<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1541787703137" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS Outlook:China Economy</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For Outlook:China Economy</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:34:09 +0700</pubDate><ttl>8</ttl>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจจีน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7447</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7447</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7447">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2021&nbsp;<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7434"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;<br /><br /></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">เศรษฐกิจจีน : ฟื้นตัวใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดวิกฤตเร็วกว่าประเทศอื่น </span></strong><br /><span style="color: #4b2885;"><strong><br /><br /></strong></span><strong>เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น และส่งสัญญาณกลับสู่ภาวะก่อนเกิดวิกฤต</strong> โดยในไตรมาส 4 ปี 2020 ขยายตัวถึง 6.5%YOY เทียบกับ 4.9%YOY ในไตรมาส 3 (ทั้งปี 2.3%YOY) การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่ 4 ยังนับเป็นครั้งแรกที่การบริโภคภายในประเทศกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่การลงทุนจากภาครัฐยังคงเป็นแรงสนับสนุน แต่คาดว่าจะเริ่มลดบทบาทลงในครึ่งหลังของปี 2021 นอกจากนี้ หากมองตามภาคธุรกิจแล้วภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างยังคงเติบโตได้ดีที่สุด (6.8%YOY ในไตรมาส 4) ขณะที่ภาคบริการก็ส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้ดีเช่นกัน (6.7%YOY ในไตรมาส 4)<br /><br /><strong>การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในระยะถัดไปมีแนวโน้มถูกขับเคลื่อนจากปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น</strong> นำโดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่กลับมาขยายตัวสูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 เล็กน้อย รวมทั้งอัตราการว่างงานที่ลดลงจนเท่าระดับก่อนเกิดวิกฤต ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนต่อกำลังซื้อของครัวเรือนและช่วยให้การบริโภครวมทั้งการลงทุนฟื้นตัวตามมาในไตรมาส 4 ปี 2020 แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤต โดยการบริโภคยังฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึงในภาคบริการบางส่วน เช่น โรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งนี้คาดว่าอาจฟื้นตัวเร็วขึ้นหลังมีการฉีดวัคซีนอย่างแพร่หลายและสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2021 เป็นต้นไป สำหรับภาคการส่งออก จะยังคงเป็นแรงสนับสนุนเช่นกันตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว แต่อาจชะลอตัวลงหลังได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการฉีดวัคซีนทั่วโลก เพราะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับ work from home อาจส่งออกได้ชะลอหรือลดลง รวมทั้งนักท่องเที่ยวจีนออกไปเที่ยวต่างประเทศได้มากขึ้น ในภาพรวม EIC คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะโต 8.4% ในปี 2021<br /><br /><strong>ทางการจีนมีแนวโน้มชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามสภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ดี</strong> สะท้อนได้จากการประชุมสภารอบเดือนมีนาคมล่าสุดที่รัฐบาลจีนได้ลดเป้าหมายการเติบโตมาอยู่ที่ 6% ในปี 2021 (เทียบกับค่าคาดการณ์ส่วนใหญ่ที่ 8%) และจะมีแนวโน้มพุ่งเป้าไปที่การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพแทน โดยในด้านนโยบายภาครัฐนั้น เนื่องจากประมาณการหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงถึง 65.2% ต่อ GDP ในปี 2020 การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จึงมีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้รัฐบาลจีนยังมีแนวโน้มคงนโยบายสนับสนุนภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเพื่อให้อุปสงค์ภายในประเทศยังคงเติบโตอย่างทั่วถึง ส่วนในด้านนโยบายการเงินนั้น ธนาคารกลางจีนได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.85% มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 และมีแนวโน้มจะคงดอกเบี้ยต่อไป แต่ได้เริ่มลดการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่จะปล่อยสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่มกราคม 2021 เป็นต้นมา เพื่อควบคุมเสถียรภาพทางการเงิน<br /><br /><strong>การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 และความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตามองในปี 2021</strong> โดยจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นกว่า 100 คนต่อวัน ตั้งแต่กลางเดือนมกราคมส่งผลให้ทางการจีนออกมาตรการควบคุมโรคและระงับการเดินทางออกจากหัวเมืองตอนเหนือรวมถึงปักกิ่ง ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงจากมาตรการเหล่านี้อาจส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงในไตรมาสแรกของปี สำหรับด้านความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ นั้น แม้ว่าจะมีโอกาสต่ำที่ภาษีนำเข้าสินค้าจีนจะเพิ่มขึ้นในสมัยของไบเดน แต่สหรัฐฯ จะยังคงมีท่าทีกดดันจีนต่อไปในด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยี ตลาดทุนและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ <br /><br /><strong><br /><br /><span style="font-size: 14pt;">นัยต่อเศรษฐกิจไทย</span><br /><br /></strong>เงินหยวน ณ วันที่ 1 มีนาคม 2021 แข็งค่าขึ้น 0.9%YTD เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากการที่เศรษฐกิจจีนโดยเฉพาะภาคการส่งออกขยายตัวได้เร็วกว่าภูมิภาคอื่นส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์สกุลหยวน สำหรับในระยะต่อไป เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าประเทศอื่น แนวโน้มสงครามการค้าที่ลดความรุนแรงลง และนโยบายการเงินของจีนที่จะผ่อนคลายน้อยกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักโดยเฉพาะสหรัฐฯ จะส่งผลให้เงินหยวนยังคงแข็งค่าขึ้นต่อไป<br /><br />การส่งออกของไทยไปจีนในปี 2020 ขยายตัว 2.5%YOY นำโดยสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง (41.6%YOY) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (17.6%YOY) ฮาร์ดดิสก์ (14.4%YOY) และผลิตภัณฑ์ยาง (17.8%YOY) ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมหลักยังคงหดตัว เช่น เม็ดพลาสติก (-7.4%YOY) และเคมีภัณฑ์ (-10.3%YOY) ในระยะข้างหน้าการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นตามการบริโภคภายในประเทศของจีนในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามอุปสงค์โลกที่ฟื้นตัวเช่นกัน<br /><br />การลงทุนโดยตรงจากจีนในไทยใน 9 เดือนแรกของปี 2020 ขยายตัว 4.3%YOY นอกจากนี้ จำนวนนักลงทุนจีนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2020 มีมากถึง 181 โครงการ มูลค่า 5.6 หมื่นล้านบาท (คิดเป็น 18% ของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมทั้งหมด) โดยธุรกิจที่มีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มได้แก่ ธุรกิจการผลิตยางและพลาสติก และธุรกิจการผลิตยานยนต์<br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/9x/om/fwr39xomfq/08.jpg" alt="08.jpg" width="2480" height="3508" /><br /><br /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ฟื้นตัวใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดวิกฤตเร็วกว่าประเทศอื่น </description>
