<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1541787797685" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS Outlook:Thai Economy</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For Outlook:Thai Economy</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:32:20 +0700</pubDate><ttl>20</ttl>
				<item>
					<title>การติดตามผลกระทบ การระบาดรอบใหม่</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7463</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7463</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7463">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2021&nbsp;<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7434"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jx/mc/fwuajxmccy/35.jpg" alt="35.jpg" width="2183" height="1455" /><br /><br />EIC ได้ทำการติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบของการระบาดรอบใหม่ที่เกิดขึ้นในไทย โดยพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจแบบปกติ (traditional data) และ High frequency data แสดงได้ตามรูปที่ 10, 11 และ 12</p>
<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ht/zb/fwuahtzbbd/32.jpg" alt="32.jpg" width="1904" height="1248" /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hj/ok/fwuahjokzz/33.jpg" alt="33.jpg" width="1892" height="1262" /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hd/ja/fwuahdjajg/34.jpg" alt="34.jpg" width="1927" height="1256" /><br /><br />จากข้อมูลที่แสดงจะเห็นได้ว่า กิจกรรมเศรษฐกิจที่วัดจากการเคลื่อนไหว (Google mobility และ Facebook Movement Range) แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการเคลื่อนไหวปรับลดลงตั้งแต่มีการระบาดระลอกใหม่เป็นต้นมา โดยเฉพาะในส่วนของการเดินทาง (transit stations) และหากพิจารณาเชิงพื้นที่ ก็พบว่าพื้นที่ที่โดนควบคุมเข้มงวดหรือพื้นที่สีแดงและแดงเข้ม มีการหดตัวของการเคลื่อนไหวมากกว่าพื้นที่ในเขตอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังพบว่ากิจกรรมเศรษฐกิจที่มีลักษณะ face-to-face ปรับลดลงชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น<br />จำนวนผู้โดยสารที่เดินทางด้วยเที่ยวบินในประเทศที่ปรับลดลงอย่างมาก รวมถึงคำค้นหาใน Google ที่ปรับลดลงในหมวดของร้านอาหาร โรงแรม นิทรรศการ และโรงภาพยนตร์ ขณะที่การค้นหา online platform ก็กลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ในช่วงที่ประชาชนยังกังวลในการใช้ชีวิตตามที่สาธารณะ ได้แก่ บริการส่งอาหาร การค้าขายออนไลน์ การประชุมออนไลน์ และบริการชมภาพยนตร์ออนไลน์<br /><br />ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตว่าผลกระทบของการระบาดรอบใหม่ที่แสดงในทุกข้อมูลมีน้อยกว่าการระบาดในรอบแรก เนื่องจากมาตรการควบคุมการระบาดมีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากขึ้น (Targeted lockdown) ส่วนภาคธุรกิจก็มีการเตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว จึงทำให้การทำงานไม่สะดุดมากนัก รวมถึง E-commerce และ Delivery ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ก็ได้ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเว้นระยะห่างได้พอสมควร <strong>นอกจากนี้ ยังสังเกตได้ว่าผลกระทบได้ผ่านจุดต่ำสุดของรอบนี้ไปแล้ว (bottomed out) ซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกับที่ EIC เคยประเมินไว้ว่าผลกระทบของการระบาดรอบใหม่จะมีระยะเวลาประมาณ 2 เดือน</strong>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>EIC ได้ทำการติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบของการระบาดรอบใหม่ที่เกิดขึ้นในไทย โดยพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจแบบปกติ (traditional data) และ High frequency data</description>
					<enclosure length="6151" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/jr/nb/fwuajrnbm2/35.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 18 Mar 2021 11:54:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>สถานการณ์การขาดแคลน ตู้คอนเทนเนอร์และผลกระทบ ต่อการส่งออกไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7462</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7462</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7462">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2021&nbsp;<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7434"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/1d/70/fwu81d70bj/31.jpg" alt="31.jpg" width="2644" height="1442" /></p>
<br />โดยจากข้อมูลล่าสุดพบว่าการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ของแต่ละท่าเรือหลักมีแนวโน้มผ่อนคลายลง (รูปที่ 8) สะท้อนจาก container availability index ซึ่งเป็นดัชนีแสดงถึงสถานการณ์การขาดหรือเกินของตู้คอนเทนเนอร์ในแต่ละท่าเรือ บ่งชี้ว่าจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือสำคัญต่าง ๆ ของจีน สหรัฐฯ และยุโรป ในช่วงปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้า โดยส่วนหนึ่งเกิดจากอานิสงส์ในช่วงตรุษจีนซึ่งบริษัทจีนได้ปิดทำการเป็นระยะเวลาประมาณสองอาทิตย์ โดยสายเรือต่าง ๆ ใช้เวลาในช่วงนี้ในการนำตู้คอนเทนเนอร์กลับเอเชีย (Container Repositioning) และจัดตารางเดินเรือให้เข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง อย่างไรก็ดี คาดว่าการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์จะกลับมาอีกครั้งหลังช่วงตรุษจีน เนื่องจากเป็นช่วงที่บริษัทในหลายประเทศโดยเฉพาะจีนกลับมาดำเนินการอีกครั้ง ทั้งนี้คาดว่าปัญหาดังกล่าวจะมีผลต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปีเป็นอย่างน้อย ก่อนจะค่อย ๆ คลี่คลาย<br /><br /><span style="color: #000000;"><strong>ในส่วนของอัตราค่าระวางเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ (freight) ที่สูงเป็นประวัติการณ์ คาดว่าจะคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอย่างน้อยในช่วงครึ่งแรกของปี 2021</strong> </span>เนื่องจากสาเหตุสำคัญ คือ 1) ความต้องการส่งออกระหว่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อบริษัทจีนเริ่มเปิดทำการหลังจากปิดในช่วงตรุษจีน โดยเฉพาะจากสินค้าที่ใช้<br />ในการ work from home และการเติมสินค้า (restocking) จากผู้ค้าปลีกในสหรัฐฯ โดย Maersk และ Hapag Lloyd เห็นตรงกันว่าสถานการณ์ด้านอัตราค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูงจะไม่เข้าสู่ภาวะปกติในช่วงไตรมาสแรกของปี และมีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปถึงไตรมาสที่สอง และ 2) การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ยังมีอยู่ ทำให้การดำเนินการที่ท่าเรือล่าช้าและปัญหาความแออัดที่ท่าเรือ (Port congestion) ยังมีสูง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งมีเรือคอนเทนเนอร์รอเข้าเทียบท่าอยู่จำนวนมาก โดยข้อมูลจาก Marine Exchange of Southern California ณ วันที่ 8 มีนาคม2021 มีจำนวนเรือที่ท่าเรือLos Angeles และ Long Beach ถึง 101 ลำ<br /><br />ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกและตัวแทนผู้ขนส่งสินค้า (freight forwarder) ของไทยทั้งด้านความยากในการหาตู้คอนเทนเนอร์และต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยล่าสุดอัตราค่าระวางเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ในเส้นทางไทย-สหรัฐฯ และไทย-ยุโรป ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง สินค้าส่งออกสำคัญของไทยซึ่งขนส่ง<br />ผ่านตู้คอนเทนเนอร์เป็นหลักที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมาก ประกอบด้วย ชิ้นส่วนยานยนต์ (21.3%)1 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (16.9%) อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน (8.5%) ผลิตภัณฑ์พลาสติก (9%) ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์และปลา (3.6%) และข้าว (2.1%) โดยสมาคมผู้ส่งออกทูน่าของไทยได้ระบุว่าได้รับผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ แม้จะมีอุปสงค์สินค้าประเภทอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถส่งออกสินค้าไปได้ทั้งหมด และยังต้องแข่งขันกับจีนและเวียดนามในการจัดหาตู้คอนเทนเนอร์อีกด้วย อย่างไรก็ดี ยังมีสินค้าส่งออกสำคัญของไทยบางประเภทที่ไม่ได้รับผลกระทบมากเนื่องจากไม่ได้ขนส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์ อาทิ เรือขนส่งสินค้าเทกอง (สำหรับขนส่งสินค้าที่เทรวมกันได้ เช่น ปุ๋ย น้ำตาล ถ่านหิน และธัญพืช) เรือน้ำมัน และเรือ roll-on/roll-off สำหรับขนส่งรถยนต์และรถบรรทุก เป็นต้น<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/zt/dj/fwu7ztdj3g/30.jpg" alt="30.jpg" width="1918" height="1344" />
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเริ่มมีตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2020 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน </description>
					<enclosure length="5258" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/18/15/fwu818156m/31.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 18 Mar 2021 11:54:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2021</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7461</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7461</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7461">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2021&nbsp;<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7434"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<br />
<div><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sv/r0/fwu7svr0hl/29.jpg" alt="29.jpg" width="2672" height="2004" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong><span style="font-size: 14pt;">เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามการท่องเที่ยวและกำลังซื้อของประชาชนที่ยังฟื้นตัวช้าแต่จะได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคส่งออกและการใช้จ่ายภาครัฐ</span><br /><br /><br /></strong><strong>เศรษฐกิจไทยปี 2020 ได้รับผลกระทบหนักจากการระบาดของ COVID-19 โดยหดตัวที่ -6.1% ต่ำสุดในรอบ 22 ปี</strong></span> นับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งที่หดตัวมากที่สุดเมื่อปี 1998 ซึ่งการระบาดทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นมา นอกจากนี้ มาตรการปิดเมืองของหลายประเทศทั่วโลกก็ยังทำให้เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะงักงันและเกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (supply chain disruption) การส่งออกของไทยจึงได้รับผลกระทบตามไปด้วยโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 ในส่วนของมาตรการปิดเมืองของไทยในช่วงไตรมาส 2 ทำให้ธุรกิจหลายประเภทโดยเฉพาะในภาคบริการต้องปิดกิจการชั่วคราว ตลอดจนความกังวลของประชาชนได้ส่งผลให้การอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนปรับลดลง ด้วยเหตุนี้ GDP ไทยในช่วงไตรมาส 2 จึงหดตัวมากถึง 12.1% อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด นำโดยการท่องเที่ยวในประเทศและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ<br /><br /></div>
<div><span style="font-size: 11pt;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/8b/0i/fwu78b0ipl/15.jpg" alt="15.jpg" width="2081" height="1825" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;">ในส่วนของปี 2021 EIC คาดเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว</span></strong> ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญมาจากภาคท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจะขึ้นอยู่กับการฉีดวัคซีนและการได้รับภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) เป็นสำคัญซึ่งจากข้อมูลล่าสุดคาดว่า<strong>กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะสามารถสร้างภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ได้ (ประมาณ 60-70% ของประชากรได้รับวัคซีนป้องกันโรค COVID-19) ในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ของปี 2021</strong> จากการทำข้อตกลงซื้อวัคซีนล่วงหน้ากับหลายบริษัท รวมถึงความพร้อมด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งวัคซีน อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวไทยไม่มากนัก และบางประเทศก็กำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องวัคซีนเช่นกัน อาทิ สหภาพยุโรปกำลังประสบปัญหาความล่าช้าในการส่งมอบวัคซีนจากบริษัทผู้ผลิต เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่เริ่มฉีดวัคซีนได้ช้ากว่าประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ เนื่องจากต้องรอการอนุมัติจากหน่วยงานควบคุมภายในประเทศ <strong>ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะทยอยสร้างภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2021 เป็นต้นไป</strong> เนื่องจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่มีงบประมาณที่จำกัดกว่า จึงทำให้ไม่สามารถกว้านซื้อวัคซีนล่วงหน้าได้แบบกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และมีบางประเทศต้องพึ่งพาวัคซีนจาก COVAX หรือวัคซีนจากจีนและรัสเซีย โดย EIC คาดว่าจีนจะมีภาวะภูมิคุ้มกันหมู่และอนุญาตให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศได้อีกครั้งภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 โดยจีนยังฉีดวัคซีนให้ประชาชนของตนได้ล่าช้ากว่าแผน เนื่องจากนโยบายที่เน้นการผลิตวัคซีนเพื่อส่งมอบให้กับประเทศอื่น ๆ ก่อนในช่วงแรก รวมถึงมีความจำเป็นในการเร่งฉีดวัคซีนในประเทศค่อนข้างต่ำเนื่องจากจีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่กลุ่มประเทศ CLMV และฟิลิปปินส์มีแนวโน้ม<br />จะสร้างภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ได้สำเร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2022 เป็นต้นไป (รูปที่ 2)<br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7249"><br /></a><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d4/qj/fwu7d4qjvv/16.jpg" alt="16.jpg" width="2063" height="1833" /></span><span style="font-size: 11pt;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7249"><span style="color: #000000;"><br /></span></a><span style="color: #4b2885;"><strong>ในส่วนของการฉีดวัคซีนของไทยได้มีการเริ่มฉีดในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2021 แต่จะมีการฉีดอย่างแพร่หลายในช่วงครึ่งหลังของปีเป็นต้นไป</strong> </span>โดยวัคซีนในรอบแรกจะมาจากบริษัท Sinovac และ AstraZeneca ซึ่งไทยเริ่มนำเข้าครั้งแรกในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2021 โดยจะเริ่มฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค บุคคลที่มีโรคประจำตัวและผู้สูงอายุใน 9 จังหวัดในโซนพื้นที่ควบคุมตามนิยามของศูนย์บริหารสถานการณ์โรคโควิด-19 (ศบค.) และ 4 จังหวัดท่องเที่ยวก่อน จากนั้นจึงจะเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนเป็นวงกว้างทั่วประเทศได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2021 เป็นต้นไปหลังจากที่องค์การอาหารและยา (อย.) รับรองมาตรฐานการผลิตวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัท AstraZeneca ให้แก่บริษัท สยาม ไบโอไซเอนซ์ จำกัดแล้ว โดย EIC คาดว่าไทยจะฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ให้ประชากรในประเทศได้ราวครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดภายในสิ้นปี 2021 และจะมีภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2022 ตามแผนการฉีดวัคซีนของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความเร็วในการกระจายและฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรทั่วประเทศถือเป็นความท้าทายที่สำคัญของไทย ซึ่งจะมีนัยต่อนโยบายการเปิดประเทศ การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่อไป (รูปที่ 3)<br /><br /></span></div>
<div><span style="font-size: 11pt;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ex/2b/fwu7ex2b04/17.jpg" alt="17.jpg" width="2082" height="1864" /><br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>จากแนวโน้มและพัฒนาการการฉีดวัคซีนของหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย ทำให้ประเมินว่าภาคท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า</strong></span> โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเพียง 3.7 ล้านคน ซึ่งประเทศไทย มีแนวโน้มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป แต่จะเปิดรับเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ครบโดสแล้วและมีผลตรวจเชื้อ COVID-19 เป็นลบก่อนการเดินทางเพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวต่างชาตินำเชื้อ COVID-19 มาแพร่ระบาดในไทย เนื่องจากในปัจจุบันทั่วโลกยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะบ่งชี้ว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วจะยังเป็นพาหะของโรคได้อยู่หรือไม่ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีความเสี่ยงที่จะถูกกักตัวเมื่อเดินทางกลับประเทศของตนหากนำเชื้อจากไทยกลับไป หากประเทศดังกล่าวยังไม่มีสภาวะ herd immunity หรือเพื่อป้องกันการกลายพันธุ์ของไวรัส SARS-CoV-2 ในอนาคต จึงอาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวยังไม่คึกคักนัก ในช่วงแรก โดยคาดว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้าไทยเร่งขึ้นในช่วงไตรมาส 4 เป็นต้นไป เนื่องจากหลายประเทศที่เป็นแหล่งนักท่องเที่ยวสำคัญของไทยมีแนวโน้มได้รับ Herd immunity ในช่วงนี้ ขณะที่ไทยเองก็มีความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนมากขึ้น ทำให้ลดความกังวลด้านการระบาดได้มากขึ้น<br /><br /></span></div>
<div><span style="font-size: 11pt;"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ga/zh/fwu7gazhol/18.jpg" alt="18.jpg" width="2077" height="1624" /><br /><br /><br />ทั้งนี้การกลายพันธุ์ของไวรัส SARS-CoV-2 ที่ก่อให้เกิดโรค COVID-19 ถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะไวรัสสายพันธุ์ที่ถูกตรวจพบในแอฟริกาใต้และบราซิล ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามีความต้านทานต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น ส่งผลให้วัคซีนต้านโรค COVID-19 หลายขนานมีประสิทธิภาพลดลง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน บริษัทผู้ผลิตวัคซีนหลายรายกำลังพัฒนาวัคซีนของตนให้สามารถยับยั้งการติดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดข้างต้น เช่น บริษัท Moderna ที่กำลังจะเริ่มการทดสอบทางคลินิกระยะสั้นสำหรับวัคซีนฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (booster dose) เป็นต้น<br /><br /></span></div>
<div><span style="font-size: 11pt;"><span style="color: #4b2885;"><strong>ในส่วนของการส่งออกสินค้า มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องหลังจากหดตัวมากในช่วงไตรมาส 2 ปี 2020</strong> </span>(รูปที่ 5) โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ในปีที่ผ่านมาคือสินค้าที่ได้รับอานิสงส์จากการอยู่และทำงานที่บ้าน (work from home) และสุขอนามัย ได้แก่ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ (2.3%) เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (2.5%) ถุงมือยาง (94.9%) และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (3.4%) ขณะที่สินค้าที่มีการหดตัวมาก คือสินค้าคงทนและสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ (-22.2%) สิ่งทอ (-16.8%) และอัญมณีและเครื่องประดับที่ไม่รวมทอง (-39.9%)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hf/lc/fwu7hflcqs/19.jpg" alt="19.jpg" width="2111" height="1735" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>การส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวดีกว่าที่เคยคาด ทำให้ EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าส่งออกในปี 2021 เป็น 6.4% จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 4.0%</strong></span> โดยจากรูปที่ 6 จะเห็นได้ว่ามูลค่าส่งออกของไทยมีการฟื้นตัวเทียบเท่ากับในช่วงก่อนเกิด COVID-19 แล้ว นับเป็นการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่เคยคาดไว้ นอกจากนี้ หากพิจารณาตัวเลขนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ (หักทองคำ) และสินค้าวัตถุดิบสำคัญอื่น ๆ ก็พบว่ามีการฟื้นตัวเทียบเท่ากับในช่วงก่อนเกิด COVID-19 แล้วเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ หากพิจารณาการส่งออกของหลายประเทศทั่วโลก (รูปที่ 7) ก็จะเห็นว่ามีการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดย Manufacturing PMI : New orders ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่อาจมีการลดลงหรือชะลอลงบ้างในช่วงเดือนมกราคม 2021 จากการระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าคาด จากการเร่งฉีดวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ EIC ประเมินว่าการส่งออกจะขยายตัวดีกว่าคาดที่ 6.4% ในปี 2021<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ie/z8/fwu7iez87k/20.jpg" alt="20.jpg" width="2098" height="1389" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/iv/nx/fwu7ivnx2v/21.jpg" alt="21.jpg" width="2089" height="1479" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/l8/og/fwu7l8og9t/22.jpg" alt="22.jpg" width="1572" height="1048" /><br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของการส่งออกไทยในปีนี้ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา ซึ่งความเสี่ยงหลักต่อการส่งออกประกอบด้วย</strong> </span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>1) ปัญหาการขาดแคลนตู้สินค้าคอนเทนเนอร์</strong> </span>ซึ่งกระทบต่อผู้ส่งออกสินค้าไทยทั้งด้านต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นและระยะเวลาในการจัดหาตู้คอนเทนเนอร์เพื่อส่งออกที่นานขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 1-2 ของปี 2021 (อ่านเพิ่มเติมใน Box : การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และผลกระทบต่อการส่งออกไทย หน้าที่ 59) <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>2) ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของเมียนมา</strong> </span>นอกจากการกลับมาระบาดของ COVID-19 ทั้งในฝั่งของไทยและเมียนมาที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ สถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยไปเมียนมาผ่าน 2 สาเหตุหลัก คือ 1) อุปสงค์สินค้าจากเมียนมาที่อาจซบเซาเนื่องจากมีการประท้วงภายในประเทศ และธุรกิจหลายแห่งไม่สามารถทำการได้ และ 2) การค้าขายชายแดนที่อาจหดตัวเนื่องจากไม่สามารถขนส่งสินค้าไปยังเมียนมาได้ ทั้งจากการปิดด่านและแรงงานที่ด่านไม่เพียงพอ โดยในเดือนมกราคม 2021 ด่านการค้าชายแดนไทย-เมียนมาเปิดเพียง 3 ด่านจากทั้งหมด 21 ด่าน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยในระดับหนึ่ง เนื่องจากมูลค่าการส่งออกไปเมียนมาคิดเป็นสัดส่วน 1.6% ต่อการส่งออกรวมในปี 2020<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>3) เงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่ค้าและคู่แข่ง</strong> </span>โดยจะส่งผลโดยตรงต่อกำไรของผู้ส่งออก โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่มีการใช้วัตถุดิบในประเทศ (local content) มาก (เช่น ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร เป็นต้น) เนื่องจากไม่ได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทผ่านต้นทุนที่ลดลงของวัตถุดิบนำเข้า<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านเศรษฐกิจในประเทศ การระบาดรอบใหม่ทำให้การฟื้นตัวเกิดการสะดุดในระยะสั้น</strong> </span>โดยการระบาดรอบใหม่ของไทยมีความรุนแรงมากกว่าการระบาดรอบแรกในปีก่อนหน้า สะท้อนจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่สูงกว่าทั้งแบบรายวันและแบบสะสม แต่มาตรการควบคุมการระบาดกลับมีความเข้มงวดน้อยกว่าทั้งในเชิงพื้นที่และความเข้มงวดที่บังคับใช้กับภาคธุรกิจ สะท้อนจากดัชนีความเข้มงวดของมาตรการภาครัฐที่มีค่าความเข้มงวดน้อยกว่าการระบาดรอบแรกของในช่วงปีก่อนอย่างชัดเจน ซึ่งในส่วนของมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐได้มีการแบ่งความเข้มงวดตามโซนพื้นที่ ต่างจากมาตรการในปีก่อนที่จัดทำเป็นมาตรการเดียวที่ใช้กับทั้งประเทศ โดยเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 และมีการผ่อนคลายมาตรการตามมาในช่วงวันที่ 1 และ 23 กุมภาพันธ์ 2021 รายละเอียดตามรูปที่ 9 ทั้งนี้ในส่วนของผลกระทบของการระบาดรอบใหม่ต่อเศรษฐกิจ พบว่าการระบาดรอบใหม่ได้ส่งผลกระทบต่อหลายกิจกรรมเศรษฐกิจ แต่จะเห็นได้ว่าผลกระทบในรอบนี้มีน้อยกว่าการระบาดในรอบแรก และเริ่มฟื้นตัวแล้ว(bottomed out) (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Box : การติดตามผลกระทบการระบาดรอบใหม่ หน้าที่ 63)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/lt/1w/fwu7lt1wi9/23.jpg" alt="23.jpg" width="2059" height="2817" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>แม้การระบาดรอบใหม่จะมีผลกระทบไม่มากเท่ากับครั้งก่อน แต่จะซ้ำเติมรายได้ของประชาชนผ่านแผลเป็นเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนในระยะข้างหน้า</strong> </span>โดยหากพิจารณาการเปิดปิดกิจการ (รูปที่ 13) ก็พบว่าสถานการณ์ค่อนข้างมีความน่าเป็นห่วงอยู่แล้ว และเมื่อประสบกับการระบาดรอบใหม่ก็อาจทำให้สถานการณ์ปรับแย่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจประเภท face-to-face เช่น โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และบริการอื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาวะการจ้างงานที่อาจปรับแย่ลงเช่นกัน โดยจากภาวะตลาดแรงงานล่าสุดได้บ่งชี้ว่า รายได้ของประชาชนอยู่ในภาวะซบเซา 1) สะท้อนจากชั่วโมงการทำงานของผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่อง 2) สัดส่วนผู้ที่ทำงานต่ำระดับ (น้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) ปรับเพิ่มขึ้น และ 3) แรงงานย้ายไปสู่การประกอบอาชีพอิสระเพิ่มขึ้น ขณะที่นายจ้างและลูกจ้างลดลง ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ว่าแรงงานไทยมีรายได้และรายรับที่สม่ำเสมอลดลง (รูปที่ 14) ทั้งนี้จากผลของแผลเป็นทางเศรษฐกิจ (scarring effects) ด้านการปิดกิจการและภาวะการจ้างงานที่ยังซบเซาดังกล่าว จึงยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของประชาชนในระยะต่อไป <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/mx/6z/fwu7mx6zn6/24.jpg" alt="24.jpg" width="2076" height="1477" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ne/xx/fwu7nexx4e/25.jpg" alt="25.jpg" width="2073" height="1391" /><br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ทั้งนี้ภาครัฐจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยปีนี้</strong> </span>ผ่านการใช้จ่ายของภาครัฐทั้งในส่วนของงบประมาณ และเม็ดเงินจาก พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท โดยในส่วนของการเบิกจ่ายในงบประมาณ EIC คาดว่าภาครัฐจะมีการลงทุนด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นถึง 9.4%YOY ในปี 2021 โดยเป็นการขยายตัวทั้งในส่วนของการก่อสร้างทั่วไปตามงบประมาณที่เพิ่มขึ้นมาก และการก่อสร้างในส่วนของเมกะโปรเจกต์ที่มีโครงการสำคัญ เช่น เมืองการบินอู่ตะเภา รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก และรถไฟทางคู่ เป็นต้น (รูปที่ 15) นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีเม็ดเงินที่สามารถพยุงเศรษฐกิจได้เพิ่มเติมอีกราว 3.9 แสนล้านบาท (รูปที่ 16) ซึ่งมีที่มาจาก 2.5 แสนล้านบาทที่เหลือภายใต้ พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท (ในช่วงต้นปี 2021 มีเม็ดเงินคงเหลือในส่วนของ พรก. <br />กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทราว 5 แสนล้านบาท แต่ล่าสุดภาครัฐได้ออกโครงการช่วยเหลือขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการเราชนะ และ ม. 33 เรารักกัน ซึ่งมีวงเงิน<br />ช่วยเหลือกว่า 2.5 แสนล้านบาท ครอบคลุมผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือกว่า 40 ล้านคน จึงทำให้เหลือเงินอีกราว 2.5 แสนล้านบาท) และจากงบกลางอีกราว 1.4 แสนล้านบาท (งบกลางเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 4 หมื่นล้านบาท และงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉิน 9.9 หมื่นล้านบาท) ทั้งนี้ EIC คาดว่าภาครัฐมีแนวโน้มที่จะออกมาตรการเพิ่มเติมในระยะต่อไป ซึ่งมาตรการอาจเป็นในลักษณะการลงทุนหรือการเตรียมความพร้อมเพื่อ<br />ส่งเสริมการฟื้นตัวเศรษฐกิจ <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/p7/lv/fwu7p7lveu/26.jpg" alt="26.jpg" width="2076" height="1434" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/pf/eu/fwu7pfeuut/27.jpg" alt="27.jpg" width="2075" height="1332" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านการลงทุนภาคเอกชน EIC คาดว่ามีแนวโน้มฟื้นตัว แต่เป็นการขยายตัวในระดับไม่สูงมาก เนื่องจากยังมีหลายปัจจัยกดดัน</strong></span> (รูปที่ 17) โดยในภาพรวม เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ประกอบกับหลายความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ เช่น การปิดกิจการที่อาจเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงที่ COVID-19 อาจกลับมาระบาด และความเสี่ยงด้านความไม่สงบทางการเมือง เป็นต้น ทำให้คาดว่านักลงทุนจะยังไม่เชื่อมั่นมากนัก การฟื้นตัวของการลงทุนจึงมีแนวโน้มจำกัด โดยหากพิจารณาลงรายละเอียด พบว่าการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรของภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวตามการส่งออก แต่การลงทุนด้านการก่อสร้างยังมีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง สะท้อนจากพื้นที่อนุญาตก่อสร้างในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2020 ที่หดตัวเกือบทุกประเภท ซึ่งมีนัยว่าการก่อสร้างในช่วงต่อมาหรือในช่วงปี 2021 มีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/r4/np/fwu7r4npuv/28.jpg" alt="28.jpg" width="2097" height="1320" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2021 ประกอบไปด้วย</strong> </span>1) การระบาดของ COVID-19 ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้งทั้งในไทยและต่างประเทศ ตราบใดที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันหมู่ 2) การฉีดวัคซีนในไทยที่อาจล่าช้ากว่าแผน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว 3) ภาระหนี้เสียที่อาจสูงกว่าคาดซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพภาคการเงิน 4) ภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ 5) ความไม่สงบทางการเมืองที่อาจกลับมาอีกครั้ง ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นโดยเฉพาะด้านการลงทุน และ 6) ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลกที่อาจปะทุขึ้นจากความขัดแย้งและการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อีกทั้ง ยังมีความขัดแย้งระหว่างจีนกับอินเดียและออสเตรเลียที่ต้องจับตามอง <br /><br /></span></div>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามการท่องเที่ยวและกำลังซื้อของประชาชนที่ยังฟื้นตัวช้าแต่จะได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคส่งออก</description>
