<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1541787596041" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS Outlook:CLMV Economy</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For Outlook:CLMV Economy</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:33:46 +0700</pubDate><ttl>8</ttl>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7449</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7449</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7449">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2021&nbsp;<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7434"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><br />แนวโน้มการฟื้นตัวยังคงมีความแตกต่างกันท่ามกลางความเสี่ยงรายประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้าน</span><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">การเมืองในเมียนมา</span><br /></strong></p>
<p><strong><br />EIC คาดเศรษฐกิจ CLMV ในปี 2021 ยังคงมีแนวโน้มการฟื้นตัวที่แตกต่างกันตามสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 และความเสี่ยงรายประเทศ</strong> โดยเศรษฐกิจ CLMV ในปี 2020 ชะลอตัวอย่างมีนัยจากการระบาดของ COVID-19 และภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก แต่มีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและจะทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง นำโดยเวียดนามซึ่งมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับสู่ค่าเฉลี่ยก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 ได้เร็วที่สุดจากภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง ขณะที่กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมาจะยังมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปในอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดวิกฤต เศรษฐกิจ CLMV จะได้รับปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัว 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การควบคุมการระบาดของ COVID-19 ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศฟื้นตัวได้หลังผ่อนคลายมาตรการ lockdown 2) การเริ่มฉีดวัคซีนอย่างแพร่หลายโดยแม้กลุ่มประเทศ CLMV อาจไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่สำเร็จภายในปี 2021 แต่การเริ่มฉีดวัคซีนในประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และจีน จะเป็นปัจจัยให้ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวได้ และ 3) มาตรการภาครัฐและการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากแผลเป็นทางเศรษฐกิจ เช่น การโอนเงินเยียวยา การลดภาษี และการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น นอกจากนี้ ในระยะกลางเศรษฐกิจ CLMV คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการลงนามความตกลง RCEP โดยเฉพาะจากการลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจ CLMV ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ในบางประเทศ ตลอดจนความเสี่ยงรายประเทศ โดยเฉพาะในเมียนมาซึ่งกำลังเผชิญสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง<br /><br /><span style="color: #4b2885; font-size: 14pt;"><strong>กัมพูชา</strong></span><br /><br /><strong>อุปสงค์จากต่างประเทศที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการเริ่มฉีดวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจกัมพูชาขยายตัว </strong><strong>4% ในปี 2021 หลังหดตัว -1.9% ในปี 2020</strong> ภาคการส่งออกสินค้า (คิดเป็น 54% ของ GDP) คาดว่าจะฟื้นตัวปานกลางหลังประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร เริ่มฉีดวัคซีนอย่างแพร่หลายซึ่งจะเอื้อต่ออุปสงค์ต่อสินค้าสำคัญ เช่น เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และสินค้าเพื่อการเดินทาง ขณะเดียวกัน การลงนามสัญญาข้อตกลงการค้าเสรีกับจีน (CCFTA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลในปี 2021 จะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการส่งออกอีกด้วย การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI : 14% ของ GDP) มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีนและการกลับมาดำเนินการต่อของโครงการที่ถูกเลื่อนในปี 2020 ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศก็จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปเช่นกันหลังผ่อนคลายมาตรการ lockdown ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ อาทิ การชดเชยรายได้และการโอนเงินเยียวยา ที่มีแนวโน้มขยายเวลาต่อไปอีก (ล่าสุดขยายเวลาถึงสิ้นเดือนมีนาคม) อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวที่ 4% นั้นยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเดิมเนื่องจากภาคการท่องเที่ยว (14% ของ GDP) ที่คาดว่าจะยังคงซบเซาต่อเนื่องก่อนจะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในไตรมาสสุดท้ายในปีนี้ ตลอดจนความเสี่ยงจากการถูกถอดถอนสิทธิพิเศษทางการค้า Everything But Arms จากสหภาพยุโรป และการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ซึ่งเริ่มพบเจอเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา<br /><br /><span style="font-size: 14pt;"><strong><span style="color: #4b2885;"><br />สปป.ลาว</span></strong></span><br /><br /><strong>แม้สปป.ลาวจะสามารถควบคุม COVID-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผ่อนคลายมาตรการ lockdown ส่วนใหญ่แล้ว แต่สถานะการคลังที่อ่อนแอจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญให้สปป.ลาวฟื้นตัวได้เพียง 4.5% ในปี 2021 หลังหดตัว -0.5% ในปี 2020</strong> เศรษฐกิจสปป.ลาวเริ่มส่งสัญญานฟื้นตัวในไตรมาส 3 ปี 2020 สะท้อนจากการส่งออกที่พลิกกลับมาขยายตัว 5.8%YOY และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2021 ตามอุปสงค์จากจีน ไทย และเวียดนามที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ด่านค้าชายแดนที่ยังคงปิดอยู่หลายด่าน (ไทยเปิดเพียง 14 จาก 49 ด่าน ณ เดือนมกราคม 2021) จะเป็นปัจจัยกดดันต่อการส่งออกแต่มีแนวโน้มผ่อนคลายลงเมื่อเริ่มมีการฉีดวัคซีนอย่างแพร่หลาย การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจีนคาดว่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการรถไฟความเร็วจีน-สปป.ลาว ทางด่วนจีน-สปป.ลาว และโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าใหม่ ๆ ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังการผ่อนคลายมาตรการ lockdown แต่ยังมีปัจจัยกดดันจากแผลเป็นทางเศรษฐกิจ เช่น ตลาดแรงงานที่ยังอ่อนแอและการส่งเงินกลับประเทศ (Remittances) ที่ซบเซา นอกจากนี้ สปป.ลาวยังมีความเสี่ยงด้านการชำระหนี้สาธารณะสูงเนื่องจากมีการขาดดุลการคลังต่อเนื่อง ระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ต่ำ และค่าเงินกีบที่มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อเศรษฐกิจสปป.ลาวในปีนี้ และอาจจำกัดความสามารถของสปป.ลาวในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต<br /><br /><br /><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>เมียนมา</strong></span><br /><br /><strong>เศรษฐกิจเมียนมาคาดว่าจะซบเซาต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2020/2021 (ตุลาคม 2020 &ndash; กันยายน 2021) โดยเติบโต 0% หลังขยายตัว 1.5% ในปีงบประมาณ 2019/2020 จากความไม่แน่นอนทางการเมืองและการระบาดของ COVID-19 ที่ยืดเยื้อ&nbsp;</strong>ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2020/2021 เมียนมาเผชิญการระบาดระลอกสองที่รุนแรง ส่งผลให้มีการประกาศ lockdown บางส่วนอีกรอบ และกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ สะท้อนจากการส่งออกที่หดตัว -9.5%YOY ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2021 และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตที่ยังอยู่ในภาวะหดตัวที่ระดับ 47.8 ในเดือนมกราคมจากจุดต่ำสุดของการระบาดระลอกสองที่ 30.6 ในเดือนตุลาคม 2020 ทั้งนี้ถึงแม้จำนวนผู้ติดเชื้อได้เริ่มลดลงแล้ว (ส่วนนึงเป็นเพราะอัตราการตรวจหาเชื้อที่น้อยลงหลังเกิดรัฐประหาร) ซึ่งช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นบ้าง แต่การเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นปัจจัยความเสี่ยงใหม่ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเมียนมา โดย EIC คาดว่าเหตุรัฐประหารได้เพิ่มความเสี่ยงด้านต่ำต่อเศรษฐกิจเมียนมาผ่านหลายช่องทาง ได้แก่ 1) การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่อาจถูกเลื่อนออกไป 2) ความเสี่ยงจากการถูกคว่ำบาตร โดยเฉพาะจากชาติตะวันตก ซึ่งอาจจำกัดการเข้าสู่ตลาดการค้าและการเงินโลกของเมียนมา 3) การประท้วงในวงกว้างและการนัดหยุดงานที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งนำไปสู่การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการขนส่ง รวมถึงการค้าชายแดน