<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1541787650640" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS Outlook:ASEAN 4 Economy</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For Outlook:ASEAN 4 Economy</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:40:46 +0700</pubDate><ttl>6</ttl>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจอาเซียน 4</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7448</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7448</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7448">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2021&nbsp;<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7434"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><br />การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาเซียน 4 ชะลอลงจากการระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่ไตรมาส 4/2020 ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้การฟื้นตัวในปี 2021F ยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและไม่ทั่วถึง (ภาคการผลิตได้รับผลกระทบน้อยกว่าภาคบริการ)</span><br /><br />การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาเซียน 4 ยังคงมีแนวโน้มค่อยเป็นค่อยไปหลังจากชะลอตัวลงอย่างมีนัยในไตรมาส 4 ปี 2020 ตามจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่เร่งตัวสูงขึ้นในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์</strong> โดยมาตรการ Lockdown ที่กลับมาเข้มงวดมากขึ้นในรอบนี้ ส่งผลให้กิจกรรมภาคการบริโภคชะลอตัวลงอีกครั้ง ในขณะเดียวกันกิจกรรมภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากมาตรการครั้งนี้ (ซึ่งโดยส่วนมากไม่บังคับปิดโรงงานอุตสาหกรรม) เป็นแรงหนุนหลักของการฟื้นตัว ที่ผ่านมารัฐบาลและธนาคารกลางของกลุ่มอาเซียน 4 ได้ดำเนินนโยบายการคลังและการเงินแบบผ่อนคลาย โดยทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้ออกมาตรการช่วยเหลือทางการคลังเพิ่มเติมสำหรับปี 2021 ตามการฟื้นตัวที่มีแนวโน้มเป็นไปอย่างช้า ๆ ในไตรมาส 1 ในขณะเดียวกันธนาคารกลางของแต่ละประเทศมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำ ต่อเนื่องมาจากปี 2020 และมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีกหากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปได้ช้ากว่าที่คาด โดยรวมนั้นรัฐบาลและธนาคารกลางยังพอมีความสามารถ (policy space) ในการออกมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติมอยู่พอสมควรท่ามกลางข้อจำกัดในรายประเทศที่แตกต่างกัน ในภาพรวม EIC คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาเซียน 4 ในระยะต่อไปจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำคัญเช่น สหรัฐฯ หรือ จีน จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อภาคการส่งออกและการผลิต ทั้งนี้ความสามารถในการควบคุมการระบาดระลอกใหม่และอัตราการฉีดวัคซีนจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของภาคการบริโภคภายในของแต่ละประเทศ<br /><strong><br /></strong></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">อินโดนีเซีย</span><br /><br />ในปี 2021 EIC คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะมีแนวโน้มชะลอตัวจนกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 จะส่งสัญญาณลดลง</strong>&nbsp;เศรษฐกิจหดตัวน้อยลงเล็กน้อยที่ -2.2%YOY ในไตรมาส 4 ปี 2020 หลังหดตัว -3.5%YOY ในไตรมาส 3 ตามการบริโภคภาคเอกชน (53.7% ของ GDP) ที่หดตัว -3.6%YOY (จาก -4.1%YOY) และภาคการลงทุน (33% ของ GDP) ที่หดตัวน้อย -6.2%YOY (จาก -6.5%YOY) ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐ (10.7% ของ GDP) ชะลอตัวเหลือเพียง 1.8%YOY (จาก 9.8%YOY) โดยการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างช้า ๆ ตามมาตรการ Lockdown ที่ผ่อนคลายมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคในช่วงเดือนตุลาคม <strong>ทั้งนี้จำนวนผู้ติดเชื้อที่เร่งตัวขึ้นสูงสุดในภูมิภาคและยังคงสูงขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงกุมภาพันธ์ 2021 นำไปสู่มาตรการที่เข้มข้นตามลำดับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน</strong> จนทำให้กิจกรรมภาคการบริโภคหดตัวหนักลงอีกครั้ง สะท้อนจากยอดค้าปลีกที่หดตัวถึง -20.6%YOY ในเดือนธันวาคม ซึ่งเทียบเท่ากับจุดต่ำสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในทางกลับกันภาคการผลิตได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากมาตรการควบคุมและยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ที่ขยายตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน สำหรับในปี 2021 EIC คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะมีแนวโน้มชะลอตัวจนกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 จะส่งสัญญาณลดลง <strong>โดยอินโดนีเซียได้เริ่มการฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ด้วยจำนวนประชากรที่มากและอุปสรรคด้านการขนส่ง คาดว่าจะต้องใช้เวลาถึงไตรมาสที่ 2 ปี 2022 จนกว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity)</strong> ทั้งนี้อินโดนีเซียมีนโยบายเร่งฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรวัยทำงานในกลุ่มอายุ 18 - 59 ปีก่อน ซึ่งภูมิคุ้มกันหมู่ที่เกิดขึ้นในประชากรกลุ่มนี้ก่อน อาจมีแนวโน้มช่วยกระตุ้นให้กิจกรรมการบริโภคฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ กฎหมาย Omnibus law ฉบับใหม่ที่จะมีผลในปีนี้มีแนวโน้มช่วยส่งเสริมการลงทุนและพยุงการจ้างงานเช่นกัน ที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาด 4.5% ของ GDP ในปี 2020 และล่าสุดยังได้ขยายงบประมาณปี 2021 จาก 2.4% ไปที่ 3.7% ของ GDP โดยยังสามารถออกมาตรการเพิ่มเติมได้จากระดับหนี้สาธารณะไตรมาส 4 ที่ 40.7% ของ GDP (เพิ่ม 2.6ppt จาก 38.1% ในไตรมาส 3) ซึ่งยังอยู่ต่ำกว่ากรอบ 60% ในขณะเดียวกันธนาคารกลางได้ปรับลดดอกเบี้ยลง 125bps ในปี 2020 และล่าสุดได้ลดลงอีก 25bps ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 โดยระดับเงินเฟ้อที่ 1.6% ในเดือนมกราคม (ต่ำกว่ากรอบ 2% ถึง 4%) และค่าเงินรูเปียที่แข็งค่าขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจะช่วยเปิดโอกาสให้ปรับอัตราดอกเบี้ยลงได้อีกในปี 2021 หากเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด <strong>ในภาพรวม EIC คาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะเติบโต 4.5% ในปี 2021 (เทียบกับ -2.1% ในปี 2020)&nbsp;<br /><br /><span style="font-size: 14pt;"><br /><span style="color: #4b2885;">มาเลเซีย</span></span><br /><br />ในปี 2021 EIC คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมาเลเซียจะยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในภาคการบริโภค</strong>&nbsp;เศรษฐกิจหดตัวเพิ่มขึ้นที่ -3.5%YOY ในไตรมาส 4 ปี 2020 หลังหดตัว -2.6%YOY ในไตรมาส 3 นำโดยการบริโภคภาคเอกชน (58% ของ GDP) ที่หดตัวเพิ่มขึ้นถึง -3.4%YOY (จาก -2.1%YOY) <strong>หลังเกิด</strong><br /><strong>การระบาดระลอกใหม่ในเดือนตุลาคม 2020 ซึ่งนำไปสู่มาตรการ Lockdown เข้มงวดอีกครั้ง ทั้งนี้เศรษฐกิจมาเลเซียยังคงได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออก</strong> (63.2% ของ GDP) ที่ยังฟื้นตัวได้ดีที่ -1.8%YOY (จาก -4.7%YOY) จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (25.6% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด) ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 15.4%YOY (จาก 14.9%YOY) ซึ่งภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวนี้เป็นผลมาจากกิจกรรมภาคการผลิตที่ยังคงดำเนินต่อไปได้ภายใต้มาตรการ lockdown ระลอกนี้ สะท้อนจากดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production Index) ที่กลับมาขยายตัวในเดือนธันวาคม สำหรับในปี 2021 EIC คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมาเลเซียจะยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในภาคการบริโภค <strong>เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังคงเพิ่มขึ้นสูงในไตรมาส 1 ส่งผลให้มาตรการ Lockdown ถูกขยายไปจนถึงอย่างน้อยเดือนมีนาคม ทั้งนี้เศรษฐกิจมาเลเซียในระยะต่อไปอาจได้แรงสนับสนุนจากแผนการฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างเร็วโดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์และคาดว่าจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ภายในไตรมาส 4 ปี 2021</strong> ที่ผ่านมารัฐบาลมาเลเซียได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาด 5.3% ของ GDP ในปี 2020 และล่าสุดในเดือนมกราคมได้ขยายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจาก 1.2% ของ GDP ในปี 2021 มาถึง 2.3% ของ GDP ทั้งนี้ระดับหนี้สาธารณะที่สูงถึง 62.2% ของ GDP ในไตรมาส 4 ปี 2020 ยังคงเป็นแรงกดดันต่อการออกมาตรการเพิ่มเติม นอกจากนี้ รัฐบาลที่มีคะแนนนำน้อยในสภาและการเลือกตั้งรอบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้อาเป็นความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของมาตรการช่วยเหลือเช่นกัน ในขณะเดียวกันธนาคารกลางมาเลเซียได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 100bps ในปี 2020 และล่าสุดได้ประกาศคงอัตรา 1.75% ในการประชุมรอบเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่ง EIC คาดว่ามีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติมอีกในปี 2021 หากเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ชะลอตัวมากกว่าที่คาด โดยอัตราเงินเฟ้อที่ยังติดลบอยู่ที่ -1.39%YOY ในเดือนธันวาคมอาจเป็นข้อสนับสนุนในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม <strong>ในภาพรวม EIC คาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียจะเติบโต 6.3% ในปี 2021 (เทียบกับ -5.6% ในปี 2020)&nbsp;<br /><br /><br /><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">ฟิลิปปินส์</span><br /><br />ในปี 2021 EIC คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะยังคงชะลอตัวจนกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลงในระดับที่ภาครัฐผ่อนคลายมาตรการควบคุมลงได้มาก&nbsp;</strong>เศรษฐกิจหดตัวน้อยลงที่ -8.3%YOY ในไตรมาส 4 ปี 2020 หลังหดตัว -11.4%YOY ในไตรมาส 3 ตามการบริโภคภาคเอกชน (71.2% ของ GDP) ที่ยังคงหดตัว -7.2%YOY (จาก -9.2%YOY) และการลงทุนภาคเอกชน (28.2% ของ GDP) ที่หดตัว -28.6%YOY (จาก -37.1%YOY) รวมทั้งการใช้จ่ายภาครัฐ (21.7% ของ GDP) ที่ชะลอลงเหลือ 4.4%YOY (จาก 5.8%YOY) <strong>การฟื้นตัวเป็นไปอย่างช้า ๆ จากมาตรการ Lockdown ที่ยังคงเข้มข้นต่อเนื่องหลังจำนวนผู้ติดเชื้อเร่งตัวขึ้นในเดือนสิงหาคม โดยอัตราการว่างงานที่ยังคงสูงถึง 8.7% ในไตรมาส 4</strong> (เทียบกับเฉลี่ย 5% ในปี 2019) เป็นแรงกดดันต่อทั้งภาคการบริโภคและการผลิต สะท้อนได้จากยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวเพิ่มขึ้นในเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นในเดือนพฤศจิกายนที่ส่งผลต่อผลผลิตภาคการเกษตร อีกประเด็นที่ยังต้องจับตามองได้แก่การส่งเงินกลับของแรงงานในต่างประเทศ (Remittance; 9.3% ของ GDP) ที่กลับมาหดตัวอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนตามการระบาดระลอกที่สองทั่วโลก <strong>สำหรับในปี 2021 EIC คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะยังคงชะลอตัวจนกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลงในระดับที่ภาครัฐผ่อนคลายมาตรการควบคุมลงได้มาก ทั้งนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จนกว่าจะมีการฉีดวัคซีนอย่างแพร่หลายซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาถึงอย่างน้อยไตรมาสที่ 2 ของปี 2022</strong> ที่ผ่านมาฟิลิปปินส์ได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้ว 2.5% ของ GDP และได้ออกมาตรการเพิ่มเติมขนาด 0.9% ของ GDP ที่จะมีอายุถึงไตรมาส 2 ปี 2021 โดยรัฐบาลยังมีความสามารถในการใช้นโยบายการคลัง (fiscal space) อยู่พอสมควรจากหนี้สาธารณะที่อยู่ระดับ 54.5% ของ GDP ในไตรมาส 4 ปี 2020 ในขณะเดียวกันธนาคารกลางได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 200bps ในปี 2020 มาอยู่ที่ 2% ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน โดย EIC มองว่ามีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกในปี 2021 หากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงเป็นไปช้ากว่าที่คาด ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาถึง 4.2% ในเดือนมกราคม (ซึ่งสูงกว่ากรอบ 2 - 4%) อาจเป็นข้อจำกัดต่อการผ่อนคลายเพิ่มเติม <strong>ในภาพรวม EIC คาดว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะเติบโต 6.7% ในปี 2021 (เทียบกับ -9.5% ในปี 2020)</strong>&nbsp;<br /><br /><br /><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">สิงคโปร์</span><br /><br />ในปี 2021 EIC คาดว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์จะยังคงฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปตามเศรษฐกิจโลก โดยอุปสงค์ภายในประเทศจะได้รับแรงสนับสนุนจากความสำเร็จในการควบคุมโรคและการเร่งฉีดวัคซีนที่รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะครอบคลุมประชากรทั้งหมดภายในไตรมาส 3 ปี 2021</strong>&nbsp;เศรษฐกิจหดตัวน้อยลงที่ -2.4%YOY ในไตรมาส 4 ปี 2020 หลังหดตัว -5.8%YOY ในไตรมาส 3 โดยภาคบริการ (62.8% ของ GDP) หดตัวน้อยลงที่ -6.8%YOY (จาก -8.4%YOY) จากการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown หลังจำนวนผู้ติดเชื้อลดต่ำลงกว่า 50 คนต่อวัน (และมาจากต่างประเทศ) ตั้งแต่เดือนกันยายน ในขณะที่ภาคการผลิต (23.4% ของ GDP) ขยายตัวช้าลงที่ 9.5%YOY (จาก 10.8%YOY) ตามการส่งออกในเดือนตุลาคม - พฤศจิกายนที่ชะลอลงจากการระบาดระลอกใหม่ในประเทศคู่ค้า ทั้งนี้ในปลายปีภาคการผลิตได้ส่งสัญญาณขยายตัวอีกครั้ง สะท้อนได้จากดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (industrial production index) ที่ขยายตัวในเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม นำโดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (ขยายตัว 41.8%YOY ในเดือนธันวาคม)<strong> สำหรับในปี 2021 EIC คาดว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์จะยังคงฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปตามเศรษฐกิจโลก โดยอุปสงค์ภายในประเทศจะได้รับแรงสนับสนุนจากความสำเร็จในการควบคุมโรคและการเร่งฉีดวัคซีนที่รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะครอบคลุมประชากรทั้งหมดภายในไตรมาส 3 ปี 2021 </strong>ในขณะที่อุปสงค์ภายนอกอาจได้รับผลกระทบอีกครั้งในไตรมาส 1 หลังการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ทั่วโลก ที่ผ่านมารัฐบาลสิงคโปร์ได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้ว 20.9% ของ GDP และล่าสุดยังได้ตั้งกองทุนช่วยเหลือ (COVID-19 Recovery Grant) สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ - ปานกลาง ในไตรมาส 1 ปี 2021 ในขณะเดียวกันธนาคารกลางสิงคโปร์ได้ประกาศคงนโยบายแบบผ่อนคลายตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ EIC คาดว่าหากเศรษฐกิจสิงคโปร์ยังคงฟื้นตัวได้ดีตามคาด ไม่เกิดการระบาดระลอกใหม่ภายในประเทศและมีการฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมายนั้น มาตรการช่วยเหลือเหล่านี้จะเริ่มลดลง <strong>ในภาพรวม EIC คาดว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์จะเติบโต 6.0% ในปี 2021 (เทียบกับ -5.4% ในปี 2020)&nbsp;<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/t7/tr/fwr3t7trib/09.jpg" alt="09.jpg" width="2067" height="2504" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/t9/lt/fwr3t9ltw0/10.jpg" alt="10.jpg" width="2109" height="2828" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tb/e4/fwr3tbe4ub/11.jpg" alt="11.jpg" width="2244" height="2828" /><br /></strong></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาเซียน 4 ชะลอลงจากการระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่ไตรมาส 4/2020 ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้การฟื้นตัวในปี 2021F ยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป</description>