					<enclosure length="12240" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/so/c7/fwu7soc7cj/29.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 18 Mar 2021 11:46:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2021  ณ ไตรมาส 1/2021</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7460</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7460</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7460">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2021&nbsp;<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7434"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/4e/0m/fwu74e0me8/14.jpg" alt="14.jpg" width="2450" height="1634" /><br /><br /></span><span style="font-size: 11pt; color: #4b2885;">EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2021 เป็นขยายตัวที่ 2.6% จากเดิมคาดไว้ที่ 2.2% ตามการส่งออกที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด ประกอบกับเม็ดเงินจากภาครัฐที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมยังมีข้อจำกัดจากภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้าและผลของ</span><br /><span style="font-size: 11pt; color: #4b2885;">แผลเป็นเศรษฐกิจ</span><br /><br /></strong></p>
<p><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ภาคท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า แม้จะเริ่มมีการฉีดวัคซีนในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเพียง 3.7 ล้านคน</strong> </span>ซึ่งการฟื้นตัวที่ชัดเจนของภาคท่องเที่ยวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อหลายประเทศมีภาวะภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว (Herd immunity) จากข้อมูลล่าสุด EIC ประเมินว่าประเทศพัฒนาแล้ว จะมีโอกาสได้ภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ก่อนประเทศกำลังพัฒนา เพราะมีการจองซื้อวัคซีนล่วงหน้าในปริมาณมากประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่พร้อมกว่าในการฉีดวัคซีนให้ประชากร อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีโอกาสได้รับภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ที่เร็วกว่ากลับไม่ใช่กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย จึงทำให้การท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นช้า โดยคาดว่าจะฟื้นตัวชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทยจะทยอยมีภาวะภูมิคุ้มกันหมู่<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านการส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าคาด</strong> </span>โดยจากข้อมูลการส่งออกของหลายประเทศในช่วงหลัง พบว่ามีการฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวที่ชัดเจนของเศรษฐกิจโลก ด้านการส่งออกของไทย พบว่ามูลค่าส่งออกในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมมีระดับเทียบเท่ากับในช่วงก่อนเกิด COVID-19 แล้ว ซึ่งนับเป็นการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่เคยคาดไว้ ขณะที่ในระยะต่อไป คาดว่าการส่งออกมีแนวโน้มปรับดีขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวจากการเร่งฉีดวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศ ดังนั้น จึงทำให้ EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าส่งออกของไทยในปี 2021 เป็นขยายตัวที่ 6.4% จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 4.0%<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านเศรษฐกิจในประเทศ พบว่าการระบาดรอบใหม่ทำให้การฟื้นตัวสะดุดในระยะสั้น และก็จะมีผลซ้ำเติมแผลเป็นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นข้อจำกัดหลักของการฟื้นตัวในระยะข้างหน้า</strong> </span>โดยจากการติดตามข้อมูลเศรษฐกิจ พบว่าการระบาดรอบใหม่มีผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม อย่างไรก็ดี ผลกระทบกลับมีน้อยกว่าการระบาดรอบแรกในช่วงปีก่อนหน้า เพราะมาตรการควบคุมโรคมีลักษณะเฉพาะเจาะจง (targeted) มากขึ้น รวมถึงภาคธุรกิจมีการปรับตัวเพื่อรองรับการระบาด นอกจากนี้ ยังพบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว (bottomed out) ซึ่งสอดคล้องกับที่ EIC เคยคาดไว้ว่า ผลกระทบของการระบาดรอบใหม่จะมีประมาณ 2 เดือน ทั้งนี้แม้ผลกระทบเศรษฐกิจจะมีไม่มากเท่ากับรอบก่อน แต่ก็นับเป็นการซ้ำเติมแผลเป็นทางเศรษฐกิจของไทย กล่าวคือ กิจการบางประเภทที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดรอบใหม่อาจประสบปัญหาด้านสภาพคล่องซ้ำเติมจนอาจทำให้ต้องปิดกิจการ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาวะการจ้างงานที่ซบเซาอยู่แล้ว โดยจากข้อมูลสะท้อนว่าชั่วโมงการทำงานรวมของแรงงานไทยลดลง สัดส่วนผู้ทำงานต่ำระดับ (ต่ำกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) เพิ่มขึ้น และจำนวนคนทำงานอิสระเพิ่มขึ้น (มีระดับและความมั่นคงด้านรายได้ลดลง) ซึ่งประเด็นดังกล่าวบ่งชี้ว่า แรงงานไทยกำลังมีรายได้ลดลง ทำให้กำลังซื้อหายไปมาก จึงสร้างข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวในระยะถัดไป<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เม็ดเงินจากภาครัฐจะเป็นปัจจัยหลักสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย</strong></span> ผ่านการใช้จ่ายทั้งในส่วนของงบประมาณ และเม็ดเงินจาก พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท โดยในส่วนของการเบิกจ่ายในงบประมาณ EIC คาดว่าภาครัฐจะมีการลงทุนด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นถึง 9.4%YOY ในปี 2021 จากการก่อสร้างทั่วไปตามงบประมาณและโครงการเมกะโปรเจกต์เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีการช่วยเหลือเศรษฐกิจเพิ่มเติมผ่านการให้เงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมาตรการล่าสุด ได้แก่ โครงการเราชนะ และ ม. 33 เรารักกัน ซึ่งมีวงเงินช่วยเหลือกว่า 2.5 แสนล้านบาท ครอบคลุมผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือกว่า 40 ล้านคน นับเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่จะที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ ขณะที่ในระยะต่อไป EIC คาดว่าภาครัฐจะมีมาตรการเพิ่มเติมซึ่งอาจเน้นด้านการลงทุนหรือการเตรียมความพร้อมเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยภาครัฐยังมีเม็ดเงินที่จะพยุงเศรษฐกิจได้เพิ่มเติมอีกราว 3.9 แสนล้านบาท ซึ่งมีที่มาจากเงินส่วนที่เหลือมูลค่า 2.5 แสนล้านบาท ของพรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และจากงบกลางอีกราว 1.4 แสนล้านบาท<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย</strong></span> ประกอบไปด้วย 1) การระบาดของ COVID-19 ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้งทั้งในไทยและต่างประเทศ ตราบใดที่ยังไม่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ 2) การฉีดวัคซีนในไทยที่อาจล่าช้ากว่าแผน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว 3) ภาระหนี้เสียที่อาจสูงกว่าคาดซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพภาคการเงิน 4) ภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ 5) ความไม่สงบทางการเมืองที่อาจกลับมาอีกครั้ง ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นโดยเฉพาะด้านการลงทุน และ 6) ความเสี่่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โลกที่่อาจปะทุขึ้้นจากความขัดแย้งและการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อีกทั้ง ยังมีความขัดแย้งระหว่างจีนกับอินเดียและออสเตรเลียที่ต้องจับตามอง<br /><br /></p>
<p>&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2021 เป็นขยายตัวที่ 2.6% จากเดิมคาดไว้ที่ 2.2% ตามการส่งออกที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด ประกอบกับเม็ดเงินจากภาครัฐ</description>
					<enclosure length="8853" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/42/my/fwu742my61/14.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 18 Mar 2021 11:21:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจไทย ปี 2021 (ไตรมาส 1/2021)</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7450</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7450</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7450">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2021&nbsp;<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7434"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 16pt; color: #4b2885;"><strong><br /></strong></span><strong><span style="font-size: 14pt;"><span style="color: #4b2885;">EIC ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ของไทยปี 2021 เป็น 2.6% จากเดิมที่ 2.2% จากแนวโน้มการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี</span> ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ดีกว่าคาด และจากเม็ดเงินภาครัฐที่สนับสนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศยังมีข้อจำกัดจากรายได้ภาคท่องเที่ยวต่างประเทศที่จะฟื้นตัวช้าและผลของแผลเป็นเศรษฐกิจที่กระทบต่อรายได้และงบดุลของ SME และภาคครัวเรือน</span><br /><br /></strong></p>
<p><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวได้แข็งแกร่งมากขึ้น แต่จะมีความแตกต่างกันระหว่างประเทศต่าง ๆ ค่อนข้างมากตามความเร็วของการฉีดวัควีน COVID-19 และขนาดของมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสำคัญ</strong></span> EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกในปี 2021 จะขยายตัว 5.6% ดีกว่าที่คาดไว้เดิมที่ 5.0% หลังจากที่หดตัว 3.5% ในปี 2020 โดยเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกในปีนี้ (synchronized recovery) เป็นผลจากความคืบหน้าของการค้นพบและฉีดวัคซีน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และฐานต่ำ อย่างไรก็ดี <strong>ความเร็วของการฟื้นตัวในระยะข้างหน้าของประเทศต่าง ๆ จะมีความแตกต่างกันอยู่ค่อนข้างมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ความรวดเร็วในการฉีดวัคซีนจนได้รับภูมิคุ้มกันหมู่ (race to herd immunity)</strong> โดยประเทศที่มีภูมิคุ้มกันหมู่ได้ก่อน จะสามารถเปิดเมืองและมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะ face to face ได้มากขึ้น <strong>2) ความต่อเนื่องและเพียงพอของมาตรการภาครัฐเพื่อลดผลกระทบจากแผลเป็นทางเศรษฐกิจ และ 3) โครงสร้างเศรษฐกิจ</strong>ซึ่งหากมีการพึ่งพาภาคบริการโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวระหว่างประเทศสูง หรืองบดุลของภาคครัวเรือนหรือภาคธุรกิจมีความเปราะบางอยู่ก่อนหน้าจะมีการฟื้นตัวได้ช้ากว่า โดย <strong>EIC ประเมินว่าประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะได้ภูมิคุ้มกันหมู่ ในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ปี 2021</strong> เนื่องจากมีการจองซื้อวัคซีนล่วงหน้าในปริมาณมากประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่พร้อมกว่าในการฉีดวัคซีนให้ประชากร ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วเร่งตัวขึ้นเร็วในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ในขณะที่ประเทศในกลุ่ม EM จะได้ภูมิคุ้มกันหมู่ช้ากว่าและมีความแตกต่างกันมาก (เช่น จีนและไทยได้ในไตรมาสที่ 1/2022 ในขณะที่กลุ่ม CLMV อาจต้องรอไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2022) <br /><br />สำหรับด้านมาตรการของภาครัฐ ในส่วนนโยบายการคลัง กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่กว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จากความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนปริมาณมากในต้นทุนที่ต่ำ และยังมีแนวโน้มออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ล่าสุดได้มีการเสนอมาตรการกระตุ้นขนาด 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นอย่างมากและจะเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม EM อาจเผชิญข้อจำกัดในการออกมาตรการเพิ่มเติม หลังหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นมากและมีการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลง สำหรับนโยบายการเงิน ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำและการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่อเนื่องในปีนี้ เพื่อดูแลต้นทุนทางการเงินของภาครัฐและเอกชนให้อยู่ในระดับต่ำ <br /><br />ทั้งนี้การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทำให้ตลาดเริ่มมีความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น จนทำให้อัตราพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของสหรัฐฯ ปรับขึ้นอย่างมีนัย อย่างไรก็ดี EIC ประเมินว่า ความเสี่ยงของอัตราเงินเฟ้อที่จะเร่งตัวขึ้นมากจนเป็นเหตุให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกต้องหยุดชะงักลงในปีนี้ยังมีจำกัดและอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เนื่องจากตลาดแรงงานในประเทศส่วนใหญ่ยังมี slack1 อยู่พอสมควรทำให้แรงกดดันต่อการขึ้นของค่าแรงมีไม่มาก รวมทั้งการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตของประเทศส่วนใหญ่ยังต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารกลาง ทั้งนี้ แม้ตลาดจะคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเป็นประเทศแรกในช่วงต้นปี 2022 แต่ EIC เชื่อว่า การปรับลดการซื้อสินทรัพย์จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เกิดขึ้นจนถึงปี 2023 หรือ ไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2524 สะท้อนกรอบนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญต่อเป้าหมายของการขยายตัวเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเงินเฟ้อ และยังมีการเพิ่มความยืดหยุ่นของกรอบนโยบายให้สามารถรองรับสถานการณ์เงินเฟ้อที่อาจสูงกว่าเป้าหมายได้นานมากขึ้น แต่ยังต้องจับตามองพลวัตของอัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางที่อาจสูงขึ้นได้กว่าคาด จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก เช่น ห่วงโซ่การผลิตของโลกที่สั้นลง การค้าระหว่างประเทศที่ลดลง หรือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการผลิตและระดับราคาสินค้าปรับสูงขึ้นได้เร็วกว่าในอดีต จนเป็นเงื่อนไขทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าคาด ส่งผลให้เกิดความผันผวนของตลาดการเงินและเศรษฐกิจโดยรวมได้<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>การส่งออกของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าคาดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า</strong> </span>โดยจากข้อมูลการส่งออกของประเทศต่าง ๆ ในช่วง 2-3 เดือนล่าสุด พบว่ามีการฟื้นตัวต่อเนื่องสะท้อนการฟื้นตัวที่ชัดเจนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งในส่วนของไทย พบว่ามูลค่าส่งออกในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมมีระดับเทียบเท่ากับในช่วงก่อนเกิด COVID-19 แล้ว นับเป็นการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่เคยคาดไว้ ขณะที่ในระยะต่อไป คาดว่าการส่งออกมีแนวโน้มปรับดีขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวจากการเร่งฉีดวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ดังนั้น จึงทำให้ EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าส่งออกของไทยในปี 2021 เป็นขยายตัวที่ 6.4% จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 4.0% อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวของไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้เพียง 3.7 ล้านคน เนื่องจากการเดินทางระหว่างประเทศจะฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อประเทศส่วนใหญ่มีภาวะภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว (Herd immunity) ซึ่งจะทำให้ประเทศเหล่านั้นเปิดประเทศต่อนักเดินทางที่ฉีดวัคซีนแล้วทั้งขาเข้าและขาออกอย่างเสรีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีโอกาสได้รับภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ที่เร็วกว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้ กลับไม่ใช่กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย จึงทำให้การท่องเที่ยวของไทยยังมีแนวโน้มฟื้นช้า โดยคาดว่าจะฟื้นตัวชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้และต้นปีหน้าซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทยจะทยอยมีภูมิคุ้มกันหมู่มากขึ้น<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านเศรษฐกิจในประเทศ พบว่า แม้การระบาดรอบใหม่จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยกว่าการระบาดรอบแรก แต่ก็ทำให้การฟื้นตัวของการใช้จ่ายและรายได้สะดุดลงในระยะสั้น ซึ่งจะมีผลซ้ำเติมต่อแผลเป็นทางเศรษฐกิจและเป็นข้อจำกัดหลักของการขยายตัวของกำลังซื้อในระยะข้างหน้า</strong> </span>โดยจากการติตตามข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด พบว่าการระบาดรอบใหม่มีผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม อย่างไรก็ดี พบว่าผลกระทบกลับมีน้อยกว่าการระบาดรอบแรกในช่วงปีก่อน จากมาตรการควบคุมโรคที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น และการปรับตัวของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน นอกจากนี้ ยังพบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว (bottomed out) ซึ่งสอดคล้องกับที่ EIC เคยคาดไว้ว่าผลกระทบของการระบาดรอบใหม่จะมีประมาณ 2 เดือน ทั้งนี้แม้ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะมีไม่มากเท่ากับที่เคยเกิด แต่นับเป็นการซ้ำเติมแผลเป็นเศรษฐกิจของไทย กล่าวคือ การเปิดกิจการใหม่มีแนวโน้มลดลง 3 ปีติดต่อกัน ขณะที่กิจการในภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดรอบใหม่อาจประสบปัญหาด้านสภาพคล่องซ้ำเติม ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการลงทุนและภาวะการจ้างงานที่ซบเซาอยู่แล้ว โดยข้อมูลตลาดแรงงานสะท้อนว่า แม้อัตราการว่างงาน ณ ธันวาคม 2020 จะอยู่ในระดับไม่สูงมากที่ 1.5% แต่ผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนรุนแรงและกว้างขวางกว่านั้น สะท้อนจาก 1) ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของแรงงานไทยที่ลดลงกว่า 6% ขณะที่สัดส่วนผู้ทำงานต่ำระดับ (ต่ำกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) เพิ่มขึ้นกว่า 1.8 ล้านคน (เทียบช่วงปี 2020 กับค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนหน้า) 2) จำนวนคนทำงานอาชีพอิสระเพิ่มขึ้นกว่า 1.3 ล้านคนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงธันวาคม 2020 ซึ่งถือเป็นงานที่มีระดับและความมั่นคงด้านรายได้ที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับตำแหน่งงานในลักษณะนายจ้างและลูกจ้างที่ปรับลดลง รวมทั้งมีข้อมูลที่ชี้ว่า รายได้เฉลี่ยของอาชีพอิสระประเภทต่าง ๆ ก็ลดลงจากเดิมมากเช่นกัน จากอุปทานแรงงานที่เพิ่มขึ้นมากในภาวะเศรษฐกิจซบเซา และ 3) จำนวนแรงงานที่ช่วยงานที่บ้านโดยไม่มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 1.4 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน <br />ซึ่งข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่า แม้การว่างงานจะไม่มาก แต่แรงงานไทยเผชิญปัญหารายได้ลดลงอย่างรุนแรง จากการทำงานที่ต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นในการบริโภคถูกกระทบมาก จนเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อย่างไรก็ดี เม็ดเงินจากภาครัฐเป็นปัจจัยหลักสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย</strong></span> ผ่านการใช้จ่ายทั้งในส่วนของงบประมาณ และเม็ดเงินจาก พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท โดยในส่วนของการเบิกจ่ายในงบประมาณ EIC คาดว่าภาครัฐจะมีการลงทุนด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นถึง 9.4%YOY ในปี 2021 จากการก่อสร้างทั่วไปตามงบประมาณและโครงการเมกะโปรเจกต์เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีการช่วยเหลือเศรษฐกิจเพิ่มเติมผ่านการให้เงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมาตรการล่าสุด ได้แก่ โครงการเราชนะ และ ม. 33 เรารักกัน ซึ่งมีวงเงินช่วยเหลือกว่า 2.5 แสนล้านบาท ครอบคลุมผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือกว่า 40 ล้านคน นับเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่จะที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ ขณะที่ในระยะต่อไป EIC คาดว่าภาครัฐจะมีมาตรการเพิ่มเติมซึ่งอาจเน้นด้านการลงทุนหรือการเตรียมความพร้อมเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยภาครัฐยังเหลือเงินที่จะพยุงเศรษฐกิจได้เพิ่มเติมอีกราว 3.9 แสนล้านบาท ซึ่งมีที่มาจาก 2.5 แสนล้านบาทที่เหลือภายใต้ พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และจากงบกลางอีกราว 1.4 แสนล้านบาท<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านนโยบายการเงิน คาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดปี 2021 รวมทั้งใช้มาตรการเฉพาะจุดร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินและจัดสรรสภาพคล่อง รวมถึงสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการจัดการกับหนี้เสีย</strong></span> ภาวะการเงินโดยรวมของไทยยังคงอยู่ในระดับผ่อนคลายจากการที่ ธปท. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อกระจายสภาพคล่องและลดค่าใช้จ่ายด้านการชำระหนี้ให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของไทยโน้มสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะต่อไป EIC คาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ตลอดปี 2021 ควบคู่กับการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเมื่อจำเป็นเพื่อดูแลดอกเบี้ยในตลาดการเงินให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายใต้แนวโน้มเงินเฟ้อที่จะยังอยู่ในระดับต่ำ (คาดเงินเฟ้อทั่วไปปี 2021 อยู่ที่ 1.3%) นอกจากนี้ คาดว่า ธปท. จะปรับรูปแบบการช่วยเหลือลูกหนี้เพื่อกระจายสภาพคล่องไปยังธุรกิจ SME ได้มากขึ้น โดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1) ธุรกิจที่ยังสามารถดำเนินกิจการได้ หรือต้องการฟื้นฟูกิจการแต่ขาดสภาพคล่องนั้น ธปท. จะมีการปรับเงื่อนไขของมาตรการ Soft loan และการใช้เครื่องมือการค้ำประกันความเสี่ยงของ บสย. เพื่อให้ธุรกิจที่เผชิญปัญหาสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และ 2) ธุรกิจที่มีภาระหนี้ที่มีหลักประกัน แต่อุปสงค์ฟื้นตัวช้าทำให้ขาดรายได้ คาดว่า ธปท. จะผลักดันให้ใช้มาตรการโกดังเก็บหนี้เพื่อลดภาระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยของลูกหนี้ ตลอดจนลดความเสี่ยงของการปรับลดลงอย่างรุนแรงของราคาสินทรัพย์ ในภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโรงแรม <br /><br />สำหรับค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2021 EIC คาดว่ามีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากสิ้นปีก่อนมาอยู่ในช่วง 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเป็นสำคัญ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มเร็วกว่าประเทศอื่นตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ปรับเพิ่มขึ้นเร็ว สำหรับปัจจัยในประเทศนั้น EIC มองว่า การฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ของเศรษฐกิจของไทย และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงจากปีก่อนมาอยู่ที่ราว 1.9% ต่อ GDP ในปี 2021 จะลดแรงกดดันด้านการแข็งค่าของเงินบาทลงได้บ้าง อย่างไรก็ดี นักลงทุนจะยังมีความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยทำให้เงินบาทจะไม่อ่อนค่าอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ธปท. จะเผชิญกับข้อจำกัดในการดูแลค่าเงินบาทมากขึ้น หลังไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ จับตาการแทรกแซงค่าเงิน (Monitoring List) สำหรับความเสี่ยงที่อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่ามากกว่าคาดมาจากสถานการณ์การเมืองไทยที่อาจมีความไม่แน่นอนมากขึ้น และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ช้ากว่าที่ประเมินไว้<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยในปี 2021 ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำที่สำคัญ</strong></span> ประกอบด้วย 1) การระบาดของ COVID-19 ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ทั้งในไทยและต่างประเทศ ตราบใดที่ยังไม่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ 2) การฉีดวัคซีนในไทยที่อาจล่าช้ากว่าแผน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว 3) ภาระหนี้เสียที่อาจสูงกว่าคาดซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพภาคการเงิน 4) ปัญหาเสถียรภาพการเมืองในประเทศที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นโดยเฉพาะด้านการลงทุน และ 5) ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลกที่อาจปะทุขึ้นอีกจากการแข่งขันทางการค้าและเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ขณะที่ความเสี่ยงด้านสูงที่สำคัญ ได้แก่ การใช้จ่ายของภาครัฐที่มากกว่าคาด<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ในภาพรวม เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า และมีความเสี่ยงที่จะเกิด permanent output loss ขนาดใหญ่ สะท้อนการพึ่งพาภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้าและแผลเป็นเศรษฐกิจที่ค่อนข้างลึก ซึ่งอาจกระทบต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะยาวได้</strong> </span>โดยจากการศึกษาของ EIC พบว่า ระดับ GDP ของไทยจะกลับไปสู่ระดับก่อนเกิด COVID-19 ได้ในช่วงปลายปี 2022 หรือต้นปี 2023 ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ สะท้อนการพึ่งพาของเศรษฐกิจไทยต่อภาคท่องเที่ยวในระดับสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก (12% ของ GDP) และการคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ จนกว่าการฉีดวัคซีนจะกระจายจนทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ทั้งในไทยและในประเทศที่เป็นแหล่งนักท่องเที่ยวหลักของไทย นอกจากนั้น มีโอกาสสูงที่ GDP ของไทยจะไม่กลับไปสู่ระดับของ trend เดิม และจะเกิด permanent output loss ขนาดใหญ่ โดยพิจารณาจากส่วนต่างในช่วงของระดับ GDP ในกรณีที่ไม่มี COVID-19 เกิดขึ้นเทียบกับระดับ GDP ตามการคาดการณ์ล่าสุดของ IMF และ EIC ในช่วง 3 ปีข้างหน้า พบว่า ระดับส่วนต่างของ GDP ระหว่าง 2 กรณีของไทย (output shortfall) อยู่ที่ประมาณ 8-9% ซึ่งถือว่า เป็นช่องว่างที่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้การที่เศรษฐกิจอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพค่อนข้างมากต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้รายได้ การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวได้อย่างช้า ๆ ขณะที่ปัญหางบดุลและฐานะทางการเงินของภาค SME และภาคครัวเรือนจะต้องใช้เวลานานขึ้นในการซ่อมแซม ปัจจัยด้านอุปสงค์เหล่านี้ จะทำให้ปัญหาการว่างงานและการทำงานต่ำระดับระยะยาวมีมากขึ้น รวมทั้งการลงทุนของภาคธุรกิจชะลอลงทำให้การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมายกระดับประสิทธิภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันมีจำกัด ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อจำกัดด้านอุปทานและการลดลงของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวได้ EIC ประเมินว่า ภาครัฐอาจพิจารณาใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อลดระดับแผลเป็นทางเศรษฐกิจและ output loss ในระยะสั้น ผ่านการเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนและการประสานงานการเปิดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการเยียวยาและฟื้นฟูให้กับ SME และแรงงานที่มีลักษณะเจาะจงและเชื่อมโยงมากขึ้นทั้งการช่วยเหลือทางการเงิน การสร้างงานและการจับคู่งาน และการลดข้อจำกัดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนผลักดันมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและโอกาสด้านธุรกิจใหม่ ๆ ภายหลัง COVID-19 จบลง ผ่านการลงทุนและการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการปรับทักษะแรงงาน (upskill/reskill) และการเพิ่มศักยภาพของ SME โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี่ดิจิทัลมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ<br /> <br /><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/up/jy/fwu6upjyt6/EIC-Outlook-Q12021_InfoThai1_TH.jpg" alt="EIC-Outlook-Q12021_InfoThai1_TH.jpg" width="2480" height="3508" /><br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/us/gl/fwu6usgl00/EIC-Outlook-Q12021_InfoThai2_TH.jpg" alt="EIC-Outlook-Q12021_InfoThai2_TH.jpg" width="2480" height="3508" /></strong></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>EIC ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ของไทยปี 2021 เป็น 2.6% จากเดิมที่ 2.2% จากแนวโน้มการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี</description>
