<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1541787533611" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS Outlook:Interest rates and exchange rates</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For Outlook:Interest rates and exchange rates</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:34:10 +0700</pubDate><ttl>11</ttl>
				<item>
					<title>มุมมองอัตราดอกเบี้ยนโนบาย  และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7464</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7464</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7464">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2021&nbsp;<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7434"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046">&nbsp;<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/84/b9/fwub84b9fy/45.jpg" alt="45.jpg" width="1132" height="755" /></a></p>
<p><span style="font-size: 16pt;"><strong>&nbsp;</strong></span><br /><span style="font-size: 18pt;"><strong>มุมมองอัตราดอกเบี้ยนโนบาย </strong><strong>และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น</strong></span><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655"><br /></a></p>
<strong><br /><span style="font-size: 11pt;">EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโม้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ แต่ กนง. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% ตลอดทั้งปี 2021 เพื่อรักษาขีดความสามารถในการผ่อนคลายนโยบายการเงินไว้ (policy space)</span></strong> โดยผลกระทบจากการกลับมาระบาดของ COVID-19 ทั้งในไทยและต่างประเทศทำให้ EIC ประเมินว่า กนง. จะรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบันต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า<br /><br /><strong>&bull; เศรษฐกิจไทยผ่านพ้นระดับต่ำสุดและมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในปี 2021</strong> โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 หดตัวน้อยลงที่ -4.2%YOY จาก -6.4%YOY ในไตรมาสก่อนหน้า จากการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนที่ส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ และการส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัวส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับการส่งออกปรับตัวดีขึ้นด้วย สำหรับในปี 2021 EIC คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ที่ 2.6% จากการฟื้นตัวของการส่งออกสินค้าและการเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัวในไตรมาสที่ 3 นอกจากนี้ ภาครัฐก็มีการออกมาตรการทางการคลังมาช่วยประคับประคองเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการทางการเงินที่เน้นให้ความช่วยเหลือเฉพาะจุดมากขึ้น<br /><br /><strong>&bull; ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่รุนแรงน้อยกว่ารอบก่อน</strong> โดยในหลาย ๆ ประเทศที่เผชิญกับการระบาดระลอกใหม่ต่างหลีกเลี่ยง มาตรการปิดเมืองแบบทั่วประเทศ ทำให้ผลกระทบของการระบาดระลอกใหม่ต่อเศรษฐกิจโลกมีน้อยกว่าการระบาดระลอกแรก และเศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไปจากการเร่งฉีด วัคซีน ในกรณีของไทยก็ได้ดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดในแนวทางที่สอดคล้องกับต่างประเทศเช่นกัน นอกจากนี้ ภาคธุรกิจและโรงงานได้มีการเตรียมพร้อมรับมือการระบาดไว้อยู่แล้ว จึงไม่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดการสะดุดมากนัก อย่างไรก็ดี ยังมีภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากโดยเฉพาะธุรกิจในภาคบริการ ซึ่ง ธปท. เลือกที่จะดำเนินมาตรการช่วยเหลือเฉพาะจุดมากขึ้น แทนที่การลดดอกเบี้ยนโยบายที่ส่งผล<br />เป็นวงกว้าง<br /><br /><strong>&bull; มาตรการสนับสนุนของภาครัฐจะยังมีส่วนสำคัญในการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจร่วมกับนโยบายการเงิน</strong> โดยปัจจุบันภาครัฐยังมีวงเงินเหลือสำหรับดำเนินมาตรการกระตุ้นทางการคลัง ซึ่งนอกจากการอัดฉีดเงินผ่านงบประมาณปกติแล้ว ภาครัฐยังมีเม็ดเงินเพิ่มเติมที่สามารถพยุงเศรษฐกิจได้ คิดเป็นวงเงินราว 3.9 แสนล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นเม็ดเงินจาก พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่เหลือราว 2.5 แสนล้านบาท และเม็ดเงินในส่วนของงบกลางอีกประมาณ 1.4 แสนล้านบาท โดยล่าสุดภาครัฐได้อนุมัติโครงการเราชนะและเรารักกันคิดเป็นวงเงินรวม 2.5 แสนล้านบาท<br /><br /><strong>ด้วยเหตุนี้ กนง. จึงน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดทั้งปี 2021 เพื่อประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาวะที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มากและรายได้ครัวเรือนและรายได้ธุรกิจปรับลดลง โดยมีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงค่อนข้างน้อย เนื่องจาก กนง. น่าจะต้องการรักษาขีดความสามารถในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (policy space) ไว้ใช้ในยามจำเป็น</strong> สำหรับรองรับความเสี่ยงด้านต่ำในอนาคต ซึ่งความเสี่ยงที่อาจกดดันให้ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม (อย่างมากอีก 1 ครั้งที่ 25 bps) อาจมาจาก 1) การแจกจ่ายวัคซีนหยุดชะงักและวัคซีนมีประสิทธิภาพต่ำกว่าที่คาด 2) การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในระลอกต่อ ๆ ไปที่อาจเกิดขึ้นได้ 3) ผลกระทบจากแผลเป็นของเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะแนวโน้มการปิดกิจการและตลาดแรงงานที่เปราะบาง อาจทำให้ภาระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับสูงขึ้นจนส่งผลต่อเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม 4) ปัญหาเสถียรภาพการเมืองในประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน และ5) ค่าเงินบาทที่แข็งเร็วกว่าคู่ค้าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ต่างประเทศ<br /><br /><span style="font-size: 11pt;"><strong>EIC ประเมินอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอายุ 1 ปี ณ สิ้นปี 2021 จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 0.5-0.6%</strong></span><br />โดย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2021 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1 ปี อยู่ที่ 0.53% ปรับเพิ่มขึ้น 18 bps นับจากสิ้นปี 2020 ทั้งนี้ EIC มองว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น ณ สิ้นปี 2021 มีแนวโน้มทรงตัวในระดับปัจจุบัน เนื่องจาก<br /><br /><strong>&bull; กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ต่อเนื่องในปี 2021 </strong>โดยปกติแล้วอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นมักเคลื่อนไหวใกล้เคียงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่อาจมีการเคลื่อนไหวผันผวนบ้างตามการคาดการณ์ของนักลงทุน ดังนั้น EIC ประเมินว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น อายุ 1 ปี จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามการคาดการณ์ของ EIC ที่ 0.5% ณ สิ้นปี 2021<br /><br /><strong>&bull; ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอาจเคลื่อนไหวสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ได้เล็กน้อย ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย</strong> โดยความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับลดลงทำให้นักลงทุนบางส่วนอาจขายพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูงออกไปบ้าง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจปรับสูงขึ้นได้เล็กน้อย โดยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของผู้ร่วมตลาดใน 6 เดือน และ 1 ปีข้างหน้าอยู่ที่ โดยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของผู้ร่วมตลาดใน 6 เดือน และ 1 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 0.59% และ 0.77% ตามลำดับ (ณ วันที่ 1 มีนาคม 2021) สะท้อนว่า นักลงทุนคาดว่าจะไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปีนี้ และมีนักลงทุนบางส่วนเริ่มคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2022 จึงทำให้ในช่วงปลายปีอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอาจเคลื่อนไหวสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้บ้าง<br /><br /><br /><span style="font-size: 18pt;"><strong>มุมมองอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว</strong></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>EIC ประเมินอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวอายุ 10 ปี ณ สิ้นปี 2021</strong> <strong>อยู่ที่ 2.1-2.2%</strong></span>&nbsp;โดย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2021 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปี 49 bps มาอยู่ที่ 1.80% EIC มองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นซึ่งเป็นผลจาก 1) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น 2) การค่อย ๆ ทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และ 3) การออกพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ตามหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว (อายุ 10 ปี) มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปี 2021</strong> โ</span>ดย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2021 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ 1.42% ปรับสูงขึ้นจากต้นปี 51 bps สำหรับในระยะต่อไป EIC มองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว มีโอกาสปรับสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันเนื่องจาก<br /><br /><strong>1) เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และความรวดเร็วในการฉีดวัคซีน COVID-19</strong> โดยล่าสุดสหรัฐฯ ได้ผ่านงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจที่วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นขนาดใหญ่ที่สุดที่ EIC ได้ประเมินไว้ (ระหว่าง 1.5-1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผนวกกับอัตราการฉีดวัคซีนในสหรัฐฯ ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ได้ภายในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ จึงทำให้มีแนวโน้มที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวเร็วกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น นอกจากนี้ ผู้ร่วมตลาดก็มีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งของปีนี้และปีหน้าต่อเนื่อง ทำให้การยอมรับความเสี่ยงของนักลงทุน (risk appetite) มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น นักลงทุนจึงอาจหันไปถือสินทรัพย์เสี่ยงแทนพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น (รูปที่ 1)<br /><br /><strong>2) อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและราคาพลังงาน</strong> โดยมาตรการกระตุ้นที่คาดว่าจะออกมาเพิ่มเติมได้ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (inflation expectation) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น ผนวกกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังส่งผลให้ดัชนีราคาวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรมปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนจาก ISM Non-Manufacturing Prices Paid ซึ่งจะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นในระยะข้างหน้า (รูปที่ 2 ซ้ายมือ) นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก และการลดปริมาณการผลิตน้ำมันเพิ่มเติมจากข้อตกลงของกลุ่ม OPEC และพันธมิตร (OPEC+) โดย EIC คาดว่าราคาน้ำมันดิบ (Brent) ของปี 2021 จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ราว 61 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยในปีก่อนที่ 43 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (รูปที่ 2 ขวามือ)<br /><br /><strong>3) ในช่วงปลายปี Fed อาจเริ่มส่งสัญญาณชะลอการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (Quantitative easing : QE) ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจปรับสูงขึ้นได้ในช่วงปลายปี</strong> โดยในเดือนพฤษภาคม ปี 2013 Fed ได้ประกาศลดอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (Tapering) ซึ่งเป็นผลทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันแม้ว่า Fed จะยังไม่มีการส่งสัญญาที่จะชะลอมาตรการเข้าสินทรัพย์ทางการเงิน แต่จากแบบสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดย Bloomberg พบว่าส่วนมากประเมินว่า Fed จะเริ่มชะลอการเข้าซื้อสินทรัพย์ในไตรมาสแรกของปี 2022 นอกจากนี้ นาง Janet Yellen รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ก็ประเมินว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้การจ้างงานของสหรัฐกลับมาขยายตัวได้เต็มที่ในปี 2022 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Fed อาจตัดสินใจลดวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์ในปี 2022 ได้ ด้วยเหตุนี้ EIC จึงมองว่ามีโอกาสที่ Fed จะเริ่มส่งสัญญาณลดวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์ในช่วงปลายปี 2021 นี้ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นบ้าง<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/w9/yh/fwuaw9yhzs/36.jpg" alt="36.jpg" width="2088" height="1573" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wc/mt/fwuawcmtfs/37.jpg" alt="37.jpg" width="2111" height="1153" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับปัจจัยในประเทศที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับสูงขึ้น มีดังนี้</strong></span><br /><br /><strong>1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อไทย</strong> โดย EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวที่ 2.6% ในปี 2021 โดยการฟื้นตัวจะเร่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากที่การแจกจ่ายวัคซีนเริ่มมีมากขึ้นเป็นวงกว้าง และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเริ่มเข้ามามากขึ้นในไตรมาสที่ 3 ซึ่งจะเป็นผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับดีขึ้น ความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ผลตอบแทนต่ำจึงมีแนวโน้มลดลง นักลงทุนมีแนวโน้มโยกย้ายเข้าถือสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นกู้ และตราสารทุนมากขึ้น นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ปรับขึ้นตามอุปสงค์ที่มีมากขึ้นจะทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยปรับสูงขึ้นได้ โดย EIC มองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้จะอยู่ที่ 1.3% ใกล้เคียงกับขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท. ด้วยเหตุนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยจึงมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามลำดับ<br /><br /><strong>2) แนวโน้มการออกพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ตามหนี้สาธารณะที่ยังคงปรับสูงขึ้นในปีนี้</strong> โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ประเมินว่าส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในปี 2021 จะอยู่ที่ 56% ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 52.13% ซึ่งหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนี้มีแนวโน้มส่งผลให้การออกพันธบัตรรัฐบาลปรับสูงขึ้นในระยะต่อไป (รูป 3 ซ้ายมือ) อย่างไรก็ดี ผลกระทบของการออกพันธบัตรต่ออัตราผลตอบแทนระยะยาวอาจมีไม่มากนัก เนื่องจากรัฐบาลมีแนวโน้มหันไประดมทุนผ่านตราสารหนี้ระยะสั้นมากขึ้นแทนที่การออกตราสารหนี้ระยะยาว (รูป 3 ขวามือ)<br /><br /><strong>อย่างไรก็ดี EIC มองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยจะไม่ปรับสูงขึ้นเร็วนัก</strong> เนื่องจากธนาคารกลางหลักจะยังดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และระมัดระวังการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (policy normalization) โดยคาดว่าธนาคารกลางหลักจะคงดอกเบี้ยต่อเนื่องไปอย่างน้อยถึงปี 2022 ทำให้ความต้องการถือสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนารวมถึงพันธบัตรรัฐบาลไทยจะยังคงมีอยู่เพราะให้ผลตอบแทนเทียบต่อความเสี่ยงดีกว่าสินทรัพย์ของประเทศเศรษฐกิจหลัก ด้วยเหตุนี้ เงินทุนเคลื่อนย้ายจึงยังมีแนวโน้มไหลเข้ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาตาม risk appetite ของนักลงทุนที่อยู่ในระดับดี และเป็นปัจจัยรั้งให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยไม่ปรับสูงขึ้นเร็วนัก<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/y3/94/fwuay394qp/38.jpg" alt="38.jpg" width="2085" height="1344" /><br /><br /><span style="font-size: 18pt; color: #4b2885;"><strong>มุมมองค่าเงินบาท</strong></span><br /><br />การกลับมาระบาดของ COVID-19 ในไทยไม่ได้ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าเหมือนการระบาดในรอบแรก โดยการระบาดรอบแรกส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าถึง 3.7% ในเดือนมีนาคม 2020 แต่หลังจากนั้นเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยนับจากสิ้นเดือนมีนาคมจนถึงสิ้นปี 2020 เงินบาทแข็งค่าถึง 9.3% สอดคล้องกับดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่อ่อนค่าลง 9.2% ในช่วงเดียวกัน โดยเป็นผลจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับดีขึ้นตามลำดับ หลังเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวและมีข่าวคราวการพัฒนาและแจกจ่ายวัคซีน COVID-19 จึงทำให้ความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐปรับลดลง อย่างไรก็ดี หลังเกิดการระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 ในไทย (นับจากวันที่ 16 ธันวาคม 2020) เงินบาททรงตัวอยู่ที่ราว 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มีนาคม 2021) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่ไม่ปรับแข็งค่าขึ้นนัก แตกต่างจากการระบาดในระลอกแรก และรัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการปิดเมืองเพียงเฉพาะจุด (partial lockdown) ทำให้ไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงเท่าการระบาดรอบแรก (รูปที่ 4)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/zb/g4/fwuazbg46t/39.jpg" alt="39.jpg" width="2085" height="1291" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>EIC ประเมินว่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2021 มีแนวโน้มอ่อนค่าอยู่ในกรอบ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;</strong><span style="color: #000000;">โดยในปี 2021 เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเล็กน้อยจากสิ้นปีก่อน เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นและเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ผนวกกับดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เกินดุลเพียงเล็กน้อย </span><br /><br /><span style="color: #000000;"><strong><span style="color: #4b2885;">เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในปี 2021</span> </strong>โดย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2021 ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 91.04 แข็งค่าขึ้นจากต้นปีที่ 1.2% โดย EIC มองว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจาก</span><br /></span><br /><strong>1) เงินดอลลาร์สหรัฐจะเผชิญกับปัจจัยด้านแข็งค่าจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวเร็วกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น</strong> โดยจากแบบสำรวจประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2021 พบว่าตลาดปรับประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสวนทางกับประมาณการเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซนที่ถูกปรับลดลง (รูปที่ 5 ซ้ายมือ) ทั้งนี้เป็นเพราะสหรัฐฯ มีแนวโน้มผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพิ่มเติม รวมถึงอัตราการฉีดวัคซีนในสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มสูงกว่าประเทศกลุ่มยูโรโซนด้วยเช่นกัน (รูปที่ 5 กลาง) นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี หลายประเทศในยุโรปเผชิญกับการกลับมาแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงต้องกลับมาดำเนินมาตรการปิดเมืองที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับลดลง จึงทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่น เช่น เงินยูโร เป็นต้น (รูปที่ 5 ขวามือ)<br /><br /><strong>2) อย่างไรก็ดี แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นที่คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำตามแนวโน้มการคงดอกเบี้ยนโยบาย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐ ไม่แข็งค่าเร็วมากนัก</strong> โดยเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวในปีนี้จะทำให้ความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ในปีที่ผ่านมา ทำให้ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งส่งผลให้ความน่าดึงดูดต่อนักลงทุนปรับลดลง เงินดอลลาร์สหรัฐจึงมีแนวโน้มอ่อนค่า (รูปที่ 6)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/1i/yq/fwub1iyqnx/40.jpg" alt="40.jpg" width="2085" height="1388" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/24/d5/fwub24d596/41.jpg" alt="41.jpg" width="2111" height="1306" /><br /><br /><strong>อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงที่เงินดอลลาร์สหรัฐอาจแข็งค่าขึ้นมากกว่าที่คาดได้</strong> จาก 1) Fed ส่งสัญญาณยุติมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (tapering) เร็วกว่าที่คาด ซึ่งจะส่งผลทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้น 2) การผลิตวัคซีน COVID-19 หยุดชะงักจนเป็นผลให้การแจกจ่ายให้กับประชาชนช้ากว่าคาด ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่ำลง เงินดอลลาร์สหรัฐก็อาจกลับมาแข็งค่าขึ้น 3) สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่กลับมารุนแรงขึ้น 4) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของของสหรัฐฯ มีวงเงินใหญ่กว่าที่ประเมิน ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับปัจจัยภายในประเทศที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่ามาจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค และดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลเพียงเล็กน้อย</strong></span><br /><br /><strong>&bull; เศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคต่างประเทศค่อนข้างมาก ทำให้มีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค</strong> จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าในปีนี้ โดย EIC คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 4 ตามการฟื้นตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย (กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย) ที่จะเริ่มทยอยมีภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ ทำให้ EIC ประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเพียง 3.7 ล้านคนในปี 2021 ซึ่งประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวสูง ส่วนใหญ่จะมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช้ากว่า (รูป 7) โดย EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 2.6% ขณะที่แบบสำรวจจาก Bloomberg บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียจะขยายตัวถึง 5.1%<br /><br /><strong>&bull; ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลเพียงเล็กน้อยในปีนี้</strong> โดย EIC ประเมินว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลเพียง 1.9% ต่อ GDP ในปีนี้ ซึ่งดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลไม่มากนี้ จะทำให้แรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาทมีไม่มากนัก อย่างไรก็ดี เงินบาทจะยังคงมีเสถียรภาพจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราส่วนเงินทุนสำรองต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่อยู่ในระดับสูงที่ 4 เท่า<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/42/pm/fwub42pm9g/42.jpg" alt="42.jpg" width="2064" height="1398" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ทั้งนี้เงินบาทอาจไม่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดการเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย และธปท. เผชิญข้อจำกัดในการดูแลค่าเงินบาทมากขึ้น</strong> </span><br /><br /><strong>&bull; เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดการเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากขึ้นในปี 2021</strong> โดยหากนับตั้งแต่ต้นปีพบว่า มีเงินทุนไหลเข้ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้งสิ้น 9.5 พันล้านดอลลารส์สหรัฐฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มีนาคม 2021) โดยอัตราการไหลเข้าของเงินทุนเคลื่อนย้ายสู่ตลาดเกิดใหม่ในรอบนี้มีอัตราที่สูงกว่าช่วงวิกฤตเศรษฐกิจการเงินและเหตุการณ์ความผันผวนในตลาดการเงินในอดีต (รูปที่ 8 ซ้ายมือ) ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เงินไหลเข้ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มาจาก 1) ประชากรโลกได้รับวัคซีน COVID-19 เป็นวงกว้างเป็นผลให้นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (risk-on sentiment)<br /><br />2) เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าประเทศอื่น และ 3) ความผันผวนของตลาดการเงินโลกที่อยู่ ณ ระดับต่ำ โดยเฉพาะในตลาดตราสารทุน และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (รูปที่ 8 ขวามือ) ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับดีขึ้นต่อเนื่อง เงินทุนเคลื่อนย้ายจึงไหลเข้ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากขึ้น<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5b/7t/fwub5b7tvt/43.jpg" alt="43.jpg" width="2092" height="1421" /><br /><br /><strong>&bull; ธปท. เผชิญข้อจำกัดในการดูแลค่าเงินบาทมากขึ้น (อาจเข้าซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐได้น้อยลง) หลังไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ จับตาการแทรกแซงค่าเงิน (Monitoring List)</strong> โดยเงื่อนไขสุดท้ายที่ไทยยังไม่เข้าเกณฑ์แทรกแซงค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐฯ คือปริมาณการแทรกแซงเงินบาทที่ต่ำกว่า 2% ต่อ GDP อย่างไรก็ดี หากพิจาณาปริมาณเงินทุนสำรองของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ปรับเพิ่มขึ้นในปี 2020 จะพบว่ามีมูลค่าสูงถึง 6.2% ต่อ GDP1 ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงสูงที่ไทยจะเข้าทั้ง 3 เกณฑ์ของสหรัฐฯ ในรายงานครั้งถัดไป ทำให้ ธปท. ต้องเผชิญกับความท้าทายในการเข้าดูแลค่าเงินบาท รวมถึงการสื่อสารกับกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ เพื่อให้รอดจากการถูกจัดเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐฯ (รูปที่ 9)<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6k/mk/fwub6kmk1c/44.jpg" alt="44.jpg" width="2084" height="1621" /><br /><br />อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่ามากกว่าคาด มาจาก 1) สถานการณ์การเมืองไทยมีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อ ซึ่งจะทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดการเงินไทย ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าได้ 2) การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติช้ากว่าที่ประเมินไว้ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และ 3) ความเสี่ยงจากการที่ไทยเผชิญกับการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของ COVID-19 อีกระลอก
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโม้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ แต่ กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% ตลอดทั้งปี 2021 เพื่อรักษาขีดความสามารถในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน</description>
					<enclosure length="5226" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/7w/70/fwub7w70hn/45.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 18 Mar 2021 13:50:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>มุมมองอัตราดอกเบี้ยนโนบาย และอัตรา ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7275</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7275</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7275">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7249"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046">&nbsp;</a></p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655">&nbsp;<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/pz/zv/fu0qpzzvpl/36.jpg" alt="36.jpg" width="5209" height="3472" /></a></p>
<strong><br />EIC คาด กนง. จะคงการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย (Low for long) ต่อไป โดยคงมุมมองที่ กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดปี 2021 เนื่องจาก</strong> <br /><br />
<ul>
<li><strong>เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยต้องใช้เวลาถึงปี 2022 ที่ GDP จะกลับไปเท่ากับระดับปี 2019</strong> โดย EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ที่ 3.8% ในปี 2021 (จากเดิมที่คาด 3.5%) ซึ่งเป็นการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ เนื่องจากมีผลจากรอยแผลเป็นของเศรษฐกิจ ที่พบว่าการเปิดกิจการน้อยลงและการปิดกิจการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสัดส่วนบริษัทผีดิบเพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลต่อการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ภาวะตลาดแรงงานที่ยังคงเปราะบาง สะท้อนจากอัตราว่างงานที่ยังสูงต่อเนื่อง จำนวนชั่วโมงทำงานที่ลดลง การทำงานต่ำระดับที่ยังอยู่ในระดับสูง และมีแรงงานไปทำงานนอกระบบมากขึ้น และปัจจัยสุดท้ายคือการซ่อมแซมงบดุลของครัวเรือน โดยตัวเลขหนี้ครัวเรือนล่าสุดในช่วงไตรมาส 2 ปี 2020 อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 83.8% ต่อ GDP สะท้อนว่าในระยะต่อไป หากภาคครัวเรือนมีรายได้ก็ต้องนำไปชำระหนี้เป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า<br /><br /></li>
<li>อย่างไรก็ดี การมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพใช้อย่างแพร่หลายจะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2021 ทำให้ความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมมีน้อยลง โดยจากผลการทดสอบวัคซีนเบื้องต้นในระยะที่ 3 ของ Pfizer และ Moderna&rsquo;s พบว่ามีประสิทธิภาพในการต้าน COVID-19 สูงถึง 90% และ 94.5% ตามลำดับ และล่าสุดวัคซีนจาก Oxford/AstraZeneca ซึ่งเป็นวัคซีนที่ไทยมีข้อตกลงการผลิตด้วย พบว่ามีประสิทธิภาพ 70% (และอาจเพิ่มถึง 90% ในกรณีฉีดครั้งแรกในปริมาณที่ต่ำกว่าครั้งที่สองครึ่งหนี่ง) สะท้อนถึงโอกาสที่จะผลิตวัคซีนได้สำเร็จมีค่อนข้างมาก ซึ่ง EIC ประเมินว่า วัคซีนจะถูกแจกจ่ายเป็นวงกว้างจนก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 ปัจจัยนี้จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและครัวเรือนฟื้นตัวและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยในระยะต่อไป&nbsp;</li>
</ul>
<strong><br /><span style="color: #4b2885;">นอกจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ต่อเนื่องในปี 2021 แล้ว EIC มองว่า ธปท. มีแนวโน้มผ่อนปรนเงื่อนไขของมาตรการที่ได้ดำเนินไป</span></strong><br /><br />
<ul>
<li><strong>สินเชื่อภาคธุรกิจ SMEs ยังคงหดตัวและความเข้มงวดของมาตรฐานการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจมีแนวโน้มสูงขึ้น</strong> โดยอัตราการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจ SMEs (วงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท) ในไตรมาสที่ 3 ยังคงหดตัวต่อเนื่องที่ -3.1%YOY แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากมาตรการ soft loan สำหรับอัตราการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (วงเงินสินเชื่อมากกว่า 500 ล้านบาท) ยังคงขยายตัวได้สูงถึง 10.8%YOY แต่ชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ 13.0%YOY ในด้านมาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินต่อภาคธุรกิจมีแนวโน้มตึงตัวขึ้นทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และ SMEs ดังนั้น ธปท. จึงเตรียมผ่อนคลายเกณฑ์มาตรการ soft loan เพื่อจูงใจให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อดังกล่าวแก่ SMEs มากขึ้น<br /><br /></li>
<li><strong>ยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Non-Performing Loan ratio ยังคงปรับสูงขึ้น แต่มาตรการการปรับโครงสร้างหนี้มีส่วนช่วยให้ NPL ไม่ปรับสูงขึ้นมาก</strong> โดยภาพรวม NPL ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาส 3 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.14% (จาก 3.09% ในไตรมาส 2/2020) จากสัดส่วน NPL ของภาคธุรกิจที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.07% มาอยู่ที่ 3.24% ซึ่งปรับแย่ลงทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และ SMEs อย่างไรก็ดีสัดส่วน NPL ของสินเชื่ออุปโภคบริโภคมีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่องจาก 3.12% มาอยู่ที่ 2.91% โดยเป็นการปรับลดลงของสินเชื่ออุปโภคบริโภคทุกประเภท ซึ่งเป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ และการบริหารหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น ธปท. จึงมีแนวโน้มที่จะดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงอาจพิจารณาใช้มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการหนี้เสีย อาทิ การทำ asset warehousing การจัดตั้ง asset management company (AMC) รวมถึงการลดอุปสรรคทางกฎระเบียบและภาษี</li>
</ul>
<br />
<div><span style="color: #4b2885;"><strong>EIC <span style="color: #4b2885;">ประเมินอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอายุ</span> 1 ปี ณ สิ้นปี 2021 จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 0.5-0.6%</strong></span> โดย ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2020 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1 ปี อยู่ที่ 0.48% ปรับลดลง 73 bps นับจากสิ้นปี 2019 ตามการลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทั้งนี้ EIC มองว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น ณ สิ้นปี 2021 มีแนวโน้มทรงตัวในระดับปัจจุบัน เนื่องจาก</div>
<br />
<ul>
<li>กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ต่อเนื่องในปี 2021 โดยปกติแล้วอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นมักเคลื่อนไหวใกล้เคียงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่อาจมีการเคลื่อนไหวผันผวนบ้างตามการคาดการณ์ของนักลงทุน&nbsp; ดังนั้น EIC ประเมินว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น อายุ 1 ปี จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามการคาดการณ์ของ EIC ที่ 0.5% ณ สิ้นปี 2021<br /><br /></li>
<li>ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอาจเคลื่อนไหวสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ได้เล็กน้อย ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและไทย โดยความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับลดลงทำให้นักลงทุนบางส่วนอาจขายพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูงออกไปบ้าง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร อาจปรับสูงขึ้นได้เล็กน้อย โดยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของผู้ร่วมตลาดใน 6 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 0.48% (ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2020) ซึ่งเป็นการเน้นย้ำได้ว่านักลงทุนมองเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุด และคาดว่าจะไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม</li>
</ul>
<p><br /><strong>อย่างไรก็ดี หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ธปท. อาจพิจารณาใช้มาตรการลดการออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นผลให้อัตราผลตอบแทนระยะสั้นปรับลดลงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ (J-Curve effect)</strong> โดยในปี 2017 ที่เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ธปท. จึงพิจารณาชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ผ่านมาตรการลดปริมาณการออกพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยระยะสั้น เพื่อลดการเข้ามาเก็งกำไรในพันธบัตรรัฐบาล เป็นผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอายุ 1 ปี ปรับลดลงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย <br /><br /><br /><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>มุมมองอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว</strong></span><br /><br /></p>
<p><span style="color: #4b2885;"><strong>EIC ประเมินอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวอายุ 10 ปี ณ สิ้นปี 2021 อยู่ที่ 1.50-1.60%</strong> </span>โดย ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2020 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวอายุ 10 ปี ปรับลดลงจากต้นปี 16 bps มาอยู่ที่ 1.31% โดยในปี 2021 EIC มองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นซึ่งเป็นผลจาก 1) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น 2) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และ 3) หนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นผนวกกับส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและระยะสั้นที่อยู่ ณ ระดับต่ำ<br /><br /><strong><span style="color: #4b2885;">อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว (อายุ 10 ปี) มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปี 2021</span></strong> โดย ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2020 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ 0.83% ปรับลดลงจากต้นปี 108 bps สำหรับในระยะต่อไป EIC มองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว มีโอกาสปรับสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันเนื่องจาก<br /><br /><strong>1) เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในปีหน้า จากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของมาตรการทางการเงินและการคลัง ผนวกกับแนวโน้มการแจกจ่ายวัคซีน COVID-19 เป็นวงกว้าง</strong> EIC คาดว่าในปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะกลับมาขยายตัวที่ 5.2% โดยภาครัฐจะยังคงมาตรการสนับสนุนทางการคลังอย่างต่อเนื่องในปี 2021 ซึ่ง IMF ประเมินว่าในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะมีการขาดดุลทางการคลังราว 6.9% และ 9.2% ต่อ GDP ตามลำดับ (รูปที่ 1 ซ้ายมือ) สำหรับนโยบายการเงิน ผู้ร่วมตลาดยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางของทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ ณ ระดับต่ำต่อไปในปี 2021 (รูปที่ 1 ขวามือ) ซึ่งเป็นผลให้ภาวะการเงินโลกยังคงผ่อนคลายสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ <br /><br /><strong>นอกจากนี้ จากพัฒนาการที่ดีขึ้นของการผลิตวัคซีน COVID-19 ทำให้ EIC คาดว่าวัคซีนจะเริ่มมีการแจกจ่ายเป็นวงกว้างจนก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2021</strong> ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของโลกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นผลทำให้ความต้องการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวจึงมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน<br /><br /><strong>2) สหรัฐฯ ยังคงดำเนินมาตรการขาดดุลทางการคลัง โดยคาดว่าจะเพิ่มการระดมทุนผ่านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว</strong> การที่พรรค Democrat ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่หากเสียงข้างมากในวุฒิสภามาจากพรรค Republican จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรค Democrat ทำให้การขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับแผนจัดทำนโยบายที่ไบเดนได้หาเสียงไว้ ซึ่งทำให้แนวโน้มการออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจปรับลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ดี EIC มองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะเลือกลดปริมาณการออกพันธบัตรระยะสั้น (อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 ปี) มากกว่าการลดพันธบัตรระยะยาว (อายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป) เนื่องจากสัดส่วนยอดคงค้างพันธบัตรระยะสั้นต่อตราสารหนี้ทั้งหมดของรัฐบาลสหรัฐฯ ณ เดือนตุลาคม 2020 อยู่ที่ 24.4% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง ซึ่งอยู่ที่ราว 14% (รูปที่ 2) โดยในการประชุม The Treasury Borrowing Advisory Committee ในเดือนพฤจิกายน 2020 คณะกรรมการ<br />มีความเห็นว่าจะลดสัดส่วนการออกพันธบัตรระยะสั้น และหันออกไปออกพันธบัตรระยะยาวมากขึ้น<br /><br /><strong>3) การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed และราคาน้ำมันที่ฟื้นตัว</strong> โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ของสหรัฐฯ จากตลาดเงิน (สะท้อนจาก 5y5y US breakeven inflation) ปรับสูงขึ้นถึง 67 bps จากจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคม (รูปที่ 3) ซึ่งทิศทางการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed อย่างต่อเนื่องในปีหน้าจะยังคงเป็นแรงสนับสนุนอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ของสหรัฐฯ ต่อไป (โดย EIC คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับปัจจุบันจนถึงอย่างน้อยปี 2024) นอกจากนี้ คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังได้รับแรงสนับสนุนจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก และการลดกำลังการผลิตของ OPEC+ โดย EIC คาดว่าราคาน้ำมันดิบ (Brent) ปี 2021 จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 48 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ 30 พฤศจิกายน 2020)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2c/z3/fu0r2cz3qa/37.jpg" alt="37.jpg" width="2043" height="1253" /><br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2f/jk/fu0r2fjksd/38.jpg" alt="38.jpg" width="2032" height="1304" /></p>
<p><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/32/ks/fu0r32ksix/39.jpg" alt="39.jpg" width="2032" height="1159" /><br /><br /><span style="color: #000000;"><strong>อย่างไรก็ดี Fed มีท่าทีที่จะคงมาตรการการเข้าซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ ในปี 2021 เป็นผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว</strong> </span>โดยท่าทีของ Fed จากคำแถลงของ Powell หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ในเดือนพฤศจิกายน สะท้อนถึงมุมมองของคณะกรรมการส่วนใหญ่ที่ว่าอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินที่ 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนในปัจจุบัน (พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Mortgage-Backed Securities (MBS) 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) นั้นเป็นอัตราที่เหมาะสมต่อการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและตลาดการเงิน ทำให้ EIC มองว่า Fed จะยังเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินที่อัตราปัจจุบันต่อไปในปี 2021 (รูปที่ 4) นอกจากนี้ Powell ยังระบุว่าพร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับความเสี่ยงด้านต่ำมากขึ้น โดย EIC มองว่าเครื่องมือที่ Fed สามารถเลือกใช้คือ การลดสัดส่วนการถือครองตราสารหนี้ระยะสั้นและเพิ่มสัดส่วนการถือครองตราสารหนี้ระยะยาวเพื่อยืดอายุการชำระหนี้ออกไป (Operation Twist: OT) ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับตอนปี 2011 ซึ่งจะชะลอการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/41/hj/fu0r41hj2a/40.jpg" alt="40.jpg" width="2032" height="1222" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับปัจจัยในประเทศที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับสูงขึ้น มีดังนี้</strong></span><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2021</strong></span> โดยเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีแนวโน้มฟื้นตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากที่วัคซีน COVID-19 แจกจ่ายอย่างแพร่หลาย และการส่งออกที่ฟื้นตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และนโยบายด้านการค้าของโจ ไบเดน ที่มีแนวโน้มตึงเครียดน้อยลง สำหรับอุปสงค์ภายในประเทศก็มีแนวโน้มฟื้นตัวจากการสนับสนุนของมาตรการทางการคลังและนโยบายการเงินที่จะยังคงผ่อนคลายต่อเนื่องจากการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ และแนวโน้มการผ่อนปรนเงื่อนไขของมาตรการทางการเงินที่ได้ดำเนินไป<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>2) หนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ผนวกกับส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้รัฐบาลมีแนวโน้มออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเพิ่มขึ้น</strong></span> โดยยอดคงค้างหนี้สาธารณะต่อ GDP ณ เดือนสิงหาคม 2020 อยู่ที่ 47.9% ซึ่งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะคาดการณ์ว่าสัดส่วนดังกล่าวจะปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 51.8% ณ สิ้นปี 2020 และ 58.0% ณ สิ้นปี 2021 จาก 1) พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท 2) รายได้จากการจัดเก็บภาษีที่ลดลง (รายได้ภาษี 8 เดือนแรกของปีหดตัวที่ -15.5%YOY) และ 3) การหดตัวของเศรษฐกิจไทย โดยยอดคงค้างหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้นนี้จะเป็นผลให้รัฐบาลไทยต้องออกพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น (รูปที่ 5 ซ้ายมือ) โดย EIC มองว่ารัฐบาลมีแนวโน้มหันมาออกพันธบัตรระยะยาวมากขึ้นเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเทียบกับระยะสั้นลดลง (รูปที่ 5 ขวามือ) การออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจะมีส่วนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับสูงขึ้น<br /><br /><strong>อย่างไรก็ดี หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับสูงขึ้นเร็ว ธปท. อาจพิจารณาเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้ EIC จึงมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวในระยะต่อไปจะปรับสูงขึ้นได้ไม่มากนัก</strong> โดยภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้ ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงค่อนข้างมาก (รูปที่ 6 ซ้ายมือ) อย่างไรก็ดี การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพิ่มเติมอาจมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจจำกัดมากขึ้น เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินเผชิญกับ effective lower bound ธปท. จึงหันไปผ่อนคลายนโยบายการเงินโดยใช้เครื่องมืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงบดุลของธนาคารกลางมากขึ้น เช่น การเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล และการออกมาตรการด้านสินเชื่อ ทำให้งบดุลด้านสินทรัพย์ของ ธปท. ปรับสูงขึ้นค่อนข้างมากในปีนี้ (รูปที่ 6 ขวามือ) สำหรับในระยะต่อไป หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวปรับสูงขึ้นเร็วจนทำให้ภาวะการเงินไทยตึงตัวขึ้นมาก EIC มองว่า ธปท. อาจพิจารณาเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวเพื่อกดให้อัตราผลตอบแทนไม่เพิ่มขึ้นเร็วเกินไป</p>
<p><span style="font-size: 11pt;"><strong><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5r/bl/fu0r5rblk7/41.jpg" alt="41.jpg" width="2033" height="1473" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6a/kl/fu0r6aklol/42.jpg" alt="42.jpg" width="2035" height="1239" /><br /></strong></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt;"><strong><br />มุมมองค่าเงินบาท<br /><br /></strong>เงินบาทในช่วงที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็วโดยนับตั้งแต่สิ้นเดือนตุลาคมจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทแข็งค่าถึง 2.9% มาอยู่ที่ 30.29 (ข้อมูล ณ 30 พฤศจิกายน 2020) ซึ่งเป็นการแข็งค่าอันดับที่สองในภูมิภาค (รูปที่ 7) เป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับสูงขึ้นหลังจากมีข่าวดีเกี่ยวกับการพัฒนาการผลิตวัคซีน COVID-19 ทำให้มีเงินไหลเข้ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะไทยที่ยังมีเสถียรภาพต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดีทำให้นักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์ไทย ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ธปท. จึงได้ออกมาตรการเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท โดยมีรายละเอียดดังใน ตารางที่ 1 โดยมาตรการบางส่วนจะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นเดือนธันวาคม อย่างไรก็ดี การตอบสนองของตลาดการเงินนั้นค่อนข้างน้อย โดยหลังจากที่ประกาศมาตรการ ค่าเงินบาทยังคงทรงตัวอยู่ที่ราว 33.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งประสิทธิภาพของมาตรการหลังประกาศใช้จริงจะส่งผลให้เงินบาทจะอ่อนค่าได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนจะหันไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นหรือไม่ โดยในปัจจุบันการลงทุนทางในต่างประเทศของนักลงทุนไทยมีแนวโน้มปรับลดลง<strong> <br /></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 10pt;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/91/aj/fu0r91ajeo/43.jpg" alt="43.jpg" width="2076" height="1439" /><br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/9h/0q/fu0r9h0qai/44.jpg" alt="44.jpg" width="2000" height="1619" /></strong></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/a1/ny/fu0ra1ny1y/45.jpg" alt="45.jpg" width="2034" height="837" /><br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;">EIC ประเมินเงินบาท ณ สิ้นปี 2021 แข็งค่าจากปัจจุบันมาอยู่ที่กรอบ 29.5-30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ</span></strong> โดยในปี 2021 เงินบาทมีแนวโน้มแข็งขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจาก 1) เงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มอ่อนค่า 2) เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลเข้ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย และ 3) การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยและการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทยที่ค่อนข้างต่ำ <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มอ่อนค่าอีกเล็กน้อยในปี 2021</strong> </span>โดย ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2020 ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 91.86 อ่อนค่าลงจากต้นปี 4.6% EIC มองว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะเผชิญกับแรงกดดันด้านอ่อนค่าดังต่อไปนี้<br /><br /><strong>1) เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในปีหน้า จะทำให้ความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มลดลง</strong> โดยปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังอย่างต่อเนื่อง ภาวะการเงินที่ยังคงผ่อนคลาย และการแจกจ่ายวัคซีน COVID-19 เป็นวงกว้าง จะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับสูงขึ้น ความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ) จึงมีน้อยลง (รูปที่ 8) <br /><br /><strong>2) ความผันผวนของสงครามการค้าที่ลดลงภายใต้รัฐบาลของไบเดน จะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับดีขึ้นและลดความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย</strong> ไบเดนมีท่าทีต่อสงครามการค้ากับจีนที่ผ่อนคลายลง โดยจะกดดันจีนในระดับพหุภาคีแทนการใช้ภาษีนำเข้าอย่างในสมัยทรัมป์ นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายก็คาดว่าจะมีความผันผวนลดลง ซึ่งจะทำให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยในสหรัฐฯ และเปิดรับความเสี่ยงโดยหันไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่มากขึ้น เป็นผลให้เงินของกลุ่มประเทศตลาดเงินใหม่โดยเฉพาะค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ (รูปที่ 9 ซ้ายมือ) ซึ่งเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นนั้นจะส่งผลให้<br />ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียแข็งค่าขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน1 (รูปที่ 9 ขวามือ) <br /><br /><strong>3) การขาดดุลทางการคลังของสหรัฐฯ และแนวนโยบายภาษีของไบเดนจะเป็นผลให้สหรัฐฯ ต้องเก็บภาษีกับผู้ประกอบการมากขึ้น ผนวกกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ระดับต่ำ จะเป็นผลให้ความน่าดึงดูดของตลาดการเงินสหรัฐฯ มีน้อยลง</strong> โดยแนวโน้มการดำเนินนโยบายด้านภาษีของไบเดน จะเน้นไปที่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มภาษีนิติบุคคลและการเพิ่มอัตราภาษี GILTI ที่เรียกเก็บกับกำไรจากต่างประเทศของบริษัทสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้รายได้ของผู้ประกอบการในสหรัฐฯ ปรับลดลง จึงอาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ได้ นอกจากนี้ Fed ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวมถึงเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอย่างต่อเนื่องในปีหน้า เป็นผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เงินทุนอาจไหลออกจากตลาดการเงินสหรัฐฯ <strong>แต่ทั้งนี้การไหลออกของเงินทุนอาจไม่มากนัก เนื่องจากมีแนวโน้มที่ไบเดนจะไม่ได้เสียงข้างมากในวุฒิสภา ทำให้นโยบายการขึ้นภาษีอาจทำได้ไม่มากเท่าที่หาเสียงไว้<br /><br /></strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/co/r5/fu0rcor5pi/46.jpg" alt="46.jpg" width="2035" height="1368" /><br /><br /></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cu/qn/fu0rcuqnsx/47.jpg" alt="47.jpg" width="2048" height="1437" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลเข้ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นในปี 2021</strong></span> โดย Institute of international finance (IIF) คาดการณ์ว่าในปี 2021 จะมีเงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ราว 1.