					<enclosure length="0" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ca/9p/fwr3ca9pyd/iStock-860821440.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 15 Mar 2021 16:03:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจอาเซียน 4</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7259</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7259</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7259">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7249"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="font-size: 18pt; color: #4b2885;">เศรษฐกิจอาเซียน 4 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาส 3 โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2021F น่าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และความคืบหน้าด้านการค้นพบวัคซีน </span><br /><br />เศรษฐกิจอาเซียน 4 ในไตรมาส 3 ปี 2020 ส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่การระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 จนนำไปสู่มาตรการควบคุมบางส่วนอีกครั้งจะเป็นแรงกดดันหลักต่อการฟื้นตัวในระยะต่อไป</strong> การผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองอย่างเข้มงวดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมได้ส่งผลให้กิจกรรมการบริโภคและการผลิตเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3 แต่ทว่าสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่เร่งตัวขึ้นอีกครั้งโดยเฉพาะในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จนนำไปสู่มาตรการควบคุมบางส่วนโดยรอบเมืองหลวงของแต่ละประเทศ รวมทั้งมาตรการปิดเมืองในประเทศคู่ค้าจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน 4 ชะลอลงอีกครั้ง ที่ผ่านมารัฐบาลและธนาคารกลางของกลุ่มอาเซียน 4 ได้ดำเนินนโยบายการคลังและการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องและช่วยเหลือภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ โดยหลังมีการระบาดครั้งใหม่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ออกนโยบายการคลังเพิ่มเติมสำหรับไตรมาส 4 และปี 2021F ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยด้านวัคซีน EIC คาดว่ามาตรการทางการคลังน่าจะเริ่มลดขนาดลงในปีหน้าและมีความเป็นไปได้ต่ำสำหรับมาตรการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทั้งนี้หากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำทั้งรัฐบาลและธนาคารกลางยังพอมีความสามารถ (policy space) ในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม ในภาพรวม EIC คาดว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอาเซียน 4 ในระยะต่อไปจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามเศรษฐกิจโลก จนกว่าสถานการณ์การระบาดจะถูกควบคุมได้ ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดของงานวิจัยวัคซีนจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ นอกจากนี้ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ผ่านมายังมีแนวโน้มเป็นปัจจัยบวกต่อภาคการส่งออกของภูมิภาคนี้เช่นกัน<br /><br /> <strong>อินโดนีเซีย</strong> เศรษฐกิจหดตัวน้อยลงที่ -3.5%YOY ในไตรมาส 3 หลังหดตัวต่ำสุดที่ -5.3%YOY ในไตรมาส 2 โดยเป็นผลมาจากใช้จ่ายของภาครัฐ (8.4% ของ GDP) ที่ขยายตัว 9.8%YOY เป็นหลัก ในขณะที่การบริโภคภาคเอกชน (53.4% ของ GDP) และการลงทุน (31.5% ของ GDP) หดตัวน้อยลงมาอยู่ที่ -4%YOY และ -6.5%YOY ในไตรมาสที่ 3 ตามลำดับ (จาก -5.5%YOY และ -8.6%YOY ในไตรมาสที่ 2) โดยภาคการลงทุนมีแนวโน้มได้รับแรงสนับสนุนจากการผ่านกฎหมาย Omnibus law ฉบับใหม่ซึ่งลดข้อจำกัดด้านกฎหมายต่าง ๆ สำหรับนักลงทุน ทั้งนี้สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในอินโดนีเซียที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในกลุ่มอาเซียนจนทำให้ต้องบังคับใช้มาตรการปิดเมืองบางส่วนรอบ ๆ จาการ์ตานั้นเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต สะท้อนได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ที่ส่งสัญญาณหดตัวอีกครั้งตั้งแต่เดือนกันยายน สำหรับภาคการบริโภคยังคงแนวโน้มฟื้นตัว สะท้อนได้จากยอดค้าปลีกที่หดตัวน้อยลงที่ -10.0%YOY ในเดือนตุลาคม จากจุดต่ำสุดที่ -20.6%YOY ในเดือนพฤษภาคม โดย EIC คาดว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้า ๆ จนกว่าสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 จะดีขึ้น ที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาด 4.4% ของ GDP โดยยังสามารถออกมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากหนี้สาธารณะที่ยังอยู่ระดับที่ไม่สูงมากนัก (38.1% ของ GDP ในไตรมาส 3 เพิ่มสูงขึ้น 0.7ppt จากไตรมาสที่ 2) ในขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 125 bps นับตั้งแต่ต้นปี มาอยู่ที่ 3.75% (ล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน) โดย EIC มองว่าแม้ค่าเงินรูเปียที่เริ่มมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และดุลบัญชีเดินสะพัดที่ดีขึ้นเนื่องจากภาคการส่งออกฟื้นตัวเร็วกว่าภาคการนำเข้า จะเป็นการเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ แต่ด้วยเศรษฐกิจที่เริ่มมีแนวโน้มฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า น่าจะทำให้มีโอกาสน้อยที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ในภาพรวมนั้น EIC คาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะหดตัว -1.8% ในปี 2020 และคาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ที่ 6.0% ในปี 2021<br /><br /><strong> มาเลเซีย</strong> เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีในไตรมาส 3 โดยกลับมาหดตัวเพียง -2.7%YOY จากจุดต่ำสุดที่ -17.1%YOY ในไตรมาส 2 นำโดยการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน (61% ของ GDP) ซึ่งกลับมาหดตัวเพียง -2.1%YOY (จาก -18.5%YOY ในไตรมาส 2) และการส่งออกสินค้า (57% ของ GDP) ที่กลับมาขยายตัว 6.1%YOY (จาก -14.5% ในไตรมาส 2) โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวถึง 15.1%YOY ทั้งนี้ EIC คาดว่าการระบาดครั้งใหม่ของ COVID-19 และการบังคับใช้มาตรการควบคุมบางส่วนอีกครั้งตั้งแต่เดือนตุลาคมอาจเป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวในไตรมาส 4 จนกว่าการระบาดจะลดลง ที่ผ่านมารัฐบาลมาเลเซียได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาด 5% ของ GDP และวางแผนที่จะออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมอีก 1.1% ของ GDP ในปี 2021 แต่ทว่าสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่แน่นอนจากรัฐบาลผสมที่มีคะแนนนำน้อย รวมทั้งระดับหนี้สาธารณะที่เริ่มปรับเพิ่มสูงขึ้น ( 2 ppt ไปถึง 61% ของ GDP ในไตรมาส 3) ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญของนโยบายการคลัง ในขณะเดียวกันธนาคารกลางมาเลเซียได้ปรับอัตราดอกเบี้ยลงถึง 100bps นับตั้งแต่ต้นปี มาที่ 1.75% และประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนี้ไว้ในการประชุมครั้งล่าสุด (3 พฤศจิกายน 2020) ตามสภาพเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่ฟื้นตัวได้ดีและตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในช่วงเดือน พฤศจิกายน ได้เริ่มมีการกลับมาระบาดของ COVID-19 ในมาเลเซีย และหากสถานการณ์การระบาดไม่สามารถควบคุมได้ ธนาคารกลางมาเลเซีย อาจมีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2021 ในภาพรวมนั้น EIC คาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียจะหดตัว -6.0% ในปี 2020 และคาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ที่ 6.3% ในปี 2021<br /><br /> <strong>ฟิลิปปินส์</strong> เศรษฐกิจหดตัวน้อยลงที่ -11.5%YOY ในไตรมาส 3 จากจุดต่ำสุดที่ -16.9%YOY ในไตรมาส 2 ตามการบริโภคภาคเอกชน (71.2% ของ GDP) ที่กลับมาหดตัว -9.3%YOY (จาก -15.3%YOY ในไตรมาส 2) และการลงทุน (28.2% ของ GDP) ที่กลับมาหดตัว -41.6%YOY (จาก -53.5%YOY ในไตรมาส 2) การฟื้นตัวของฟิลิปปินส์เป็นไปอย่างช้า ๆ เนื่องจากมะนิลาและเมืองข้างเคียงยังคงอยู่ในมาตรการควบคุมการระบาดของ COVID-19 โดยปัจจัยที่ต้องจับตามองได้แก่อัตราการว่างงานที่ยังคงอยู่สูงถึง 10% ในไตรมาส 3 ซึ่งนับเป็นสองเท่าของระดับก่อนเกิดวิกฤติ แม้ว่าจะลดลงจากจุดสูงที่ 17.6% ในไตรมาส 2 อัตราการว่างงานที่ยังสูงนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของทั้งภาคการบริโภคและภาคการผลิต สะท้อนได้จากยอดค้าปลีกและดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production Index) ที่ยังคงต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤติอยู่มากในเดือนกันยายน โดย EIC คาดว่าการฟื้นตัวจะยังคงเป็นอย่างช้า ๆ ในไตรมาส 4 ที่ผ่านมารัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาด 3.1% ของ GDP และได้ผ่านการพิจารณามาตรการเพิ่มเติมขนาด 0.8% ของ GDP ในเดือนกันยายนที่จะมีผลในช่วงปลายปี โดยฟิลิปปินส์ยังคงมีความสามารถในการใช้นโยบายการคลัง (fiscal space) อยู่พอสมควรจากหนี้สาธารณะที่อยู่ระดับ 51.1% ของ GDP ในไตรมาส 3 (เพิ่มสูงขึ้น 3ppt จากไตรมาสที่ 2) ในขณะเดียวกันธนาคารกลางได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 200 bps นับตั้งแต่ต้นปี มาอยู่ที่ 2% (ล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน) โดย EIC มองว่ามีโอกาสค่อนข้างน้อยที่จะลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก ทั้งนี้ฟิลิปปินส์ยังพอมีช่องว่างสำหรับผ่อนคลายทั้งนโยบายการคลังและการเงินเพิ่มเติมตามสถานการณ์ COVID-19 ที่ยังระบาดอยู่ และสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงหดตัวอยู่มาก <br />อีกประเด็นที่ต้องจับตามองสำหรับฟิลิปปินส์ได้แก่ การส่งเงินกลับของแรงงานในต่างประเทศ (Remittance; 9.3% ของ GDP) ที่ถึงแม้ในเดือนกันยายนยังฟื้นตัวได้ดีและอาจไม่ถูกกระทบหนักเท่ากับหลังการระบาดระลอกแรก แต่จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในไตรมาส 4 remittance ในระยะข้างหน้าอาจมีแนวโน้มชะลอตัวลงตาม ในภาพรวมนั้น EIC คาดว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะหดตัว -9.0% ในปี 2020 และคาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ที่ 7.7% ในปี 2021<br /><br /> <strong>สิงคโปร์</strong> เศรษฐกิจหดตัวน้อยลงที่ -5.8%YOY ในไตรมาส 3 หลังหดตัวต่ำสุดที่ -13.3%YOY ในไตรมาส 2 นำโดยภาคการผลิตสินค้า (25.8% ของ GDP) ที่กลับมาขยายตัว 2%YOY (จากหดตัว -0.8%YOY ในไตรมาส 2) ในขณะที่ภาคบริการ (64.7% ของ GDP) หดตัวน้อยลงที่ -8%YOY (จากหดตัว -13.6%YOY ในไตรมาส 2) ผลจากการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาโดยยังไม่เกิดการระบาดครั้งใหม่ขึ้นจนถึงเดือนพฤศจิกายนทำให้ทั้งภาคการผลิตและการบริโภคฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากยอดค้าปลีกที่ฟื้นตัวกลับมาหดตัว -10.8%YOY ในเดือนกันยายน (จากจุดต่ำสุด -51.7%YOY ในเดือนพฤษภาคม) และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวถึง 24.2%YOY ในเดือนกันยายน (จากจุดต่ำสุด -8.3%YOY ในเดือนพฤษภาคม) จากกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมยาที่ขยายตัวถึง 30%YOY และ 114%YOY ตามลำดับ โดย EIC คาดว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์จะคงแนวโน้มการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปตามสภาวะเศรษฐกิจโลก แต่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองเพื่อคุมการระบาดของ COVID-19 รอบใหม่ในประเทศคู่ค้า ที่ผ่านมารัฐบาลสิงคโปร์ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดถึง 19.7% ของ GDP โดยกว่า 80% ของงบทั้งหมดเป็นเงินช่วยเหลือครัวเรือนและภาคธุรกิจโดยตรงและงบที่เหลือเป็นกองทุนสำรองสำหรับกิจการในประเทศที่ขาดสภาพคล่อง ในขณะเดียวกันธนาคารกลางสิงคโปร์ได้ประกาศคงนโยบายแบบผ่อนคลายต่อไปตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ EIC มองว่าหากเศรษฐกิจสิงคโปร์ยังคงฟื้นตัวได้ดีตามคาดและไม่เกิดการระบาดครั้งใหม่มาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ จะเริ่มลดลง ในภาพรวมนั้น EIC คาดว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์จะหดตัว -6.0% ในปี 2020 และคาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ที่ 6.0% ในปี 2021 <br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/qi/35/ftt9qi35mn/15.jpg" alt="15.jpg" width="4686" height="2999" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจอาเซียน 4 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาส 3 โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2021F น่าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และความคืบห</description>
					<enclosure length="0" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/mi/ed/ftt9miedxd/iStock-860821440.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 09 Dec 2020 16:15:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจอาเซียน 4</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7104</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7104</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7104">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="font-size: 16pt; color: #4b2885;">เศรษฐกิจอาเซียน 4 ในไตรมาสที่ 2/2020 หดตัวอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดแต่การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างช้า ๆ เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง </span><br /><br /><span style="color: #4b2885;">เศรษฐกิจอาเซียน 4 ในไตรมาส 2 ปี 2020 หดตัวอย่างหนักจากผลกระทบของ COVID-19 โดยการหดตัวมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในเดือนเมษายน-พฤษภาคม </span></strong>มาตรการปิดเมืองอย่างเข้มงวดตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมในแต่ละประเทศได้ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักลงและนำไปสู่รายได้ที่ลดลงและอัตราการว่างงานที่สูงขึ้นทำให้การบริโภคและการผลิตภายในแต่ละประเทศหดตัวลง ทั้งนี้การผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองในช่วงเดือนมิถุนายน ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่ทว่าสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ภายในของแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียน 4 โดยเฉพาะอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่กลับมาเร่งตัวขึ้น ยังคงเป็นแรงกดดันให้มาตรการปิดเมืองในเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมาจนถึงปลายเดือนสิงหาคมกลับมาเข้มงวดขึ้นอีกครั้ง และส่งผลกดดันต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงฟื้นตัวช้ายังคงเป็นแรงกดดันต่อการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ผ่านมารัฐบาลและธนาคารกลางของกลุ่มอาเซียน 4 ได้ดำเนินนโยบายแบบการคลังและการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องและช่วยเหลือธุรกิจรวมทั้งแรงงานที่ได้รับผลกระทบ โดย EIC คาดว่านโยบายในครึ่งปีหลังจะยังคงเป็นแบบผ่อนคลายต่อเนื่อง แม้ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจเริ่มมีข้อจำกัดทั้งในด้านนโยบายการคลังและการเงินจากปัจจัยต่าง ๆ ของแต่ละประเทศ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปน่าจะมีแนวโน้มแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยยังมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 และแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก<br /> <br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อินโดนีเซีย</strong></span> เศรษฐกิจหดตัว -5.3%YOY ในไตรมาส 2 หลังขยายตัว 3%YOY ในไตรมาส 1 จากการหดตัวของการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุน ซึ่งคิดเป็น 53.5% และ 30.6% ของ GDP ตามลำดับมาตรการปิดเมืองบางส่วนตั้งแต่เดือนเมษายนส่งผลให้ทั้งการบริโภคและการผลิตหดตัวจากรายได้และการจ้างงานที่ลดลงทั้งนี้เมื่อเทียบเป็นรายเดือน การหดตัวมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว สะท้อนได้จากยอดค้าปลีกที่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดที่ -20.6%YOY ในเดือนพฤษภาคม กลับมาที่ -17.1%YOY และ -12.3%YOY ในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมตามลำดับ และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) รวมทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) ที่มีสัญญาณฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในเดือนเมษายน-พฤษภาคม การผ่อนคลายนโยบายปิดเมืองตั้งแต่เดือนมิถุนายนจะส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง แต่สถานการณ์ผู้ติดเชื้อที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ผลิต ที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาด 4.4% ของ GDP ในขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงถึง 100 bps นับตั้งแต่ต้นปี มาอยู่ที่ 4% โดยมีแรงกดดัน<br />อ่อนค่าของเงินรูเปียเป็นข้อจำกัดสำคัญในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก ทั้งนี้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะหดตัว -1% ในปี 2020 และคาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ที่ 4.3% ในปี 2021<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>มาเลเซีย</strong></span> เศรษฐกิจหดตัว -17.1%YOY ในไตรมาส 2 หลังขยายตัว 0.7%YOY ในไตรมาส 1 จากการหดตัวในภาคส่วนสำคัญโดยเฉพาะในภาคบริการและการผลิต ซึ่งคิดเป็น 55.5% และ 21.4% ของ GDP ตามลำดับ มาตรการปิดเมืองตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมได้ส่งผลให้การผลิตและการจ้างงานหดตัวลง สะท้อนได้จากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงต่ำสุดถึง -32%YOY ในเดือนเมษายน และอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5.3% ในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้การหดตัวของทั้งสองปัจจัยมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วโดย EIC คาดว่าการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองอย่างเป็นลำดับขั้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมและมิถุนายน จะส่งผลให้เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ นอกจากนี้ การส่งออกที่กลับมาขยายตัวอีกครั้งในเดือนมิถุนายนโดยเฉพาะในส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งการฟื้นตัวในภาคการผลิต แต่ราคาน้ำมันโลกที่ฟื้นตัวช้าอาจยังเป็นความเสี่ยงต่อมูลค่าการส่งออกโดยรวม ที่ผ่านมารัฐบาลมาเลเซียได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาด 4.3% ของ GDP โดยหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น 4.7 pptไปเป็น 59% ของ GDP ในไตรมาส 2 อาจเป็นข้อจำกัดสำคัญของนโยบายการคลัง ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางได้ปรับอัตราดอกเบี้ย<br />ลงถึง 100 bps นับตั้งแต่ต้นปี มาที่ 1.75% และมีแนวโน้มจะปรับลงได้อีกจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลงในปีนี้ ทั้งนี้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียจะหดตัว -7% ในปี 2020 และคาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ที่ 7.5% ในปี 2021<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>ฟิลิปปินส์</strong> </span>เศรษฐกิจหดตัว -16.5%YOY ในไตรมาส 2 หลังหดตัว -0.7%YOY ในไตรมาส 1 จากการหดตัวของการบริโภคภาคเอกชนซึ่งหดตัว-15.5%YOY และการลงทุนซึ่งหดตัวถึง -53.5%YOY โดยทั้งสองคิดเป็นสัดส่วน 71.2% และ 28.2% ของ GDP ตามลำดับ มาตรการปิดเมืองอย่างเข้มงวดตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ส่งผลให้เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ชะงักอย่างรุนแรง ทั้งนี้เมื่อเทียบเป็นรายเดือน การหดตัวทั้งด้านการบริโภคและการผลิตมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วสะท้อนได้จากทั้งยอดค้าปลีกและดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production Index) ที่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในเดือนพฤษภาคม แต่ทั้งสองยังอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤติอยู่มาก EIC คาดว่าการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนจะช่วยให้เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ แต่สถานการณ์ระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงขึ้นในเดือนสิงหาคมจนนำไปสู่การปิดเมืองเข้มงวดระยะสั้นอีกครั้งในเกาะลูซอนอาจส่งผลให้การฟื้นตัวช้าลงอีก ที่ผ่านมารัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาด 3.1% ของ GDP และอยู่ระหว่างการพิจารณาออกมาตรการเพิ่มเติมในครึ่งปีหลัง ซึ่งยังมีช่องว่างให้ทำได้ สะท้อนจากหนี้สาธารณะของฟิลิปปินส์ที่ยังอยู่ 48.1% ของ GDP ในไตรมาสที่ 2 (เพิ่มสูงขึ้น4.7ppt จากไตรมาสที่ 1) ในขณะเดียวกันธนาคารกลางได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 175 bps นับตั้งแต่ต้นปี มาอยู่ที่ 2.25% และมีแนวโน้มที่จะคงไว้ในครึ่งหลังของปี อย่างไรก็ดี อัตราการว่างงานของฟิลิปปินส์ที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 17.7% ในเดือนเมษายนเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ ทั้งนี้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะหดตัว -9% ในปี 2020 และคาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ที่ 8.7% ในปี 2021<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>สิงคโปร์</strong></span> เศรษฐกิจหดตัว -13.2%YOY ในไตรมาส 2 หลังหดตัว -0.7%YOY ในไตรมาส 1 จากการหดตัวของการบริโภคภาคเอกชนซึ่งหดตัวถึง -28.2%YOY และภาคการลงทุนซึ่งหดตัวถึง -27.2%YOY โดยทั้งสองคิดเป็น 31.3% และ 21.3% ของ GDP ตามลำดับ มาตรการปิดเมืองบางส่วนตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก แต่การผ่อนคลายมาตรการอย่างเป็นลำดับในเดือนมิถุนายนเป็นต้นมาส่งผลให้ทั้งการบริโภคและการผลิตฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด สะท้อนได้จากยอด<br />ค้าปลีกที่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด -46.3%YOY ในเดือนพฤษภาคม มาที่ -25.2%YOY ในเดือนมิถุนายน และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาพรวมเศรษฐกิจ (Whole Economy PMI) ที่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด 27.1 ในเดือนพฤษภาคม มาที่ 43.2 ในเดือนมิถุนายน โดย EIC คาดว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในครึ่งปีหลัง เนื่องจากเศรษฐกิจสิงคโปร์พึ่งพาอุปสงค์ต่างประเทศสูงมาก โดยเฉพาะการส่งออกที่คิดเป็น 173.5% ของ GDP การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเป็นไปอย่างช้า ๆ รวมทั้งความเสี่ยงของการกลับมาระบาดของ COVID-19 ในประเทศคู่ค้าและในสิงคโปร์เอง อาจเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการฟื้นตัวของสิงคโปร์ที่ผ่านมารัฐบาลสิงคโปร์ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดถึง 19.7% ของ GDP โดยกว่า 80% ของงบทั้งหมดเป็นเงินช่วยเหลือครัวเรือนและภาคธุรกิจโดยตรงและงบที่เหลือเป็นกองทุนสำรองสำหรับกิจการในประเทศที่ขาดสภาพคล่อง ในขณะเดียวกันธนาคารกลางสิงคโปร์ยังคงนโยบายผ่อนคลายต่อเนื่อง ทั้งนี้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์จะหดตัว -6% ในปี 2020 และคาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ที่ 5.2% ในปี 2021 <br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/pm/4y/frp5pm4y0u/TH_Outlook_Q3_2020_Final_17.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_17.jpg" width="4658" height="3086" /><br /><br /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจอาเซียน 4 ในไตรมาสที่ 2/2020 หดตัวอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดแต่การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างช้า ๆ 
</description>