					<enclosure length="3232" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/5k/0s/fwr35k0sbt/iStock-916629338.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 15 Mar 2021 15:44:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจจีน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7258</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7258</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7258">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7256"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/i0/3h/ftt9i03hy2/iStock-916629338.jpg" alt="iStock-916629338.jpg" width="3675" height="2263" /><br /><br /></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">เศรษฐกิจจีน : ยังคงฟื้นตัวตามคาดการณ์และฟื้นตัวเร็วกว่าประเทศอื่น</span></strong><br /><span style="color: #4b2885;"><strong><br /><br /></strong></span><strong>เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นหลังฟื้นตัวได้ก่อนประเทศอื่น</strong> โดยในไตรมาส 3 ปี 2020 ขยายตัวที่ 4.9%YOY เทียบกับ 3.2%YOY ในไตรมาสที่ 2 ทำให้จีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังคงแนวโน้มขยายตัวในปีนี้ โดยการลงทุนภาครัฐที่ผ่านมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจีนจนถึงไตรมาสที่ 2 และเริ่มลดบทบาทลงในไตรมาสที่ 3 ในขณะที่ภาคการบริโภคเริ่มกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่กลับมาขยายตัวได้ดีที่สุดในไตรมาส 3 ได้แก่ อุตสาหกรรมการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน (1.9%YOY) และอสังหาริมทรัพย์ (2%YOY)<br /><br /><strong>EIC คาดเศรษฐกิจจีนจะโต 2% ในปี 2020 และขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ 8.3% ในปี 2021</strong> โดยถูกขับเคลื่อนจากปัจจัยภายในที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ นำโดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและอัตราการว่างงานในเดือนตุลาคม 2020 ที่ฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับระดับก่อนวิกฤติ COVID-19 ในเดือนธันวาคม 2019 ในขณะเดียวกัน ภาคการลงทุน และภาคการบริโภคส่งสัญญาณฟื้นตัวตามมาแต่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤติ ทั้งนี้การบริโภคภายในของจีนยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึงเนื่องจากภาคบริการอาจยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรคบางส่วนที่ยังมีผลอยู่ เช่น การจำกัดจำนวนผู้เข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว สำหรับปี 2021 เป็นต้นไป เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มได้รับแรงสนับสนุนจากแผนยุทธศาสตร์ห้าปี (Five-Year Plan) ฉบับที่ 14 ซึ่งจะมุ่งเน้นการเติบโตภายในที่ยั่งยืนจากการบริโภคภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศที่ในระยะหลังที่มีความผันผวนมากขึ้น (dual circulation strategy) <br /><br /><strong>ทางการจีนมีแนวโน้มชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี</strong> สำหรับในด้านการคลังรัฐบาลจีนได้ชะลอค่าใช้จ่ายภาครัฐลง สะท้อนจากงบประมาณขาดดุล 5.8% ต่อ GDP ในไตรมาสที่ 3 (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 5.7% ในไตรมาสที่ 2) ส่วนในด้านนโยบายการเงินนั้น ธนาคารกลางจีนได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.85% ตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 และมีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยหากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ EIC มองว่าทางการจีนจะเริ่มปรับนโยบายการคลังกลับสู่ภาวะปกติ (Policy Normalization) ในปี 2021 แต่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเพื่อสนับสนุนอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงต่ำ<br /><br /><strong>ความเสี่ยงในระยะต่อไปอาจมาจากอุปสงค์ของเศรษฐกิจโลกที่ลดลง สะท้อนจากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบที่เริ่มหดตัว</strong> โดยแม้ว่าการส่งออกโดยรวมของจีนจะกลับมาขยายตัวถึง 11.4%YOY ในเดือนตุลาคม (จาก 9.9%YOY ในเดือนกันยายน) แต่การนำเข้ากลับหดตัวเหลือเพียง 4.7%YOY ในเดือนตุลาคม (จาก 13.2%YOY ในเดือนกันยายน) ซึ่งการนำเข้าที่หดตัวลงนั้นนำโดยการนำเข้าแผงวงจรรวม (Integrated Circuit) ที่ลดลงถึง -15%MOM ซึ่งแนวโน้มการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตที่ลดลงนี้สะท้อนถึงอุปสงค์ต่างประเทศที่ลดลงจากการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 ในประเทศคู่ค้าหลักของจีน<br /><br /><strong>ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐและความคืบหน้าด้านการพัฒนาวัคซีนล่าสุดจะเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจจีนต่อไป</strong> โดยมีโอกาสต่ำที่อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอีกในสมัยของไบเดน รวมถึงความไม่แน่นอนด้านสงครามการค้าที่น่าจะลดลง และวัคซีนที่แพร่หลายจะช่วยฟื้นฟูภาคการบริการของจีนให้กลับมาทันภาคการบริโภคสินค้า <br /><br /><br /><span style="font-size: 11pt;"><strong>นัยต่อเศรษฐกิจไทย</strong></span><br /><br />&bull; เงินหยวน ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2020 แข็งค่าขึ้น 5.8%YTD เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดอัตราดอกเบี้ยจนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนสูงกว่าโดยเปรียบเทียบ โดยเงินทุนเคลื่อนย้ายยังคงไหลเข้าสู่สินทรัพย์สกุลเงินหยวน ส่วนเงินทุนไหลออกจากนักท่องเที่ยวจีนยังคงมีจำกัดจากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ สำหรับในช่วงที่เหลือของปี 2020 นั้น มาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวจีนบางส่วนทั้งของไทยและประเทศอื่น ๆ ที่เริ่มขึ้นใหม่ อาจลดแรงกดดันแข็งค่าของเงินหยวนลงบ้าง<br /><br />&bull; การส่งออกของไทยไปจีนใน 10 เดือนแรกของปี 2020 ขยายตัว 2.7%YOY โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัวดี ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง (41.1%YOY) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (20.7%YOY) และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (15.5%YOY) ในระยะข้างหน้า การส่งออกไปจีนมีแนวโน้มปรับดีขึ้นในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศของจีนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว<br /><br />&bull; การลงทุนโดยตรงจากจีนในไทยใน 9 เดือนแรกของปี 2020 ขยายตัว 4.3%YOY จากกระแสสงครามการค้าและการปรับโครงสร้างการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงหลังมี COVID-19 ระบาด สอดคล้องกับจำนวนนักลงทุนจีนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนกันยายน 2020 มากถึง 129 โครงการ มูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท <br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/le/a5/ftt9lea5qd/12.jpg" alt="12.jpg" width="2504" height="3548" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ยังคงฟื้นตัวตามคาดการณ์และฟื้นตัวเร็วกว่าประเทศอื่น</description>