และ 4) ความไม่แน่นอนในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ นอกจากนี้ เมียนมายังอาจเผชิญความเสี่ยงด้านการคลังจากการขาดดุลการคลังต่อเนื่องและการเข้าถึงแหล่งทุนที่อาจมีจำกัดมากขึ้น ขณะที่ค่าเงินกีบมีแนวโน้มอ่อนค่าในปี 2021 นี้ จาก FDI ที่ซบเซา การส่งเงินกลับประเทศที่ชะลอตัว และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง<br /><br /><br /><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>เวียดนาม</strong></span><br /><br /><strong>อุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกสำคัญที่แข็งแกร่งและเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้าเวียดนามต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เวียดนามฟื้นตัวโดดเด่นที่ 7.0% ในปี 2021 หลังขยายตัว 2.9% ในปี 2020</strong> สินค้าส่งออกหลักของเวียดนาม เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์คาดว่าจะมีอุปสงค์ที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าเพื่อการทำงานที่บ้านที่สูงขึ้นในช่วงการระบาดของ COVID-19 และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งยังได้ปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากข้อตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป-เวียดนาม (EVFTA) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว โดยการส่งออกในเดือนมกราคม 2021 มีมูลค่าสูงสุดในประวัติการณ์ที่ระดับ 2.85 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เวียดนามเผชิญความเสี่ยงหลังถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นผู้บิดเบือนค่าเงิน โดยถึงแม้จะยังไม่มีมาตรการตอบโต้จากสหรัฐฯ แต่อาจเป็นความเสี่ยงต่อการส่งออกและการเข้าดูแลค่าเงินดองของธนาคารกลางในอนาคต ขณะที่ FDI คาดว่าจะยังคงได้รับผลประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนและการลงทุนจากบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่อง สะท้อนจากการเบิกจ่ายเม็ดเงินลงทุนที่ขยายตัว 4.1%YOY ในเดือนมกราคม สำหรับภาคเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องนำโดยภาคการผลิตซึ่งได้ปัจจัยบวกจากอุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกที่สูง โดยในเดือนมกราคมดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตขยายตัวที่ 51.3 ขณะเดียวกันยอดค้าปลีกยังขยายตัวเช่นกันที่ 6.4%YOY ในเดือนมกราคมแต่ยังเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤต จากแผลเป็นทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราการว่างงานและอัตราการว่างงานต่ำระดับที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤตที่ 2.4% และ 1.9% ตามลำดับ นอกจากนี้ เวียดนามได้เผชิญการระบาดระลอกใหม่ตั่งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมซึ่งอาจทำให้การฟื้นตัวหยุดชะงักอีกครั้ง EIC มองว่าเวียดนามจะยังคงมาตรการภาครัฐและการเงินในระดับผ่อนคลายแต่อาจไม่ใช้มาตรการชุดใหญ่เพิ่มเติม เนื่องจากเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งต่อไป<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/69/hv/fwr469hvsp/12.jpg" alt="12.jpg" width="2080" height="2569" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6b/gt/fwr46bgtxu/13.jpg" alt="13.jpg" width="2236" height="2893" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แนวโน้มการฟื้นตัวยังคงมีความแตกต่างกันท่ามกลางความเสี่ยงรายประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านการเมืองในเมียนมา</description>
					<enclosure length="7291" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/wk/sh/fwr3wkshc0/iStock-532263498.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 15 Mar 2021 16:17:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7260</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7260</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7260">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7249"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><br />แนวโน้มฟื้นตัวช้าและแตกต่างกันตามสถานการณ์การระบาดในแต่ละประเทศและความเสี่ยงเฉพาะรายประเทศที่ยืดเยื้อ</span><br /><br /><span style="color: #333333;">EIC คาดแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ CLMV จะยังคงเป็นไปอย่างช้า ๆ และแตกต่างกันในแต่ละประเทศตามความสำเร็จในการควบคุมการระบาดของ COVID-19</span></strong> โดยรวมเศรษฐกิจ CLMV ส่งสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาส 3 หลังสามารถควบคุมการระบาดของ COVID-19 ระลอกแรกได้สำเร็จในช่วงครึ่งปีแรกและเริ่มผ่อนคลายมาตรการ lockdown ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 3 เวียดนามและเมียนมากลับมาเผชิญการระบาดอีกครั้ง ทำให้ทั้งสองประเทศบังคับใช้มาตรการ lockdown แบบเฉพาะจุดอีกรอบ ซึ่งเวียดนามประสบความสำเร็จในการควบคุมอย่างรวดเร็วส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ขณะที่เมียนมายังเผชิญการระบาดที่รุนแรงซึ่งจะกระทบต่อการฟื้นตัวในปีงบประมาณ 2020/2021 (เริ่มเดือนตุลาคม 2020) ทั้งนี้อุปสงค์ทั้งในและนอกประเทศคาดว่าจะยังคงมีแนวโน้มซบเซาจากมาตรการปิดพรมแดนที่ยืดเยื้อ อัตราการว่างงานในประเทศที่ยังอยู่สูงกว่าช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19 และเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะท้อนจากข้อมูล Google Mobility Data ในร้านค้าปลีกและนันทนาการที่ยังไม่ฟื้นตัวถึงระดับช่วงก่อน COVID-19 EIC มองว่ารัฐบาลและธนาคารกลางกลุ่มประเทศ CLMV จะยังคงใช้มาตรการแบบผ่อนคลายต่อเนื่องแต่ขนาดของมาตรการต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการทำนโยบายการคลัง (Fiscal Space) ของแต่ละประเทศซึ่งอาจจะมีจำกัดและเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อัตราการฟื้นตัวในแต่ละประเทศแตกต่างกัน นอกจากนี้ เศรษฐกิจ CLMV ยังคงเผชิญความเสี่ยงรายประเทศที่ยืดเยื้ออีกด้วย ทั้งนี้ EIC ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจสปป.ลาวในปี 2020 เนื่องด้วยขีดความสามารถในการทำนโยบายการคลังที่จำกัดและเศรษฐกิจเมียนมาในปีงบประมาณ 2020/2021 จากมาตรการ lockdown ที่ยืดเยื้อ<br /><br /> <strong>อุปสงค์จากต่างประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปต่อเนื่องถึงปี 2021 โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออกคาดว่าจะเป็นแรงกดดันสำคัญให้เศรษฐกิจกัมพูชาหดตัวถึง -3.0% ในปี 2020 และฟื้นตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนหน้าที่ 5.0% ในปี 2021</strong> ถึงแม้ว่ากัมพูชาจะได้ผ่อนคลายมาตรการ lockdown ภายในประเทศส่วนใหญ่แล้ว เศรษฐกิจกัมพูชาซึ่งพึ่งพาอุปสงค์ต่างประเทศในภาคการท่องเที่ยวจากต่างชาติ (14% ของ GDP) และภาคการส่งออกสินค้า (54% ของ GDP) สูงจะยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าจากการหยุดชะงักของการท่องเที่ยวโลกและอุปสงค์ต่อเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า (74.3% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2019) ที่ยังหดตัว โดยในเดือนสิงหาคมการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าหดตัว -39.8%YOY และ -40.6%YOY ตามลำดับ นอกจากนี้ การส่งออกยังได้รับผลกระทบจากการถูกเพิกถอนสิทธิพิเศษทางการค้า Everything But Arms บางส่วนโดยสหภาพยุโรปและการกลับมาบังคับใช้มาตรการ lockdown ในประเทศคู่ค้าสำคัญอีกด้วย โดยอุปสงค์โลกที่ซบเซานี้คาดว่าจะทำให้อุปสงค์ภายในประเทศฟื้นตัวช้าเช่นกันผ่านการปิดตัวของธุรกิจและโรงงานต่าง ๆ ตลอดจนรายได้ครัวเรือนที่ลดลง ทั้งนี้รัฐบาลกัมพูชาได้ออกมาตรการทางการคลังต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ต่ออายุมาตรการเยียวยาด้านรายได้สำหรับผู้ถูกเลิกจ้างและมาตรการยกเว้นภาษีต่าง ๆ ไปจนถึงเดือนธันวาคม และเป็นไปได้ที่จะออกมาตรการต่าง ๆ เพิ่มเติมเนื่องจากระดับหนี้สาธารณะที่ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 31.9% ต่อ GDP ณ ไตรมาส 2 ปี 2020 (แต่ทั้งหมดเป็นหนี้ต่างประเทศ)<br /><br /> <strong>แม้สปป.ลาวจะสามารถควบคุมการระบาดของ COVID-19 ได้สำเร็จแต่ขีดความสามารถในการทำนโยบายการคลังที่จำกัดและความเสี่ยงจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเนื่องด้วยเสถียรถาพการคลังและต่างประเทศที่อ่อนแอคาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัว -0.5% ในปี 2020 และฟื้นตัวอย่างจำกัดที่ 4.5% ในปี 2021</strong> เศรษฐกิจสปป.ลาวเริ่มทยอยฟื้นตัวในไตรมาส 3 สะท้อนจากการส่งออกที่พลิกกลับมาขยายตัว 5.8%YOY หลังประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น ไทยและจีนผ่อนคลายมาตรการ lockdown อย่างไรก็ตาม การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและมาตรการปิดพรมแดนต่อเนื่องจะยังเป็นแรงกดดันต่อการค้าชายแดนและแรงงานที่พึ่งพาการทำงานในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจที่หดตัวนี้ได้ส่งผลให้ปัญหาการชำระหนี้สาธารณะของสปป.