					<enclosure length="0" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/le/xk/frp5lexk5r/iStock-860821440.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 01 Oct 2020 15:27:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจอาเซียน 4</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6893</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6893</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6893">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 2/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6862"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">เศรษฐกิจอาเซียน 4 : มีแนวโน้มหดตัวลงอย่างมีนัยจากการแพร่ระบาดของ COVID-19เศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย และมาตรการปิดเมือง </span><br /><br /><span style="color: #4b2885;">เศรษฐกิจอาเซียน 4 ในไตรมาส 1 ปี 2020 หดตัวอย่างมีนัยจากผลกระทบของ COVID-19 และเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย</span></strong> มาตรการปิดเมืองในแต่ละประเทศได้ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักและนำไปสู่การจ้างงานและรายได้ที่ลดลง ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจอาเซียน 4 ขณะเดียวกัน การระบาดของ COVID-19 ในต่างประเทศและเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยนั้นมีผลให้การส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศชะลอลง โดยเฉพาะในมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งพึ่งพาการส่งออกและอุปสงค์นอกประเทศสูง ทั้งนี้ EIC มองว่าเศรษฐกิจอาเซียน 4 จะหดตัวต่ำที่สุดในไตรมาส 2 เนื่องจากมาตรการปิดเมืองทั้งในและนอกประเทศคาดว่าจะเข้มงวดที่สุด ก่อนจะเริ่มผ่อนคลายเป็นระยะ ๆ ในปลายไตรมาส 2 ถึงช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่แต่ละประเทศยังคงมีความเสี่ยงรายประเทศต่าง ๆ ที่ควรเฝ้าระวังอยู่ ธนาคารกลางและรัฐบาลแต่ละประเทศได้ดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายเพื่อรักษาสภาพคล่องและช่วยเหลือแรงงานและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ โดย EIC คาดว่านโยบายจะคงเป็นแบบผ่อนคลายต่อเนื่องเพราะเศรษฐกิจอาเซียน 4 มีแนวโน้มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปจากครึ่งปีหลังเป็นต้นไป (U-shaped recovery) ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การระบาดทั้งในและนอกประเทศ จึงยังมีความเสี่ยงด้านต่ำอยู่ค่อนข้างสูง<br /><br /><span style="font-size: 11pt; color: #4b2885;"><strong>ทิศทางของเศรษฐกิจในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก</strong></span><br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>อินโดนีเซีย</strong></span> เติบโตชะลอลงที่ 3.0%YOY ในไตรมาส 1 หลังขยายตัว 5.0%YOY ในปี 2019 จากการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุน ซึ่งคิดเป็น 57.9% และ 32.3% ของ GDP ตามลำดับ ทั้งนี้การเติบโตในไตรมาสสองมีแนวโน้มชะลอตัวหนักยิ่งขึ้น เนื่องจากอินโดนีเซียได้เริ่มใช้มาตรการปิดเมืองบางส่วนในเดือนเมษายน ซึ่งส่งผลให้ภาคการบริโภคและการผลิตชะลอตัวผ่านรายได้และการจ้างงานที่ลดลง สะท้อนจากยอดค้าปลีกเดือนเมษายนที่หดตัวถึง 11.8%YOY และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ที่ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่เคยเก็บข้อมูลมาที่ 27.5 ในเดือนเมษายน โดยรัฐบาลคาดว่าจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% ตั้งแต่ต้นปี มาอยู่ที่ 4.5% และคาดว่าจะปรับลงได้อีก อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินรูเปียเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังหลังอ่อนค่าอย่างรุนแรงในไตรมาส 1 แม้จะเริ่มกลับมาแข็งค่าในไตรมาส 2 <br />ขณะที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 4% ของ GDP และคาดว่าจะออกมาตรการต่อเนื่องหลังได้ผ่อนปรนข้อจำกัดการขาดดุลการคลังซึ่งเดิมอยู่ที่ไม่เกิน 3% ต่อ GDP ทั้งนี้ EIC คาดว่าอินโดนีเซียจะหดตัว 2.1% ในปี 2020 และคาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ที่ 8.5% ในปี 2021 <br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>มาเลเซีย</strong></span> เติบโตชะลอลงที่ 0.7%YOY ในไตรมาส 1 หลังขยายตัว 4.3%YOY ในปี 2019 จากการชะลอตัวในภาคการผลิตและบริการ สะท้อนจากยอดค้าปลีกที่ขยายตัวเพียง 2.1%YOY เทียบกับ 6.9%YOY ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว โดย EIC คาดว่าอัตราการเติบโตในไตรมาส 2 จะชะลอต่อเนื่องก่อนจะกลับมาฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในครึ่งหลังของปี หลังมาเลเซียได้ใช้มาตรการปิดเมืองบางส่วนตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม แม้เริ่มมีการผ่อนคลายบ้างในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้การปิดเมืองบางส่วนได้ส่งผลให้การจ้างงานและการผลิตชะลอตัว สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่เร่งตัวขึ้นเป็น 3.9% ในเดือนมีนาคม จาก 3.3% ในเดือนกุมภาพันธ์ และดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production Index) ที่หดตัว 4.9%YOY ในเดือนมีนาคม ขณะที่เศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยจะส่งผลให้การส่งออกและจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัว โดยการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนถึง 63.3% ของ GDP ธนาคารกลางมาเลเซียได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 1% เหลือ 2% ในปีนี้ และคาดว่าจะปรับลงได้อีกหลังอัตราเงินเฟ้อลดลง -2.9%YOY ในเดือนเมษายน ขณะที่รัฐบาลได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 16% ของ GDP อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันโลกที่ร่วงลงอย่างรุนแรงอาจเป็นความเสี่ยงต่อรายได้การคลังและมูลค่าส่งออก ขณะที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูงที่ 52.5% ต่อ GDP ในปี 2019 ทั้งนี้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียจะหดตัว 5% ในปี 2020 และกลับมาฟื้นตัวได้ที่ 9% ในปี 2021<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong> ฟิลิปปินส์</strong></span> หดตัว 0.2%YOY ในไตรมาส 1 หลังขยายตัว 6.0%YOY ในปี 2019 จากการชะลอตัวในภาคส่วนสำคัญโดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากยอดค้าปลีกที่หดตัว 3.2%YOY และการส่งออกที่หดตัว 5.1%YOY ในไตรมาส 1 โดยทั้งสองคิดเป็นสัดส่วน 73.2% และ 28.3% ของ GDP ตามลำดับ ฟิลิปปินส์ได้บังคับใช้มาตรการปิดเมืองอย่างเข้มงวดในเกาะลูซอนและเมืองอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงเมืองมะนิลาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักอย่างรุนแรง สะท้อนจากดัชนีมูลค่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัว 11.3%YOY ในเดือนมีนาคม โดย EIC คาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะหดตัวหนักที่สุดก่อนจะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในครึ่งปีหลังตามมาตรการที่คาดว่าจะผ่อนคลายเรื่อย ๆ ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1.25% ในปีนี้อยู่ที่ 2.75% ขณะที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบ 8% ของ GDP อย่างไรก็ตาม ฟิลิปปินส์อาจเผชิญความเสี่ยงจากการส่งเงินกลับประเทศ (Remittances) ที่น้อยลงตามเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งอาจเป็นแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดเนื่องจากฟิลิปปินส์ขาดดุลการค้าค่อนข้างสูงอยู่แล้วที่ 12% ของ GDP ในปี 2019 และอาจเป็นความเสี่ยงต่อค่าเงินเปโซ ทั้งนี้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะหดตัว 4% ในปี 2020 และกลับมาฟื้นตัวได้ที่ 10% ในปี 2021<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>สิงคโปร์</strong> </span>หดตัว 0.7%YOY ในไตรมาส 1 หลังขยายตัว 0.7% ในปี 2019 จากการหดตัวของภาคการส่งออกและยอดค้าปลีกที่หดตัว 1.3%YOY และ 6.9%YOY ในไตรมาส 1 ตามลำดับ สิงคโปร์ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยและการท่องเที่ยวที่หยุดชะงัก (-84.7%YOY ในเดือนมีนาคม) เนื่องจากสิงคโปร์พึ่งพาอุปสงค์ต่างประเทศสูง โดยการส่งออกและการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศคิดเป็น 173.5% และ 28.4% ของ GDP ตามลำดับ ขณะเดียวกัน มาตรการ Circuit Breaker หรือการปิดเมืองบางส่วนซึ่งได้เริ่มใช้ในช่วงต้นเดือนเมษายนได้ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาพรวมเศรษฐกิจ (Whole Economy PMI) ที่ร่วงลงอยู่ที่ 28.1 ในเดือนเมษายน โดย EIC คาดว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ในครึ่งหลังของปีเป็นต้นไป ตามมาตรการปิดเมืองที่ผ่อนคลายและเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยธนาคารกลางสิงคโปร์ได้ใช้นโยบายผ่อนคลายต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 12% ของ GDP ทั้งนี้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์จะหดตัว 5.5% ในปี 2020 และกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2021 ที่ 7%<br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ot/84/fogbot84r0/Outlook_Q2_2020_7.