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับในปี 2020 ที่คาดว่าจะมีเงินไหลเข้าราว 8.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เงินทุนมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดเกิดใหม่มาจาก 1) ประชากรโลกได้รับวัคซีน COVID-19 เป็นวงกว้างเป็นผลให้นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (risk-on sentiment) เงินทุนจึงมีแนวโน้มไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่ 2) เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็ว ผนวกกับนโยบายการคลังของจีนที่ยังคงผ่อนคลายต่อเนื่อง (รูปที่ 10) ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น และมีแนวโน้มนำเงินทุนกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์จีนและประเทศในภูมิภาค 3) ปริมาณการออกตราสารหนี้ต่างประเทศของภาครัฐและเอกชนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมากแม้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยจาก COVID-19 ซึ่งแตกต่างกับช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 ที่การออกตราสารหนี้ชะลอตัวลง (รูปที่ 11) ซึ่งปริมาณตราสารที่เพิ่มขึ้นจะทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากขึ้นได้ เพราะมีผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก<br /><br /></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/e1/7x/fu0re17x64/48.jpg" alt="48.jpg" width="2035" height="1149" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/e3/o4/fu0re3o4i2/49.jpg" alt="49.jpg" width="2053" height="1220" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับปัจจัยภายในประเทศที่กดดันให้เงินบาทแข็งค่า มีดังนี้</strong> </span><br /><br /><strong>1) ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มกลับมาเกินดุลต่อเนื่องในปี 2021 จากการส่งออกสินค้าและนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เริ่มกลับมาฟื้นตัว</strong> แม้ว่า 10 เดือนแรกของปี 2020 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศหดตัว -79.4%YOY และการส่งออกสินค้าไทยปรับลดลงมากถึง -7.3%YOY แต่การนำเข้าสินค้าและบริการของไทยก็ปรับลดลงมากถึง -14.6%YOY เช่นกัน เป็นผลให้ในปีนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังเกินดุลอย่างต่อเนื่อง (รูปที่ 12 ซ้ายมือ) ซึ่ง EIC ประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลที่ 3.4% ต่อ GDPสำหรับในปี 2020 และยังมีแนวโน้มเกินดุลที่ 3% ต่อ GDP ในปี 2021 ตามการส่งออกที่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ที่ 4.7% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ฟื้นตัวได้บ้างที่ 8.5 ล้านคน ซึ่งจะทำให้เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังคงแข็งแกร่ง (รูปที่ 12 ขวามือ)<br /><br /><strong>2) การลงทุนในต่างประเทศที่อยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่องจากพฤติกรรม home bias ของนักลงทุนไทย</strong> กล่าวคือ นักลงทุนไทยมักเลือกลงทุนในประเทศมากกว่าการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ อีกทั้งในเวลาที่เลือกออกไปลงทุนต่างประเทศ นักลงทุนไทยมักเลือกปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX hedge) ทำให้ปัจจัยที่สนับสนุนการอ่อนค่าของเงินบาทมีจำกัด โดยในช่วงที่ผ่านมาการลงทุนทางตรงในต่างประเทศของครัวเรือนไทยและผู้ประกอบการที่ไม่รวมสถาบันการเงิน ต่อ GDP ปรับลดลงในปีล่าสุด (รูปที่ 13 ซ้ายมือ) นอกจากนี้ สัดส่วนสินทรัพย์ต่างประเทศ (International assets) ต่อ GDP ของไทยยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค (รูปที่ 13 ขวามือ)<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fe/d7/fu0rfed7b5/50.jpg" alt="50.jpg" width="2038" height="1309" /><br /></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt;"><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fy/dx/fu0rfydx6e/51.jpg" alt="51.jpg" width="2035" height="1296" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อย่างไรก็ดีค่าเงินบาทในปี 2021 ยังต้องเผชิญความเสี่ยงที่อาจทำให้กลับมาแข็งค่าขึ้นได้จาก</strong> </span><br /><br /><strong>1) เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ซึ่งเป็นผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐอาจกลับมาแข็งค่าขึ้นได้</strong> การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2021 ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากการล้มละลายของภาคธุรกิจ โดยการศึกษาของ BIS พบว่าแม้จำนวนบริษัทที่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating) จะมีแนวโน้มลดลง แต่สัดสวนของบริษัทที่มีมุมมองความน่าเชื่อถือเป็นลบ (Negative outlook) ยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (รูปที่ 14 ซ้ายมือ) ทั้งนี้ BIS คาดการณ์ว่าในปี 2021 บริษัทในประเทศพัฒนาแล้วจะล้มละลายโดยเฉลี่ย 20% ผนวกกับคาดการณ์ของ IMF ที่ประเมินว่าอัตราการว่างงานของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศตลาดเกิดใหม่จะยังอยู่ในระดับสูงในปีหน้า (รูปที่ 14 ขวามือ) ซึ่งหากภาวะเศรษฐกิจโลกและภาวะการล้มละลายปรับแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็จะเป็นผลให้อุปสงค์ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้มากนัก<br /> <br /><strong>นอกจากนี้ หากการผลิตวัคซีน COVID-19 หยุดชะงักหรือมีอุปสรรคมากกว่าคาดในการกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงจนเป็นผลให้การฉีดวัคซีนให้กับประชากรส่วนใหญ่ของโลกได้ช้ากว่าคาด ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดได้</strong><br /><br /><strong>2) เศรษฐกิจไทยในปีหน้าฟื้นตัวช้ากว่าคาด</strong> โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้ายังต้องเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจไม่เป็นไปตามคาดได้ ซึ่งจะทำให้การส่งออกสินค้าของไทยและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวช้ากว่าที่ประเมิน และถึงแม้ว่าสมมติฐานการแจกจ่ายวัคซีน COVID-19 เป็นไปตามที่ประเมินก็ยังมีความเสี่ยงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังไม่กลับมาไทยเท่าที่ประเมิน นอกจากนี้ หากสถานการณ์การเมืองไทยรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อก็อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้ โดยจากข้อมูลในอดีตที่สถานการณ์การเมืองไทยรุนแรง จะมีผลกระทบให้เงินทุนไหลออกจากตลาดตลาดหลักทรัพย์ไทย และทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า (รูปที่ 15) <br /><br /></span></p>
<p><span style="font-size: 10pt;"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hk/of/fu0rhkofi8/52.jpg" alt="52.jpg" width="2035" height="1229" /><br /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hq/9m/fu0rhq9moo/53.jpg" alt="53.jpg" width="2045" height="1413" /></span></p>
<p>&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>สภาพคล่องโดยรวมในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องของ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมา ในเดือนกรกฎาคม 2020 ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง</description>
					<enclosure length="5186" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/pr/sh/fu0qprshtf/36.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 16 Dec 2020 11:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>มาตรการ Yield Curve Control (YCC) และ Negative Interest Rate Policy (NIRP)</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7111</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7111</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7111">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม</strong><strong>&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655">&nbsp;</a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/nz/yo/frp7nzyocb/TH_Outlook_Q3_2020_Final_42.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_42.jpg" width="1991" height="1318" />&nbsp;<br /><br /><br /></p>
<p><strong>หลังผ่านวิกฤตการเงินโลกในปี 2008-2009 การผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้ธนาคารกลางของหลาย ๆ ประเทศให้ความสนใจต่อการดำเนินมาตรการทางการเงินแบบพิเศษ (unconventional monetary policy)</strong> ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไว้ ณ ระดับใดระดับหนึ่ง (Yield Curve Control : YCC) หรือการดำเนินมาตรการอัตราดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rate Policy : NIRP) โดยผู้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve : Fed) ได้กล่าวในช่วงแถลงข่าวผลการประชุมนโยบายการเงินในเดือนมิถุนายน 2020 ว่าทาง Fed อยู่ในระหว่างศึกษามาตรการ YCC ขณะที่รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้กล่าวถึงการศึกษามาตรการ YCC ในงาน Analyst Meeting เดือนกรกฎาคม 2020 เช่นกัน นอกจากนี้ หากพิจารณา market-implied policy rate ยังพบว่าผู้ร่วมตลาดบางส่วนเริ่มมองว่าทั้ง Fed และธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England : BOE) มีโอกาสดำเนินมาตรการอัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบได้ในอนาคตโดยมองว่า Fed อาจดำเนินโยบายนี้ในช่วงสิ้นปี 2021 ขณะที่ BOE อาจดำเนินนโยบายในช่วงไตรมาสแรกปี 2021 ด้วยเหตุนี้ EIC จึงได้ศึกษาการดำเนินนโยบาย YCC และ NIRP ในต่างประเทศ และประเมินโอกาสรวมถึงนัยต่อการดำเนินมาตรการดังกล่าวในไทย<br /><br /> <strong>มาตรการ Yield Curve Control (YCC) : กรณีศึกษาจากญี่ปุ่นและออสเตรเลีย<br /> </strong>ตัวอย่างธนาคารกลางที่ได้ดำเนินมาตรการ YCC อย่างชัดเจนและต่อเนื่องคือ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) โดยในกรณีของ BOJ ได้เคยดำเนินมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์การเงิน (quantitative easing : QE) และ NIRP ก่อนที่จะดำเนินมาตรการ YCC ขณะที่ RBA ได้มีการดำเนินมาตรการ QE พร้อมกับการดำเนินมาตรการ YCC <br /><br />EIC ได้สรุปแนวทาง ความคล้าย และข้อแตกต่างการดำเนินนโยบายของทั้งสองธนาคารกลาง ดังนี้<br /><br /><strong>1) อายุของพันธบัตรรัฐบาลที่ถูกดำเนินมาตรการ YCC แตกต่างกัน</strong> โดย BOJ เลือกที่จะควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอายุ 10 ปี ไว้ที่ระดับประมาณ 0% ต่อปี ตั้งแต่เดือนกันยายน 2016 เรียกว่า &ldquo;targeting long-term YCC&rdquo; ส่วน RBA เลือกที่จะควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะกลาง อายุ 3 ปี ที่ 0.25% ต่อปี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 หรือที่เรียกว่า &ldquo;front-end YCC&rdquo;<br /><br /><strong>2) YCC ทั้งสองแบบนอกจากจะมีวัตถุประสงค์หลักเดียวกันในการตรึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล แต่ยังถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารถึงการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะยาว (forward guidance)</strong> โดย BOJ ประกาศใช้มาตรการ YCC พร้อมกับการประกาศ &ldquo;inflation-overshooting commitment&rdquo; เพื่อเป็นการให้คำมั่นสัญญาณว่า จะผ่อนคลายนโยบายการเงินจนกว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 2% ส่วน RBA ได้ดำเนินมาตรการ YCC เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธนาคารกลางในการรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% เป็นเวลา 3 ปี หรือจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายการจ้างงานสูงสุดและทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 2-3% ได้ <br /><br /><strong>3) เป้าหมายด้านเสถียรภาพระบบการเงินที่แตกต่างกัน</strong> โดยก่อนที่จะมีการประกาศใช้มาตรการ YCC ในเดือนกันยายน 2016 BOJ ได้ดำเนินมาตรการอัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบในเดือนมกราคม 2016 เป็นผลให้เกิดพฤติกรรม&ldquo;การแสวงหาอัตราดอกเบี้ยที่เป็นบวก&rdquo; ซึ่งทำให้นักลงทุนเร่งเข้าซื้ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจนมีอัตราผลตอบแทนเป็นลบ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันและกองทุนบำเหน็จบำนาญ อีกทั้งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการออมของครัวเรือนที่หันมาออมเงินมากขึ้นและลดการบริโภคลง เนื่องจากรายได้จากอัตราดอกเบี้ยลดลง<strong>มาตรการ YCC ของ BOJ จึงมีเป้าหมายเพื่อทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับสูงขึ้น (รูปที่ 15 ซ้าย) ในขณะที่&nbsp; RBA เลือกที่จะควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 3 ปี</strong> <strong>ให้อยู่ในระดับต่ำ</strong> เพื่อทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (yield curve) ยังคงชันอยู่และเป็นการดูแลเสถียรภาพให้แก่สถาบันการเงิน (รูปที่ 15 ขวา) เนื่องจากหากเส้นอัตราผลตอบแทนรัฐบาลลาดเอียงน้อยเกินไป (flattening yield curve) จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของสถาบันการเงิน (ที่มักมีโครงสร้างต้นทุนทางการเงินขึ้นอยู่กับอัตราผลตอบแทนระยะสั้นแต่มีโครงสร้างรายได้จากอัตราผลตอบแทนระยะยาว) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน โดยการใช้ YCC ในลักษณะนี้แตกต่างจากการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวหรือการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน(QE) ที่มักเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว และทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลดลงและส่งผลให้ yield curve มีความชันน้อยลง <br /><br /><strong>4) มาตรการ YCC ช่วยลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินของทั้ง 2 ธนาคารกลาง</strong> โดยหลังจากที่ BOJ ประกาศดำเนินมาตรการ YCC ก็ช่วยทำให้อัตราการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมาตรการ YCC เสริมความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนว่าธนาคารกลางจะเข้าดูแลอัตราผลตอบแทนไว้ที่ระดับเป้าหมายจึงทำให้ธุรกรรมที่ส่งผลให้ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนฯ เคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามปรับลดลงธนาคารกลางจึงเข้าซื้อพันธบัตรได้น้อยลง (รูปที่ 16 ซ้าย) ส่วนทาง RBA นั้น หลังจากที่ประกาศมาตรการ YCC ทาง RBA ยังต้องเข้าซื้อสินทรัพย์อยู่ในปริมาณมากเพื่อที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปี ปรับลดลงมาอยู่ที่เป้าหมายที่ 0.25% และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน อย่างไรก็ดี หลังจากที่อัตราผลตอบแทนฯ ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับเป้าหมายได้ อัตราการเข้าซื้อพันธบัตรก็ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (รูปที่ 16 ขวา)<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rd/53/frp7rd53v5/TH_Outlook_Q3_2020_Final_43.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_43.jpg" width="1817" height="1264" /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ri/7b/frp7ri7b8g/TH_Outlook_Q3_2020_Final_44.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_44.jpg" width="1859" height="1250" /><br /><br /><strong>ความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการ Yield curve control ในไทย</strong><br />EIC มองว่าในระยะสั้นนี้ โอกาสที่ ธปท. จะดำเนินมาตรการ yield curve control ในไทยยังมีจำกัด เนื่องจาก<br /><br /><strong>1) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว แม้ว่า ธปท. จะไม่มีการเข้าซื้อสินทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา</strong> โดยในช่วงเดือนมีนาคมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความตื่นตระหนก (panic) ของนักลงทุน เป็นผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2020 รวม 8.8 หมื่นล้านบาท แต่หลังจากนั้นพบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับลดลงและสามารถทรงตัวในระดับต่ำได้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน โดยในปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ทรงตัวอยู่ที่ราว 1.3-1.4% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 1-3 ปี ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ต่อปี ดังนั้น ถึงแม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่มีการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มเติมในช่วงพฤษภาคมถึงกรกฎาคม แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยก็ยังไม่ปรับสูงขึ้นจนเป็นที่น่ากังวล<br /><br /><strong>2) ความชันของเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (yield curve) ยังไม่ลาดเอียง (flat) เกินไป</strong> โดยส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอายุ 1 ปีและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวอายุ 10 ปี ณ วันที่ 7 กันยายน 2020 อยู่ที่ 90 bps สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเล็กน้อย สะท้อนได้ว่าความชันของ yield curve ยังมีความชันอยู่พอสมควร ทำให้ ธปท. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเข้าดูแลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเหมือนในกรณีของประเทศออสเตรเลียที่ต้องเข้าควบคุมเพื่อไม่ให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นปรับสูงขึ้นจนทำให้ yield curve ลาดเอียงจนเกินไป (มีความชันน้อยเกินไป) และอาจเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน<br /><br /><strong>3) ผู้ร่วมตลาดคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะ 1 ปีข้างหน้าอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบัน</strong>โดยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะ 3 และ 6 เดือนข้างหน้า (สะท้อนจากตลาด Forward) ณ วันที่ 8 กันยายน 2020 อยู่ที่ 0.51% และ 0.55% ตามลำดับ ใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบัน ส่วนคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายใน 1 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 0.59% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงเล็กน้อย ดังนั้น ความจำเป็นในการดำเนินมาตรการ YCC เพื่อจุดประสงค์ด้านการสื่อสารการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (forward guidance) จึงมีไม่มากเช่นกัน<br /><br /><strong>อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไป หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นผลจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและในประเทศ เช่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เงินทุนเคลื่อนย้าย</strong><strong>ไหลออกจากไทย อุปทานพันธบัตรรัฐบาลไทยสูงขึ้น หรือความกังวลต่อปัจจัยทางการเมืองไทย EIC ประเมินว่า ธปท. </strong><strong>พร้อมกลับมาเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอีกครั้ง และอาจประกาศใช้ YCC เพื่อจุดประสงค์ด้านการสื่อสารการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (forward guidance) ร่วมด้วย</strong><br /><br /><br /><br /><br /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>หลังผ่านวิกฤตการเงินโลกในปี 2008-2009 การผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้ธนาคารกลางของหลาย ๆ ประเทศ</description>
					<enclosure length="5835" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/nt/yd/frp7ntydkj/TH_Outlook_Q3_2020_Final_42.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 01 Oct 2020 16:45:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Financial market : ภาพรวมภาวะการเงินไตรมาส 3 ปี 2020 และผลของมาตรการสนับสนุนสภาพคล่องจากภาครัฐ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7110</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7110</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7110">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046">&nbsp;</a></p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655">&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ac/gd/frp7acgdrh/iStock-468044606.jpg" alt="iStock-468044606.jpg" width="2121" height="1414" /></a></p>
<p><br /><strong>สภาพคล่องโดยรวมในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องของ ธปท.</strong> ในช่วงที่ผ่านมา ในเดือนกรกฎาคม 2020 ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง (M2) ขยายตัว 11.4%YOY ขณะที่ปริมาณเงินตามความหมายแคบ (M1) ขยายตัว 17.3%YOY แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (nominal GDP) จะหดตัวถึง -14.5%YOY (รูปที่ 1) ทำให้สัดส่วนปริมาณเงินต่อรายได้ปรับสูงขึ้น ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อนสภาพคล่องในระบบที่อยู่ในระดับสูงอันเป็นผลจากมาตรการสนับสนุนสภาพคล่องของ ธปท.ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยสภาพคล่องผ่านตลาดการเงิน (Open Market Operations : OMOs) การเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล และการปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ <br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cm/zr/frp7cmzrz5/TH_Outlook_Q3_2020_Final_36.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_36.jpg" width="2034" height="1337" /><br /><br /><strong>ภาคเอกชนสามารถระดมทุนผ่านตลาดตราสารนี้ได้ลดลงจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้นและต้นทุนการระดมทุนที่อยู่ในระดับสูงนอกจากนี้ การระดมทุนผ่านตลาดตราสารทุนก็อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน แม้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะฟื้นตัวขึ้นมาบ้างจากจุดต่ำสุด</strong> โดยความกังวลของนักลงทุนต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจอยู่ในระดับสูง แม้จะมีมาตรการสนับสนุนสภาพคล่องจากภาครัฐ สะท้อนจากส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนและพันธบัตรรัฐบาล (corporate spread) ที่ยังอยู่ในระดับสูง (รูปที่ 2 ซ้าย) ซึ่งเป็นผลให้ต้นทุนการระดมทุนของภาคเอกชนผ่านตลาดตราสารหนี้อยู่ในระดับสูงเช่นกัน ทำให้ปริมาณการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนหดตัวค่อนข้างมากตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 โดยเป็นการหดตัวในทุก ๆ อันดับความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะกลุ่ม non-investment grade ที่หดตัวมากที่สุด (รูปที่ 2 ขวา) สำหรับตลาดตราสารทุน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์กลับมาฟื้นตัวบ้าง จากจุดต่ำสุด (รูปที่ 3 ซ้าย) อย่างไรก็ดี ตราสารทุนออกใหม่ (initial public offering : IPO) ปรับลดลงค่อนข้างมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 อยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 4.7 หมื่นล้านบาท (รูปที่ 3 ขวา)<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/db/u8/frp7dbu8l4/TH_Outlook_Q3_2020_Final_37.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_37.jpg" width="2033" height="1095" /><br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/dd/cn/frp7ddcnjk/TH_Outlook_Q3_2020_Final_38.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_38.jpg" width="2045" height="996" /><br /><br /><strong>ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถหันไประดมทุนผ่านสินเชื่อได้มากขึ้น ในขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กยังคงหดตัว สะท้อนถึงสภาพคล่องในระบบการเงินที่กระจายตัวไม่ทั่วถึงในทุกภาคส่วน</strong> หากดูที่ยอดการปล่อยสินเชื่อ (soft loans) โดยแบ่งตามขนาดวงเงินสินเชื่อที่ภาคธุรกิจมีกับธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งพบว่า สินเชื่อที่ให้แก่ธุรกิจ SME ขนาดเล็กมากโดยรวม (วงเงิน 20 ล้านบาท) นับตั้งแต่สิ้นปี 2019 หดตัวลง -2.6%YTD ขณะที่สินเชื่อที่ให้แก่ธุรกิจขนาดใหญ่โดยรวม (วงเงิน &lt; 500 ล้านบาท) ขยายตัวถึง 13.4% ซึ่งการปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจขนาดใหญ่ในปริมาณที่มากกว่าการปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจขนาดเล็กนี้ พบทั้งในภาคธุรกิจที่พักแรมธุรกิจผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน และธุรกิจขนส่งผู้โดยสาร (รูปที่ 4) สะท้อนสภาพคล่องในระบบการเงินที่กระจายตัวไม่ทั่วถึง <br /><br /><strong>นอกจากนี้ หากดูที่อัตราการอนุมัติวงเงินสินเชื่อ soft loan เทียบกับวงเงินที่เข้าเกณฑ์ (soft loan utilization rate) จะพบว่าธุรกิจSME ขนาดเล็กมีอัตราการได้รับอนุมัติเพียง 10.4% เท่านั้น</strong> ซึ่งต่ำกว่าธุรกิจ SME ขนาดกลางและใหญ่ที่มีอัตราการอนุมัติราว 16.4% และ 20.7% ตามลำดับ (รูปที่ 4) สำหรับภาคธุรกิจที่ประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อในช่วง COVID-19 มากที่สุดคือ ภาคธุรกิจผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งพบว่าอัตราการปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจยานยนต์ขนาดเล็กปรับหดตัวลงถึง -8.1% นับจากสิ้นปี 2019 อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจนี้กลับได้รับอนุมัติสินเชื่อ soft loans ในอัตราที่ต่ำเพียง 3.9% ของวงเงินสินเชื่อที่เข้าเกณฑ์<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ed/qu/frp7edqurd/TH_Outlook_Q3_2020_Final_39.