ลาวที่สูงอยู่แล้วทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นผ่านการจัดเก็บรายได้ที่ลดลงและการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้น ตลอดจนค่าเงินกีบที่มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ต่ำ โดย Moody&rsquo;s และ Fitch Ratings ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสปป.ลาวเป็น Caa2 with Negative Outlook และ CCC ตามลำดับซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนในการระดมทุนของสปป.ลาวสูงขึ้นและจำกัดการใช้มาตรการการคลังเพิ่มเติมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยที่ผ่านมา สปป.ลาวได้ออกมาตรการที่มีขนาดแค่ประมาณ 0.2% ของ GDP ผ่านการลดภาษีและเงินกู้แบบผ่อนปรนเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ธนาคารกลางสปป.ลาวได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 100 bps ในปีนี้ เหลือ 3%<br /> <br /> <strong>การกลับมาระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงซึ่งส่งผลให้รัฐบาลเมียนมาต้องบังคับใช้มาตรการ lockdown บางส่วนในเมืองสำคัญต่าง ๆ รวมถึงย่างกุ้งอีกรอบคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจเมียนมาฟื้นตัวช้าลงในปีงบประมาณ 2020/2021 (ตุลาคม 2020 &ndash; กันยายน 2021) ที่ 4.0% หลังชะลอตัวที่ 1.5% ในปีงบประมาณ 2019/2020</strong> โดยในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงตุลาคม รัฐบาลเมียนมาได้ออกคำสั่งให้ประชาชนหยุดอยู่บ้านและธุรกิจที่ไม่จำเป็นปิดกิจการชั่วคราวซึ่งรวมถึงโรงงานเครื่องนุ่งห่ม ตลอดจนออกมาตรการจำกัดการเดินทางข้ามรัฐต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักอีกรอบ สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ซึ่งลดลงสู่ระดับ 30.6 ในเดือนตุลาคม การ lockdown รอบที่สองนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยต่ออุปสงค์ภายในประเทศผ่านรายได้ครัวเรือนและธุรกิจที่ลดลงซึ่งอาจมีความเปราะบางมาก่อนแล้วจากการ lockdown รอบแรกเมื่อเดือนเมษายน ขณะที่การส่งออกอาจชะลอตัวจากมาตรการปิดด่านพรมแดนซึ่งทำให้การค้าหยุดชะงัก ทั้งนี้รัฐบาลเมียนมาได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพิ่มเติม เช่น การจัดสรรสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ข้าราชการและการอุดหนุนเงินเดือนบางส่วนแก่แรงงานที่ถูกบังคับให้อยู่บ้าน ซึ่งการชนะเลือกตั้งของอองซานซูจีและพรรค NLD ที่ได้ที่นั่งถึง 396 จากทั้งหมด 476 ที่นั่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองในอนาคตและเป็นผลบวกต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนและเอื้อต่อการออกมาตรการการคลังเพิ่มเติมต่าง ๆ ขณะที่ธนาคารกลางเมียนมาได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 300 bps เหลือ 7% ในปีนี้ <br /><br /><strong> เศรษฐกิจเวียดนามฟื้นตัวในไตรมาส 3 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการควบคุมการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ได้อย่างรวดเร็วและอุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกสำคัญที่แข่งแกร่ง โดย EIC คาดว่าเวียดนามจะกลับมาฟื้นตัวได้ที่ค่าเฉลี่ยเดิมที่ 7% ในปี 2021 หลังชะลอตัวเหลือ 2.3% ในปี 2020</strong> ในไตรมาส 3 เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว 2.6%YOY ฟื้นตัวในเกือบทุกภาคส่วนจากจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ที่ขยายตัวเพียง 0.4%YOY โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกซึ่งขยายตัว 10.6%YOY ในไตรมาส 3 โดยเฉพาะในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งได้รับอานิสงส์จากอุปสงค์ต่อสินค้าเพื่อการทำงานที่บ้านที่สูง และการฟื้นตัวของการเบิกจ่ายเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศซึ่งล่าสุดขยายตัว 2.5%YOY ในเดือนตุลาคม ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศก็ฟื้นตัวอย่างแข่งแกร่งเช่นกัน สะท้อนจากยอดค้าปลีกที่ขยายตัว 6.1%YOY ในเดือนตุลาคมและอัตราการว่างงานที่ลดลงเหลือ 2.5% ในไตรมาส 3 จาก 2.7% ในไตรมาส 2 อย่างไรก็ดี อัตราการว่างงานต่ำกว่าระดับ (underem-ployment rate) กลับพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับ 2.8% ในไตรมาส 3 จาก 2.1% ในไตรมาส 2 สะท้อนว่าตลาดแรงงานเวียดนามยังคงมีความอ่อนแออยู่ ซึ่งอาจกดดันการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศในระยะต่อไป ทั้งนี้รัฐบาลเวียดนามได้บังคับใช้มาตรการทางการคลังต่อเนื่องผ่านการลดภาษีและการจ่ายเงินช่วยประชากร ขณะที่ธนาคารกลางเวียดนามได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 200 bps ในปีนี้เหลือ 4.0% และมีโอกาสปรับลดได้อีกหากการฟื้นตัวช้ากว่าคาด ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มได้รับปัจจัยบวกจากความตกลงเขตการค้าเสรีและการลงทุนระหว่าง EU และเวียดนาม (EVFTA) และการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน แต่มีประเด็นความเสี่ยงที่ต้องจับตามองได้แก่ความเสี่ยงด้านการบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulator) หลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่ารัฐบาลเวียดนามมีส่วนทำให้ค่าเงินดองมีมูลค่าต่ำกว่าดอลลาร์สหรัฐประมาณ 4.7% ในปี 2019 ซึ่งหากเวียดนามถูกระบุว่าเป็น Currency Manipulator (ปัจจุบันอยู่ใน watchlist) อาจกระทบต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ ในอนาคต โดยในเดือนพฤศจิกายน สหรัฐฯ ได้เริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้ายางรถยนต์จากเวียดนามที่อัตรา 6.23%-10.08%<br /><br /></p>
<p><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/vu/3r/ftt9vu3r04/16.jpg" alt="16.jpg" width="2236" height="3178" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แนวโน้มฟื้นตัวช้าและแตกต่างกันตามสถานการณ์การระบาดในแต่ละประเทศและความเสี่ยงเฉพาะรายประเทศที่ยืดเยื้อ</description>
					<enclosure length="7291" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/s9/q2/ftt9s9q2d2/iStock-532263498.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 09 Dec 2020 16:20:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7105</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7105</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7105">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">แนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าคาดจากผลกระทบที่ยืดเยื้อของ COVID-19 และความเสี่ยงเฉพาะรายประเทศที่สูงขึ้น</span><br /><br /><span style="color: #4b2885;">แม้สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในกลุ่มประเทศ CLMV ในช่วงครึ่งปีแรกจะอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แต่ผลจากการบังคับใช้มาตรการ lockdown ที่เข้มงวด รวมถึงผลกระทบจากอุปสงค์ต่างประเทศที่หดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ได้ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศของกลุ่ม CLMV ชะลอตัวลงเป็นอย่างมากเช่นกัน</span></strong> โดยแม้ว่าเศรษฐกิจ CLMV จะมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วหลังการผ่อนคลายมาตรการ lockdown แต่ EIC คาดว่าการฟื้นตัวจะยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวช้าลงในช่วงหลัง จากอุปสงค์ทั้งในและนอกประเทศที่ยังคงซบเซาตามอัตราว่างงานที่พุ่งสูงขึ้น การโอนเงินกลับจากต่างประเทศ (Remittances) ที่ลดลง การระบาดของ COVID-19 ในต่างประเทศที่ยังสูงขึ้นเรื่อย ๆ และมาตรการปิดพรมแดนที่ยาวนานต่อเนื่องรวมถึง Google Mobility Data ที่ยังอยู่ต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 ในหลายพื้นที่ ทั้งนี้ EIC มองว่ารัฐบาลและธนาคารกลาง CLMV จะยังคงใช้นโยบายแบบผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวที่ยังอ่อนแรงและยังมีความเสี่ยงด้านต่ำอยู่ โดยเฉพาะความเสี่ยงรายประเทศที่สูงขึ้น ความเสี่ยงในการระบาดระลอกใหม่ และความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากระดับหนี้สาธารณะและหนี้เสียที่สูงขึ้นซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาว ด้วยปัจจัยดังกล่าว EIC ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMV ในปี 2020 ลงเพิ่มเติมในทุกประเทศ โดยคาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ CLMV ในปี 2021 จะยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเดิมแม้จะมีผลจากฐานที่ต่ำ<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>การถูกเพิกถอนสิทธิพิเศษทางการค้า EBA บางส่วนโดยสหภาพยุโรปและมาตรการปิดพรมแดนที่ยาวนานต่อเนื่องคาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจกัมพูชาหดตัวถึง -3.0% ในปี 2020</strong></span> แม้กัมพูชาจะสามารถควบคุมการระบาดของ COVID-19 ได้ดีและได้ผ่อนคลายมาตรการ lockdown ส่วนใหญ่แล้ว อุปสงค์โลกที่หดตัวตามเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยคาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจกัมพูชาฟื้นตัวช้า เนื่องจากกัมพูชาพึ่งพาการส่งออกและรายได้จากนักท่องเที่ยวสูงที่ 