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_7.jpg" width="2416" height="3023" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มีแนวโน้มหดตัวลงอย่างมีนัยจากการแพร่ระบาดของ COVID-19เศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย และมาตรการปิดเมือง </description>
					<enclosure length="0" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/l0/dq/fogbl0dqqi/iStock-860821440.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 17 Jun 2020 16:14:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจอาเซียน 4</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6577</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6577</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6577">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6548"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">เศรษฐกิจอาเซียน 4 : ความไม่แน่นอนทางการค้าโลกที่ลดลงและนโยบายที่ผ่อนคลายต่อเนื่องภายในประเทศจะช่วยหนุนการเติบโตในระยะต่อไป</span><br /><br /><span style="color: #4b2885;">เศรษฐกิจอาเซียน 4 ในไตรมาส 3 ปี 2019 ภาพรวมยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวเล็กน้อยแม้จะเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวในฟิลิปปินส์และสิงคโปร์</span></strong> โดยความเสี่ยงหลักยังคงมาจากผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ข้อตกลงทางการค้าระยะที่ 1 (phase 1) และการลดภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ-จีนบางส่วนมีแนวโน้มส่งผลให้การส่งออกและความเชื่อมั่นทางธุรกิจกลับมาฟื้นตัวในระยะข้างหน้า ทั้งนี้การบริโภคภายในประเทศของอินโดนีเซียและมาเลเซียยังคงแข็งแกร่ง รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้ดีในฟิลิปปินส์และสิงคโปร์เป็นแรงหนุนเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกและการลงทุนภายในชะลอตัว ธนาคารกลางของแต่ละประเทศยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของการบริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม อีไอซีคาดว่านโยบายการเงินในภาพรวมจะคงอยู่ในระดับผ่อนคลายในระยะต่อไปเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในแต่ละประเทศยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะเดียวกัน นโยบายการคลังจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างซึ่งจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพและศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะกลาง-ยาว <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ทิศทางของเศรษฐกิจในระยะต่อไปขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก การส่งออก การบริโภค และปัจจัยเฉพาะรายประเทศ</strong> </span><br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>อินโดนีเซีย</strong></span> เติบโตชะลอลงเล็กน้อยที่ 5.02%YOY ในไตรมาส 3 ของปี 2019 จาก 5.05%YOY ในไตรมาส 2 โดยปัจจัยหลักยังคงมาจากการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะในหมวดน้ำมันและการผลิตซึ่งหดตัว 20.4%YOY และ 4.1%YOY ในไตรมาส 3 ตามลำดับ ทั้งยังมีความเสี่ยงที่สหภาพยุโรป (EU) อาจลดการใช้น้ำมันปาล์มสำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของอินโดนีเซีย ทั้งนี้อัตราการว่างงานที่ต่ำและการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายถึง 4 ครั้งในปี 2019 ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังออกนโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจากหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับต่ำที่ราว 30% ของ GDP ในปี 2019 อีไอซีมองว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะมีแนวโน้มฟื้นตัวจากความไม่แน่นอนในตลาดโลกที่ลดลงและจากการการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่งและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจากภาครัฐ โดยคาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะเติบโตอยู่ที่ 5.04% ในปี 2019 และ 5.07% ในปี 2020<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>มาเลเซีย</strong></span> เติบโตชะลอลงที่ 4.4%YOY ในไตรมาส 3 ของปี 2019 จาก 4.9%YOY ในใตรมาส 2 เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอลงเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกซึ่งยังคงชะลอต่อเนื่องโดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าน้ำมันซึ่งหดตัว 6.5%YOY และ 3.5%YOY ในไตรมาส 3 ตามลำดับ ทั้งนี้ภาพรวมภายในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวจากยอดค้าปลีกที่ขยายตัว 7.05% ในไตรมาส 3 และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 50.0 ในเดือนธันวาคม แต่มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังของภาครัฐอาจทำให้นโยบายการคลังไม่เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากเท่าที่ควรจะเป็น อีไอซีมองว่าการเติบโตในอนาคตจะมาจากการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่ความเสี่ยงต่อภาคการส่งออกลดน้อยลงจากตลาดโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียจะเติบโตอยู่ที่ 4.5% ในปี 2019 และ 4.4% ในปี 2020<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>ฟิลิปปินส์</strong> </span>เติบโตเพิ่มขึ้นที่ 6.2%YOY ในไตรมาส 3 ของปี 2019 จาก 5.5%YOY ในไตรมาส 2 จากการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นหลังผ่านงบประมาณปี 2019 ที่ล่าช้ามาได้สำเร็จ ซึ่งภาครัฐได้เร่งใช้จ่ายเพื่อให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ในงบประมาณตามโครงการ Build Build Build ขณะเดียวกัน การส่งออกของฟิลิปปินส์ยังขยายตัวเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคแม้จะโตเพียงเล็กน้อยที่ 1%YOY ในไตรมาส 3 และภาคการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวได้ดีที่ 22%YOY อย่างไรก็ตาม การบริโภคและการขยายตัวของสินเชื่อในประเทศชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ทั้งนี้อีไอซีมองว่าการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางและอัตราการว่างงานที่ต่ำจะช่วยให้การบริโภคและการขยายตัวของสินเชื่อกลับมาฟื้นตัวในระยะข้างหน้า ขณะเดียวกัน อีไอซีมองว่าการใช้จ่ายของภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจที่สำคัญเนื่องจากภาครัฐได้เพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายในปี 2020 และต้องเร่งใช้จ่ายเพื่อให้ได้ตามเป้า รวมถึงสถานการณ์ในตลาดโลกที่ดีขึ้นจะช่วยสนับสนุนด้านการส่งออกและการลงทุน โดยคาดว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะเติบโตอยู่ที่ 5.7% ในปี 2019 และ 6.2% ในปี 2020<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>สิงคโปร์</strong></span> เติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.5%YOY ในไตรมาส 3 ของปี 2019 จาก 0.2%YOY ในไตรมาส 2 การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่อสิงคโปร์โดยตรงเนื่องจากเศรษฐกิจสิงคโปร์พึ่งพาการส่งออกและนำเข้า และการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศค่อนข้างมาก ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจภายในประเทศยังคงชะลอตัวจากการบริโภคที่หดตัว แต่ภาคการผลิตมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวหลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 51.0 ในเดือนธันวาคม ขณะที่การประท้วงในฮ่องกงได้ส่งผลบวกต่อสิงคโปร์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสิงคโปร์แทน โดยขยายตัว 3.5%YOY ในไตรมาส 3 ในระยะต่อไป อีไอซีมองว่าสงครามการค้าที่มีแนวโน้มดีขึ้นรวมถึงการผ่อนคลายนโยบายการเงินจะช่วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยคาดว่าเศรษฐกิจสิงค์โปร์จะเติบโตอยู่ที่ 0.5% ในปี 2019 และ 1% ในปี 2020<strong> <br /></strong></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ความไม่แน่นอนทางการค้าโลกที่ลดลงและนโยบายที่ผ่อนคลายต่อเนื่องภายในประเทศจะช่วยหนุนการเติบโตในระยะต่อไป</description>