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_39.jpg" width="2032" height="1345" /><br /><br /><strong>ด้วยเหตุนี้ การระบาดของ COVID-19 จึงทำให้ภาวะการเงินของภาคธุรกิจไทยในมิติของการระดมทุนตึงตัวขึ้น (ระดมทุนได้ยากขึ้น) โดยเฉพาะธุรกิจกลุ่ม SMEs ที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากกว่าภาคธุรกิจขนาดใหญ่</strong> ความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจที่ปรับสูงขึ้นมากทำให้ผู้ร่วมตลาดระมัดระวังการลงทุน และธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยพบว่าการระดมทุนของธุรกิจ SME หดตัวลง ขณะที่การระดมทุนของธุรกิจขนาดใหญ่ยังสามารถดำเนินได้อยู่บ้าง เนื่องจากถึงแม้ธุรกิจขนาดใหญ่จะสามารถระดมทุนผ่านตลาดพันธบัตรได้น้อยลง แต่ยังสามารถระดมทุนผ่านสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ได้อยู่ สำหรับมาตรการภาครัฐที่มุ่งเน้นการเสริมสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบนั้น พบว่ายังมีข้อจำกัดในด้านประสิทธิผลอยู่บ้าง เนื่องจากภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรง (ธุรกิจขนาดเล็ก และธุรกิจกลุ่มยานยนต์) กลับได้รับสินเชื่อจากมาตรการในสัดส่วนต่ำ ซึ่งเป็นผลจากภาวะการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk aversion) ที่เกิดขึ้นในยามวิกฤต ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กมักมีมูลค่าสินทรัพย์และกระแสเงินสดน้อย หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (collateral) ต่ำ ทำให้ระดมทุนได้ยากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่<br /><br /><strong>มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ช่วยชะลอการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมา แต่ต้องจับตาผลของมาตรการที่จะหมดไปในระยะต่อไป ซึ่งอาจทำให้สินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นได้</strong> โดยยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Non-Performing Loan : NPL หรือ Stage 3) ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบอยู่ที่ 5.09 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมที่3.1% เทียบกับไตรมาสก่อนที่ 3.0% โดยเพิ่มขึ้นจากธุรกิจสายการบินขนาดใหญ่เป็นหลัก ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (Significant Increase in Credit Risk : SICR หรือ stage 2) อยู่ที่ 7.5% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 7.7% (รูปที่ 5) คุณภาพสินเชื่อที่ยังไม่ปรับแย่ลงมากนักเป็นผลจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่มีอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนผันเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ การเลื่อนระยะเวลาการชำระหนี้ การปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยลง และการสนับสนุนปรับโครงสร้างหนี้อย่างไรก็ดี มาตรการผ่อนผันการชำระหนี้จะทยอยหมดอายุลงในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ขณะที่การผ่อนผันเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้จะหมดอายุลง ณ สิ้นปี 2021 ซึ่งหากภาครัฐไม่ต่ออายุมาตรการ และเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตัวตามที่คาด ประกอบกับลูกหนี้ไม่สามารถปรับตัวต่อวิกฤตเศรษฐกิจได้ทันท่วงที จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมอาจปรับสูงขึ้นได้<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fg/sg/frp7fgsgar/TH_Outlook_Q3_2020_Final_40.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_40.jpg" width="2032" height="1238" /><br /><br /><strong>อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงมีเสถียรภาพที่อยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงและเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ยังคงอยู่ในระดับสูง</strong> โดยระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2.8 ล้านล้านบาทซึ่งอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) อยู่ที่ 19.2% สูงกว่าในปี 1998 หลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งซึ่งอยู่ที่ 10.9% (รูปที่ 6) อีกทั้งอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) อยู่ที่ 144.1% สูงกว่าในปี 1998 หลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งซึ่งอยู่ที่ 29% ขณะที่อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio: LCR) อยู่ที่ 183.4% อย่างไรก็ดี หากลูกหนี้ไม่สามารถปรับตัวกับวิกฤตเศรษฐกิจได้ทันและสภาพคล่องปรับลดลงมาก ก็อาจทำให้หนี้เสียปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อเสถียรภาพของภาคธนาคารพาณิชย์ได้ <br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hy/vi/frp7hyvibl/TH_Outlook_Q3_2020_Final_41.jpg" alt="TH_Outlook_Q3_2020_Final_41.jpg" width="2032" height="1188" /><br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7046"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม</strong></a> ของ EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2020&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>สภาพคล่องโดยรวมในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องของ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมา ในเดือนกรกฎาคม 2020 ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง</description>
					<enclosure length="4533" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ac/hj/frp7achj5d/iStock-468044606.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 01 Oct 2020 16:33:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Financial market : สุขภาพทางการเงินของภาคธุรกิจไทยในภาวะที่หนี้เพิ่มสูงขึ้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6564</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6564</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6564">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6548"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655">&nbsp;<img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/yl/sh/fjvyylshor/iStock-468044606.jpg" alt="iStock-468044606.jpg" width="2121" height="1414" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
ใน FM Outlook 2019Q4 อีไอซีได้นำเสนอถึง การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นมีความจำเป็นที่จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ประสิทธิผลของการดำเนินนโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจาก อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาก และธนาคารกลางบางแห่งเริ่มมีข้อจำกัดด้านกฎหมายในการดำเนินนโยบายการเงิน เช่น ในกรณีของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เผชิญต่อข้อจำกัดในการเข้าซื้อสินทรัพย์ผ่านมาตรการ asset purchase programme (APP) ทำให้อาจไม่สามารถเข้าซื้อได้มากเท่ากับช่วงที่ผ่านมา สำหรับ FM Outlook ในไตรมาสนี้ ทางอีไอซีได้ศึกษาความเสี่ยงที่มาจากการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นระยะเวลานาน และวิเคราะห์ว่าภาคส่วนใดที่มีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพมากที่สุด<br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ภาวะการเงินโลกและการก่อหนี้<br /><br /></strong><span style="color: #000000;"><span style="color: #4b2885;"><strong>ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายหลังวิกฤตการเงินโลก (global financial crisis: GFC) เป็นผลให้มีการก่อหนี้เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก</strong></span> การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นเวลานานส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั้งในระยะสั้นและระยะยาวปรับลดลง โดยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น ส่วนการดำเนินมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE หรือ APP) ส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ซึ่งการที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินอยู่ในระดับต่ำส่งผลให้มีการก่อหนี้มากขึ้น และเกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ โดยอีไอซีพบว่า นับจากวิกฤตการเงิน GFC ในปี 2009 เป็นต้นมา อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงทำให้ภาวะการเงินผ่อนคลายขึ้น ส่งผลให้หนี้โลกปรับสูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนในช่วงที่ภาวะการเงินตึงตัวก็จะพบว่าหนี้โลกปรับลดลง (รูปที่ 11 ซ้ายมือ) ทั้งนี้อีไอซียังพบอีกว่า หนี้โลกที่เพิ่มสูงขึ้นมานั้นปรับเพิ่มขึ้นในทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะ หนี้ธุรกิจ หนี้ครัวเรือน และหนี้ภาคการเงิน (รูปที่ 11 ขวามือ)<br /><br /><strong>รูปที่ 11 : อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำหลัง GFC มีผลให้ภาวะการเงินผ่อนคลาย ทำให้มีการก่อหนี้ได้ง่ายและเพิ่มมากขึ้นในทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะ หนี้ธุรกิจ หนี้ครัวเรือน และหนี้ภาคการเงิน<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/97/ys/fjvy97yso6/Outlook_Q1_2020_36.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_36.jpg" width="1983" height="941" /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ IIF และ Bloomberg<strong><br /></strong></span></span><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>การก่อหนี้ของกลุ่มประเทศ EM และ DM<br /><span style="color: #000000;"><br /><span style="color: #4b2885;">กลุ่มประเทศ EM มีการก่อหนี้สูงขึ้นต่อเนื่องในทุก ๆ ประเภท นับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2008 ขณะที่กลุ่มประเทศ DM มีการก่อหนี้ภาคธุรกิจและภาครัฐสูงขึ้นกว่าในปี 2008</span></span></strong><span style="color: #000000;"> (รูปที่ 12) หากพิจารณากลุ่มประเทศ EM พบว่า หนี้ทุกกลุ่มประเภทปรับสูงขึ้นต่อเนื่องนับจากปี 2008 โดยในปี 2019 หนี้ภาคธุรกิจมีสัดส่วนต่อ GDP มากที่สุดถึงเกือบ 100% ต่อ GDP นอกจากนี้ ข้อมูลของ IIF ยังบ่งชี้อีกว่า นับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา หนี้ธุรกิจของกลุ่มประเทศ EM ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (downgrade) ลงมากกว่าถูกปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ (upgrade) ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านเสถียรภาพในกลุ่มประเทศ EM ที่เพิ่มขึ้น สำหรับกลุ่มประเทศ DM พบว่า หนี้ครัวเรือนและหนี้ของภาคการเงินปรับลดลงมาหลังจากวิกฤติการเงินโลกจบลงในปี 2009 อย่างไรก็ดี การก่อหนี้ของภาคธุรกิจและภาครัฐยังปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดพบว่า หนี้ภาคธุรกิจปรับสูงกว่าในช่วงวิกฤติการเงินโลก ส่วนหนี้ภาครัฐอยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์<br /><br /><strong>รูปที่ 12 : กลุ่มประเทศ EM และ DM มีการก่อหนี้สูงขึ้นต่อเนื่องนับจากปี 2008 ในทุก ๆ ประเภท โดยการก่อหนี้ของภาคธุรกิจและภาครัฐในกลุ่มประเทศ DM ที่ปรับสูงขึ้นในช่วงวิกฤตการเงินโลก<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ba/iv/fjvybaiv4u/Outlook_Q1_2020_37.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_37.jpg" width="1987" height="928" /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ IIF<strong><br /></strong></span></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ประเทศที่มีหนี้สาธารณะและหนี้ภาคธุรกิจสูงส่วนใหญ่มีอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในระดับต่ำ</strong></span> (รูปที่ 13) เมื่อพิจารณาหนี้สาธารณะและหนี้ภาคธุรกิจของแต่ละประเทศนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา พบว่า ประเทศที่มีค่าเฉลี่ยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำจะมีมูลค่าหนี้สูงกว่า เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำช่วยลดภาระรายจ่ายด้านดอกเบี้ยให้แก่รัฐบาลและภาคธุรกิจได้ อีกทั้ง ยังเป็นการลดความเสี่ยงด้านความสามารถในการชำระหนี้ของภาครัฐหรือของประเทศ (sovereign risk) อีกด้วย<br /><br /><strong>รูปที่ 13 : ประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (อายุ 10 ปี) ในระดับต่ำจะมีหนี้สูงกว่า เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำช่วยลดภาระรายจ่ายด้านดอกเบี้ย<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ds/28/fjvyds28md/Outlook_Q1_2020_38.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_38.jpg" width="1984" height="927" /><br /><br /></strong>หมายเหตุ : ข้อมูลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปี เฉลี่ยตั้งแต่ ปี 2008 - 2019 (ข้อมูล ณ วันที่ 04/12/19 )<br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ IIF และ Bloomberg<strong> <br /></strong><br /><br />อีไอซียังพบว่า ประเทศที่มีหนี้ภาคธุรกิจ (ไม่รวมการเงิน) ต่อ GDP สูงที่สุด คือ ฮ่องกง ไอร์แลนด์ และสวีเดน ส่วนประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงที่สุดคือ ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศยุโรป เช่น กรีซ อิตาลี โปรตุเกต และเบลเยียม ทั้งนี้หากดูที่มูลค่าหนี้ของแต่ละประเทศ พบว่า สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และ ฝรั่งเศส ซึ่งล้วนเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักด้วยกันทั้งสิ้นมีมูลค่าหนี้สูงที่สุด สำหรับกลุ่มประเทศ EM พบว่า อินเดีย เกาหลี บราซิล มีมูลค่าหนี้และสัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงกว่าประเทศกลุ่ม EM อื่น ๆ ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์มีสัดส่วนหนี้ที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ส่วนหนี้ของไทยนั้นอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเช่นกัน (รูปที่ 14)<br /><br /><strong>รูปที่ 14 : แผนภูมิแสดงหนี้สาธารณะและหนี้ภาคธุรกิจในแต่ละประเทศ<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/eq/fq/fjvyeqfqtt/Outlook_Q1_2020_39.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_39.jpg" width="1984" height="1009" /><br /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ IIF<strong><br /></strong><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้วยแนวโน้มความเสี่ยงจากการก่อหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก อีไอซี จึงได้ทำการศึกษาสุขภาพทางการเงิน (financial health) ของภาคธุรกิจไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์</strong></span> โดยพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ พบว่าความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทไทยปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2018 โดยในงานศึกษานี้ อีไอซี ได้ใช้ interest coverage ratio (ICR) เป็นเครื่องชี้ที่สะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง SET และ MAI พบว่า บริษัทไทยมีความสามารถในการชำระหนี้ลดลงตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2018 โดยเป็นผลมาจากกำไรของบริษัทที่ปรับลดลงในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไทยปรับชะลอตัวลงมาก (รูปที่ 15 ซ้ายมือ) โดยธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรม (industrials) มี ICR ปรับลดลงมากที่สุด เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและการชะลอตัวลงของอุปสงค์ภาคเอกชนภายในประเทศค่อนข้างมาก ขณะที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งน่าจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ามากที่สุด แม้จะมี ICR ที่ปรับลดลงมากเช่นกัน แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจอื่น ๆ สำหรับ ICR ของธุรกิจบริการและสินค้าอุปโภคบริโภค แม้จะยังอยู่ในระดับสูง แต่ปรับชะลอลง (รูปที่ 15 ขวามือ)<br /><br /><strong>รูปที่ 15 : ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (ICR) ของภาคธุรกิจไทยในตลาดหลักทรัพย์ปรับลดลงในปี 2018 เป็นต้นมา โดยธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมมี ICR ปรับลดลงมากที่สุด เป็นผลจากสงครามการค้าและการชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่ ICR ของธุรกิจบริการและสินค้าอุปโภคบริโภค แม้จะยังอยู่ในระดับสูง แต่ปรับชะลอลง</strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ix/n8/fjvyixn8o7/Outlook_Q1_2020_40.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_40.jpg" width="2001" height="852" /><br /><br /><br />หมายเหตุ : *EIC ตัดข้อมูลของบริษัทที่มี interest coverage ratio มากกว่า percentile ที่ 80 และต่ำกว่า percentile ที่ 20 ออกจากการพิจารณา <br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สัดส่วนหนี้สินเสี่ยง (Debt at risk) ของภาคธุรกิจไทยปรับสูงขึ้นมานับตั้งแต่ปี 2018 โดยความเสี่ยงของธุรกิจขนาดกลางและเล็กปรับสูงขึ้นมากกว่าความเสี่ยงของธุรกิจขนาดใหญ่</strong> </span>นอกจากความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทไทยที่ปรับลดลงแล้ว อีไอซียังพบอีกว่า สัดส่วนหนี้สินเสี่ยง (ซึ่งคำนวณจากหนี้สินของบริษัทที่มี ICR ต่ำกว่า 1 ต่อหนี้สินรวมของทุกบริษัท) ปรับสูงขึ้นมานับตั้งแต่ปี 2018 สอดคล้องกับช่วงที่สงครามการค้าทวีความรุนแรงและเศรษฐกิจไทยชะลอลง (รูปที่ 16 ซ้ายมือ) อีกทั้ง ยังพบว่าสัดส่วนหนี้สินเสี่ยงของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กปรับสูงขึ้นมาต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา ขณะที่สัดส่วนหนี้สินเสี่ยงของธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงทรงตัว จึงกล่าวได้ว่า ภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็กของไทยได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจในประเทศมากกว่า (รูปที่ 16 ขวามือ)<br /><br /><strong>รูปที่ 16 : สัดส่วนหนี้สินเสี่ยง (Debt at risk) ปรับสูงขึ้นมานับตั้งแต่ปี 2018 สอดคล้องกับช่วงที่สงครามการค้าทวีความรุนแรง และเศรษฐกิจไทยชะลอลง และยังพบว่าความเสี่ยงของธุรกิจขนาดเล็กปรับสูงขึ้นมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/t9/yf/fjvyt9yfmw/Outlook_Q1_2020_41.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_41.jpg" width="1980" height="820" /><br /></strong>หมายเหตุ : * สัดส่วนหนี้สินเสี่ยง = หนี้สินบริษัทที่มี ICR &lt; 1 หารด้วยหนี้สินทั้งหมด <strong><br /> </strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ** สัดส่วนหนี้สินเสี่ยง = หนี้สินบริษัทที่มี ICR &lt; 1.5 หารด้วย หนี้สินทั้งหมด<strong><br /> </strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; EIC ตัดข้อมูลข้องบริษัทที่มี interest coverage ratio มากกว่า percentile ที่ 90 และต่ำกว่า percentile ที่ 10 ออกจากการพิจารณา<strong><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg<strong><br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;">อีกประเด็นที่อีไอซีมองว่าควรจับตา คือ การระดมทุนของภาคธุรกิจผ่านตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตมากขึ้น</span></strong> โดยนับตั้งแต่ปี 2016 มีหุ้นกู้ไทยที่ผิดนัดชำระหนี้ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากนับในปี 2019 (นับจากต้นปีถึงเดือนตุลาคม) พบว่ามีการผิดนัดชำระหนี้ราว 3 พันล้านบาท จึงเป็นที่น่าสนใจที่ ในภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอลงต่อเนื่องและอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดต่ำลง ความเสี่ยงของตลาดหุ้นกู้จะมีพัฒนาการอย่างไร และภาคธุรกิจใดที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ปรับลดลงมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์</strong> </span>โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ไทยอยู่ในระดับต่ำตามไปด้วย ซึ่งอีไอซีพบว่า อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ปรับลดลงมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ ภาคธุรกิจไทยจึงสามารถระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรด้วยต้นทุนที่ต่ำได้ ด้วยเหตุนี้ การระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้จึงขยายตัวสูงกว่าการระดมทุน<br />ผ่านการขอสินเชื่อธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง (รูปที่ 17) อย่างไรก็ตาม มูลค่าของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ของภาคธุรกิจก็ยังคงสูงกว่ามูลค่าของยอดคงค้างหุ้นกู้ในปัจจุบัน โดยสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ของภาคธุรกิจ ณ ไตรมาส 3 ปี 2019 อยู่ที่ 13.4 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่าของยอดคงค้างหุ้นกู้อยู่ที่ 2.7 ล้านล้านบาท<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 17 : อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ปรับลดลงมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ภาคธุรกิจไทยจึงหันมาระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง</strong> <br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/v3/wz/fjvyv3wzy5/Outlook_Q1_2020_42.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_42.jpg" width="1961" height="971" /><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ ThaiBMA Bloomberg และ ธปท.<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ภาคธุรกิจหันมาระดมทุนผ่านหู้นกู้ระยะยาวเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง</strong> </span>อีไอซีพบว่า นับตั้งแต่สิ้นปี 2014 การออกหุ้นกู้ของภาคธุรกิจไทย (new issuance) ขยายตัวเฉลี่ย (CAGR) 8.7% ต่อปี โดยภาคธุรกิจนิยมหันมาออกหุ้นกู้ระยะยาว (อายุมากกว่า 1 ปี) เพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง เพื่อใช้ประโยชน์จากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำในการควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับต่ำต่อไป (รูปที่ 18) ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การออกหุ้นกู้ระยะยาวขยายตัวเฉลี่ย 12.1% ขณะที่การออกหุ้นกู้ระยะสั้นขยายตัวเฉลี่ยเพียง 4.7% ต่อปี <br /><br /><strong>รูปที่ 18 : ภาคธุรกิจไทยมีแนวโน้มหันไปออกหุ้นกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/w8/8h/fjvyw88hda/Outlook_Q1_2020_43.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_43.jpg" width="1984" height="1008" /><br /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ ThaiBMA<strong><br /></strong></span><br /></span><strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6548">สามารถอ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ใน Outlook ไตรมาส 1 / 2020</a></strong>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ใน FM Outlook 2019Q4 อีไอซีได้นำเสนอถึง การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นมีความจำเป็นที่จะช่วย
ประคับประคองเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป </description>
					<enclosure length="4533" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ys/b8/fjvyysb8z0/iStock-468044606.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 20 Jan 2020 14:03:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>มุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6562</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6562</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6562">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2020<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6548"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655">&nbsp;</a></p>