63% และ 18% ของ GDP ตามลำดับ โดยการส่งออกกัมพูชาซึ่งมีการกระจุกตัวสูงในสินค้าเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า (คิดเป็น 75% ของการส่งออกทั้งหมด) มีความอ่อนไหวต่อรายได้ประชากรที่หดตัวในประเทศคู่ค้ามาก และยังได้รับผลกระทบจากการถูกเพิกถอนสิทธิพิเศษทางการค้า EBA บางส่วนโดยสหภาพยุโรป (ส่วนแบ่ง 23% ของการส่งออกทั้งหมด) อีกด้วย ขณะเดียวกัน ภาคการบริโภคภายในประเทศก็ได้รับแรงกดดันจากการปิดตัวของธุรกิจ โดยเฉพาะในภาคการผลิตและการท่องเที่ยว และการว่างงานที่สูงขึ้นซึ่งส่งผลให้รายได้ครัวเรือนลดลง ทั้งนี้ธนาคารกลางและรัฐบาลกัมพูชาได้ออกมาตรการต่าง ๆ เช่นการลดภาษีและค่าธรรมเนียม การจัดสรรเงินกู้แบบผ่อนปรน และมาตรการโอนเงินเยียวยา มูลค่ารวมราว 8.3% ของ GDP และมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป EIC คาดว่ากัมพูชาจะทยอยฟื้นตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและพลิกกลับมาขยายตัวที่ 5.0% ในปี 2021 แต่ยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำอยู่เนื่องจากภาคครัวเรือนที่มีหนี้สูงอาจส่งผลให้ระดับหนี้เสียสูงขึ้นเช่นกันในปีนี้<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจลาวคาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.5% ในปี 2020 จากความสามารถในการใช้นโยบายการคลังที่มีจำกัดและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการคลังและต่างประเทศที่สูง</strong> </span>แม้ลาวจะควบคุมการระบาดของ COVID-19 ได้ดีในช่วงครึ่งปีแรก แต่ผลของการบังคับใช้มาตรการ lockdown ทั่วประเทศอย่างเข้มงวดในช่วงเดือนเมษายนได้ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นและรายได้ประชากรลดลง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชน ที่คิดเป็น 65% ของ GDP ชะลอตัว ขณะเดียวกัน การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญสำหรับเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอาจมีแนวโน้มชะลอตัวในระยะข้างหน้าจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่มีอยู่สูง ประเด็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับลาวคือภาระหนี้สาธารณะที่สูงซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ต่างประเทศ ตลอดจนระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ต่ำและค่าเงินกีบที่มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง โดย Moody&rsquo;s ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลาวลงสู่ระดับ Caa 2 แนวโน้มเชิงลบ (จากระดับ B3 แนวโน้มเชิงบวก) ซึ่งอาจส่งผลให้ลาวเผชิญต้นทุนในการระดมทุนที่สูงขึ้นและจำกัดความสามารถในการใช้นโยบายการคลังเพิ่มเติม โดยในช่วงที่ผ่านมา ลาวใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจเพียง 0.1% ของ GDP ขณะที่ธนาคารกลางลาวได้ลดดอกเบี้ยนโยบาย 100 bps ในปีนี้ ทั้งนี้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจลาวจะมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ และจะขยายตัวได้เพียง 4.5% ในปี 2021<br /> <br /><span style="color: #4b2885;"><strong> ผลกระทบจากมาตรการปิดประเทศที่ยืดเยื้อและอุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกสำคัญที่ลดลงคาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจเมียนมาเติบโตเพียง 1.5% ในปี 2020</strong> </span>อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัวจากรายได้ครัวเรือนที่ลดลงหลังเมียนมาได้บังคับใช้มาตรการ lockdown ต่าง ๆ เช่น การใช้เคอร์ฟิวในเมืองบางเมืองและการห้ามรวมกลุ่ม โดยล่าสุดในช่วงปลายเดือนสิงหาคมเมียนมากำลังเผชิญกับการระบาด COVID-19 ระลอกใหม่ในรัฐยะไข่ซึ่งอาจทำให้ต้องเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการ lockdown ยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน แรงงานเมียนมาในต่างแดนที่เดินทางกลับประเทศในช่วง lockdown จะส่งผลให้การโอนเงินกลับประเทศซึ่งคิดเป็น 3.7% ของ GDP ในปี 2019 ลดลง ทั้งนี้เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดแล้วสะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตที่ฟื้นตัวสู่ระดับ 53.2 ในเดือนสิงหาคมแต่การฟื้นตัวน่าจะเป็นไปอย่างช้า ๆ จากอุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกสำคัญ เช่น เครื่องนุ่งห่มและก๊าซธรรมชาติที่ยังต่ำอยู่ ธนาคารกลางเมียนมาได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 300 bps ในปีนี้จาก 10% เหลือ 7% พร้อมทั้งออกมาตรการรักษาสภาพคล่องระหว่างธนาคารขณะที่รัฐบาลได้เริ่มใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ COVID-19 Economic Relief Plan ซึ่งโดยรวมมีมูลค่าประมาณ 3% ของ GDP (ทั้งนี้มาตรการที่ได้บังคับใช้แล้ว ณ วันที่ 24 สิงหาคมมีมูลค่าแค่ประมาณ 0.2% ของ GDP) EIC คาดว่าเศรษฐกิจเมียนมาจะกลับมาฟื้นตัวได้ที่ 6.0% ในปี 2021 แต่ยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายและการเมืองที่อาจเพิ่มขึ้นก่อนถึงการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2020 <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong> ผลกระทบจากอุปสงค์โลกที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยและการบังคับใช้มาตรการ lockdown ที่เข้มงวดขึ้นหลังเกิดการระบาดระลอกที่ 3 คาดว่าจะส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเวียดนามช้าลงโดยเติบโต 2.3% ในปี 2020</strong></span> ในไตรมาสสอง เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวเพียง 0.4%YOY หลังขยายตัว 3.7%YOY ในไตรมาสแรก จากการชะลอตัวในเกือบทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคบริการซึ่งหดตัว -1.8%YOY และภาคการผลิตที่ชะลอลงที่ 3.2%YOY เทียบกับ 7.1%YOY ในไตรมาสแรกขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานเร่งตัวขึ้นอยู่ที่ 2.73% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2011 ทั้งนี้เวียดนามมีสัญญานฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังผ่อนคลายมาตรการ lockdown สะท้อนจากยอดค้าปลีกและการส่งออกที่ขยายตัว 5.3%YOY และ 8.5%YOY ตามลำดับในเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม การระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ได้ส่งผลให้การฟื้นตัวต้องชะลอลงอีกรอบสะท้อนจากยอดค้าปลีก (2.3%YOY) และการส่งออก (2.5%YOY) ที่ขยายตัวชะลอลงในเดือนสิงหาคมและดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตที่ลดลงสู่ระดับ 45.7 โดยการฟื้นตัวในระยะต่อไปคาดว่าจะยังคงค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากอุปสงค์โลกยังคงซบเซา ทั้งนี้ธนาคารกลางเวียดนามได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 150 bps. ตั้งแต่ต้นปีเหลือ 4.5% และมีโอกาสปรับลดได้อีก หากการฟื้นตัวช้ากว่าคาด ขณะที่รัฐบาลเวียดนามได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 10.1% ของ GDP (รวมมาตรการ soft loans) ผ่านการลดภาษีและจ่ายเงินช่วยประชากร EIC คาดว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะกลับมาฟื้นตัวได้ดีที่ 7.0% ในปี 2021 โดยอาจได้รับอานิสงค์จากความตกลงเขตการค้าเสรีและการลงทุนระหว่าง EU และเวียดนาม (EVFTA) ที่เริ่มมีผลวันที่ 1 สิงหาคม 2020 ตลอดจนการย้านฐานการผลิตออกจากจีนหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายอีกด้วย<strong> <br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2s/o3/frp62so32t/TH_Outlook_Q3_2020_Final_18.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_18.jpg" width="2243" height="3178" /><br /></strong></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าคาดจากผลกระทบที่ยืดเยื้อของ COVID-19 และความเสี่ยงเฉพาะรายประเทศที่สูงขึ้น</description>