					<enclosure length="3232" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/i0/2e/ftt9i02e2a/iStock-916629338.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 09 Dec 2020 16:10:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจจีน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7103</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7103</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7103">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0l/8c/frp50l8cvo/iStock-916629338.jpg" alt="iStock-916629338.jpg" width="3675" height="2263" /><br /><br /></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">เศรษฐกิจจีน : เจ็บก่อนฟื้นตัวก่อน การลงทุนภาครัฐช่วยหนุนเศรษฐกิจ</span></strong><br /><span style="color: #4b2885;"><strong><br /><br /></strong></span><strong>เศรษฐกิจจีนกลับมาขยายตัวได้หลังจากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้</strong> โดยในไตรมาส 2 ปี 2020 กลับมาขยายตัว 3.2%YOY ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักแรกที่สามารถฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับการขับเคลื่อนด้วยนโยบายภาครัฐเริ่มฟื้นตัวขึ้นก่อน ได้แก่ อุตสาหกรรมการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน และตามด้วยการฟื้นตัวในภาคการผลิต สะท้อนจากดัชนี PMI ภาคการผลิตที่กลับมาอยู่เหนือเกณฑ์ขยายตัวที่ 50 ตั้งแต่เดือนมีนาคม สำหรับดัชนี PMI ในหมวดคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออก แม้ว่ายังต่ำกว่า 50 แต่การส่งออกสินค้าของจีนกลับขยายตัว เนื่องจากการส่งออกสินค้าบางหมวดที่ขยายตัวมาก เช่น ผลิตภัณฑ์ยา หน้ากากอนามัย เป็นต้น หากไม่รวมสินค้าดังกล่าวการส่งออกจีนจนถึงเดือนมิถุนายน 2020 ยังหดตัวอยู่ที่ -5.4%YOY<br /><br /><strong>เศรษฐกิจจีนอาจถูกกดดันจากการบริโภคภายในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง&nbsp;</strong>โดยการบริโภคสินค้าคงทนสามารถฟื้นตัวได้เร็ว สะท้อนจากปริมาณยอดขายรถยนต์ที่สามารถกลับเข้าสู่ช่วงก่อน COVID-19 ได้แล้ว ขณะที่การบริโภคในภาคบริการยังอ่อนแอ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากความกังวลด้านสุขภาพ ความเชื่อมั่นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การฟื้นตัวของการบริโภคเป็นไปอย่างทั่วถึง ซึ่งต้องใช้เวลาจนกว่าจะค้นพบวัคซีน ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะยังถูกนำโดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐผ่านการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งในปี 2020 โควตาพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นพิเศษสูงถึง 3.75 ล้านล้านหยวน สูงกว่าปี 2019 ที่ 1.6 ล้านล้านหยวน ทั้งนี้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจจีนในปี 2020 จะเติบโต 2.2% โดยมีการฟื้นตัวแบบ V-shape และเศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวกลับเข้าสู่ระดับช่วงก่อน COVID-19 ได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้<br /><br /><strong>ทางการจีนใช้นโยบายการคลังแบบกว้างเพื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายการเงินเน้นเจาะจงกลุ่มเสี่ยงเป็นหลัก</strong> ทางการจีนพยายามออกนโยบายการคลังขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ได้แก่ การลดภาษีและค่าธรรมเนียม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนการจ้างงานซึ่งยังเป็นปัจจัยที่สนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี สำหรับนโยบายการเงิน ธนาคารกลางจีน (PBOC) ส่งสัญญาณชะลอการออกมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติมเนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดย EIC มองว่ามีโอกาสต่ำที่ PBOC จะลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี หากไม่มีการระบาดระลอกใหม่จนต้องออกมาตรการปิดเมืองอีกครั้ง อย่างไรก็ดี PBOC เน้นนโยบายการเงินแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ SMEs และภาคเกษตร เช่น การพักชำระหนี้ และสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำแก่ SMEs เป็นต้น<br /><br /><strong>การแพร่ระบาดรอบใหม่และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน เป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาในช่วงที่เหลือของปี</strong> โดยความเสี่ยงของการแพร่ระบาด COVID-19 รอบใหม่ หากสถานการณ์ร้ายแรงขึ้นและต้องออกมาตรการปิดเมืองอีกครั้งย่อมส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและทำให้ฟื้นตัวล่าช้าออกไป อีกทั้งยังมีความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนทั้งด้านการค้า การลงทุนและเทคโนโลยี ที่อาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนในระยะยาวได้ <br /><br /><br /><br /><br /><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>นัยต่อเศรษฐกิจไทย</strong></span><br /><br />&bull; เงินหยวน ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2020 แข็งค่าขึ้น 1.6%YTD เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดอัตราดอกเบี้ยจนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนสูงกว่าโดยเปรียบเทียบทำให้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าสู่สินทรัพย์สกุลเงินหยวน ขณะเดียวกันเงินทุนไหลออกจากนักท่องเที่ยวจีนมีจำกัดจากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศสำหรับในช่วงที่เหลือของปี 2020 ต้องจับตาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและจีน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลงได้<br /><br />&bull; การส่งออกของไทยไปจีนใน 7 เดือนแรกของปี 2020 ขยายตัว 4.5%YOY โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัวดีได้แก่ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง(56.2%YOY) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (79.4%YOY) และผลิตภัณฑ์ยาง (41.3%YOY) ในระยะข้างหน้าการส่งออกไปจีนมีแนวโน้มปรับดีขึ้น เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศของจีนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว<br /><br />&bull; การลงทุนโดยตรงจากจีนในไทยในครึ่งแรกของปี 2020 ขยายตัว 4.9%YOY จากกระแสสงครามการค้าและการปรับโครงสร้างการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงหลังเกิด<br />สถานการณ์ COVID-19 สอดคล้องกับจำนวนนักลงทุนจีนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนมิถุนายน 2020 มากถึง 95 โครงการ มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท <br />(คิดเป็น 23% ของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมทั้งหมด)<br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/3q/1p/frp53q1phd/TH_Outlook_Q3_2020_Final_16.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_16.jpg" width="2514" height="3578" /><br /><br /><br /><br /><img id="__mce_tmp" /><br /><img id="__mce_tmp" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เจ็บก่อนฟื้นตัวก่อน การลงทุนภาครัฐช่วยหนุนเศรษฐกิจ</description>
					<enclosure length="3232" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/0l/7g/frp50l7g8r/iStock-916629338.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 01 Oct 2020 15:02:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจจีน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6889</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6889</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6889">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 2/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6862"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cb/er/fof7cber6k/iStock-916629338.jpg" alt="iStock-916629338.jpg" width="3675" height="2263" /><br /><br /></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">เศรษฐกิจจีน : เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง และยังคงต้องพึ่งอุปสงค์ภายในประเทศ</span></strong><br /><span style="color: #4b2885;"><strong><br /><br /></strong></span><strong>เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 1 ปี 2020 หดตัว 6.8%YOY</strong> ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 28 ปี จากผลของ COVID-19 ที่เริ่มแพร่ระบาดเป็นประเทศแรก โดยจีนเริ่มใช้มาตรการปิดเมืองตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค เป็นผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักในไตรมาสแรกและคาดว่าจะเป็นจุดต่ำที่สุด โดยเศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวในไตรมาสที่ 2 หลังการผ่อนคลายมาตรการในช่วงต้นเดือนเมษายน ทำให้ธุรกิจและโรงงานส่วนใหญ่สามารถกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง แต่ภาคบริการบางส่วน เช่น โรงภาพยนตร์และสถานบันเทิง ยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการเป็นปกติได้ สะท้อนว่าการฟื้นตัวจำเป็นต้องใช้เวลาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและคาดว่าจะมีลักษณะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเทียบกับปีก่อนหน้าในรูปแบบตัว U (U-shape recovery)<br /><br /><strong>การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาจเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน</strong> โดยการฟื้นตัวถูกนำโดยภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากการฟื้นตัวจากฝั่งอุปทานเกิดขึ้นง่ายกว่า แต่ฝั่งอุปสงค์จะยังมีปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซา ทำให้การส่งออกสินค้า 4 เดือนแรกหดตัวถึง 9%YOY และคาดว่าจะสามารถกลับมาฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 หลังจากอุปสงค์ต่างประเทศฟื้นตัวขึ้น ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องพึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก หลังการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง โดย EIC คาดว่าเศรษฐกิจจีนในปี 2020 เติบโตเพียง 1.2%<br /><br /><strong>รัฐบาลจีนเผยโครงการลงทุนภาครัฐ &ldquo;New Infrastructure&rdquo; ชุดใหญ่ เพื่อสร้างเสถียรภาพในการเติบโต</strong> โดยโครงการดังกล่าวจะเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลต่าง ๆ ร่วมกับภาคเอกชน ทั้งหมดกว่า 22,000 โครงการ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 49.6 ล้านล้านหยวนตลอดหลายปีข้างหน้า ซึ่งในปี 2020 มีมูลค่าการลงทุนราว 7.6 ล้านล้านหยวน นอกจากนี้ ทางการจีนได้ตั้งเป้าหมายขาดดุลการคลังในงบประมาณ (on-budget deficit) ในปี 2020 ไว้ที่ 3.6% หรือมากกว่า ซึ่งเทียบกับปี 2019 อยู่ที่ 2.8% และหากนับรวมเงินโอนจากบัญชีภายใต้การดูแลของรัฐเข้าสู่บัญชีกลาง จะทำให้การขาดดุลการคลังที่แท้จริงอยู่ที่ราว 6.5% ประกอบกับธนาคารกลางจีน (PBOC) ก็ผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปี 2020 PBOC ลดอัตราดอกเบี้ย Loan prime rate อายุ 1 ปีและ 5 ปี 0.3pp และ 0.15pp เหลือ 3.85% และ 4.65% ในเดือนเมษายน ตามลำดับ เพื่อรองรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากไวรัส และลด RRR ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมทั้งหมด 1pp เหลือเพียง 6%<br /><br /><strong>ความเสี่ยงของสงครามการค้ากลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง</strong> เนื่องจากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมีนาคม จีนนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 ต่ำกว่าเป้าหมายไปมาก โดยนำเข้าเพียง 46% ของมูลค่าเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายกลับมาอีกครั้ง โดย EIC คาดว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาในระยะต่อไป นอกจากนี้ สถานการณ์ COVID-19 ได้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจเป็นการกระตุ้นให้เกิดการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ที่ชัดเจนมากขึ้น (อ่านเพิ่มเติมที่ BOX: COVID-19 หนึ่งปัจจัยเร่งทวนกระแสโลกาภิวัฒน์) <br /><br /><br /><br /><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>นัยต่อเศรษฐกิจไทย</strong></span><br /><br />&bull; เงินหยวน ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2020 อ่อนค่าลง 2.4%YTD เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ สำหรับปี 2020 เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยและความเสี่ยงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง ทำให้เงินหยวนมีแนวโน้มอ่อนค่า<br /><br />&bull; การส่งออกของไทยไปจีนใน 4 เดือนแรกของปี 2020 หดตัว 1.8%YOY โดยสินค้าสำคัญที่ส่งออกหดตัวส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ เม็ดพลาสติก (-23.4%YOY) เคมีภัณฑ์ (-34.7%YOY) และไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (-14.9%YOY) ขณะที่สินค้าเกษตรและสินค้าเกี่ยวเนื่องกับการทำงานที่บ้านยังขยายตัวเป็นบวก ได้แก่ <br />ทุเรียนสด (+78.1%YOY) และฮาร์ดดิสก์ (+64.4%YOY) ในระยะข้างหน้าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมอาจฟื้นตัวได้บางส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี หลังอุปสงค์โลกเริ่มฟื้นตัวขึ้น<br /><br />&bull; การลงทุนโดยตรงจากจีนในไทยในปี 2019 ขยายตัว 2.2% โดยธุรกิจที่มีเม็ดเงินลงทุนสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ ธุรกิจการผลิตยางและพลาสติก ธุรกิจ การผลิตยานยนต์ และธุรกิจขายส่งและการขายปลีก ตามลำดับ สำหรับปี 2020 คาดว่าเงินลงทุนจากญี่ปุ่น จะลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ COVID-19 ทั่วโลก<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fc/0y/fof7fc0ydr/Outlook_Q2_2020_4.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_4.jpg" width="2514" height="3578" /><br /><br /><br /><br /><img id="__mce_tmp" /><br /><img id="__mce_tmp" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง และยังคงต้องพึ่งอุปสงค์ภายในประเทศ</description>
					<enclosure length="3232" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/cb/du/fof7cbdubv/iStock-916629338.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 08 Jun 2020 15:53:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เจาะประเด็นธุรกิจเอกชนจีนผิดนัด ชำระหนี้และนัยต่อนโยบายรัฐบาลจีน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6576</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6576</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6576">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6339"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hg/fa/fjx1hgfav1/Outlook_Q1_2020_47.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_47.jpg" width="1943" height="1297" /><br /><br /><strong><span style="color: #4b2885;">การผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้จีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2018 และ 2019</span></strong> โดยอีไอซีพิจารณาหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้จากข้อมูลของ Bloomberg ในปี 2018 และ 2019 มีทั้งหมด 116 และ 156 กรณีตามลำดับ คิดเป็นมูลค่าราว 1.2 และ 1.3 แสนล้านหยวนตามลำดับ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดทั้งในแง่จำนวนบริษัทและมูลค่าพันธบัตรที่ผิดนัดชำระหนี้นับตั้งแต่เหตุการณ์หุ้นกู้จีนผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกในปี 2014 นอกจากนี้ สถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ในปี 2018 และ 2019 เกิดขึ้นในบริษัทเอกชนจีนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าหุ้นกู้เอกชนที่ผิดนัดชำระหนี้อยู่ที่ 93% และ 84% ตามลำดับ (รูปที่ 1) ทั้งนี้สถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ในช่วงล่าสุดถือเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่ส่งผลต่อตลาดการเงินของจีน ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจนำไปสู่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพระบบการเงินของจีนในระยะข้างหน้า และมีนัยต่อมาตรการควบคุมความเสี่ยงของทางการจีนในระยะต่อไป<br /><br /><strong>รูปที่ 1 : การผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้จีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะหุ้นกู้ธุรกิจเอกชน<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cl/xf/fjx1clxf8f/Outlook_Q1_2020_45.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_45.jpg" width="1874" height="1068" /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg (ข้อมูล ณ วันที่ 6 มกราคม 2020)<strong><br /><br /></strong><br /><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>การผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้นในช่วงปี 2018-2019 เกิดจากอะไร?