					<enclosure length="5091" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ba/c5/fwr4bac5h7/ThinkstockPhotos-112804313.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 15 Mar 2021 16:34:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ของการประท้วง </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7267</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7267</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7267">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7249"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cj/2b/ftyscj2b6b/32.jpg" alt="32.jpg" width="1820" height="1522" /><br /><br /><br />ในการศึกษาเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการประท้วงนั้น EIC ได้พยายามศึกษาเทียบเคียงจากเหตุการณ์ในอดีตของไทย ได้แก่ เหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (เสื้อเหลือง), กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (เสื้อแดง) และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) โดยจะทำการศึกษากับตัวชี้วัดเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งได้ผลดังนี้<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/dh/yh/ftysdhyhgq/33.jpg" alt="33.jpg" width="1882" height="1701" /><br /><br /><span style="font-size: 11pt;"><strong>ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<div style="padding-left: 30px;">&bull; เมื่อการประท้วงเริ่มรุนแรงขึ้นและมีการปะทะกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์มากที่สุด</div>
<div style="padding-left: 30px;">&bull; การลงทุนภาคเอกชนมีความอ่อนไหวรองลงมาโดยมักจะปรับตัวลดลงมากกว่าการบริโภคภาคเอกชน</div>
<div style="padding-left: 30px;">&bull; เมื่อการประท้วงยุติ พบว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว</div>
<div style="padding-left: 30px;">&nbsp;</div>
ทั้งนี้การศึกษาข้างต้นเป็นเพียงการนำข้อมูลในอดีตมาวิเคราะห์ โดยยังไม่ได้ใส่ตัวแปรควบคุม เช่น สภาพเศรษฐกิจของไทยและโลกที่เป็นอยู่ ณ ตอนนั้น จึงอาจทำให้การวิเคราะห์ยังไม่สมบูรณ์นัก อย่างไรก็ดี หากเทียบเคียงกับงานศึกษาของสถาบันป๋วย (PIER) ที่ชื่อว่า &ldquo;ต้นทุนทางเศรษฐกิจของความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศไทย discussion paper No.86&rdquo; ซึ่งเป็นงานศึกษาที่ละเอียดและครอบคลุมด้านผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ก็พบว่าได้ข้อสรุปที่คล้ายกัน (รูปที่ 19) กล่าวคือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง (รวมถึงการประท้วง) ส่งผลเชิงลบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและศักยภาพการเจริญเติบโตของผลผลิตในระยะยาว ผ่านการลดลงของการลงทุนภาคเอกชน และการลดลงของการบริโภคภาคเอกชน โดยพบว่าการบริโภคสินค้าคงทนจะได้รับผลกระทบมากกว่าสินค้าไม่คงทน และหากพิจารณารายสาขาการผลิต ก็พบว่า การโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และการบริการขนส่งเป็น 3 สาขาที่ได้รับผลกระทบมากสุด<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fo/o6/ftysfoo6jz/34.jpg" alt="34.jpg" width="1841" height="1625" /><br /><br />สำหรับการประท้วงในรอบนี้ คาดว่าจะมีช่องทางผลกระทบที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในรอบก่อน ๆ แต่ช่องทางนักท่องเที่ยวและการลงทุนที่ได้รับผลกระทบหนักจาก COVID-19 อยู่แล้ว อาจไม่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมมากนัก อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็ย่อมส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม และอาจทำให้การฟื้นตัวของ<br />ภาคท่องเที่ยวและการลงทุนไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ จึงยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า<br /><br /><span style="font-size: 11pt;"><strong>ผลกระทบต่อภาคการเงิน</strong></span><br /><br />จากการศึกษาเหตุการณ์ในอดีตทั้ง 3 เหตุการณ์ (รูปที่ 20) พบว่าเมื่อการประท้วงยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีการปะทะกัน จะทำให้เงินทุนไหลออก ตลาดหุ้นปรับลดลง ในส่วนของค่าเงินบาทนั้น มีทิศทางอ่อนค่า แต่เพียงในระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากในระยะต่อมามักมีปัจจัยอื่นที่เข้ามาส่งผลต่อค่าเงิน และสุดท้ายคือความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะลดลง สะท้อนจาก CDS ที่ปรับสูงขึ้นจาก risk premium ที่สูงขึ้น <br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fz/gv/ftysfzgv9d/35.jpg" alt="35.jpg" width="1839" height="1906" />
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในการศึกษาเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการประท้วงนั้น EIC ได้พยายามศึกษาเทียบเคียงจากเหตุการณ์ในอดีตของไทย ได้แก่ เหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชน</description>
					<enclosure length="4823" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/hn/oe/ftyshnoeg2/32.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 14 Dec 2020 16:25:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2020 และ 2021</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7265</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7265</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7265">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7249"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<br />
<div><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/9e/tn/ftyk9etn5r/18.jpg" alt="18.jpg" width="2356" height="1568" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong><span style="font-size: 14pt;">เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป จากผลของแผลเป็นเศรษฐกิจ (scarring effects) ซึ่งการฟื้นตัวจะมีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละภาคเศรษฐกิจและสินค้า (uneven) โดยคาดว่าเม็ดเงินจากภาครัฐจะยังสนับสนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังต้องจับตาความเสี่ยงอีกหลายประการ</span><br /><br />ข้อมูลเศรษฐกิจไทยล่าสุดในช่วงไตรมาส 3 ปี 2020 หดตัวน้อยลงหลังจากการที่ภาครัฐผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภคเอกชน และยังได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนภาครัฐ</strong></span> โดย GDP หดตัวน้อยลงที่ -6.4%YOY หลังจากหดตัวสูงถึง -12.1%YOY ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งนับเป็นอัตราหดตัวที่น้อยกว่าคาด จากการฟื้นตัวเร็วของการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากตัวเลขการใช้จ่ายเอกชนที่ไม่รวมนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งกลับมาขยายตัวถึง 3.8%YOY ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐที่ทยอยออกมาต่อเนื่อง อาทิ โครงการกำลังใจ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง สำหรับการบริโภคและการลงทุนภาครัฐมีการขยายตัวสูงจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2020 (3.4%YOY และ 18.5%YOY ตามลำดับ) ในขณะที่ภาคการส่งออกมีการฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวต่างชาติยังซบเซาจากการที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ และการลงทุนภาคเอกชนยังคงหดตัวสูง<br /><br /></div>
<div><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xo/g1/ftypxog1jm/19.jpg" alt="19.jpg" width="2020" height="1361" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2020 มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอลง</strong></span> ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากฐานต่ำในปี 2019 ที่มีการจัดทำงบประมาณล่าช้า ทำให้คาดว่าการบริโภคและการลงทุนภาครัฐจะยังคงขยายตัวในระดับสูง ประกอบกับมาตรการภาครัฐที่มีการจัดทำในช่วงไตรมาส 4 จะมีส่วนในการสนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชนต่อเนื่อง ได้แก่ มาตรการคนละครึ่ง มาตรการช้อปดีมีคืน และการโอนเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยวจะยังคงซบเซาต่อเนื่อง แม้ล่าสุดจะมีมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว แต่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น สำหรับภาคการส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลงตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวชะลอลง รวมถึงมีการกลับมาแพร่ระบาดอีกระลอกของ COVID-19 ในหลายประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย โดยเฉพาะหลายประเทศในยุโรป ทั้งนี้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จะทยอยฟื้นตัวต่อจากในช่วงไตรมาส 3 ทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2020 มีแนวโน้มหดตัวที่ -6.5% ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ -7.8% ตามการฟื้นตัวที่เร็วกว่าคาดของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 3 <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านการท่องเที่ยวปี 2020 EIC ยังคงคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวไว้ที่ 6.7 ล้านคน แม้ล่าสุดจะมีการเปิดรับชาวต่างชาติ แต่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น</strong> </span>โดยจากข้อมูลล่าสุดในเดือนตุลาคมนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว -100%YOY เป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน และแม้จะมีการอนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาพำนักระยะยาวได้ (long stay) ตามแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (Special Tourist Visa, STV) โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2020 แต่ก็จำกัดเพียงเดือนละไม่เกิน 1,200 คนเท่านั้น ทำให้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวของทั้งปี 2020 ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักโดยจะอยู่ที่ 6.7 ล้านคนเท่านั้น<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ขณะที่ในปี 2021 EIC คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 8.5 ล้านคน (26.6%YOY) ปรับดีขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้าเล็กน้อยจากที่คาดไว้ที่ 8.4 ล้านคน จากความคืบหน้าด้านการค้นพบวัคซีน COVID-19 ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าคาด</strong></span> โดยการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในปี 2021 ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญด้านการค้นพบและประสิทธิภาพของวัคซีน โดยวัคซีนประกอบไปด้วย 4 ประเภทหลัก ได้แก่ 1) Inactivated 2) Viral vector 3) Genetic และ 4) Protein-based และการทดลองวัคซีนจะประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1) Phase 1 - safety trials 2) Phase 2 - Expanded trials 3) Phase 3 - Efficacy trials 4) Limited approval และ 5) Approved ซึ่งจากความคืบหน้าล่าสุดมีหลายผู้ผลิตที่กำลังทดลองในช่วง phase 3 ตัวอย่างเช่นบริษัท Pfizer และ Moderna ที่ทำการทดลองใน phase 3 และได้ผลการทดลองที่น่าพอใจมากด้วยประสิทธิภาพที่สูงราว 90% (ข้อมูล ณ ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน) จึงทำให้เป็นข่าวดีต่อการฟื้นตัวและความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจโลกและไทยเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา<br /><br /></div>
<div>นอกจากการค้นพบวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงแล้ว ข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับความสามารถในการผลิตวัคซีนของ Pfizer และ Moderna ที่มีเพียงพอสำหรับประชากรของประเทศที่ทำการซื้อวัคซีนล่วงหน้า ประกอบกับแนวโน้มที่วัคซีนประเภทอื่นจะประสบความสำเร็จเพิ่มเติม ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2021 แต่นับเป็นการปรับเพิ่มเพียงเล็กน้อย เนื่องจากการผลิตและกระจายวัคซีนไปยังประชากรทั่วโลกยังต้องใช้เวลา โดยล่าสุด ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีการจองซื้อวัคซีนล่วงหน้า (รูปที่ 2) ทำให้มีแนวโน้มที่จะได้ใช้วัคซีนอย่างแพร่หลายในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 สำหรับไทยนั้น รัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมกันเซ็นสัญญากับ AstraZeneca ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตยาและวัคซีนสัญชาติอังกฤษเพื่อผลิตและจัดจำหน่ายวัคซีน AZD1222 ในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังจากที่วัคซีนดังกล่าวได้รับการอนุมัติให้ใช้เป็นการทั่วไปแล้ว ซึ่งในปัจจุบันวัคซีน AZD1222 อยู่ระหว่างการทดสอบ phase 3 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 ซึ่งผลวิเคราะห์เบื้องต้น<br />(interim analysis) ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2020 ทาง AstraZeneca ได้ประกาศว่าผลการทดลองใน phase 3 วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงถึง 70% ทั้งนี้<strong>บริษัท สยาม ไบโอไซแอนซ์ จำกัด ผู้ได้รับสิทธิ์ในการผลิตวัคซีนในประเทศไทยคาดว่าไทยจะมีวัคซีนชุดแรกพร้อมใช้ในช่วงกลางปี 2021</strong> และล่าสุดรัฐบาลได้อนุมัติวงเงินกว่า 6 พันล้านบาทเพื่อทำสัญญาจองซื้อวัคซีนกับ AstraZeneca โดยจะมีจำนวนโดสที่ครอบคลุมประมาณ 20% ของประชากรหรือคิดเป็นประมาณ 13 ล้านคน<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/zs/a9/ftypzsa9um/20.jpg" alt="20.jpg" width="1989" height="1292" /><br /><br /><strong>โดยแม้ประเทศพัฒนาแล้วจะได้รับวัคซีนก่อน แต่ความท้าทายด้านการขนส่งวัคซีน ในประเด็นเรื่องประสิทธิภาพและระยะเวลาของวัคซีนในการป้องกันโรค จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากประเทศพัฒนาแล้วอาจยังไม่กล้าเดินทางไปประเทศที่ยังไม่มีวัคซีน</strong> กล่าวคือ ความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนหลายประเภทอาจประสบปัญหาด้านการขนส่งเนื่องจากอาจต้องมีลักษณะการเก็บรักษาที่มีต้นทุนสูงมาก อย่างเช่นในกรณีของ Pfizer mRNA วัคซีนที่ต้องเก็บในอุณหภูมิต่ำถึงราว -70 องศาเซลเซียส จึงทำให้การขนส่งเป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณา โดยอาจทำให้การใช้วัคซีนอย่างแพร่หลายเกิดช้าลงได้ นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกัน COVID-19 ได้เต็ม 100% และหากวัคซีนมีค่าประสิทธิภาพที่ไม่ได้สูงมากนัก ย่อมทำให้ผู้ฉีดวัคซีนยังคงกลัวการเดินทางไปยังประเทศที่ยังมีความเสี่ยงในการระบาด อีกทั้งระยะเวลาของวัคซีนที่ป้องกัน COVID-19 ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณา โดยหากวัคซีนป้องกันโรคได้เพียงระยะสั้นและภูมิคุ้มกันต่ำลงเมื่อเวลาผ่านไป ก็ย่อมทำให้นักท่องเที่ยวยังไม่กล้าเดินทางเข้าประเทศที่ยังมีความเสี่ยงเช่นกัน รวมถึงประเทศที่รับนักท่องเที่ยวอย่างประเทศไทยก็ยังต้องกังวลถึงความเป็นไปได้ว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วยังอาจสามารถแพร่เชื้อได้ จึงอาจทำให้ยังไม่กล้าเปิดประเทศเต็มที่จนกว่าคนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนแล้ว ซึ่งสำหรับไทยมีแนวโน้มที่จะได้รับวัคซีนในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 จึงทำให้คาดว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้าไทยเร่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีเป็นต้นไป โดยในช่วงแรกคาดว่านักท่องเที่ยวจะมาจากในประเทศใกล้เคียงเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวบางประการ เช่น รายได้ของนักท่องเที่ยวที่หายไปมากตามภาวะเศรษฐกิจ, ราคาตั๋วเครื่องบินที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากจำนวนเที่ยวบินที่ลดลง, และความไม่สงบทางการเมืองของไทย เป็นต้น<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/1g/np/ftyq1gnpz3/21.jpg" alt="21.jpg" width="2249" height="1583" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>แม้การท่องเที่ยวที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังซบเซาต่อเนื่อง แต่การท่องเที่ยวในประเทศจากคนไทยมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว</strong> </span>ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์การท่องเที่ยวที่คงค้างจากมาตรการปิดเมือง และการห้ามเดินทางข้ามจังหวัดในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยในไตรมาส 3 ปี 2020 ฟื้นตัวจากช่วงไตรมาส 2 อย่างชัดเจน (รูปที่ 4 ซ้าย) แต่ก็ยังหดตัวสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า ทั้งนี้<strong>การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในประเทศยังค่อนข้างกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่เท่านั้น</strong> โดยเฉพาะจังหวัดรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลุ่มจังหวัดทางภาคเหนือ และจ.นครศรีธรรมราช (ความนิยมเรื่องความเชื่อ &ldquo;ไอ้ไข่&rdquo;) โดยปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวไทยในบางจังหวัดฟื้นตัวได้เร็วนั้นเกิดจากความคุ้นเคย ความสะดวกในการเดินทาง ปัจจัยฤดูกาล และต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต้องไม่แพงมากนัก นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลอัตราการเข้าพักและจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยในระดับจังหวัด (รูปที่ 4 ขวา) จะพบว่ามีเพียงบางจังหวัดเท่านั้นที่อัตราการเข้าพักฟื้นตัวได้เร็ว แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวไทยในหลายจังหวัดจะฟื้นตัวจนเกือบเทียบเท่ากับระดับในปี 2019 แล้วก็ตาม ซึ่งความไม่สอดคล้องดังกล่าวเกิดจากโรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวที่ปกติจำเป็นต้องพึ่งพาลูกค้าชาวต่างชาติซึ่งมักมีการเข้าพักในช่วงวันธรรมดาด้วย ทำให้จำนวนวันเข้าพักเฉลี่ยนานกว่า ขณะที่ลูกค้าชาวไทยมักเข้าพักในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้น<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2k/zt/ftyq2kzt71/22.jpg" alt="22.jpg" width="2080" height="1516" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ในส่วนของภาคส่งออก ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวต่อเนื่องหลังจากผ่านพ้นจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2</strong></span> (รูปที่ 5) โดยมูลค่าส่งออกช่วง 10 เดือนแรกของปี 2020 หดตัวที่ -7.3%YOY และหากหักทองคำและการส่งกลับอาวุธไปสหรัฐฯ การส่งออกจะหดตัวเพิ่มขึ้นเป็น -10.2%YOY ซึ่งการส่งออกที่ฟื้นตัวยังมีความแตกต่างกันทั้งในรายสินค้าและรายตลาด กล่าวคือ สินค้าส่งออกกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการทำงานที่บ้าน และการป้องกันโรค COVID-19 มีการขยายตัวต่อเนื่อง เช่น เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (1.6%YOY ในช่วง 10 เดือนแรกของปี) เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน (12.7%YOY) และผลิตภัณฑ์ยาง (6.4%YOY) รวมถึงสินค้าอาหารสำเร็จรูปที่ขยายตัวดีจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ทานอาหารในบ้านมากขึ้น อย่างไรก็ดี กลุ่มสินค้าคงทน สินค้าฟุ่มเฟือย และสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันตกต่ำยังมีการฟื้นตัวช้า ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ (-28.1%YOY) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (-14.3%YOY) และน้ำมันสำเร็จรูป (-28.5%YOY) สำหรับการส่งออกรายตลาด มีเพียงการส่งออกไปสหรัฐฯ และจีน<br />ที่ยังขยายตัวได้ในช่วง 10 เดือนแรก โดยขยายตัวที่ 8.3%YOY และ 2.7%YOY ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกไปตลาดสำคัญอื่น ๆ ยังหดตัวต่อเนื่องแต่ในอัตราที่ลดลง ทั้งนี้ <strong>EIC คาดมูลค่าส่งออกปี 2020 มีแนวโน้มหดตัวที่ -8.0%</strong> (ตัวเลขตามระบบดุลการชำระเงิน : BOP basis)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/3s/so/ftyq3ssocl/23.jpg" alt="23.jpg" width="2071" height="1816" /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong><br />สำหรับทิศทางการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2020 และปี 2021 คาดว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้า ๆ</strong> </span>โดยจากข้อมูลล่าสุด พบว่าแม้การส่งออกไทยจะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ก็ยังช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค (รูปที่ 6) โดยสาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือโครงสร้างสินค้าส่งออกสำคัญของไทย (รูปที่ 7) กล่าวคือ <strong>ไทยมีสัดส่วนสินค้าส่งออกที่ฟื้นตัวช้า (รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ) ในระดับที่สูงกว่าประเทศอื่น ขณะที่มีสัดส่วนสินค้าส่งออกที่ฟื้นตัวเร็ว (เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตรแปรรูป) ต่ำกว่าประเทศอื่น</strong> นอกจากนี้ หากพิจารณารายตลาดส่งออก ก็ยังพบว่าไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปจีนในระดับที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ทำให้ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนในระดับที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ซึ่งลักษณะโครงสร้างส่งออกของไทยดังกล่าว จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงปี 2021 จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันทำให้ภาคส่งออกของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5b/93/ftyq5b939s/24.jpg" alt="24.jpg" width="2023" height="1380" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5j/pd/ftyq5jpd9r/25.jpg" alt="25.jpg" width="2041" height="1441" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>นอกจากนี้ เศรษฐกิจและการค้าโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงปัญหาการขาดแคลนคอนเทนเนอร์จะเป็นปัจจัยสำคัญกดดันภาคส่งออกไทยในปี 2021 โดย EIC คาดว่ามูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2021 จะขยายตัวที่ 4.7%</strong></span> โดยจากคาดการณ์เศรษฐกิจโลกของ IMF (รูปที่ 8) ได้คาดไว้ว่าหากไม่รวมจีน เศรษฐกิจของหลายประเทศในปี 2021 จะยังคงมีระดับต่ำกว่าอัตราหดตัวปี 2019 (Pre-COVID level) สะท้อนการฟื้นตัวช้าของเศรษฐกิจโลก และเช่นเดียวกัน หากพิจารณาตัวเลขคาดการณ์มูลค่าการค้าโลกของ WTO ก็พบว่ามีลักษณะการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะท้อนจากอัตราการเติบโตปี 2021 ที่ต่ำกว่าปี 2020 (7.2% vs -9.2%) นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านตู้คอนเทนเนอร์ที่ตกค้างในหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้ผู้ส่งออกไทยขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ตกค้างในภาคส่งออก และทำให้ค่าระวางเรือ (freight) ปรับสูงขึ้นมาก ซึ่งเป็นอีกปัจจัยกดดันการส่งออกไทยในช่วงไตรมาส 4 ปี 2020 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2021 ดังนั้น จึงทำให้คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมเล็กน้อยเป็น 4.7% (คาดการณ์ก่อนหน้าที่ 4.9%)<br /><br />ทั้งนี้ การฟื้นตัวของภาคส่งออกจะยังคงมีความแตกต่างกันในรายสินค้า (uneven) โดยสินค้าที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าคือ สินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน สินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้าที่จะได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2020 ด้านสินค้าที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ได้แก่ สินค้าในหมวดยานยนต์และส่วนประกอบที่เกี่ยวข้อง เครื่องจักรกล และเครื่องใช้ไฟฟ้า<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6l/d5/ftyq6ld5od/26.jpg" alt="26.jpg" width="2060" height="1552" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านประเด็นที่ต้องจับตาใกล้ชิดคือนโยบายของสหรัฐฯ หลังมีผู้นำคนใหม่ โดยในเบื้องต้น EIC คาดว่าจะส่งผลดีต่อทิศทางการส่งออกของไทย</strong></span> เนื่องจากแนวนโยบายของโจ ไบเดน ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวได้เร็ว ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ นอกจากนี้ นโยบายการค้าระหว่างประเทศของโจ ไบเดน มีแนวโน้มที่จะมีความไม่แน่นอนน้อยลง และในระยะถัดไปหลังจากไบเดนจัดการกับปัญหาในประเทศ เช่น การระบาดของ COVID-19 แล้ว อาจมีการลดภาษีนำเข้าบางส่วน ซึ่งจะส่งผลดีต่อสินค้าไทยที่เคยได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ได้แก่ สินค้าวัตถุดิบขั้นกลางที่เป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตสินค้าจีนที่ถูกส่งออกต่อไปยังตลาดสหรัฐฯ เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ, แผงวงจรไฟฟ้า, เคมีภัณฑ์, ไม้และผลิตภัณฑ์ และยางพารา อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้ว่าผู้ส่งออกของจีนอาจจะไม่ได้กลับไปส่งออกสินค้าที่เคยโดนผลกระทบทางภาษีเท่ากับในระดับก่อนสงครามการค้า เนื่องจากผู้ส่งออกอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลาดส่งออกไปแล้ว หรืออาจเน้นการผลิตเพื่อขายในประเทศตามนโยบายของจีนในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ แม้สงครามการค้าอาจบรรเทาลง แต่ประเด็นด้านสงครามเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ น่าจะยังคงอยู่ต่อไป ทำให้การส่งออกสินค้าไทยที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตสินค้าเทคโนโลยีของจีนอาจจะไม่ได้รับอานิสงส์มากนัก<br /><br />ทั้งนี้ ไทยอาจเสียประโยชน์จากสินค้าส่งออกของไทยที่ส่งไปสหรัฐฯ เพื่อทดแทนสินค้าจีนในช่วงที่มีการเก็บภาษีต่อสินค้าจีนในระดับสูงซึ่งหากมีการลดการเก็บภาษีนำเข้าจากจีน ก็มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะมีการนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติม และลดการนำเข้าจากไทย สินค้าเหล่านี้ ได้แก่ ล้อยาง, ธัญพืช และผลิตภัณฑ์พลาสติก ขณะที่ประเด็นด้านการตัดสิทธิ GSP ของสหรัฐฯ ที่มีการตัดสิทธิไทยไปแล้ว 2 รอบ คาดว่ามีโอกาสน้อยที่ไทยจะได้รับการคืนสิทธิแม้จะมีการเปลี่ยนผู้นำของสหรัฐฯ ทำให้ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องปรับตัวในส่วนนี้<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ในส่วนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ คาดว่าจะเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจาก EIC มองว่า 3 แผลเป็นที่สำคัญทางเศรษฐกิจนั้นยังคงซบเซาต่อเนื่อง</strong></span> และจะเป็นประเด็นท้าทายที่ทำให้การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศเป็นไปอย่างช้า ๆ โดยแต่ละแผลเป็นมีรายละเอียดดังนี้<br /><br /><strong>1) แผลเป็นที่สำคัญในภาคธุรกิจอย่างทิศทางการเปิด-ปิดกิจการที่ซบเซายังมีแนวโน้มที่แย่ลง</strong> โดยการเปิดกิจการใหม่ในเดือนตุลาคมยังคงหดตัว -6.1%YOY ถือเป็นการหดตัวต่อเนื่อง 4 เดือนติดต่อกัน ซึ่งหลังมีการคลาย lockdown ครบ 5 เฟส การเปิดกิจการใหม่มีการฟื้นตัวเป็นบวกเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น ส่งผลให้ 10 เดือนแรกของปี 2020 การเปิดกิจการใหม่หดตัวรวมทั้งสิ้น -12.3%YOY ในด้านของการปิดกิจการ2 ยังคงเร่งตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนตุลาคม มีการปิดกิจการเพิ่มขึ้นถึง 54.7%YOY เร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และถือเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นระหว่างปี (YOY) ที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2016 ทั้งนี้จากรูปที่ 9 จะเห็นได้ว่าในช่วงครึ่งแรกของปี ทิศทางการปิดกิจการยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก แต่กลับมาเร่งตัวในช่วงหลัง lockdown โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคม เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบต่อภาคธุรกิจในช่วงก่อนหน้าที่มีความรุนแรงประกอบกับหลายธุรกิจสภาพคล่องไม่เพียงพอกับภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นช้า การปิดกิจการจึงทยอยเกิดขึ้นเป็นลำดับ <strong>โดยส่วนใหญ่กว่า 99% ของกิจการที่ปิดตัวลงเป็นธุรกิจขนาดเล็ก3 ที่เหลืออีกเพียง 1% เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดใ</strong>หญ่ <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/90/9k/ftyq909ky5/27.jpg" alt="27.jpg" width="2100" height="1456" /><br /><br /><br /><strong>ทิศทางของการเปิด-ปิดกิจการที่แย่ลงสอดคล้องกันกับผลสำรวจของ Facebook ที่บ่งชี้ว่าธุรกิจ SMEs ไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก</strong> ผลสำรวจจากธุรกิจ SMEs ไทยประมาณ 900 รายที่มีเพจ Facebook พบว่า มีสัดส่วนถึง 12.5% ของผู้ตอบแบบสำรวจในเดือนกันยายน 2020 ต้องหยุดกิจการไป โดยคาดว่ากิจการที่หยุดไปส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ เช่น ตัวแทนจัดจำหน่ายด้านการท่องเที่ยว บริการงานอีเวนต์ โรงแรม และร้านอาหาร สอดคล้องกับเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก สำหรับธุรกิจไทยที่ยังดำเนินการอยู่ส่วนใหญ่ถึงกว่า 79.4% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าในช่วงเดือนกันยายน ยอดขายของตนเองลดลงกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในกลุ่มที่ยอดขายลดลงนี้ มีถึง 53.3% ที่ตอบว่ารายได้ของตนลดลงมากกว่าครึ่ง ทั้งนี้มีเพียง 8.4% ของผู้ตอบแบบสำรวจที่มียอดขายทรงตัวและ 12.2% ที่มียอดขายสูงกว่าในปีที่แล้ว <br /><br /><strong>EIC มองว่านัยหนึ่งของการที่ทิศทางการเปิด-ปิดกิจการซบเซาต่อเนื่อง คือ สัดส่วนทางการตลาดของผู้เล่นรายใหญ่ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น</strong> หรือที่เรียกว่าภาวะการกระจุกตัวของตลาด (market concentration) ซึ่งมีแนวโน้มกระจุกตัวมากขึ้นมาตลอดหลายปี โดยในปี 2018 บริษัทที่มียอดขายสูงสุด 1% แรกในไทยมียอดขายรวมกันคิดเป็น 73.7% ของยอดขายรวมทั้งหมดของทุกบริษัทที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาจากปี 2000 ที่อยู่ที่เพียง 59.5% ทั้งนี้แนวโน้มของภาวะ market concentration ในไทยมีโอกาสที่จะดำเนินต่อไป เนื่องจากการล้มหายตายจากของกิจการในช่วง COVID-19 มักเป็นรายเล็ก ขณะที่รายใหญ่ยังสามารถประคับประคองไปได้จากสภาพคล่องที่มีสูงกว่า รวมถึงการมีความสามารถในการปรับตัวโดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีได้ดีกว่า งานศึกษาของ IMF บ่งชี้ว่าผลของการที่ตลาดกระจุกตัวมาก ๆ จะก่อให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจมหภาคหลายด้าน เช่น การที่รายใหญ่มีอำนาจตลาดมากจนกระทบกับตลาดผู้บริโภค หรือ การที่บริษัทหน้าใหม่จะมีแนวโน้มลดลงซึ่งกระทบต่อระดับการลงทุนและการพัฒนานวัตกรรมในระบบเศรษฐกิจ เป็นต้น <strong>นอกจากเรื่องการกระจุกตัวของตลาดแล้ว การปิดกิจการที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อเนื่องไปยังตลาดแรงงานที่ก็กำลังมีปัญหาอยู่เช่นกัน</strong><br /><br /><strong>2) สภาวะตลาดแรงงานที่ยังซบเซา ทั้งจากการว่างงานที่สูง การทำงานต่ำระดับที่เพิ่มขึ้น จำนวนคนว่างงานชั่วคราวที่ยังมีมาก และการที่แรงงานจำนวนมากต้องเปลี่ยนไปทำงานที่มีรายได้น้อยลง</strong> จากข้อมูลล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แม้ทิศทางตลาดแรงงานจะคลี่ลายลงบ้างในช่วงเข้าสู่ครึ่งปีหลัง แต่สถานการณ์โดยรวมยังไม่หายจากความซบเซา อัตราการว่างงานในภาพรวมของเดือนตุลาคมกลับมาเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับสูงที่ 2.1% เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต 5 ปีย้อนหลังที่อยู่ที่เพียง 1.0% ขณะที่จำนวนของว่างงานชั่วคราวและผู้ที่ทำงานต่ำระดับก็ยังเพิ่มขึ้นรวมกันถึง 19.7%YOY เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคมปีก่อนหน้า ส่วนแรงงานที่ทำงานเต็มเวลาและล่วงเวลาก็ยังคงหดตัว -0.6%YOY (รูปที่ 10) ด้านแรงงานในระบบประกันสังคม อัตราการว่างงานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือนติดต่อกัน โดยข้อมูลล่าสุดในเดือนกันยายน อัตราการว่างงานของแรงงานในระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 4.4% หรือคิดเป็นจำนวนคนว่างงานกว่า 4.9 แสนคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์<br /><br /><strong>นอกจากนี้ ยังมีอีกแนวโน้มที่มีแรงงานจำนวนหนึ่งที่ต้องออกจากระบบไปทำงานนอกระบบ ซึ่งนั่นหมายถึงรายได้ที่ลดลง</strong> โดยกลุ่มอาชีพอิสระโดยเฉลี่ยมีรายได้ที่เพียงราว 1.2 หมื่นบาทต่อเดือน น้อยกว่าพอสมควรเมื่อเทียบกับกลุ่มลูกจ้างและนายจ้างที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 1.4 หมื่น และ 2.3 หมื่นบาท ตามลำดับ นอกจากนี้แรงงานอิสระยังมีแนวโน้มที่จะมีความมั่นคง สวัสดิการและการพัฒนาฝีมือแรงงานที่น้อยกว่าอีกด้วย ทั้งนี้แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของงานอิสระยังสอดคล้องกันกับเทรนด์ของการทำงานเป็นฟรีแลนซ์ออนไลน์ ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง COVID-19 จากข้อมูลของเว็บไซต์ Fastwork.co ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากวิกฤติเศรษฐกิจที่กระทบกับรายได้จากการทำงานในวงกว้าง และการที่แรงงานบางส่วนมีเวลามากขึ้นจากการทำงานที่บ้าน อย่างไรก็ดี ค่าจ้างสำหรับฟรีแลนซ์ออนไลน์นั้นไม่สูงมากนัก โดยค่าจ้างเฉลี่ยต่อวันเริ่มต้นอยู่ที่ 308.6 บาทสำหรับ 1 ชิ้นงาน อีกทั้งฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่มีค่ากลาง (Median) ของการได้งานตลอดระยะเวลาตั้งแต่เปิดรับงานบน Fastwork.co อยู่ที่เพียง 7 ชิ้นงานเท่านั้น<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/b0/2p/ftyqb02puc/28.jpg" alt="28.jpg" width="2064" height="1500" /><br /><br /><strong>3) ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งเกิดจากความซบเซาทั้งในภาคธุรกิจและตลาดแรงงาน</strong> โดยครัวเรือนไทยประสบปัญหาหนี้สูงมาเป็นเวลาหลายปีแล้วตั้งแต่ก่อนช่วง COVID-19 ซึ่งในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 หนี้ครัวเรือนต่อ GDP เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 83.8% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศรายได้ไม่สูง (รูปที่ 11) จาก GDP ที่หดตัวลง สะท้อนถึงผลกระทบด้านรายได้จาก COVID-19 ที่กระทบไปยังความสามารถในการชำระหนี้และการก่อหนี้ใหม่ของครัวเรือนที่ถดถอยลงทั้งนี้มีครัวเรือนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีความเปราะบางจากการมีภาระหนี้ที่ต้องชำระต่อเดือน (Debt Service Ratio หรือ DSR) ที่ค่อนข้างสูง โดยจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2019 ครัวเรือนไทยโดยเฉลี่ยมี DSR อยู่ที่ 23.5%<strong> แต่สำหรับกลุ่มครัวเรือนที่มีภาระหนี้ต่อเดือนมากที่สุด 15% แรกของครัวเรือนกลุ่มที่มีหนี้ซึ่งมีจำนวนราว 1.5 ล้านครัวเรือน มี DSR เฉลี่ยสูงถึง 75.4% ของรายได้ในแต่ละเดือน ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงมาก</strong> เพราะนั่นหมายความว่าครัวเรือนกลุ่มดังกล่าวเหลือเงินเพื่อการบริโภคหลังจากหักการชำระหนี้เพียงราว 1 ใน 4 ของรายได้เท่านั้น และครัวเรือนกลุ่มนี้ยังมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่เพียงประมาณ 2.6 หมื่นบาทต่อเดือนซึ่งน้อยกว่ารายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่มีหนี้ในภาพรวม (3.1 หมื่นบาทต่อเดือน) แม้ปัจจุบันจะมีมาตรการพักชำระหนี้ให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ COVID-19 ซึ่งอาจช่วยลด DSR ลงได้บ้าง แต่ก็เป็นการชั่วคราว ครัวเรือนต้องกลับมาชำระหนี้เมื่อระยะเวลาการพักชำระสิ้นสุดลง EIC มองว่าประเด็นหนี้ครัวเรือนจะเป็นอีกแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่สำคัญ คือเป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลานานในการคลี่คลาย โดยต้องอาศัยการซ่อมแซมงบดุลของครัวเรือนทั้งโดยการเพิ่มรายได้ ลดภาระหนี้เดิม และชะลอการก่อหนี้ใหม่ ซึ่งผลของแนวโน้มดังกล่าวจะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้าอีกด้วย <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cz/5z/ftyqcz5zko/29.jpg" alt="29.jpg" width="2046" height="1249" /><br /><br /><strong>โดยสรุป EIC คาดว่าในปี 2021 ทั้ง 3 แผลเป็นทางเศรษฐกิจหลักของไทยจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างช้า ๆ เท่านั้น</strong> ทั้ง (1) การเปิด-ปิดกิจการจากปัญหา Zombie Firm ที่เพิ่มมากขึ้น (อ่านเพิ่มเติมที่ In Focus : ผลกระทบ COVID-19 ต่อ Zombie Firm และนัยต่อภาคธุุรกิจและเศรษฐกิจไทย หน้า 88) (2) ตลาดแรงงานที่การฟื้นตัวอาจใช้เวลานานกว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จากอุปทานส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่กำลังในการดูดซับของภาคเอกชนถดถอยลง ส่งผลต่อเนื่องไปยัง (3) ปัญหาหนี้ของภาคครัวเรือนที่จะสูงขึ้นกลายเป็นอีกแผลเป็นที่สำคัญ มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐทั้งด้านรายได้ การจ้างงาน และการช่วยเหลือด้านหนี้จึงยังคงมีความจำเป็นในการประคับประคองกำลังซื้อของภาคครัวเรือน การลดหรือหยุดมาตรการช่วยเหลือฉับพลันอาจทำให้การจับจ่ายใช้สอยชะลอลงได้เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจภาคครัวเรือนจากสภาวะตลาดแรงงานยังคงอยู่ในช่วงอ่อนแอ <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>นอกจากผลของแผลเป็นเศรษฐกิจที่จะกระทบต่อรายได้และความเชื่อมั่นของประชาชนแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นกดดันการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน</strong></span> ได้แก่ <strong>พฤติกรรมการออมจากการกลัวความเสี่ยงในอนาคต (precautionary saving</strong>) เนื่องจากความไม่แน่นอนในอนาคตที่ยังมีสูง ทำให้ประชาชนเน้นการออมมากกว่าปกติ สะท้อนจากอัตราเติบโตของเงินฝากในบัญชีธนาคารพาณิชย์ในทุกขนาดบัญชีที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่มีการปิดเมือง (ช่วงเดือนเมษายน) เป็นต้นมา ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวจะส่งผลทำให้การใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการของภาคครัวเรือนมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ก็จะเป็นอีกปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนโดยเฉพาะการบริโภคสินค้าคงทนในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี คาดว่าการค้นพบวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจะมีส่วนช่วยทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับดีขึ้นบ้าง จึงอาจทำให้ผลของพฤติกรรม precautionary saving ลดลงบางส่วน<br /><br /><strong>ทั้งนี้ EIC คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะหดตัวที่ -1.1% ในปี 2020 และฟื้นตัวในปี 2021 ที่ 2.5%</strong> ซึ่งนับเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยจะได้รับอานิสงส์บางส่วนจากมาตรการภาครัฐที่คาดว่าจะมีการจัดทำเพิ่มเติมในปี 2021 ทั้งนี้สินค้าที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็ว ได้แก่ สินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพและความสะอาด, สินค้าจำพวกอาหารและของใช้ในชีวิตประจำวัน, สินค้าขายออนไลน์ ขณะที่สินค้าที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่า ได้แก่ สินค้าที่มีมูลค่ามาก (Big ticket items) เช่น รถยนต์, อสังหาริมทรัพย์และเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น รวมถึงบริการที่ต้องพบหน้า (face-to-face services) ก็มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าเช่นกัน<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/f4/i2/ftyqf4i2a1/30.jpg" alt="30.jpg" width="2025" height="2181" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านการลงทุนภาคเอกชน EIC คาดว่าในปี 2020 จะหดตัวลึกถึง -10.9% ส่วนปี 2021 จะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยขยายตัวที่ 4.6%</strong> </span>โดยนอกจากแผลเป็นทางเศรษฐกิจด้านการปิดกิจการที่เพิ่มขึ้นและการซ่อมแซมงบดุลของภาคธุรกิจตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ปัจจัยอื่นที่กดดันการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน ได้แก่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ยังมีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่องในปี 2021 โดยล่าสุดข้อมูลในช่วง 7 เดือนแรก Net FDI ของไทยลดลงไปกว่า -666.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (-28.5%YOY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ในปี 2021 FDI ที่เข้ามาในไทยก็ยังมีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง ตามทิศทางการลงทุนโดยตรงของทั้งโลก (Global FDI) ที่ UNCTAD ได้คาดไว้ว่าจะหดตัวมากถึง -40%YOY ในปี 2020 และจะหดตัวเพิ่มเติมอีก -5 ถึง -10%YOY ในปี 2021 (ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ก่อนการค้นพบวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ โดยการค้นพบวัคซีนอาจส่งผลให้สถานการณ์ลงทุนระหว่างประเทศปรับดีขึ้นได้ระดับหนึ่ง) นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านยอดคงค้างเหลือขายของบ้าน โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ทำให้คาดว่าการลงทุนด้านการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในปี 2021 จึงจะยังไม่สดใส และปัจจัยกดดันสุดท้ายคือความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ทั้งที่อาจเกิดจากการระบาดของ COVID-19 และปัจจัยเรื่องการเมืองภายในประเทศ<br /><br /><strong>อย่างไรก็ดี ในปี 2021 ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของการลงทุนของภาคเอกชนในส่วนของธุรกิจที่อยู่ในกระแสปัจจุบัน</strong> ได้แก่ การลงทุน 5G ของค่ายมือถือต่าง ๆ ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินมากถึง 1.2 แสนล้านบาท (+32%YOY) รวมถึงการลงทุนเกี่ยวกับการสร้าง Data Center หรือ Cloud เนื่องจากกระแสด้านการใช้ดิจิทัลที่เร่งขึ้นอย่างมากหลังจากการระบาดของ COVID-19 และสุดท้ายคือการลงทุนสร้างคลังสินค้า (Warehouse) เพื่อรองรับการค้าขายและส่งสินค้าทางออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gc/an/ftyqgcanim/31.jpg" alt="31.jpg" width="2083" height="1478" /><br /><br /><span style="font-size: 11pt;"><strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7249">คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อเพิ่มเติม</a><br /></strong></span></div>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังหดตัวสูงในช่วงไตรมาส 2 โดยยังต้องจับตาความเสี่ยงด้านต่ำและอุปสรรคหลายประการ</description>
					<enclosure length="7251" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/jo/qa/ftyrjoqan5/18.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 14 Dec 2020 16:17:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2020  ณ ไตรมาส 4/2020</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7264</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7264</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7264">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7249"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;<br /></strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/3f/v3/ftyk3fv3wj/17.jpg" alt="17.jpg" width="2343" height="1756" /></strong></span><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><br /><br /></span><span style="color: #4b2885; font-size: 11pt;">EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2020 เป็นหดตัวน้อยลงที่ -6.5% จากเดิมคาด -7.8% ตามการฟื้นตัวที่เร็วกว่าคาดของเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3/2020 ขณะที่ในปี 2021 EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP เป็น 3.8% จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 3.5% ตามเม็ดเงินและมาตรการภาครัฐที่คาดว่าจะเข้ามาช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติม</span><br /><br /></strong></p>
<p><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ข้อมูลล่าสุดในช่วงไตรมาส 3 ปี 2020 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วกว่าคาดโดยหดตัวเพียง -6.4%YOY ส่งผลให้ EIC มีการปรับคาดการณ์ GDP ปี 2020 เหลือหดตัวที่ -6.5% จากเดิมที่คาดหดตัวถึง -7.8%</strong></span> โดยจากข้อมูล GDP ในช่วงไตรมาส 3 แม้ว่าภาคท่องเที่ยวระหว่างประเทศยังคงซบเซา แต่ภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ มีการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยภาคส่งออกปรับตัวดีขึ้นตามภาวะการค้าโลกหลังผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวเร็วกว่าคาด นำโดยการฟื้นตัวเร็วของการบริโภคภาคเอกชน และเม็ดเงินจากภาครัฐที่มีการขยายตัวในระดับสูง โดยเฉพาะด้านการลงทุนภาครัฐ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี คาดว่าเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องแต่ในอัตราที่ชะลอลง โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่การฟื้นตัวอาจชะลอลงตามการกลับมาระบาดและใช้มาตรการปิดเมืองแบบเฉพาะจุดในหลายประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะในยุโรป และสหรัฐฯ ในขณะที่อุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับภาครัฐ จะได้รับอานิสงส์ส่วนหนึ่งจากปัจจัยฐานต่ำในช่วงปลายปี 2019 ที่มีการจัดทำงบประมาณล่าช้า ประกอบกับหลายมาตรการภาครัฐที่จะช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชน ได้แก่ มาตรการคนละครึ่ง มาตรการช้อปดีมีคืนและการโอนเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม ด้วยเหตุนี้ EIC จึงปรับคาดการณ์ GDP ปี 2020 เป็นหดตัวน้อยกว่าเดิมมาอยู่ที่ -6.5%<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับปี 2021 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีปัจจัยกดดันจากผลจากแผลเป็นเศรษฐกิจ (scarring effects) เป็นสำคัญ</strong></span> โดยเฉพาะความเปราะบางของตลาดแรงงาน (การว่างงานที่สูง การทำงานต่ำระดับที่เพิ่มขึ้น จำนวนคนว่างงานชั่วคราวที่ยังมีมาก และการที่แรงงานจำนวนมากต้องเปลี่ยนไปทำงานที่มีรายได้น้อยลง) การเปิด-ปิดกิจการที่ซบเซาต่อเนื่อง และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจในประเทศผ่านการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ภาคส่งออกก็มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน ตามทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ก็จะเป็นอีกปัจจัยกดดันการส่งออกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2021<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อย่างไรก็ดี EIC ปรับคาดการณ์ GDP ปี 2021 เพิ่มขึ้นเป็น 3.8% จากเดิมที่คาด 3.5% เนื่องจากคาดว่าเม็ดเงินจากภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีเพิ่มเติมจากที่เคยคาดไว้ รวมถึงคืบหน้าด้านการค้นพบวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง ก็จะมีส่วนช่วยทำให้การท่องเที่ยวปรับดีกว่าคาดเล็กน้อย</strong> </span>โดยในส่วนของการใช้จ่ายภาครัฐ กรอบวงเงินงบประมาณที่เพิ่มขึ้นทำให้เม็ดเงินในส่วนของงบประมาณมีโอกาสที่จะถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของการลงทุนก่อสร้างภาครัฐที่คาดว่าจะขยายตัวดีถึง 12.2% ในปี 2021 นอกจากนี้ ยังมีวงเงินเหลือจาก พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท อีกประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่สามารถใช้ได้ในปี 2021 ซึ่งวงเงินนี้จะสามารถสนับสนุนเศรษฐกิจได้หลายภาคส่วน อาทิ มาตรการช่วยเหลือเงินแก่บุคคลบางกลุ่มและมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โครงการด้านการเกษตร และโครงการสร้างอาชีพ เป็นต้น ทั้งนี้รายได้ภาษีที่ลดลงประกอบกับการกู้เงินที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐเพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจนั้น อาจทำให้หนี้สาธารณะมีโอกาสเข้าไปใกล้เคียงเพดานหนี้ที่ 60% ของ GDP จึงนำมาซึ่งความกังวลด้านความเสี่ยงทางการคลัง อย่างไรก็ดี จากการศึกษาพบว่ารัฐบาลสามารถขยายเพดานหนี้สาธารณะได้และไทยยังมีความแข็งแกร่งทางการคลังพอสมควร สะท้อนจาก rating ของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ยังให้ไทยมีความแข็งแกร่งทางการคลังในระดับดี ดังนั้น หากมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะและกู้เงินเพิ่มขึ้นก็สามารถทำได้แต่ควรมีการจัดทำแผนการจัดการหนี้อย่างโปร่งใสควบคู่ไปด้วย<br /><br /><strong>ในส่วนของความคืบหน้าด้านการค้นพบวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงจากหลายค่าย จะมีส่วนช่วยให้การท่องเที่ยวปรับดีกว่าคาดเล็กน้อย</strong> โดย EIC คาดว่าประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะได้วัคซีนที่ผ่านการอนุมัติให้ใช้อย่างแพร่หลายในช่วงต้นปี 2021 เนื่องจากมีสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ขณะที่ในกรณีประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ คาดว่าจะได้รับวัคซีนช้ากว่าตั้งแต่ในช่วงกลางปีเป็นต้นไป ซึ่ง EIC คาดว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้าไทยเร่งตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 เนื่องจากจะเป็นช่วงที่ประเทศต้นทางและประเทศปลายทางอย่างไทยได้รับการฉีดวัคซีนอย่างแพร่หลายแล้ว ดังนั้น จึงมีการปรับเพิ่มคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวเล็กน้อยจากเดิมที่คาดไว้ 8.4 เป็น 8.5 ล้านคน <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า</strong> </span>ประกอบไปด้วยการกลับมาระบาดอีกครั้งของ COVID-19 ทั้งในต่างประเทศและในไทยในช่วงที่ยังไม่มีวัคซีนใช้อย่างแพร่หลาย และแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพสถาบันการเงินผ่านระดับหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องกังวลเกี่ยวกับ Zombie Firm (บริษัทที่ขาดความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นเวลานาน) ที่อาจมีเพิ่มขึ้นจากวิกฤติในรอบนี้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการกระจายทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพของไทย และปัญหาเงินบาทแข็งค่าที่อาจกระทบต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ต่างประเทศ รวมถึงปัญหาด้านการเมืองในประเทศของไทย ที่อาจมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น โดยหากสถานการณ์มีความรุนแรงและยืดเยื้อ ย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการลงทุนภาคเอกชน</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>EIC ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2020 เป็นหดตัวที่ -7.8% จากเดิมคาดที่ -7.3% จากภาคท่องเที่ยวที่ยังซบเซา ประกอบกับเม็ดเงินจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐ</description>
					<enclosure length="10963" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/3t/wo/ftyk3twodi/17.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 14 Dec 2020 11:21:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจไทย ปี 2020 (ไตรมาส 4/2020)</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7262</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7262</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7262">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7249"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 16pt; color: #4b2885;"><strong><br /></strong></span><strong><span style="font-size: 16pt; color: #4b2885;"><span style="font-size: 14pt;">EIC ประเมิน GDP ปี 2020 หดตัวน้อยกว่าคาดที่ -6.5% จากการฟื้นตัวของการบริโภคเอกชนในช่วงไตรมาส 3 ขณะที่ปี 2021 คาดเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 3.8% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก มาตรการภาครัฐ และวัคซีน แต่ผลดีของวัคซีนต่อการท่องเที่ยวจะมาช่วงครึ่งหลังของปีเป็นหลัก ขณะที่แผลเป็นทางเศรษฐกิจในตลาดแรงงาน ธุรกิจ SMEและหนี้ครัวเรือนจะเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจที่สำคัญ</span> </span><br /><br /></strong></p>