					<enclosure length="7291" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/wr/aw/frp5wrawtj/iStock-532263498.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 01 Oct 2020 15:41:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6894</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6894</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6894">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 2/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6862"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี : แนวโน้มเติบโตชะลอลงอย่างมีนัย ท่ามกลางการระบาดของ COVID-19 เศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยและความเสี่ยงรายประเทศ</span><br /><br /><span style="color: #4b2885;">ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจ CLMV เติบโตได้ดีท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์การค้าโลกด้วยแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม EIC มองว่าผลกระทบจาก COVID-19 จะทำให้เศรษฐกิจ CLMV มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างมีนัยในปี 2020</span></strong> จากอุปสงค์ต่างประเทศที่ลดลงตามเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างหนัก (deep global economic recession) และอุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัวจากมาตรการปิดเมือง (Lockdown) และการจ้างงานที่ชะลอตัว รวมถึงความเสี่ยงรายประเทศ (country-specific risks) ที่ต้องเผชิญในปีนี้อีกด้วย การชะลอตัวนี้จะมีผลกระทบในวงกว้าง ผ่าน 5 ช่องทางหลักได้แก่ 1) การส่งออก 2) การขาดตอนของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain disruption) 3) จำนวนนักท่องเที่ยว 4) การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) และ 5) อุปสงค์ภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลและธนาคารกลางในกลุ่มประเทศ CLMV ได้ดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และคาดว่าจะยังใช้นโยบายในทิศทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวที่มีแนวโน้มค่อยเป็นค่อยไป (U-shaped recovery) ตั้งแต่ครึ่งปีหลังตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการผ่อนคลายมาตรการ lockdown ทั้งนี้ EIC มองว่ากลุ่มเศรษฐกิจ CLMV จะกลับมาขยายตัวได้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้าที่ 5-7% ต่อปีอีกครั้งในปี 2021 หากการระบาดของ COVID-19 ในประเทศเหล่านี้และประเทศคู่ค้าสำคัญถูกควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความไม่แน่นอนทางด้านการระงับการระบาดของ COVID-19 ยังมีอยู่สูง รวมถึงความเสี่ยงรายประเทศที่ยังต้องเผชิญ การคาดการณ์ยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำอยู่ <br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>นอกจากผลกระทบจาก COVID-19 แล้ว การถูกเพิกถอนสิทธิพิเศษทางการค้า EBA บางส่วนโดยสหภาพยุโรปน่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจกัมพูชาชะลอตัวลงอย่างมากโดยเติบโตเพียง 0.4% ในปี 2020</strong></span> หลังขยายตัว 7.1% ในปี 2019 โดยการหดตัวของอุปสงค์โลกตามเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกัมพูชาอย่างมีนัย เนื่องจากกัมพูชาพึ่งพาการส่งออกและรายได้จากนักท่องเที่ยวสูงที่ 63% และ 18% ของ GDP ตามลำดับ ขณะที่มาตรการ lockdown ในประเทศ เช่น การปิดสถานบันเทิงต่าง ๆ การปิดพรมแดน และการห้ามรวมกลุ่ม จะส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนซึ่งมีสัดส่วน 73% ของ GDP ชะลอตัว ขณะเดียวกัน กัมพูชาเผชิญความเสี่ยงอีกหนึ่งประการจากการถูกเพิกถอนสิทธิพิเศษทางการค้า EBA บางส่วนโดยสหภาพยุโรปซึ่งจะมีผลในวันที่ 12 สิงหาคม 2020 ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกไปสหภาพยุโรปซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของกัมพูชาชะลอตัว ทั้งนี้ธนาคารกลางกัมพูชาได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อรักษาสภาพคล่องในตลาด ขณะที่รัฐบาลได้ใช้มาตรการลดหย่อนภาษีให้อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งสำรองเงินทุนประมาณ 7.6% ของ GDP เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหากมีการระบาดยาวนานกว่าหนึ่งปี EIC คาดว่ากัมพูชาจะเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในช่วงครึ่งปีหลังและพลิกกลับมาขยายตัว 5.9% ในปี 2021แต่ยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำอยู่เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อไปยังภาคครัวเรือนที่มีหนี้สูง รวมถึงเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจลาวคาดว่าจะชะลอตัวต่อเนื่องโดยเติบโต 2.0% ในปี 2020 หลังชะลอตัวในปี 2019 ที่ขยายตัวเพียง 5.0% จากผลกระทบจากภัยธรรมชาติในช่วงปลายปีที่แล้วตลอดจนการระบาดของ COVID-19 ในปีนี้</strong></span> ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย และการชะลอตัวอย่างมากของเศรษฐกิจในจีนซึ่งลาวพึ่งพาสูงผ่านการส่งออกและการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ลาวยังได้ใช้มาตรการ lockdown อย่างเข้มงวดในช่วงปลายเดือนมีนาคมโดยจำกัดการออกจากบ้านอย่างไม่จำเป็นและสั่งปิดโรงงานและสถานบันเทิงต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชน ที่คิดเป็น 65% ของ GDP ชะลอตัว ทั้งนี้ลาวได้เริ่มผ่อนคลายมาตรการในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมให้ประชากรสามารถเดินทางได้ โดย EIC คาดว่าการผ่อนคลายมาตรการ lockdown จะช่วยให้ลาวฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในครึ่งปีหลังตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค ธนาคารกลางลาวได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 100 bps. ในปีนี้ (จาก 4% ลงเป็น 3%) ขณะที่รัฐบาลได้ออกมาตรการยกเว้นและขยายเวลายื่นภาษี อย่างไรก็ตาม ฐานะการคลังและหนี้ต่างประเทศในระดับสูงยังคงเป็นประเด็นความกังวลหลัก และอาจจำกัดความสามารถของลาวในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรองรับการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในและนอกประเทศ โดย EIC คาดว่าลาวจะกลับมาฟื้นตัวที่ 5.8% ในปี 2021 <br /> <br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>ผลกระทบของเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างหนัก โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาค อาทิ จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกและผู้ลงทุนสำคัญสำหรับเมียนมา จะทำให้เศรษฐกิจเมียนมาชะลอตัวลงที่ 2.4% ในปี 2020</strong></span> หลังขยายตัว 6.8% ในปี 2019 นอกจากนั้นมาตรการ Lockdown ในประเทศที่ประกาศใช้ในเมียนมา เช่น การปิดพรมแดน ห้ามการรวมกลุ่ม และประกาศเคอร์ฟิวจะส่งผลให้การจ้างงานและรายได้ลดลง โดยเฉพาะในภาคการผลิตเครื่องนุ่งห่มซึ่งได้รับผลกระทบจากการขาดตอนของห่วงโซ่อุปทานจากจีนอีกด้วย สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลที่ 29.0 ในเดือนเมษายน ทั้งนี้ธนาคารกลางเมียนมาได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 300 bps ในปีนี้จาก 10% เหลือ 7% พร้อมทั้งออกมาตรการรักษาสภาพคล่องระหว่างธนาคาร ขณะที่รัฐบาลได้ออกมาตรการลดและขยายเวลาการยื่นภาษีบางส่วน พร้อมทั้งตั้งกองทุนเพื่อจัดสรรเงินกู้แบบผ่อนปรนมูลค่า 0.1% ของ GDP โดยเมียนมายังได้รับเงินทุนจากสหภาพยุโรปมูลค่า 5 ล้านยูโรเพื่อสนับสนุนแรงงานในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มที่ได้รับผลกระทบอีกด้วย EIC คาดว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ในครึ่งปีหลังเป็นต้นไปตามการผ่อนคลายของมาตรการ lockdown และกลับมาฟื้นตัวได้ที่ 6.8% ในปี 2021 แต่ควรเฝ้าระวังความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนและแรงกดดันจากต่างชาติที่อาจเพิ่มขึ้นก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2020 <br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาอุปสงค์ภายนอกประเทศค่อนข้างสูง ผลกระทบ COVID-19 และเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย EIC คาดเศรษฐกิจเวียดนามจะชะลอตัวลงค่อนข้างมากโดยเติบโตเพียง 3.0% ในปี 2020</strong> </span>หลังขยายตัว 7.0% ในปี 2019 โดยในไตรมาสแรก เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวเพียง 3.8%YOY เทียบกับการขยายตัว 7.0% ในไตรมาส 4 ปี 2019 และมีแนวโน้มชะลอตัวหนักกว่าเดิมในไตรมาส 2 สะท้อนจากการส่งออกที่หดตัว 13.9%YOY ในเดือนเมษายนและจำนวนนักท่องเที่ยวที่หดตัวเกือบ 100%YOY หลังมีการระบาดของ COVID-19 ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวคิดเป็น 99% และ 11% ของ GDP ตามลำดับ ขณะที่ยอดค้าปลีกหดตัว 25.8%YOY ในเดือนเมษายนหลังเวียดนามได้ใช้มาตรการ lockdown บางส่วนตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม โดยปิดธุรกิจที่ไม่จำเป็นชั่วคราวและห้ามการรวมกลุ่ม แต่ได้เริ่มมีการผ่อนคลายบางส่วนแล้วในช่วงปลายเดือนเมษายน ซึ่ง EIC คาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในครึ่งปีหลังตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ธนาคารกลางเวียดนามได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 150 bps. ตั้งแต่ต้นปีเหลือ 4.5% ขณะที่รัฐบาลเวียดนามได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 3.5% ของ GDP ผ่านการลดภาษีและจ่ายเงินช่วยประชากร โดย EIC คาดว่าเวียดนามจะกลับมาฟื้นตัวได้ดีที่ 7.1% ในปี 2021 จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงความตกลงเขตการค้าเสรีและการลงทุนระหว่าง EU และเวียดนามที่จะมีผลในเดือนกรกฎาคมปี 2020 ตลอดจนอาจได้รับอานิสงค์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายอีกด้วย<strong> <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/1g/3c/fogc1g3cq2/Outlook_Q2_2020_8.jpg" alt="Outlook_Q2_2020_8.jpg" width="2396" height="3194" /><br /></strong></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แนวโน้มเติบโตชะลอลงอย่างมีนัย ท่ามกลางการระบาดของ COVID-19 เศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยและความเสี่ยงรายประเทศ</description>
