<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1541787722796" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS Outlook:Global Economy</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For Outlook:Global Economy</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:32:34 +0700</pubDate><ttl>20</ttl>
				<item>
					<title>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2021</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7442</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7442</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7442">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2021&nbsp;<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7434"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><strong><span style="color: #4b2885;"><br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/r8/0v/fwr1r80vg6/GettyImages-1222743196-%281%29.jpg" alt="GettyImages-1222743196-(1).jpg" width="2221" height="1349" /><br /><br /><br /></span><span style="color: #614090;">การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกปรับชะลอลงจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่กลับมาเพิ่มขึ้นในบางกลุ่มประเทศ ทำให้ภาครัฐต้องกลับมาใช้มาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดขึ้นอีกครั้ง</span></strong> โดยการระบาดรอบใหม่ในยุโรปเริ่มตั้งแต่ในช่วงเดือนตุลาคม 2020 ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปต้องกลับมาใช้มาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดอีกครั้ง ซึ่งแม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในยุโรปจะเริ่มปรับลดลง แต่คาดว่ามาตรการปิดเมืองจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ปีนี้ อย่างไรก็ดี มาตรการปิดเมืองในรอบนี้ ยังไม่เข้มงวดเท่ากับมาตรการปิดเมืองในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 โดยในยุโรปนั้น สถานที่บางแห่ง เช่น โรงเรียน โรงงาน และร้านค้าบางประเภท ยังสามารถเปิดทำการได้ ทำให้ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจน่าจะมีน้อยกว่า นอกจากยุโรปแล้ว ประเทศที่เผชิญการระบาดรอบใหม่ยังรวมไปถึงประเทศที่เคยควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีก่อนหน้านี้ เช่น เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ขณะที่สหรัฐฯ ก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ที่มีการแพร่กระจายได้ง่ายกว่าสายพันธุ์เดิม<br /><br /><span style="color: #614090;"><strong>เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวได้ดีในไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป แต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ</strong> </span>ขึ้นอยู่กับความเร็วในการฉีดวัคซีนซึ่งจะนำไปสู่การเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ การออกมาตรการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวต่างประเทศมากหรือน้อย<br /> <br /><strong>1. การแจกจ่ายวัคซีนเพื่อให้ได้ซึ่งภูมิคุ้มกันหมู่ (race to herd immunity) จะเป็นปัจจัยสำคัญ</strong> เนื่องจากประเทศที่มีภูมิคุ้มกันหมู่ได้ก่อนจะสามารถลดความเข้มข้นของการปิดเมืองได้ก่อนและได้มากกว่า และอาจทำให้สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติหรืออนุญาตให้ประชากรออกไปเที่ยวได้ก่อน โดยล่าสุดกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งฉีดวัคซีนได้คืบหน้ามาก โดยเฉพาะอิสราเอล สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และบางประเทศในแถบตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี การผลิตและจัดส่งวัคซีนที่ล่าช้าทำให้ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนล่าช้ากว่าแผน โดยเฉพาะประเทศในสหภาพยุโรป โดย EIC คาดว่า ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะได้ภูมิคุ้มกันหมู่ ในช่วงไตรมาสที่ 2 - 3 ปี 2021 ในขณะที่ประเทศในกลุ่ม EM จะมีความแตกต่างกันมาก เช่น จีนจะได้ภูมิคุ้มกันหมู่ในไตรมาสที่ 4/2021 ไทยจะได้ในไตรมาสที่ 1/2022 ในขณะที่กลุ่ม CLMV อาจต้องรอไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2022<br /><br /><strong>2. การดําเนินนโยบายการเงินและการคลังของประเทศเศรษฐกิจหลักโดยเฉพาะสหรัฐ จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก</strong> EIC คาดว่าทางสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่อเนื่องในปีนี้ โดยสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเป็นประเทศแรกในช่วงต้นปี 2022 สำหรับนโยบายการคลังนั้น กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่กว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และยังมีแนวโน้มขยายมาตรการเหล่านี้ต่อไป รวมทั้งออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม เช่น ในสหรัฐฯ ที่ล่าสุดได้มีการเสนอมาตรการกระตุ้นขนาด 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้บางประเทศโดยเฉพาะในกลุ่ม EM อาจเผชิญข้อจำกัดในการออกมาตรการเพิ่มเติม หลังหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นมากและมีการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลง<br /> <br /><strong>3. เศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและการบริการสูง และมีความเชื่อมั่นในระดับต่ำ จะมีอัตราการฟื้นตัวที่ช้ากว่า</strong> โดยภาคการท่องเที่ยวระหว่างประเทศน่าจะฟื้นตัวได้ช้าที่สุด โดยเฉพาะหลังจากที่หลายประเทศกลับมาใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น สำหรับการเดินทางในประเทศที่ฟื้นตัวก่อนหน้านี้ก็ปรับชะลอลงเช่นกัน นอกจากนี้ ภาคบริการยังคงฟื้นตัวช้ากว่าภาคการผลิต เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองและนโยบายเว้นระยะห่างทางสังคม<br /><br /><span style="color: #614090;"><strong>จากปัจจัยข้างต้นทำให้ EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2021 มีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ 5.5% โดยการฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มชะลอลงจากการกลับมาระบาดของไวรัส ก่อนที่จะฟื้นตัวได้ดีในครึ่งปีหลัง</strong></span> ทั้งนี้การฟื้นตัวจะแตกต่างกันตามความเร็วในการฉีดวัคซีน และมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ และญี่ปุ่นมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ เนื่องจากมีมาตรการขนาดใหญ่ออกมาเพิ่มเติม ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปและ ASEAN มีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าคาดเล็กน้อย จากการแจกจ่ายวัคซีนที่ช้ากว่าที่เคยคาดไว้ และมีมาตรการออกมาเพิ่มเติมน้อยกว่า<br /><br /><br /><br /><br /></p>
<p><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/s7/xm/fwr1s7xmfy/EIC-Outlook-Q12021_InfoGlobal_TH.jpg" alt="EIC-Outlook-Q12021_InfoGlobal_TH.jpg" width="2480" height="3508" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2021</description>
					<enclosure length="6106" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ql/4x/fwr1ql4xd5/GettyImages-1222743196.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 15 Mar 2021 14:50:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2021 (ไตรมาส 4/2020) </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7254</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7254</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7254">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7249"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><strong><span style="color: #4b2885;"><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/qk/6j/ftt7qk6jba/1.jpg" alt="1.jpg" width="5331" height="3524" /><br /><br /><br /></span></strong><strong><span style="color: #4b2885;">การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะสั้นมีโอกาสชะลอลงจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐฯ </span></strong><span style="color: #333333;">แม้ว่าเศรษฐกิจของหลายประเทศจะสามารถฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 หลังจากที่มีการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง อย่างไรก็ดี หลังจากที่ประชากรเริ่มกลับมาเดินทางมากขึ้นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวซึ่งสะท้อนจากดัชนี Google Mobility (Retail and recreation) เป็นผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐฯ โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อและอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (Hospitalization rate) ของหลายประเทศได้เพิ่มสู่ระดับที่สูงกว่าจุดสูงสุดในเดือนเมษายน ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปต้องกลับมาใช้มาตรการปิดเมืองอีกครั้ง ซึ่งแม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในยุโรปจะลดลง แต่คาดว่ามาตรการปิดเมืองจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2020</span><strong><span style="color: #4b2885;"><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ss/n0/ftt7ssn06v/2.jpg" alt="2.jpg" width="2043" height="1380" /><br /><br /><br /></span></strong><strong><span style="color: #4b2885;">อย่างไรก็ดี มาตรการปิดเมืองในรอบนี้จำกัดอยู่แค่บางประเทศเท่านั้น </span></strong><span style="color: #333333;">ซึ่งแตกต่างจากในไตรมาสที่ 2 ที่ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกได้ดำเนินมาตรการปิดเมืองแบบทั่วประเทศ (Nation-wide lockdowns) โดยในครั้งนี้ ประเทศที่กลับมาใช้มาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในทวีปยุโรป ในขณะที่ประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ เช่น จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน ยังไม่กลับมาใช้มาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดขึ้น<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tw/mi/ftt7twmilx/3.jpg" alt="3.jpg" width="1961" height="1148" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>นอกจากนี้ มาตรการปิดเมืองในรอบนี้ยังไม่เข้มงวดเท่ากับมาตรการปิดเมืองในไตรมาสที่ 2 จึงทำให้ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจน่าจะมีน้อยกว่า</strong></span> โดยการปิดเมืองของยุโรปในครั้งนี้ สถานที่บางแห่ง เช่น โรงเรียน โรงงาน และร้านค้าบางประเภท ยังสามารถเปิดทำการได้ ทำให้ผลกระทบส่วนมากจึงจำกัดอยู่ที่ภาคบริการ สำหรับในสหรัฐฯ นั้นแม้จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่จะสูงกว่าระดับสูงสุดเดิมเมื่อเดือนมิถุนายน แต่สหรัฐฯ ณ ขณะนี้ยังใช้มาตรการปิดเมืองอย่างจำกัด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ EIC ประเมินว่ามาตรการปิดเมืองในรอบนี้จะส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจน้อยกว่าการปิดเมืองในไตรมาสก่อนหน้า<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/v5/tz/ftt7v5tzud/4.jpg" alt="4.jpg" width="1990" height="1244" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะสั้นจะปรับตัวแย่ลง แต่ EIC ประเมินว่าในปี 2021 เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้</strong></span> ซึ่งเร็วขึ้นจากปัจจัยบวก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1) ข่าวการค้นพบวัคซีน 2) มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และ 3) รอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่น้อยกว่าที่คาดในหลายประเทศ โดย EIC ได้ประเมินรายละเอียดไว้ดังต่อไปนี้ <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>1. การค้นพบ ผลิตและแจกจ่ายวัคซีน</strong></span><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>วัคซีนจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะสามารถกลับมาดำเนินได้อีกครั้ง เนื่องจากผลกระทบของไวรัสต่อสุขภาพประชากรจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ</strong> </span>โดยผลการทดลองวัคซีนในเฟสที่ 3 ของ Moderna และ Pfizer-BioNTech ที่พบว่า วัคซีนทั้งสองมีประสิทธิภาพการป้องกันเชื้ออยู่ที่ 94.5% และ 95% (สูงกว่าประสิทธิภาพ 90% ที่ประกาศออกมาครั้งแรก) ในขณะที่ผลทดลองวัคซีนจาก AstraZeneca-University of Oxford ยังมีข้อสงสัยเนื่องจากหากฉีดวัคซีนที่ปริมาณหนึ่งเข็มครึ่งประสิทธิภาพจะอยู่ที่ 90% แต่หากฉีดวัคซีนสองเข็มประสิทธิภาพจะลดลงเหลือ 62% อย่างไรก็ดี วัคซีนทั้งสามถือว่ามีประสิทธิภาพสูงมากเมื่อเทียบวัคซีนไข้หวัดทั่วไปในปัจจุบันที่มีประสิทธิภาพอยู่ที่ประมาณ 40%-60%<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>คาดจะมีการฉีดวัคซีนอย่างแพร่หลายในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในช่วงครึ่งแรกของปี 2021</strong></span> โดยวัคซีนของทั้ง Pfizer-BioNTech และ Moderna จะมีความท้าทายในด้านการผลิต การขนส่ง และการแจกจ่าย เนื่องจากวัคซีนจากทั้งสองที่ต้องฉีด 2 เข็ม ซึ่งทาง Pfizer ได้ประกาศว่าบริษัทมีกำลังการผลิต 1,300 ล้านเข็มในปี 2021 ในขณะที่ Moderna มีกำลังการผลิตประมาณ 500-1,000 ล้านเข็มในปี 2021 ซึ่งจะเพียงพอสำหรับ 900-1,150 ล้านคนเท่านั้น นอกจากนี้ วัคซีนทั้งสองต้องจัดเก็บไว้ในอุณหภูมิต่ำ โดยวัคซีนของ Pfizer-BioNTech จะต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิต่ำถึง -70 องศาเซลเซียสและอยู่ในอุณหภูมิแช่เย็น (2-8 องศาเซลเซียส) ได้เพียงไม่กี่วัน ส่วนวัคซีนของ Moderna จะต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส และสามารถอยู่ในอุณหภูมิแช่เย็นได้ประมาณ 30 วัน ด้วยกำลังการผลิตที่จำกัดและประเด็นทางเทคนิคในการจัดเก็บและขนส่งวัคซีน จึงคาดว่าในครึ่งแรกของปี 2021 การฉีดวัคซีนส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่ที่ประชากรในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น โดยในขณะนี้ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศมีข้อตกลงสั่งซื้อวัคซีนจาก Pfizer-BioNTech และ Moderna รวมกันสำหรับประชากรประมาณ 1,230 ล้านคน <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ประเด็นด้านราคา การขนส่งและการเก็บรักษาทำให้วัคซีนจาก AstraZeneca-University of Oxford เหมาะกับประเทศกำลังพัฒนามากกว่าอีกสองวัคซีน</strong></span> เนื่องด้วยวัคซีนจาก AstraZeneca-University of Oxford สามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิแช่เย็นปกติ (2-8 องศาเซลเซียส) เป็นเวลานานและทาง AstraZeneca-University of Oxford ได้ประกาศว่าจะขายวัคซีนในราคาประมาณ 3-4 ดอลลาร์สหรัฐต่อเข็ม จึงเหมาะกับประเทศกำลังพัฒนามากกว่าวัคซีนจาก Pfizer-BioNTech และ Moderna ซึ่งมีราคาสูงกว่าและต้องใช้เทคโนโลยีการขนส่งและจัดเก็บที่อุณหภูมิต่ำมาก โดย AstraZeneca ได้ประกาศว่าสามารถผลิตได้ 3 พันล้านเข็มในปี 2021 แต่เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วได้ทำสัญญาซื้อล่วงหน้าไปบางส่วนแล้ว จึงคาดว่าประเทศกำลังพัฒนาจะเริ่มมีการฉีดวัคซีนได้ทั่วไปในช่วงกลางปี 2021 เป็นต้นไป (ไม่นับการใช้ในกรณีพิเศษ ซึ่งอาจมีการฉีดวัคซีนได้ก่อนหน้านั้น) นอกจากนี้ ทาง AstraZeneca ยังได้ทำข้อตกลงให้สิทธิ์การผลิตวัคซีนของตนกับประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศแล้วอีกด้วย<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wx/0q/ftt7wx0qzm/5.jpg" alt="5.jpg" width="1825" height="1294" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ผลการทดลองของ Pfizer-BioNTech Moderna และ AstraZeneca-University of Oxford สะท้อนถึงโอกาสที่วัคซีนจากผู้ผลิตรายอื่นจะสำเร็จก็มีมากขึ้นเช่นกัน</strong> </span>โดยถึงแม้วัคซีนของ Pf izer-BioNTec และ Moderna จะผลิตโดยใช้เทคโนโลยี mRNAซึ่งต่างจากผู้ผลิตวัคซีนรายอื่น แต่การทำงานของวัคซีนทั้งสองนั้นใช้ข้อมูลพันธุกรรมของ Spike Protein ซึ่งคล้ายกับวัคซีนจากผู้ผลิตรายอื่นที่ใช้ Spike Protein เช่นกัน นอกจากนี้วัคซีนจาก AstraZeneca-University of Oxford ผลิตโดยใช้ Viral vector และวัคซีนทำงานโดยใช้ Spike Protein ซึ่งยังมีวัคซีนอื่นอีกหลายสูตรที่อยู่ในขั้นตอนการทดลองในมนุษย์ที่ผลิตด้วยวิธีเดียวกัน ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่วัคซีนจากผู้ผลิตอย่าง Johnson &amp; Johnson และ Novavax จะสำเร็จจึงสูงขึ้น ซึ่งการที่วัคซีนหลายตัวประสบความสำเร็จจะเพิ่มโอกาสและความเร็วในการเข้าถึงวัคซีนของประชากรโลก<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0i/bg/ftt80ibg4d/6.jpg" alt="6.jpg" width="1986" height="1372" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เมื่อประชากรส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันต่อ COVID-19 กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว แต่ผลกระทบทางบวกจากวัคซีนต่อแต่ละประเทศจะไม่เท่ากัน</strong></span> โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่าง อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ร้านอาหาร จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากวัคซีน เช่นเดียวกันกับในระดับประเทศ โดยประเทศที่มีการแพร่ระบาดหนัก หรือประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพาภาคบริการในสัดส่วนที่สูง เช่น สหรัฐฯ หรือยุโรป จะได้รับอานิสงส์จากวัคซีนมากที่สุด ในขณะที่ประโยชน์จากวัคซีนต่อจีนจะน้อยกว่า เนื่องจากจีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ทำให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวใกล้สภาวะปกติแล้ว<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>2. มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐจะยังคงดำเนินต่อไป</strong></span><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>แม้ว่าในระยะสั้น สหรัฐฯ ไม่สามารถต่ออายุมาตรการภาครัฐเดิมที่หมดอายุไปได้ แต่คาดว่าในช่วงต้นปี 2021 จะสามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ออกมา</strong></span> การที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถตกลงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ได้นับตั้งแต่ที่มาตรการชุดเดิมหมดอายุไปเมื่อเดือนกรกฎาคม จึงคาดว่าจะส่งผลต่อการบริโภคในไตรมาสที่ 4 ปี 2020 อย่างไรก็ดีด้วยท่าทีของทั้งพรรค Democrat และพรรค Republican ที่แม้จะเห็นไม่ตรงกันในเรื่องของขนาดของมาตรการกระตุ้น แต่ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการให้มีมาตรการชุดใหม่ออกมา ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ออกมาในช่วงต้นปี 2021 <strong>โดย EIC ประเมินว่าทางรัฐบาลสหรัฐฯ จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่มูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ</strong> และโลก ทั้งนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสและผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภารอบพิเศษในรัฐจอร์เจียอีกสองที่นั่ง จะมีผลต่อขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ เนื่องจากในขณะนี้พรรค Republican มีสมาชิกวุฒิสภามากกว่าพรรค Democrat อยู่ 50-48 โดยหากพรรค Democrat สามารถชนะการเลือกตั้งรอบพิเศษได้ทั้งสองที่นั่ง จะทำให้สามารถผลักดันเพิ่มขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ใหญ่กว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้ (พรรค Democrat ได้เสนอมาตรการขนาด 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงก่อนการเลือกตั้ง) เนื่องจาก ในกรณีที่เสียงโหวตในวุฒิสภาเท่ากันที่ 50-50 รองประธานาธิบดีจะเป็นผู้โหวตตัดสิน ซึ่งในกรณีนี้จะเป็น Kamala Harris จากพรรค Democrat<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ในขณะที่ประเทศอื่น เช่น ยุโรป และญี่ปุ่นได้ต่ออายุมาตรการเดิมออกไป และยังคงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่อย่างต่อเนื่อง</strong></span> โดยหลายประเทศในยุโรปได้ประกาศต่ออายุมาตรการสนับสนุนรายได้ (Income support) เช่น เยอรมนี และฝรั่งเศส นอกจากนี้ ในปี 2021 ประเทศในกลุ่มยูโรโซนจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งแต่ละประเทศได้ประกาศมาตรการเหล่านี้ออกมาก่อนแล้ว อีกทั้งจะได้รับเงินสนับสนุนจากแผนฟื้นฟู (Recovery Fund) ของสหภาพยุโรปเพื่อผ่อนคลายภาระทางการคลังสำหรับประเทศสมาชิก โดยฝรั่งเศสได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 1 แสนล้านยูโร (ประมาณ 4% ต่อ GDP) และคาดว่าจะได้รับเงินสนับสนุนประมาณ 40% ของมูลค่าโครงการจากแผนฟื้นฟู ส่วนอิตาลีได้ประกาศมาตรการมูลค่า 3.3 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 2% ต่อ GDP) และคาดว่าจะได้รับเงินสนับสนุนจากแผนฟื้นฟูทั้งในรูปแบบเงินให้เปล่า (Grants) และเงินกู้เป็นมูลค่า 1.4 หมื่นล้านยูโร ในขณะที่ญี่ปุ่นจะมีการประกาศงบประมาณเสริมฉบับที่ 3 (Third supplementary budget) เร็ว ๆ นี้<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2u/1g/ftt82u1g5j/7.jpg" alt="7.jpg" width="1988" height="1151" /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>นโยบายการเงินจะผ่อนคลายต่อไป (Low for long) โดยอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง</strong> </span>ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางต่าง ๆ ได้ผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านการลดดอกเบี้ยและสร้างเครื่องมือต่าง ๆ ในการอัดฉีดสภาพคล่องปริมาณมหาศาลเข้าสู่ระบบการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพและพยุงเศรษฐกิจ โดย EIC ได้ประเมินแนวโน้มของนโยบายการเงินดังต่อไปนี้</span></p>