</strong></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>การผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจจีนล่าสุดเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยพร้อมกัน</strong></span> โดยเกิดจากมาตรการควบคุมความเสี่ยงภายในประเทศของทางการจีน พร้อมกับสถานการณ์ความเสี่ยงระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศและความเปราะบางของผู้ประกอบการเอง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ปัจจัย ดังนี้<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>1. รัฐบาลจีนต้องการจัดการกับบริษัทผีดิบ (zombie firm) ในบริษัทเอกชนจากผลของนโยบายปฏิรูปโครงสร้างฝั่งอุปทาน (supply-side structural reform) ทำให้บริษัทเหล่านี้มีการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น</strong> </span>โดยนิยามของบริษัทผีดิบ (zombie firm) คือ บริษัทที่ขาดทุนอย่างต่อเนื่องแต่ยังสามารถรักษากิจการด้วยเงินช่วยเหลือของรัฐบาลและเงินกู้เป็นหลัก โดยสามารถออกพันธบัตรเพิ่มเติมเพื่อนำมาชำระดอกเบี้ย (rollover) ได้ตลอดแม้ว่าจะมีเครดิตต่ำก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลประสบความสำเร็จในการกำจัดบริษัทผีดิบในรัฐวิสาหกิจจีนตั้งแต่ปี 2016-2017 และรัฐบาลจีนกำลังพยายามควบคุมบริษัทผีดิบในภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดกำลังการผลิตส่วนเกิน (overcapacity) ในภาคอุตสาหกรรมและลดความเสี่ยงเชิงระบบในตลาดตราสารหนี้ อย่างไรก็ดี มาตรการควบคุมดังกล่าวส่งผลให้บริษัทที่มีเครดิตต่ำต้องออกจากตลาดจำนวนมาก จึงเป็นสาเหตุที่การผิดนัดชำระหนี้ในบริษัทเอกชนเริ่มสูงขึ้นในช่วงหลัง<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>2. การระดมเงินทุนในภาคธนาคารเงา (Shadow banking)4 ลดลงจากกระบวนการลดการก่อหนี้สินในระบบเศรษฐกิจ (Deleveraging)</strong> </span>โดยกิจกรรมในภาคธนาคารเงาได้ลดลงตั้งแต่ปลายปี 2017 (รูปที่ 2) จากความพยายามของธนาคารกลางจีน (PBOC) ในการออกมาตรการดูแลความเสี่ยงเชิงระบบ (macroprudential policy) ในภาคธนาคารเงา ในปี 2019 กิจกรรมของภาคธนาคารเงาที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ แพลตฟอร์มการให้ยืมแบบ peer-to-peer (P2P) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปล่อยกู้ให้กับบริษัทขนาดเล็กที่ประสบปัญหาเครดิตต่ำ รวมถึงกองทรัสต์ได้รวบรวมสินเชื่อ P2P เข้าด้วยกันเพื่อขายให้กับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูง (search for yield) โดยในปี 2019 รัฐบาลจีนได้เข้าจัดการการกู้ยืมแบบ P2P เพื่อลดความเปราะบางทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ภาคธุรกิจหาเงินทุนในการดำเนินกิจการได้ยากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทเอกชนที่มีความสามารถในการหาเงินทุนและความน่าเชื่อถือต่ำกว่ารัฐวิสาหกิจจีน เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในช่องทางอื่น จึงต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (liquidity risk) และความเสี่ยงในการหาแหล่งเงินทดแทน (refinancing risk) สูงกว่า และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้มากขึ้นในบริษัทเอกชนเหล่านี้<br /><br /><br /><strong>รูปที่ 2 : กิจกรรมภาคธนาคารเงาได้ลดลงจากมาตรการควบคุมที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/f2/qw/fjx1f2qwdp/Outlook_Q1_2020_46.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_46.jpg" width="1841" height="1064" /><br /></strong><br /><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ CEIC<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>3. เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวจากผลกระทบของสงครามการค้า</strong></span> สถานการณ์ความไม่แน่นอนของสงครามการค้าที่เริ่มต้นตั้งแต่กลางปี 2018 สร้างความไม่แน่นอนในการดำเนินกิจการของบริษัทจีนโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก เนื่องจากบริษัทจีนเสียเปรียบในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปยังสหรัฐฯ ทำให้สถานะทางการเงินของบริษัทเหล่านี้แย่ลงทั้งด้านยอดขายและกำไรของกิจการ นำไปสู่แรงกดดันด้านสภาพคล่องของกิจการในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นในหนี้สินของกิจการ นอกจากนี้ การกู้ยืมของบริษัทเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีอันดับเครดิตต่ำมักใช้หลักทรัพย์ของตนเป็นหลักประกัน (Equity Pledge Financing: EPF) ในกรณีที่ราคาในตลาดหลักทรัพย์มีความผันผวนสูงย่อมส่งผลต่อความเสี่ยงในการหาแหล่งเงินทดแทน (refinancing risk) เนื่องจากหากราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ลดลง กิจการจะต้องเพิ่มหลักประกันสินทรัพย์ให้เพียงพอกับขั้นต่ำ ทำให้ความผันผวนในตลาดหลักทรัพย์ส่งผลมายังความเสี่ยงในตลาดตราสารหนี้ผ่านการเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น<br /><br /><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">นัยต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลจีน</span><br /><br /><span style="color: #4b2885;">รัฐบาลจีนได้มองเห็นปัญหาดังกล่าวเช่นกัน จึงได้เตรียมความพร้อมในการดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมความเสี่ยงต่าง ๆ </span></strong>ได้แก่<br /> <br />1) เพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจ โดย PBOC ได้เพิ่มแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ให้กับบริษัทขนาดเล็กมากขึ้น เช่น ขยายโควตาการปล่อยกู้ re-lending ของธนาคารพาณิชย์จีนมูลค่า 5 หมื่นล้านหยวนในเดือนสิงหาคม 2019 เพื่อเพิ่มทางเลือกในการระดมเงินทุนของบริษัทขนาดเล็ก <br /><br />2) รักษาต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดภาวะการเงินที่ผ่อนคลาย (easing financial condition) ผ่านการลดสัดส่วนเงินสำรองขั้นต่ำของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2018 จนถึงเดือนมกราคม 2020PBOC ได้ลดสัดส่วนเงินสำรองขั้นต่ำของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ไปแล้วกว่า 6 ครั้ง<br /><br />3) ดูแลกิจการที่มีปัญหา เพื่อลดผลกระทบของกระบวนการหลังการผิดนัดชำระหนี้ (post-default) ในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว โดยเน้นให้บริษัทปรับโครงสร้างองค์กร (reorganization) มากกว่าการแปลงสินทรัพย์เพื่อชำระหนี้ (liquidation) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการจ้างงานในกรณีธุรกิจขนาดใหญ่<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อีไอซีมองว่า สถานการณ์ผิดนัดชำระหนี้ในช่วงล่าสุดยังเป็นปัจจัยเสี่ยงในระบบการเงินจีนที่ต้องจับตา แต่ในระยะสั้นคาดว่าความเสี่ยงยังอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลจีน</strong> </span>โดยสถานการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นจากมาตรการคุมเข้มเพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบในระยะยาวของรัฐบาลจีน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว ทำให้มูลค่าการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่รัฐบาลจีนได้เตรียมความพร้อมในการดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมความเสี่ยงดังกล่าว ทำให้ในระยะสั้นสถานการณ์ยังไม่น่ากังวลมากนัก แต่ในระยะถัดไปจะต้องติดตามมาตรการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบของรัฐบาลจีนว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงดังกล่าวปะทุขึ้นมาอีกครั้งและส่งผลกระทบลุกลามเศรษฐกิจจีนในระยะข้างหน้า
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้จีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2018 และ 2019 โดยอีไอซีพิจารณาหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้
จากข้อมูลของ Bloomberg ในปี 2018 และ 2019 </description>