					<enclosure length="0" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/lj/td/fjx1ljtdgt/iStock-860821440.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 21 Jan 2020 14:04:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจอาเซียน 4</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6350</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6350</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6350">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6339"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">เศรษฐกิจอาเซียน 4 : เติบโตชะลอลงตามการส่งออกที่ได้รับผลกระทบ แต่อุปสงค์ภายในยังสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ</span><br /><br /><span style="color: #4b2885;">การเติบโตเศรษฐกิจอาเซียน 4 ในไตรมาส 2 ปี 2019 ชะลอตัวในเกือบทุกประเทศยกเว้นมาเลเซีย</span></strong> เนื่องจากได้รับผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2018 การค้าโลกโดยรวมที่ยังคงชะลอตัวและวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และสมาร์ตโฟนที่เข้าสู่ช่วงขาลง ทำให้ภาพรวมการส่งออกของเศรษฐกิจอาเซียน 4 หดตัวติดต่อกันตั้งแต่ต้นปี 2019 (ยกเว้นฟิลิปปินส์ที่การส่งออกพลิกกลับมาเป็นบวกช่วงไตรมาส 2) เช่นเดียวกับการลงทุนโดยรวม<br />ของเศรษฐกิจอาเซียน 4 ในไตรมาสสองที่ขยายตัวต่ำ โดยภาคเอกชนชะลอการลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนจากผลกระทบของสงครามการค้า ประกอบกับความล่าช้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนยังคงเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดีตามอัตราการว่างงานที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลเดือนมิถุนายน อัตราการว่างงานของอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์อยู่ที่ 5% 3.3% 5.4% และ 2.2% ตามลำดับ ซึ่งยังถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอดีต<br /> <br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ทิศทางของเศรษฐกิจในระยะต่อไปขึ้นอยู่กับแนวโน้มการบริโภคภาคเอกชนและปัจจัยเฉพาะรายประเทศ</strong> </span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อินโดนีเซีย</strong> </span>ขยายตัว 5.05%YOY ในไตรมาสสอง ซึ่งชะลอลงเล็กน้อยจาก 5.07%YOY ในไตรมาสแรก จากการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมันที่ยังไม่ฟื้นตัวและผลกระทบจากสงครามการค้า ประกอบกับแผนการขาดดุลงบประมาณภาครัฐที่คาดว่าจะน้อยลงในปี 2019 และ 2020 ทำให้รายจ่ายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำและการเติบโตที่ชะลอลงทำให้ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงต่อเนื่อง 3 ครั้งตั้งแต่ต้นปีจาก 6% มาอยู่ที่ 5.25% ในเดือนกันยายนและยังมีแนวโน้มปรับลดลงได้อีก ในระยะต่อไป อีไอซีมองว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะเติบโตจากการบริโภคภาคครัวเรือนซึ่งสะท้อนจากยอดค้าปลีกที่ยังเติบโตและอัตราการว่างงานซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ดี<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>มาเลเซีย</strong> </span>เติบโตเร่งขึ้นที่ 4.9%YOY ในไตรมาสสองจาก 4.5%YOY ในไตรมาสแรก จากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังเติบโตดี การส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีมีแนวโน้มทรงตัวจากการส่งออกสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นทดแทนการหดตัวของการส่งออกหมวดสินค้าโภคภัณฑ์ ธนาคารกลางมาเลเซียปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1 ครั้งในเดือนพฤษภาคมจาก 3.25% เป็น 3% ในระยะต่อไป อีไอซีมองว่าการเติบโตของมาเลเซียจะยังคงได้แรงหนุนจากการการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกจากค่าเงินริงกิตที่ค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ฟิลิปปินส์</strong> </span>ขยายตัวชะลอลงที่ 5.5%YOY ในไตรมาสสองจาก 5.6%YOY ในไตรมาสแรก โดยมีสาเหตุหลักมาจากการหดตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานล่าช้าทำให้การใช้จ่ายของภาครัฐชะลอตัว ในขณะที่การส่งออกฟื้นตัวในไตรมาสสองจากการส่งออกสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์และผลไม้ ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายไป 3 ครั้งตั้งแต่ต้นปี โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาอยู่ที่ 4.00% จาก 4.75% เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ<br />ที่ชะลอลง และยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยได้อีกเนื่องจากในปี 2018 ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ได้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายถึง 175 basis points (จาก 3% สู่ระดับ 4.75%) ในระยะต่อต่อไป อีไอซีมองว่าการเติบโตของฟิลิปปินส์จะมีแนวโน้มจากการกระตุ้นทางการคลังและการใช้จ่ายของภาครัฐตามโครงการ Build Build Build และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ตามแผนของรัฐบาล<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สิงคโปร์</strong></span> เติบโตชะลอลงเหลือ 0.1%YOY หรือ -3.3%QOQ SAAR ในไตรมาสสองจาก 1.1%YOY ในไตรมาสแรก สาเหตุมาจากการหดตัวในเกือบทุกภาคส่วนทั้งการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกรวม ภาคอุตสาหกรรมการผลิตยังหดตัวต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามการค้าและความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีน เพิ่มโอกาสของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคในไตรมาสทืี่ 3 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 0.8% ในเดือนสิงหาคม อีไอซีคาดว่าธนาคารกลางสิงคโปร์มีแนวโน้ม<br />ปรับกรอบความชันของอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง (NEER) ให้ลดลงเพื่อไม่ให้เงินดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลง<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>กลุ่มประเทศอาเซียน 4 มีแนวโน้มปรับทิศทางผ่อนคลายนโยบายการเงินและการคลังมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2019 และ 2020 ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น</strong></span> นอกจากการบริโภคภาคครัวเรือนที่จะเป็นปัจจัยสำคัญของการเติบโตในระยะต่อไป นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายผสานกับนโยบายการคลังผ่านการใช้จ่ายของภาครัฐและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะมีส่วนช่วยประคองให้กลุ่มประเทศอาเซียน 4 ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อในระยะข้างหน้าแม้ความเสี่ยงของผลกระทบสงครามการค้ายังคงมีอยู่</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เติบโตชะลอลงตามการส่งออกที่ได้รับผลกระทบ แต่อุปสงค์ภายในยังสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ</description>
					<enclosure length="0" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/tr/my/fgp9trmyq9/iStock-860821440.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 08 Oct 2019 13:57:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>