					<enclosure length="7291" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/2u/er/fogc2uer35/iStock-532263498.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 17 Jun 2020 16:14:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6573</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6573</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6573">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6548"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #4b2885; font-size: 14pt;"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/vf/qc/fjx0vfqcwq/iStock-532263498.jpg" alt="iStock-532263498.jpg" width="3155" height="3155" /><br />เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี : เติบโตในอัตราที่ชะลอลง แต่อุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งจะช่วยรองรับผลกระทบ<br />จากความเสี่ยงภายนอก</span><br /></strong><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีจะขยายตัวราว 6-7% ในปี 2019 และ 2020</strong> </span>การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีผ่านการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่ชะลอลง อย่างไรก็ดี การปรับโครงสร้างห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคจากผลกระทบสงครามการค้าถือเป็นผลดีบางส่วนต่อเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี โดยเฉพาะในเวียดนามอย่างน้อยในระยะสั้น รวมถึงปัจจัยบวกจากข้อตกลงทางการค้าสหรัฐฯ-จีนระยะที่ 1 (เฟส 1) และการยกเลิกและลดภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ-จีนบางส่วนซึ่งสะท้อนสัญญาณว่าสถานการณ์การค้าโลกเริ่มมีแนวโน้มคลี่คลาย นอกจากนี้ การบริโภคภายในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวจะช่วยรองรับผลกระทบทางลบจากความเสี่ยงภายนอกที่ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอลง ทั้งนี้เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวียังคงเผชิญความเสี่ยงรายประเทศทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก โดยกัมพูชาและเมียนมาอาจถูกสหภาพยุโรป (EU) ถอนสิทธิพิเศษทางการค้า Everything But Arms (EBA) ลาวยังคงมีความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงและทุนสำรองระหว่างประเทศที่ต่ำ ในขณะที่เวียดนามอาจเผชิญนโยบายกีดกันการค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น หากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเวียดนามเป็นประเทศผู้บิดเบือนค่าเงิน (currency manipulator)<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจกัมพูชาคาดว่าจะเติบโตชะลอลงที่ราว 7.0% ในปี 2019 และ 6.8% ในปี 2020 จากอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอลง</strong> </span>โดยภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศเติบโตชะลอลง ขณะเดียวกัน กัมพูชายังเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้า EBA จากสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักและคิดเป็นสัดส่วน 30% ของการส่งออกทั้งหมดใน 9 เดือนแรกของปี 2019 และอาจทำให้กัมพูชาสูญเสียความได้เปรียบด้านการส่งออกในระยะต่อไป นอกจากนี้ การขยายตัว อย่างรวดเร็วของสินเชื่อรายย่อย (microfinance loans) โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการบริโภคอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินในอนาคต อย่างไรก็ดี กัมพูชายังสามารถส่งออกทดแทนไปประเทศคู่ค้าอื่น เช่น สหรัฐฯและจีนได้ รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐจากฐานะการคลังที่ยังแข็งแกร่งจะเป็นอีกปัจจัยที่จะสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>การฟื้นตัวของเศรษฐกิจลาวน่าจะเป็นไปอย่างช้า ๆ จาก 6.4% ในปี 2019 เป็น 6.5% ในปี 2020</strong></span> เศรษฐกิจลาวชะลอตัวลงเนื่องจากผลกระทบของภัยพิบัติทางธรรมชาติในปี 2018 ผลกระทบของสงครามการค้า และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งลาวพึ่งพาค่อนข้างมากทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน ขณะเดียวกัน ลาวยังอาจเผชิญความเสี่ยงในระยะสั้น จากทุนสำรองระหว่างประเทศที่ค่อนข้างต่ำ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด รวมถึงภาระทางการคลังเนื่องจากรายได้จากการเก็บภาษียังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจลาวมีความเปราะบางต่อความเสี่ยงภายนอกสูง อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางรถไฟลาว-จีน และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ รวมถึงนโยบายปฏิรูปจากภาครัฐในการพัฒนาการจัดเก็บรายได้และความไม่แน่นอนในตลาดโลกที่ลดลงจะสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจลาวได้ในระยะกลาง <br /> <br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>คาดเศรษฐกิจเมียนมายังคงฟื้นตัวช้าจาก 6.2% ใน ปี 2019 เป็น 6.3% ในปี 2020</strong> </span>ท่ามกลางความเสี่ยงภายในประเทศก่อนถึงการเลือกตั้งในปี 2020 การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมาหดตัวอย่างมีนัยจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอและนักลงทุนชาวตะวันตกที่ยังคงชะลอการลงทุนตั้งแต่วิกฤตโรฮิงญาในรัฐยะไข่ในปี 2017 แต่นโยบายการปฏิรูป การเปิดเสรีทางการเงินอย่างต่อเนื่อง และภาวะธุรกิจภายในประเทศที่ยังดีสะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมที่ระดับ 52.7 ในเดือนพฤศจิกายน จะเป็นปัจจัยช่วยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจมาจากวิกฤติโรฮิงญาที่ยังคงอยู่ในระหว่างการแก้ไข ซึ่งทำให้เมียนมายังมีความเสี่ยงที่จะถูกถอนสิทธิพิเศษทางการค้า EBA จากสหภาพยุโรป<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>คาดเศรษฐกิจเวียดนามซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้อานิสงค์จากสงครามการค้าจะขยายตัว 6.8%YOY ใน ปี 2019 และ 6.7%YOY ในปี 2020</strong></span> ด้วยแรงส่งจากอุปสงค์ภายในประเทศ โดยการบริโภคภาคเอกชนซึ่งได้แรงหนุนจากตลาดแรงงานภายในประเทศที่แข็งแกร่งและภาวะเงินเฟ้อที่ไม่สูงนักจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างห่วงโซ่การผลิตจากการที่บริษัทผู้ผลิตจีนและบริษัทข้ามชาติหลายแห่งตัดสินใจย้ายฐานการผลิตมายังเวียดนามเพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจ แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มชะลอตัว ในขณะที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างจะช่วยผลักดันการลงทุนทั้งจากภาคเอกชนภายในประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนี้ความเสี่ยงจากการถูกขึ้นบัญชีเป็นประเทศผู้บิดเบือนค่าเงินจากทางการสหรัฐฯ ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะข้างหน้า<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ในภาพรวม ความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีในปี 2020 คือ เศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนซึ่งเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีพึ่งพาเศรษฐกิจจีนค่อนข้างมาก แม้จะมีสัญญาณที่ดีขึ้นหลังการเจรจาการค้าเฟส 1</strong></span> อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงเฉพาะรายประเทศที่ยังคงอยู่และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องใน ลาว กัมพูชา และเมียนมา อาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินสกุลท้องถิ่นในเรื่องความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าอย่างฉับพลันหากเกิดภาวะเงินทุนไหลออก โดยเฉพาะในลาวซึ่งมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศค่อนข้างต่ำ <br /><br /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เติบโตในอัตราที่ชะลอลง แต่อุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งจะช่วยรองรับผลกระทบจากความเสี่ยงภายนอก</description>
					<enclosure length="7293" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/v9/ze/fjx0v9zevc/iStock-532263498.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 21 Jan 2020 13:32:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กัมพูชาและความเสี่ยงการโดนเพิกถอน EBA จาก EU ในปี 2020</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6353</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6353</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6353">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6339"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sc/we/fgpascwely/iStock-641703580.jpg" alt="iStock-641703580.jpg" width="2309" height="1299" /><br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สิทธิพิเศษ Everything But Arms (EBA) สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจกัมพูชาอย่างไร?