<p><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอลงในระยะสั้นจากการระบาดรอบใหม่ แต่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2021 ตามปัจจัยสนับสนุนจากวัคซีน มาตรการกระตุ้น และแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้น อย่างไรก็ดี GDP ของเศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่ (ยกเว้นจีนซึ่ง GDP เป็นบวกในปี 2020) จะยังไม่กลับไปที่ระดับของปี 2562 ในปีหน้า</strong> </span>ในช่วงที่เหลือของปี 2020 จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้มาตรการปิดเมืองเข้มงวดขึ้นในหลายประเทศและจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวในปี 2021 อย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีความแตกต่างในรายประเทศและอุตสาหกรรม โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งน่าจะได้รับวัคซีนอย่างแพร่หลายในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 จะฟื้นตัวได้เร็วกว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ ผลจากรอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจของเศรษฐกิจหลักแม้จะยังมีอยู่แต่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น สะท้อนได้จากอัตราการว่างงานและการปิดกิจการที่มีแนวโน้มลดลง จากแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นทางการคลังและนโยบายการเงินในระดับที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาส่วนใหญ่จะได้รับวัคซีนภายหลังและมีข้อจำกัดมากกว่าในด้านพื้นที่การดำเนินนโยบาย อย่างไรก็ดี ประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นฐานการผลิตของสินค้าส่งออกในกลุ่ม IT และกลุ่มสุขภาพอนามัย เช่น จีน และกลุ่มเอเชียตะวันออก จะได้รับประโยชน์จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วกว่า ขณะที่ประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้ช้ากว่า ทั้งนี้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญกับความเสี่ยงด้านต่ำสำคัญในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการระบาดรอบใหม่ การกระจายวัคซีนที่อาจล่าช้าและไม่ทั่วถึง ความขัดแย้งทางการค้าและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่กระทบต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่การผลิตอุปทาน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในจุดต่าง ๆ ของโลกจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีมากขึ้น<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับเศรษฐกิจไทย การฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนที่ดีกว่าคาดในช่วงไตรมาส 3/2020 ส่งผลให้ GDP ทั้งปี 2020 มีแนวโน้มหดตัวน้อยกว่าที่เคยคาดไว้</strong></span> ข้อมูล GDP ล่าสุดในช่วงไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยหดตัวที่ -6.4%YOY ซึ่งเป็นอัตราหดตัวที่น้อยกว่าที่ตลาดคาด เป็นผลจากการฟื้นตัวเร็วกว่าคาดของการบริโภคภาคเอกชนตามปัจจัยชั่วคราวของการมีวันหยุดเพิ่มเติมและมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ อย่างไรก็ดี ในไตรมาส 4 EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในอัตราที่ชะลอลงจากการกลับมาระบาดของ COVID-19 ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกในช่วงปลายปี ขณะที่การระบาดในไทยที่เริ่มมีขึ้นอีกครั้งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในประเทศในระยะสั้นได้ ทั้งนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2020 จะหดตัวที่ -6.5% ดีขึ้นจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ -7.8% <br /><br /><span style="color: #000000;"><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2021 คาดว่า จะขยายตัวที่ 3.8% ซึ่งแม้จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกจากฐานที่ต่ำ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เม็ดเงินของภาครัฐทั้งจากในงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมถึงการกระจายวัคซีนในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ผลของแผลเป็นทางเศรษฐกิจ (scarring effects) จะยังคงกดดันการฟื้นตัวของอุปสงค์ภาคเอกชน</strong> </span>ในส่วนของเม็ดเงินจากภาครัฐ คาดว่าจะมีจำนวนมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้</span> โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีราว 9.8% นอกจากนี้ ยังมีวงเงินเหลือจาก พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท อีกประมาณ 5 แสนล้านที่รัฐสามารถใช้ได้ในปี 2021 ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาตรการคนละครึ่งระยะที่ 2 และให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการ รวมถึงขยายเวลามาตรการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐยังพร้อมใช้มาตรการเพื่อพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการใช้จ่ายของภาคประชาชน สำหรับภาคส่งออกของไทย มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 4.7% ตามทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก อย่างไรก็ดี ปัญหาการขาดแคลนและต้นทุนที่สูงขึ้นของตู้คอนเทนเนอร์โดยเฉพาะในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงช่วงต้นปีหน้า และแนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นตามทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นปัจจัยกดดันต่อการส่งออกในปีหน้า ขณะที่การค้นพบวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงจากหลายค่าย รวมทั้งการที่ไทยเป็นผู้ผลิตวัคซีน AstraZeneca จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี โดย EIC คาดว่าประชากรในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะได้รับการฉีดวัคซีนอย่างแพร่หลายในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 เนื่องจากมีสัญญาซื้อล่วงหน้า ขณะที่ในกรณีประเทศไทย คาดว่าจะเริ่มต้นได้รับวัคซีนที่จองซื้อไว้ในช่วงกลางปีและจะมีการฉีดอย่างแพร่หลายในช่วงครึ่งหลังของปี จึงทำให้คาดว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยวและประเทศปลายทางอย่างไทยได้รับการฉีดวัคซีนอย่างแพร่หลายแล้ว ทั้งนี้คาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีหน้าจะอยู่ประมาณ 8 ล้านคน ซึ่งยังต่ำกว่าตัวเลขปี 2562 ที่เกือบ 40 ล้านคนอยู่มาก นอกจากนั้น เศรษฐกิจไทยจะยังคงได้รับปัจจัยกดดันจากแผลเป็นเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย 1) ความเปราะบางของตลาดแรงงาน ได้แก่ การว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูงการทำงานต่ำระดับที่เพิ่มขึ้นมาก และการที่แรงงานจำนวนมากต้องเปลี่ยนไปทำงานที่มีรายได้น้อยลง 2) การเปิด-ปิดกิจการที่ยังซบเซาต่อเนื่อง และ 3) ปัญหาหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยแผลเป็นทั้ง 3 ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในระยะข้างหน้า ทำให้แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ในปีหน้า แต่ยังต้องพึ่งพาการใช้จ่ายของภาครัฐค่อนข้างมาก และระดับ GDP ทั้งปีในปี 2021 ก็จะยังต่ำกว่าระดับในปี 2019<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านนโยบายการเงิน คาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดปี 2021 รวมทั้งใช้มาตรการเฉพาะจุดร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินและสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการจัดการกับหนี้เสีย</strong></span> ภาวะการเงินโดยรวมของไทยยังคงอยู่ในระดับผ่อนคลายจากการที่ ธปท. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดค่าใช้จ่ายด้านการชำระหนี้ให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ในระยะต่อไป EIC คาดว่า ในด้านดอกเบี้ย ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ตลอดปี 2021 ควบคู่กับการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเมื่อจำเป็นเพื่อดูแลดอกเบี้ยในตลาดการเงินให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายใต้แนวโน้มเงินเฟ้อที่จะยังอยู่ในระดับต่ำ (คาดเงินเฟ้อทั่วไปปี 2021 อยู่ที่ 0.9%) ขณะที่จะมีการปรับเงื่อนไขของมาตรการ Soft loan และการใช้เครื่องมือการค้ำประกันความเสี่ยงของ บสย. เข้ามาช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านสภาพคล่องไปยังธุรกิจ SME ให้มากขึ้น ตลอดจนการออกมาตรการเพิ่มเติมและปรับกฎเกณฑ์เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการบริหารจัดการหนี้เสียอย่างมีประสิทธิภาพ<br /><br /><strong>สำหรับค่าเงินบาท EIC คาดว่า มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น โดย ณ สิ้นปี 2021 ค่าเงินบาทจะอยู่ในช่วง 29.5-30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ</strong> ส่วนใหญ่เป็นผลจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางการค้าที่แม้จะดำเนินต่อไปแต่น่าจะลดความผันผวนลง และการขาดดุลทางการคลังที่มากขึ้นของสหรัฐฯ ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลเข้าตลาด EM รวมถึงตลาดการเงินไทยมากขึ้นในระยะต่อไป ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศที่อาจทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าคู่ค้าคู่แข่งโดยเฉลี่ย คือ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องในปี 2021 (คาด 3.0% ของ GDP) เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยที่ยังแข็งแกร่งจนทำให้เงินบาทถูกมองเป็นสกุลเงินในภูมิภาคที่ปลอดภัย รวมถึงพฤติกรรม home bias ของนักลงทุนไทยที่ลงทุนในต่างประเทศค่อนข้างน้อย ทั้งนี้มาตรการของ ธปท. ในการเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายขาออกอาจไม่ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนลงในระยะสั้นนัก เพราะการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศต้องอาศัยการปฏิรูปเพื่อลดข้อจำกัดในส่วนอื่น ๆ ด้วย เช่น ภาษี กฎเกณฑ์ของหน่วยงานอื่น ๆ การให้ความรู้แก่นักลงทุนรายย่อย และการยกระดับความสามารถของสถาบันตัวกลาง <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยในปี 2021 ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำที่สำคัญ</strong> </span>ประกอบด้วย 1) การระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 และความล่าช้าในการกระจายวัคซีนในไทยอย่างแพร่หลาย 2) แผลเป็นทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพสถาบันการเงินผ่านระดับหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนของภาคเอกชน 3) ปัญหาเสถียรภาพการเมืองในประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน 4) ภัยแล้ง จากระดับน้ำในเขื่อนที่ยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และ 5) เงินบาทที่แข็งค่าเร็วกว่าคู่ค้าคู่แข่งซึ่งอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ต่างประเทศ นอกจากนี้ ในระยะปานกลาง ต้องจับตาจำนวน Zombie Firm (ธุรกิจที่ขาดความสามารถในการทำกำไรเพื่อชำระดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นเวลานาน) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากวิกฤตในรอบนี้ จากการปรับตัวของธุรกิจที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค แต่สามารถอยู่รอดได้จากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้การกระจายทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลิตภาพในการผลิตและศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมลดลง<strong> <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/lx/0y/ftyjlx0ygo/Info_Thai.jpg" alt="Info_Thai.jpg" width="2516" height="3614" /><br /></strong></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>EIC ประเมิน GDP ปี 2020 หดตัวน้อยกว่าคาดที่ -6.5% จากการฟื้นตัวของการบริโภคเอกชนในช่วงไตรมาส 3 ขณะที่ปี 2021 คาดเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 3.8% </description>
					<enclosure length="5091" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6n/if/ftyj6nifaq/ThinkstockPhotos-112804313.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 14 Dec 2020 11:04:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กลุ่มจังหวัดที่ได้รับประโยชน์ จากการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว    </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7109</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7109</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7109">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2a/wf/frp72awfh5/TH_Outlook_Q3_2020_Final_34.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_34.jpg" width="1819" height="939" /><br /><br /><br />การเพิ่มขึ้นของการท่องเที่ยวโดยคนไทยหลัง lockdown ยังไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ เมื่อพิจารณาเฉพาะเพียงการท่องเที่ยวโดยคนไทยในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ (จังหวัดที่มีจำนวนห้องพักโรงแรมต่อจำนวนประชากรสูงสุด 15 จังหวัดแรก ไม่รวมกรุงเทพฯ) โดยใช้ข้อมูลผู้เยี่ยมเยือนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและข้อมูล Facebook Movement Range ซึ่งเป็นข้อมูล high frequency ที่แสดงถึงการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน Facebook ภายในพื้นที่นั้น ๆ และสามารถติดตามได้เป็นรายวัน และลงรายละเอียดได้ถึงระดับอำเภอ ซึ่งมีข้อค้นพบเกี่ยวกับลักษณะของการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวโดยคนไทยดังนี้ (รูปที่ 14)<br /><br /><strong>1) จังหวัดท่องเที่ยวที่มีระยะทางใกล้กรุงเทพฯ จะมีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้เยี่ยมเยือนหลังการผ่อนคลาย lockdown เทียบช่วงก่อนหน้า lockdown ที่สูงกว่าจังหวัดท่องเที่ยวที่ไกลกว่า</strong> ทั้งนี้เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯและยังสอดคล้องกับมุมมองที่คนไทยยังเลือกการเดินทางด้วยรถยนต์มากกว่าเครื่องบินจากความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของ COVID-19 นอกจากนี้ ลักษณะความสัมพันธ์ดังกล่าวยังอาจสะท้อนถึงผลของกำลังซื้อที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะการท่องเที่ยวจังหวัดที่ไกลจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงกว่า โดยกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวที่ใช้ระยะเวลาขับรถไม่เกิน 4 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ เช่น ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี เพชรบุรี และชลบุรี มีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้เยี่ยมเยือนสูงกว่าจังหวัดที่ไกลกว่าอย่างมีนัยสำคัญ<br /><br /><strong>2) เมื่อพิจารณากิจกรรมการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว ได้แก่ ช่วงวันที่ 4-7 กรกฎาคม และ 25-28 กรกฎาคมโดยใช้ข้อมูล Facebook Movement Range ก็พบลักษณะที่สอดคล้องกับความสัมพันธ์ดังกล่าวเช่นกัน</strong> โดยเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเมืองท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ ได้แก่ หัวหิน และเมืองที่ไกลกรุงเทพฯ ได้แก่ ภูเก็ต ข้อมูลบ่งชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของการเดินทางในเมืองหัวหินนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของจังหวัดท่องเที่ยวโดยรวม ขณะที่กิจกรรมการเดินทางในภูเก็ตนั้นอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมากและยังไม่กลับไปเท่าช่วงก่อนหน้า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการหายไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยไม่ค่อยไปท่องเที่ยว <br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2x/2o/frp72x2oqd/TH_Outlook_Q3_2020_Final_35.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_35.jpg" width="2083" height="1311" />
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การเพิ่มขึ้นของการท่องเที่ยวโดยคนไทยหลัง lockdown ยังไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ เมื่อพิจารณาเฉพาะเพียงการท่องเที่ยวโดยคนไทยในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ </description>
					<enclosure length="4800" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/2e/if/frp72eifw5/TH_Outlook_Q3_2020_Final_34.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 01 Oct 2020 16:14:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ข้อควรระวังด้านการใช้ข้อมูลเร็ว ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7108</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7108</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7108">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/zh/x9/frp6zhx9os/TH_Outlook_Q3_2020_Final_33.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_33.jpg" width="1819" height="1101" /><br /><br /><br />จากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ทำให้นักวิเคราะห์จำเป็นต้องหาข้อมูลที่รวดเร็ว (real-time data) ต่อการวิเคราะห์มาช่วยในการตัดสินใจเพิ่มเติมจากเดิมที่พึ่งพาข้อมูลทางเศรษฐกิจแบบปกติ (traditional) ที่มักจะล่าช้าแต่เพียงอย่างเดียว (เช่นข้อมูล MPI, PCI, PII, Export และ GDP เป็นต้น) ทั้งนี้บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่เป็นข้อควรระวังว่า ข้อมูลเร็วที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายอาจมีข้อจำกัดบางประการที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการวิเคราะห์ โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็น ดังนี้<br /><br /><strong>&bull; การเคลื่อนไหว (Mobility) อาจไม่เท่ากับ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Activity)</strong> &ndash; ในช่วงปัจจุบันข้อมูล real-time data ที่เป็นที่นิยมอย่างมากก็คือ mobility index ของหลายค่ายใหญ่ โดยเฉพาะ Google และ Apple อย่างไรก็ดี ต้องระมัดระวังด้วยว่าการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น mobility สะท้อนว่าคนกลับไปทำงานที่ออฟฟิศมากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะต้องเดินทางด้วยวิธีเดิม หรือต้องใช้จ่ายเท่าเดิมในการซื้อสินค้าและบริการ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าแม้ระดับการเคลื่อนไหวจะเข้าใกล้จุดเดิมก่อนเกิด COVID-19 แต่ระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจจะยังต่ำกว่าก็เป็นได้<br /><br /><strong>&bull; ปัจจัยด้านฤดูกาล (seasonal pattern)</strong> &ndash; ข้อมูล real-time data หลายประเภทมักเป็นดัชนีหรืออัตราเปลี่ยนแปลงเทียบกับช่วงก่อนเกิด COVID-19 อย่างเช่นในกรณีของ Google mobility index ที่คิดอัตราเปลี่ยนแปลงเทียบกับช่วงก่อนเกิด COVID-19 (เดือนมกราคม-ต้นเดือนกุมภาพันธ์) ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าดัชนีที่เพิ่มขึ้นในระยะหลังจากช่วงเวลาดังกล่าว อาจเกิดจากผลทางฤดูกาล มากกว่าจะสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริงก็เป็นได้<br /><br /><strong>&bull; ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและเดบิต</strong> &ndash; ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรก็เป็นอีกหนึ่ง real-time data ที่มักถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ อย่างไรก็ดี ต้องคำนึงถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่หันไปใช้บริการออนไลน์มากขึ้น จึงทำให้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้น แต่การใช้จ่ายด้วยเงินสดอาจลดลงมากก็เป็นได้ ดังนั้น การวิเคราะห์จากการใช้จ่ายผ่านบัตรเพียงอย่างเดียวจึงอาจยังไม่สามารถบอกภาพทั้งหมดของการใช้จ่ายโดยรวมได้<br /><br /><strong>ทั้งนี้อาจสามารถสรุปได้ว่า ข้อมูลเร็วมีประโยชน์อย่างมากในการวิเคราะห์ทิศทางของภาวะเศรษฐกิจ แต่การวัดขนาดของผลกระทบทางเศรษฐกิจ (magnitude) จากข้อมูลเร็วอาจต้องทำอย่างระมัดระวัง หรืออาจต้องใช้ข้อมูลส่วนอื่นประกอบด้วย</strong>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>จากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ทำให้นักวิเคราะห์จำเป็นต้องหาข้อมูลที่รวดเร็ว (real-time data) ต่อการวิเคราะห์มาช่วยในการตัดสินใจเพิ่มเติม</description>
					<enclosure length="6373" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/07/l2/frp707l2k9/TH_Outlook_Q3_2020_Final_33.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 01 Oct 2020 16:14:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2020</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7107</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7107</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7107">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;<br /><br /></p>
<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c3/ru/frp6c3ruq8/TH_Outlook_Q3_2020_Final_20.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_20.jpg" width="1989" height="1327" /><br /><br /><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังหดตัวสูงในช่วงไตรมาส 2 โดยยังต้องจับตาความเสี่ยงด้านต่ำและอุปสรรคหลายประการที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า</strong></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>จากข้อมูลล่าสุด เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2020 หดตัว -12.2%YOY นับเป็นอัตราหดตัวสูงสุดในรอบ 22 ปี ใกล้เคียงกับช่วงไตรมาส 2 ของปี 1998 ที่ไทยประสบกับวิกฤติต้มยำกุ้ง (-12.5%YOY)</strong> </span>โดยมาตรการปิดเมืองที่ถูกประกาศใช้ในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงในไทย ในช่วงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยวที่มีการปิดการเดินทางเข้าออกประเทศ ภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกหยุดชะงักและปัญหา supply chain disruption ส่วนด้านการลงทุนได้รับผลกระทบเช่นกัน จากการที่หลายบริษัทตัดสินใจชะลอหรือยกเลิกการลงทุนตามยอดขายที่หายไปมาก<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fn/15/frp6fn15rv/TH_Outlook_Q3_2020_Final_21.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_21.jpg" width="1991" height="1550" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาส 2 ยังมีปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยไม่หดตัวไปมากกว่านี้</strong></span> ได้แก่<br />1) การใช้จ่ายของภาครัฐ ทั้งที่เป็นการใช้จ่ายในงบประมาณที่มีการเร่งเบิกจ่ายหลังงบประมาณได้รับการอนุมัติ ได้แก่ การบริโภคและการลงทุนภาครัฐ ประกอบกับเม็ดเงินเพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น มาตรการให้เงินช่วยเหลือเดือนละ 5 พันบาท เป็นเวลา 3 เดือน เป็นต้น รวมถึงมาตรการอื่น ๆ เช่น มาตรการ soft loan และการพักชำระหนี้ ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา<br /><br />2) รายจ่ายด้านสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานเป็นแบบ work from home โดยจากรูปที่ 2 จะเห็นได้ว่ารายจ่ายการบริโภคสินค้าในประเทศในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มีการหดตัวสูงในสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว, บันเทิง และการทำงานนอกบ้าน ขณะที่สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับสุขภาพและการอยู่บ้านหรือทำงานที่บ้านยังสามารถขยายตัวได้ดี ดังนั้น พฤติกรรมการใช้จ่ายดังกล่าว จึงนับเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/i5/je/frp6i5jesv/TH_Outlook_Q3_2020_Final_22.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_22.jpg" width="2008" height="1427" /><br /><br /><br /><strong>3) การนำเข้าที่หดตัวในระดับสูง</strong> ทั้งที่เป็นการนำเข้าสินค้าและการนำเข้าบริการ (หดตัวกว่า -23.3%YOY) ซึ่งโดยปกติแล้วจ่ายที่ใช้เพื่อการนำเข้าสินค้า จะนับเป็นเงินที่รั่วไหลออกนอกประเทศ จึงถูกนับเป็นตัวหักใน GDP ในทางกลับกัน หากรายจ่ายนำเข้าลดลงมาก ย่อมหมายถึงเงินของคนไทยออกไปต่างประเทศลดลง จึงมีส่วนทำให้ GDP ไม่ลดลงมากในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ในระยะข้างหน้า EIC คาดภาคอุปสงค์ต่างประเทศยังคงมีแนวโน้มซบเซา จากอุปสรรคและความเสี่ยงหลายประการ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวจากต่างชาติ</strong></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สถานการณ์ล่าสุดของการระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก (ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2020) มีผู้ติดเชื้อสะสมจำนวน 25,387,330 คน</strong></span> และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 850,600 คน ขณะที่ผู้รักษาหายมีจำนวน 17,709,331 คน (รูปที่ 3) โดยในหลายประเทศยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เช่น สหรัฐ บราซิล และอินเดีย เป็นต้น สำหรับประเทศไทย มีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด 3,412 คนเสียชีวิตจำนวน 58 คน และรักษาหายจำนวน 3,252 คน ซึ่งจากข้อมูลพบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมของไทยค่อนข้างคงที่ และเพิ่มขึ้นในระดับต่ำมาก ซึ่งเป็นสัญญาณดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jh/mo/frp6jhmo9c/TH_Outlook_Q3_2020_Final_23.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_23.jpg" width="2015" height="1825" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>จากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ EIC ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2020 เหลือเพียง 6.7 ล้านคน (-83.1%)</strong></span> จากเดิมคาดที่ 9.8 ล้านคน ตามนโยบายภาครัฐที่คาดว่าจะยังไม่เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาในประเทศแบบเป็นการทั่วไปในช่วงที่เหลือของปี โดยอาจมีการอนุญาตให้ชาวต่างชาติบางกลุ่มเดินทางเข้าประเทศได้ แต่ก็ถือเป็นส่วนน้อยมาก นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจากต่างชาติยังมีความท้าทายหลายประการต่อการฟื้นตัว (รูปที่ 4) ประกอบไปด้วย<br /><br /><strong>&bull; ความกังวลเกี่ยวกับการติดโรค COVID-19</strong> ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนรักษาที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับในช่วงหลังที่หลายประเทศเริ่มมีการกลับมาระบาดอีกระลอกของ COVID-19 ทำให้สถานการณ์ท่องเที่ยวของทั้งโลกยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัว<br /><br /><strong>&bull; อุปสรรคในการทำ travel bubble</strong> โดยหลายประเทศเผชิญกับการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 รวมถึงประเทศคู่เจรจา travel bubble เป้าหมายของไทย อาทิ ญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง ซึ่งประชาชนอาจยังไม่เห็นด้วยกับการทำ travel bubble จากความเสี่ยงที่จะทำให้ COVID-19 จะกลับมาแพร่ระบาดในประเทศอีกครั้ง<br /><br /><strong>&bull; มาตรการควบคุมการแพร่ระบาด</strong> ที่ทำให้สายการบินหลายแห่งมีการลดขนาดฝูงบิน รวมไปถึงมาตรการเว้นที่นั่งตรงกลาง ซึ่งทำให้ปริมาณที่นั่งโดยรวมลดลงและราคาตั๋วเครื่องบินสูงขึ้น จึงอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวให้ชะลอหรือยกเลิกแผนท่องเที่ยวได้<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/kz/rv/frp6kzrv97/TH_Outlook_Q3_2020_Final_24.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_24.jpg" width="2082" height="1351" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ในส่วนของสถานการณ์ส่งออกโลก พบว่ามีการฟื้นตัวต่อเนื่องหลังจากผ่านจุดต่ำสุดในเดือนพฤษภาคม</strong></span> โดยจากข้อมูล Global PMI : export order (รูปที่ 5) จะเห็นได้ว่าดัชนีปรับลดลงต่ำสุดในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเดือนที่หลายประเทศใช้มาตรการปิดเมืองส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รวมถึงเกิดปัญหา supply chain disruption ก่อนจะมีการฟื้นตัวในช่วงหลัง เช่นเดียวกับการส่งออกของประเทศผู้ส่งออกสำคัญในเอเชีย พบว่ามีทิศทางปรับดีขึ้นเช่นกันในช่วงหลัง<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/my/ee/frp6myeeil/TH_Outlook_Q3_2020_Final_25.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_25.jpg" width="2034" height="1179" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านการส่งออกของไทยช่วง 7 เดือนแรก ในภาพรวมหดตัว-7.7%YOY และหากหักทองคำและการส่งกลับอาวุธไปสหรัฐฯจะหดตัวที่ -11.1%YOY</strong> </span>โดยการส่งออกรายสินค้าส่วนใหญ่มีการหดตัวสูงในเดือนพฤษภาคม (รูปที่ 6) และฟื้นตัวในระยะถัดมาทั้งนี้สินค้าส่งออกสำคัญที่มีการหดตัวในช่วง 7 เดือนแรก ได้แก่รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (-32.3%YOY) เครื่องใช้ไฟฟ้า(-10.6%YOY) สินค้าเกษตร (-5.4%YOY) และเคมีภัณฑ์และพลาสติก (-15.8%YOY) ขณะที่การส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง ยังสามารถขยายตัวได้ที่ 0.6%YOY และ 1.6%YOY ตามลำดับ ส่วนการส่งออกรายตลาดสำคัญในช่วง 7 เดือนแรก พบว่าส่วนใหญ่ยังหดตัวต่อเนื่อง มีเพียงการส่งออกไปยังตลาดจีนและสหรัฐฯ ที่ยังขยายตัวได้ โดยสินค้าส่งออกที่ขยายตัวดีในตลาดจีนคือ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และส่วนประกอบ และสินค้าประเภทผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ขณะที่สินค้าส่งออกที่ขยายตัวดีในตลาดสหรัฐฯ คือ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/nt/el/frp6ntel3e/TH_Outlook_Q3_2020_Final_26.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_26.jpg" width="2001" height="2001" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>EIC คาดว่าสินค้าส่งออกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็ว ได้แก่ สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ขณะที่สินค้าส่งออกที่เป็นวัตถุดิบขั้นกลางมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่า</strong></span> โดยจากข้อมูลล่าสุด สินค้ากลุ่มที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมีการฟื้นตัวบ้างแล้ว เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และไก่และสุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยและทำงานที่บ้านได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ และเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มการฟื้นตัวช้า คือสินค้าที่เป็นวัตถุดิบขั้นกลางสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อาทิ ส่วนประกอบรถยนต์ เม็ดพลาสติก เหล็กและผลิตภัณฑ์ และยางพารา เป็นต้น<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับทั้งปี 2020 EIC คงคาดการณ์มูลค่าส่งออกที่ -10.4%</strong></span> (รูปที่ 7) โดยแม้การส่งออกจะมีการฟื้นตัว แต่คาดว่าจะยังหดตัว<br />ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี จากหลายปัจจัยกดดัน ได้แก่<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/op/8l/frp6op8lav/TH_Outlook_Q3_2020_Final_27.