					<enclosure length="7757" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/hd/14/fjx1hd14k4/Outlook_Q1_2020_47.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 21 Jan 2020 13:56:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจจีน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6574</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6574</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6574">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6548"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xw/fa/fjx0xwfa4u/iStock-916629338.jpg" alt="iStock-916629338.jpg" width="3675" height="2263" /><br /><br /></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">เศรษฐกิจจีน : รัฐบาลออกนโยบายการเงินการคลังกระตุ้นชุดใหญ่ รับมือผลกระทบสงครามการค้าเติบโตชะลอลง พร้อมดำเนินนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลายอย่างระมัดระวัง</span></strong><br /><span style="color: #4b2885;"><strong><br /><br /></strong><strong>เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 3 ปี 2019 ขยายตัว 6.0%YOY</strong></span> ในปี 2019 เศรษฐกิจจีนชะลอต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามการค้าที่ยืดเยื้อและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก เป็นผลให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคการส่งออกหดตัวนอกจากนี้ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตลอดปี 2019 ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจและการบริโภคสินค้าคงทนของครัวเรือน ส่งผลให้แนวโน้มการบริโภคยังชะลอต่อเนื่อง สำหรับปี 2020 อีไอซีมองว่าความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าเริ่มส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมลดลง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักร สะท้อนจากดัชนี PMI ภาคการผลิตในเดือนพฤศจิกายนเริ่มสูงขึ้นมาเหนือเกณฑ์ 50 ซึ่งเริ่มสะท้อนการขยายตัว ทั้งนี้อีไอซีประเมินเศรษฐกิจปี 2019 ยังคงเติบโตตามเป้าหมาย GDP ในกรอบ 6-6.5% ที่ 6.1%<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อีไอซีประเมินเศรษฐกิจจีนปี 2020 เติบโตชะลอลงที่ 5.8% จากผลของการปรับโครงสร้างสู่การบริโภคและภาคบริการมากขึ้น</strong></span> เพื่อทดแทนภาคการส่งออกและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในปี 2020 เศรษฐกิจจีนจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในสะท้อนจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังสูง และการลงทุนภาคอุตสาหกรรมที่อาจฟื้นตัวจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าที่ลดลงจากการเจรจาที่มีความคืบหน้า ส่งผลให้การค้ามีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 2020 อย่างไรก็ดี การส่งออกสุทธิมีแนวโน้มสนับสนุนเศรษฐกิจจีนลดลงและจีนจะมุ่งเป้าการเติบโตจากตลาดภายในมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศ สำหรับการบริโภคภาคครัวเรือนในระยะสั้นอาจรับความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากผลกระทบของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ซึ่งทำให้ราคาอาหารสูงขึ้นและส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคได้<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รัฐบาลจีนมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลายแบบระมัดระวังมากขึ้น</strong> </span>อีไอซีมองว่ารัฐบาลจีนเริ่มดำเนินนโยบายการเงิน เช่น การลดสัดส่วนการกันเงินสำรองขั้นต่ำของธนาคารพาณิชย์ (RRR) และนโยบายการคลังที่ไม่เพียงแต่ประเมินผลกระทบของสงครามการค้าแต่เริ่มให้ความสำคัญกับความเสี่ยงต่อภาวะหนี้ของครัวเรือนและภาคธุรกิจด้วย เนื่องจากในช่วงปี 2018-2019 จีนมีหุ้นกู้ภาคเอกชนที่ผิดนัดชำระหนี้สูงที่สุดนับตั้งแต่การผิดนัดชำระหนี้ในปี 2014 ทั้งในแง่จำนวนบริษัทและมูลค่าของหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ (อ่านเพิ่มเติมที่ BOX : เจาะประเด็นธุรกิจเอกชนจีนผิดนัดชำระหนี้และนัยต่อนโยบายรัฐบาลจีน) ทำให้รัฐบาลจีนจะต้องควบคุมความเสี่ยงดังกล่าวอย่างใกล้ชิด<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>จับตาพัฒนาการการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในระยะต่อไป</strong></span> อีไอซีคาด แม้ว่าจีนและสหรัฐฯ สามารถลงนามข้อตกลงการค้าระยะแรกได้ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่การเจรจาข้อตกลงหลังจากนี้เริ่มมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนเชิงโครงสร้างจีนในระดับที่ลึกขึ้น เช่น การแก้ไขปัญหาการอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมและรัฐวิสาหกิจจีน ซึ่งประเด็นดังกล่าวทั้งสหรัฐฯ และจีนยังไม่มีทางออกที่ชัดเจนในการประนีประนอมซึ่งกันและกัน แม้ว่าภาษีนำเข้าระหว่างกันจะเริ่มคงที่หรือลดลง แต่ความตึงเครียดทางการค้าและการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศจะยังไม่หมดไปในระยะเวลาสั้น <br /><br /><br /><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>นัยต่อเศรษฐกิจไทย</strong></span><br /><br />&bull;&nbsp;เงินหยวน ณ วันที่ 15 มกราคม 2020 แข็งค่าขึ้น 1%YTD เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ สำหรับปี 2020 ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าลดลงจากปี 2018-2019 รวมถึงภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐฯ มีแนวโน้มคงที่หรือลดลงในระยะข้างหน้าทำให้เงินหยวนมีแนวโน้มไปทางแข็งค่ามากขึ้น<br /><br />&bull; การส่งออกของไทยไปจีนใน 11 เดือนแรกของปี 2019 หดตัว อยู่ที่ -4.7%YOY โดยสินค้าสำคัญที่ส่งออกหดตัวส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นต้นและกลาง ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ (-17.5%YOY) และเคมีภัณฑ์อินทรีย์ (-35.9%YOY) ขณะที่สินค้าผู้บริโภคยังขยายตัวดี อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่เข็ง (7.3%YOY) สำหรับระยะข้างหน้า ไทยมีโอกาสส่งออกเนื้อไก่ไปจีนเพิ่มเติม หลังชาวจีนหันมาบริโภคเนื้อไก่ทดแทนเนื้อหมูที่ราคาสูงขึ้นในระยะสั้น<br /><br />&bull; การลงทุนโดยตรงจากจีนในไทย 3 ไตรมาสแรกของปี 2019 หดตัวที่ -1.1%YOY อย่างไรก็ตาม ในบางธุรกิจมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยางและพลาสติก และธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ยกตัวอย่างเช่น Xiaomi บริษัทด้านเทคโนโลยี ประกาศย้ายสำนักงานใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอยู่ที่ไทย <br />ด้วยศักยภาพการเข้าถึงเทคโนโลยีของไทย ทำให้บริษัทวางแผนเพิ่มช่องทางร้านค้าปลีกในเครือมากขึ้น<br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/1d/is/fjx11diswr/Outlook_Q1_2020_CN.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_CN.jpg" width="2514" height="3578" /><br /><br /><img id="__mce_tmp" /><br /><img id="__mce_tmp" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เติบโตชะลอลง พร้อมดำเนินนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลายอย่างระมัดระวัง</description>
					<enclosure length="3232" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/xr/ov/fjx0xrovrs/iStock-916629338.