน ผลศึกษาพบว่า สามารถยกเลิกได้ถึง 39% ปรับปรุง 43% คงไว้ 15% และต้องรื้อสร้างใหม่เพียง 4% ซึ่งหากดำเนินการปฏิรูปกฎหมายได้ตามนี้ จะช่วยประหยัดต้นทุนภาคเอกชนกว่า 133,816 ล้านบาทต่อปี หรือราว 0.8% ของ GDP แสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปกฎหมายไม่เพียงช่วยลดภาระของภาคธุรกิจ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี ความพยายามขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมายของไทยที่ผ่านมายังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ อาจมีสาเหตุสำคัญจาก</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การขาดผู้นำทางการเมืองและเจ้าภาพหลักที่มีอำนาจกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง</strong> ทำให้ความพยายามกระจัดกระจายและไม่บูรณาการ </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>หน่วยงานภาครัฐขาดแรงจูงใจในการปฏิรูปกฎหมาย </strong>เนื่องจากหน่วยงานรัฐจำนวนมากยังคงรักษาผลประโยชน์จากอำนาจการอนุมัติและควบคุมกฎเกณฑ์ไว้กับตนเอง </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง</strong> รัฐบาลแต่ละชุดให้ความสำคัญแนวนโยบายแตกต่างกันไป ทำให้ความพยายามปฏิรูปกฎหมายสะดุดลงเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ไทยจะพอเห็นปัญหานี้ แต่ยังขาดกลไกและพลังขับเคลื่อนที่จริงจังมากพอที่จะทำให้การปฏิรูปกฎหมายเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ปฏิรูปกฎหมายไทยอย่างไรให้สำเร็จ ?</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีศึกษาจากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปกฎหมายสามารถทำได้จริง หากมีผู้นำที่มีเป้าหมายชัดเจนและออกแบบกลไกติดตามที่เข้มแข็ง เช่น เกาหลีใต้ ในช่วงหลังวิกฤตปี 1997 ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมรัฐ&ndash;เอกชน และกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการยกเลิกหรือปรับปรุงกฎระเบียบ 50% ภายใน 6 เดือน พร้อมใช้หลักการ Reverse proof ที่ให้หน่วยงานรัฐต้องพิสูจน์ว่ากฎหมายใดจำเป็น หากไม่สามารถอธิบายได้ต้องถูกยกเลิกไป ส่งผลให้สามารถลดกฎระเบียบลงเกือบครึ่งในเวลาอันสั้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ หากพิจารณาคู่แข่งสำคัญทางเศรษฐกิจของไทยอย่างเวียดนาม ได้ประกาศปฏิรูปกฎหมาย Project 30 ในช่วงปี 2007 - 2010 เพื่อลดความซับซ้อนของขั้นตอนการบริหารราชการและกฎระเบียบทางธุรกิจบางส่วนให้ได้ภายใน 3 ปี ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พร้อมเปิดให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการทบทวนกฎหมายและขั้นตอนต่าง ๆ ผลลัพธ์คือ เวียดนามสามารถลดภาระทางกฎหมายได้กว่า 30% และประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชนเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แม้วิธีการปฏิรูปกฎหมายในประเทศเหล่านี้จะแตกต่างกันในรายละเอียด แต่กลับมีจุดร่วมที่ไทยยังไปไม่ถึง นั่นคือ การมีผู้นำที่ตั้งเป้าหมายปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่และมีระยะเวลาชัดเจน กำหนดเจ้าภาพกลางที่มีอำนาจกำกับติดตามความต่อเนื่อง รวมถึงออกระบบติดตามที่โปร่งใส เปิดให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Quick Win ในการปฏิรูปกฎหมายไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การปฏิรูปกฎหมายถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งโดยปกติแล้วต้องอาศัยเวลาและการแก้ไขกฎหมายแม่บทอย่างจริงจัง อย่างไรก็ดี ภาครัฐไทยยังมี Quick Win ที่สามารถลงมือทำได้ทันทีและเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว โดยเริ่มจาก</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ตรงจุด </strong><strong>: </strong><strong>ปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่กระทบต่อการทำธุรกิจโดยตรง</strong> ผ่านการออกมติคณะรัฐมนตรี หรือประกาศของกระทรวง ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอแก้ไขพระราชบัญญัติผ่านสภาที่อาจใช้เวลาเป็นปี วิธีการนี้ช่วยลดภาระและต้นทุนของภาคธุรกิจได้ทันที มีผลโดยตรงต่อการยกระดับ GDP &nbsp;และสร้างแรงหนุนทางเศรษฐกิจในระยะสั้น</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ต่อยอด </strong><strong>: </strong><strong>ภาครัฐสามารถต่อยอดจากสิ่งที่ได้เริ่มต้นไว้แล้ว</strong> เช่น การผลักดันพระราชบัญญัติ Regulatory Impact Assessment (RIA) ให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจังทั้งก่อนและหลังบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้การออกกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ ต้องผ่านการประเมินผลกระทบก่อนเสมอ ลดปัญหากฎหมายซ้ำซ้อนและไม่จำเป็นในอนาคต อีกทั้ง ควรมีการติดตาม พิจารณาปรับปรุงกฎหมายทุก ๆ 3-5 ปีให้มีความทันสมัย ทันการเปลี่ยนแปลงของบริบททางเศรษฐกิจ</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ตั้งคนกลาง </strong><strong>: </strong><strong>การจัดตั้งคณะกรรมการกลาง เพื่อทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมายอย่างเป็นระบบและพร้อมร่วมมือกับภาคเอกชน</strong> ซึ่งอาจถูกจัดตั้งจากรัฐบาลและมีอำนาจโดยตรงในการกำกับดูแลหน่วยงานต่าง ๆ โดยคณะกรรมการกลางนี้มีบทบาทในการรับฟังปัญหาจริงจากภาคเอกชนแบบ end-to-end ไม่ให้ปัญหาตกหล่นหรือถูกโยนความรับผิดชอบไปมา พร้อมกำหนด KPI กลางร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐที่มีเป้าชัดเจนวัดได้ เช่น เป้าหมายการลดขั้นตอนอนุญาตหรือลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ จากนั้นผลักดันให้มีการติดตามผลแบบโปร่งใสผ่าน Public Dashboard เพื่อให้สังคมและภาคธุรกิจตรวจสอบได้ และสุดท้ายต้องมีการประเมินผลและปรับปรุงต่อเนื่อง เพื่อสรุปบทเรียนและดำเนินการต่อได้ถูกทิศทาง</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การเริ่มหา Quick win ปฏิรูปกฎหมายของไทยให้เจอ เปรียบเหมือนเป็น &ldquo;ผลไม้สุกที่อยู่ใกล้มือ&rdquo; ที่ประเทศไทยสามารถเริ่มทำและเก็บเกี่ยวผลได้ทันที ซึ่งต้องอาศัยกุญแจแห่งความสำเร็จผ่านความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการที่มุ่งเป้าหมายเดียวกันคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ โปร่งใส และแข่งขันได้ในเวทีโลก นอกจากภาครัฐจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดให้ภาคธุรกิจได้แล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ว่า ประเทศไทยเอาจริงกับการยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยยกระดับ GDP และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในระยะยาวได้อีกทางหนึ่ง<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/zq/n1/hcg5zqn1sy/pic-Regulatory-Guillotine.jpg" alt="pic-Regulatory-Guillotine.jpg" width="800" height="466" /><br /></span><span style="color: #000000;"><strong><br />________<br /></strong>เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนตุลาคม 2025<strong><br /></strong></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>สิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทย คือ ระบบกฎหมายและกฎเกณฑ์ทางธุรกิจที่ซับซ้อนและล้าสมัย ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภาคธุรกิจ</description>
					<enclosure length="5145" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/s3/79/hcg5s379ag/Regulatory-Guillotine.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 28 Oct 2025 15:10:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>