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_27.jpg" width="2037" height="1391" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>1) การกลับมาระบาดอีกครั้งของ COVID-19 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของตลาดส่งออกหลักของไทย</strong></span> โดยในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมการกลับมาระบาดอีกระลอกของ COVID-19 ทำให้หลายประเทศต้องกลับมาใช้มาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดเพิ่มขึ้น ซึ่งหากพิจารณาความเข้มงวดของมาตรการควบคุมโรค (government stringency index) ในประเทศที่เป็นตลาดส่งออกหลักของไทย (รูปที่ 8) พบว่าหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย และเวียดนาม เริ่มกลับมาใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในช่วงหลัง โดยหากคำนวณดัชนีความเข้มงวดของมาตรการควบคุมโรคที่ถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนการส่งออกของไทยไปยังประเทศคู่ค้าหลัก 10 ประเทศข้างต้น (composite stringency index) พบว่าค่าดัชนีเริ่มปรับสูงขึ้นในช่วงหลัง สะท้อนว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าอาจได้รับผลกระทบหรืออาจกลับมามีปัญหาด้าน supply chain disruption อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของไทยไปยังประเทศคู่ค้าเหล่านี้ในระยะข้างหน้า<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/pl/av/frp6plavkh/TH_Outlook_Q3_2020_Final_28.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_28.jpg" width="2026" height="1343" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>2) ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ตอบโต้กันรุนแรงมากขึ้น</strong></span> โดยในเดือนพฤษภาคม 2020 ประเด็นเรื่องสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ได้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวว่าสหรัฐฯ อาจยกเลิกข้อตกลงการค้าระยะแรกกับจีนเนื่องจากจีนนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ไม่ถึงมูลค่าที่ได้ตกลงกันไว้ตามข้อตกลง และได้เริ่มออกนโยบายเพื่อกดดันจีนในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี (Technological war) อาทิ การขยายข้อจำกัดด้านการขายสินค้าเทคโนโลยีของสหรัฐฯ กับ Huawei และเปลี่ยนกฎเกณฑ์การลงทุนจากต่างชาติในบริษัทด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เป็นต้น โดยหากสหรัฐฯ ยกเลิกข้อตกลงระยะแรก สินค้าของไทยที่เกี่ยวเนื่องกับสงครามการค้าอาจได้รับผลกระทบอีกครั้ง โดยเฉพาะสินค้าขั้นกลางที่มีสัดส่วนการส่งออกไปจีนสูง (สัดส่วนตามปี 2019) เช่น ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (47%) ยางพารา (39%) เม็ดพลาสติก (35%) ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ (11%) และแผงวงจรไฟฟ้า(10%) เป็นต้น นอกจากนี้ ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้มีการลงนามบังคับใช้กฎหมายคว่ำบาตรจีน และเพิกถอนสถานะพิเศษฮ่องกง (ยกเลิกสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน รวมถึงยกเลิกการยกเว้นสิทธิภาษีเดินเรือกับฮ่องกง) ซึ่งทำให้สถานการณ์ระหว่างสองประเทศเลวร้ายมากขึ้น โดยในระยะข้างหน้า เป็นไปได้ว่าทั้งสองประเทศอาจใช้มาตรการที่สร้างความตึงเครียดระหว่างกันเพิ่มเติมที่อาจส่งผลกระทบต่อภาวะการค้าโลก รวมถึงความผันผวนของภาวะการเงินของโลกด้วย<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>3) กระแสการย้ายฐานการผลิต (Reshoring of Supply Chains) และ ภูมิภาคาภิวัฒน์ (Regionalization) ที่เร่งตัวขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก</strong></span> จากการที่มาตรการปิดเมืองในหลายประเทศทั่วโลกทำให้การดำเนินงานของบริษัทจำนวนมากหยุดชะงักปิดกิจการชั่วคราวหรือถาวรจากทั้งด้านอุปสงค์ที่ซบเซาตามภาวะเศรษฐกิจโลกและปัญหา supply chain disruption ด้วยเหตุนี้หลายประเทศจึงมีแนวโน้มหันมาพึ่งพาการผลิตในประเทศมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว มีการกระจายการผลิตไปยังประเทศต่าง ๆ นอกเหนือจากจีน หรือย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคใกล้เคียง ตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการออกมาตรการที่มีเงินงบประมาณถึง 2.4 แสนล้านเยนเพื่อสนับสนุนให้บริษัทญี่ปุ่นในจีนย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีน โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่การผลิตจากประเทศจีน, สหราชอาณาจักร เสนอการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยี 5Gโดยประกอบไปด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศ G7 ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยี 5G จาก Huawei, และรวมถึงความตกลงการค้าสหรัฐฯ-แคนาดา-เม็กซิโก (USMCA) ที่มีผลใน วันที่ 1 กรกฎาคม 2020 ทำให้การค้าในอเมริกาเหนือมีแนวโน้มหันมาพึ่งพากันเองมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของการส่งออกไทยได้ โดยเฉพาะสินค้าขั้นกลางของไทยที่ส่งออกเพื่อเป็นปัจจัยการผลิตให้กับจีน และหากการค้าในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเป็นการค้าในระดับภูมิภาคมากขึ้น อาจทำให้ไทยเสียตลาดส่งออกสำคัญโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ และยุโรปได้เช่นกัน<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>4) สินค้าไทยที่อาจโดนภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด (Anti-dumping duty) จากนโยบายของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม 2020 ผู้ประกอบการยางล้อในสหรัฐฯ</strong> </span>ได้ยื่นเรื่องให้พิจารณาการเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดกับยางล้อ (passenger vehicle and light truck tires) ที่นำเข้าจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม และไทย โดยผลการไต่สวนเบื้องต้นระบุว่าไทยเข้าข่ายทุ่มตลาดยางล้อในสหรัฐฯ แต่ต้องรอการไต่สวนอย่างละเอียด ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมกราคม 2021 โดยหากท้ายที่สุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าไทยทุ่มตลาดยางล้อจริงก็จะเป็นอีกปัจจัยที่กดดันการส่งออกของไทยในอนาคต เนื่องจากยางล้อที่ส่งออกไปสหรัฐฯ มีสัดส่วนถึง 8.3% ของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ <br />ทั้งหมด และมูลค่าการส่งออกสินค้ายางล้อคิดเป็น 1.1% ของมูลค่าการส่งออกรวมในปี 2019<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/re/av/frp6reavp6/TH_Outlook_Q3_2020_Final_29.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_29.jpg" width="1989" height="1064" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>5) ความเสี่ยงที่ไทยจะอยู่ในบัญชีประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน (currency manipulator) ของสหรัฐฯ</strong></span> โดยในปัจจุบันเริ่มมีความกังวลว่าไทยอาจมีความเสี่ยงเป็นผู้บิดเบือนค่าเงินและถูกขึ้นบัญชีกับสหรัฐฯ โดยจากข้อมูลในปี 2019 พบว่าไทยเข้าเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อที่สหรัฐฯ กำหนดไว้ของประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน (รูปที่ 10) โดยรายละเอียดของเกณฑ์ต่าง ๆ มีดังนี้<br /><br />
<div>&bull; มีการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ มากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สำหรับข้อมูลของไทยจาก U.S Census Bureau ในปี 2019 มีการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ 20,148.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกินเกณฑ์ที่สหรัฐฯ ได้กำหนดไว้และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยจากข้อมูลล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2020 ยอดการค้าเกินดุลในช่วง 12 เดือนเพิ่มขึ้นเป็น 22,371.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br /><br /></div>
<div>&bull; มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 3% ของ GDP ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ในปี 2019 ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 7.0% ของ GDP และจากข้อมูลย้อนหลัง ยอดเกินดุลของไทยใน 2 ปีก่อนหน้าก็สูงกว่า 3% ของ GDP ทั้งสิ้น<br /><br />&bull; มูลค่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 2% ของ GDP จากข้อมูลในปี 2019 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 1.738 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 3.2% ของ GDP<br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ทั้งนี้หากไทยถูกสหรัฐฯ ประกาศเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน (currency manipulator) หรือ อยู่ใน monitoring list อาจทำให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติมกับสินค้าส่งออกของไทยได้</strong></span> โดยเฉพาะสินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่ส่งไปสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เหล็กและผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งจะกระทบมูลค่าการส่งออกไทยเป็นอย่างมาก (ในปี 2019 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ 12.1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tg/1k/frp6tg1kwo/TH_Outlook_Q3_2020_Final_30.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_30.jpg" width="2017" height="1385" /><br /><br /><span style="color: #4b2885; font-size: 11pt;"><strong>สำหรับภาคอุปสงค์ในประเทศ พบว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภทได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว (bottomed out) โดยคาดว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้า ๆ จากหลายปัจจัยกดดัน และยังต้องจับตาความเสี่ยงด้านต่ำที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวในระยะต่อไป</strong></span><br /><br /><strong>จากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด (รูปที่ 11) ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว (bottomed out)</strong> โดยเป็นการฟื้นตัวทั้งด้านการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และด้านการผลิตอุตสาหกรรม ส่วนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและธุรกิจ แม้จะฟื้นตัวแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับในอดีต <span style="color: #4b2885;"><strong>อย่างไรก็ดี ข้อมูลเร็ว(Real-time economic data) บ่งชี้ว่าการฟื้นตัวในช่วงหลังเริ่มมีสัญญาณชะลอลง (stalling recovery)</strong></span> โดยจากรูปที่ 12 (ซ้าย) จะเห็นได้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภทที่วัดโดย google mobility index มีการฟื้นตัวช้าลงในช่วงหลัง (ความชันลดลง) เช่นเดียวกับรูปด้านขวามือ ที่แสดงถึงจำนวนประกาศรับสมัครงานของ JobsDB.com ที่มีการฟื้นตัวที่แผ่วลงเช่นกันในช่วงหลัง ทั้งนี้แม้ข้อมูลเร็วจะมีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์เศรษฐกิจที่ทันต่อเหตุการณ์ แต่ตัวข้อมูลอาจมีข้อจำกัดบางประการที่ต้องมีการตีความหรือพิจารณาอย่างละเอียดก่อนนำไปใช้ด้วย (อ่านเพิ่มเติมที่ Box : ข้อควรระวังด้านการใช้ข้อมูลเร็วในการวิเคราะห์เศรษฐกิจ)<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/va/8e/frp6va8err/TH_Outlook_Q3_2020_Final_31.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_31.jpg" width="2039" height="1243" /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/vb/tl/frp6vbtlkl/TH_Outlook_Q3_2020_Final_32.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_32.jpg" width="2021" height="1477" /><br /><br /><br /><br /></div>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังหดตัวสูงในช่วงไตรมาส 2 โดยยังต้องจับตาความเสี่ยงด้านต่ำและอุปสรรคหลายประการ</description>
					<enclosure length="7233" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/w2/pn/frp6w2pn6q/TH_Outlook_Q3_2020_Final_20.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 01 Oct 2020 16:10:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2020  ณ ไตรมาส 3/2020</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7106</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7106</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7106">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong><br /></strong></span><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/8m/il/frp68mil6q/TH_Outlook_Q3_2020_Final_19.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_19.jpg" width="4557" height="3038" /><br /><br />EIC ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2020 เป็นหดตัวที่ -7.8% จากเดิมคาดที่ -7.3% จากภาคท่องเที่ยวที่ยังซบเซา ประกอบกับเม็ดเงินจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐที่มีแนวโน้มต่ำกว่าที่เคยคาด โดยการฟื้นตัวในระยะต่อไปยังมีอุปสรรคและความเสี่ยงที่ต้องจับตาอีกหลายประการ</span><br /><br /></strong></p>
<p><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยหลายภาคส่วนอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังจากผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 (Bottomed out) แต่การฟื้นตัวเริ่มช้าลงในช่วงหลัง (stalling recovery)</strong></span> โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2020 หดตัวถึง -12.2%YOY นับเป็นอัตราการหดตัวสูงสุดในรอบ 22 ปี สะท้อนผลกระทบที่รุนแรงและรวดเร็วจากมาตรการปิดเมืองที่เกิดขึ้นทั่วโลก อย่างไรก็ดี หลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภทก็ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจากหลายตัวชี้วัดสำคัญ อาทิ ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน มูลค่าการส่งออก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม อัตราการใช้กำลังการผลิต และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ แต่หากวิเคราะห์ข้อมูลเร็ว (Real-time data) ได้แก่ Google mobility และจำนวนประกาศสมัครงานของ JobsDB.com จะพบว่าความรวดเร็วของการฟื้นตัวเริ่มช้าลงหรือมีลักษณะทรงตัวในช่วงหลัง สอดคล้องกับที่ EIC คาดการณ์ไว้ว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ทั้งนี้ในส่วนของภาคท่องเที่ยว เริ่มเห็นการฟื้นตัวของคนไทยเที่ยวไทย โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ แต่ธุรกิจท่องเที่ยวที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงซบเซาต่อเนื่อง โดย EIC ได้ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2020 เหลือเพียง 6.7 ล้านคน หรืออีกนัยหนึ่งคือคาดว่าแทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเลยในช่วงที่เหลือของปีนี้<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐมีส่วนสำคัญในการช่วงพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี จากความคืบหน้าล่าสุด คาดว่าจะมีเม็ดเงินช่วยเหลือออกมาต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์</strong> </span>โดยเม็ดเงินล่าสุดที่ได้รับอนุมติภายใต้ พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท อยู่ที่ประมาณ 4.75 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนหน้า ดังนั้น EIC จึงปรับลดคาดการณ์เม็ดเงินในส่วนดังกล่าวที่จะเข้าสู่เศรษฐกิจในปี 2020 เหลือเพียงประมาณ 5 แสนล้านบาท จากเดิมที่คาดไว้ประมาณ 6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการปรับคาดการณ์ GDP ลดลงในรอบนี้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความเสี่ยงเรื่องหน้าผาทางการคลังหรือ Fiscal cliff ซึ่งเกิดจากการที่เม็ดเงินช่วยเหลือของรัฐบาลที่มีการเบิกจ่ายไปมากในช่วงไตรมาส 2 จะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่รายได้จากภาคท่องเที่ยวและส่งออกยังคงซบเซา จึงอาจเป็นการเพิ่มภาระต่อประชาชนบางกลุ่มที่ยังได้รับผลกระทบหนักและอาจมีผลต่อการฟื้นตัวในระยะข้างหน้าได้<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>นอกจากนี้ การหดตัวที่รุนแรงและรวดเร็วยังได้สร้างแผลเป็นทางเศรษฐกิจ (scarring effects) ซึ่งจะเป็นอุปสรรคและความเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวในระยะข้างหน้า</strong></span> โดยแผลเป็นสำคัญประกอบไปด้วยการปิดกิจการที่เพิ่มมากขึ้น ที่จะส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มหดตัวในระดับสูงต่อเนื่อง รวมถึงจะไปซ้ำเติมอีกแผลเป็นทางเศรษฐกิจซึ่งก็คือ ความเปราะบางของตลาดแรงงาน โดยจากข้อมูลล่าสุดในช่วงไตรมาส 2 อัตราว่างงานของไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.95% นับเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 11 ปี โดยหากคำนวณเป็นชั่วโมงการทำงานรวมของคนทั้งประเทศ จะหดตัวมากถึง -11.5% สะท้อนความอ่อนแอของตลาดแรงงานที่มีในระดับสูง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องพฤติกรรมการออมจากการกลัวความเสี่ยงในอนาคต (precautionary saving) โดย EIC พบว่าระดับเงินฝากเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในทุกขนาดบัญชี สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่มีการเน้นเก็บออมในช่วงเวลาวิกฤติเนื่องจากยังกลัวความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวจะเป็นอีกอุปสรรคขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เพราะประชาชนจะลดการใช้จ่ายและทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจน้อยลง<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านความเสี่ยงที่ต้องจับตา</strong></span> คือการกลับมาระบาดอีกระลอกของ COVID-19 ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคส่งออกและเศรษฐกิจในประเทศหากมีการบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดเพิ่มขึ้น และยังต้องจับตาประเด็นความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มตึงเครียดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะการค้าและความผันผวนในตลาดการเงินโลกได้ นอกจากนี้เม็ดเงินจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐที่อาจออกมาน้อยกว่าคาด ก็จะเป็นอีกความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวมากกว่าที่คาดได้ รวมถึงยังต้องจับตาผลของการปิดกิจการและความเปราะบางของตลาดแรงงาน (scarring effects) ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด และปัจจัยเสี่ยงสุดท้ายคือความเสี่ยงด้านปัญหาการเมืองไทยที่มีความร้อนแรงเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา <br /> <br /><br /><strong><br /></strong></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>EIC ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2020 เป็นหดตัวที่ -7.8% จากเดิมคาดที่ -7.3% จากภาคท่องเที่ยวที่ยังซบเซา ประกอบกับเม็ดเงินจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐ</description>
					<enclosure length="8863" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/8w/du/frp68wdumo/TH_Outlook_Q3_2020_Final_19.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 01 Oct 2020 15:47:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจไทย ปี 2020 (ไตรมาส 3/2020)</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7091</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7091</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7091">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong><br /></strong></span><strong><span style="color: #4b2885;"><span style="font-size: 14pt;">EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2563 เป็นหดตัว -7.8% จากเดิม</span><span style="font-size: 14pt;">คาด -7.3% โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเป็นไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความเสี่ยงสำคัญหลายด้านโดยเฉพาะความเปราะบางในตลาดแรงงาน</span><span style="font-size: 14pt;">และการปิดกิจการของธุรกิจที่โน้มสูงขึ้น</span></span><br /><br /></strong></p>
<p><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ภาวะเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 (bottomed out) แต่มาตรการปิดเมืองที่เริ่มกลับมาเข้มงวดขึ้นหลังจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในบางประเทศกลับมาเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวชะลอลง (stalling recovery) ในระยะต่อไป</strong></span> ข้อมูลเร็วล่าสุดบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วง 1-2 เดือนหลังเริ่มปรับชะลอลง สะท้อนจากดัชนี Google mobility ที่ฟื้นตัวชะลอลงในหลาย ๆ ประเทศ นอกจากนี้เครื่องชี้การบริโภคและการลงทุนของประเทศเศรษฐกิจหลักก็บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยยอดใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตในสหรัฐฯ ปรับชะลอลงและยังอยู่ต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 การบริโภคภาคบริการในญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอ และการลงทุนภาคการผลิตของจีนยังคงต่ำ อย่างไรก็ดี คาดว่ามาตรการปิดเมืองในระยะหลังจะเน้นการปิดเมืองแบบเฉพาะพื้นที่ (local lockdown) ซึ่งมีความเข้มงวดและมีผลต่อการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยกว่าการปิดเมืองแบบทั่วไป (nation-wide lockdown) ที่ประกาศใช้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา สำหรับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า EIC ยังคงมุมมองการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยนอกจากสัญญาณการฟื้นตัวที่ชะลอลงดังกล่าวแล้ว การปิดกิจการและอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูงในหลายประเทศอาจทำให้เกิดแผลเป็น (scarring effects) ต่อเศรษฐกิจโลกและกลายเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวในระยะถัดไปได้ รวมถึงมาตรการการคลังที่มีส่วนประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมากำลังทยอยหมดอายุลงหรือได้รับการต่ออายุแต่ในขนาดที่เล็กลงในหลายประเทศ อาจทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าหน้าผาทางการคลัง (fiscal cliff) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านเศรษฐกิจไทย พบว่าหลายภาคส่วนมีการฟื้นตัวหลังจากผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 แต่การฟื้นตัวมีสัญญาณช้าลงในช่วงหลัง</strong></span> โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2020 หดตัวถึง -12.2%YOY นับเป็นอัตราหดตัวสูงสุดในรอบ 22 ปี สะท้อนผลกระทบที่รุนแรงและรวดเร็วจากมาตรการปิดเมือง แต่หลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภทได้ปรับตัวดีขึ้น อาทิ ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมอัตราการใช้กำลังการผลิต ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ และมูลค่าการส่งออก อย่างไรก็ดีในส่วนของภาคท่องเที่ยวแม้จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวไทยโดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯแต่ธุรกิจท่องเที่ยวที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงซบเซาต่อเนื่องโดย EIC ได้ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2020 เหลือเพียง 6.7 ล้านคน หรืออีกนัยหนึ่งคือการเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยจะเป็นไปอย่างระมัดระวังอย่างมากเพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดในประเทศ ทั้งนี้หากพิจารณาข้อมูลเร็วล่าสุด เช่น Google mobility จะพบว่าการฟื้นตัวของหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีสัญญาณช้าลงหรือมีลักษณะทรงตัวในช่วงหลัง สอดคล้องกับที่ EIC คาดการณ์ไว้ว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปแบบช้า ๆ เนื่องจากยังมีหลายอุปสรรคกดดัน โดยเฉพาะผลของแผลเป็นทางเศรษฐกิจหรือ scarring effects<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>COVID-19 ได้สร้างแผลเป็นต่อเศรษฐกิจไทย (scarring effects) ทั้งปัญหาการปิดกิจการของธุรกิจและความเปราะบางในตลาดแรงงานซึ่งจะเป็นอุปสรรคและความเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวในระยะข้างหน้า</strong></span> โดยแผลเป็นสำคัญประกอบไปด้วยการปิดกิจการที่เพิ่มมากขึ้น ที่จะส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มหดตัวในระดับสูงต่อเนื่อง รวมถึงจะซ้ำเติมอีกแผลเป็นทางเศรษฐกิจซึ่งก็คือ ความเปราะบางของตลาดแรงงาน โดยจากข้อมูลล่าสุดในช่วงไตรมาส 2 อัตราว่างงานของไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.95% นับเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 11 ปี นอกจากนั้น รายได้ของแรงงานที่ยังมีงานทำก็มีแนวโน้มหดตัวลงมากจากชั่วโมงการทำงานที่ลดลง (-11.5%YOY) ตามจำนวนงานเต็มเวลาและงานโอทีที่หายไป โดยบางส่วนกลายเป็นงานต่ำระดับ (underemployment) ขณะที่มีจำนวนแรงงานที่ต้องหยุดงานชั่วคราว (furloughed workers) เพิ่มขึ้นสูงถึง 2.5 ล้านคน สะท้อนความอ่อนแอของตลาดแรงงานที่มีในระดับสูง ซึ่งทั้งสองแผลเป็นดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่งในการรักษาเยียวยา โดยหากระดับการปิดกิจการและการว่างงานเพิ่มขึ้นในระดับสูงและยืดเยื้อย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ การบริโภค และการลงทุน ซึ่งนับเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงพฤติกรรมการออมเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต (precautionary saving) ส่วนหนึ่งสะท้อนได้จากระดับเงินฝากที่ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในทุกขนาดบัญชีหลังการระบาดของ COVID-19 สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่มีการเน้นเก็บออมในช่วงเวลาวิกฤติเนื่องจากยังกังวลต่อความไม่แน่นอนในอนาคต ซึ่งจะทำให้ประชาชนจะระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลให้เงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจลดลง นับเป็นอีกอุปสรรคขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐมีส่วนสำคัญในการช่วงพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี จากความคืบหน้าล่าสุด คาดว่าจะมีเม็ดเงินช่วยเหลือออกมาต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์</strong> </span>โดยเม็ดเงินล่าสุดที่ได้รับอนุมติภายใต้ พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท อยู่ที่ประมาณ 4.75 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนหน้า ดังนั้น EIC จึงปรับลดคาดการณ์เม็ดเงินในส่วนดังกล่าวที่จะเข้าสู่เศรษฐกิจในปี 2020 เหลือเพียงประมาณ 5 แสนล้านบาท จากเดิมที่คาดไว้ประมาณ 6 แสนล้านบาทซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการปรับคาดการณ์ GDP ลดลงในรอบนี้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความเสี่ยงเรื่องหน้าผาทางการคลังหรือ Fiscal cliff ซึ่งเกิดจากการที่เม็ดเงินช่วยเหลือของรัฐบาลที่มีการเบิกจ่ายไปมากในช่วงไตรมาส 2 จะปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่รายได้จากภาคท่องเที่ยวและส่งออกยังคงซบเซา ซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชนบางกลุ่มที่ยังได้รับผลกระทบหนัก และเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวในระยะต่อไปได้<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านนโยบายการเงิน คาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5% ตลอดทั้งปี และพร้อมใช้เครื่องมือต่าง ๆ รวมถึงมาตรการ Unconventional เพิ่มเติมหากมีความจำเป็น</strong> </span>ภาวะการเงินโดยรวมมีแนวโน้มตึงตัวน้อยลง หลังจากที่ ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดค่าใช้จ่ายให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และการพักการชำระหนี้ชั่วคราว เป็นต้น อย่างไรก็ดี จากการที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ ธปท. มีข้อจำกัดในการใช้นโยบายดอกเบี้ยมากขึ้น EIC ประเมินว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ตลอดช่วงปีนี้ ควบคู่กับการใช้มาตรการเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินไปยังเศรษฐกิจจริง รวมทั้งมาตรการรองรับปัญหาหนี้เสียและสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น <strong>ในส่วนของค่าเงินบาท EIC คงมุมมองอัตราแลกเปลี่ยน ณ สิ้นปี 2020 จะอยู่ในช่วง 30.5-31.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ</strong> ซึ่งเป็นทิศทางแข็งค่าเล็กน้อยจากปัจจุบันเนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามการพื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของ Fed และการดำเนินนโยบายการคลังที่มีแนวโน้มขาดดุลมากขึ้นของสหรัฐฯ อีกทั้งเงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลเข้าตลาด EM รวมถึงตลาดการเงินไทยในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ด้วยดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เกินดุลลดลงมากจากดุลบริการที่หายไปตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่หดตัวในระดับสูง ทำให้เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะไม่แข็งค่าขึ้นมากนัก<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับความเสี่ยงที่ต้องจับตา</strong></span> คือการกลับมาระบาดอีกระลอกของ COVID-19 ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคส่งออกและเศรษฐกิจในประเทศหากมีการบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดเพิ่มขึ้น และยังต้องจับตาประเด็นความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มตึงเครียดเพิ่มขึ้น รวมถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะการค้าและความผันผวนในตลาดการเงินโลกได้ นอกจากนี้ เม็ดเงินจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐที่อาจออกมาน้อยกว่าคาด ก็จะเป็นอีกความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวมากกว่าที่คาดได้ รวมถึงยังต้องจับตารอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจ(scarring effects) การปิดกิจการและความเปราะบางของตลาดแรงงาน ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด ตลอดจนความเสี่ยงจากเสถียรภาพด้านการเมืองไทยที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ <br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/8o/6c/frnv8o6cq3/Info_Thai.jpg" alt="Info_Thai.jpg" width="1654" height="2339" /><br /><strong><br /><br /><br /><br /></strong></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2563 เป็นหดตัว -7.8% จากเดิมคาด -7.3% โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเป็นไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความเสี่ยงสำคัญ</description>