<p>&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/m2/n5/fjvxm2n5hc/Outlook_Q4_2019_FM1.jpg" alt="Outlook_Q4_2019_FM1.jpg" width="1986" height="836" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>มุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น</strong></span><br /><br /><strong>อีไอซีคาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำ (1.25%) ต่อเนื่องในปี 2020</strong> เนื่องจาก<br /> <br />1. ความเสี่ยงจากต่างประเทศทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และสถานการณ์ Brexit ปรับลดลง สหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนในรอบเดือนธันวาคม และลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่ประกาศขึ้นในช่วงก่อนหน้าลงบางส่วน จึงทำให้ความเสี่ยงด้านต่ำ (downside risk) ที่มีต่อการค้าและการผลิตโลกปรับลดลง ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งออกและภาคการผลิตไทยในบางประเภทเช่นกัน นอกจากนี้ ความเสี่ยง no-deal Brexit ยังปรับลดลงเช่นกันหลังพรรค Conservative ชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก ซึ่งอาจส่งผลดีทำให้ความผันผวนของตลาดการเงินไทยลดลง อีไอซีจึงคาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่ 1.25% น่าจะเป็นระดับที่ กนง. มองว่าเหมาะสมในการประคับประคองเศรษฐกิจ<br /> <br />2. กนง. สื่อสารว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งที่ผ่านมาได้คำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในระยะข้างหน้าไว้แล้ว โดยในช่วงแถลงข่าวหลัง การประชุม กนง. ในเดือนธันวาคม 2019 ดร.ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ระบุว่า การที่คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้งก่อนหน้านี้ได้คำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงไว้แล้ว (Insurance cut) โดยอีไอซีมองว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2019 ที่ชะลอลง น่าจะเป็นไปตามการคาดการณ์ของ กนง. ทำให้ในระยะต่อไป อาจไม่จำเป็นต้องรีบปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม นอกจากนี้ กนง. ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2020 ลงมาจาก 3.3% เป็น 2.8% โดยหากตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2020 ไม่ส่งสัญญาณชะลอตัวมากกว่าที่ กนง. ประเมินอย่างมีนัยสำคัญ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมก็อาจไม่มีความจำเป็น<br /> <br />3. กนง. ให้ความสำคัญต่อการใช้นโยบาย macro-prudential และ micro-prudential ควบคู่นโยบายอัตราดอกเบี้ย กนง. จึงอาจรอพิจารณาผลของมาตรการที่ได้ดำเนินไป โดยในเดือนมกราคม 2020 ธปท. และกระทรวงการคลังได้ออกมาตรการอัดฉีดเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจ SMEs เช่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ การลดอัตราภาษีสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้การปรับเกณฑ์การตั้งประกันสำรอง ซึ่งมาตรการเหล่านี้ต้องใช้ระยะเวลาในการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจในภาพรวม กนง. จึงน่าจะรอติดตามผลของมาตรการข้างต้นก่อนตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งหากมาตรการข้างต้นสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมฟื้นตัวดีขึ้น ความจำเป็นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็มีลดลง<br /> <br />4. ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำเป็นประวัติการณ์แล้ว กนง. อาจต้องการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ประสิทธิภาพในการส่งผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอาจมีไม่มากเท่าในอดีตที่ผ่านมา และด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ กนง. จึงอาจต้องการรักษา policy space เอาไว้เพื่อรองรับความเสี่ยงในระยะต่อไป นอกจากนี้ การชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศ ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง <br />ดังนั้นการใช้นโยบายการคลังและการปฎิรูปเชิงโครงสร้างจึงมีความจำเป็นมากขึ้นเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อย่างไรก็ดี อีไอซีมองว่ามีโอกาส (30%) ที่ กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1 ครั้ง (25 bps) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2020</strong></span> หากเหตุการณ์ดังต่อไปนี้เกิดขึ้น<br /> <br />1. เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกยังคงชะลอลงแม้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มปรับดีขึ้น โดยหากพิจารณาตัวเลขการส่งออกในเดือนธันวาคมของต่างประเทศพบว่า เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวบ้างแล้ว อาทิ จีน ใต้หวัน เกาหลีใต้ และ เยอรมัน อย่างไรก็ดี หากตัวเลขการส่งออกไทยยังคงหดตัวในอัตราที่มากขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสแรกของปี 2020 อาจทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงกว่าที่ กนง. ประเมินได้ กนง. จึงอาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม<br /> <br />2. สินเชื่อธนาคารพาณิชย์โตในระดับต่ำ และภาวะหนี้เสียสะท้อนจากสัดส่วน NPL ยังคงปรับแย่ลง โดยหากพิจารณาการขยายตัวของสินเชื่อภาคธุรกิจ และสินเชื่ออุปโภคบริโภคพบว่า ปรับชะลอตัวลงต่อเนื่องในปี 2019 โดยเฉพาะสินเชื่อภาคธุรกิจ SMEs ที่หดตัว 1% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2019 นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาคุณภาพสินเชื่อ สะท้อนจากอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อทั้งหมด (NPL ratio) พบว่า ทั้งสินเชื่อภาคธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังคงมี NPL ratio ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 2019 ดังนั้น หากสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ยังคงโตในระดับต่ำและคุณภาพสินเชื่อปรับแย่ลงมากกว่าที่คาด กนง. ก็อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อลดภาระดอกเบี้ย<br /> <br />3. ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็ว แม้ในช่วงที่ผ่านมา การแข็งค่าของเงินบาทจะชะลอลงหลังจากที่ ธปท. ได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์กำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินและเข้าซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้นในปี 2020 อย่างไรก็ดี ด้วยแนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่ลดลง และแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจทำให้มีโอกาสที่เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะช่วยลดแรงกดดันต่อเงินบาทได้<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับมุมมองอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น อายุ 1 ปี อีไอซีมองว่า ณ สิ้นปี 2020 จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.15-1.25%</strong></span> โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2019 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรัฐบาลไทยอายุ 1 ปี อยู่ที่ 1.21% ปรับลดลง 54 bps นับจากสิ้นปี 2018 (รูปที่ 1) ทั้งนี้อีไอซีมองว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอาจมีแนวโน้มปรับลดลงเพิ่มเติมจากปัจจัย คือ<br /> <br />1. คาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะต่อไป โดยปกติแล้ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นมักเคลื่อนไหวใกล้เคียงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่อาจมีการเคลื่อนไหวผันผวนบ้างตามการคาดการณ์การปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. โดยในปี 2020 อีไอซีคาดว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะออกมาแย่กว่าที่คาด มีมากกว่าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะออกมาดีกว่าที่คาด ทำให้นักลงทุนบางส่วนอาจมีการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้บ้างในบางช่วง ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอยู่ต่ำกว่าระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเล็กน้อย<br /> <br />2. แนวโน้มเงินทุนไหลเข้าจากความเชื่อมั่นที่สูงขึ้น ด้วยความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มปรับลดลงในปี 2020 ทำให้นักลงทุนอาจโยกย้ายสินทรัพย์เข้าสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) รวมถึงไทย ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมักนำเงินเข้ามาพักในพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นที่มีสภาพคล่องค่อนข้างสูง จึงทำให้มีโอกาสที่จะเป็นปัจจัยกดดันอัตราผลตอบแทนระยะสั้นได้ อย่างไรก็ดี อีไอซีมองว่า ผลตอบแทนจากการลงทุน (carry return) ในพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น (อายุ 3 เดือน) และผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน เทียบต่อความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Sharpe ratio) มีโอกาสปรับลดลงในระยะต่อไป เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาทมีแนวโน้มชะลอลง กอปรกับอัตราดอกเบี้ยไทยยังคงต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน (รูปที่ 2) จึงทำให้แนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายอาจไหลเข้าตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยในอัตราที่น้อยลงกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา<br /><br /><strong>รูปที่ 1 : อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 1 ปี ณ สิ้นปี 2019 อยู่ที่ 1.21% ปรับลดลง 54 bps นับจากสิ้นปีก่อน<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/we/oj/fjvxweojsi/Outlook_Q1_2020_32.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_32.jpg" width="1984" height="714" /><br /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยและ ThaiBMA<br /><br /><br /><strong>รูปที่ 2 : ผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ไทยเทียบต่อความเสี่ยงจากค่าเงิน (Sharpe ratio)ในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูง แต่ในระยะต่อไปมีแนวโน้มปรับลดลงตามแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทที่ลดลงและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/x9/as/fjvxx9as8o/Outlook_Q1_2020_33.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_33.jpg" width="1984" height="599" /><br /><br /><br /></strong>หมายเหตุ : carry return คำนวณจากทั้งผลตอบแทนการถือครองพันธบัตรอายุ 3 เดือน และผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน ส่วนความเสี่ยงจากค่าเงินคำนวณจาก volatility ของแต่ละสกุลเงิน<br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg<br /><br /><br /><span style="color: #4b2885; font-size: 14pt;"><strong>มุมมองอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว</strong></span><br /><br />อีไอซีคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวอายุ 10 ปี มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเล็กน้อย มาอยู่ที่ 1.65-1.75% ณ สิ้นปี 2020 จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้น แต่ยังมีแรงกดดันจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวได้อย่างช้า ๆ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวอายุ 10 ปี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2019 อยู่ที่ 1.47% (ใกล้เคียงประมาณการของอีไอซีที่ให้ไว้ที่ 1.40-1.45%) ปรับลดลง 101 bps นับจากสิ้นปี 2018 ซึ่งสอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ปรับลดลง 76 bps จากสิ้นปี 2018 เช่นกัน สำหรับในระยะข้างหน้า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีสาเหตุจาก (รูปที่ 3)<br /><br /> <strong>1. ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยมีน้อยลงหลังความเสี่ยงด้านต่ำของเศรษฐกิจโลกปรับลดลง</strong> โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2019 เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความเสี่ยงด้านต่ำต่อเนื่องทั้งจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงและความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ Brexit ซึ่งส่งผลกระทบไปยังภาคการผลิตโลกให้มีทิศทางชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้เศรษฐกิจของบางประเทศหลักยังเข้าสู่ภาวะหดตัวในไตรมาสที่ 2 อาทิ เยอรมันและอังกฤษ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนจากมูลค่าตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง (รูปที่ 4 ซ้ายมือ) หรือกล่าวได้ว่า นักลงทุนเต็มใจที่จะถือตราสารหนี้ที่แม้จะให้อัตราผลตอบแทนเป็นลบ เพื่อแลกกับการได้ถือครองสินทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีสภาพคล่องสูง นอกจากนี้ปริมาณสัญญาการเก็งกำไรในทองคำก็เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน (รูปที่ 4 ขวามือ) อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกเริ่มกลับมาฟื้นตัวในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2019 สะท้อนจากดัชนีฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตที่กลับมาขยายตัว และยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากสหรัฐและจีนที่บรรลุข้อตกลงทางการค้าได้ รวมไปถึงความไม่แน่นอนของ Brexit ที่ปรับลดลง ทำให้มูลค่าตราสารหนี้ที่มีอัตราผลตอบแทนเป็นลบปรับลดลง และปริมาณสัญญาที่เก็งกำไรในทองคำก็เริ่มทรงตัวในช่วงต้นไตรมาสที่ 4 ซึ่งอีไอซีมองว่าพัฒนาการข้างต้นจะดำเนินต่อไปในปี 2020<br /> <br /><strong>2. แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ</strong> ที่จะยังได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคครัวเรือนที่ยังแข็งแกร่ง สะท้อนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย ค่าจ้างแรงงานที่ยังขยายตัวเฉลี่ย 3.5% ในปี 2019 และมุมมองของ Fed ที่คาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานจะปรับลดลงต่อเนื่องจากปีนี้ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนจากต่างประเทศมีแนวโน้มลดลงจากข้อตกลงด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะมีส่วนช่วยสนับสนุนเสถียรภาพและการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ในปี 2020 ได้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ที่ล่าสุดเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นแล้ว โดยในเวลาที่แนวโน้มเศรษฐกิจปรับดีขึ้น นักลงทุนมักโยกการลงทุนไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจึงปรับสูงขึ้น<br /> <br /><strong>3. คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นได้ในปี 2020</strong> อีไอซีพบว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ คือมุมมองของนักลงทุนต่อโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (รูปที่ 5) โดยตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2018 โอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐภายใน 1 ปีข้างหน้าปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ (ซึ่งคำนวณจาก 5y5y breakeven inflation) ที่ปรับลดลง อย่างไรก็ดีในปี 2020 อีไอซีคาดว่าความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ปรับลดลงรวมไปถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กลับมาฟื้นตัวจะทำให้ โอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐฯ ปรับลดลงได้ นอกจากนี้ Fed ยังคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.9% ในปีหน้าปรับสูงขึ้นจากปีนี้ที่ประมาณการไว้ที่ 1.5% ก็จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นได้ ดังนั้น inflation premium ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจึงมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตาม<br /><br /><strong>รูปที่ 3 : อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวอายุ 10 ปี ในปี 2019 ปรับลดลงมา 101 bps สอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่ปรับลดลงเช่นกัน</strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/zo/da/fjvxzodaag/Outlook_Q1_2020_34.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_34.jpg" width="1984" height="989" /><br /><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg<br /><br /><strong>รูปที่ 4 : ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยปรับลดลงในไตรมาสที่ 4 ปี 2019 ซึ่งอีไอซีมองว่า พัฒนาการนี้จะดำเนินต่อไปในปี 2020</strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0j/qw/fjvy0jqwp9/Outlook_Q1_2020_35.jpg" alt="Outlook_Q1_2020_35.jpg" width="1989" height="844" /><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg<br /><br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6548">สามารถอ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ใน Outlook ไตรมาส 1 / 2020</a></strong></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ธนาคารกลางหลักผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง แต่อาจทำได้แค่ประคับประคองเศรษฐกิจที่ชะลอตัว </description>
					<enclosure length="5821" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/m2/iu/fjvxm2iucb/iStock-820374390.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 20 Jan 2020 14:03:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>การประคับประคองเศรษฐกิจจากนโยบายการเงินสู่นโยบายการคลัง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6361</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6361</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6361">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6339"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม</strong><strong>&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655">&nbsp;</a></p>
<p>&nbsp;<img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2y/4f/fgq92y4fyz/Outlook_Q4_2019_FM1.jpg" alt="Outlook_Q4_2019_FM1.jpg" width="1986" height="836" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>ธนาคารกลางหลักผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง แต่อาจทำได้แค่ประคับประคองเศรษฐกิจที่ชะลอตัว</strong> </span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจหลักต่างมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง เพื่อที่จะรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวชะลอลง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอยู่มาก และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ</strong></span> ในการประชุมนโยบายการเงินรอบล่าสุดในเดือนกันยายน 2019 ทั้ง ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง โดย Fed ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 25 bps มาอยู่ที่ช่วง 1.75-2.00% ส่วน ECB ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB จาก -0.4% เป็น -0.5% และประกาศดำเนินโครงการเข้าซื้อพันธบัตร (Asset Purchase Programme) รอบใหม่ วงเงิน 2 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ถึงแม้จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและปริมาณการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินไว้เท่าเดิม แต่ได้ส่งสัญญาว่าอาจมีการทบทวนการดำเนินนโยบายการเงินในการประชุมครั้งต่อไป <br /><br />โดยในระยะต่อไป อีไอซีมองว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง (25 bps) ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2019 ปี ขณะที่ ECB มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (ดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB) ลงอีก 10-20 bps<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อย่างไรก็ดี อีไอซีมองว่า การผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะต่อไปอาจมีประสิทธิผลจำกัดมากขึ้น</strong></span> ซึ่งเป็นผลจากความสามารถในการปรับใช้เครื่องมือนโยบาย (policy space) มีน้อยลง และผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ (unintended consequence) จากการดำเนินนโยบายมีสูงขึ้น จึงทำให้ธนาคารกลางต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและอาจเลือกดำเนินนโยบายในอัตราที่น้อยลงได้ โดยบทความนี้จะประเมินข้อจำกัดของมาตรการต่าง ๆ ที่ธนาคารกลางต้องเผชิญ<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ทำได้น้อยและมีประสิทธิผลลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต</strong></span> โดยการพิจารณาประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยนั้น สามารถประเมินได้จากระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (real policy rate)1 โดยหากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (nominal policy rate) สามารถทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยธรรมชาติ (natural policy rate)2 ได้มาก ก็หมายถึงระดับของอัตราดอกเบี้ยนั้นผ่อนคลายมากเช่นกัน ซึ่งจะเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยในอดีตเมื่อสหรัฐฯ เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ได้แก่ วิกฤติเศรษฐกิจในปี 1990 วิกฤติฟองสบู่ dotcom ในปี 2001 และวิกฤติการเงินในปี 2008 Fed สามารถลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงให้อยู่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยธรรมชาติได้ถึง 242 bps 445 bps และ 320 bps ตามลำดับ3 อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าแม้ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่กรอบ 0-0.25% แต่ก็ทำให้นโยบายที่แท้จริงอยู่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยธรรมชาติเพียง 175 bps เท่านั้น4 ประสิทธิภาพของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต (รูปที่ 1) โดยอีไอซีมองว่า มีโอกาสน้อยที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงต่ำกว่า 0% เนื่องจาก นาย Powell ได้กล่าวว่าจะไม่ใช้มาตรการอัตราดอกเบี้ยติดลบในการรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อีกทั้ง Fed fund rate ที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำสุดที่ 0-0.25% เท่านั้น (ในช่วง subprime crisis 2008)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/4n/p9/fgq94np9us/Outlook_Q4_2019_FM2.jpg" alt="Outlook_Q4_2019_FM2.jpg" width="2032" height="1255" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>แม้ ECB และ BOJ จะดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบแล้ว แต่ธนาคารกลางทั้งสองต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่ทำให้ลดดอกเบี้ยต่อไปได้ยากขึ้น</strong></span> กล่าวคือ <br /><br /> &bull; <strong>ดอกเบี้ยติดลบจะทำให้ฐานะทางการเงินของสถาบันการเงินปรับแย่ลง ส่งผลต่อแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อ</strong> โดยการลดดอกเบี้ยนโยบายที่ติดลบอยู่แล้วลงอีกทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องมีภาระการจ่ายดอกเบี้ยสำหรับการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องไว้ที่ธนาคารกลาง (reserve requirement) มากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อฐานะทางการเงิน (งบดุลส่วน equity) ของธนาคารได้ และทำให้ธนาคารพาณิชย์อาจหันไปถือเงินสดแทนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง โดยงานศึกษาของ ECB5 พบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจมีผลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อน้อยลง<br /> <br />&bull; <strong>ดอกเบี้ยติดลบส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของกลุ่มธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะธุรกิจประกันชีวิตปรับลดลง</strong>โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำหรือติดลบส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้อยู่ในระดับต่ำหรืออาจติดลบในบางช่วงอายุ (tenors) ตามไปด้วย ทำให้ธุรกิจทางการเงินที่มีตราสารหนี้อยู่ในพอร์ตลงทุนจำนวนมาก เช่น ธุรกิจประกันชีวิตได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะอาจไม่สามารถหาผลตอบแทนที่สูงเพียงพอต่อการจ่ายผู้ถือกรมธรรม์ได้ <br /> <br />&bull; <strong>นักลงทุนอาจหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield behavior)</strong> เนื่องจาก อัตราผลตอบแทนจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาลต่ำลงกว่าอดีตมาก ทำให้นักลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่าการถือครองพันธบัตรรัฐบาล จึงทำให้ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินสูงขึ้นด้วยได้ นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำอาจทำให้ภาคธุรกิจลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเช่นกัน <br /> <br />&bull; <strong>อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงอาจไม่สามารถกระตุ้นให้ครัวเรือนใช้จ่ายมากขึ้น</strong> กล่าวคือ การลดอัตราดอกเบี้ยต่อไปจะทำให้ผลตอบแทนจากการออมของครัวเรือนหลังเกษียณอายุปรับลดลง ครัวเรือนจึงต้องเพิ่มอัตราการออมเงินมากขึ้น แทนที่จะกู้เงินในต้นทุนที่ต่ำและเร่งการใช้จ่ายในปัจจุบัน <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>การผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (QE) ก็เผชิญกับข้อจำกัดเช่นกัน</strong></span> ความสามารถในการดำเนินการและประสิทธิผลของนโยบายด้านอัตราดอกเบี้ยที่มีน้อยลงทำให้ธนาคารกลางหลักต้องหันมาพึ่งการดำเนินนโยบายแบบพิเศษมากขึ้น (unconventional monetary policy) ผ่านการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวก็มีข้อจำกัดเช่นกัน <br /><br /> <strong>&bull; ปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินอาจมีขนาดเล็กลงและทำให้ประสิทธิภาพลดลง</strong> โดย Fed และ ECB ได้เผยแพร่งานศึกษาที่แสดงถึงประสิทธิภาพของมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินโดยเปรียบเทียบกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งพบว่า Fed และ ECB ต้องเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินถึง 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ6 และ 1.5 ล้านล้านยูโร7 ตามลำดับ เพื่อให้มาตรการมีประสิทธิภาพเทียบเท่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 100 bps (แบบไม่ติดลบ) ซึ่งในปัจจุบัน ECB ประกาศว่าจะเข้าซื้อสินทรัพย์เพียง 2 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน (หรือราว 2.4 แสนล้านยูโรต่อปี) ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดที่อ้างถึงในงานศึกษา ขณะที่ Fed ยังไม่มีการประกาศกลับมาดำเนินมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์อย่างชัดเจน โดยอีไอซีคาดว่า มีโอกาสค่อนข้างน้อยที่ Fed จะกลับมาทำ QE ได้ในรูปแบบและขนาดใกล้เคียงช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ Global Financial Crisis (GFC) สำหรับ BOJ อีไอซีประเมินว่าสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่ BOJ ถือครองอยู่ อยู่ในระดับที่สูงขึ้นต่อเนื่องและอาจมีความเสี่ยงที่จะบิดเบือนตลาดในระยะยาว จึงทำให้เป็นข้อจำกัดในการเข้าซื้อเพิ่มเติมในระยะต่อไป <br /> <br /><strong>&bull; อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่าในอดีต</strong> จุดประสงค์ของมาตรการเข้าซื้อพันธบัตร คือ การทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับลดลงผ่านการลดค่าชดเชยความเสี่ยง (term premium) เพื่อลดต้นทุนการระดมทุนผ่านตลาดเงินลง อย่างไรก็ดี ภายใต้ภาวะปัจจุบันที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอยู่ในระดับที่ต่ำมากอยู่แล้ว โดยหลังจากวิกฤติิการเงินในปี 2008 จนถึงถึงเดือนสิงหาคม 2019 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอายุ 10 ปี ของ สหรัฐฯ เยอรมัน และ ญี่ปุ่น ปรับลดลงถึง 252 bps 500 bps และ 178 bps มาอยู่ที่ 1.49% -0.70% และ -0.27% ตามลำดับ ดังนั้นการเข้าซื้อพันธบัตรเพิ่มเติมจึงอาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลงได้อีกไม่มากเท่ากับในอดีต<br /> <br /><strong>&bull; ข้อจำกัดทางด้านกฎหมายของทั้ง 3 ประเทศ</strong> โดยกฎหมายในสหรัฐฯ อนุญาตให้ Fed สามารถเข้าซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ ตราสารทางการเงินที่ผู้ซื้อลงทุนในสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBS) และตราสารหนี้ของรัฐบาลต่างประเทศเท่านั้น แต่ไม่สามารถเข้าซื้อตราสารทุน ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และตราสารหนี้ภาคเอกชนได้ จึงทำให้ปริมาณสินทรัพย์ทางการเงินที่จะซื้อได้มีจำกัด ส่วน ECB ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ซื้อสินทรัพย์ทางการเงินข้างต้นได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของแต่ละประเทศ ซึ่งทำได้ไม่เกิน 33% ของมูลค่าตลาดพันธบัตรรัฐบาลในแต่ละประเทศ เพื่อไม่ก่อให้เกิดการบิดเบือนตลาดพันธบัตรที่มากเกินไป ในด้านของ BOJ แม้จะสามารถเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่าง ๆ ได้คล้ายกับ ECB แต่ไม่สามารถซื้อหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ จึงทำให้ความสามารถในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรงมีจำกัด <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลางทั้ง 3 จะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า</strong></span><span style="color: #4b2885;"><strong>เป้าหมาย จึงอาจทำให้ประสิทธิภาพของการสื่อสาร (forward guidance) ในระยะต่อไปลดลง</strong></span> โดยประสิทธิภาพของการสื่อสารการดำเนินนโยบายการเงินนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของธนาคารกลางในการรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเป้าหมายได้ อย่างไรก็ตาม