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 21 Jan 2020 13:39:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>การประท้วงในฮ่องกงและผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจฮ่องกงและไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6352</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6352</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6352">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6339"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ct/1u/fgpact1uey/Outlook_Q4_2019_HK1.jpg" alt="Outlook_Q4_2019_HK1.jpg" width="1819" height="1050" /><br /><br /><br />การชุมนุมประท้วงในฮ่องกงได้ยืดเยื้อมายาวนานกว่า 3 เดือนและได้ยกระดับความรุนแรงขึ้น เป็นผลให้การค้า การลงทุนในฮ่องกงเริ่มชะงักงันซึ่งฉุดความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลง อีกทั้งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจฮ่องกง นอกจากนี้ ผลกระทบดังกล่าวยังมีแนวโน้มที่จะส่งผลทางอ้อมมายังเศรษฐกิจไทยผ่านภาคการค้า และภาคการท่องเที่ยวไทยได้อีกด้วย<br /><br /><span style="font-size: 11pt; color: #4b2885;"><strong>จุดเริ่มต้นของการประท้วงในฮ่องกง</strong></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เริ่มจากการประท้วงร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน จนนำไปสู่การเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง</strong></span> โดยชาวฮ่องกงประท้วงครั้งแรกในวันที่ 9 มิถุนายน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลฮ่องกงถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน เนื่องจากชาวฮ่องกงมองว่ากฎหมายดังกล่าวทำให้ฮ่องกงถูกครอบงำด้วยกฎหมายจากจีนแผ่นดินใหญ่และเป็นช่องให้จีนสามารถส่งนักโทษการเมืองของฮ่องกงไปยังจีนได้ ในภายหลังแม้ว่ารัฐบาลฮ่องกงประกาศเลื่อนพิจารณาร่างกฎหมายอย่างไม่มีกำหนดในวันที่ 15 มิถุนายน แต่การประท้วงไม่ได้จบลงไป ผู้ประท้วงต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออก พร้อมทั้งเสนอข้อเรียกร้องอีก 5 ประการ ประกอบด้วย<br /> 1. ถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน<br /> 2. เลิกกล่าวหาการประท้วงว่าเป็นการก่อจลาจล<br /> 3. ปล่อยผู้ประท้วงที่ถูกจับตัว <br /> 4. ตั้งกรรมการอิสระมาสอบสวนการกระทำของตำรวจระหว่างการประท้วง<br /> 5. ให้แครี่ หลั่ม ลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง และให้สิทธิประชาชนเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติและผู้บริหารสูงสุด<br /><br />ในปัจจุบัน (8 ตุลาคม) รัฐบาลฮ่องกงได้ทำตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเพียงข้อเดียว นั้นคือ การถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อวันที่ 4 กันยายน แต่ข้อเรียกร้องอีก 4 ข้อที่เหลือ รัฐบาลฮ่องกงยังไม่ได้ทำตามข้อเสนอแต่อย่างใด เนื่องจากข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมโดยเฉพาะข้อที่ 5 ที่ผู้ชุมนุมประท้วงต้องการปฏิรูประบบการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงโดยให้สิทธิเลือกตั้งกับประชาชนมากขึ้น ด้วยจุดยืนระหว่างรัฐบาลฮ่องกงและจีนกับผู้ประท้วงชาวฮ่องกงที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก ทำให้การชุมนุมประท้วงในรอบนี้มีแนวโน้มที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อยุติได้โดยง่ายและมีความเสี่ยงที่การชุมนุมจะทวีความรุนแรงขึ้นได้<br /><br /><span style="color: #4b2885; font-size: 11pt;"><strong>ผลกระทบต่อเศรษฐกิจฮ่องกง</strong></span><br /><br />การชุมนุมประท้วงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจฮ่องกงซึ่งในไตรมาส 2 หดตัว 0.4%QOQ SA เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ขยายตัวที่ 1.3%QOQ SA ซึ่งผลของการประท้วงส่งผลต่อเศรษฐกิจฮ่องกงผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่<br /> <br />1) ช่องทางความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ โดยตั้งแต่การประท้วงในเดือนมิถุนายน ดัชนีหลักทรัพย์ Hang Seng ปรับตัวลดลง 1465.3 จุดหรือ -5.3% (ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2019) เนื่องจากความไม่แน่นอนของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์และการลงทุนในฮ่องกง ทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุน<br />ในฮ่องกงและมีแผนพิจารณาย้ายเงินทุนออกจากฮ่องกงจนกว่าการประท้วงจะยุติ<br /><br />2) ภาคการท่องเที่ยว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าฮ่องกงเฉลี่ยราว 60 ล้านคนต่อปีโดย 77% เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนมีค่าใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวต่อคนสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ถึง 1.2 เท่าสำหรับนักท่องเที่ยวค้างคืน และ 2.9 เท่าสำหรับนักท่องเที่ยวไป-กลับ การประท้วงในฮ่องกงที่ยืดเยื้อรวมถึงเหตุการณ์ชุมนุมปิดสนามบินฮ่องกงส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวในฮ่องกง ทำให้นักท่องเที่ยวที่กำลังตัดสินใจเดินทางไปฮ่องกงเริ่มเกิดความไม่เชื่อมั่นและเลื่อนแผนการท่องเที่ยวในฮ่องกงออกไปหรือตัดสินใจท่องเที่ยวในประเทศข้างเคียงแทน ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าฮ่องกงเดือนกรกฎาคมหดตัว 4.8%YOY ซึ่งชะลอลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ที่ยังขยายตัว 16.8%YOY และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังยอดขายของธุรกิจที่มีความเชื่องโยงกับภาคการท่องเที่ยวสูง ได้แก่ ธุรกิจขนส่ง, บริการท่องเที่ยว, ขายปลีก และโรงแรมและร้านอาหาร<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ey/9b/fgpaey9bp4/Outlook_Q4_2019_HK2.jpg" alt="Outlook_Q4_2019_HK2.jpg" width="1845" height="1240" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fm/7l/fgpafm7lou/Outlook_Q4_2019_HK3.jpg" alt="Outlook_Q4_2019_HK3.jpg" width="1856" height="1328" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>นอกเหนือจากความวุ่นวายภายในประเทศแล้ว ฮ่องกงยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ทำให้โอกาสค่อนข้างสูงที่ฮ่องกงจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย</strong></span> ที่ทำให้การค้าโลกชะลอตัวลงและสร้างความไม่แน่นอนในการลงทุนของภาคธุรกิจทั่วโลก ทำให้ตัวเลขการส่งออกสินค้าในฮ่องกงตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคมหดตัว 4.2%YOY และหากการประท้วงยืดเยื้อไปจนถึงไตรมาสที่ 3 อาจมีโอกาสที่เศรษฐกิจฮ่องกงในไตรมาสที่ 3 เทียบกับไตรมาสก่อนหน้ามีแนวโน้มติดลบได้เช่นกัน และจะทำให้เศรษฐกิจฮ่องกงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (technical recession) ในไตรมาสที่ 3 ของปี<br /><br /><span style="color: #4b2885; font-size: 11pt;"><strong>ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย<br /></strong></span><br />แม้ว่าการประท้วงจะไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจฮ่องกงมีผลกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยวของไทยในทางอ้อมได้ ดังนี้<br /><br /><strong>1) ผลกระทบต่อภาคการค้า</strong> ฮ่องกงเป็นคู่ค้ากับไทยเป็นอันดับที่ 5 โดยไทยมีสัดส่วนส่งออกสินค้าไปยังฮ่องกงราว 5% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2018 ดังนั้นฮ่องกงจึงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางการค้าและเป็นประตูที่เชื่อมโยงสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความไม่แน่นอนของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนจะยิ่งสร้างความไม่แน่นอนและเพิ่มความเสี่ยงแก่ผู้ส่งออกไทย ปัจจุบันการส่งออกสินค้าไปฮ่องกงตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคมหดตัว 7.5%YOY โดยสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังฮ่องกงที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ, อัญมณีและเครื่องประดับ, เคมีภัณฑ์และพลาสติก และผลิตภัณฑ์ยาง<br /><br /><strong>2) ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย</strong> การประท้วงในฮ่องกงที่ยืดเยื้อและไม่มีท่าทีจะยุติลง ทำให้นักท่องเที่ยวจีนตัดสินใจเที่ยวประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทนที่ฮ่องกง ซึ่งรวมถึงไทยอาจได้รับอานิสงค์จากการประท้วงในฮ่องกงครั้งนี้ นักท่องเที่ยวจีนถือเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มสำคัญของไทยซึ่งคิดเป็น 27.5% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดในปี 2018 โดยล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในเดือนสิงหาคมเริ่มกลับมาขยายตัวที่ 18.9%YOY ซึ่งอาจทำให้การขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนชดเชยการหดตัวในช่วงครึ่งแรกของปีได้ โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคมยังหดตัว 0.8%YOY อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า หากเศรษฐกิจฮ่องกงเข้าสู่ภาวะถดถอย อาจทำให้นักท่องเที่ยวฮ่องกงซึ่งคิดเป็น 2.7% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดออกมาท่องเที่ยวในไทยลดลง ซึ่งเห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวฮ่องกงในเดือนสิงหาคมหดตัว 