<br />
<ul style="list-style-type: disc;">
<li><span style="color: #333333;">อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง จากความเสี่ยงด้านต่ำต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางระมัดระวังในการปรับดอกเบี้ยขึ้น โดยในกรณีของสหรัฐฯ EIC คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องจนถึงปลายปี 2024 เป็นอย่างน้อย เพื่อให้แน่ใจว่าอัตราเงินเฟ้อจะสามารถปรับสูงขึ้นกว่าระดับ 2% ได้เล็กน้อย (สอดคล้องกับกรอบเงินเฟ้อเฉลี่ย Average Inflation Targeting: AIT) ส่วนธนาคารกลางยุโรป&nbsp;</span><span style="color: #333333;">(European Central Bank: ECB) และธนาคารกลางญี่ปุน (Bank of Japan: BOJ) นั้น EIC คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องไปอีกจนถึงปลายปี 2024 เช่นกัน ขณะที่โอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมนั้นมีน้อย เนื่องจากอาจส่งผลเสียต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และเสถียรภาพของสถาบันการเงินได้ ทั้งนี้หากค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นรวดเร็ว ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ BOJ ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้<br /></span></li>
<li><span style="color: #333333;">หากแนวโน้มเศรษฐกิจปรับตัวแย่ลงกว่าที่คาด ธนาคารกลางอาจปรับนโยบายการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเพิ่มเติม โดย EIC มองว่า Fed อาจเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวมากขึ้นแทนการเข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้น เพื่อกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวต่ำลง สำหรับ ECB นั้น มีโอกาสเพิ่มวงเงินการซื้อสินทรัพย์ภายใต้มาตรการ Pandemic Emergency Purchase Program หรือ PEPP อีกประมาณ 4 แสนล้านยูโร และยืดอายุเงื่อนไขพิเศษของ TLTRO-III ไปจนถึงสิ้นปี 2021 โดย TLTRO-III เป็นมาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินและส่งเสริมการปล่อยกู้ สำหรับ BOJ คาดว่าจะมีการต่ออายุมาตรการเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจซึ่งจะหมดอายุลงในเดือนมีนาคม 2021 ออกไป อีกทั้งคาดว่าจะดำเนินนโยบายการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นต่อเนื่อง เพื่อคงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลให้อยู่ในระดับต่ำและสนับสนุนการกู้ยืมของรัฐบาลญี่ปุ่น</span><span style="color: #333333;"><br /></span></li>
</ul>
<p><span style="color: #4b2885;"><strong>3. รอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่น้อยกว่าคาดจะเป็นปัจจัยให้การฟื้นตัวเป็นไปในอัตราที่เร็วขึ้น</strong></span></p>
<p><span style="color: #4b2885;"><strong><br />อัตราการล้มละลายลดลงในหลายประเทศ ซึ่งต่างจากที่เคยคาดไว้</strong> <span style="color: #333333;">โดยก่อนหน้านี้หลายฝ่ายได้กังวลว่าภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมาตรการปิดเมืองจะทำให้การบริโภคและการลงทุนลดลง ส่งผลให้ภาคธุรกิจสูญเสียรายได้และอาจปิดตัวลงได้ ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงในการเกิดรอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจและกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ทำให้การว่างงานจะยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานและส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ อย่างไรก็ดี ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่ารอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจมีผลจำกัด ซึ่งอัตราการล้มละลายที่น้อยกว่าที่คาดอาจมีสาเหตุมาจาก ความสามารถในการลดต้นทุนและการปรับตัวของภาคธุรกิจ ประกอบกับนโยบายสนับสนุนขนาดใหญ่จากทั้งรัฐบาลและธนาคารกลาง</span><br /><br /><strong>นอกจากนี้ อัตราการว่างงานในหลายประเทศลดลงได้ค่อนข้างเร็ว เมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2008</strong> <span style="color: #333333;">โดยอัตราการว่างงานที่ลดลงอย่างรวดเร็วอาจสะท้อนได้ถึงมาตรการของรัฐบาลที่มีส่วนเข้ามาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการอุดหนุนค่าจ้าง (Wage subsidy) และมาตรการรักษาการจ้างงาน (Job Retention Scheme) นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าในสหรัฐฯ จะมีอัตราการว่างงานที่สูงกว่าในระดับหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 แต่ส่วนใหญ่เป็นการว่างงานแบบชั่วคราว (temporary layoff) ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว แรงงานกลุ่มนี้จะมีโอกาสได้กลับมาทำงานเร็วกว่าผู้ว่างงานแบบถาวร (Permanent layoff)<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ag/g4/ftt8agg4bb/8.jpg" alt="8.jpg" width="1985" height="2268" /><br /><br /></span></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แนวโน้มเศรษฐกิจโลกครึ่งหลังของปี 2020</description>
					<enclosure length="4662" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/by/kz/ftt8bykzfj/1.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 09 Dec 2020 15:23:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจจะปรับตัวแย่ในระยะสั้นก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้นในปี 2021</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7253</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7253</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7253">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7249"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><strong><span style="color: #4b2885;"><br /><br />การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะสั้นมีโอกาสชะลอลงจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่กลับมาเพิ่มขึ้นในบางกลุ่มประเทศ ทำให้ภาครัฐต้องกลับมาใช้มาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดขึ้นอีกครั้ง</span></strong> แม้ว่าเศรษฐกิจของหลายประเทศจะสามารถฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 หลังจากที่มีการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง อย่างไรก็ดี ในไตรมาสที่ 4 ปี 2020 จำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐฯ ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปต้องกลับมาใช้มาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดอีกครั้ง ซึ่งแม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในยุโรปจะเริ่มปรับลดลง แต่คาดว่ามาตรการปิดเมืองจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2020 และในช่วงต้นปี 2021 อย่างไรก็ดี มาตรการปิดเมืองในรอบนี้ยังไม่เข้มงวดเท่ากับมาตรการปิดเมืองในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 โดยในยุโรปนั้น สถานที่บางแห่ง เช่น โรงเรียน โรงงาน และร้านค้าบางประเภท ยังสามารถเปิดทำการได้ ทำให้ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจน่าจะมีน้อยกว่า สำหรับในสหรัฐฯ นั้น แม้จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่จะสูงกว่าระดับสูงสุดเดิมเมื่อเดือนมิถุนายน แต่ความเข้มงวดของมาตรการปิดเมืองปรับลดลงเช่นกัน และมีความแตกต่างไปในแต่ละรัฐ ทำให้ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงน่าจะมีน้อยกว่าการปิดเมืองในไตรมาสก่อนหน้า<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะสั้นจะปรับตัวแย่ลง แต่ EIC ประเมินว่าในปี 2021 เศรษฐกิจโลกจะกลับมาฟื้นตัวได้จาก 3 ปัจจัยบวก</strong></span> ได้แก่ การค้นพบและแจกจ่ายวัคซีน มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และรอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่ปรับชะลอลง<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>1. วัคซีนจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะสามารถกลับมาดำเนินได้อีกครั้ง เนื่องจากผลกระทบของไวรัสต่อสุขภาพประชากรจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ</strong> </span>โดยจากผลการทดลองของวัคซีนทั้งสามบริษัทพบว่ามีประสิทธิภาพที่สูงกว่าวัคซีนไข้หวัดทั่วไป EIC จึงคาดว่าจะมีการฉีดวัคซีนอย่างแพร่หลายในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในช่วงต้นปี 2021 ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาจะเริ่มมีการฉีดวัคซีนได้ทั่วไปในช่วงกลางปี 2021 เป็นต้นไป<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>2. มาตรการภาครัฐจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2021</strong> </span>โดยธนาคารกลางทั่วโลกยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำต่อเนื่อง สำหรับนโยบายการคลังนั้น หลายประเทศเช่น ประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นได้ต่ออายุมาตรการเดิมออกไป และคาดว่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่เพิ่มเติม โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินทั้งในรูปแบบเงินให้เปล่าและเงินกู้จากแผนฟื้นฟู ในขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ คาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงต้นปี 2021 อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภารอบพิเศษในรัฐจอร์เจีย ณ วันที่ 5 มกราคม 2021 จะตัดสินว่าพรรคใดจะได้ครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>3. รอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่แม้จะยังมีอยู่ แต่มีแนวโน้มปรับชะลอลง</strong> </span>โดยก่อนหน้านี้หลายฝ่ายได้กังวลต่อการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมาตรการปิดเมืองที่อาจก่อให้เกิดรอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจจากอัตราการว่างงานและการปิดกิจการที่ปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดีข้อมูลล่าสุดได้บ่งชี้ว่าอัตราการว่างงานเริ่มปรับดีขึ้นในหลายประเทศ และจำนวนธุรกิจที่ปิดกิจการเริ่มปรับลดลง นอกจากนี้ สัดส่วนผู้ว่างงานส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ว่างงานชั่วคราว ซึ่งในเวลาที่เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัว แรงงานกลุ่มนี้จะมีโอกาสกลับมาทำงานได้เร็วกว่าผู้ว่างงานแบบถาวร<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2021 มี 3 ประเด็น</strong></span> ได้แก่ 1) ความรุนแรงของการแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบใหม่และการใช้มาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดขึ้น 2) โอกาสที่จะมีวัคซีนใช้ช้าลง 3) ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก เช่น ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน สถานการณ์ Brexit และข้อพิพาทระหว่างจีน-อินเดีย <br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/lo/p7/ftt7lop7zr/Info_Global.jpg" alt="Info_Global.jpg" width="1234" height="1754" /><br /><br /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2020</description>
					<enclosure length="8387" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/f0/4r/ftt7f04rjy/iStock-913629656.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 09 Dec 2020 14:56:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>แนวโน้มเศรษฐกิจโลก ครึ่งหลังของปี 2020 (ไตรมาส 3/2020) </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7094</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7094</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7094">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><strong><span style="color: #4b2885;"><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sn/ll/fro3snllms/TH_Outlook_Q3_2020_Final_2.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_2.jpg" width="2709" height="1016" /><br /><br /><br />ด้วยมาตรการสนับสนุนขนาดใหญ่จากภาครัฐและการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด(bottomed out) และนักลงทุนกลับมาถือสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มมากขึ้น </span></strong><span style="color: #000000;">โดยหลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ชะลอลงในหลายประเทศ ประกอบกับภาครัฐได้มีมาตรการสนับสนุนขนาดใหญ่ออกมาและทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด (ไตรมาส 2 ปี 2020) เงินทุนเคลื่อนย้ายเริ่มไหลกลับเข้าสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรรัฐบาลที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าตลาดหุ้น ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของหลาย ๆ ประเทศปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน(รูปที่ 1) โดยในบางตลาดได้ปรับสูงกว่าระดับก่อนที่มีโรคระบาดแล้ว เช่น ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (S&amp;P500) ตลาดหลักทรัพย์จีน (Shanghai) และตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ เป็นต้น</span><strong><span style="color: #4b2885;"> <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rz/mn/fro3rzmndl/TH_Outlook_Q3_2020_Final_1.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_1.jpg" width="1014" height="540" /><br /><br />EIC ประเมิน 3 ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในช่วงที่เหลือของปี 2020 </span></strong><span style="color: #000000;">จากสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่กลับมาสูงขึ้นในหลายประเทศหลังมีการทยอยเปิดเมือง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่มาตรการภาครัฐอาจหมดอายุลง รวมถึงสถานการณ์การว่างงานและการปิดกิจการที่ยังอยู่ในระดับสูง ที่อาจส่งผลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป ในรายงานฉบับนี้ EIC ได้ประเมินปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในช่วงที่เหลือของปีไว้ โดยมีรายละเอียดดังนี้ <br /></span><strong><span style="color: #4b2885;"><br />1. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอลง (stalling economic recovery) : จากมาตรการปิดเมืองในหลายประเทศที่เริ่มกลับมาเข้มงวดขึ้นหลังการระบาดของ COVID-19 กลับมาทวีความรุนแรง <br /><br /><span style="color: #000000;">หลังทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง สถานการณ์การระบาด COVID-19 ในบางประเทศกลับมาเพิ่มสูงขึ้น </span></span></strong><span style="color: #000000;">โดยถึงแม้จะมีบางประเทศที่สามารถควบคุมสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อได้ แต่ประเทศส่วนใหญ่ยังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องไม่ว่าจะป็น สหรัฐฯ อินเดีย และบราซิล เป็นต้น อีกทั้งบางกลุ่มประเทศยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีนักหลังผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลง เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จากสถานการณ์การควบคุมโรคระบาดที่แตกต่างกันทำให้ความคืบหน้าของมาตรการการเปิดเมืองมีความแตกต่างกัน โดยในประเทศที่จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ภาครัฐได้เริ่มทยอยเปิดเมืองต่อเนื่อง ในขณะที่ในประเทศที่จำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาอยู่ในระดับสูง ภาครัฐได้เริ่มมีการเลื่อนการเปิดเมือง (lockdown easing delay) หรือกลับมาเพิ่มความเข้มงวดในบางพื้นที่ (local lockdown) เช่น สหรัฐฯ ที่กลับมาเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการมากขึ้นในบางรัฐอีกทั้งเกาหลีใต้ เยอรมนี และอิตาลี ก็เริ่มกลับมาใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น (รูปที่ 2)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/uf/iv/fro3ufiv8r/TH_Outlook_Q3_2020_Final_3.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_3.jpg" width="1021" height="597" /><br /><br /><strong>การเลื่อนมาตรการเปิดเมือง (lockdown easing delay) หรือกลับมาเพิ่มความเข้มงวดในการปิดเมืองในบางพื้นที่ (local lockdown) เป็นความเสี่ยงต่อแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อาจเริ่มชะลอตัวลงในระยะต่อไป (stalling economic recovery)</strong> โดยในช่วงที่ผ่านมาพบว่าความเข้มงวดของมาตรการปิดเมืองส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างมีนัย โดยประเทศที่ใช้มาตรการอย่างเข้มงวดจะเผชิญต่อภาวะเศรษฐกิจหดตัวที่รุนแรงกว่า และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่หดตัวลงมากที่สุดในไตรมาส 2 ของปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่มาตรการปิดเมืองเข้มงวดมากที่สุด ยกเว้นจีนที่กลับมาฟื้นตัวขึ้นหลังได้ผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองก่อนประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้<strong>ข้อมูลเร็วล่าสุดบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มปรับชะลอลง</strong> สะท้อนจากดัชนี Google mobility (Retail and recreation) ที่ฟื้นตัวชะลอลงในหลาย ๆ ประเทศ (รูปที่ 3) นอกจากนี้ เครื่องชี้การบริโภคและการลงทุนของประเทศเศรษฐกิจหลักก็บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยยอดใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตในสหรัฐฯ ปรับชะลอลงและยังอยู่ต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 การบริโภคภาคบริการในญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอ และการลงทุนภาคการผลิตของจีนยังคงต่ำ<br /><br /><strong>อย่างไรก็ดี คาดว่ามาตรการปิดเมืองในระยะหลังจะเน้นการปิดเมืองแบบเฉพาะพื้นที่ (local lockdown) ซึ่งมีความเข้มงวดน้อยกว่าการปิดเมืองแบบทั่วไป (nation-wide lockdown) ที่เคยประกาศใช้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา</strong> เนื่องจากรัฐบาลในหลายประเทศตระหนักถึงผลกระทบของการปิดเมืองแบบทั่วไปที่ทำให้เศรษฐกิจต้องตกอยู่ในภาวะหยุดชะงักหดตัวลงอย่างมาก<br /></span><strong><span style="color: #4b2885;"><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/vo/me/fro3vomeq1/TH_Outlook_Q3_2020_Final_4.