</strong></span><br /><br />Everything But Arms หรือ EBA คือสิทธิพิเศษทางการค้าสูงสุดจากประเทศที่พัฒนาแล้ว (รูปที่ 3) ที่ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าและยกเลิกการกำหนดโควตานำเข้าให้แก่สินค้านำเข้าที่มีแหล่งกำเนิดมาจากกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries: LDCs) ซึ่งรวมถึงกัมพูชาด้วย โดยครอบคลุมสินค้าทุกประเภทยกเว้นอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ LDCs โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก <strong>สิทธิพิเศษ EBA จากสหภาพยุโรปเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออกของกัมพูชาขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา</strong> โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจกัมพูชา ด้วยมูลค่าของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าเพียงอย่างเดียวคิดเป็น 40% ของเศรษฐกิจกัมพูชา หรือคิดเป็นแหล่งที่มาราว 2% ของการเติบโตของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มและรองเท้ายังมีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 75% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2018 สร้างการจ้างงานให้กับคนกัมพูชาราว 1 ล้านคน และยกระดับความเป็นอยู่ของคนกัมพูชาราว 33% ของประชากรทั้งประเทศพ้นจากความยากจนจากประมาณการของธนาคารโลก อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและรองเท้ามีแนวโน้มชะลอตัวในระยะข้างหน้า สะท้อนจากการขยายตัวของการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าที่ลดลงจาก 30%YOY ในปี 2010 เหลือ 9.5%YOY ในปี 2017 และการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าที่มีสัดส่วนลดลงจาก 28% ในปี 2014 เหลือเพียง 4% ในปี 2018 โดยมีสาเหตุหลักส่วนหนึ่งมาจากความเป็นไปได้ในการสูญเสียสิทธิพิเศษ EBA จากสหภาพยุโรปซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/lv/0d/fgpalv0d6o/Outlook_Q4_2019_CD1.jpg" alt="Outlook_Q4_2019_CD1.jpg" width="1826" height="760" /><br /><br /><span style="color: #4b2885; font-size: 11pt;"><strong>การสูญเสียสิทธิพิเศษ EBA จะกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาอย่างไร?</strong></span><br /><br />แม้ว่าสิทธิพิเศษ EBA จะไม่มีกำหนดวันหมดอายุ แต่สหภาพยุโรปสามารถเพิกถอนสิทธิพิเศษนี้ได้ภายใต้ 3 หลักเกณฑ์ คือ<br /> 1) การตัดสิทธิรายประเทศ หากประเทศผู้รับผลประโยชน์เลื่อนขั้นจากการเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุด <br /> 2) การตัดสิทธิรายประเทศ หากประเทศผู้รับผลประโยชน์ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงภายใต้กฎหมายของสหประชาชาติ (มาตรา 19) <br /> 3) การตัดสิทธิเป็นรายสินค้า หากสินค้าจากประเทศผู้รับผลประโยชน์ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและตลาดภายในของสหภาพยุโรป<br /> <br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ในกรณีของกัมพูชายังคงสถานะการเป็นประเทศพัฒนาน้อยที่สุดตามเกณฑ์ของสหประชาชาติ แต่สหภาพยุโรปได้เริ่มกระบวนการถอนสิทธิพิเศษ EBA แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 เนื่องจากปัญหาด้านสิทธิแรงงานที่มีมาอย่างยาวนาน</strong></span> นอกจากนี้ ชัยชนะของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2018 ที่เป็นไปอย่างไม่โปร่งใสและนำไปสู่การปกครองแบบระบบพรรคการเมืองเดียว ทำให้สหภาพยุโรปเริ่มกระบวนการถอนสิทธิพิเศษ EBA อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้หากรัฐบาลกัมพูชาไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาข้างต้นที่เป็นรูปธรรมในระยะเวลา 18 เดือน อาจทำให้กัมพูชาสูญเสียสิทธิพิเศษ EBA อย่างถาวรในเดือนสิงหาคม 2020 (รูปที่ 4)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/n3/6t/fgpan36tui/Outlook_Q4_2019_CD2.jpg" alt="Outlook_Q4_2019_CD2.jpg" width="1840" height="791" /><br /><strong><br /><span style="color: #000000;">รัฐบาลกัมพูชาปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจกัมพูชาลงจากเดิม 7.1% เหลือ 6.5% ในปี 2020 โดยคำนึงถึงกรณีที่สิทธิพิเศษ EBA จากสหภาพยุโรปถูกเพิกถอน</span></strong> เศรษฐกิจกัมพูชาจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจสหภาพยุโรปในระดับสูง โดยเฉพาะสหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดด้วยสัดส่วนกว่า 40% ของการส่งออกทั้งหมดของกัมพูชา และกัมพูชาเป็นผู้ใช้ประโยชน์จาก EBA ของสหภาพยุโรปสูงเป็นอันดับสอง โดยสินค้าส่งออกสำคัญของกัมพูชาไปยังสหภาพยุโรปประกอบด้วย เครื่องนุ่งห่ม (78% ของการส่งออกไปสหภาพยุโรป) รองเท้า (13%) และจักรยาน (6%) ซึ่งหากการถอนสิทธิพิเศษ EBA มีผลบังคับใช้ สินค้าดังกล่าวจะถูกเรียกเก็บภาษีที่อัตรา 12% 16% และ 10% ตามลำดับ ส่งผลให้ผู้ส่งออกกัมพูชาเสียภาษีไม่ต่ำกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีและลดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค อย่างไรก็ดี <strong>การถอนสิทธิพิเศษ EBA จากสหภาพยุโรปอาจเป็นปัจจัยเร่งการปฏิรูปเศรษฐกิจกัมพูชาภายใต้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปี 2015 &ndash; 2025 โดยรัฐบาลตั้งเป้าปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าให้เหลือเพียง 50% ภายในปี 2025 และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ทดแทน </strong>รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงและอุตสาหกรรมสนับสนุนเพื่อทดแทนการนำเข้า เพิ่มความหลากหลายของสินค้าส่งออก และเชื่อมต่ออุตสาหกรรมของกัมพูชาเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคในระยะต่อไป <span style="color: #000000;"><strong>ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้กลายเป็นธุรกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา</strong></span> จากจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธุรกิจการท่องเที่ยวของกัมพูชายังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกในระยะข้างหน้าทั้งจากความน่าสนใจของสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาและโอกาสในหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ตัวแทนท่องเที่ยวและบริการขนส่ง
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>สิทธิพิเศษ Everything But Arms (EBA) สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจกัมพูชาอย่างไร?</description>
					<enclosure length="7171" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/s5/x9/fgpas5x9z7/iStock-641703580-%281%29.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 08 Oct 2019 14:19:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6351</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6351</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6351">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6339"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span style="color: #4b2885; font-size: 14pt;">เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี : เติบโตชะลอลงจากความเสี่ยงภายนอกและความท้าทายรายประเทศที่สูงขึ้น</span><br /></strong><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงราว 6-7% ในปี 2019 และ 2020 ท่ามกลางความเสี่ยงภายนอกที่เพิ่มขึ้น</strong></span> การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้าเริ่มส่งผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวี สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกรวมของกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที่หดตัวลง 8%YOY ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2019 (ข้อมูลจาก IMF DOTS) โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าในเอเชีย แต่การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงเพิ่มขึ้น โดยสงครามการค้าจะมีส่วนช่วยเร่งแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตมายังกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีโดยเฉพาะในเวียดนาม นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการมีแนวโน้มเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าและช่วยบรรเทาผลลบของการชะลอตัวของภาคส่งออก ในขณะเดียวกัน การขยายตัวของชุมชนเมืองและกลุ่มชนชั้นกลางจะเป็นปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อในประเทศระยะยาว<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong> เศรษฐกิจกัมพูชาจะยังเติบโตได้ที่ระดับราว 6.8% ในปี 2019 แต่เริ่มเห็นการชะลอตัวลงในระยะกลาง</strong></span> ความคืบหน้าของการปฏิรูปทางเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการส่งออกและ FDI ในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการสูญเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี Everything But Arms (EBA) จากสหภาพยุโรป ภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มดีขึ้นในระยะกลางสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำหรับเศรษฐกิจกัมพูชา คือ การควบคุมดูแลความเสี่ยงของสถาบันการเงินรายย่อย (microfinance) ที่อยู่นอกระบบ<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจลาวจะกลับมาขยายตัวที่ราว 6.4% ในปี 2019 และคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นเล็กน้อยที่ 6.5% ในปี 