2.4%YOY แต่หากนับจำนวนนักท่องเที่ยวฮ่องกงเข้าไทยตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคมยังขยายตัวอยู่ที่ 4.0%YOY<br /><br /><strong>ในระยะข้างหน้า อีไอซีมองว่ารัฐบาลจีนยังไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงฮ่องกงได้ทั้งหมด โดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่เรียกร้องการปฏิรูประบบเลือกตั้ง</strong> ที่ให้ชาวฮ่องกงมีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติและผู้บริหารสูงสุด ซึ่งถือเป็นการทำลายหลักการ &ldquo;หนึ่งประเทศ สองระบบ&rdquo; ที่ปกครองฮ่องกงมาตั้งแต่รับมอบฮ่องกงจากอังกฤษ ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนก็เลือกที่จะไม่ใช้ความรุนแรงด้วยการส่งกองทัพเข้าไปแทรกแซงกับผู้ประท้วงในฮ่องกงเช่นกัน เนื่องจากทางเลือกดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อการลงทุนของต่างชาติในฮ่องกงอย่างมากและอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างจากต่างชาติในการกดดันพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การชุมนุมประท้วงในฮ่องกงได้ยืดเยื้อมายาวนานกว่า 3 เดือนและได้ยกระดับความรุนแรงขึ้น เป็นผลให้การค้า การลงทุนในฮ่องกงเริ่มชะงักงันซึ่งฉุดความเชื่อมั่น</description>
					<enclosure length="11180" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/j5/lx/fgpaj5lxhh/Outlook_Q4_2019_HK1.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 08 Oct 2019 14:19:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจจีน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6349</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6349</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6349">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6339"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">เศรษฐกิจจีน : รัฐบาลออกนโยบายการเงินการคลังกระตุ้นชุดใหญ่ รับมือผลกระทบสงครามการค้า</span><br /></strong><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 2 ปี 2019 ขยายตัว 6.2%YOY ต่ำที่สุดในรอบ 27 ปี </strong></span>เนื่องจากผลของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาคการส่งออกสินค้า 8 เดือนแรกขยายตัวเพียง 0.4%YTD โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ หดตัวถึง 9.34%YTD การค้าที่ชะลอสร้างแรงกดดันไปยังภาคการผลิตซึ่งคิดเป็น 29.4% ของ GDP ให้ชะลอลง สะท้อนจากดัชนี PMI ภาคการผลิตในเดือนกันยายนอยู่ที่ 49.8 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 50 โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กได้รับผลกระทบสูง ขณะที่ PMI ภาคบริการอยู่ที่ 53.7 ยังมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจจีนในช่วงที่เหลือของปีได้ อย่างไรก็ตาม สงครามการค้าที่รุนแรงขึ้นกำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและชะลอการบริโภคภาคครัวเรือนโดยเฉพาะการบริโภคสินค้าคงทน ทำให้เศรษฐกิจครึ่งหลังมีแนวโน้มชะลอกว่าครึ่งแรกของปี โดยอีไอซีประเมินว่า เศรษฐกิจจีนปี 2019 จะขยายตัว 6.1%<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ปี 2020 อีไอซีประเมินเศรษฐกิจจีนจะเติบโตชะลอลงที่ 5.8% ซึ่งรวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ของรัฐบาลจีนแล้ว</strong></span> เศรษฐกิจจีนได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนอย่างต่อเนื่องและยังไม่มีท่าทีจะยุติลงในระยะสั้น ทำให้รัฐบาลจีนพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเน้นที่การลงทุนภาครัฐ เพื่อทดแทนภาคเอกชนที่ชะลอการการลงทุนเนื่องจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้า โดยจีนพยายามให้รัฐบาลท้องถิ่นเร่งออกพันธบัตรให้ครบโควตาก่อนสิ้นปีนี้ ล่าสุดในเดือนสิงหาคมรัฐบาลท้องถิ่นออกพันธบัตรไปแล้วกว่า 91% ของโควตาทั้งหมด 2.15 ล้านล้านหยวน นอกจากนี้ รัฐบาลจีนพยายามกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือน ด้วยการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคอีก 20 ด้าน ทั้งการผ่อนคลายข้อจำกัดการซื้อรถยนต์และส่งเสริมการซื้อรถยนต์พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศที่กำลังชะลอลงได้<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ธนาคารกลางจีนผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามการค้า</strong> </span>ล่าสุดธนาคารกลางจีนได้ลดสัดส่วนการดำรงเงินสำรอง (RRR) สำหรับทุกธนาคารลง 0.5% ซึ่งต่ำสุดตั้งแต่ปี 2007 และลด RRR สำหรับธนาคารพาณิชย์บางเมืองลง 1.0% เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในภาคธนาคารและส่งเสริมการปล่อยสินเชื่อภาคธุรกิจ อีไอซีมองว่าธนาคารกลางจีนมีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อสภาพคล่องระยะกลาง (MLF) รวมถึงการปฏิรูปอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (Loan Prime rate) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจและ SMEs ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนมากขึ้น ทั้งนี้ทิศทางนโยบายการเงินขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามการค้าหลังจากนี้ ประกอบด้วย 1) การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐฯ มูลค่า 1.56 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐที่อัตรา 15% ในวันที่ 15 ธันวาคม และ 2) ท่าทีการเจรจาด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ รอบใหม่ในเดือนตุลาคม ซึ่งฝ่ายจีนมีอำนาจต่อรองมากขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเสียคะแนนเสียงจากประเด็นการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองจนนำไปสู่ความเสี่ยงของการถอดถอนจากตำแหน่ง <br /><br /><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>นัยต่อเศรษฐกิจไทย</strong></span><br /><br />&bull;&nbsp;เงินหยวน ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2019 อ่อนค่า 3.9%YTD เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากแรงกดดันของสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น ในระยะต่อไปหากความตึงเครียดทางการค้ายังคงมีอยู่ ซึ่งรวมถึงมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ หลังจากนี้ ทำให้เงินหยวนมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้อีก<br /><br />&bull; การส่งออกของไทยไปจีนใน 8 เดือนแรกของปี 2019 หดตัว 6.9%YOY โดยสินค้าสำคัญที่ส่งออกหดตัวส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นต้นและกลาง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง (-24.4%YOY), เคมีภัณฑ์ (-30.4%YOY) และคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (-15.1%YOY) ขณะที่สินค้าผู้บริโภคยังขยายตัวดี อาทิ ผลไม้สด-แช่เย็น (105.9%YOY) แต่หากผลของสงครามการค้าส่งผลต่อผู้บริโภคชาวจีนมากขึ้น อาจมีความเสี่ยงที่ไทยจะส่งออกสินค้าผู้บริโภคไปจีนชะลอลงได้<br /><br />&bull; การลงทุนโดยตรงจากจีนในไทยครึ่งแรกของปี 2019 หดตัว 5.1%YOY อย่างไรก็ดี ในบางอุตสาหกรรมมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางและพลาสติก ตัวอย่างเช่น บริษัท Sailun Tire ผู้ผลิตยางล้อรถยนต์สัญชาติจีนเตรียมย้ายฐานการผลิตยางล้อรถยนต์จากจีนมายังไทย เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนของสงครามการค้าที่ยืดเยื้อกว่าที่คาด<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rf/ay/fgp9rfay6t/Outlook_Q4_2019_CN.jpg" alt="Outlook_Q4_2019_CN.jpg" width="2494" height="3579" /><br /><br /><img id="__mce_tmp" /><br /><img id="__mce_tmp" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>รัฐบาลออกนโยบายการเงินการคลังกระตุ้นชุดใหญ่ รับมือผลกระทบสงครามการค้า</description>
					<enclosure length="3459" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/o5/we/fgp9o5weku/iStock-878587072.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 08 Oct 2019 13:51:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>