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_4.jpg" width="1002" height="582" /><br />2. ความเสี่ยงหน้าผาทางการคลัง (Fiscal cliff) : มาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่ได้ดำเนินไปเริ่มหมดอายุลง หรือการต่ออายุของมาตรการอาจมีขนาดเล็กลง ในขณะที่รายได้และการจ้างงานยังฟื้นตัวช้า<br /><br /></span></strong><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><strong>มาตรการทางการคลังที่ประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทยอยหมดอายุลงหรือได้รับการต่ออายุแต่ในขนาดที่เล็กลงในหลายประเทศ ทำให้เกิดหน้าผาทางการคลัง (fiscal cliff) ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป</strong>โดยที่ผ่านมาภาครัฐได้ออกมาตรการทางการเงินและการคลังขนาดใหญ่เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะหยุดชะงักและตลาดการเงินที่อยู่ในภาวะวิ่งเข้าหาเงินสด (dash for cash) ซึ่งมาตรการประเภทให้เงินช่วยเหลือ (cash handout) ส่วนใหญ่เป็นมาตรการชั่วคราว โดยหากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาไม่ทันกับการหมดอายุลงของมาตรการ</span></span><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;">ภาครัฐหรือมาตรการเหล่านี้ไม่ถูกต่ออายุออกไป หรือถูกต่ออายุออกไปแต่มีขนาดเล็กลงเนื่องจากงบประมาณที่เหลืออยู่เริ่มมีจำกัด (fiscal cliff) ก็อาจส่งผลให้กำลังซื้อของภาคครัวเรือนลดลง และเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป</span><br /><br /><span style="color: #000000;">ตัวอย่างเช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทยอยหมดอายุลงแต่ทางสภายังไม่สามารถตกลงมาตรการชุดใหม่ได้เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องขนาดของมาตรการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่มูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ(CARES Act) ได้ทยอยหมดอายุลง เช่นมาตรการให้เงินสนับสนุนโดยตรงแก่บุคคลผ่านการคืนภาษีซึ่งดำเนินในช่วงเมษายน-พฤษภาคม 2020 และมาตรการให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ผู้ว่างงาน (600 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์) ซึ่งได้หมดอายุลงในเดือนกรกฎาคม 2020 โดยที่ทางสภายังไม่สามารถตกลงต่ออายุมาตรการออกไปได้ ถึงแม้ว่าประธานาธิบดี ทรัมป์จะต่ออายุมาตรการผ่านการใช้ executive order แต่เงินช่วยเหลือแก่ผู้ว่างงานนั้นมีขนาดเล็กลงเหลือเพียง 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ หรือ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ในบางรัฐ อีกทั้งคาดว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจะเพียงพอสำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือแค่ในช่วงเดือนกันยายน (หรือเพียงหนึ่งเดือน) เท่านั้น และการต่ออายุมาตรการหลังจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูงเนื่องจากทาง Democrat และ Republican ยังไม่สามารถตกลงเรื่องขนาดของมาตรการได้ จึงเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป <strong>นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายการคลังในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากหาก</strong></span><strong><span style="color: #000000;">ไบเดน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่พรรค Democrat ไม่ได้เสียงข้างมากในสภา ก็จะทำให้การดำเนินนโยบายด้านการใช้จ่ายภาครัฐและการจัดเก็บภาษีอาจไม่สามารถทำได้มากเท่ากรณีที่ Democrat ได้เสียงข้างมากทั้ง 2 สภา</span></strong><br /><br /><span style="color: #000000;"><strong>นอกจากสหรัฐฯ แล้ว สหราชอาณาจักรก็มีความเสี่ยง fiscal cliff เช่นกัน</strong> โดยที่ผ่านมาสหราชอาณาจักรได้มีมาตรการช่วยเหลือการพักงาน (Furlough scheme) ซึ่งรัฐบาลช่วยจ่ายสนับสนุนค่าจ้างลูกจ้างจำนวน 80% ในระหว่างที่ลูกจ้างหยุดพักงานชั่วคราวและยังคงสนับสนุนอยู่แม้ว่าลูกจ้างเริ่มกลับมาทำงานแบบ part-time แล้ว อย่างไรก็ดี ล่าสุดทางสหราชอาณาจักรได้ปฎิเสธการต่ออายุมาตรการออกไปและจะทยอยลดการอุดหนุนค่าจ้างลงจาก 80% ของค่าจ้างเป็น 70% ในเดือนกันยายนและ 60% ในเดือนตุลาคม ก่อนที่จะยกเลิกมาตรการหลังจากนั้น ซึ่งคาดว่าการทยอยยกเลิกมาตรการอาจส่งผลให้ตัวเลขการว่างงานสูงขึ้นในระยะต่อไป <strong>สำหรับกลุ่มประเทศยูโรโซนนั้นได้ใช้มาตรการประเภทอุดหนุนค่าจ้าง (wage subsidy) เพื่อประคองการจ้างงานเช่นกัน แต่คาดว่าหลายประเทศในยูโรโซนจะขยายมาตรการออกไปถึงปี 2021</strong></span></span><strong><span style="color: #4b2885;"><br /></span><span style="color: #4b2885;"> <br /><br /><span style="color: #000000;">ด้านการดำเนินนโยบายการเงินมีแนวโน้มผ่อนคลาย โดยอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ แต่มาตรการอื่น ๆ อาจเริ่มผ่อนคลายในอัตราที่ชะลอลง </span></span></strong><span style="color: #000000;">โดยในช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลางต่าง ๆ ได้ผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านการลดอัตราดอกเบี้ย และสร้างเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่ในการอัดฉีดสภาพคล่องและเป็นหลังพิง (backstop) เพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน โดยในระยะต่อไป EIC ประเมินว่าเครื่องมือต่าง ๆ น่าจะมีแนวโน้มดังต่อไปนี้ <br /></span><strong><span style="color: #4b2885;"><br /><span style="color: #000000;">&bull; อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ในระดับต่ำและการเข้าซื้อสินทรัพย์จะยังมีอยู่ต่อเนื่องเพื่อประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ </span></span></strong><span style="color: #000000;">รวมถึงอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินจะยังอยู่ในระดับต่ำโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่จะอยู่ในระดับใกล้ศูนย์ โดยล่าสุด Fed เปลี่ยนเป้าหมายเงินเฟ้อจาก 2% เป็นกรอบเงินเฟ้อเฉลี่ย 2% ซึ่งเป็นการยอมให้อัตราเงินเฟ้อสามารถปรับตัวไปสูงกว่า 2% เพื่อชดเชยช่วงเวลาที่เงินเฟ้อต่ำกว่า (Average Inflation Targeting : AIT) นอกจากนี้ Fed จะกำหนดนโยบายเพื่อตอบสนองต่อการจ้างงานที่ต่ำกว่าอัตราการจ้างงานสูงสุด (shortfall) เท่านั้น จากเดิมที่เคยกำหนดนโยบายเพื่อตอบสนองต่อทั้งส่วนต่างที่มากกว่าหรือน้อยกว่าอัตราการจ้างงานสูงสุด<strong> การปรับเปลี่ยนนโยบายเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า Fed จะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง </strong>อย่างน้อยจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นเกิน 2% ได้เล็กน้อย สำหรับมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (quantitative easing : QE) นั้น คาดว่า Fed จะยังดำเนินการต่อไปอย่างน้อยจนถึงปี 2021 และอาจปรับเปลี่ยนมาตรการการซื้อสินทรัพย์เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเพิ่มสัดส่วนในการซื้อสินทรัพย์ที่มีระยะไถ่ถอนยาวขึ้น (Longer maturities) สำหรับธนาคารกลางหลักอื่น ๆ EIC มองว่ามีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายอีกจนถึงปี 2021 และจะยังคงมาตรการ QE ต่อไปจนถึงปี 2021 เช่นกัน<br /><strong><br />&bull; อย่างไรก็ดี การผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านเครื่องมืออื่น ๆ จะมีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากขึ้น </strong>มาตรการที่สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) และการค้ำประกันจากภาครัฐ ที่เดิมทีเคยให้ความช่วยเหลือเป็นการทั่วไปจะเริ่มมีเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น โครงการปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและเล็กของสหรัฐฯ (ภายใต้โครงการ Paycheck Protection Program : PPP) ที่สามารถขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2020 แต่เงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อจะให้เฉพาะบางธุรกิจ ซึ่งเปลี่ยนจากเดิมที่เคยให้เป็นการทั่วไป สำหรับในกรณีของประเทศไทย ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยได้แถลงว่าจะไม่ต่ออายุมาตรการพักชำระหนี้เป็นการทั่วไป แต่สำหรับความช่วยเหลือระยะถัดไปนั้น ลูกหนี้ที่ยังได้รับผลกระทบต่อรายได้อย่างมีนัยสามารถติดต่อสถาบันการเงินเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ โดยไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต โดยความไม่แน่นอนของการต่ออายุและลักษณะของโครงการ รวมถึงขนาดของความช่วยเหลือที่อาจน้อยลง อาจสร้างความกังวลด้าน policy cliff ให้เกิดขึ้นในตลาดในระยะต่อไปได้<strong> <br /><br />&bull; มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องอาจมีลักษณะผ่อนคลายในอัตราที่ชะลอลงเนื่องจากตลาดคลายความกังวลมากขึ้น </strong>โดยหากเทียบกับในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาที่ตลาดอยู่ในภาวะวิ่งเข้าหาเงินสด (dash for cash) มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องในระยะต่อไปจะเริ่มมีการอัดฉีดเพิ่มเติมที่ชะลอลง (เช่น มาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ธุรกรรมการอัดฉีดสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐให้กับหลายประเทศผ่านมาตรการ USD liquidity swap arrangements และธุรกรรมให้กู้ยืมเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องระยะสั้นแก่ภาคธุรกิจในตลาดตราสารหนี้ (bridge financing))</span><strong><span style="color: #4b2885;"> <br /><br />3. รอยแผลเป็นจากวิกฤต COVID-19 (Scarring effects) : การล้มละลายของภาคธุรกิจปรับสูงขึ้น และการฟื้นตัวช้าลงของตลาดแรงงานที่อ่อนแอ<br /><br /></span></strong><span style="color: #000000;"><strong>มาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดส่งผลให้แรงงานจำนวนมากถูกเลิกจ้างเป็นเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพแรงงานและแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้</strong> โดยพบว่าวิกฤต COVID-19 ส่งผลให้อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากที่ราว 4.5% ในเดือนมีนาคม 2020 มาแตะระดับสูงสุดที่ 14.7% ในเดือนเมษายน 2020 ซึ่งภายหลังจากที่มาตรการปิดเมืองได้ถูกผ่อนคลายลงไปบ้าง แต่อัตราการว่างงานก็ยังคงอยู่ในระดับสูงโดยในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 8.4% การจ้างงานที่ยังไม่ฟื้นกลับมานั้นเป็นผลจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังคงอ่อนแอและความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่อยู่ในระดับต่ำทำให้นายจ้างหรือภาคธุรกิจลังเลต่อการกลับมาจ้างงาน จึงอาจนำไปสู่แนวโน้มการว่างงานที่จะยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานได้ โดย EIC มองว่าการว่างงานที่นานต่อเนื่องอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากอาจทำให้ระดับฝีมือแรงงานถดถอยลง (human capital depreciation) นอกจากนี้ แม้แรงงานที่ถูกเลิกจ้างบางส่วนจะสามารถกลับมาทำงานได้ แต่ก็อาจไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพเดิมได้ ซึ่งส่งผลเสียต่อทุนด้านการจับคู่ (job-matching capital) เช่น ทักษะเฉพาะทางที่ได้มาจากฝึกฝนงานเดิมเป็นเวลานานความเข้าใจในการดำเนินงานของบริษัทรวมถึงลักษณะเฉพาะของธุรกิจ และทักษะการทำงานเป็นทีมกับเพื่อนร่วมงานในบริษัทเดิมโดยการศึกษาในสหรัฐฯ พบว่าสัดส่วนมากกว่า 40% ของแรงงานที่เคยตกงานไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพเดิมได้ ซึ่งปัจจัยด้านประสิทธิภาพแรงงานเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานทางธุรกิจ และมีผลต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว<br /><br /><strong>นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ส่งผลให้บริษัททั่วโลกมีแนวโน้มปิดกิจการมากขึ้น</strong> ภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมาตรการปิดเมืองทำให้การเดินทางถูกจำกัดเป็นผลให้ประชาชนลดการบริโภคและลงทุนลง ภาคธุรกิจจึงสูญเสียรายได้จากการค้าโดยเฉพาะกลุ่มภาคการบริการที่รายได้ลดลงมาก อย่างไรก็ดี แม้ว่าธุรกิจบางส่วนจะสามารถปรับลดต้นทุนลงได้บ้างและได้รับการช่วยเหลือผ่านมาตรการภาครัฐ แต่ต้นทุนส่วนใหญ่ของภาคธุรกิจก็ยังไม่สามารถปรับลดลงได้เท่าหรือใกล้เคียงกับรายได้ที่ลดลง จึงทำให้ภาคธุรกิจเผชิญกับการขาดทุนที่มากขึ้น ส่งผลให้ต้องปิดกิจการลง โดยการศึกษาของ IMF พบว่าจำนวนบริษัทที่ล้มละลาย(bankruptcy filing) ในสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นสูงที่สุดนับตั้งแต่หลังวิกฤตการเงินโลก (global financial crisis) นอกจากนี้ การประเมินของ IMF โดยใช้ข้อมูลของ Moody&rsquo;s ยังพบอีกว่า โอกาสผิดนัดชำระหนี้ (market-implied probabilities of default) ของบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มประเทศ G-20 ปรับสูงขึ้นหลังเกิดวิกฤต COVID-19 เช่นกัน (รูปที่ 4) <strong>โดยอัตราการปิดกิจการที่มีแนวโน้มสูงขึ้นนี้ อาจซ้ำเติมตลาดแรงงานที่อ่อนแอได้ซึ่ง EIC พบความสัมพันธ์ของการล้มละลายที่สูงขึ้นและอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น</strong> (รูปที่ 5) สำหรับในระยะต่อไปที่การล้มละลายจะยังอยู่ในระดับสูง อัตราการว่างงานมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของทั้งภาครัฐและผู้ร่วมตลาด<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/20/j1/fro420j1dk/TH_Outlook_Q3_2020_Final_6.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_6.jpg" width="1036" height="626" /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2o/xj/fro42oxjhk/TH_Outlook_Q3_2020_Final_7.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_7.jpg" width="1012" height="617" /><br /><br /><strong>ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) มีโอกาสล้มละลายมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ และธุรกิจภาคการบริการได้รับผลกระทบมากกว่าภาคธุรกิจอื่น</strong> โดยการศึกษาของ IMF ยังพบอีกว่า ธุรกิจ SMEs ได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 มากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสูงกว่า จึงทำให้ไม่สามารถขอสินเชื่อเพื่อใช้หมุนเวียนธุรกิจในช่วงที่ขาดสภาพคล่องรุนแรง โดยจากการศึกษาใน 17 ประเทศ พบว่าภาวะล้มละลายปรับสูงขึ้นกว่า 3 เท่าตัว จากที่ระดับประมาณ 4% ของธุรกิจ SMEs ในช่วงก่อนเกิดวิกฤต มาอยู่ที่ราว 12% ของธุรกิจ SMEs หากไม่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยพบว่าประเทศที่มีอัตราการล้มละลายเพิ่มมากที่สุดคืออิตาลี (รูปที่ 6 ซ้าย) เนื่องจากเป็นประเทศที่มีสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมที่ต้องมีการติดต่อสัมพันธ์สูง (contact-intensive industry) จึงทำให้อุปสงค์ในประเทศลดลงมากกว่าประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ การศึกษาของ IMF ยังพบอีกว่าธุรกิจภาคการบริการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 มากที่สุด โดยอัตราการล้มละลายของธุรกิจภาคบริการ (การบริหารจัดการ, ศิลปะ, บันเทิง, และการศึกษา) เพิ่มขึ้นราว 20% ขณะที่ภาคธุรกิจกลุ่มการเกษตร การประปาและสิ่งปฏิกูล ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด (รูปที่ 6 ขวา) <br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5d/q1/fro45dq1p0/TH_Outlook_Q3_2020_Final_8.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_8.jpg" width="1009" height="697" /><br /></span><strong><span style="color: #4b2885;"><br /></span></strong></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แนวโน้มเศรษฐกิจโลกครึ่งหลังของปี 2020</description>
					<enclosure length="7646" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/t7/6z/fro3t76z84/TH_Outlook_Q3_2020_Final_2.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 14 Sep 2020 16:26:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2020 ผ่านพ้นจุดต่ำสุดจากวิกฤติ COVID-19  แต่การฟื้นตัวมีความไม่แน่นอนสูง (ไตรมาส 3/2020) </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7093</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7093</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7093">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><strong><span style="color: #4b2885;"><br /><br />การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2020 มีแนวโน้มชะลอตัวลง (Stalling recovery) จากมาตรการปิดเมืองที่กลับมาเข้มงวดขึ้นหลังจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในบางประเทศกลับมาเพิ่มขึ้น</span></strong> ข้อมูลเร็วล่าสุดบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มปรับชะลอลงสะท้อนจากดัชนี Google mobility ในหมวดค้าปลีกและสันทนาการที่ฟื้นตัวชะลอลงในประเทศเศรษฐกิจหลักหลาย ๆ ประเทศนอกจากนี้ เครื่องชี้การบริโภคและการลงทุนของประเทศเศรษฐกิจหลักก็บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยยอดใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตในสหรัฐฯ ปรับชะลอลงและยังอยู่ต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 การบริโภคภาคบริการในญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอ และการลงทุนภาคการผลิตของจีนยังคงต่ำ อย่างไรก็ดี คาดว่ามาตรการปิดเมืองในระยะหลังจะเน้นการปิดเมืองแบบเฉพาะพื้นที่ (local lockdown) ซึ่งมีผลต่อการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยกว่าการปิดเมืองทั้งประเทศ (nation-wide lockdown) ที่ประกาศใช้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>หน้าผาการคลัง (Fiscal cliff) จะเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป</strong></span> โดยที่ผ่านมาภาครัฐได้ออกมาตรการทางการเงินและการคลังขนาดใหญ่เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะหยุดชะงัก ซึ่งมาตรการส่วนใหญ่เป็นมาตรการระยะสั้นและมีผลชั่วคราว โดยหากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทันก่อนมาตรการภาครัฐหมดอายุลง ประกอบกับไม่มีการต่ออายุมาตรการดังกล่าว ก็อาจเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ตัวอย่างเช่น มาตรการให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ผู้ว่างงาน (600 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์) ในสหรัฐฯ ซึ่งได้หมดอายุลงในเดือนกรกฎาคม 2020 ล่าสุดได้ถูกต่ออายุชั่วคราว แต่เงินช่วยเหลือมีขนาดเล็กลงเหลือเพียง 300-400 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ ซึ่งการต่ออายุมาตรการหลังจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในขณะที่สหราชอาณาจักรปฏิเสธการต่ออายุมาตรการช่วยเหลือการพักงาน (Furlough scheme) ออกไปและจะทยอยลดการอุดหนุนค่าจ้างก่อนที่มาตรการจะหมดอายุลงในเดือนตุลาคมนี้<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดส่งผลให้แรงงานจำนวนมากถูกเลิกจ้างและว่างงานเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อผลิตภาพแรงงานและแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้</strong> </span>โดยการระบาดของ COVID-19 และมาตรการปิดเมืองทำให้การเดินทางข้ามเมืองถูกจำกัด เป็นผลให้กิจกรรมการบริโภคและการลงทุนหดหายไป ภาคธุรกิจจึงสูญเสียยอดขายโดยเฉพาะกลุ่มภาคบริการส่งผลให้หลายกิจการต้องปิดตัวลง โดยการปิดกิจการที่มีแนวโน้มสูงขึ้นนี้อาจซ้ำเติมตลาดแรงงานที่อ่อนแอได้และอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากทักษะและความสามารถของแรงงานอาจถดถอยลง นอกจากนี้แรงงานที่เริ่มกลับมาทำงานอาจไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพเดิมได้ ซึ่งส่งผลเสียต่อต้นทุนด้านการจับคู่ (job-matching capital) ได้แก่ ทักษะเฉพาะทางที่ได้มาจากฝึกฝนงานเดิมเป็นเวลานาน และความเข้าใจในการดำเนินงานของบริษัทรวมถึงลักษณะเฉพาะของธุรกิจซึ่งปัจจัยด้านประสิทธิภาพแรงงานนี้เป็นกลไกสำคัญต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานทางธุรกิจ และมีผลต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>EIC มองว่าความเสี่ยงสำคัญในปี 2020 สำหรับเศรษฐกิจโลกมี 4 ประเด็น</strong></span> ได้แก่ 1) การแพร่ระบาดใหญ่ของ COVID-19 รอบใหม่ที่จะส่งผลต่อการใช้มาตรการปิดเมืองและการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 2) ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้จ่ายและการลงทุนและกระทบต่อรายได้ภาคธุรกิจและการจ้างงานต่อไป 3) ตลาดแรงงานที่ยังอ่อนแอ จะเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและมีผลต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว 4) ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศถดถอยลงจากปัญหาการเมืองภายในฮ่องกงและสงครามเทคโนโลยี <br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/n2/ga/fro3n2gana/Info_Global.jpg" alt="Info_Global.jpg" width="1241" height="1754" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2020</description>
					<enclosure length="8387" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/kr/53/fro3kr53gc/iStock-913629656.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 14 Sep 2020 16:26:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>COVID-19 หนึ่งในปัจจัยเร่ง ทวนกระแสโลกาภิวัตน์ </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6892</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6892</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6892">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 2/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6862">&nbsp;<span style="color: #0000ff;"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม</strong> <br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d5/3r/fogbd53r17/Outlook_Q2_2020_5.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_5.jpg" width="1824" height="1216" /></span></span></a><br /><br />นับตั้งแต่เกิดระบบการค้าระหว่างประเทศขึ้น กระแสโลกาภิวัตน์ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอยู่ตลอดเวลา โดยในช่วงปี 1990-2008 การค้าโลกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นเครื่องจักรสำคัญของการเติบโตของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การผสมผสานระหว่างแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบความร่วมมือทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply chain) ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีแนวโน้มที่เติบโตช้าลง และล่าสุดสถานการณ์ COVID-19 ที่ระบาดทั่วโลกเป็นอีกปัจจัยเร่งให้เกิดการทวนกระแสของโลกาภิวัตน์<br /><br /><span style="font-size: 14pt;"><strong>กระแสโลกาภิวัตน์เริ่มพบกับแรงต้านตั้งแต่ช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19</strong></span><br /><br /><strong>กระแสโลกาภิวัตน์ได้ผ่านจุดสูงสุดมาตั้งแต่ปี 2008 และกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการหยุดนิ่งของกระแสโลกาภิวัตน์ (Slowbalization)</strong> โดยวัดกระแสโลกาภิวัตน์ของโลกจากสัดส่วนมูลค่าการค้าต่อ GDP โลก พบว่ามูลค่าการค้าต่อ GDP ได้ผ่านจุดสูงสุดมาตั้งแต่ปี 2008 (รูปที่ 1) แม้ว่ามูลค่าการค้าระหว่างประเทศในช่วงที่ผ่านมาได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หากเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจโลกแล้ว การเติบโตของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศอยู่ต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมานับตั้งแต่หลังวิกฤติการเงินปี 2008 นอกจากนี้ ในทศวรรษที่ผ่านมา ทั่วโลกขาดความร่วมมือทางการค้าระดับโลก ซึ่งต่างจากช่วงทศวรรษที่ 1990 ที่กระแสโลกาภิวัตน์ถูกผลักดันจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับการค้าระหว่างประเทศผ่านการเข้าร่วมสมาชิก World Trade Organization (WTO) เช่น จีนและประเทศในยุโรปตะวันออก แต่ในช่วงหลังกลับไม่มีความร่วมมือทางการค้าระดับพหุพาคี นับตั้งแต่การประชุม WTO รอบ Doha ที่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากไม่สามารถหาฉันทามติร่วมกันได้ ทำให้ประเทศสมาชิก WTO หันไปเจรจาการค้าในระดับทวิภาคีแทน ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยคุกคามกระแสโลกาภิวัตน์เกิดขึ้น<br />อีก 2 ปัจจัย ได้แก่<br /><br /><strong>1) เทคโนโลยีลดแรงงาน (labor-saving technologies)</strong> ในปัจจุบันการผลิตเริ่มมีความซับซ้อนและต้องการความแม่นยำในการผลิตมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็เริ่มมีความต้องการสินค้าที่มีความเฉพาะตัวมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตสินค้า โดยใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรอัตโนมัติ (Automation) และ 3D Printing เข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานราคาถูกจากประเทศกำลังพัฒนาและเทคโนโลยี เหล่านี้ได้ดึงดูดให้ผู้ผลิตกลับมาตั้งฐานการผลิตใกล้กับตลาดผู้บริโภคหรือแหล่งวัตถุดิบมากขึ้น ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานสั้นลงและตอบสนองตามความต้องการของผู้บริโภคได้รวดเร็วขึ้น<br /><br /><strong>2) กระแสการปกป้องการค้า (Protectionism)</strong> ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศได้ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น เช่น โควตาการนำเข้าสินค้า หรือมาตรฐานสุขอนามัยที่เข้มงวด เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมและการจ้างงานภายในประเทศ และกระแสการปกป้องการค้าเริ่มเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ปี 2018 จากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ให้ความสำคัญกับมาตรการกีดกันทางการค้าอย่างเข้มข้นกับนานาประเทศโดยเฉพาะกับจีน จนนำมาสู่นโยบายการตั้งกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันอื่น ๆ เพื่อต่อรองความได้เปรียบให้แก่อุตสาหกรรมและการจ้างงานภายในประเทศ โดยมาตรการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศมีข้อจำกัดมากยิ่งขึ้น และการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอลง<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d5/41/fogbd541mx/Outlook_Q2_2020_6.