					<enclosure length="5091" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/m3/gf/frnum3gfdt/ThinkstockPhotos-112804313.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 14 Sep 2020 11:22:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก การลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6900</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6900</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6900">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 2/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6862"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ms/wy/fohgmswy3b/Outlook_Q2_2020_23.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_23.jpg" width="1787" height="1193" /><br /><br />เป็นที่ทราบกันดีว่าภาคท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยล่าสุดในปี 2019 รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีมากถึง 1.9 ล้านล้านบาท (ราว 12% ของ GDP) นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยว ดังนั้น เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อภาคท่องเที่ยวไทย EIC จึงทำการวิเคราะห์ลงรายละเอียดว่าภาคธุรกิจใดบ้างที่มีโอกาสได้รับผลกระทบไปด้วย (รูปที่ 7) โดยจะวิเคราะห์ใน 3 มิติ ได้แก่<br /><br /><strong>1) ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากรายได้นักท่องเที่ยวที่หายไป</strong> โดยวิเคราะห์จากสัดส่วนรายจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จ่ายให้กับภาคธุรกิจต่าง ๆ ต่อรายจ่ายทั้งหมด (รูปที่ 7 กลาง) ผลปรากฎว่าภาคธุรกิจที่นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายมากสุด 7 อันดับแรกคือ โรงแรมและที่พัก, ภัตตาคารและร้านขายเครื่องดื่ม, ขนส่งทางอากาศ, ขนส่งทางบก, เครื่องแต่งกาย, บริการที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่ง และบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ ตามลำดับ<br /><br /><strong>2) ภาคธุรกิจที่เป็นต้นน้ำในการสร้างธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว</strong> (รูปที่ 7 ซ้าย) เป็นภาคธุรกิจที่เปรียบเสมือนวัตถุดิบในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อรองรับการท่องเที่ยวตามภาคธุรกิจในข้อแรก โดยจะคัดเลือกเฉพาะภาคธุรกิจต้นน้ำสำคัญ 3 อันดับแรก ซึ่งมีการพิจารณาจากสัดส่วนการใช้จ่ายด้านวัตถุดิบของแต่ละภาคธุรกิจ ตัวอย่างเช่น โรงแรมและที่พักมีการใช้ไฟฟ้า, สถาบันการเงิน, และบริการด้านธุรกิจ เป็นปัจจัยการผลิตสำคัญ 3 อันดับแรก ดังนั้น หากโรงแรมและที่พักได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่ลดลง ย่อมมีการใช้วัตถุดิบการผลิตที่ลดลงด้วย ธุรกิจต้นน้ำจึงได้รับผลกระทบทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้<br /><br /><strong>3) ภาคธุรกิจปลายน้ำที่ต้องพึ่งพาธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว</strong> (รูปที่ 7 ขวา) กล่าวคือเป็นภาคธุรกิจที่มีปัจจัยการผลิตสำคัญเป็นภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการท่องเที่ยวตามที่วิเคราะห์ในข้อ 1 โดยจะพิจารณาจากสัดส่วนรายจ่ายวัตถุดิบเช่นเดียวกับข้อ 2 ยกตัวอย่างเช่น ภาคธุรกิจปลายน้ำที่มีการใช้โรงแรมและที่พักเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญ ได้แก่ บริการด้านธุรกิจ, บริการด้านการขนส่ง, และบริการจัดอบรม ดังนั้น หากโรงแรมและที่พักได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลไปยังภาคธุรกิจปลายน้ำที่ต้องพึ่งพาโรงแรมและที่พักในการผลิตสินค้าและบริการของตนเอง<br /><br /><strong>โดยสรุป จะเห็นได้ว่า การลดลงของรายจ่ายนักท่องเที่ยว จะส่งผลไปยังหลายภาคธุรกิจสำคัญของไทย ทั้งด้านการโรงแรม, ร้านอาหาร, การขนส่งทุกประเภทโดยเฉพาะทางบกและทางอากาศ, การค้าน้ำมันปิโตรเลียม, บริการด้านธุรกิจ, การค้าขาย, รวมถึงสถาบันการเงิน</strong> <br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/o4/jo/fohgo4jo68/Outlook_Q2_2020_24.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_24.jpg" width="1828" height="1166" />
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เป็นที่ทราบกันดีว่าภาคท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยล่าสุดในปี 2019 รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึง 1.9 ล้านล้านบาท</description>
					<enclosure length="7365" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/n1/fr/fohgn1fr3d/Outlook_Q2_2020_23.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 18 Jun 2020 17:02:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2020</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6899</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6899</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6899">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 2/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6862"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;<br /><br /></p>
<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/4w/ra/fohg4wra58/Outlook_Q2_2020_11.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_11.jpg" width="3200" height="1798" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><span style="font-size: 14pt;"><strong>EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวในระดับสูงจากผลกระทบของ COVID-19 ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ภาคท่องเที่ยว ภาคส่งออก และผลกระทบ</strong></span><span style="font-size: 14pt;"><strong>จากการปิดเมือง อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง แต่จะได้รับอานิสงส์จากมาตรการภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบได้ระดับหนึ่ง</strong></span></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สถานการณ์ล่าสุดของการระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก (ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2020) มีผู้ติดเชื้อจำนวน 6,266,192 คน</strong></span> โดยมีผู้เสียชีวิตจำนวน 375,559 คน ขณะที่ผู้รักษาหายมีจำนวน 2,696,009 คน (รูปที่ 1) โดยในภาพรวม จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นมีทิศทางลดลง (flat curve) ในเกือบทุกประเทศ แต่หากพิจารณาจำนวนผู้ติดเชื้อ พบว่ากลุ่มประเทศเอเชียจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อน้อยกว่ากลุ่มประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ สำหรับในกรณีของไทย มีจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด 3,083 คน รักษาหายจำนวน 2,966 คน และผู้เสียชีวิตจำนวน 58 คน (รูปที่ 2) ซึ่งในช่วงหลังมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อน้อยลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี<br />ต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/49/kb/fohg49kb9a/Outlook_Q2_2020_10.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_10.jpg" width="1993" height="2814" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สถานการณ์ล่าสุดบ่งชี้ว่าการระบาดของ COVID-19 มีแนวโน้มควบคุมได้ภายในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งตรงกับสมมติฐานเดิมของ EIC</strong></span> โดยในระยะข้างหน้า คาดมาตรการควบคุมโรคมีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มขึ้นได้ แต่สำหรับในกรณีฐานที่ใช้ในการประมาณการ EIC มีสมมติฐานว่าการระบาดที่กลับมาจะมีแนวโน้มไม่รุนแรงและอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ จึงทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี<br /><br /><span style="color: #4b2885; font-size: 11pt;"><strong>การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1) การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2) การลดลงของการส่งออกสินค้า และ 3) การใช้จ่ายที่ลดลงจากผลกระทบมาตรการปิดเมือง (city lockdown)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6e/a6/fohg6ea6vp/Outlook_Q2_2020_12.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_12.jpg" width="1984" height="1365" /><br /><br /></strong></span><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6z/i3/fohg6zi37z/Outlook_Q2_2020_13.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_13.jpg" width="2002" height="1342" /><br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เมื่อพิจารณาในระยะข้างหน้า สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวยังคงมีปัจจัยท้าทายหลายประการ</strong></span> โดยจากรูปที่ 5 จะเห็นได้ว่าแม้สถานการณ์ท่องเที่ยวจะมีปัจจัยบวกจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงในหลายประเทศ และอาจมี pent up demand ในช่วงกักตัว แต่ก็ยังมีปัจจัยท้าทายอีกพอสมควร ทั้งในส่วนของอุปสงค์ที่คาดว่านักท่องเที่ยวยังคงตระหนักถึงความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน และมาตรการควบคุมโรคที่ยังต้องมีการจัดทำ เช่น การกักตัว 14 วัน รวมถึงรายได้ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มีแนวโน้มลดลงมากจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ก็จะเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญที่จะกระทบต่ออุปสงค์การท่องเที่ยว ส่วนทางด้านอุปทาน ในช่วงที่ผ่านมา หลายสายการบินได้มีการลดขนาดธุรกิจของตนเอง จึงน่าจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวในระยะข้างหน้า อีกทั้งมาตรการ social distancing ที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวลดลงต่อรอบ ก็จะส่งผลต่อระดับ capacity ของทั้งสายการบินและโรงแรมให้อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพมาก ดังนั้น EIC จึงคาดว่าการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจะเป็นการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในช่วงครึ่งหลังของปี <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/7u/5z/fohg7u5za1/Outlook_Q2_2020_14.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_14.jpg" width="1987" height="1078" /><br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>จากความท้าทายที่ยังมีอยู่หลายประการข้างต้น EIC จึงคาดในกรณีฐานว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยในปี 2020 เพียง 9.8 ล้านคน คิดเป็นการหดตัวมากถึง -75.3%YOY</strong> </span>โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหายไปมากสุดราว 100% ในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน และจะค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ EIC มีการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวแบ่งเป็น 3 กรณีดังรูปที่ 6 ซึ่งมีสมมติฐานในกรณีดีกว่า (Better) ว่า นักท่องเที่ยวจะกลับมามากกว่าคาดจากมาตรการ Travel bubble (ข้อตกลงในการท่องเที่ยวระหว่าง 2 ประเทศที่สามารถควบคุมการระบาดของ COVID-19) ที่ไทยอาจมีการจัดทำกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศใกล้เคียงอย่างอาเซียนและเอเชียตะวันออกจึงอาจทำให้นักท่องเที่ยวปี 2020 มีถึง 11.0 ล้านคน (-72.3%YOY) ขณะที่ในกรณีแย่กว่า (Worse) มีสมมติฐานว่าการระบาดจะกลับมารุนแรงอีกครั้ง จนต้องใช้มาตรการ lockdown จนจบช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี จึงทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไปเกือบทั้งหมดในช่วงเมษายนถึงกันยายน ซึ่งทั้งปี 2020 จะมีนักท่องเที่ยวเหลือเพียง 7.4 ล้านคน (-81.5%YOY) ทั้งนี้การที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักย่อมส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยว โดย EIC ได้ทำการวิเคราะห์ลงรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ BOX: ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/8w/rt/fohg8wrto7/Outlook_Q2_2020_15.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_15.jpg" width="2000" height="1152" /><br /><br /><span style="color: #4b2885; font-size: 11pt;"><strong>ช่องทางที่ 2) การส่งออกไทยมีแนวโน้มลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย (Global Recession) และปัญหา supply chain disruption โดย EIC คาดการส่งออกไทยปี 2020 จะหดตัวที่ -10.4%</strong></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ภาพรวมมูลค่าการส่งออกสินค้าในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2020 หดตัวที่ -4.2%YOY (ไม่รวมทองคำและการส่งกลับอาวุธไปสหรัฐฯ)</strong></span> แม้ในภาพรวมการส่งออก (ไม่รวมอาวุธ) จะขยายตัว 2.2%YOY ในช่วง 4 เดือนแรก แต่การขยายตัวส่วนใหญ่มาจากการส่งออกทองคำซึ่งขยายตัวสูงถึง 350.0%YOY ทั้งนี้สินค้าส่งออกสำคัญของไทยหลายรายการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก (รูปที่ 8) อาทิ รถยนต์ (-22.0%YOY), เครื่องใช้ไฟฟ้า (-4.8%YOY) และเคมีภัณฑ์และพลาสติก (-14.4%YOY) เป็นต้น ในด้านการส่งออกรายตลาด พบว่ามีการหดตัวในหลายตลาดสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น (-2.3%YOY) สหภาพยุโรป15 (-10.2%YOY) CLMV (-5.8%YOY) และอินเดีย (-23.4%YOY) อย่างไรก็ดี การส่งออกไปจีนมีการฟื้นตัวในช่วงเดือนเมษายน ส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ดีที่ 14.1%YOY<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ac/s3/fohgacs3vo/Outlook_Q2_2020_16.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_16.jpg" width="1989" height="1855" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>การส่งออกที่ปรับลดลงมีส่วนสำคัญทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมมีการหดตัวเช่นกัน</strong></span> โดยจากข้อมูลล่าสุด (รูปที่ 9) ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ในช่วง 4 เดือนแรกหดตัวถึง -8.8%YOY เช่นเดียวกับอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) ที่ปรับลดต่อเนื่อง จากการหดตัวเกือบทุกอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เคมีภัณฑ์, เครื่องจักรกล, ยางและพลาสติก และรถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย และยังรวมถึงปัญหา supply chain disruption ในช่วงปิดเมืองของหลายประเทศ ที่ทำให้หลายอุตสาหกรรมประสบปัญหาในการผลิตสินค้า<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/bc/at/fohgbcatzo/Outlook_Q2_2020_17.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_17.jpg" width="1990" height="1625" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ในระยะต่อไป EIC คาดว่าการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวในระดับสูง จากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก (economic recession)</strong> </span>ตามการหยุดชะงักของกิจกรรมเศรษฐกิจในหลายประเทศ ซึ่งทำให้ EIC มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกปี 2020 มีแนวโน้มหดตัวที่ -4.0% (รายละเอียดอ่านเพิ่มเติมได้ในส่วนของเศรษฐกิจโลกในบทก่อนหน้า) นอกจากนี้ ปัญหาด้าน supply chain disruption ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันสำคัญต่อภาคส่งออกของไทยในปีนี้ โดยจากมาตรการควบคุมโรคของหลายประเทศทั่วโลกย่อมส่งผลต่อการผลิตที่หยุดชะงักในหลายภาคส่วน ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของไทยใน 2 มิติ คือ<br /><br /><strong>1) ไทยจะส่งออกสินค้าวัตถุดิบขั้นกลางลดลง</strong> เนื่องจากอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของหลายประเทศ โดยมาตรการควบคุมโรคของหลายประเทศมีแนวโน้มสร้างอุปสรรคต่อการผลิตสินค้าในประเทศดังกล่าว จึงย่อมส่งผลต่อการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบขั้นกลางจากไทยที่ลดลง <br /><br /><strong>2) ไทยมีอุปสรรคในการผลิตสินค้าส่งออก</strong> เนื่องจากต้องพึ่งพาสินค้าวัตถุดิบขั้นกลางจากหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งมีแนวโน้มหยุดการผลิตบางส่วนจากมาตรการควบคุมโรค จึงทำให้บริษัทไทยที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบขั้นกลางจากประเทศดังกล่าว ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ เนื่องจากขาดวัตถุดิบทั้งนี้จากการวิเคราะห์ด้วยตารางปัจจัยการผลิตของโลกตามรูปที่ 10 โดยแกนนอนสะท้อนถึงสัดส่วนสินค้าส่งออกที่เป็นสินค้าขั้นกลาง (intermediate inputs) ของแต่ละประเภทสินค้าส่งออก ขณะที่แกนตั้งสะท้อนว่าแต่ละประเภทสินค้าส่งออกมีการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศในการผลิตมากเท่าไร ซึ่งทั้งสองแกนจะสะท้อน 2 มิติของ supply chain disruption ที่กล่าวถึงข้างต้น ผลปรากฏว่าสินค้าส่งออกที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจาก supply chain disruption มาก คือสินค้าส่งออกที่มีสัดส่วนเป็นสินค้าขั้นกลางสูง และมีการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศมาก (มุมขวาบนของแผนภูมิ) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เหล็ก, เหล็กขั้นต้น, น้ำมันสำเร็จรูป และยางและพลาสติก<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cr/ej/fohgcrejvk/Outlook_Q2_2020_18.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_18.jpg" width="2018" height="1322" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงอย่างมาก ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันมูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้</strong> </span>โดยราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงจากทั้งผลของอุปสงค์ที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก และความกังวลด้านการเพิ่มขึ้นของอุปทานน้ำมันดิบในช่วงก่อนหน้าแม้จะมีข้อตกลงลดการผลิตบางส่วน จะส่งผลซ้ำเติมต่อภาวะเศรษฐกิจโลกผ่านเศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ (Net oil exporters) ที่จะมีรายได้ลดลง ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net oil importers) แม้จะได้รับผลประโยชน์บางส่วนจากราคาน้ำมันที่ลดลง แต่ผลที่ได้จะมีจำกัดเนื่องจากต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากผลกระทบ COVID-19 นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังมีความสัมพันธ์สูงกับราคาสินค้าส่งออกและนำเข้าของไทย (รูปที่ 11) ดังนั้น การที่ราคาน้ำมันดิบปรับลดลง ย่อมกดดันให้มูลค่าส่งออกและนำเข้าปรับลดลงด้วยผ่านราคาสินค้าที่ลดลง<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/e9/4f/fohge94fnq/Outlook_Q2_2020_19.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_19.jpg" width="2000" height="1195" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ทั้งนี้หากพิจารณาข้อมูลที่บ่งชี้ถึงแนวโน้มการส่งออกของไทยในระยะสั้น ซึ่งก็คือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อด้านคำสั่งซื้อการส่งออก (Global PMI: Export orders) พบว่าดัชนีปรับลดลงอย่างมาก</strong> </span>(รูปที่ 12) สะท้อนการส่งออกในระยะต่อไปมีแนวโน้มหดตัวมากยิ่งขึ้น โดยอาจมีสาเหตุหลักจากปัญหาด้านมาตรการปิดเมืองในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก<strong> อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้า สินค้าส่งออกที่มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วกว่าสินค้าอื่น ก็คือสินค้าที่มีชาวจีนเป็นผู้บริโภคขั้นสุดท้าย (final consumer)</strong> เนื่องจากประเทศจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการแพร่ระบาด COVID-19 ได้เร็วกว่าประเทศอื่น โดย EIC ทำการศึกษาข้อมูลจากตารางปัจจัยการผลิตของโลก (OECD ICIO) พบว่าสินค้าส่งออกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วจะเป็นสินค้าไทยที่ชาวจีนนำเข้าไปบริโภคโดยตรง รวมถึงสินค้าไทยที่บริษัทจีนนำไปผลิตเพื่อให้ชาวจีนบริโภค (ไม่รวมสินค้าส่งออกที่จีนนำไปผลิตเพื่อส่งออกต่อ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวจาก COVID-19) ได้แก่ สินค้าจำพวกอาหารและเครื่องดื่ม, เครื่องใช้ไฟฟ้า, สินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้, เคมีภัณฑ์ และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ff/xy/fohgffxy14/Outlook_Q2_2020_20.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_20.jpg" width="1986" height="1101" /><br /><br /><span style="color: #4b2885; font-size: 11pt;"><strong>ช่องทางที่ 3) การปิดเมือง (city lockdown) จะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของครัวเรือนในภาพรวม โดยการปิดเมือง 1 เดือน จะทำให้ GDP ทั้งปี ลดลงประมาณ 0.6 percentage point</strong></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>จากการแพร่ระบาดของไวรัสที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้มีการประกาศ lockdown กรุงเทพฯ ในวันที่ 22 มีนาคม 2020 และตามมาด้วยหลายจังหวัดที่มีการประกาศปิดเมืองเช่นกัน</strong></span> ซึ่งเห็นผลกระทบอย่างชัดเจนได้จากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของประชาชน (รูปที่ 13) ทั้งจำนวนผู้โดยสาร BTS และ MRT และจำนวนเที่ยวและรายได้รวมของการใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารในประเทศที่มีการหดตัวในระดับสูงช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมาซึ่งเป็นเดือนที่มีการประกาศใช้มาตรการปิดเมือง อย่างเข้มงวด <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gq/er/fohggqerro/Outlook_Q2_2020_21.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_21.jpg" width="2003" height="1235" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>นอกจากผลกระทบด้านการเดินทาง การปิดเมืองยังส่งผลต่อการใช้จ่ายสินค้าหลายประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องซื้อขายแบบ face-to-face</strong> </span>โดยจากข้อมูลยอดขายสินค้าอุตสาหกรรมในประเทศช่วงปลายเดือนมีนาคมและเดือนเมษายนที่เริ่มมีการปิดเมือง ประกอบกับเป็นช่วงที่ผู้คนเริ่มตระหนักถึงการอยู่บ้านเพื่อยับยั้งการแพร่เชื้อ (รูปที่ 14) พบว่าการใช้จ่ายสินค้าหดตัวเกือบทุกประเภท จะมีเพียงสินค้าบางกลุ่มที่ยังสามารถขยายตัว หรือได้รับผลกระทบไม่มาก ได้แก่ สินค้าเภสัชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์อาหาร และคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ การใช้ชีวิตอยู่บ้าน และการ work from home<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/i0/gp/fohgi0gp5w/Outlook_Q2_2020_22.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_22.jpg" width="2016" height="1689" /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>โดยรวม EIC ประเมินการปิดเมืองจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายบริโภคในภาพรวมลดลง -7.3% ต่อ GDP หรือจะกระทบต่อ GDP ปี 2020 ราว 0.6 percentage point ต่อการปิดเมืองระยะเวลา 1 เดือน</strong> </span>โดยจากข้อมูลยอดขายในประเทศข้างต้น ประกอบกับหลายงานศึกษาของต่างประเทศที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงที่เกิดโรคระบาด โดยเฉพาะช่วงที่มีการปิดเมืองของจีน พบว่าในช่วงเกิดโรคระบาด สินค้าที่จะมียอดขายเพิ่มขึ้น ได้แก่ สินค้าจำพวกอาหาร เนื่องจากจะมีการกักตุนสินค้าเพื่อเตรียมพร้อมในการใช้ชีวิตที่บ้าน และสินค้าจำพวกการทำความสะอาด ยาที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ รวมถึงการใช้บริการอินเทอร์เน็ตก็จะเพิ่มขึ้น จากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ การทำงานที่บ้าน และกิจกรรมสันทนาการออนไลน์ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง และเล่นเกมส์ เป็นต้น ขณะที่สินค้าและบริการที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมาก คือสินค้าที่เกี่ยวกับการเดินทาง การท่องเที่ยว และงานนิทรรศการสังสรรค์ต่าง ๆ ได้แก่ สินค้าและบริการในหมวดโรงแรมและร้านอาหาร การคมนาคมขนส่ง และกิจกรรมสันทนาการ ด้านสินค้าอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบรองลงมา คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องแต่งกาย เฟอร์นิเจอร์ การศึกษา (ปิดโรงเรียนทั้งภาคปกติและกวดวิชา) และการใช้สาธารณูปโภค (การใช้ที่บ้านอาจเพิ่มขึ้น แต่การใช้ของห้างสรรพสินค้าจะลดลงมากกว่า)<br /><br /><strong>ซึ่งจากการคำนวณผลกระทบแยกตามระดับของผลกระทบที่ได้กล่าวไปข้างต้น พบว่าในช่วงที่มีการปิดเมืองของไทย การบริโภคภาคเอกชนโดยรวมจะลดลง -7.3% ของ GDP (รูปที่ 15) โดยถ้าเหตุการณ์ดังกล่าวมีระยะเวลา 1 เดือน ก็จะทำให้ GDP</strong> ต่อเดือน (monthly GDP) ลดลง 7.3% หรือโดยเฉลี่ยแล้ว GDP ทั้งปี (annual GDP) จะหายไปประมาณ -0.6 percentage point โดย EIC คาดว่าการปิดเมืองของไทย จะมีระยะเวลาจากช่วงปลายเดือนมีนาคมจนถึงช่วงกลางเดือนมิถุนายน โดยแม้ว่าล่าสุด จะเริ่มมีนโยบายผ่อนคลายปิดเมืองบ้าง แต่โดยรวม คาดว่าประชาชนส่วนใหญ่จะยังมีพฤติกรรมเก็บตัวอยู่บ้านไปอีกสักระยะจึงคาดว่าการใช้จ่ายสินค้าในภาพรวมจะยังคงได้รับผลกระทบอยู่ แต่อาจมีขนาดผลกระทบลดลงบ้าง<br />
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวในระดับสูงจากผลกระทบของ COVID-19 ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ภาคท่องเที่ยว ภาคส่งออก และผลกระทบ
จากการปิดเมือง</description>
					<enclosure length="6105" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/j5/3z/fohgj53zcy/Outlook_Q2_2020_11.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 18 Jun 2020 16:29:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2020  ณ ไตรมาส 2/2020</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6898</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6898</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6898">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 2/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6862"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;<br /><br /></p>