ภายหลังวิกฤตการเงินโลกในปี 2008-2009 Fed และ ECB ประสบปัญหาในการรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ 2% (รูปที่ 2) ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการสื่อสารเพื่อรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์และความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าลดลง<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/9g/ui/fgq99guiq7/Outlook_Q4_2019_FM3.jpg" alt="Outlook_Q4_2019_FM3.jpg" width="2032" height="1280" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ด้วยเครื่องมือนโยบายการเงินที่มีข้อจำกัดมากขึ้น ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักอาจหันไปใช้เครื่องมืออื่น ๆ ในการผ่อนคลายนโยบาย เช่น มาตรการ macroprudential หรือการปรับมาตรฐานการให้สินเชื่อ</strong></span> ธนาคารกลางอาจผ่อนคลายนโยบายด้าน macroprudential ผ่านการลดอัตราส่วนเงินกองทุนส่วนเพิ่ม (countercyclical capital buffer: CCyB) ซึ่งโดยปกติแล้ว ในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม (capital buffer) ในอัตราที่สูงกว่าในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความทนทานต่อความเสี่ยงเชิงระบบ อย่างไรก็ตาม ด้วยเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีแนวโน้มชะลอตัวและอาจหดตัวลงในบางประเทศ ธนาคารกลางก็มีแนวโน้มที่จะลดสัดส่วน CCyB เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น <br /><br />นอกจากนี้ การผ่อนปรนมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เนื่องจากประชาชนมีโอกาสได้รับสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ง่ายขึ้น ซึ่งนำไปสู่การบริโภคและลงทุนต่อไป อย่างไรก็ดี การดำเนินนโยบายข้างต้นก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง กล่าวคือ ธนาคารกลางอาจไม่มีอำนาจในการปรับใช้เครื่องมืออย่างเพียงพอ และการปรับกฎเกณฑ์ในแต่ละครั้งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินงาน เช่น Fed ไม่ได้มีอำนาจในการควบคุมดูแลมาตรการ macroprudential ในสหรัฐฯ แต่เพียงผู้เดียว อีกทั้งยังมีหน่วยงานอื่น ๆ นอกจากธนาคารพาณิชย์ที่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ จึงทำให้การใช้มาตรการที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อสามารถทำได้ยาก ในขณะที่ ECB ก็ไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการควบคุมมาตรการ macroprudential ในแต่ละประเทศสมาชิก เพราะยังต้องขึ้นอยู่กับแนวทางการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางหรือรัฐบาลในแต่ละประเทศเองด้วย<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ae/6v/fgq9ae6vgo/Outlook_Q4_2019_FM4.jpg" alt="Outlook_Q4_2019_FM4.jpg" width="2032" height="1675" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>การใช้นโยบายทางการคลังควบคู่กับนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอาจมีความจำเป็นมากขึ้นในระยะต่อไป</strong></span> ด้วยนโยบายการเงินที่มีข้อจำกัดมากขึ้นในหลาย ๆ มิติดังที่กล่าวไป การดำเนินนโยบายการคลังให้เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสอดคล้องกับนโยบายการเงินจึงมีความจำเป็นมากขึ้น กล่าวคือ ภาครัฐอาจยอมให้งบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้น หรือยอมให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับสูงขึ้น เพื่อใช้จ่ายและลงทุนได้มากขึ้น เช่น ในกรณีของประเทศเยอรมนีที่ในเดือนกันยายน 2019 ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ Climate change package ซึ่งดำเนินการผ่านการใช้จ่ายที่มากขึ้นและลดภาษีการบริโภคบางประเภทลง ทั้งนี้ อีไอซีมองว่า ความสามารถในการใช้มาตรการทางการคลัง (fiscal policy) ในระยะอันใกล้นี้ยังต้องเผชิญความท้าทายอยู่เช่นกัน เนื่องจาก ประเทศเศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินมาตรการได้อย่างเต็มที่ เช่น เยอรมนีที่มีเป้าหมายทางการคลังในการรักษาสมดุลงบประมาณตามรัฐธรรมนูญ Constitutional debt brake ระบุให้รัฐบาลจะต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบเกินดุลงบประมาณ เพื่อชดเชยการดำเนินนโยบายแบบขาดดุลในช่วงที่เศรษฐกิจเข้าสู่วัฏจักรขาลง และหากจะดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลสามารถขาดดุลได้ไม่เกิน 0.35% ของ GDP โดยรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สำหรับสหรัฐฯ ข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการคลัง คือ สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่เอื้อต่อการออกนโยบายกระตุ้น และภาครัฐได้ดำเนินนโยบายแบบขาดดุลมาค่อนข้างมากแล้ว</strong></span> กล่าวคือ ในปัจจุบัน พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาล่างซึ่งมีอำนาจในการอนุมัติมาตรการทางภาษี รัฐบาลของทรัมป์จึงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ยากขึ้น นอกจากนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง การดำเนินนโยบายการคลังที่ขาดดุลมากขึ้นจึงมีความท้าทาย และอาจต้องมีเหตุผลหนักแน่นเพียงพอ โดยสำนักงานงบประมาณแห่งสภาคองเกรสสหรัฐ (Congressional Budget Office) ประเมินว่า สหรัฐฯ จะขาดดุลงบประมาณปี 2019 ถึงประมาณ 9.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.5% ของ GDP) และยังมีแนวโน้มขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องทั้งในปี 2020 และ 2021 ที่ประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.5% ของ GDP) ดังนั้นภายใต้ภาวะเช่นนี้ การดำเนินมาตรการขาดดุลทางการคลังเพิ่มเติมจึงจำเป็นจะต้องมีเหตุผลที่มากพอ เช่น เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง เป็นต้น<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สามารถอ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ใน Outlook ไตรมาส 4 / 2019</strong></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ธนาคารกลางหลักผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง แต่อาจทำได้แค่ประคับประคองเศรษฐกิจที่ชะลอตัว </description>
					<enclosure length="5821" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/1x/if/fgq91xifgv/iStock-820374390.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 09 Oct 2019 11:22:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>การกลับมาของ J-curve effects ?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6132</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6132</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6132">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6115"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม</strong><strong>&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655">&nbsp;</a></p>
<p><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/do/ov/fdz0doovau/Outlook_Q3_2019_Final_TH27.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final_TH27.jpg" width="1807" height="844" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #4b2885;"><strong>แม้การลดปริมาณการประมูลพันธบัตรระยะสั้นของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเดือนกรกฎาคม จะไม่ได้ทำให้ยอดคงค้างปรับลดลงตาม แต่การประกาศดังกล่าวน่าจะทำให้ตลาดเริ่มมีคำถามว่า J-curve effect (ภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นจะอยู่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ) จะกลับมาอีกหรือไม่? จากการศึกษาของอีไอซี เชื่อว่า J-curve effect ที่เกิดขึ้นในช่วงเมษายน 2017- พฤษภาคม 2018 น่าจะเกิดจาก 3 ปัจจัย คือ 1) ตลาดเริ่มคาดว่า กนง จะมีการลดดอกเบี้ย 2) ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่องและมีนัย และ 3) การลดลงของยอดคงค้างพันธบัตรพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับภาวะปัจจุบัน อีไอซีมองว่าปัจจัยที่ 1) และ 2) ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นหากในช่วงครึ่งหลังของปี ธปท. ลดปริมาณพันธบัตรระยะสั้นจนทำให้ยอดคงค้างลดลง โอกาสเกิด J-curve effect น่าจะเพิ่มสูงขึ้น</strong></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>การลดปริมาณพันธบัตร ธปท. ที่จะถูกประมูลในเดือนกรกฎาคมไม่ทำให้ยอดคงค้างพันธบัตร ธปท. ลดลงตามไปด้วย ทำให้โอกาสที่จะเกิดภาวะ J-curve จึงยังมีค่อนข้างน้อย</strong></span> ในกำหนดการออกพันธบัตร ธปท. ประจำเดือนกรกฎาคม 2019 พบว่า ปริมาณพันธบัตรที่จะถูกประมูลในเดือนกรกฎาคมถูกปรับลดลง ทำให้ผู้ร่วมตลาดส่วนหนึ่งมองว่า ธปท. ได้ใช้มาตรการเดียวกันกับเมื่อเดือนเมษายน 2017 ที่ได้ลดการออกพันธบัตรระยะสั้น เพื่อลดการเก็งกำไรค่าเงินบาทของนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ดี การลดปริมาณพันธบัตรในเดือนกรกฎาคมนี้ไม่ได้ถูกประกาศโดย ธปท. ว่าเป็นมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการเก็งกำไรค่าเงินบาทเหมือนในปี 2017 แต่เป็นเพียงการปรับตามสภาพคล่องในตลาดที่จะมีปริมาณพันธบัตร ธปท. ครบกำหนดอายุ (mature) ในเดือนกรกฎาคมน้อยลงกว่าในเดือนก่อน นอกจากนี้ เมื่อดูยอดคงค้างพันธบัตร ธปท. ระยะสั้น พบว่า ยอดคงค้างในช่วงที่ผ่านมายังคงเพี่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นการลดปริมาณการออกพันธบัตรระยะสั้นนี้น่าจะยังไม่ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ และโอกาสที่จะเกิดภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นจะอยู่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาก หรือที่เรียกว่า J-curve effect ก็น่าจะมีค่อนข้างน้อยในช่วงระยะสั้นนี้ <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เปรียบเทียบปริมาณการออกพันธบัตรในเดือนเมษายน 2017 และในเดือนกรกฎาคม 2019<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fn/xp/fdz0fnxpv7/Outlook_Q3_2019_Final_TH28.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final_TH28.jpg" width="1844" height="1376" /><br /></strong><span style="color: #000000;">(ข้อมูล ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2019)<br /><br />จากตารางพบว่า ในเดือนเมษายน 2017 นั้น ธปท. ได้ลดจำนวนพันธบัตรที่ถูกประมูลรายสัปดาห์ลงจนทำให้ยอดคงค้างของพันธบัตร ธปท. ระยะสั้นปรับลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม การปรับลดปริมาณพันธบัตรที่ออกในเดือนกรกฎาคม 2019 คาดว่าจะไม่ทำให้ยอดคงค้างพันธบัตร ธปท. ระยะสั้นลดลง เนื่องจากถึงแม้ยอดประมูลพันธบัตรจะลดลง แต่ยอดประมูลยังมากกว่ายอดคงค้างพันธบัตรที่หมดอายุ<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>หากเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องอย่างมีนัย การพิจารณาลดปริมาณการออกพันธบัตรเพิ่มเติมอาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ ธปท. เลือกใช้</strong></span> เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่า 5% นับจากต้นปี และยังแข็งค่านำสกุลเงินอื่นในภูมิภาค อาจเป็นแรงกดดันให้ ธปท. ต้องพิจารณาออกมาตรการควบคุมดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งการปรับลดปริมาณพันธบัตร ธปท. ระยะสั้นก็เป็นหนึ่งในมาตรการที่ ธปท. สามารถนำมาใช้ได้ โดยอีไอซีมองว่า ธปท. จะดำเนินการให้ยอดคงค้างพันธบัตรระยะสั้นในตลาดลดลงอย่างมีนัย (เหมือนมาตรการในเดือนเมษายน ปี 2017) เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติซื้อเก็งกำไรเงินบาทได้ยากขึ้น ดังนั้นต้องจับตามองปริมาณการออกและยอดคงค้างพันธบัตร ธปท. ในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ประสิทธิผลของมาตรการลดการออกพันธบัตรต่อค่าเงินบาท<br /></strong></span><br /></span><strong>มาตรการลดการออกพันธบัตรระยะสั้นอาจช่วยให้การแข็งค่าของเงินบาทชะลอลง แต่ไม่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้</strong> </span>หากย้อนกลับไปดูในปี 2017 หลังจากที่ ธปท. ลดปริมาณการออกพันธบัตรระยะสั้นในเดือนเมษายน พบว่า แม้ยอดคงค้างพันธบัตร ธปท. จะทยอยลดลงมาต่อเนื่อง แต่เงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้น (รูปที่ 4 ซ้ายมือ) ทั้งนี้เงินบาทเริ่มกลับมาอ่อนค่าลงในเดือนมีนาคม 2018 ซึ่งเป็นระยะเวลาถึง 1 ปีหลังจากที่ ธปท. ได้ประกาศใช้มาตรการ อีกทั้งการอ่อนค่านี้ยังเกิดขึ้นหลังจากที่ยอดคงค้างพันธบัตร ธปท. ระยะสั้นเริ่มปรับตัวสูงขึ้นไปบ้างแล้ว4 อีไอซีพบว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงดังกล่าวขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสำคัญ (รูปที่ 4 ขวามือ) ซึ่งช่วงที่เงินบาทกลับมาอ่อนค่านั้นเป็นช่วงเดียวกันกับที่เงินดอลลาร์สหรัฐโน้มแข็งค่าขึ้น โดยปัจจัยหลักมาจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า มาตรการลดการออกพันธบัตรในปี 2017 เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ แต่ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือขนาดดุลบัญชีเดินสะพัดไทย (ที่เป็นตัวสะท้อนความต้องการเงินบาท) ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางค่าเงินบาท (ดูรายละเอียดต่อในส่วน มุมมองค่าเงินบาทไตรมาส 3 ปี 2019) อย่างไรก็ดี อีไอซีมองว่ามาตรการที่ช่วยลดปริมาณเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทนี้จะช่วย &ldquo;ผ่อนหนักเป็นเบา&rdquo; โดยอาจชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้บ้าง ซึ่งจะช่วยผู้ส่งออกไทยที่ไม่มีอำนาจต่อรองทางราคาในตลาดโลก<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 4 : บทเรียนจากปี 2017 แม้ยอดคงค้างพันธบัตร ธปท. ระยะสั้นจะทยอยลดลงมาต่อเนื่องหลังมาตรการถูกประกาศใช้ แต่เงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้น โดยเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสอดคล้องดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมากกว่า<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/il/6n/fdz0il6nal/Outlook_Q3_2019_Final_TH29.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final_TH29.jpg" width="2245" height="1084" /><br /></strong><span style="color: #000000;"><br />หมายเหตุ : แถบสีม่วงหมายถึงช่วงที่มาตรการถูกประกาศใช้<br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg และ ThaiBMA<br /><br /><strong><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;">ผลกระทบของมาตรการ ต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทย<br /></span><br /></strong>มาตรการเมื่อปี 2017 เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นขณะนั้นต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือที่เรียกว่า J-curve effect (รูปที่ 2) หากย้อนกลับไปดูผลกระทบของมาตรการลดการออกพันธบัตร ธปท. เมื่อปี 2017 พบว่า ความต้องการซื้อพันธบัตรของนักลงทุนขณะนั้นยังมีอยู่สูง แต่ปริมาณพันธบัตรที่ถูกนำมาประมูลมีน้อยลง จึงทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นลดลงไปอยู่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยสถานการณ์ J-curve นี้เริ่มเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2017 หลังจากที่ ธปท. ลดการออกพันธบัตรอายุ 3 และ 6 เดือน รวมกันถึง 20,000 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 3 เดือน ปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.40% ในเดือนเมษายน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 6 เดือน เฉลี่ยอยู่ที่ 1.43% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 1 ปี ในเดือนเมษายนยังทรงตัว<br />ที่ 1.51% เนื่องจาก ธปท. ไม่ได้ปรับลดการออกพันธบัตรอายุ 1 ปี ในรอบนั้น (อัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนั้นอยู่ที่ 1.50%) อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ ธปท. คงปริมาณการออกพันธบัตรในระดับต่ำนั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นปรับลดลงต่อเนื่อง โดยอยู่ในระดับต่ำสุดในช่วงปลายไตรมาสแรกปี 2018 ซึ่งมีปัจจัยเสริมมาจากคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของนักลงทุนบางส่วน<br /><br /><span style="font-size: 14pt;"><strong><span style="color: #4b2885;">มุมมองในระยะต่อไป</span></strong></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อีไอซีมองว่า หากในช่วงครึ่งหลังของปี ธปท. ลดปริมาณพันธบัตรระยะสั้นจนทำให้ยอดคงค้างลดลงอย่างมีนัย โอกาสเกิด J-curve effect น่าจะเพิ่มสูงขึ้น สำหรับผลกระทบต่อค่าเงินบาทนั้น มาตรการลดการออกพันธบัตรระยะสั้นอาจช่วยให้การแข็งค่าของเงินบาทชะลอลง แต่ไม่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้</strong></span><br />โดยอีไอซีมองว่าปัจจัยหลักที่จะทำให้เกิด J-curve effect ประกอบด้วย<br /> 1. การคาดการณ์ของตลาดในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.<br /> 2. การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทอย่างมีนัยและต่อเนื่อง <br /> 3. การลดลงของยอดคงค้างพันธบัตรระยะสั้นจนทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด<br /><br />โดยอีไอซีประเมินว่าในภาวะปัจจุบัน ปัจจัยที่ 1 และ 2 ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในปีนี้อาจทำให้ตลาดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยนโยบายได้ ขณะที่ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทและการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงธนาคารกลางอื่นในภูมิภาคจะเป็นปัจจัยที่ทำให้บาทแข็งค่าต่อได้ ดังนั้นหาก ธปท. ดำเนินมาตรการที่ทำให้ยอดคงค้างพันธบัตรระยะสั้นลดน้อยลงอย่างมีนัย ก็อาจเป็นปัจจัยเร่งให้เกิด J-curve ขึ้นได้ สำหรับผลกระทบต่อค่าเงินบาทนั้น อีไอซีมองว่า มาตรการนี้จะยังมีผลจำกัด คล้ายกับช่วงปี 2017-18 ที่เคยมีการประกาศใช้ <br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>สรุปมาตรการดูแลค่าเงินบาทของ ธปท. ที่เคยนำมาใช้ และมีโอกาสประกาศใช้</strong></span><br /><br /></span></span></p>
<table style="height: 100%; background-color: #4b2885; border-color: #ffffff;" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center;"><span style="color: #ffffff;">มาตราการดูแลค่าเงินบาท</span></td>
<td style="text-align: center;"><span style="color: #ffffff;">ช่วงเวลาที่เคยใช้</span></td>
<td style="text-align: center;"><span style="color: #ffffff;">คาดการณ์ผลกระทบ</span></td>
<td style="text-align: center;"><span style="color: #ffffff;">โอกาสถูกใช้</span></td>
</tr>
<tr style="background-color: #ffffff;">
<td style="text-align: center;"><strong>มาตรการลดการออกพันธบัตร :</strong> <br />ลดปริมาณพันธบัตรระยะสั้นที่จะถูกประมูล <br />ทำให้ยอดคงค้างพันธบัตรในตลาดลดลง <br />เพื่อลดการเก็งกำไรค่าเงินบาทของนักลงทุนต่างชาติ</td>
<td style="text-align: center;">เม.ย. 2017<br /> - <br />พ.ค. 2018</td>
<td style="text-align: center;">หากคงการปรับลดในลักษณะเดียวกับปี 2017 <br />โอกาสที่จะเกิดภาวะ J-curve มีสูง <br />แต่ไม่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้</td>
<td style="text-align: center;"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/u0/ph/fdz0u0ph7k/Outlook_Q3_2019_Final_TH30.2.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final_TH30.2.jpg" width="22" height="22" /></td>
</tr>
<tr style="background-color: #ffffff; text-align: center;">
<td><strong>เพิ่มความเข้มงวดต่อธุรกรรมที่นำเงินเข้ามาในไทย :</strong> <br />เป็นมาตรการในลักษณะป้องกันล่วงหน้า อาทิ ธปท. <br />อาจออกกฎให้นักลงทุนที่ต้องการนำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินไทย<br />ต้องแจ้งแหล่งที่มาของเงินทุนหรือวัตถุประสงค์ต่อ ธปท. ด้วย</td>
<td>ยังไม่ถูกนำมาใช้จริง</td>
<td>อาจส่งผลข้างเคียงต่อบางธุรกรรมที่ต้องการนำเงิน<br />เข้ามาลงทุนในระยะยาวด้วย ทำให้เกิดความยากลำบาก<br />ในการจัด position การลงทุนหรือดำเนินธุรกิจ</td>
<td><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/u0/ph/fdz0u0ph7k/Outlook_Q3_2019_Final_TH30.2.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final_TH30.2.jpg" width="22" height="22" /></td>
</tr>
<tr style="background-color: #ffffff; text-align: center;">
<td><strong>มาตรการเก็บภาษีตราสารหนี้จากนักลงทุนต่างชาติ :</strong> <br />ภาครัฐจะจัดเก็บภาษี 15% จากกำไรและดอกเบี้ยในพันธบัตรที่ถือ<br />โดยนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี <br />แต่อาจยกเว้นให้นักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนอยู่ก่อนแล้ว</td>
<td>ยังไม่ถูกนำมาใช้จริง</td>
<td>อาจทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อตลาดการเงินไทย <br />และนำเงินทุนออกจากตลาดอย่างรวดเร็ว <br />ส่งผลเสียต่อราคาสินทรัพย์ไทยอย่างรุนแรง</td>
<td><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/u2/m8/fdz0u2m8lo/Outlook_Q3_2019_Final_TH30.3.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final_TH30.3.jpg" width="22" height="22" /></td>
</tr>
<tr style="background-color: #ffffff;">
<td style="text-align: center;"><strong>มาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้า (URR) :</strong> <br />กำหนดให้ สถาบันการเงินที่รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ<br />เป็นเงินบาทต้องกันเงินสำรองไว้จำนวน 30% ของเงินตราต่างประเทศ<br />ดังกล่าว (ยกเว้นเงินตราต่างประเทศที่แลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทที่ได้รับจาก<br />ค่าสินค้า บริการ หรือเงินที่ได้รับคืนจากการลงทุนในต่างประเทศ)</td>
<td style="text-align: center;">ธ.ค. 2006 - ก.พ. 2008 <br /><br />(แต่การบังคับใช้ในตลาดหลักทรัพย์<br />ถูกยกเลิกทันทีหลังประกาศใช้ไปหนึ่งวัน)</td>
<td style="text-align: center;">ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน <br />และทำให้มีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นเป็นจำนวนมาก</td>
<td style="text-align: center;"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/u2/m8/fdz0u2m8lo/Outlook_Q3_2019_Final_TH30.3.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final_TH30.3.jpg" width="22" height="22" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ul/1h/fdz0ul1hsq/Outlook_Q3_2019_Final_TH30.1.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final_TH30.1.jpg" width="20" height="20" />&nbsp;หมายถึง มีโอกาสถูกนำมาใช้มากที่สุด
<p><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/w9/pk/fdz0w9pkvh/Outlook_Q3_2019_Final_TH30.2.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final_TH30.2.jpg" width="20" height="22" />&nbsp;หมายถึง มีโอกาสถูกนำมาใช้ปานกลาง<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wb/cu/fdz0wbcufh/Outlook_Q3_2019_Final_TH30.3.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final_TH30.3.jpg" width="20" height="20" /> หมายถึง มีโอกาสถูกนำมาใช้น้อยที่สุด<br /><br /><span style="font-size: 11pt; color: #4b2885;"><strong>ทำไมถึงต้องลดการออกพันธบัตร ธปท. เพื่อหวังผลให้เงินบาทอ่อน</strong></span><br /></span></span><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>เหตุผลที่ ธปท. ต้องหันมาใช้มาตรการที่เกี่ยวกับการควบคุมปริมาณการออกพันธบัตร ธปท. นั้นมีต้นตอมาจาก มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาทอื่น ๆ ที่ ธปท. ใช้จำกัดการเก็งกำไรเงินบาทโดยตรง</strong></span> ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 4 มาตรการ คือ<br /> <br /><strong>1. มาตรการจำกัดการปล่อยสภาพคล่องเงินบาท</strong> : ห้ามไม่ให้สถาบันการเงินปล่อยสภาพคล่องเงินบาทให้แก่<br />นักลงทุนต่างชาติ (Non-resident: NR) เกินกว่า 600 ล้านบาทต่อกลุ่ม ในกรณีที่ไม่มี underlying asset<br /><strong>2. มาตรการดูแลเงินลงทุนนำเข้า</strong> : จำกัดไม่ให้สถาบันการเงินกู้ยืมเงินบาทจาก NR เกินกว่า 10 ล้านบาทต่อกลุ่ม ในกรณีที่ไม่มี underlying asset<br /> <strong>3. มาตรการดูแลบัญชี Non-resident Baht Account (NRBA) และบัญชี Non-resident Baht Account for Securities (NRBS)</strong> : จำกัดยอดคงค้าง ณ สิ้นวันในบัญชี NRBA และ NRBS ไม่ให้เกินประเภทบัญชีละ 300 ล้านบาทต่อราย NR และให้สถาบันการเงินงดจ่ายดอกเบี้ยแก่บัญชี NRBA และ NRBS<br /> <strong>4. มาตรการดูแลธุรกรรม Non-Deliverable Forward (NDF)</strong> : ให้สถาบันการเงินระงับการทำธุรกรรม NDF อ้างอิงเงินบาทกับ NR<br /><br />จะเห็นว่า มาตรการข้างต้นลดทอนโอกาสเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทของนักลงทุนลง โดยเฉพาะในกรณีที่ NR เก็งกำไรจากการถือเงินบาทเพียงอย่างเดียว (ไม่มีสินทรัพย์อื่นเป็น underlying) ดังนั้นเพื่อเลี่ยงมาตรการข้างต้น NR ที่จำกัดให้ถือเงินบาทได้ไม่มาก NR จึงจำเป็นต้องซื้อสินทรัพย์ไทยเพื่อใช้เป็นตัวกลางในการเก็งกำไรเงินบาท โดยสินทรัพย์ที่ NR สามารถซื้อได้และมีความเสี่ยงต่ำก็คือพันธบัตร ธปท. ซึ่งมีอายุ (maturity) สั้น <strong>ดังนั้นการลดปริมาณการออกพันธบัตรจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้ NR ซื้อสินทรัพย์ได้ยากขึ้นและอาจต้องซื้อในราคาที่สูงขึ้น จึงอาจเป็นการลดแรงจูงใจในการเก็งกำไรค่าเงินบาทได้</strong></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>กนง. ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ในการประชุมครั้งล่าสุด เนื่องจากประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าที่คาด แต่ยังคงแสดงความกังวลต่อเสถียรภาพ</description>
					<enclosure length="3653" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/dt/iu/fdz0dtiugw/Outlook_Q3_2019_Final_TH27.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 17:38:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6125</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6125</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6125">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6115"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม</strong><strong>&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655">&nbsp;</a></p>