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_6.jpg" width="2004" height="1413" /><br /><br />สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ตอกย้ำการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นหลังจากเกิดสถานการณ์วิกฤติ COVID-19 ทำให้ผู้ประกอบการและผู้กำหนดนโยบายเห็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากวิกฤติการณ์ จึงมีแนวโน้มที่ระยะข้างหน้า ความร่วมมือทางการค้าและระบบการผลิตมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ภายในประเทศหรือถูกแบ่งเป็นขั้วต่าง ๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนจาก 2 บทเรียนที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ COVID-19 ดังนี้<br /><br /><strong>1) หลายประเทศตระหนักถึงความสำคัญของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศมากขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงของการพึ่งพาห่วงโซ่การผลิตจากทั่วโลกที่มากเกินไป</strong> จากเหตุการณ์การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในจีนในช่วงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โรงงานหลายแห่งในภูมิภาคได้รับผลกระทบ ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่องและต้องปิดโรงงานชั่วคราว เนื่องจากขาดชิ้นส่วนในการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เน้นระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just-in-time) จากผลสำรวจของ Institute for Supply Management (ISM) ในช่วงวันที่ 17-30 มีนาคม พบว่าบริษัทสหรัฐฯ กว่า 95%3 ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในการผลิตบางส่วน เนื่องจากข้อจำกัดด้านการขนส่งจากการระบาดของ COVID-19 ขณะเดียวกันโรงงานที่เน้นการส่งออกชิ้นส่วนไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นหลักโดยเฉพาะจีน ก็ไม่สามารถขายสินค้าได้ชั่วคราว จากผลของมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมโรคระบาด ทำให้โรงงานต่าง ๆ ในจีนต้องปิดตัวลง ซึ่งสะท้อนว่าการพึ่งพาระบบการผลิตระหว่างประเทศหรือตลาดขายสินค้าที่ใดที่หนึ่งมากเกินไปถือเป็นปัจจัยเสี่ยง จากบทเรียนดังกล่าวส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกลับมาตระหนักถึงความสำคัญของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีอยู่แล้วให้ยิ่งรวดเร็วมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นตั้งกองทุนมูลค่า 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน4<br /><br /><strong>2) ภาครัฐแทรกแซงและควบคุมสินค้าส่งออกที่เข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากกังวลเรื่องสินค้าที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ</strong> ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 หลายประเทศได้เผชิญการขาดแคลนสินค้าโดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นในด้านสาธารณสุข เช่น เครื่องมือทางการแพทย์และวัคซีน ส่งผลให้ผู้กำหนดนโยบายมีความตั้งใจควบคุมการส่งออกสินค้าบางรายการโดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติและประเด็นด้านสาธารณสุข เพื่อให้สินค้าดังกล่าวเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ เช่น เมื่อต้นเดือนเมษายน 2020 สหรัฐฯ ออกมาตรการห้ามการส่งออกหน้ากากอนามัย และยึดหน้ากากอนามัย 200,000 ชิ้นซึ่งกำลังจะถูกส่งไปเยอรมนี ปรากฎการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเร่งตัวของกระแสการปกป้องการค้าในระยะข้างหน้าให้เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในความร่วมมือทางการค้าระดับโลก และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศอาจถูกแบ่งออกเป็นหลายขั้ว<br /><br /><strong>ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการจึงต้องพัฒนาแนวทางการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอีกในอนาคต</strong> COVID-19 แสดงให้เห็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกชัดเจนขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะโรงงานที่ผลิตในรูปแบบ Just-in-time และพึ่งพิงชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก อาจต้องพิจารณารูปแบบห่วงโซ่อุปทานใหม่ โดยเปลี่ยนกลยุทธ์จากการพึ่งพาวัตถุดิบจากแหล่งเดียว (Single-source strategy) เป็นการใช้วัตถุดิบจากหลายแหล่งมากขึ้น โดยอาจพิจารณาถึงการใช้วัตถุดิบภายในประเทศบางส่วน ซึ่งจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างระบบการผลิตระหว่างประเทศที่อาจมีต้นทุนต่ำกว่า แต่อาจมีความไม่แน่นอนสูงทั้งจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดหรือมาตรการจำกัดการส่งออกของประเทศนั้น เทียบกับระบบการผลิตภายในประเทศซึ่งอาจมีต้นทุนที่สูงกว่าแต่สามารถลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ โดยตัวอย่างที่มีการกล่าวถึงมากในช่วงหลัง คือ &ldquo;China plus one model&rdquo; ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานไม่ให้กระจุกตัวในจีนมากเกินไป<br /><br /><strong>สำหรับผู้กำหนดนโยบายอาจใช้สถานการณ์นี้ทบทวนนโยบายและโครงสร้างเศรษฐกิจโดยกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจไม่พึ่งพาช่องทางใดช่องทางหนึ่งมากเกินไป</strong> โดยเฉพาะภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว และให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเครื่องจักรทางเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคและการลงทุนในประเทศ โดยตัวอย่างของการพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมภายในประเทศได้ เช่น อุตสาหกรรมยารักษาโรคในสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันใช้วัตถุดิบที่ใช้ผลิตยารักษาโรคสำหรับผู้บริโภคสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 72% ของทั้งหมดผลิตอยู่นอกสหรัฐฯ ได้แก่ EU อินเดีย และจีน จากความเสี่ยงดังกล่าวอาจทำให้ภาครัฐต้องทบทวนแผนพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงภายในประเทศ โดยอาจลดสัดส่วนการพึ่งพิงจากต่างประเทศในบางสินค้า เช่น วัคซีน อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น<br /><br /><strong>บทเรียนจากสถานการณ์การค้าในช่วงระหว่าง COVID-19 ประกอบกับปัจจัยกดดันในช่วงก่อนหน้า ยิ่งเร่งการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ให้เด่นชัดมากขึ้น</strong> โดยสถานการณ์ COVID-19 ทำให้โลกเห็นถึงความเสี่ยงของการพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานต่างประเทศที่มากเกินไป ประกอบกับปัจจัยกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบห่วงโซ่อุปทานให้สั้นลง และมาตรการกีดกันการค้าที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความร่วมมือระหว่างประเทศและการกำกับดูแลทางเศรษฐกิจระดับโลกเผชิญกับข้อจำกัด และส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานมีแนวโน้มกระจุกตัวมากขึ้น ซึ่งรวมถึงอาจมีการแบ่งขั้วที่ชัดเจน โดยเฉพาะฝั่งสหรัฐฯ หรือจีน ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยกดดันการค้าโลกให้ไม่สามารถเติบโตได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา <br /><br /><br /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>นับตั้งแต่เกิดระบบการค้าระหว่างประเทศขึ้น กระแสโลกาภิวัตน์ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอยู่ตลอดเวลา โดยในช่วงปี 1990-2008 </description>
					<enclosure length="5253" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/dn/l9/fogbdnl9of/Outlook_Q2_2020_5.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 17 Jun 2020 16:09:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2020 เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะถดถอย โดยการฟื้นตัว ในครึ่งหลังจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป (ไตรมาส 2/2020) </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6884</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6884</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6884">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 2/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6862"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><strong><span style="color: #4b2885;"><br /><br /></span>COVID-19 และมาตรการปิดเมือง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกทำให้หดตัวรุนแรง อย่างไรก็ดี หลังการระบาดของ COVID-19 เริ่มชะลอลงทำให้หลายประเทศเริ่มทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง</strong> ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2020 ทั่วโลกเผชิญกับวิกฤติด้านสุขภาพจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้หลายประเทศต้องออกมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา โดยใช้นโยบายเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) เช่น ขอความร่วมมือให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน งดกิจกรรมสันทนาการ และปิดการเดินทางทั้งภายในและระหว่างประเทศ โดยมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดขึ้น นำไปสู่การหดตัวรุนแรงของเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ไตรมาส 1 และผลกระทบจะรุนแรงที่สุดในช่วงครึ่งแรกของไตรมาสที่ 2 เนื่องจากเป็นช่วงที่หลายประเทศทั่วโลกใช้มาตรการควบคุมโรคเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ EIC ยังพบอีกว่า มาตรการที่เข้มงวดส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของทั้งภาคบริการและภาคการผลิตชะลอลง โดยภาคบริการได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า อย่างไรก็ดี หลังมาตรการดังกล่าวช่วยให้การแพร่ระบาดของ COVID-19 ชะลอลงอย่างได้ผลและทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงในหลายประเทศ ภาครัฐของหลายประเทศได้เริ่มทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองลงในช่วงเดือนพฤษภาคม ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุด<br /><br /><strong>ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน</strong> เนื่องจากวิกฤติ COVID-19 ทำให้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลงมากและถึงขั้นหดตัวในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงภาวะขาดความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน ภาครัฐจึงออกมาตรการทางการเงินและการคลังในขนาดใหญ่เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน โดยนโยบายการคลังทั่วโลกสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) นโยบายสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ 2) นโยบายสนับสนุนภาคครัวเรือน และ 3) นโยบายเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐทั่วไป นอกจากนี้ ธนาคารกลางส่วนใหญ่ต่างปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ และออกมาตรการการเงินแบบไม่ปกติ (unconventional measures) ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) มาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน 2) มาตรการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคส่วนที่ได้รับความเดือดร้อน 3) มาตรการสนับสนุนสภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจ และ 4) การผ่อนคลายกฎเกณฑ์กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ <br /><br /><strong>EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในปี 2020 ลงเหลือ -4%YOY และประเมินว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะมีลักษณะเป็นไปอย่างช้า ๆ (U-shaped recovery)</strong> แม้ว่ามาตรการทางการเงินและการคลังของภาครัฐอาจบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้บางส่วน แต่เศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อาจฟื้นตัวได้ช้า เนื่องจากตลาดแรงงานยังอ่อนแอทั่วโลก สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนแก่รายได้ของภาคครัวเรือน ทำให้ครัวเรือนปรับพฤติกรรมเป็นเน้นออมเงินมากขึ้น (precautionary saving) ขณะเดียวกันภาคธุรกิจมีความเปราะบางสูงขึ้นจากผลกระทบด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนจะถูกกดดันจากยอดขายที่ซบเซา งบดุลที่เปราะบางมากขึ้น และความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่สูงขึ้นในหลายประเทศในระยะต่อไป<br /><br />ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกให้เป็นไปอย่างช้า ๆ โดย EIC ประเมินว่า การฟื้นตัวจะมีลักษณะเป็นรูปตัว U (U-shaped recovery) กล่าวคือ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2021 อาจไม่สูงพอที่จะชดเชยการหดตัวลงในปี 2020 ได้จึงทำให้โดยรวมแล้วมูลค่าของเศรษฐกิจปี 2021 จะอยู่ต่ำกว่าระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจปี 2021 ในกรณีที่ไม่มีการระบาดของ COVID-19 ซึ่งการฟื้นตัวอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่าภาครัฐแต่ละประเทศสามารถควบคุมการระบาดของ COVID-19 ได้และไม่มีการระบาดระลอก 2 เป็นวงกว้าง อย่างไรก็ดี หากมีการระบาดระลอก 2 ที่รุนแรงเทียบเท่าหรือมากกว่ารอบแรก ก็อาจทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวอยู่ต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกซบเซายาวนาน และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปมีมากขึ้น<br /><br /><strong>EIC มองว่าความเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปี 2020 มี 4 ประเด็น</strong> ได้แก่ 1) ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนกลับมาอีกครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคมหลังสหรัฐฯ ออกมาตรการกดดันจีนในด้านต่าง ๆ เพื่อให้จีนทำตามข้อเรียกร้อง 2) มาตรการภาครัฐขนาดใหญ่ที่ทำให้หนี้ภาครัฐทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างความกังวลในประเด็นความสามารถในการชำระหนี้ และทำให้ความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอาจเป็นข้อจำกัดในการทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในระยะต่อไป 3) ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ และโอกาสถูกปรับอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทต่าง ๆ 4) ความเสี่ยงจากการระบาดระลอก 2 ของ COVID-19 ที่รุนแรงเทียบเท่าหรือมากกว่ารอบแรก <br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/zp/1m/fof5zp1mgi/GB_Info_Outlook2Q2020.jpg" alt="GB_Info_Outlook2Q2020.jpg" width="2480" height="3508" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2020</description>
					<enclosure length="8387" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/vo/r1/fof5vor130/iStock-913629656.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 08 Jun 2020 15:03:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2020 การฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป (ไตรมาส 1/2020) </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6578</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6578</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6578">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6548"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><br /><span style="color: #4b2885;">อีไอซีมองว่า เศรษฐกิจโลกปี 2020 มีทิศทางฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป จากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ลดลง แม้เริ่มเห็นสัญญาณการทรงตัวของภาคอุตสาหกรรมการผลิตโลก และผลกระทบของสงครามการค้ายังคงมีอยู่</span></strong> แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2020 มีแนวโน้มฟื้นตัวเมื่อเทียบกับปี 2019 แต่รูปแบบการฟื้นตัวจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือการฟื้นตัวแบบตัว U (U-shaped recovery มากกว่าที่จะเป็นแบบ V-shaped recovery) โดยความเสี่ยงที่กดดันเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลง จาก 1) การบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนระยะแรก (Phase-1 deal) และความเสี่ยงที่จะเกิด No-deal Brexit ลดลง สอดคล้องกับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมโลกที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในช่วงปลายปี 2019 นำโดยการฟื้นตัวในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักรบางส่วน ซึ่งหากการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมและการค้าโลกดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง การลงทุนภาคเอกชนในหลายภูมิภาคคาดว่าจะเริ่มมีการฟื้นตัวได้ในระยะถัดไป 2) แนวโน้มตลาดแรงงานในหลายภูมิภาคทั่วโลกยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี แม้ในช่วงปีที่ผ่านมาการจ้างงานได้รับผลกระทบในภาคอุตสาหกรรมจากสงครามการค้าอยู่บ้าง แต่อัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ และการเติบโตของค่าจ้างแรงงานยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้การบริโภคภาคครัวเรือนจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปได้ นอกจากนั้น 3) การผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลกในช่วงปี 2019 การลดอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรซึ่งหมายถึงต้นทุนของการระดมทุนอยู่ระดับต่ำ และการเริ่มใช้นโยบายการคลังในบางประเทศ ซึ่งช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศและลดความเสี่ยงของโอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะข้างหน้า<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ประเทศเศรษฐกิจหลักทั้งสหรัฐฯ ยูโรโซน ญี่ปุ่น และจีนต่างเติบโตในอัตราที่ชะลอลงในปี 2020 และขีดความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายการเงินอาจเริ่มเผชิญข้อจำกัด</strong></span> โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไปยังอยู่บนสมมติฐาน 3 ข้อที่สำคัญ ได้แก่ 1) ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนควรต้องทุเลาลงหรืออย่างน้อยไม่กลับมาทวีความรุนแรงขึ้น 2) ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าที่ลดลงบวกกับสัญญาณการทรงตัวของภาคอุตสาหกรรมการผลิตโลก ทำให้การลงทุนภาคเอกชนกลับมาฟื้นตัว และ 3) นโยบายด้านมหภาคทั้งนโยบายการเงินและการคลังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเท่าเดิมหรือมากกว่าเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและธุรกิจในระยะต่อไป <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อีไอซีมองว่า ความเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2020 มี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ความคืบหน้าการเจรจาการค้าโดยเฉพาะข้อตกลงของสหรัฐฯ กับจีนและสหภาพยุโรป 2) ประเด็น Brexit ด้านการเจรจาในช่วงเปลี่ยนผ่านถึงสิ้นปี 2020 และ 3) เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่อง</strong></span> ข้อตกลงทางการค้าสหรัฐฯ-จีนระยะแรก (Phase 1 deal) ช่วยลดความเสี่ยงด้านต่ำลง แต่ผลกระทบจากสงครามการค้าต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออกของโลกยังคงมีอยู่ ในขณะที่การบรรลุข้อตกลงทางการค้าเพื่อยุติสงครามการค้าโดยสิ้นเชิงยังมีความเป็นไปได้ต่ำ โดยเฉพาะการเจรจาทางการค้าระยะที่ 2 ที่ยังมีความท้าทายจากจุดยืนที่แตกต่างกันของสหรัฐฯ และจีน นอกจากนี้ แนวโน้มการค้าโลกยังมีความเสี่ยงจากข้อตกลงการค้าของสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปที่ยังไม่มีข้อสรุปและอาจนำไปสู่มาตรการกีดกันทางการค้าได้ สำหรับความเสี่ยงจากประเด็น Brexit แม้ความไม่แน่นอนในเรื่องข้อตกลงการแยกตัวของ UK ออกจาก EU จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2018-2019 แต่การเจรจาข้อตกลงการค้าและรูปแบบความสัมพันธ์ในระยะยาวยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาก่อนเส้นตายช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน (transition period) ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคมปี 2020 หาก UK ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับ EU ภายในช่วงเวลาดังกล่าว UK อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับรูปแบบการแยกตัวแบบไร้ข้อตกลงได้ (No-deal Brexit) สุดท้าย เศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของสงครามการค้าและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่พยายามจะลดการก่อหนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียได้ค่อนข้างมาก หากจีนชะลอลงมากกว่าคาดทั้งจากความเสี่ยงเรื่องสินเชื่อภายในที่ชะลอลงตามการควบคุมภาคธนาคารเงา รวมถึงปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของภาคธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง และความผันผวนของค่าเงินหยวนต่อภาวะสงครามการค้า นอกจากนี้ ประเด็นทางการเมืองในสหรัฐฯ เช่น กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่ง และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีแนวโน้มสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงินโลกได้ <br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0z/mj/fjx20zmj4g/Outlook_Q1_2020_Global.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_Global.jpg" width="2516" height="3583" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2020</description>