<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/or/u7/fohforu76s/Outlook_Q2_2020_9.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_9.jpg" width="2055" height="1124" /><br /><br /><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2020 เป็นหดตัวที่ -7.3% จากเดิมที่คาดหดตัวที่ -5.6% จากผลกระทบ COVID-19 ที่มากกว่าคาด โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนที่ถูกกระทบอย่างหนักจากมาตรการปิดเมืองในช่วงต้นไตรมาสสอง จะได้มาตรการภาครัฐและการทยอยเปิดเมืองบรรเทาผลกระทบบางส่วน</strong></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2020 อยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยและปรับประมาณการการหดตัวลงเป็น -4.0%YOY โดยการฟื้นตัวในครึ่งปีหลังจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป (U-shaped recovery)</strong> </span>โดยจากข้อมูลที่ออกมาในช่วงต้นไตรมาสที่ 2 พบว่าเศรษฐกิจหลายประเทศมีการหดตัวมากกว่าคาด สะท้อนผลกระทบจากการปิดเมืองที่เข้มงวด จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัวมากถึง -4.0%YOY ในปีนี้ ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค ประกอบกับภาครัฐดำเนินนโยบายทางการเงินและการคลังขนาดใหญ่ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวจะมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำ และอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่รายได้ที่ลดลงและความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มากกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปิดเมืองและสภาพเศรษฐกิจโดยรวม</strong> </span>โดย EIC ได้ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าไทยในปี 2020 เหลือเพียง 9.8 ล้านคน (-75.3%YOY) จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 13.1 ล้านคน ตามนโยบายปิดการเดินทางเข้าออกประเทศของไทยที่ยาวนานขึ้น (ล่าสุดขยายระยะเวลาถึงสิ้นเดือนมิถุนายน) และเศรษฐกิจโลกที่หดตัวมากกว่าคาด ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในส่วนของการส่งออกสินค้า จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย และมาตรการปิดเมืองที่ก่อให้เกิดปัญหา supply chain disruption โดยมีแนวโน้มหดตัวสูงที่ -10.4% ซึ่งการส่งออกสินค้าสำคัญของไทยมีแนวโน้มหดตัวใกล้เคียงกับคาดการณ์เดิม แต่มูลค่าส่งออกในภาพรวมอาจหดตัวน้อยลงจากประมาณการครั้งก่อนที่ -12.9% เนื่องจากการส่งออกทองคำที่ขยายตัวในระดับสูง อย่างไรก็ดี การส่งออกทองคำไม่ได้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจ เพราะไม่จัดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและไม่มีผลต่อ GDP ในส่วนของผลกระทบจากมาตรการปิดเมือง (lockdown) พบว่าจะทำให้การใช้จ่ายของประชาชนลดลง และส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของแรงงานและผู้ประกอบธุรกิจบางประเภทที่อาจต้องปิดกิจการชั่วคราว<br /><br /><strong><span style="color: #4b2885;">ภาวะเศรษฐกิจไทยที่หดตัวรุนแรงและรวดเร็ว จะทำให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจมีความเปราะบางทางการเงินมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบหนักต่อการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน</span></strong> โดย EIC วิเคราะห์ว่าภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจของไทย โดยเฉพาะ SMEs มีความเปราะบางทางการเงินอยู่แล้วจากระดับหนี้ที่สูง ดังนั้น เมื่อประสบกับวิกฤติ COVID-19 จึงทำให้ภาคครัวเรือนจะได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการจ้างงานและรายได้ที่ลดลงอย่างมาก เช่นเดียวกันกับภาคธุรกิจที่จะมีรายได้ลดลงมากจนอาจต้องปิดกิจการ ซึ่งสภาวะดังกล่าวทำให้การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มได้รับผลกระทบหนัก อย่างไรก็ดี ภาครัฐได้จัดทำพระราชกำหนดช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยมีวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท โดย EIC คาดจะมีเม็ดเงินจากมาตรการภาครัฐประมาณ 6 แสนล้านบาท (3.8% ของ GDP) ที่จะเข้าสู่เศรษฐกิจในปี 2020 โดยมาตรการหลักคือการช่วยเหลือผ่านการสนับสนุนเงินแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนั้นยังมีการออกมาตรการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ SMEs รวมถึงวงเงินสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะมีส่วนช่วยพยุงการบริโภคภาคเอกชนไม่ให้หดตัวมากเท่ากับที่เคยคาดไว้ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน แม้จะได้รับนโยบายสินเชื่อสนับสนุน แต่คาดว่าจะเป็นการกู้เงินเพื่อเน้นการรักษาสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจเท่านั้น ไม่ได้เอาไปลงทุนใหม่ ดังนั้น การลงทุนภาคเอกชนปี 2020 จึงมีแนวโน้มหดตัวในระดับสูงที่ -10.7%<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>EIC คาดเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 แต่จะเป็นการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ</strong> </span>เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบอ่อนแรงอยู่แล้วแม้ในช่วงก่อนวิกฤติ COVID-19 โดยในปี 2019 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 2.4% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และมีการลงทุนที่ต่ำต่อเนื่องมาหลายปี ประการต่อมาคือแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวก็จะเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามเศรษฐกิจโลกที่หดตัวและความกังวลด้านการเดินทางที่ยังมีต่อเนื่องตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน รวมถึงมาตรการ social distancing ที่คาดว่าจะมีการบังคับใช้เมื่อมีการเปิดให้เดินทางระหว่างประเทศ ก็จะทำให้จำนวนผู้โดยสารเครื่องบินต่อรอบหรือจำนวนนักท่องเที่ยวต่อห้องพักโรงแรมมีน้อยลง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้การท่องเที่ยวของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ในส่วนต่อมาคือแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่จะฟื้นตัวแบบ U-shaped ตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า ก็จะส่งผลโดยตรงต่อภาคส่งออกไทยให้มีลักษณะฟื้นตัวช้าไปด้วย นอกจากนี้ ความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ และมีหนี้ในระดับสูง ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะมีลักษณะการฟื้นตัวแบบ U-shape มากกว่าลักษณะอื่น <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับนโยบายการเงิน คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5% ในช่วงที่เหลือของปี</strong></span> โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาหลังจากภาวะการเงินไทยมีการตึงตัวขึ้นมากและเกิดความผันผวนอย่างสูงในตลาดการเงินจากผลกระทบของ COVID-19 และการปิดเมือง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์และออกมาตรการขนาดใหญ่ โดยมาตรการดังกล่าวได้ช่วยผ่อนคลายภาวะการเงินและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดการเงินได้ในระดับหนึ่ง เมื่อพิจารณาร่วมกับผลของมาตรการด้านการคลังขนาดใหญ่และมาตรการทยอยเปิดเมือง EIC จึงคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% ไว้ในช่วงที่เหลือของปี โดยการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะเป็นการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องและลดภาระหนี้ต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ความเสี่ยงด้านต่ำมีมากขึ้น EIC ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังพร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม <strong>ในส่วนของค่าเงินบาท EIC คาดอัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2020 จะอยู่ในช่วง 31.5-32.5</strong> ซึ่งเป็นทิศทางอ่อนค่า เนื่องจากไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงมาก จากดุลบริการที่หายไปตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่หดตัวในระดับสูง<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า คือโอกาสในการกลับมาระบาดอย่างรุนแรงของ COVID-19</strong> </span>ซึ่งอาจทำให้ภาวะเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลกต้องหยุดชะงักอีกครั้ง <strong>นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านการค้าของโลกที่เกิดจากแนวนโยบายของสหรัฐฯ</strong> ก็ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และยุโรป <strong>ขณะที่ตลาดน้ำมันก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องสงครามราคาที่อาจกลับมาปะทุอีกครั้ง</strong> ซึ่งอาจสร้างความผันผวนในตลาดการเงินโลกได้ และสุดท้ายคือความเสี่ยงในประเทศ<strong>ด้านความเปราะบางทางการเงินของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจของไทยที่อาจทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นได้</strong> ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพภาคการเงิน รวมถึงความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวมในระยะต่อไป
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2020 เป็นหดตัวที่ -7.3% จากเดิมที่คาดหดตัวที่ -5.6% จากผลกระทบ COVID-19 ที่มากกว่าคาด </description>
					<enclosure length="4783" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/t3/ae/fohft3aejr/Outlook_Q2_2020_9.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 18 Jun 2020 16:29:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจไทย ปี 2020 (ไตรมาส 2/2020)</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6897</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6897</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6897">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 2/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6862"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong><br /></strong></span><strong><span style="font-size: 18pt; color: #4b2885;">EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2020</span><br /><span style="font-size: 14pt;">เป็นหดตัวที่ -7.3% จากเดิม -5.6% จากผลกระทบ COVID-19 ที่มากกว่าคาด โดยการฟื้นตัวในช่วง</span></strong><strong><span style="font-size: 14pt;">ครึ่งหลังของปีจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป</span><br /><br /></strong></p>
<p><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2020 อยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยและปรับประมาณการการหดตัวลงเป็น -4.0%YOY ต่ำสุดในรอบ 90 ปี โดยการฟื้นตัวในครึ่งปีหลังจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป (U-shaped recovery)</strong></span> ข้อมูลในช่วงต้นไตรมาสที่ 2 ชี้ว่า เศรษฐกิจหลักหลายประเทศมีการหดตัวมากกว่าคาด สะท้อนผลกระทบจากการปิดเมืองที่เข้มงวดที่กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้างและรุนแรง ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค และการใช้มาตรการทางการเงินและการคลังของรัฐบาลทั่วโลกเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศยังอ่อนแอ โดยการใช้จ่ายภาคครัวเรือนจะยังถูกกระทบจากอัตราการว่างงานที่สูง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนจะถูกกดดันจากยอดขายที่ซบเซา งบดุลที่เปราะบางมากขึ้น และความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่สูงขึ้นในหลายประเทศในระยะต่อไป<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2020 หดตัวมากกว่าที่คาดจาก -5.6% เป็น &ndash;7.3% จากผลกระทบของ COVID-19 โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชน</strong></span> EIC ได้ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2020 เหลือเพียง 9.8 ล้านคน (-75.3%YOY) จากเดิมที่คาดไว้ที่ 13.1 ล้านคน ตามนโยบายปิดการเดินทางเข้าออกประเทศของไทยที่ยาวนานขึ้น (ล่าสุดขยายเวลาถึงสิ้นเดือนมิถุนายน) แนวทางการเปิดการเดินทางระหว่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มค่อยเป็นค่อยไป และเศรษฐกิจโลกที่หดตัวมากกว่าคาดซึ่งจะกระทบต่อรายได้ของนักท่องเที่ยว ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวมากขึ้น ตามแนวโน้มการบริโภคและการส่งออกที่ซบเซา และความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ปรับลดลงมาก สำหรับการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มหดตัวสูงที่ -10.4% ใกล้เคียงกับที่คาดไว้จากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยและมาตรการปิดเมืองของหลายประเทศทั่วโลกที่ก่อให้เกิดปัญหา supply chain disruption (ทั้งนี้มูลค่าส่งออกในภาพรวมอาจหดตัวน้อยลงเทียบกับประมาณการครั้งก่อนที่ -12.9% จากการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูงขึ้นมาก อย่างไรก็ดี การส่งออกทองคำไม่มีผลสุทธิต่อ GDP เนื่องจากจะถูกหักในส่วนสินค้าคงคลังด้วย) ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนหดตัวรุนแรงโดยเฉพาะในช่วงที่มีมาตรการปิดเมือง สะท้อนจากดัชนีการบริโภค (PCI) ในเดือนเมษายนที่หดตัวไปกว่า -15.1%YOY อย่างไรก็ดี ภายหลังการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง เครื่องชี้เร็วสะท้อนว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการเดินทางในประเทศเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ก็ยังอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤติพอสมควร<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่การฟื้นตัวของภาคธุรกิจต่าง ๆ จะมีความเร็วที่แตกต่างกัน</strong></span> ในภาพรวม EIC ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในลักษณะ U shape โดย GDP จะกลับไปสู่ระดับของปี 2019 ซึ่งเป็นระดับเดิมก่อนเกิด COVID-19 ได้ในปี 2022 เป็นผลจากแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวและความเปราะบางทางการเงินที่สูงขึ้นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ SME ตั้งแต่ก่อนเกิด COVID-19 รวมทั้งผลกระทบที่รุนแรงของ COVID-19 ต่อหลายภาคธุรกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวโดยเฉพาะในส่วนที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติจะเป็นไปอย่างช้า ๆ จากความกังวลของนักท่องเที่ยวตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ และข้อจำกัดด้านมาตรการควบคุมโรค ซึ่งจะทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร นันทนาการ และการขนส่ง ได้รับผลกระทบมากและฟื้นตัวช้า ขณะที่ธุรกิจรถยนต์และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (ที่อยู่อาศัย) ซึ่งเผชิญกับการหดตัวของอุปสงค์จากต่างประเทศอยู่แล้ว จะถูกซ้ำเติมจากการลดลงของยอดขายในประเทศด้วยตามการจ้างงานและรายได้ของภาคครัวเรือนที่ลดลง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และการระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ฟื้นตัวช้าเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม การใช้จ่ายในหมวดสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร เครื่องดื่ม บริการทางการแพทย์ การสื่อสาร ซึ่งจะได้รับแรงสนับสนุนเสริมจากมาตรการโอนเงินช่วยเหลือและมาตรการพักหนี้ของภาครัฐจะฟื้นตัวได้เร็วกว่า<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้านนโยบายการเงิน คาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5% ตลอดทั้งปี และพร้อมใช้เครื่องมือต่าง ๆ รวมถึงมาตรการ Unconventional เพิ่มเติมหากมีความจำเป็น</strong> </span>ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มติดลบ และความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่สูงขึ้น ธปท. จะให้ความสำคัญต่อการลดต้นทุนทางการเงินและการเสริมสภาพคล่องให้กับภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อประคับประคองฐานะทางการเงิน สนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ และลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน หากแนวโน้มเศรษฐกิจปรับแย่ลงกว่าคาดมาก ธปท. อาจลดดอกเบี้ยนโยบายได้เพิ่มเติม แต่ด้วย policy room ด้านดอกเบี้ยนโยบายที่มีน้อยลง จะทำให้ ธปท. ต้องพึ่งพาเครื่องมืออื่น ๆ รวมถึงมาตรการ Unconventional มากขึ้น เช่น การซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อช่วยดูแลดอกเบี้ยในตลาดให้อยู่ในระดับต่ำ การต่ออายุหรือปรับเงื่อนไขเพื่อเพิ่มประสิทธิผลของมาตรการความช่วยเหลือที่ได้ออกมาก่อนหน้า การลดค่าธรรมเนียม FIDF เพิ่มเติม เป็นต้น ในส่วนของค่าเงินบาท EIC คาดอัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2020 จะอยู่ในช่วง 31.5-32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นทิศทางอ่อนค่า เนื่องจากไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงมาก จากดุลบริการที่หายไปตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่หดตัวในระดับสูง ประกอบกับแนวโน้มที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ตามภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศ จะเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินบาทในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ดี เงินบาทจะไม่อ่อนค่ามากนัก เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐจะไม่โน้มแข็งมากเหมือนในช่วงต้นไตรมาสที่ 2 ที่เกิดภาวะตื่นตระหนกในตลาดการเงินโลก เนื่องจากในปัจจุบันหลายประเทศสามารถควบคุมการแพร่ระบาด COVID-19 ได้ดีและเริ่มทยอยเปิดเมืองทำให้ความกังวลของนักลงทุนต่อความเสี่ยงในตลาดการเงินลดลง นอกจากนั้น เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากตลาดการเงินไทยค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การไหลออกของเงินทุนในปริมาณมากในระยะต่อไปมีโอกาสน้อยลง<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้าที่สำคัญ คือ โอกาสในการกลับมาระบาดอย่างรุนแรงของ COVID-19</strong></span> ซึ่งอาจทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศทั่วโลกต้องหยุดชะงักอีกครั้ง นอกจากนี้ สงครามการค้าโลก ที่อาจรุนแรงขึ้นและกระทบต่อปริมาณการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากความขัดแย้งด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และยุโรป ขณะที่ความเสี่ยงด้านเครดิตที่อาจเพิ่มขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับธุรกิจที่มีภาระหนี้ต่อรายได้สูงขึ้นมาก อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน นำไปสู่ความผันผวนของตลาดการเงินโลกได้ และสุดท้ายคือความเสี่ยงในประเทศด้านความเปราะบางทางการเงินของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจของไทยที่อาจทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพภาคการเงิน รวมถึงความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวมในระยะต่อไป <br /><br /><br /><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/j6/r9/fohfj6r9df/TH_Info_Outlook2Q2020.jpg" alt="TH_Info_Outlook2Q2020.jpg" width="2516" height="3579" /><br /><br /><br /><br /></strong></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2020 เป็นหดตัวที่ -7.3% จากเดิม -5.6% จากผลกระทบ COVID-19 ที่มากกว่าคาด </description>
					<enclosure length="5091" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ec/ss/fohfecssxb/ThinkstockPhotos-112804313.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 18 Jun 2020 16:20:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>สถานการณ์เงินเฟ้อไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะเงินฝืดหรือไม่?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6561</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6561</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6561">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6548"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/i9/zh/fjvui9zhlc/Outlook_Q1_2020_29.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_29.jpg" width="1763" height="1176" /><br /><br />อัตราเงินเฟ้อของไทยมีระดับต่ำต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีระดับต่ำกว่า 1% มาตลอด (มีเพียงแค่ปี 2018 ที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.1%) โดยอีไอซีก็ยังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อปี 2019 และ 2020 จะมีระดับต่ำกว่า 1% เช่นกัน ซึ่งจากระดับเงินเฟ้อที่ต่ำต่อเนื่องมาหลายปี จึงทำให้นำมาสู่ความกังวลเรื่องภาวะเงินฝืดในประเทศ อีไอซีจึงทำการศึกษาสถานการณ์เงินเฟ้อของไทยในปัจจุบันว่าอยู่ในภาวะเงินฝืดหรือไม่<br /><br />ตามนิยามที่ให้ไว้โดย ECB3 ภาวะเงินฝืดหรือ Deflation หมายความถึงสถานการณ์ที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปลดต่ำลงเรื่อย ๆ เป็นระยะเวลาปานกลางถึงยาวนาน อันเนื่องมาจากความอ่อนแอของอุปสงค์ในประเทศ ทำให้ผู้ขายต้องยอมลดราคาสินค้าเพื่อที่จะทำให้สามารถขายสินค้าได้ โดยมีเงื่อนไขการวิเคราะห์ภาวะเงินฝืด 4 ข้อ ได้แก่
<div style="padding-left: 30px;">&bull; อัตราเงินเฟ้อ (%YOY) ติดลบติดต่อกันอย่างน้อย 1 ไตรมาส</div>
<div style="padding-left: 30px;">&bull; อัตราเงินเฟ้อที่ติดลบเกิดจากการลดลงของราคาสินค้าหลายประเภทพร้อม ๆ กัน</div>
<div style="padding-left: 30px;">&bull; อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (expected inflation) ลดต่ำลง</div>
<div style="padding-left: 30px;">&bull; อุปสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง</div>
<br />หากพิจารณาถึงสถานการณ์เงินเฟ้อของไทยในปัจจุบัน (รูปที่ 22) จะเห็นได้ว่ายังไม่จัดอยู่ในภาวะเงินฝืด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังไม่มีติดลบทั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน แต่พบว่าเงินเฟ้อมีระดับที่ต่ำต่อเนื่อง (หรือที่นิยมเรียกว่า lowflation) โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่มีระดับต่ำกว่า 1% มาตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา <br />(รูปที่ 22 ซ้าย) ซึ่งสถานการณ์เงินเฟ้อต่ำเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การเข้ามามีบทบาทของแพลตฟอร์มการซื้อขายสินค้าออนไลน์ระดับโลกที่ทำให้ตลาดแข่งขันกันมากขึ้น ราคาสินค้าจึงเพิ่มได้น้อยลง รวมไปถึงการพัฒนาด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้มีต้นทุนการผลิตที่ถูกลง <br /><br />อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงที่สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อต่ำจะนำไปสู่ภาวะเงินฝืดได้ โดยพิจารณาจาก 3 เงื่อนไข ดังตาราง<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jh/8y/fjvujh8ybw/Outlook_Q1_2020_30.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_30.jpg" width="1833" height="1394" /><br />จากตารางจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ของไทยมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะเงินฝืดได้ในอนาคต เนื่องจากเข้าข่ายทั้ง 3 เงื่อนไข โดยวิธีการแก้ไขคือการทำให้อุปสงค์ในประเทศขยายตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้งนโยบายการเงินและการคลังเพื่อแก้ปัญหา โดยจะต้องเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีผลในระยะยาว เนื่องจากการกระตุ้นในระยะสั้นให้ผลเพียงชั่วคราว ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน<br /><br /><strong>รูปที่ 22 : สถานการณ์เงินเฟ้อไทยยังไม่อยู่ในภาวะเงินฝืด แต่ในระยะต่อไป มีความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะเงินฝืดขึ้นได้<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/kt/3k/fjvukt3k8w/Outlook_Q1_2020_31.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_31.jpg" width="1846" height="1034" /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ กระทรวงพาณิชย์ สสช. และ ธปท.<strong><br /></strong>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในช่วงที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์มีทิศทางลดลงต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและ
ผลกระทบจากมาตรการ LTV </description>
					<enclosure length="3990" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/id/bx/fjvuidbxbw/Outlook_Q1_2020_29.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 20 Jan 2020 11:28:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>8 ข้อค้นพบผลกระทบของ การแข็งค่าของเงินบาท</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6560</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6560</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6560">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6548"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/71/ff/fjvu71ff0k/Outlook_Q1_2020_18.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_18.jpg" width="1763" height="1175" /><br /><br />ประเด็นเรื่องการแข็งค่าของเงินบาทนับเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2016-ปัจจุบัน ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) แข็งค่าขึ้นมากกว่า 19.1% โดยหากเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค พบว่าค่าเงินบาทมีการแข็งค่ามากที่สุด (รูปที่ 16) และหากเทียบระดับ Nominal Effective Exchange Rate (NEER) กับหลายประเทศทั่วโลก1 พบว่าดัชนีค่าเงินบาทไทยมีการแข็งค่ามากที่สุดในโลกหากเทียบตั้งแต่ต้นปี 2016 จนถึงเดือน พ.ย. 2019<br /><br /><strong>รูปที่ 16 : เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องเทียบกับประเทศคู่ค้าสำคัญและแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินอื่น ๆ<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/83/nc/fjvu83ncew/Outlook_Q1_2020_19.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_19.jpg" width="1825" height="941" /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg BIS และ ธนาคารแห่งประเทศไทย<br /><br />ทั้งนี้อีไอซีวิเคราะห์ผลกระทบจากการที่เงินบาทแข็งค่าโดยมี 8 ข้อค้นพบ และ 4 ช่องทางหลัก ดังนี้<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/94/1b/fjvu941bp2/Outlook_Q1_2020_20.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_20.jpg" width="1822" height="1121" /><br /><span style="color: #4b2885; font-size: 11pt;"><strong>รายละเอียดแต่ละข้อค้นพบ<br /><br /></strong></span><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fy/fr/fjvufyfrc5/Outlook_Q1_2020_21.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_21.jpg" width="1814" height="1328" /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d1/ay/fjvud1ayjw/Outlook_Q1_2020_22.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_22.jpg" width="1802" height="1264" /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d7/g4/fjvud7g4nz/Outlook_Q1_2020_23.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_23.jpg" width="1805" height="1478" /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d9/9g/fjvud99gqm/Outlook_Q1_2020_24.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_24.jpg" width="1810" height="1494" /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/db/8w/fjvudb8wlu/Outlook_Q1_2020_25.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_25.jpg" width="1810" height="1139" /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/dc/w7/fjvudcw7in/Outlook_Q1_2020_26.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_26.jpg" width="1810" height="1476" /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/de/no/fjvudenobg/Outlook_Q1_2020_27.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_27.jpg" width="1810" height="1151" /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/dg/ij/fjvudgijnl/Outlook_Q1_2020_28.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_28.jpg" width="1810" height="1511" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>โดยสรุป การแข็งค่าของเงินบาทมีทั้งผู้ได้และเสียประโยชน์ แต่จะมีผลลบสุทธิชัดเจนในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว</strong> </span>การแข็งค่าของเงินบาทช่วยลดต้นทุนสินค้านำเข้าให้มีราคาถูกลง โดยเฉพาะราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าวัตถุดิบ และราคาสินค้าทุนที่มีการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศ ซึ่งเป็นผลดีต่อรายจ่ายของผู้บริโภคและผู้ผลิตที่ใช้สินค้าเหล่านั้น อย่างไรก็ดี ราคาสินค้านำเข้าถูกลงนั้น ก็อาจทำให้ภาคธุรกิจในประเทศมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลง ในอีกด้านหนึ่ง การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบด้านลบต่อรายได้ของผู้ส่งออกสินค้าและบริการ ในรูปของรายได้จากการส่งออกในรูปเงินบาท, ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทย, การชะลอตัวของรายจ่ายนักท่องเที่ยว และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศลดลง โดยปัจจัยเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สำหรับผลกระทบโดยรวมนั้นการแข็งค่าของเงินบาทในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจะส่งผลลบชัดเจนในภาวะที่เศรษฐกิจโลกและการส่งออกโดยรวมชะลอลงหรือหดตัวเช่นในภาวะปัจจุบัน
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในช่วงที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์มีทิศทางลดลงต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและ
ผลกระทบจากมาตรการ LTV </description>
					<enclosure length="2808" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6v/5u/fjvu6v5u8w/Outlook_Q1_2020_18.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 20 Jan 2020 11:28:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>