<p>&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fr/3j/f2rrfr3jzt/iStock-820374390.jpg" alt="iStock-820374390.jpg" width="780 " height="516" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>อัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #4b2885;"><strong>กนง. ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ในการประชุมครั้งล่าสุด เนื่องจากประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าที่คาด แต่ยังคงแสดงความกังวลต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว</strong> </span>โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 26 มิถุนายน 2019 คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปี และปรับลดตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2019 ลงจาก 3.8% มาอยู่ที่ 3.3% ซึ่งมีปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าที่คาดว่าจะขยายตัว 0% ในปีนี้ ชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้มาก ในด้านการท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เช่นกัน โดยประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจาก 40.4 ล้านคน เป็น 39.9 ล้านคน สำหรับอุปสงค์ภายในประเทศ กนง. ประเมินการลงทุนภาครัฐลดลงค่อนข้างมากจาก 6.1% เป็น 3.8% ซึ่งเป็นผลจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2020 ที่คาดว่าจะล่าช้าลง ในด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป กนง. ยังคงประมาณการไว้เท่าเดิมที่ 1.0% ในปีนี้ ส่วนภาวะการเงิน กนง. ประเมินว่ายังอยู่ในระดับผ่อนคลาย แต่แสดงความกังวลต่อเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและอาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ในด้านเสถียรภาพระบบการเงิน กนง. ยังคงประเมินว่าระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) ทั้งนี้ กนง. ยังคงกล่าวว่า จะมีการใช้ทั้งมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential) และมาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (microprudential) ควบคู่กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเสถียรภาพระบบการเงินต่อไป<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อีไอซีมองว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ เนื่องจาก กนง. ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวสูงขึ้นในปี 2020 และยังคงให้ความสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินอยู่ นอกจากนี้ อีไอซีมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยที่อยู่ในระดับต่ำทำให้ กนง. มีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต <br /><br /></strong></span>1) กนง. มองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวสูงขึ้นในปี 2020 แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะประเมินเศรษฐกิจไทยชะลอลงต่อเนื่อง สะท้อนจากการปรับลดตัวเลขประมาณการ GDP ลงจาก 4.0% ในการประชุมเดือน ธ.ค 2018 ลงมาอยู่ที่ 3.8% ในการประชุม มี.ค 2019 และล่าสุดได้ปรับลดลงเหลือ 3.3% แต่อีไอซีมองว่า อัตราการขยายตัวดังกล่าวต่ำกว่าระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย (potential GDP) ไม่มากนัก นอกจากนี้ กนง. ยังคงประเมินอีกว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวที่ 3.7% ได้ในปีหน้า อีไอซีจึงมองว่า กนง. อาจยังไม่รีบปรับลดดอกเบี้ยลงในปีนี้ <br /><br /></p>
<p>2) กนง. ยังคงให้ความสำคัญในการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินอยู่ โดยในรายงานการประชุม กนง. รอบล่าสุด ยังคงมีถ้อยคำที่แสดงความกังวลต่อเสถียรภาพระบบการเงิน ทั้งในเรื่องการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน (สินเชื่อรถยนต์) ความเสี่ยงจากสหกรณ์ออมทรัพย์ และการก่อหนี้ของธุรกิจขนาดใหญ่ นอกจากนี้ กนง. ยังคงอ้างอิงด้วยว่าการลดความเสี่ยงดังกล่าวยังต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลายซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย<br /><br /> 3) อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทย ยังต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค จากการคำนวณของ อีไอซีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยอยู่ที่ระดับ 0.75% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ดังนั้นความสามารถและความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยของ กนง. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอาจมีไม่มากเท่าประเทศอื่น ๆ ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงยังคงอยู่ในระดับสูง หลังจากที่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปค่อนข้างมากในปี 2018 (รูปที่ 1)<br /><br /><strong>รูปที่ 1 : อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยยังต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค</strong> <br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/g8/oy/fdx1g8oy5f/Outlook_Q3_2019_Final_TH23.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final_TH23.jpg" width="1984" height="1021" /><br /><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg<br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong><span style="font-size: 14pt;">พันธบัตรไทยระยะสั้น</span><br /><br />สถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา<br /><br />อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากมุมมองของนักลงทุนที่คาดการณ์ว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปี 2019 (รูปที่ 2)</strong> <span style="color: #000000;">อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอายุ 1 ปี ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2019 อยู่ที่ 1.76% ทรงตัวจากไตรมาสก่อนแต่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายเล็กน้อย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการสื่อสารของ กนง. ในระยะที่ผ่านมาถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอลงและความเสี่ยงด้านต่ำของเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น ทั้งนี้นักลงทุนยังมองว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปี จึงทำให้อัตราผลตอบแทนยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ด้านอัตราผลตอบแทนฯ อายุ 6 เดือน อยู่ที่ 1.67% ปรับลดลงเล็กน้อยจากสิ้นไตรมาสก่อนที่ 4 bps เพราะมีเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นและมีปัจจัยเสริมจากการที่กระทรวงการคลังยังคงดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ผ่านธุรกรรมแลกเปลี่ยนพันธบัตร (bond switching) จึงยังทำให้มีแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอยู่บ้าง<br /><br /><strong>รูปที่ 2 : อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากมุมมองของนักลงทุนที่คาดการณ์ว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปี 2019</strong></span> <br /></span><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/if/v0/fdx1ifv0dd/Outlook_Q3_2019_Final_TH24.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final_TH24.jpg" width="1984" height="1120" /><br /><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยและ ThaiBMA<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>มุมมองในระยะต่อไป<br /><br /></strong><span style="color: #000000;"><span style="color: #4b2885;"><strong>อีไอซีปรับประมาณการอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น อายุ 1 ปี เป็นกรอบ 1.65-1.75% ณ สิ้นปี 2019 (จากเดิม 1.7-1.8%) เนื่องจากคาดว่าผู้ร่วมตลาดบางส่วนอาจเริ่มคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></span> อีไอซีคาดว่า การที่ กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งปีจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นยังทรงตัวใกล้เคียงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทั้งนี้ต้องจับตามองการสื่อสารของ กนง. อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นปัจจัยที่กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นปรับลดลงได้ กล่าวคือ หาก กนง. ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดเริ่ม<br />คาดการณ์ (price-in) การลดดอกเบี้ยนโยบาย (เช่น Fed และธนาคารกลางหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคปรับลดดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง รวมถึงการเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ราบรื่นอย่างที่มีการคาดการณ์) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นก็อาจต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายได้ (โดยการ price-in การเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยนโยบายนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ กนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อปลายปีก่อน ซึ่งในขณะนั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น (อายุ 1 ปี) ปรับสูงขึ้นกว่าดอกเบี้ยนโยบายถึง 20-25 bps ในช่วง 1 เดือนก่อน กนง. ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจริง) <br /><br />จากปัจจัยดังกล่าว อีไอซีได้ปรับประมาณการอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอายุ 1 ปี ณ สิ้นปี 2019 ลงเล็กน้อยอยู่ที่ 1.65% ถึง 1.75% (จากเดิม 1.7%-1.8%)<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>จับตามองภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่อาจเป็นปัจจัยสำคัญทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นลดลงมากกว่าที่คาดได้</strong></span> อีไอซีมองว่า ปัจจัยที่อาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นปรับลดลงจากกรณีฐาน คือ การไหลเข้าของเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งอาจเป็นผลจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน กลับมามีปัญหาอีกครั้ง จนทำให้นักลงทุนโยกย้ายการลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยซึ่งรวมถึงพันธบัตรรัฐบาลไทย หรือเงินทุนเคลื่อนย้ายอาจไหลเข้าไทยได้จากการลดดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง การลงทุนในสินทรัพย์ของตลาดเกิดใหม่ (EM) จึงน่าดึงดูดมากขึ้น เพราะมีผลตอบแทน (carry) <br />ที่สูงเป็นทุนเดิมและยังได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน EM ที่แข็งค่าขึ้นอีก ทั้งนี้อีไอซีได้ศึกษาการไหลเข้าของเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงที่สงครามการค้าปะทุรุนแรงขึ้น และแบ่งสถานการณ์ออกเป็น 3 ช่วง เพื่อดูนัยต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย (รูปที่ 3) คือ<br /><br /></span></span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;">&bull; หลังสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากจีนมูลค่ารวม 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่อัตรา 25% (วันที่ 15 มิ.ย 2018) <br /> &bull; หลังสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่ารวม 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่อัตรา 10% (วันที่ 18ก.ย. 2018)<br /> &bull; หลังประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากเดิมที่อัตรา 10% ขึ้นเป็น 25% (วันที่ 5 พ.ค. 2019) </span></span></p>
<p><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><br />พบว่า เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากตลาด EM (ไม่รวมไทย) อย่างต่อเนื่องทั้ง 3 เหตุการณ์ แต่เงินทุนเคลื่อนย้ายกลับไหลเข้าตลาดไทย (ตลาดหุ้นและพันธบัตรรัฐบาล) ในเหตุการณ์ที่ 2 และ 3 เนื่องจากไทยมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ดังนั้นอีไอซีมองว่า หากการเจรจาการค้ากลับมาประทุขึ้นอีกครั้ง และ ธปท. ยังไม่ออกมาตรการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะไหลเข้าตลาดเงินไทยต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยก็อาจลดลงกว่ากรณีฐานได้ <br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 3 : เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่องทั้ง 3 เหตุการณ์ แต่พบว่าเงินทุนไหลเข้าตลาดการเงินไทยในเหตุการณ์ที่ 2 และ 3 เนื่องจากไทยมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง</strong> <br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/md/xd/fdx1mdxddb/Outlook_Q3_2019_Final_TH25.jpg" alt="Outlook_Q3_2019_Final_TH25.jpg" width="1986" height="1179" /><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ IIF</span></span><br /></span></span><br /><span style="color: #4b2885; font-size: 14pt;"><strong>พันธบัตรไทยระยะยาว<br /><br /><span style="font-size: 11pt;">สถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา</span> <br /></strong></span>ในช่วงต้นไตรมาสที่สองพบว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวยังทรงตัวในระดับสูงที่ราว 2.43% ถึง 2.48% ซึ่งเป็นผลจากปริมาณพันธบัตรรัฐบาลไทยและเงินเฟ้อคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น กล่าวคือ</p>
<p style="padding-left: 30px;">1) ยอดคงค้างพันธบัตรรัฐบาลไทยในเดือน พฤษภาคม 2019 ขยายตัว 2.53%MOM ต่อเนื่องจากเดือนก่อนที่ <br />1.08%MOM (รูปที่ 5) <br /> 2) ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ออกมาในช่วงไตรมาสที่ 2 ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของไทยปรับเพิ่มขึ้นมา โดยจากการสำรวจความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจในเดือนมีนาคม 2562 คาดการณ์เงินเฟ้อใน 1 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 1.5% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 1.3%</p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาว อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงต่อเนื่องนับในช่วงเดือน มิถุนายน ซึ่งเป็นผลจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ปรับลดลงมากในช่วงเวลาเดียวกัน (รูปที่ 6) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมาเกิดจาก <br /> 1) เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอลงชัดเจน สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายชื้อ (PMI) ของภาคการผลิตและบริการ ในเดือนมิถุนายน 2019 อยู่ที่ 50.1 และ 50.7 ตามลำดับ ซึ่งต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2016<br /> 2) สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าไม่ว่าจะเป็นจีน เม็กซิโก ยุโรป อินเดีย และตุรกี ที่กลับมาปะทุอีกครั้ง ทำให้ความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น <br /> 3) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เริ่มส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า อีกทั้ง ยังได้ปรับ<br />คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในระยะยาว (longer run rate) ลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.8% ในการประชุมเดือนมีนาคม <br /><br />นอกจากนี้ เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรไทยดังที่กล่าวไปแล้วนั้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวด้วยเช่นกัน โดย ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2019 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี อยู่ที่ 1.98% ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน 46 bps</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>กนง. ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ในการประชุมครั้งล่าสุด เนื่องจากประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าที่คาด แต่ยังคงแสดงความกังวลต่อเสถียรภาพ</description>
					<enclosure length="5821" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/8q/cn/fdx18qcnp9/iStock-820374390.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 17:38:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน ปี 2019 (ไตรมาส 2/2019)</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5956</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5956</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5956">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 2/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5915"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม</strong><strong>&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655">&nbsp;</a></p>
<p>&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fr/3j/f2rrfr3jzt/iStock-820374390.jpg" alt="iStock-820374390.jpg" width="780 " height="516" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>อัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #4b2885;"><strong>ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ณ วันที่ 20 มีนาคม 2019 คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปี</strong> </span>โดย กนง. ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่องใกล้เคียงระดับศักยภาพแต่เศรษฐกิจขยายตัวชะลอลงจากที่ประเมินไว้เดิม โดย กนง. ได้ปรับลดตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2019 ลง โดยมีปัจจัยสำคัญจากการส่งออกสินค้า การอุปโภคและการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวชะลอลงกว่าคาด โดยการส่งออกชะลอลงเป็นผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงผลของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน สำหรับปัจจัยภายในประเทศนั้นพบว่า การลงทุนภาครัฐถูกปรับประมาณการลงซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากความล่าช้าของโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ในด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป กนง. ยังคงประมาณการไว้เท่าเดิมที่ 1% ในปีนี้ (ระดับเดียวกับกรอบล่างของเป้าหมายเงินเฟ้อ) โดยมีราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่ปรับสูงขึ้นจากการประชุมครั้งก่อนเป็นปัจจัยเสริม จึงช่วยชดเชยผลของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ต่ำลงกว่าที่ประเมินไว้เดิมได้ อย่างไรก็ดี ด้วยความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนในประเทศที่สูงขึ้นในปัจจุบัน กนง. จึงคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เพื่อรอประเมินผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ ให้ชัดเจนขึ้น<br /><br /><strong><span style="color: #4b2885;">อีไอซีประเมินว่า กนง. น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปี 2019 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากอัตราเงินเฟ้อที่มีโอกาสจะอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของ ธปท. ที่ 1% และความเสี่ยงด้านต่ำต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น</span> </strong>โดยอีไอซีประเมินว่า โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ลดน้อยลงกว่าเดิมหลังมุมมองของ กนง. ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจปรับแย่ลงสะท้อนจากประมาณการเศรษฐกิจที่ถูกปรับลง นอกจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ กนง. ไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ได้คือ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมาย เนื่องจากราคาพลังงานมีแนวโน้มจะต่ำกว่าปีที่แล้ว ทั้งนี้หากการขึ้นดอกเบี้ยถูกชะลอออกไป กนง. ก็จะให้ความสำคัญมากขึ้นต่อการใช้มาตรการการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (microprudential) และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential) ในการดูแลความเปราะบางเฉพาะจุดในระบบการเงิน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #4b2885;"><strong>ภาวะการเงินโดยรวม และตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทย</strong></span><br /><br />ภาวะการเงินไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2019 ปรับผ่อนคลายลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นยังคงทรงตัวใกล้เคียงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากทั้ง Fed และ กนง. ต่างส่งสัญญาณและดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น (dovish) อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ สำหรับการระดมทุนของภาคเอกชนนั้น พบว่า ยังสามารถระดมทุนได้อย่างต่อเนื่องแม้ต้นทุนการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ (corporate yields) จะปรับสูงขึ้นมาเล็กน้อยก็ตาม ด้านค่าเงินบาทยังคงมีเสถียรภาพดีแม้ความผันผวนจะปรับเพิ่มขึ้นมาบ้างในปีที่ผ่านมา<br /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น</strong></span></p>
<p><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นเคลื่อนไหวใกล้เคียงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยปัจจัยสำคัญมาจากเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น และธุรกรรมแลกเปลี่ยนพันธบัตร (bond switching) (รูปที่ 32)</strong></span> อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอายุ 1 ปี ณ วันที่ 29 มี.ค. 2019 อยู่ที่ 1.79% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% เล็กน้อย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น (รูปที่ 33) สำหรับอัตราผลตอบแทนฯ อายุ 3 เดือน อยู่ที่ 1.69% ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายเล็กน้อย เป็นผลจากมติ 7 ต่อ 0 ของ กนง. ให้คงอัตราดอกเบี้ยซึ่งทำให้ตลาดปรับคาดการณ์เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น นอกจากนี้ยังมีผลจากธุรกรรมแลกเปลี่ยนพันธบัตร (bond switching) ของสำนักบริหารหนี้สาธารณะที่แลกเปลี่ยนพันธบัตรระยะสั้นต่อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว<br /><br /><br /></p>
<p><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 32 : อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นเคลื่อนไหวใกล้เคียงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดตราสารหนี้และการปรับคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></span></p>
<p>อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น</p>
<p>หน่วย: %</p>
<p>&nbsp;<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/oq/9j/fbl5oq9jyl/TH_23.jpg" alt="TH_23.jpg" width="1886" height="964" /><br /><br /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยและ ThaiBMA</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 33 : นับตั้งแต่ต้นปี 2019 เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยเป็นมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท<br /></strong></span>เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดตราสารหนี้ไทย<br />หน่วย : พันล้านบาท<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/q0/js/fbl5q0js7m/TH_24.jpg" alt="TH_24.jpg" width="1992" height="878" /><br /><br />หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 29 มี.ค. 2019<br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ ThaiBMA<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>อีไอซีคาดว่า ณ สิ้นปี 2019 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นจะยังคงทรงตัวตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ แม้ปริมาณพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นจะปรับลดลงบ้าง</strong></span> โดยอีไอซีคาดว่า การคงอัตราดอกเบี้ยของ กนง. จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นทรงตัวในปีนี้ สำหรับปัจจัยด้านอุปทานพันธบัตรนั้น อีไอซีคาดว่า ธปท. น่าจะยังไม่ลดการออกพันธบัตรระยะสั้นอย่างมีนัยหากเงินบาทไม่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจากระดับปัจจุบัน จึงทำให้ไม่มีแรงกดดันที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นปรับตัวลดลงอย่างมีนัยเหมือนในช่วงไตรมาสแรก ปี 2017 ที่ ธปท. ลดการออกพันธบัตรระยะสั้นลง จนทำให้อัตราผลตอบแทนรัฐบาลระยะสั้นอยู่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายค่อนข้างมาก สำหรับธุรกรรมแลกเปลี่ยนพันธบัตร (bond switching) นั้น อาจทำให้ปริมาณพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นในระบบลดลงบ้าง ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นลดต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นบางช่วง ด้วยเหตุนี้อีไอซีจึงมองว่า อัตราผลผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอายุ 1 ปี ณ สิ้นปี 2019 จะทรงตัวอยู่ที่ราว 1.65% &ndash; 1.85%<br /><br /><br /></p>
<p><span style="font-size: 14pt; color: #4b2885;"><strong>ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาว</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #4b2885;"><strong>อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวปรับตัวลดลงเล็กน้อยเทียบกับต้นปี ซึ่งเป็นผลจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับลดลง ราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับต่ำ และตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ออกมาชะลอตัวลง (รูปที่ 34)</strong></span> พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลดลงต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 ปี 2018 โดยเป็นผลจากความกังวลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอลง และคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันโลก นอกจากนี้ตั้งแต่ต้นปี 2019 Fed ได้สื่อสารถึงการดำเนินนโยบายที่ dovish ขึ้น โดยส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปี และจะดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป (patient approach) อีกทั้งยังประกาศหยุดการลดขนาดงบดุล ณ สิ้นเดือนกันยายนปีนี้ และเมื่อประกอบกับความกังวลของนักลงทุนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงต่อเนื่องไปอยู่ที่ 2.40% (ณ วันที่ 29 มีนาคม 2019) จากระดับ 2.71% ณ สิ้นปีก่อน สำหรับอัตราผลตอบแทนพันบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี นั้นปรับลดลงต่อเนื่องเช่นกัน โดยมาอยู่ที่ระดับ 2.43% (ณ วันที่ 29 มีนาคม 2019) จากระดับ 2.48% ณ สิ้นปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว การสื่อสารนโยบายการเงินของ กนง. ที่ dovish มากขึ้น การปรับลดตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจลง และตัวเลขอัตราเงินเฟ้อไทยไตรมาสแรกที่อยู่ในระดับต่ำ<br /><br /></p>
<p><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 34 : อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวปรับตัวลดลงเล็กน้อยเทียบกับต้นปี จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับต่ำ และตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง </strong></span></p>
<p>สัดส่วนมูลค่าคงค้างของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ถือโดยต่างชาติ</p>
<p>หน่วย: %</p>