					<enclosure length="8387" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/w3/0r/fjx1w30rlh/iStock-913629656.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 21 Jan 2020 14:15:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2019 และปี 2020 (ไตรมาส 4/2019)</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6345</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6345</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6345">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6339"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><br /><span style="color: #4b2885;">เศรษฐกิจโลกช่วงปลายปี 2019 และแนวโน้มปี 2020 มีทิศทางชะลอตัวลงต่อเนื่องตามผลกระทบสงครามการค้าที่กระจายตัวมากขึ้น ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกได้ทยอยผ่อนคลายนโยบายการเงินและเริ่มพิจารณาใช้นโยบายการคลังเพื่อประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ</span></strong> ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (การเติบโตทางเศรษฐกิจหดตัวแบบไตรมาสต่อไตรมาสติดต่อกัน 2 ไตรมาส) สูงขึ้นมากในหลายประเทศที่มีสัดส่วนการค้าต่อ GDP สูง เช่น เยอรมนี ฮ่องกงและสิงคโปร์ ทั้งนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงจากผลกระทบสงครามการค้า ความไม่แน่นอนทางธุรกิจจากความเสี่ยงใหม่ที่ปะทุขึ้นในหลายประเด็นและกระจายตัวในหลายภูมิภาค เช่น การประท้วงในฮ่องกง เสถียรภาพรัฐบาลในยูโรโซนและละตินอเมริกา ความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ทำให้คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2020 ในเกือบทุกภูมิภาคมีความเสี่ยงถูกปรับประมาณการลง โดยเฉพาะผลกระทบต่อเนื่องของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนซึ่งยังคงบั่นทอนแนวโน้มการลงทุนโลกและความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออกผ่านต้นทุนทางการค้าที่สูงขึ้นจากกำแพงภาษี และการชะลอตัวของการค้าโลกจากการปรับห่วงโซ่อุปทานการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานในหลายภูมิภาคทั่วโลกยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีจากอัตราการว่างงานที่ยังคงต่ำ ทำให้การบริโภคภาคครัวเรือนจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปได้ อย่างไรก็ดี ผลกระทบของสงครามการค้าและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไม่เพียงเฉพาะด้านการค้าการลงทุน แต่เริ่มขยายผลกระทบผ่านช่องทางอื่น เช่น ความเชื่อมั่นภาคครัวเรือนที่ลดลง ภาวะการเงินที่ตึงตัวฉับพลันในบางช่วงเวลาจากความผันผวนในตลาดการเงินโลก การชะลอตัวของสินเชื่อภาคธุรกิจและครัวเรือน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้ธนาคารกลางหลักทั่วโลกทั้ง Fed ECB BOJ และ PBOC และอีกหลายประเทศมีแนวโน้มดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มขึ้นทั้งการลดดอกเบี้ยนโยบายและเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยประคับประคองภาวะเศรษฐกิจควบคู่กับนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายผ่านมาตรการกระตุ้นต่าง ๆ ซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยลดความเสี่ยงของโอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้บางส่วนในระยะข้างหน้า<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อีไอซีมองว่า ความเสี่ยงสำคัญในช่วงที่เหลือของปี 2019 และในปี 2020 มี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) สงครามการค้าและความขัดแย้งของสหรัฐฯ-จีน 2) ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะ Brexit และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 3) ปัญหาและความเปราะบางเฉพาะรายประเทศที่มีความเสี่ยงขยายผลกระทบในระยะต่อไป</strong> </span>ผลกระทบจากสงครามการค้ายังคงส่งผลลบต่อเนื่องจากการที่ปัจจุบันทั้งสหรัฐฯ และจีนได้ขึ้นภาษีนำเข้าต่อกันเกือบเต็มเพดานการนำเข้าของทั้ง 2 ประเทศแล้ว โดยฝั่งสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าจีนรวมมูลค่าราว 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และฝั่งจีนขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ราว 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้การเจรจาทางการค้ายังคงดำเนินควบคู่ไปด้วย แต่ความขัดแย้งด้านการค้าของสหรัฐฯ-จีนที่ได้ลุกลามสู่สงครามเทคโนโลยีและสงครามค่าเงินยิ่งเป็นการลดโอกาสในการประนีประนอมกัน และทำให้การบรรลุข้อตกลงทางการค้าเพื่อยุติสงครามการค้ายังมีความเป็นไปได้ต่ำจากจุดยืนที่แตกต่างกันของทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากภาษีในหมวดยานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนยังคงมีอยู่ สหภาพยุโรป รวมถึงผู้ส่งออกในหมวดยานยนต์ในเกือบทุกประเทศทั่วโลกยังคงเฝ้าติดตามความคืบหน้าในการเรียกเก็บภาษีจากทางการสหรัฐฯ ในอีกด้าน ประเด็น Brexit ยังคงยืดเยื้อและมีแนวโน้มกลับมาสร้างความผันผวนได้ ตราบใดที่สหราชอาณาจักรยังไม่สามารถหาข้อสรุปการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปได้ชัดเจน โอกาสการเกิด Brexit แบบไร้ข้อตกลง (no-deal) ยังคงมีอยู่ซึ่งจะส่งผลลบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปในระยะต่อไป ในขณะที่ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้น อาทิ การยกระดับการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ จากเหตุการณ์โจมตีทางอากาศที่แหล่งผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียที่สร้างความผันผวนต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงและราคาน้ำมันในตลาดโลก จะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อภาคธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก สุดท้าย ความเสี่ยงและความเปราะบางเฉพาะรายประเทศ เช่น การประท้วงที่ยืดเยื้อในฮ่องกง เสถียรภาพการเมืองในอิตาลี และความขัดแย้งของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จะยังคงเป็นปัจจัยรั้งและเพิ่มความเสี่ยงให้กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคหากประเด็นดังกล่าวบานปลายจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเป็นวงกว้าง <br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/41/ci/fgp941ciju/Outlook_Q4_2019_Global_Sum.jpg" alt="Outlook_Q4_2019_Global_Sum.jpg" width="2516" height="3583" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจโลกปี 2019 สงครามการค้ากลับมาปะทุ ธนาคารกลางหลักเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบาย
</description>
					<enclosure length="8387" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/02/k4/fgp902k453/iStock-913629656.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 08 Oct 2019 13:28:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เลือกตั้งรัฐสภายุโรปปี 2019 นัยต่อสหภาพยุโรปและเศรษฐกิจไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6146</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6146</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6146">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6115">&nbsp;<span style="color: #0000ff;"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม</strong> </span></span></a><br /><br />ท่ามกลางความวุ่นวายในการเจรจาการแยกตัวของสหราชอาณาจักร (UK) ออกจากสหภาพยุโรป (EU) หรือ Brexit ที่ยังไม่สามารถมีข้อสรุปที่แน่ชัด ผลการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปในช่วงวันที่ 23-26 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดอนาคตของสหภาพยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ และอาจมีนัยทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างที่ไม่คาดคิด ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ์เพิ่มเป็น 51% สูงที่สุดในรอบ 20 ปี เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าในปี 2014 ที่ 43% และมีรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้<br /><br /><strong>ปูพื้นภาพรวมการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปและความสำคัญของการเลือกตั้ง</strong><br /><br /><strong>รัฐสภายุโรป (European Parliament: EP) เป็นฝ่ายนิติบัญญัติในสหภาพยุโรป (European Union: EU) ทำหน้าที่ปรับแก้และอนุมัติกฎหมายต่าง ๆ</strong> จากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission)3 และตัดสินใจเรื่องงบประมาณร่วมกับคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the EU)4 (รูปที่ 1) รัฐสภายุโรปมีที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งหมด 751 ที่นั่ง โดยแต่ละประเทศสมาชิกจะมีส.ส.ตามสัดส่วนจำนวนประชากรของประเทศนั้น ๆ ต่อประชากรสหภาพยุโรป<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/bf/xv/fe7ybfxvn2/Pic01.png" alt="Pic01.png" width="2340" height="1124" /><br /><br />การเลือกตั้งรัฐสภายุโรป เป็นการเลือกตั้งที่พลเมืองยุโรปเลือกส.ส.ของรัฐสภายุโรป ซึ่งมีวาระการเลือกตั้งทุก 5 ปี โดยส.ส.ที่มีแนวคิดและนโยบายคล้ายคลึงกันจะรวมตัวเป็นกลุ่มพรรคการเมืองใหม่ในรัฐสภายุโรป ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองจากหลายประเทศภายใต้แนวคิดร่วมกัน เช่น แนวคิดอนุรักษ์นิยม (conservatism) แนวคิดสังคมนิยม (socialism) ฯลฯ การเลือกตั้งรัฐสภายุโรปครั้งนี้ มีผลโดยตรงต่อการแต่งตั้งฝ่ายบริหารสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น ประธานรัฐสภายุโรป ประธานและคณะกรรมการ European Commission เป็นต้น ซึ่งตั้งแต่ปี 2014 รัฐสภายุโรปได้เริ่มต้นขนบธรรมเนียมที่เรียกว่า &ldquo;Spitzenkandidat&rdquo; กล่าวคือ คณะมนตรียุโรป (European Council)5 จะแต่งตั้งตัวแทนของกลุ่มพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากเป็นประธาน European Commission คนต่อไป ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2014 ฌ็อง-โคลท ยุงเคอร์ (Jean-Claude Juncker) ได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากในรัฐสภาและถูกแต่งตั้งให้เป็นประธาน European Commission อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ European Council เสนอนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน (Ursula von der Leyen) เป็นประธาน European Commission คนต่อไป ซึ่งปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเยอรมนีและเป็นสมาชิกกลุ่มพรรค EPP ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนจากกลุ่มพรรคเสียงข้างมากจึงขัดกับขนมธรรมเนียมเดิม และมีโอกาสที่จะไม่ได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอจากรัฐสภายุโรป ทำให้ European Council อาจต้องเสนอชื่อประธาน European Commission ใหม่อีกครั้ง<br /><br /><strong>สรุปผลการเลือกตั้ง : แนวคิดของกลุ่มพรรคการเมืองหลักในรัฐสภายุโรปและนัยต่อสหภาพยุโรป</strong><br /><br /><strong>1) ผลการเลือกตั้งบ่งชี้ว่า เสียงในสภาค่อนข้างกระจัดกระจายมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าและกลุ่มพรรคเสียงฝ่ายกลาง (centrism) ที่มีแนวคิดสนับสนุน EU ได้แก่ 2 กลุ่มพรรคคือ EPP และ S&amp;D สูญเสียการเป็นเสียงข้างมาก</strong> เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2014 (รูปที่ 2) กลุ่มพรรค European People&rsquo;s Party (EPP) และกลุ่มพรรค Progressive Alliance of Socialists and Democrats (S&amp;D) เป็นพันธมิตรที่สามารถครองเสียงข้างมากมาได้โดยตลอดตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกในปี 1979 แต่ในการเลือกตั้งในปี 2019 ทั้งสองกลุ่มพรรคการเมืองรวมที่นั่งกันน้อยกว่า 350 ที่นั่ง ทำให้สองกลุ่มพรรคดังกล่าวต้องการเสียงจากกลุ่มพรรค Renew Europe ที่มีแนวคิดเสรีนิยม และ/หรือ กลุ่มพรรคกรีน (Greens) ที่เน้นนโยบายสิ่งแวดล้อมนิยม เพื่อครองเสียงข้างมากในรัฐสภา ซึ่งทั้งสองกลุ่มพรรคนี้มีแนวคิดสนับสนุน EU (Pro-EU) เช่นเดียวกัน<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hl/0p/fe7yhl0ppe/Pic02.png" alt="Pic02.png" width="2340" height="1019" /><br /><br /><strong>2) กลุ่มพรรคที่มีแนวคิดต่อต้าน EU (Eurosceptics) ได้ที่นั่งในรัฐสภายุโรปเพิ่มขึ้น แต่จำนวนที่นั่งยังไม่เพียงพอต่อการเป็นเสียงข้างมากในสภา</strong> ทำให้เป็นที่คาดการณ์ว่ากลุ่มพรรคฝ่าย Eurosceptics มีแนวโน้มที่จะเน้นนโยบายไปทางด้านการเสนอจุดร่วมในการต่อต้าน EU และสงวนจุดต่างในนโยบายด้านต่าง ๆ ของแต่ละกลุ่มพรรคเพื่อรวมคะแนนเสียงในรัฐสภา อย่างไรก็ตาม กลุ่มพรรคต่าง ๆ ในฝ่าย Eurosceptics มีแนวคิดเชิงนโยบายที่แตกต่างกันพอสมควร เช่น ด้านนโยบายเศรษฐกิจ ในฝ่าย Eurosceptics มีทั้งกลุ่มพรรคที่มีแนวคิดฝ่ายซ้ายที่เน้นความช่วยเหลือและเพิ่มบทบาทของภาครัฐ และแนวคิดฝ่ายขวาที่ต้องการเพิ่มเสรีให้กับภาคเอกชนและลดบทบาทของภาครัฐ ทำให้การจับมือเป็นพันธมิตรในเชิงนโยบายค่อนข้างยาก แม้จะรวมกลุ่มกันได้ในเชิงอุดมการณ์ ดังนั้นในภาพรวม กระแสต่อต้าน EU แม้จะได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีไม่มากพอที่จะทำลายเสถียรภาพการรวมตัวของประเทศสมาชิกใน EU ได้ในระยะเวลาอันใกล้ อีไอซีมองว่า กระแส Eurosceptics ที่ไม่รุนแรงเท่าที่ควรสะท้อนจากผลการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากการเจรจา Brexit ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยผลักดันกระแส Eurosceptics ที่กลับยืดเยื้อเกินคาดและไม่ประสบผลเร็วตามที่ฝ่าย Eurosceptics เคยคาดการณ์ ผนวกกับเส้นตาย Brexit ที่ถูกยืดออกไปหลายครั้ง แม้จะผ่านการลงประชามติมาตั้งแต่ปี 2016 แล้วก็ตาม แสดงให้เห็นว่า แม้กระแส Brexit และ Eurosceptics จะเริ่มได้รับความนิยม แต่ก็ยังมีเสียงสนับสนุนจากประชาชนและจากกลุ่มพรรคฝ่าย Pro-EU อยู่เป็นจำนวนมากที่คานเสียงโหวตจากกลุ่มพรรคฝ่ายต่อต้าน EU<br /><br /><strong>3) กลุ่มพรรค Greens ได้ที่นั่งส.ส. มากกว่าที่คาดการณ์</strong> ซึ่งเป็นกลุ่มพรรคการเมืองฝ่าย Pro-EU ที่ต้องการปรับเปลี่ยนทิศทางของ EU เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดสิ่งแวดล้อมนิยมมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มพรรค EPP และ S&amp;D ต้องการคะแนนเสียงเพิ่มเติมจากกลุ่มพรรค Greens เพื่อครองเสียงข้างมากในรัฐสภา กลุ่มพรรค Greens จึงมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยกลุ่มพรรคดังกล่าวพร้อมที่จะสนับสนุนผู้สมัครประธาน European Commission ที่ผลักดันนโยบายของพรรค<br /> <br /><strong>4) ในภาพรวม กลุ่มพรรคต่าง ๆ ในฝ่าย Pro-EU ส่วนใหญ่มีแนวคิดฝ่ายกลาง ทำให้สามารถหาจุดร่วมเชิงนโยบายได้ง่ายกว่ากลุ่มพรรคฝ่าย Eurosceptics อย่างไรก็ดี การร่วมมือเป็นพันธมิตรของกลุ่มพรรคฝ่าย Pro-EU ในขณะนี้มีอุปสรรคทางการเมืองอยู่บ้าง</strong> แม้กลุ่มพรรคฝ่าย Pro-EU จะมีแนวอุดมการณ์ตรงกันในการสนับสนุน EU แต่กลับมีความขัดแย้งในการเจรจาตำแหน่งฝ่ายบริหารสำคัญต่าง ๆ ของสหภาพยุโรป เช่น ตำแหน่งประธาน European Council, ประธาน European Commission และประธานรัฐสภายุโรป โดยนายเดวิด-มาเรีย แซสโซลี (David-Maria Sassoli) ส.ส.รัฐสภายุโรปจากกลุ่มพรรค S&amp;D ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภายุโรปด้วยการสนับสนุนจากกลุ่มพรรคฝ่าย Pro-EU ทั้งนี้อีไอซีมองว่า ตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหารอื่น ๆ จะถูกแบ่งให้กับกลุ่มพรรค Pro-EU ที่เหลืออีก 3 กลุ่ม คือ EPP Renew Europe และ Greens โดยแต่ละตำแหน่งขึ้นอยู่กับกระบวนการเจรจาภายในกลุ่มพรรคฝ่าย Pro-EU ซึ่งตำแหน่งประธาน European Commission และประธาน European Council มีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายและทิศทางของสหภาพยุโรป รวมถึงการแต่งตั้งประธานธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) ที่กำลังหมดวาระในสิ้นเดือนตุลาคมนี้จะมีนัยต่อการกำหนดนโยบายการเงินของ ECB ในระยะข้างหน้า (รูปที่ 3) ทำให้การเจรจาต่อรองตำแหน่งสำคัญใน EU ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ต่อจากนี้น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ho/5i/fe7yho5i8f/Pic03.png" alt="Pic03.png" width="2340" height="1229" /><br /><br /><strong>นัยต่อเศรษฐกิจไทย</strong><br /><br /><strong>EU มีเป้าหมายในการทำข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (bilateral FTA) ระหว่างประเทศอาเซียนต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงระดับภูมิภาคระหว่าง EU และอาเซียน</strong> ในปี 2013 EU นำโดยฌ็อง-โคลท ยุงเคอร์ (Jean-Claude Juncker) ประธาน European Commission คนปัจจุบันที่จะหมดวาระปลายปีนี้ ได้เริ่มเจรจาข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับไทยก่อนการรัฐประหารจะเกิดขึ้น ทำให้การเจรจายุติลงชั่วคราว โดยคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรประบุไว้ในปี 2014 ว่าจะเริ่มเจรจาข้อตกลงอีกครั้งหลังจากการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีของไทย จึงทำให้หลังจากการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลไทยแล้วเสร็จ และผลการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปในครั้งนี้ กลุ่มพรรคฝ่าย Pro-EU มีแนวโน้มที่รวมคะแนนเสียงในการเลือกประธาน European Commission ได้ จึงมีความเป็นไปได้ที่ EU ภายใต้ประธาน European Commission คนใหม่ <br />จะสานต่อยุทธศาสตร์ส่งเสริมการค้าระหว่าง EU และอาเซียน และดำเนินการเจรจาข้อตกลงกับไทยอีกครั้ง<br /><br /><strong>อีไอซีมองว่า ข้อตกลง EU กับไทย อาจมีลักษณะคล้ายกับข้อตกลงทวิภาคีที่ EU ได้บรรลุการเจรจากับเวียดนาม และสิงค์โปร์ที่ผ่านมติรัฐสภายุโรปเป็นที่เรียบร้อยและรอบังคับใช้อย่างเป็นทางการ</strong> โดยข้อตกลงดังกล่าว อาจรวมถึงการลดภาษีศุลกากรระหว่างกัน และการลดอุปสรรคทางเทคนิคสำหรับการค้า (Technical Barriers to Trade) เช่นการใช้มาตรฐานสากลในสินค้าต่าง ๆ เพื่อให้การส่งออก-นำเข้าสินค้าสามารถทำได้ง่ายขึ้นและอาจกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในภาคส่งออกให้โตมากยิ่งขึ้น โดยในปี 2018 สหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญสำหรับไทย คิดเป็น 9.91% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด นำโดยสินค้าในหมวดเครื่องจักรและส่วนประกอบ รถยนต์และส่วนประกอบ และอาหาร นอกจากการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแล้ว ข้อตกลงทวิภาคี EU กับไทยอาจครอบคลุมถึงการให้สิทธิ์เท่าเทียมกับบริษัทจาก EU ในการเข้าร่วมการประมูลสัมปทานต่าง ๆ (procurement tenders) และข้อตกลงคุ้มครองการลงทุน (Investment Protection Agreement: IPA) ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 EU มีมูลค่าการลงทุนในไทย 2.27 แสนล้านบาท7 สูงสุดเป็นอันดับสามรองจากจีนและญี่ปุ่น ดังนั้นไทยอาจเป็นชาติอาเซียนรายที่สามที่จะได้ลงนามข้อตกลงทวิภาคีกับ EU ตามหลังสิงค์โปร์ที่ได้ลงนามเป็นที่เรียบร้อยและเวียดนามที่บรรลุข้อตกลงในการเจรจาแล้ว ขณะเดียวกัน EU กำลังดำเนินการเจรจาข้อตกลงกับอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมาเช่นกัน </p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ท่ามกลางความวุ่นวายในการเจรจาการแยกตัวของสหราชอาณาจักร (UK) ออกจากสหภาพยุโรป (EU) หรือ Brexit ที่ยังไม่สามารถมีข้อสรุปที่แน่ชัด</description>