2020</strong></span> หลังจากที่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตชะลอลงในปี 2018 ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจลาว คือ การส่งออกไฟฟ้าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และภาคบริการ ซึ่งนำโดยภาคค้าส่ง-ค้าปลีกและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจลาวมาจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ ปัญหาหนี้ต่างประเทศและหนี้สาธารณะที่ค่อนข้างสูงซึ่งทำให้ลาวถูกปรับลดอันดับเครดิตประเทศโดย TRIS rating จากระดับ BBB+ ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต &ldquo;Negative&rdquo; สู่ระดับ BBB ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต &ldquo;Stable&rdquo; ในช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2019<br /> <br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจเมียนมาจะเติบโตชะลอลงเล็กน้อยที่ราว 6.4% ในปีงบประมาณการเงิน 2018/19 (FY2018/19) ด้วยแรงส่งจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการในประเทศ</strong></span> การปฏิรูปและการลงทุนจากภาครัฐคาดว่าจะช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2020 ความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจเมียนมามาจากปัจจัยภายนอกทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (FDI) รวมถึงแผนปฏิรูปเศรษฐกิจภายในที่ล่าช้ากว่าที่คาด<br /><br /> <span style="color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงราว 6.5% ในปี 2019 และระยะกลาง</strong></span> สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนส่งผลบวกต่อการส่งออกทดแทนและ FDI มายังเวียดนาม แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจหันมาเพ่งเล็งเวียดนามเป็นเป้าหมายรายต่อไปในการขึ้นภาษีได้ ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีใต้อาจส่งผลลบต่ออุตสาหกรรมการผลิตเวียดนามซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบสินค้าเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ในภาพรวม ความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีในปี 2019 และ 2020 คือ เศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลงกว่าที่คาด โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนซึ่งเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีพึ่งพาค่อนข้างมาก รวมถึงความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง</strong> </span>การพึ่งพาเศรษฐกิจจีนที่ค่อนข้างสูงทั้งด้านการค้า การลงทุน และนักท่องเที่ยวจะทำให้ความเสี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มการเติบโตในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องจะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินสกุลท้องถิ่นให้อ่อนค่าอย่างฉับพลันหากเกิดภาวะเงินทุนไหลออก เนื่องจากเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศต่ำ โดยเฉพาะลาวและเวียดนามที่มีทุนสำรองรองรับการนำเข้า (import cover) ต่ำกว่ามาตรฐาน 3 เดือนของ IMF (ข้อมูล ณ สิ้นปี 2018) <br /><br /><br /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เติบโตชะลอลงจากความเสี่ยงภายนอกและความท้าทายรายประเทศที่สูงขึ้น</description>
					<enclosure length="8790" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/y9/7m/fgp9y97mal/iStock-688458120.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 08 Oct 2019 14:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจ CLMV: ยังคงเติบโตสูงแต่เผชิญความเสี่ยงมากขึ้นในปี 2019</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5671</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5671</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5671">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/w6/dx/fjx0w6dxtu/iStock-532263498.jpg" alt="iStock-532263498.jpg" width="3155" height="3155" /><br /><br /><br />เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีจะขยายตัวสูงต่อเนื่องที่ราว 6.5-7% ในปี 2019</strong> จากการคาดการณ์ของ IMF เศรษฐกิจกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนามจะเติบโต 6.8% 7% 6.8% และ 6.5% ตามลำดับในปีนี้ โดยได้แรงสนับสนุนจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก ทั้งการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะทำให้รายได้ต่อหัวของประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวีมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องราว 7-8% ต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า ถือเป็นโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทย ทั้งในภาคการลงทุนและการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกผ่านแดนไปยังเวียดนาม ซึ่งเห็นการเติบโตเฉลี่ยสูงราว 44% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีจะเผชิญความเสี่ยงจากภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้าและประเทศผู้ลงทุนหลัก<br /><br /><strong>สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ อาจสร้างโอกาสการส่งออกสำหรับกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี</strong> การปรับขึ้นภาษีนำเข้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อาจทำให้ทั้งสองประเทศหันมานำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบทดแทนจากกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีซึ่งมีต้นทุนถูกกว่า โดยหมวดสินค้าส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลบวกจากสงครามการค้า คือ สินค้าเกษตร เสื้อผ้าและรองเท้า ซึ่งสำหรับเวียดนาม การส่งออกรองเท้าไปยังสหรัฐฯ ขยายตัว 14%YOY ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2018 ทำให้เวียดนามกลายเป็นแหล่งผลิตและนำเข้ารองเท้าสำหรับสหรัฐฯ ที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากจีน ในขณะเดียวกัน สงครามการค้าทำให้บริษัทในจีนหันมาลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตมายังกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าที่สูง โดยประเทศเป้าหมายหลักของนักลงทุนคือเวียดนามที่โดดเด่นในภาคการผลิตและประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกัมพูชาและเมียนมาที่ได้รับ GSP (Generalized System of Preferences) หรือสิทธิพิเศษทางภาษีจากสหรัฐฯ เป็นทุนเดิม<br /><br /><strong>ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้นเป็นความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีในปี 2019</strong> ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้นจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีซึ่งมีความเปราะบางต่อความเสี่ยงภายนอกค่อนข้างสูง ทั้งจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องและทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed จะกดดันให้สกุลเงินท้องถิ่นของกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีอ่อนค่าลง โดยเฉพาะเงินจ๊าดเมียนมาที่อ่อนค่าลงถึง 13.37%YTD เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันที่ 27 ธันวาคม 2018 ในขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าต่อเนื่องยังส่งผลลบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลาว ซึ่งปัจจุบันมีระดับหนี้ต่างประเทศในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ สูงราว 68% ของ GDP และมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับต่ำ รองรับการนำเข้าได้เพียง 1.3 เดือน<br /> <br /><strong>นอกจากนี้ ทิศทางของเศรษฐกิจจีนยังส่งผลต่อเศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีซึ่งพึ่งพาจีนเป็นหลัก</strong> ทั้งในฐานะตลาดส่งออกหลักและประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยในปี 2017 มูลค่าการส่งออกไปจีนคิดเป็น 18% ของการส่งออกจากซีแอลเอ็มวีทั้งหมด และมูลค่าการลงทุนทางตรง (FDI) จากจีนยังมีสัดส่วนสูงถึง 13% ของ FDI รวม ดังนั้น การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจึงเป็นความเสี่ยงสำคัญอีกประการหนึ่ง เพราะอาจทำให้มูลค่าการลงทุนจากจีนและความต้องการสินค้าจากจีนลดลง โดยเฉพาะกับลาวที่มีจีนเป็นผู้ลงทุนอันดับหนึ่ง คิดเป็น 77% ของมูลค่า FDI ทั้งหมดของลาวในปี 2017 โดยโครงการลงทุนของจีนในลาวส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหมืองแร่และพลังงาน ส่วนกัมพูชา เมียนมา และเวียดนามมีการกระจายตลาดส่งออกและประเทศผู้ลงทุนประเทศอื่นๆ อยู่บ้าง จึงมีความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของจีนน้อยกว่า
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวีจะขยายตัวสูงต่อเนื่องที่ราว 6.5-7% ในปี 2019</description>
					<enclosure length="7293" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/vy/ly/fjx0vylyog/iStock-532263498.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 09 Jan 2019 15:46:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>