<p>&nbsp;<img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rx/zh/fbl5rxzhnh/TH_25.jpg" alt="TH_25.jpg" width="2004" height="992" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยและ ThaiBMA<br /><br /><strong><br /><span style="color: #4b2885;">อีไอซีมองว่า ณ สิ้นปี 2019 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเทียบกับต้นปี จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่น่าจะขยายตัวในเกณฑ์ดี และอุปทานพันธบัตรรัฐบาลไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น</span></strong> โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับสูงเล็กน้อยจาก 1) ความกังวลของนักลงทุนต่อภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นมาในปี 2018 น่าจะคลี่คลายลงทำให้เกิด risk-on sentiment ได้ หลัง Fed มีท่าทีดำเนินนโยบายที่ผ่อนคลายขึ้น (dovish) และความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอมีต่ำลง อีกทั้งตัวเลขการจ้างงานยังคงขยายตัวดีต่อเนื่องทำให้คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อน่าจะปรับสูงขึ้นได้ต่อไป และ 2) ขนาดงบดุลของ Fed ที่เล็กลงประกอบกับการยกเลิกการเข้าซื้อพันธบัตรผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของ ECB จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกลดลงและอุปสงค์ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวมีน้อยลง ค่าชดเชยความเสี่ยง (term premium) ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวจึงน่าจะปรับตัวสูงขึ้น สำหรับปัจจัยภายในประเทศคือ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดีทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น นอกจากนี้ปริมาณพันธบัตรรัฐบาลไทยที่พบว่า สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะมีแผนระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรระยะยาวประมาณ 6 แสนล้านบาท ในปี 2019 ซึ่งสูงกว่าในปี 2018 ที่ระดมทุนประมาณ 5.8 แสนล้านบาท จึงเป็นปัจจัยเสริมให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นได้<br /><br /><strong><span style="color: #4b2885;">อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวน่าจะปรับสูงขึ้นได้ไม่มากนัก จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่น่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เงินทุนที่น่าจะไหลกลับสู่ภูมิภาค และคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของไทยที่จะยังคงทรงตัว</span></strong> โดยอีไอซีมองว่า อัตราผลผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวน่าจะปรับสูงขึ้นได้ไม่มากนัก เนื่องจาก 1) ความกังวลต่อความเสี่ยงด้านต่ำต่อทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับต่ำ ทำให้เงินเฟ้อคาดการณ์ปรับสูงขึ้นได้ไม่มาก 2) Fed น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ และ 3) การลดขนาดงบดุลของ Fed อย่างค่อยเป็นค่อยไปและจะหยุดลงในปีนี้ จะทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินไม่ลดลงมากดังที่ผู้ร่วมตลาดเคยกังวลไว้ liquidity premium จึงไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ผลกระทบของงบดุลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้นจึงลดลง ซึ่งแตกต่างจากช่วงที่ Fed ทำ QE ในอดีต และสามารถปรับลด liquidity premium ได้มาก เนื่องจากได้เพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมากและในอัตราที่รวดเร็ว (รูปที่ 35) ดังนั้นการดำเนินนโยบายของ Fed ในปีนี้ จึงน่าจะทำให้ term premium ปรับเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ เท่านั้น นอกจากนี้อีไอซีมองว่า เงินทุนเคลื่อนย้ายน่าจะไหลกลับเข้าสู่ภูมิภาคในปีนี้ จากความเชื่อมั่นที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและภาวะการเงินโลกที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว จึงทำให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยได้รับอานิสงส์ด้วยเช่นกัน และปัจจัยสุดท้ายที่ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับขึ้นได้ไม่มากคือ คาดการณ์เงินเฟ้อของไทยที่น่าจะปรับขึ้นได้ไม่มาก เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวชะลอลงประกอบกับ slack ในตลาดแรงงานที่ยังคงมีอยู่และแนวโน้มราคาน้ำมันที่น่าจะทรงตัวในปีนี้ โดยอีไอซีมองว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวอายุ 10 ปี ณ สิ้นปี 2019 จะอยู่ใน กรอบ 2.6% ถึง 2.8%<strong> <br /></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5915">สามารถอ่านต่อได้ที่ฉบับเต็ม</a></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ณ วันที่ 20 มีนาคม 2019 คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปี  </description>
					<enclosure length="5821" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/k3/p0/fbl5k3p0b8/iStock-820374390.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 24 Apr 2019 14:12:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน ปี 2019 (ไตรมาส 1/2019)</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5681</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5681</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5681">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2019<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655"><span style="color: #0000ff;"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม</strong><strong>&nbsp;</strong></span></a></p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5655">&nbsp;</a></p>
<p>&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fr/3j/f2rrfr3jzt/iStock-820374390.jpg" alt="iStock-820374390.jpg" width="780 " height="516" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 14pt;"><strong>อัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2018 คณะกรรมการมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1.75% จากเดิมที่ 1.50% ต่อปี</strong> กนง. ประเมินว่า แม้อุปสงค์จากต่างประเทศจะชะลอลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ทำให้การส่งออกไทยได้รับผลกระทบด้านลบ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศที่ยังขยายตัว ทั้งจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวตามรายได้นอกภาคเกษตร และการลงทุนเอกชนที่ขยายตัวจากการย้ายฐานการผลิตมายังไทย ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการฯ ส่วนใหญ่มองว่าความจำเป็นในการพึ่งพานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับที่ผ่านมาลดน้อยลง จึงปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ตลอดจนสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) สำหรับอนาคต ทั้งนี้ กนง. ประเมินว่า แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้น 0.25% แต่ภาวะการเงินโดยรวมก็ยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ<br /><br /><strong>อีไอซีประเมินว่า กนง. น่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกประมาณ 1 ครั้งในปี 2019 โดยจำนวนครั้งและจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยออกมาในระยะข้างหน้า (data dependent)</strong> กนง. ได้สื่อสารว่าขณะนี้ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ได้รับผลจากราคาน้ำมันที่ลดลงมากในช่วงที่ผ่านมา อีไอซีจึงมองว่าคณะกรรมการฯ น่าจะรอดูตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจที่จะออกในเดือนมีนาคมและประเมินผลกระทบของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกก่อน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2019 จะอยู่ในกรอบเป้าหมายได้ นอกจากนี้ คุณภาพสินเชื่อเพื่อการบริโภคและสินเชื่อ SME ที่มีแนวโน้มแย่ลงในช่วงที่ผ่านมาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ กนง. ต้องรอประเมิน หลังจากที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้น วัฏจักรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้จึงน่าจะเป็นการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 11pt;"><strong>ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทย และภาวะการเงิน</strong></span><br /><br />ภาวะการเงินของไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 ปรับตึงตัวขึ้นจากไตรมาสก่อน เนื่องจากการคาดการณ์และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่จุดสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี อีกทั้งยังส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเอกชนปรับขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ภาวะการเงินโดยรวมยังไม่ตึงตัวมากนัก เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวปรับตัวลดลงตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้ามายังตลาดพันธบัตรไทย และค่าเงินบาทในปีที่ผ่านมายังมีเสถียรภาพดี<br /><br /><strong>พันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น</strong><br /><strong>อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นจากปริมาณพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากตลาดพันธบัตรไทยในบางช่วง และการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย</strong> (รูปที่ 25) โดยนับตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนตุลาคม 2018 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอายุ 1 ปี ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจาก 1.42% เป็น 1.81% โดยเป็นผลจาก 1) การเพิ่มปริมาณการออกพันธบัตรระยะสั้นอย่างต่อเนื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย 2) เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น จากความกังวลในเรื่องสงครามการค้าที่ตึงเครียดมากขึ้น รวมไปถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed และ 3) การคาดการณ์ของตลาดต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. จากตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง แนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และท่าทีจากการประชุมของ กนง. ที่กล่าวถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากในระดับปัจจุบันมีความจำเป็นลดลง ส่งผลให้นักลงทุนขายพันธบัตรระยะสั้นไปล่วงหน้าเพื่อลดผลของการขาดทุนจากผลตอบแทนพันธบัตรที่อาจปรับสูงขึ้น โดยภายหลังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นยังทรงตัวในระดับใกล้เคียงเดิมที่ 1.76% อย่างไรก็ตาม พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นได้ปรับตัวลดลงในบางช่วงของไตรมาสที่ 4 เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งจากตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การส่งออก อัตราเงินเฟ้อ รวมไปถึงท่าทีจากการประชุมของ กนง. ที่กล่าวถึงความเสี่ยงด้านต่ำมากขึ้น จึงทำให้นักลงทุนปรับลดคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงดังกล่าว<br /><br /><strong>ในปี 2019 อีไอซีคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นมีแนวโน้มปรับขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอาจไม่สูงขึ้นมากนัก</strong> เป็นผลมาจากการที่ กนง. น่าจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปมาก เนื่องจาก 1) ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสชะลอตัวไปอยู่ใกล้กรอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ประกอบกับภาวะหนี้ของครัวเรือน และหนี้ธุรกิจ SMEs ที่อยู่ในระดับสูง และ 2) ความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพต่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี จึงทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายจะไม่ไหลออกจากตลาดพันธบัตรไทยมากนัก ทั้งนี้ อีไอซีมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอายุ 1 ปี ณ สิ้นปี 2019 จะอยู่ในช่วง 1.9% ถึง 2.1% หาก กนง. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง<br /><br /><br /></p>
<p><strong>รูปที่ 25: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้น นับตั้งแต่ต้นปี 2018 </strong></p>
<p>อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น</p>
<p>หน่วย: %</p>
<p>&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/bl/vc/f8dkblvcu6/TH_page19.jpg" alt="TH_page19.jpg" width="200" height="105" /><br /><br /><br /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยและ ThaiBMA</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 11pt;"><strong>ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาว</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวตั้งแต่ต้นปีจนถึงไตรมาสที่ 3 ปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และทิศทางตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ออกมาดี</strong> (รูปที่ 26) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวสูงขึ้น<sup>13</sup> เป็นผลจาก 1) การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป 2) เศรษฐกิจสหรัฐฯที่ขยายตัวต่อเนื่อง และ 3) การปรับฐานอัตราดอกเบี้ยระยะยาวจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed นอกจากนี้ อีไอซียังพบว่า การคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed นอกจากจะส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เองแล้ว ยังส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวมากขึ้นกว่าในอดีต โดยพบความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันระหว่างการคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed และการปรับสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวที่ชัดเจนขึ้นในปี 2018 เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา Fed สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ตาม dot plot ทำให้ผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่เชื่อการสื่อสารของ Fed มากขึ้น การดำเนินนโยบายของ Fed จึงส่งผลต่อมุมมองภาวะเศรษฐกิจและคาดการณ์การดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ในระยะยาวของผู้ร่วมตลาดมากขึ้นตามไปด้วย (รูปที่ 27) สำหรับปัจจัยภายในประเทศที่ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวเพิ่มขึ้นนั้น มาจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ออกมาดีกว่าคาดในช่วงต้นปีถึงไตรมาสที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจและภาคส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง รวมไปถึงอัตราเงินเฟ้อที่ค่อย ๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวเพิ่มสูงขึ้น<br /><br /><br /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>รูปที่ 26: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาว ในระยะที่ผ่านมาปรับตัวตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และตัวเลขเศรษฐกิจไทย แต่กลับปรับตัว</strong><strong>ลดลงในช่วงไตรมาส 4 </strong></p>
<p>อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย และสหรัฐฯ ระยะยาว</p>
<p>หน่วย: %</p>
<p>&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ei/f7/f8dkeif79p/TH_page20.jpg" alt="TH_page20.jpg" width="200" height="100" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยและ ThaiBMA<br /><br /><strong>รูปที่ 27: ในปี 2017 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวไม่มีความสัมพันธ์กับการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของ Fed อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ชัดเจนขึ้นในปี 2018 เพราะผู้ร่วมตลาดเชื่อการสื่อสารของ Fed ผ่าน dot plot มากขึ้น จึงส่งผลต่อคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายในระยะยาว</strong></p>
<p>อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย และการคาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed (USD OIS Forward swap 2y3m)<br />อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี (%)<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ep/96/f8dkep969s/TH_page21.jpg" alt="TH_page21.jpg" width="200" height="103" /><br /><br />ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูล Bloomberg<br /><br /></p>
<p><strong>อย่างไรก็ดี พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวปรับตัวลดลงในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นผลจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับลดลง และตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลง</strong> โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาว อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงประมาณ 40 bps เป็นผลจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง จากการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปของ Fed ซึ่งกล่าวว่า ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันกำลังเข้าใกล้ค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะยาวแล้ว<sup>14</sup>และเริ่มแสดงความกังวลถึงระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการระดมทุนโดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีสัดส่วนหนี้สินในระดับสูง นอกจากนี้ ระดับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงก็ส่งผลให้การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงตามไปด้วยเช่นกัน ส่วนปัจจัยภายในประเทศที่ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวลดลงมาจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงในช่วงไตรมาสที่ 4 ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการส่งออกที่หดตัว ตัวเลขเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้น้อยกว่าที่คาด<sup>15</sup> และอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลง นอกจากนี้ การที่นักลงทุนปรับลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยลงในเดือนพฤศจิกายน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวของไทยปรับตัวลดลงในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ แม้ว่า กนง. จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวก็ยังไม่ปรับตัวสูงขึ้นมาก และอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่ปี 2013 ถึงปี 2017 จึงกล่าวได้ว่า ภาวะการเงินโดยรวมของไทยยังไม่ตึงตัวขึ้นมาก แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม<br /><br /><strong>สำหรับมุมมองในปี 2019 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ การชะลอตัวของเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทย และปริมาณพันธบัตรรัฐบาลไทยที่เพิ่มขึ้น</strong> ปัจจัยที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวเพิ่มขึ้น ได้แก่ 1)การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะตลาดแรงงานที่ตึงตัวและการจ้างงานสูงกว่าระดับดุลยภาพ 2)วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นของ Fed ที่ยังดำเนินต่อไปในปี 2019 ซึ่งจะยังส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอยู่บ้าง และ 3)การลดขนาดงบดุลของ Fed ประกอบกับการยกเลิกการเข้าซื้อพันธบัตรผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของ ECB ซึ่งจะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกลดลง และอุปสงค์ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวมีน้อยลง ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จึงมีแนวโน้มสูงขึ้น นอกจากนี้เมื่อพิจารณาสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ถือโดยชาวต่างชาติในปัจจุบัน<sup>16</sup> พบว่า มีสัดส่วนสูงถึง 10.68% ของมูลค่าคงค้างของพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 9.32% (รูปที่ 28) ส่วนเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้ามาในตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยนั้น เป็นเพราะไทยมีเสถียรภาพต่างประเทศที่แข็งแกร่งจึงมีสถานะเป็นเหมือนสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven asset) ในภูมิภาค<sup>17</sup> ในระยะข้างหน้าที่สภาพคล่องลดลง และเงินทุนเคลื่อนย้ายสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มชะลอลง อุปสงค์จากนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาถือพันธบัตรรัฐบาลไทยน่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงเช่นกัน สำหรับปัจจัยภายในประเทศ คือ ปริมาณพันธบัตรรัฐบาลไทย ที่พบว่าสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะมีแผนระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรระยะยาวประมาณ 6 แสนล้านบาท ในปี 2019 ซึ่งสูงกว่าในปี 2018 ที่ระดมทุนประมาณ 5.8 แสนล้านบาท จึงเป็นปัจจัยเสริมให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นได้ ทั้งนี้ อีไอซีมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวอายุ 10 ปี ณ สิ้นปี 2019 จะอยู่ในช่วง 2.9% ถึง 3.1% <strong>อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงในปี 2019 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวก็อาจสูงขึ้นได้ไม่มากนัก</strong></p>
<p><strong>&nbsp;<br />รูปที่ 28: สัดส่วนมูลค่าคงค้างของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ถือโดยชาวต่างชาติในปัจจุบัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี<br /></strong>สัดส่วนมูลค่าคงค้างของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ถือโดยต่างชาติ<br />หน่วย: %<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hj/2k/f8dkhj2krl/TH_page23.jpg" alt="TH_page23.jpg" width="200" height="103" /><br /><br /><br /><strong>ที่มา:</strong> การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูล ThaiBMA<strong><br /></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 11pt;"><strong><span style="font-size: 14pt;">มุมมองค่าเงินบาท</span><br /></strong><br /><strong>สถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ผ่านมา<br /></strong></span><br /><strong>แม้ในช่วงสองไตรมาสแรกของปี 2018 เงินบาทจะอ่อนค่าโดยปัจจัยสำคัญมาจากการแข็งค่าของดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และการอ่อนค่าของเงินหยวน อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพต่างประเทศของไทยที่แข็งแกร่ง และสงครามการค้าที่มุ่งเน้นไปที่จีนมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่า เงินบาท ณ สิ้นปี 2018 จึงทรงตัวเมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อน</strong> ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2018 แข็งค่าขึ้นจากต้นปี 4.5% โดยเป็นผลมาจาก 1) นักลงทุนคาดการณ์การดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ว่ามีแนวโน้มที่จะดำเนินการอย่างเข้มข้นขึ้น (hawkish) โดยเปรียบเทียบกับ ECB ที่ยังมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินอย่างผ่อนคลาย (dovish) (รูปที่ 29) 2) มุมมองของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เติบโตดีกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ และประเทศตลาดเกิดใหม่ ประกอบกับภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ได้รับผลมาจากวิกฤติการเงินในบางประเทศ ได้แก่ อาเจนติน่าและตุรกี (รูปที่ 30) และ 3) นโยบายกีดกันทางการค้าที่มีความตึงเครียดมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาสร้างความกังวลแก่นักลงทุน ส่งผลให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบมีค่าเงินที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉพาะประเทศจีนที่เงินหยวนอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง<sup>18</sup>มีผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงตามไปด้วย โดยการอ่อนค่าของเงินบาทเกิดจากชนิดสินค้าและปลายทางการส่งออก (product similarity) ของไทยและจีนมีความคล้ายคลึงกันมาก<sup>9</sup> อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินในตุรกี และสงครามการค้ามุ่งเน้นไปที่สหรัฐฯ และจีนมากยิ่งขึ้น เงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นในบางจังหวะ (รูปที่ 31) เนื่องจาก 1) สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อจีนเป็นหลัก และ 2) ไทยมีเสถียรภาพต่างประเทศที่ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้สามารถรับมือกับผลกระทบภายนอกได้ดี เงินบาทจึงแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่นๆ ในภูมิภาค (รูปที่ 32) สะท้อนได้จากดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ที่ปรับแข็งค่าขึ้น 3.3% จากต้นปี<br /><br /><strong>รูปที่ 29: ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากนักลงทุนคาดการณ์ว่า Fed มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินที่เข็มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง</strong></p>
<p>ส่วนต่างคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่าง Fed กับ ECB และ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/l9/if/f8dkl9if58/TH_page24.jpg" alt="TH_page24.jpg" width="200" height="105" /><br /><strong>ที่มา:</strong> การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูล Bloomberg<br /><br /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/4303">สามารถอ่านต่อได้ที่ฉบับเต็ม</a></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<br /><hr /><sup>13</sup> อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2018 อยู่ที่ 3.23% ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 7 ปี และปรับสูงขึ้นจากต้นปี 83 bps<br /><sup>14 </sup>ค่ากลางของ neutral rate เป็นค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป้าหมายในระยะยาว ซึ่งเป็นระดับของอัตราดอกเบี้ยที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับศักยภาพ ในขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อก็สามารถรักษาระดับได้ใกล้เคียงกับเป้าหมาย<br /><sup>15</sup> วันที่ 19 พฤศจิกายน 2018 ตัวเลข GDP ของไทยในไตรมาส 3 ของปี 2018 ขยายตัวที่ 3.3%YOY โดยชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 4.6%YOY ทำให้อัตราผลตอบ <br /> แทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีปรับตัวลดลง 5 bps ภายในวันเดียวกัน<br /><sup>16</sup> ข้อมูล ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2018<br /><sup>17</sup> สังเกตจากในช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินตุรกีและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น จะเห็นเม็ดเงินบางส่วนไหลเข้ามาในตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทย<br /><sup>18</sup> ณ วันที่ 3 ธันวาคม 2018 เงินหยวนอ่อนค่าลงจากต้นปี 6.6%<br /><sup>19</sup> จีนและไทยมีสินค้าและปลายทางส่งออกใกล้เคียงกันมาก เมื่อหยวนอ่อนค่าทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ดังนั้น ค่าเงินบาทจึงอ่อนค่าลงตามหยวนค่อนข้างมาก
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2018 คณะกรรมการมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1.75% จากเดิมที่ 1.50%</description>
					<enclosure length="5821" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/n2/de/f8dkn2detj/iStock-820374390.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 09 Jan 2019 17:43:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>