					<enclosure length="7794" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/55/71/fe7y5571td/Outlook_Q3_2019_Final_TH15.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 14:20:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6156</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6156</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6156">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6115"><strong><span style="text-decoration: underline;">คลิกอ่านฉบับเต็ม</span>&nbsp;<br /></strong></a></span></p>
<p><strong>&nbsp;</strong></p>
<p><strong>เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี :&nbsp;ยังขยายตัวได้ดี แต่มีความเสี่ยงหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวรุนแรง <br /></strong><br /><strong>เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวียังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเด็นสงครามการค้า</strong> สินค้าส่งออกจากกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี อาทิ GSP (Generalized System of Preferences) และ EBA (Everything But Arms) ทำให้ในช่วงสองเดือนแรกของปี 2019 การส่งออกรวมของกัมพูชา ลาว และเมียนมายังคงขยายตัวต่อเนื่องที่ 13% แต่การส่งออกของเวียดนามชะลอลงเล็กน้อย นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวียังเติบโตได้ดี นำโดยการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการขยายโรงงาน โดยเฉพาะในเวียดนามซึ่งได้ผลบวกจากการที่บริษัทในจีนย้ายฐานการผลิตเพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ขณะที่ การขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางในประเทศจะช่วยสนับสนุนการบริโภคครัวเรือนต่อไป ทั้งนี้ IMF ประเมินว่า เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีจะขยายตัวที่ระดับ 6-7% ในปี 2019 และ 2020 สูงกว่าคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ 3.3% และ 3.6% ตามลำดับ<br /><br /><strong>เศรษฐกิจเวียดนามเติบโต 6.79%YOY ในไตรมาสแรกของปี 2019</strong> ชะลอลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนซึ่งขยายตัว 7.3%YOY โดยการส่งออกเติบโตชะลอลงจาก 12% ในปี 2018 เป็น 7%YOY ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2019 ตามการชะลอตัวของอุปสงค์สินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลัก อย่างไรก็ดี สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนทำให้สหรัฐฯ หันมานำเข้าสินค้าจากเวียดนามมากขึ้น โดยการส่งออกของเวียดนามไปยังตลาดสหรัฐฯ ขยายตัว 29%YOY นำโดยสินค้าเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า โทรศัพท์และอุปกรณ์ซึ่งทำให้สหรัฐฯ เริ่มหันมาเพ่งเล็งเวียดนามมากขึ้น ขณะเดียวกันมูลค่าการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้น 69%YOY ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 4 ปี ทั้งนี้เวียดนามมีเป้าหมายผลักดันประเทศให้เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของภูมิภาค ล่าสุด เวียดนามได้เป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของโลกที่ประสบความสำเร็จในการทดสอบระบบ 5G ตามหลังสหรัฐฯ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ คาดว่าจะเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2020 และจะช่วยดึงดูดการลงทุนต่างชาติเข้ามาในเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไฮเทค<br /><br /><strong>ความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีในระยะข้างหน้า คือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน</strong> กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวียังพึ่งพาการนำเข้าสินค้าค่อนข้างสูง ทั้งวัสดุก่อสร้างและสินค้าอุปโภคบริโภค IMF ประเมินว่าในปี 2018 กัมพูชา ลาว และเมียนมาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็นสัดส่วน 11% 17% และ 4% ต่อ GDP ตามลำดับ และมีแนวโน้มขาดดุลต่อไปในระยะข้างหน้า ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินสกุลท้องถิ่น ในเรื่องความเสี่ยงการอ่อนค่าอย่างฉับพลันหากเกิดภาวะเงินทุนไหลออก เนื่องจากเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศต่ำ โดยเฉพาะลาวที่มีระดับทุนสำรองระหว่างประเทศรองรับการนำเข้าได้เพียง 1.3 เดือน ณ สิ้นปี 2017 นอกจากนี้ ทิศทางของเศรษฐกิจจีนยังส่งผลต่อเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีซึ่งพึ่งพาจีนเป็นหลัก ทั้งในฐานะตลาดส่งออกและประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนอาจส่งผลต่อเนื่องให้การส่งออกไปยังจีนและการลงทุนจากจีนลดลงไปด้วย ในปี 2017 การส่งออกไปยังจีนคิดเป็นสัดส่วน 18% ของมูลค่าส่งออกจากกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ขณะที่ มูลค่า FDI จากจีนมีสัดส่วนสูงถึง 13% ของ FDI รวม<br /><br /><strong>ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2019 การส่งออกจากไทยไปกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีหดตัวลง 4.7%YOY</strong> โดยเฉพาะในกลุ่มน้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก เครื่องจักรและส่วนประกอบ โดยเป็นผลด้านราคาน้ำมันที่ร่วงลงและภาคการผลิตที่ชะลอตัวลงในบางประเทศ แต่การส่งออกในบางกลุ่มสินค้ายังขยายตัวได้ดี เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ เหล็ก ผลิตภัณฑ์ความงาม และผลไม้ เป็นต้น ทั้งนี้แม้เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวียังมีแนวโน้มเติบโตดี แต่หากเศรษฐกิจโลกและจีนชะลอตัวรุนแรงอาจสร้างแรงกดดันต่อการขยายตัวเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี และส่งผลต่อเนื่องมาถึงการส่งออกไทยได้ในระยะข้างหน้า <br /><br /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ยังขยายตัวได้ดี แต่มีความเสี่ยงหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวรุนแรง</description>
					<enclosure length="8790" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ht/pw/febfhtpwwy/iStock-688458120.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 13:23:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจอาเซียน 4</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6155</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6155</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6155">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6115"><strong><span style="text-decoration: underline;">คลิกอ่านฉบับเต็ม</span>&nbsp;<br /></strong></a></span></p>
<p><strong>&nbsp;</strong></p>
<p><strong>เศรษฐกิจอาเซียน 4 :&nbsp;ธนาคารกลางเศรษฐกิจอาเซียน 4 เตรียมผ่อนคลายนโยบายการเงินหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าคาด&nbsp;<br /><br />การเติบโตเศรษฐกิจอาเซียน 4 ในไตรมาส 1 ปี 2019 ชะลอตัว </strong>จากผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ดำเนินมาอย่าง<br />ต่อเนื่องตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2018 การค้าโลกโดยรวมที่ยังคงซบเซา และวัฎจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และสมาร์ตโฟนที่เข้าสู่ช่วงขาลง ทำให้การส่งออกซึ่งเป็นภาคสำคัญของเศรษฐกิจอาเซียน 4 หดตัวติดต่อกันตั้งแต่ต้นปี 2019 ผลกระทบ<br />ที่รุนแรงนี้ยังส่งผ่านไปยังการผลิตอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การส่งออกของไทยไปยังอาเซียน 4 หดตัว 8.6%YOY ใน 5 เดือนแรกของปี 2019 นำโดยรถยนต์และส่วนประกอบ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และวัตถุดิบอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับการลงทุนของเศรษฐกิจอาเซียน 4 ในไตรมาสแรกที่ขยายตัวต่ำ โดยภาคเอกชนชะลอการลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศที่ยังไม่คลี่คลาย ประกอบกับความล่าช้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนยังคงเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดีตามภาวะการจ้างงานและค่าแรงที่ปรับตัวดีขึ้น<br /> <br /><strong>ทิศทางของเศรษฐกิจอาเซียน 4 ในช่วงที่เหลือของปี 2019 ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ</strong><br /><br /> <strong>อินโดนีเซีย</strong> ขยายตัวชะลอลงเล็กน้อยที่ 5.07%YOY ในไตรมาสแรกของปี 2019 จากการส่งออกที่หดตัวอย่างรุนแรงที่ 8.7%YOY ใน 5 เดือนแรก ตามราคายางพาราและปาล์มน้ำมันที่เป็นสินค้าส่งออกหลักปรับลดลงจากอุปทานส่วนเกินทั่วโลก ประกอบกับมาตรการรัดเข็มขัดการลงทุนโครสร้างพื้นฐานของภาครัฐตั้งแต่ปี 2018 ทำให้การลงทุนเติบโตชะลอลงที่ 5%YOY ในไตรมาสแรก ทั้งนี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนและการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะเร่งตัวในครึ่งหลังของปี 2019 จากชัยชนะของประธานาธิบดีโจโก วิโดโดสมัยที่ 2 หลังการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนเมษายน<br /><br /> <strong>มาเลเซีย</strong> เติบโตชะลอลงที่ 4.5%YOY ในไตรมาสแรกของปี 2019 จากภาคอุตสาหกรรมและบริการที่ชะลอลงและการส่งออกที่หดตัว 4.7%YOY ใน 4 เดือนแรก โดยเฉพาะการส่งออกวัตถุดิบอุตสาหกรรมและสินค้าขั้นกลางที่ลดลง รวมถึงการระงับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในช่วงปลายปี 2018 ส่งผลให้การลงทุนของภาครัฐลดลงถึง 13.2%YOY ในไตรมาสแรกของปี 2019 อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮาหมัดประกาศฟื้นโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออกและการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานอีกหลายโครงการ ซึ่งอาจทำให้การลงทุนของภาครัฐกลับมาเร่งตัวในช่วงปลายปี 2019<br /><br /> <strong>ฟิลิปปินส์</strong> ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 4 ปีที่ 5.6%YOY ในไตรมาสแรกของปี 2019 โดยมีสาเหตุหลักมาจากความล่าช้าในการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2019 ทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานล่าช้าและการใช้จ่ายของภาครัฐชะลอตัวลงเหลือ 7.4%YOY ในไตรมาสแรกของปีนี้ จากเดิมที่เคยโตเป็นตัวเลขสองหลัก ทั้งนี้ในช่วงที่เหลือของปี 2019 เศรษฐกิจคาดฟื้นตัวจากการเดินหน้าโครงการ Build Build Build และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ตามแผนของรัฐบาล<br /><br /> <strong>สิงคโปร์</strong> เติบโต 1.3%YOY ในไตรมาสแรกของปี 2019 ต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยการส่งออกรวมและการผลิตอุตสาหกรรม<br />หดตัว 2.6%YOY และ 0.5%YOY ตามลำดับ เนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสงครามการค้าและความต้องการของตลาดโลกที่ลดลงต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักราว 45% ของการส่งออกในปี 2018<br /><br /><strong>ธนาคารกลางของอาเซียน 4 เริ่มปรับทิศทางผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2019 ท่ามกลางสงครามการค้าที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง</strong> นำโดยธนาคารกลางมาเลเซียที่ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 ppt เหลือ 3% พร้อมทั้งออกมาตรการเพิ่มสภาพคล่องในภาคธนาคารในเดือนพฤษภาคม ตามด้วยธนาคารกลางฟิลิปปินส์ที่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 ppt เหลือ 4.5% ในเดือนเดียวกัน และอาจพิจารณาลดการดำรงเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ในการประชุมครั้งหน้าหากเศรษฐกิจชะลอต่อเนื่อง เช่นเดียวกับธนาคารกลางอินโดนีเซียที่ปรับลด RRR 0.5 ppt เหลือ 6% สำหรับธนาคารพาณิชย์และ 4.5% สำหรับธนาคารอิสลามและมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2019 หลังจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง 1.75 ppt ในปี 2018 เพื่อรักษาเสถียรภาพในภาคการเงิน นอกจากนี้ ธนาคารกลางสิงคโปร์อาจพิจารณาปรับลดค่าความชันของค่าเงินเพื่อสนับสนุนไม่ให้ดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่ามากเกินไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินในครึ่งหลังของปีนี้ โดยอีไอซีมองว่า Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งรวม 0.5 ppt ในปี 2019 </p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ธนาคารกลางเศรษฐกิจอาเซียน 4 เตรียมผ่อนคลายนโยบายการเงินหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าคาด </description>
					<enclosure length="7880" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/du/s7/febfdus71e/iStock-860821440.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 13:23:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจจีน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6152</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6152</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6152">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6115"><strong><span style="text-decoration: underline;">คลิกอ่านฉบับเต็ม</span>&nbsp;</strong></a></span></p>
<p><strong>&nbsp;</strong></p>
<p><strong>เศรษฐกิจจีน : ฟื้นตัวในไตรมาสแรก แต่เตรียมรับแรงกระแทกสงครามการค้ารอบใหม่<br /></strong><br /><strong>เศรษฐกิจจีนในไตรมาสแรกขยายตัว 6.4%YOY จากปัจจัยชั่วคราว แต่มีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปี</strong> มาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่มวันที่ 1 เมษายน 2019 ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคมเร่งตัว 8.5%YOY เพื่อเพิ่มสต็อก โดยเฉพาะสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบอุตสาหกรรม ขณะที่ การเร่งออกพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นตั้งแต่ต้นปีทำให้การลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจใน 5 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 7.2%YOY อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัวอีกครั้งในไตรมาสที่ 2 สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงต่ำกว่าระดับ 50 และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่กลับมาขยายตัวเพียง 5.0%YOY ในเดือนพฤษภาคม ประกอบกับยอดค้าปลีกที่โต 7.2%YOY ในเดือนเมษายนต่ำสุดในรอบ 16 ปี<br /><br /><strong>อีไอซีปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจจีนเหลือ 6.2% ในปี 2019 จากความกังวลของภาคเอกชนที่มีต่อสถานการณ์เศรษฐกิจภายในและสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง</strong> ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีแนวโน้มปรับตัวลงส่งสัญญาณว่าการเติบโตของการบริโภคภาคครัวเรือนจะลดความร้อนแรงลงในปี 2019 ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการจีนในไตรมาสแรกต่อภาวะเศรษฐกิจและคำสั่งซื้อทั้งในและนอกประเทศยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน สอดคล้องกับการส่งออกของจีนที่มีแนวโน้มหดตัวในปี 2019 โดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่หดตัว 9%YOY ใน 5 เดือนแรก ซึ่งเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนในปี 2018 และล่าสุดปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเป็น 25% เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2019<br /> <br /><strong>จีนตอบโต้ด้วยการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 5-10% เป็น 5-25% ในวันที่ 1 มิถุนายน 2019</strong> โดยครอบคลุมสินค้าสหรัฐฯ ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าผู้บริโภค อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร วัตถุดิบและเชื้อเพลิงรวม 5,140 รายการ อย่างไรก็ดี แม้ว่าสหรัฐฯ จะระงับการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่เหลืออีก 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการประชุมนอกรอบ G20 แต่จีนยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10%-25% ในระยะข้างหน้า หากการเจรจาการค้ารอบใหม่ไม่ประสบผล<br /><br /><strong>จับตาทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจการคลังและการเงินในครึ่งหลังของปี 2019</strong> ใน 5 เดือนแรก รัฐบาลท้องถิ่นเร่งออกพันธบัตรไปแล้วกว่า 1.94 ล้านล้านหยวน คิดเป็น 90% ของโควตาในปี 2019 ส่งผลให้มาตรการลดภาษีภาคธุรกิจจะเป็นเครื่องมือการคลังสำคัญในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้หากเศรษฐกิจจีนได้รับผลกระทบรุนแรงจากสงครามการค้ารอบใหม่ ธนาคารกลางจีนยังสามารถผ่อนคลายมาตรการทางการเงินได้อีกในครึ่งปีหลัง โดยเน้นมาตรการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดเงิน ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรข้ามคืน (volume-weighted average overnight repo rate) ลดลงเหลือ 1% แล้วในปลายเดือนมิถุนายน และการลดสัดส่วนการดำรงเงินสำรอง (RRR) โดยล่าสุดประกาศลด RRR เหลือเพียง 8% สำหรับธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กในระดับเทศมณฑล 1,000 แห่งเพื่อปล่อยกู้ให้แก่บริษัทเอกชนขนาดเล็กโดยเฉพาะและเป็นมาตรการรับมือเร่งด่วนต่อการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม <br /><br /><strong>นัยต่อเศรษฐกิจไทย</strong><br /><br />&bull; หลังจากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน เงินหยวนอ่อนค่า 1.5%YTD โดยมีมูลค่า 6.84 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2019 ทั้งนี้หากเงินหยวนมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องหลุดระดับ 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารกลางจีนอาจพิจารณาพยุงค่าเงินโดยผ่านมาตรการควบคุมเงินทุนไหลออกและดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ<br /><br />&bull; การส่งออกของไทยไปจีนใน 5 เดือนแรกของปี 2019 หดตัว 7.9%YOY โดยสินค้าหลัก เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้าและเคมีภัณฑ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการผลิตของจีนหดตัวรุนแรงจากผลของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน อย่างไรก็ตาม การส่งออกผลไม้ เครื่องประดับและเครื่องสำอางกลับขยายตัวสูง สะท้อนว่าสินค้าเหล่านี้ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจีน การตอบโต้ทางภาษีระหว่างสหรัฐฯ และจีนอาจทำให้การส่งออกของไทยไปจีนหดตัวต่อเนื่องและรุนแรงขึ้น<br /><br />&bull; การลงทุนโดยตรงจากจีนในไทยเริ่มหดตัว 5%YTD ในไตรมาสแรกของปี 2019 แต่การลงทุนในการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ยาง พลาสติก และอุปกรณ์และเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ยังคงโตได้สูง ประกอบกับโครงการลงทุนจากจีนรวม 2.9 หมื่นล้านบาทที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมจาก BOI มีมูลค่าสูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในการผลิตยางล้อสำหรับยานพาหนะ ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วน และเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ซึ่งเป็นสินค้าที่หลายประเทศทั่วโลกออกมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดจากจีน <br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/av/qt/febeavqt8l/Outlook_Q3_20194.jpg" alt="Outlook_Q3_20194.jpg" width="200" height="200" /><br /><img id="__mce_tmp" /><br /><img id="__mce_tmp" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ฟื้นตัวในไตรมาสแรก แต่เตรียมรับแรงกระแทกสงครามการค้ารอบใหม่</description>
					<enclosure length="3459" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/c8/wn/febec8wnqf/iStock-878587072.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 13:23:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจญี่ปุ่น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6151</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6151</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6151">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6115"><strong><span style="text-decoration: underline;">คลิกอ่านฉบับเต็ม</span>&nbsp;</strong></a></span></p>
<p><strong>&nbsp;</strong></p>
<p><strong>เศรษฐกิจญี่ปุ่น : การส่งออกร่วงลง แต่ยังได้แรงส่งจากการลงทุนและการบริโภคครัวเรือน<br /></strong><br /><strong>เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโต 0.9%YOY ในไตรมาสแรกของปี 2019</strong> หรือ 2.2%QOQ SAAR ด้วยแรงหนุนจากการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ขณะที่ การส่งออกได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และอุปสงค์ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกที่เริ่มลดลง มูลค่าส่งออกรวมและส่งออกไปจีนหดตัว 4.3%YOY และ 7.7%YOY ตามลำดับ ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2019 ส่งผลลบต่อเนื่องถึงภาคการผลิต โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมร่วงลง 1.1% ในเดือนเมษายน ขณะที่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ในเดือนมิถุนายน สอดคล้องกับความเชื่อมั่นกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ที่ร่วงลงในไตรมาส 2<br /><br /><strong>เศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ของปีจะได้แรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชน และการเร่งใช้จ่ายของภาคครัวเรือนก่อนการขึ้นภาษีการบริโภคในเดือนตุลาคม</strong> การลงทุนภาคเอกชนของญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มขยายตัวนำโดยการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อทดแทนแรงงาน รวมถึงการลงทุนนอกภาคการผลิตซึ่งผลกำไรยังเติบโตดี ขณะที่ การใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังคงขยายตัว 1.3%YOY ในเดือนเมษายน และตลาดแรงงานที่ตึงตัวต่อเนื่องน่าจะช่วยสนับสนุนค่าจ้างแรงงานในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นคือการแข็งค่าต่อเนื่องของเงินเยน จากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ปะทุขึ้น และความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ซึ่งหากเงินเยนแข็งค่ารุนแรงจะส่งผลลบต่อภาคส่งออกญี่ปุ่นในระยะข้างหน้าได้ ทั้งนี้อีไอซีคาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัวราว 0.8% ในปี 2019<br /><br /><strong>ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำไปจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2020</strong> เพื่อสนับสนุนการเติบโตของญี่ปุ่น ท่ามกลางความผันผวนในเศรษฐกิจโลกและผลกระทบจากการขึ้นภาษีการบริโภค พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปีงบประมาณ 2019 2020 และ 2021 เป็น 1.1% 1.4% และ 1.6% ตามลำดับ ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2% โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานล่าสุดอยู่ที่ 0.8% ในเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ หากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาต่ำกว่าที่คาด อีไอซีมองว่า BOJ อาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมผ่านการปรับกรอบการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยระยะยาว หรือเพิ่มวงเงินเข้าซื้อกองทุน ETF<br /> <br /><strong>จับตาการเจรจาการค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น</strong> สหรัฐฯ เรียกร้องให้ญี่ปุ่นเปิดตลาดให้สินค้าเกษตรและยานยนต์จากสหรัฐฯ มากขึ้นเพื่อลดการขาดดุล<br />การค้า ขณะที่ ญี่ปุ่นต้องการให้สหรัฐฯ ยกเลิกการเก็บภาษีสินค้ายานยนต์ทั่วโลก รวมทั้งถอดข้อกำหนดป้องกันการแทรกแซงค่าเงินเพื่อการแข่งขัน (currency clause) ออกจากข้อตกลง เพราะอาจจำกัดอิสระในการการดำเนินนโยบายของ BOJ <br /><br /><strong>นัยต่อเศรษฐกิจไทย</strong><br /><br />&bull; เงินเยนแข็งค่าขึ้น 1.3%YTD เทียบดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม และมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2019 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนหันเข้าหาเงินเยนซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven)<br /><br />&bull; การส่งออกไทยไปญี่ปุ่นในช่วง 5 เดือนแรกของปีหดตัวลง 4.4%YOY ทั้งนี้ญี่ปุ่นได้ตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) ของไทยไปตั้งแต่เดือนเมษายน 2019 ในสินค้าเกษตร ประมง และสินค้าอุตสาหกรรม แต่สินค้าไทยยังได้สิทธิพิเศษภายใต้ข้อตกลงการค้า JTEPA8และ AJCEP9 ซึ่งครอบคลุมสินค้าทั้งหมดที่เคยได้สิทธิ์ใน GSP ยกเว้นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล (ซอร์บิทอล)<br /><br />&bull; การลงทุนจากญี่ปุ่นในไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยในเดือนเมษายน 2019 องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) รายงานว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังมีความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุนในไทยแม้สถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งยังสนใจลงทุนมากขึ้นในธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และการท่องเที่ยว เป็นต้น<br /><br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/3a/6k/febe3a6kms/Outlook_Q3_20193.jpg" alt="Outlook_Q3_20193.jpg" width="2480" height="3508" /><br /><img id="__mce_tmp" /><br /><img id="__mce_tmp" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การส่งออกร่วงลง แต่ยังได้แรงส่งจากการลงทุนและการบริโภคครัวเรือน</description>
					<enclosure length="3206" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/da/r9/febedar9dv/iStock-177416440.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 13:23:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจยูโรโซน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6150</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6150</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6150">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6115"><strong><span style="text-decoration: underline;">คลิกอ่านฉบับเต็ม</span>&nbsp;</strong></a></span></p>
<p><strong>&nbsp;</strong></p>
<p><strong>เศรษฐกิจยูโรโซน : เริ่มฟื้นตัวจากการบริโภค แต่ความเสี่ยงทางการเมืองและสงครามการค้ายังคงสูง<br /></strong><br /><strong>เศรษฐกิจยูโรโซนไตรมาส 1 ปี 2019 ขยายตัว 1.2%YOY</strong> หรือ 0.4%QOQ SA หากพิจารณารายประเทศ เศรษฐกิจอิตาลีได้ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิคจากภาคการส่งออกที่ขยายตัว สำหรับเยอรมนีและฝรั่งเศสขยายตัวจากการบริโภคภาคเอกชนเป็นหลักและสเปนขยายตัวจากการลงทุน ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศยังคงอ่อนแอโดยเฉพาะเยอรมนีที่มีความเชื่อมโยงกับการค้าโลกสูง แม้ว่าการส่งออกยูโรโซนในไตรมาส 1 ขยายตัว 3.9%YOY แต่ในระยะข้างหน้าการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอลงจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ยืดเยื้อ และความเสี่ยงจากภาษีนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ ยังคงมีอยู่ จึงมีแนวโน้มซ้ำเติมภาคการผลิตต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนี PMI ภาคการผลิตในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 47.8 ต่ำกว่าเกณฑ์ขยายตัวที่ 50 ทำให้แนวโน้มการส่งออกและการลงทุนอาจเป็นปัจจัยฉุดรั้งในระยะข้างหน้า<br /><br /><strong>ตลาดแรงงานและการกระตุ้นทางการคลังมีส่วนสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศ</strong> โดยอัตราการว่างงานในเดือนเมษายนอยู่ที่ 7.6% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ผลักดันให้ค่าจ้างแรงงานขยายตัวที่ 2.2%YOY รวมถึงภาวะการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลาย ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน นอกจากนี้หลายประเทศมีมาตรการกระตุ้นทางการคลังที่มากขึ้น ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเยอรมนี รวมถึงการลดภาษีน้ำมันในฝรั่งเศส ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ ทั้งนี้ อีไอซีประเมินเศรษฐกิจยูโรโซนปี 2019 ขยายตัว 1.1%<br /><br /><strong>ECB ประกาศแผนรับมือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว</strong> พร้อมทั้งสื่อสารทิศทางนโยบายการเงินใหม่โดยขยายระยะเวลาการคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปอย่างน้อยจนถึงกลางปี 2020 และเตรียมใช้มาตรการปล่อยสินเชื่อให้แก่ธนาคารพาณิชย์ (TLTRO3) ในเดือนกันยายนนี้เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบ ในระยะข้างหน้า ECB เริ่มพิจารณาการใช้อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (Tier rate) เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรจากภาวะอัตราดอกเบี้ยติดลบ ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 1.2% ต่ำกว่ากรอบของ ECB ที่ 2% ทำให้อีไอซีมองว่า ECB อาจผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นและอาจตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 10-20 bps หากความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยูโรโซนสูงขึ้นและทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด<br /><br /><strong>จับตาความเสี่ยงที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจยูโรโซนในปี 2019</strong> ได้แก่ 1) การเจรจาข้อตกลงการค้าสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ หากสามารถบรรลุข้อตกลงจะช่วยลดความไม่แน่นอนทางการค้าโดยเฉพาะภาษีนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ 2) บทสรุปของ Brexit หลังจากการขยายระยะเวลาไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม แต่ยังมีความเสี่ยงในการออกจาก EU แบบไร้ข้อตกลง (No-deal Brexit) อยู่และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจได้ และ 3) ผลการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปปี 2019 ซึ่งอาจมีนัยต่อการกำหนดอนาคตของสหภาพยุโรปในระยะข้างหน้า (อ่านเพิ่มเติมที่ Box: เลือกตั้งรัฐสภายุโรปปี 2019 นัยต่อสหภาพยุโรปและเศรษฐกิจไทย)<br /><br /><strong>นัยต่อเศรษฐกิจไทย</strong><br /><br />&bull; เงินยูโร ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2019 อ่อนค่าลง 1%YTD เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ สำหรับปี 2019 หากการค้าโลกฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง และมีบทสรุปของ Brexit ที่ชัดเจน อีไอซีคาดว่าเงินยูโรปลายปี 2019 จะอยู่ที่ราว 1.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อยูโร<br /><br />&bull; การส่งออกไทยไปยูโรโซนในช่วง 5 เดือนแรกของปีหดตัว 7.7%YOY โดยสินค้าหลัก ได้แก่ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ และแผงวงจรไฟฟ้า หดตัวที่ 22.7%YOY และ 2.9%YOY ตามลำดับ สำหรับปี 2019 หลังจากที่ไทยได้รัฐบาลชุดใหม่ ไทยมีโอกาสฟื้นการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับผู้ส่งออกไทยและอาจสนับสนุนการส่งออกสินค้าไทยไปยังยูโรโซนเพิ่มเติมได้<br /><br />&bull; การลงทุนทางตรงจากยูโรโซนมายังไทยในไตรมาส 1 ปี 2019 หดตัว 57.8%YOY แต่หากพิจารณาจากมูลค่าโครงการที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในไตรมาส 1 ปี 2019 อยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาทเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2018 ที่ 4 พันล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนที่อยู่ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่งมูลค่าราว 8 พันล้านบาท ทั้งนี้หากไทยมีความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปที่แนบแน่นขึ้น อาจทำให้ธุรกิจในยูโรโซนมีความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/yp/i0/febdypi0cx/Outlook_Q3_20192.jpg" alt="Outlook_Q3_20192.jpg" width="2480" height="3508" /><br /><img id="__mce_tmp" /><br /><img id="__mce_tmp" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เริ่มฟื้นตัวจากการบริโภค แต่ความเสี่ยงทางการเมืองและสงครามการค้ายังคงสูง</description>
					<enclosure length="4050" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/f5/jy/febef5jy3b/iStock-1159848810.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 13:23:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจสหรัฐฯ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6149</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6149</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6149">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6115"><strong><span style="text-decoration: underline;">คลิกอ่านฉบับเต็ม</span>&nbsp;</strong></a></span></p>
<p><strong>&nbsp;</strong></p>
<p><strong>เศรษฐกิจสหรัฐฯ: Fed ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน จากความไม่แน่นอนของสงครามการค้า<br /></strong><br /><strong>เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาส 1 ปี 2019 ขยายตัว 3.1% QOQ SAAR1 สูงกว่าที่คาด</strong> หรือ 3.2%YOY ซึ่งช่วยลดความกังวลในการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีนี้ แต่หากพิจารณาปัจจัยการเติบโตในไตรมาสที่ 1 พบว่า เติบโตจากปัจจัยชั่วคราว ได้แก่ การสะสมสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นมากและการส่งออกสุทธิขยายตัวจากการนำเข้าที่หดตัว ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 2 อาจชะลอกว่าไตรมาสแรกจากการทยอยลดปริมาณสินค้าคงคลัง รวมถึงสงครามการค้าที่ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2019 จีนเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นจาก 5-10% เป็น 5-25% เพื่อตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการส่งออกสินค้าสหรัฐฯ ได้ในระยะต่อไป<br /> <br /><strong>สงครามการค้าที่ยืดเยื้อสร้างความไม่แน่นอนต่อเนื่องกับภาคการผลิต</strong>โดย PMI ภาคการผลิตในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 50.1 และมีทิศทางลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นมาตรการกีดกันการค้า ทำให้ภาคการผลิตมีแนวโน้มชะลอลงโดยเฉพาะภาคที่เน้นการส่งออก อย่างไรก็ดี การจ้างงานของสหรัฐฯ ในภาพรวมมีความแข็งแกร่ง เนื่องจากสัดส่วนการจ้างงานกว่า 79% เป็นการจ้างงานในภาคบริการ ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากสงครามการค้าและอัตราการว่างงานในเดือนพฤษภาคมต่ำสุดในรอบ 50 ปีอยู่ที่ 3.6% กดดันให้ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยขยายตัว 3.4%YOY ซึ่งสนับสนุนให้การบริโภคภาคเอกชนเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งนี้อีไอซีประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2019 ขยายตัว 2.3%<br /><br /><strong>Fed ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินโดยกังวลถึงความไม่แน่นอนของสงครามการค้าที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ</strong> ซึ่ง Fed มองว่าความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มสูงขึ้นผ่านความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ลดลง ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนเมษายนอยู่ที่ 1.5% ต่ำกว่ากรอบของ Fed ที่ 2% แม้ว่าสินค้าบางชนิดได้รับผลกระทบจากต้นทุนภาษีนำเข้า แต่ขณะนี้มีสัดส่วนเพียง 3.9%2 ของตะกร้าสินค้าผู้บริโภคทั้งหมด จึงมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อในภาพรวมจำกัด ทั้งนี้อีไอซีมองว่า Fed มีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งในปี 2019 หากข้อมูลเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลงในครึ่งหลังของปี เห็นได้จากคณะกรรมการนโยบายการเงิน 7 จาก 17 ท่านลงความเห็นให้ลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งใน dot plot ของเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา<br /><br /><strong>จับตานโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า</strong> ได้แก่ (1) ความเสี่ยงของการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่าราว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในอัตราสูงสุด 25% หากการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีนรอบใหม่ยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับคำมั่นสัญญาในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของจีน และ (2) การเจรจาข้อตกลง<br />การค้าของสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น เพื่อเลี่ยงการขึ้นภาษียานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ หลังจากเลื่อนการตัดสินใจขึ้นภาษีเป็นเวลา 180 วัน<br /><br /><strong>นัยต่อเศรษฐกิจไทย</strong><br /><br />&bull; เงินดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2019 แข็งค่าขึ้น 0.27%YTD จากการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลง รวมถึงความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน สร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้อีไอซีมองว่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2019 จะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ<br /><br />&bull; การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ไม่รวมการส่งออกอาวุธและยุทธปัจจัย ในช่วง 5 เดือนแรกของปีขยายตัว 4.8%YOY อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-จีนไม่มีความคืบหน้าและการเปิดฉากสงครามการค้ากับนานาประเทศอาจส่งผลให้แนวโน้มการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปีชะลอลงตามภาวะการค้าโลก<br /><br />&bull; การลงทุนทางตรงจากสหรัฐฯ มายังไทยในไตรมาส 1 ปี 2019 ขยายตัว 28.6%YOY นอกจากนี้ สหรัฐฯ มีมูลค่าการขอรับการสนับสนุนจาก BOI ทั้งปี 2018 อยู่ที่ 3.3 แสนล้านบาท สูงเป็นอันดับหนึ่งแซงหน้าญี่ปุ่น เนื่องจากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จากกลุ่ม Exxon Mobil ที่สนใจขยายการลงทุนตั้งโรงงานปิโตรเคมีในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าราว 1.6-2 แสนล้านบาท เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางโรงงานปิโตรเคมีในภูมิภาคอาเซียน<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ss/n9/febdssn956/Outlook_Q3_2019.jpg" alt="Outlook_Q3_2019.jpg" width="2480" height="3508" /><br /><img id="__mce_tmp" /><br /><img id="__mce_tmp" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>Fed ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน  จากความไม่แน่นอนของสงครามการค้า</description>
					<enclosure length="6632" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/dt/4l/febedt4l3e/iStock-524055319.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 13:23:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2019 (ไตรมาส 3/2019)</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6145</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6145</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6145">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6115"><strong><span style="text-decoration: underline;">คลิกอ่านฉบับเต็ม</span>&nbsp;</strong></a></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เศรษฐกิจโลกปี 2019 มีทิศทางชะลอตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออกจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้า ในขณะที่ ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (DM) แสดงท่าทีในการผ่อนคลายนโยบายเพื่อรองรับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ</strong> ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2019 มีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องจากเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ DM ที่อยู่ในช่วงปลายวัฏจักรขาขึ้น ความกังวลในตลาดการเงินโลกสำหรับโอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเริ่มสูงขึ้นจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่กลับมาปะทุเมื่อเดือนพฤษภาคมหลังสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากเดิมที่อัตรา 10% ขึ้นเป็น 25% และจีนประกาศตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ มูลค่าราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในอัตรา 5-25% แม้ว่าผลการประชุม G20 เมื่อวันที่ 28-29 มิถุนายน สหรัฐฯ และจีนได้ข้อสรุปว่า ทั้งสองฝ่ายจะยังคงเดินหน้าเจรจาทางการค้าต่อไป โดยสหรัฐฯ จะยังไม่ขึ้นภาษีนำเข้าจีนในส่วนที่เหลืออีกราว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐพร้อมอนุญาตให้บริษัทสหรัฐฯ ยังคงทำการค้าต่อไปได้ชั่วคราวกับบริษัท Huawei และบริษัทจีนทั้งหมดที่ถูกแบนไปก่อนหน้า แต่การเจรจาเพื่อยุติสงครามการค้ายังเป็นเรื่องท้าทายและทางการสหรัฐฯ มีแนวโน้มพร้อมใช้มาตรการทางภาษีเพื่อกดดันจีนต่อเนื่อง จึงทำให้การเจรจาสงครามการค้ายังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ในอีกด้านธนาคารกลางในกลุ่มประเทศ DM แสดงท่าทีเตรียมพร้อมในการกระตุ้นเศรษฐกิจหากภาวะเศรษฐกิจแย่ลงมากกว่าคาดโดยอีไอซีคาดว่า นอกจากแผนการยุติการลดงบดุลในเดือนกันยายนของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังมีแนวโน้มที่ Fed จะลดดอกเบี้ยนโยบายราว 2 ครั้งเพื่อรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอและคาดการณ์เงินเฟ้อล่าสุด<br />ที่ต่ำกว่าคาด ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) นอกจากมาตรการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ธนาคารพาณิชย์รอบใหม่ (TLTRO3) ที่จะเริ่มใช้ในเดือนกันยายน ถ้อยแถลงล่าสุดบ่งชี้ว่าดอกเบี้ยนโยบายคงที่ของ ECB ถูกขยายไปจนถึงช่วงกลางปี 2020 และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังไม่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยนโยบายอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ จะเห็นได้ว่า ทั้ง Fed, ECB และ BOJ พร้อมใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายหากมีความจำเป็นเพื่อรองรับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งธนาคารกลางจีน (PBOC) ก็มีแนวโน้มปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ในช่วงครึ่งหลังของปีเพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามการค้า อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจหลักทั้งสหรัฐฯ ยูโรโซน ญี่ปุ่นและจีน แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการชะลอตัวในภาคอุตสาหกรรมการผลิต แต่ภาคบริการ เช่น ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ยังมีแนวโน้มเติบโตทรงตัว อีกทั้งตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่งจากอัตราการว่างงานที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ<br /><br /><strong>อีไอซีมองว่า ความเสี่ยงสำคัญในปี 2019 สำหรับเศรษฐกิจโลกมี 3 ประการ ได้แก่ 1) สงครามการค้า&nbsp;</strong><strong>2) การชะลอตัวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก 3) ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะ Brexit</strong> ความเสี่ยงจากสงครามการค้ายังมีอยู่มากเนื่องจากทางการสหรัฐฯ มีรายการสินค้าที่พร้อมขึ้นภาษีนำเข้าจีนในส่วนที่เหลือ (มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ) และภาษีที่สหรัฐฯ เล็งเก็บจากสหภาพยุโรป (EU) จากความขัดแย้งในข้อพิพาทประเด็นการอุดหนุนบริษัทเครื่องบินโบอิ้งและแอร์บัส ซึ่งรวมมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ สามารถเรียกเก็บภาษีได้สูงถึงราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีเส้นตายการตัดสินใจขึ้นภาษีในหมวดยานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ (มาตรา 232) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ที่ทั้งสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึงผู้ส่งออกในหมวดยานยนต์และชิ้นส่วนในเกือบทุกประเทศทั่วโลกยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อเนื่อง ในอีกด้าน สัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจหลักเริ่มชัดเจนมากขึ้นจากตัวเลขทางเศรษฐกิจ เช่น การค้า การลงทุน ในภาพรวมที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง ประกอบกับเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (yield curve) ทั่วโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเริ่มสร้างความกังวลต่อโอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย สุดท้าย ประเด็น Brexit มีแนวโน้มกลับมาสร้างความผันผวนในช่วงก่อนเส้นตายเดือนตุลาคม (deadline of Article 50 extension) หากผู้นำสหราชอาณาจักรคนใหม่ไม่สามารถหาข้อสรุปการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป จึงทำให้โอกาสการเกิด Brexit แบบไร้ข้อตกลง (no-deal) ยังคงมีอยู่ซึ่งจะส่งผลลบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปในระยะต่อไป<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ut/jh/fe7xutjhqv/Outlook_Q3_2019_Final.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final.jpg" width="2480" height="3508" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจโลกปี 2019 สงครามการค้ากลับมาปะทุ ธนาคารกลางหลักเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบาย
</description>
					<enclosure length="8387" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/l1/34/fe7xl134db/iStock-913629656.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 13:23:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2019 (ไตรมาส 2/2019)</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5944</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5944</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5944">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 2/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5915"><strong><span style="text-decoration: underline;">คลิกอ่านฉบับเต็ม</span>&nbsp;</strong></a></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เศรษฐกิจโลกปี 2019 มีทิศทางชะลอตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศในเขตยูโรโซน จีน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (EM) ในเอเชียจากผลกระทบสงครามการค้า ขณะที่การเติบโตของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มค่อนข้างดี</strong> เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ซึ่งส่งผลลบต่อภาวะการส่งออกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในเขตยูโรโซนจากประเด็น Brexit ที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ เศรษฐกิจยูโรโซนและจีนมีทิศทางชะลอตัวลงชัดเจนสะท้อนจากดัชนีชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการผลิตและการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่อง จากสาเหตุทั้งปัจจัยภายนอกเรื่องสงครามการค้าที่สร้างความไม่แน่นอนในการวางแผนของภาคธุรกิจ และจากปัจจัยภายในยูโรโซน เช่น การชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ในเยอรมนีและการประท้วงในฝรั่งเศส รวมถึงปัจจัยภายในจีน เช่น การลดบทบาทของภาคธนาคารเงาและการทยอยลดการก่อหนี้ ปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงของทั้งสองภูมิภาค อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ยังมีแนวโน้มการขยายตัวที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยในสหรัฐฯ คาดการณ์ภาครัฐยังมีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และในญี่ปุ่นทั้งภาครัฐและเอกชนยังมีแนวโน้มลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนงาน Tokyo Olympics 2020 รวมถึงอานิสงค์การเร่งใช้จ่ายของภาคครัวเรือนก่อนการขึ้นภาษีการบริโภคในเดือนตุลาคม อนึ่ง แม้เศรษฐกิจโลกจะมีทิศทางชะลอตัวลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจและจากความไม่แน่นอนเชิงนโยบายที่ยังมีอยู่ แต่เศรษฐกิจภูมิภาคหลักส่วนใหญ่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องจากพื้นฐานของตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวดี ตลอดจนค่าจ้างแรงงานที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นและมีส่วนช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน ด้านนโยบายการเงินในกลุ่มประเทศ DM เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ผ่อนคลายขึ้นหากเทียบกับไตรมาสก่อน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณชะลอแผนการเข้มงวดนโยบายการเงินโดยหยุดการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 2019 พร้อมประกาศยกเลิกการลดงบดุลของ Fed ณ สิ้นเดือนกันยายน ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ประกาศจะออกมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติม (TLTRO3) ซึ่งจะเริ่มใช้เดือนกันยายน และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังไม่มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ เนื่องจากคาดการณ์เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ สุดท้าย กลุ่มประเทศ EM โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย การเติบโตมีแนวโน้มชะลอลงเล็กน้อยจากภาคการส่งออกที่ชะลอลงตามภาวะการค้าโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนจากมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ ทั้งจากภาษีนำเข้าสินค้าจีน (มาตรา 301) ที่มีผลต่อเนื่องจากปี 2018 และภาษีนำเข้าหมวดยานยนต์และชิ้นส่วน (มาตรา 232) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่การเติบโตของกลุ่ม EM ในหลายประเทศจะเน้นการบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้นเพื่อทดแทนแรงส่งจากการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอลงในภาพรวม<br /><br /><strong>อีไอซีมองว่า ความเสี่ยงสำคัญในปี 2019 สำหรับเศรษฐกิจโลก 3 ประการ ได้แก่ 1) สงครามการค้า 2) ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัว และ 3) ปัญหาในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ยังมีความไม่แน่นอนสูงแต่ทิศทางมีแนวโน้มดีขึ้น ในช่วงไตรมาส 1 ทิศทางของความเสี่ยงโดยเฉพาะสงครามการค้าและภาวะการเงินโลกเป็นไปในด้านที่ผ่อนคลายขึ้น</strong> จากความพยายามในการเจรจาหาข้อตกลงทางการค้าสหรัฐฯ และจีน การขยายเวลาพักรบสงครามการค้าชั่วคราว และการปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และ ECB ในปีนี้ ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่คลายความกังวลให้กับตลาดการเงินโลก ขณะที่ปัญหาการเมืองโดยเฉพาะบทสรุป Brexit แม้จะมีการเลื่อนเส้นตาย Brexit จากเดิมวันที่ 29 มีนาคมออกไป ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิด Brexit แบบไร้ข้อตกลง (no-deal) ซึ่งจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปอย่างมาก แต่การหาข้อสรุปที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจยังเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องอาศัยเวลาในการเจรจาต่อรอง ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงเหล่านี้มีโอกาสส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและภาคธุรกิจได้ในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ ความเสี่ยงส่วนอื่น เช่น การคว่ำบาตรอิหร่านและเวเนซุเอลา รวมไปถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก จะมีโอกาสสร้างความผันผวนในตลาดการเงินโลกในระยะต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/p6/g5/fbk6p6g52g/Global_Infographic.jpg" alt="Global_Infographic.jpg" width="780" height="1103" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจโลกปี 2019 เศรษฐกิจหลับเติบโตชะลอจากความไม่แน่นอนที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ</description>
					<enclosure length="8387" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/5l/bi/fbk65lbiuu/iStock-913629656.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 23 Apr 2019 16:57:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2019</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5680</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5680</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5680">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></a></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เศรษฐกิจโลกปี 2019 มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อย โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) ขยายตัว&nbsp;ชะลอลง ในขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (EM) เติบโตทรงตัวในภาพรวม</strong> เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่นจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับปี 2018 เนื่องจากได้ผ่านพ้นจุดที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดีที่สุด (peak) ในช่วงปี 2017-2018 มาแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการการค้าโลกที่เริ่มชะลอลง อย่างไรก็ดี ภาพรวมของเศรษฐกิจหลักยังขยายตัวได้ดีและสูงกว่าอัตราการเติบโตตามศักยภาพจากพื้นฐานของตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้ค่าจ้างแรงงานขยับสูงขึ้น ด้านนโยบายการเงินในกลุ่ม DM ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องประมาณ 2 ครั้ง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 หลังยุติโครงการการเข้าซื้อสินทรัพย์ (APP) ในช่วงเดือนธันวาคม 2018 ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยลดปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QQE) จากข้อจำกัดการเข้าถือครองสินทรัพย์ของ BOJ ในตลาดพันธบัตร ทำให้ภาพรวมภาวะการเงินโลกตึงตัวมากขึ้นตามลำดับ ส่วนกลุ่มประเทศ EM การเติบโตมีแนวโน้มทรงตัวจากนโยบายการเงินในหลายประเทศที่ตึงตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2018 และแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออกเริ่มลดลงจากภาวะการค้าโลกที่เริ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แต่จะเน้นการเติบโตจากการบริโภคและการใช้จ่ายของภาครัฐ รวมถึงการลงทุนของภาคเอกชนในหลายประเทศเป็นหลัก สำหรับเศรษฐกิจจีน มีแนวโน้มชะลอลงจากผลของการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เน้นควบคุมการก่อหนี้ และผลกระทบเชิงลบในภาคการส่งออกจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตซึ่งเน้นเทคโนโลยีและสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรที่ยังมีแนวโน้มได้รับผลกระทบต่อเนื่อง แม้นโยบายการเงินและการคลังจีนมีส่วนช่วยพยุงภาวะเศรษฐกิจได้บ้าง ทั้งนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา<br />เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะส่งผลกระทบทั้งต่อภาวะการค้าโลก ต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในหลายหมวดที่จีนนำเข้าสูง และต่อกลุ่มประเทศที่มีความเชื่องโยงด้านการค้าการลงทุนกับจีนสูงในระยะต่อไปได้<br /><br /><strong>อีไอซีมองว่าความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจโลกปี 2019 มาจากปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) สงครามการค้า 2) ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวเกินคาด และ 3) ปัญหาในด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศทั่วโลก</strong> ความเสี่ยงสงครามการค้ายังเป็นประเด็นต่อเนื่องจากปี 2018 ที่ทั่วโลกยังจับตาความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน (มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ) และภาษีนำเข้าในหมวดยานยนต์และชิ้นส่วน (มาตรา 232) แม้ผลการประชุม G20 เมื่อเดือนธันวาคม 2018 จะช่วยลดความเสี่ยงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้ชั่วคราว แต่หากการเจรจาไม่ประสบผล โอกาสที่สงครามการค้าจะทวีความรุนแรงและเกิดการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าก็ยังมีอยู่ ด้านความเสี่ยงจากภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้นต่อเนื่อง นำโดยการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะทำให้ต้นทุนการระดมเงินทุนเพิ่มขึ้น และสภาพคล่องที่เคยล้นเหลือทยอยลดลงต่อเนื่องจากแนวโน้มการดำเนินโยบายการเงินที่เข้าสู่ภาวะปกติของธนาคารกลางหลักหลายประเทศ ความเสี่ยงดังกล่าวจะมีมากขึ้นหากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงแข็งค่าต่อ เนื่องจากจะยิ่งสร้างความผันผวนอย่างต่อเนื่องต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและกลุ่มประเทศ EM ที่ยังมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ทุนสำรองระหว่างประเทศต่ำ และมีหนี้ในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ สูงได้อย่างต่อเนื่อง สุดท้าย ปัญหาในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ บทสรุปสำหรับเรื่อง Brexit และในประเด็นการประท้วงและปัญหาการเมืองภายในยูโรโซน ซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของสหภาพยุโรป การคว่ำบาตรอิหร่าน รวมไปถึงการเลือกตั้งเปลี่ยนผู้นำในหลายภูมิภาคทั่วโลก จะยังคงสร้างความเสี่ยงต่อความผันผวนในตลาดการเงินโลกในระยะต่อไปอย่างต่อเนื่อง <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wl/69/f8d9wl690y/EIC_outlook_q1_2019_Infographic5.jpg" alt="EIC_outlook_q1_2019_Infographic5.jpg" width="200" height="283" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff;" href="stocks/product/o0x0/qy/ce/f8c2qycew1/Outlook_Q1_2019.pdf">สามารถคลิกอ่านต่อได้ที่ฉบับเต็ม</a></strong></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจโลกปี 2019 มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อย</description>
					<enclosure length="8387" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/oa/uz/f8dioauzg1/iStock-913629656.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 09 Jan 2019 16:52:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2019</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5086</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5086</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5086">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></a></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เศรษฐกิจโลกปี 2019 มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อย โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) ขยายตัว&nbsp;ชะลอลง ในขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (EM) เติบโตทรงตัวในภาพรวม</strong> เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่นจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับปี 2018 เนื่องจากได้ผ่านพ้นจุดที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดีที่สุด (peak) ในช่วงปี 2017-2018 มาแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการการค้าโลกที่เริ่มชะลอลง อย่างไรก็ดี ภาพรวมของเศรษฐกิจหลักยังขยายตัวได้ดีและสูงกว่าอัตราการเติบโตตามศักยภาพจากพื้นฐานของตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้ค่าจ้างแรงงานขยับสูงขึ้น ด้านนโยบายการเงินในกลุ่ม DM ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องประมาณ 2 ครั้ง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 หลังยุติโครงการการเข้าซื้อสินทรัพย์ (APP) ในช่วงเดือนธันวาคม 2018 ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยลดปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QQE) จากข้อจำกัดการเข้าถือครองสินทรัพย์ของ BOJ ในตลาดพันธบัตร ทำให้ภาพรวมภาวะการเงินโลกตึงตัวมากขึ้นตามลำดับ ส่วนกลุ่มประเทศ EM การเติบโตมีแนวโน้มทรงตัวจากนโยบายการเงินในหลายประเทศที่ตึงตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2018 และแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออกเริ่มลดลงจากภาวะการค้าโลกที่เริ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แต่จะเน้นการเติบโตจากการบริโภคและการใช้จ่ายของภาครัฐ รวมถึงการลงทุนของภาคเอกชนในหลายประเทศเป็นหลัก สำหรับเศรษฐกิจจีน มีแนวโน้มชะลอลงจากผลของการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เน้นควบคุมการก่อหนี้ และผลกระทบเชิงลบในภาคการส่งออกจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตซึ่งเน้นเทคโนโลยีและสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรที่ยังมีแนวโน้มได้รับผลกระทบต่อเนื่อง แม้นโยบายการเงินและการคลังจีนมีส่วนช่วยพยุงภาวะเศรษฐกิจได้บ้าง ทั้งนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา<br />เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะส่งผลกระทบทั้งต่อภาวะการค้าโลก ต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในหลายหมวดที่จีนนำเข้าสูง และต่อกลุ่มประเทศที่มีความเชื่องโยงด้านการค้าการลงทุนกับจีนสูงในระยะต่อไปได้<br /><br /><strong>อีไอซีมองว่าความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจโลกปี 2019 มาจากปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) สงครามการค้า 2) ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวเกินคาด และ 3) ปัญหาในด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศทั่วโลก</strong> ความเสี่ยงสงครามการค้ายังเป็นประเด็นต่อเนื่องจากปี 2018 ที่ทั่วโลกยังจับตาความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน (มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ) และภาษีนำเข้าในหมวดยานยนต์และชิ้นส่วน (มาตรา 232) แม้ผลการประชุม G20 เมื่อเดือนธันวาคม 2018 จะช่วยลดความเสี่ยงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้ชั่วคราว แต่หากการเจรจาไม่ประสบผล โอกาสที่สงครามการค้าจะทวีความรุนแรงและเกิดการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าก็ยังมีอยู่ ด้านความเสี่ยงจากภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้นต่อเนื่อง นำโดยการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะทำให้ต้นทุนการระดมเงินทุนเพิ่มขึ้น และสภาพคล่องที่เคยล้นเหลือทยอยลดลงต่อเนื่องจากแนวโน้มการดำเนินโยบายการเงินที่เข้าสู่ภาวะปกติของธนาคารกลางหลักหลายประเทศ ความเสี่ยงดังกล่าวจะมีมากขึ้นหากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงแข็งค่าต่อ เนื่องจากจะยิ่งสร้างความผันผวนอย่างต่อเนื่องต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและกลุ่มประเทศ EM ที่ยังมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ทุนสำรองระหว่างประเทศต่ำ และมีหนี้ในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ สูงได้อย่างต่อเนื่อง สุดท้าย ปัญหาในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ บทสรุปสำหรับเรื่อง Brexit และในประเด็นการประท้วงและปัญหาการเมืองภายในยูโรโซน ซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของสหภาพยุโรป การคว่ำบาตรอิหร่าน รวมไปถึงการเลือกตั้งเปลี่ยนผู้นำในหลายภูมิภาคทั่วโลก จะยังคงสร้างความเสี่ยงต่อความผันผวนในตลาดการเงินโลกในระยะต่อไปอย่างต่อเนื่อง <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wl/69/f8d9wl690y/EIC_outlook_q1_2019_Infographic5.jpg" alt="EIC_outlook_q1_2019_Infographic5.jpg" width="200" height="283" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff;" href="stocks/product/o0x0/qy/ce/f8c2qycew1/Outlook_Q1_2019.pdf">สามารถคลิกอ่านต่อได้ที่ฉบับเต็ม</a></strong></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2019 </description>
					<enclosure length="4238" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/t4/yu/f8d9t4yu5s/ThinkstockPhotos-477703083.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 16 Oct 2018 17:27:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>