<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1541787390097" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS Outlook:In focus</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For Outlook:In focus</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:35:32 +0700</pubDate><ttl>7</ttl>
				<item>
					<title>In focus : ตลาดแรงงานไทย ในภาวะวิกฤติ ฉุดเศรษฐกิจฟื้นช้า</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/7116</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/7116</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/7116">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><span style="font-size: 11pt;"><span style="font-size: 14pt;"><strong><span style="color: #4b2885;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jh/iu/frtbjhiuzy/Info_Infocus_01.jpg" alt="Info_Infocus_01.jpg" width="1240" height="1754" /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jl/0l/frtbjl0ll9/Info_Infocus_02.jpg" alt="Info_Infocus_02.jpg" width="200" height="200" /><br /><br />ตลาดแรงงานไทยในภาวะวิกฤติ ฉุดเศรษฐกิจฟื้นช้า<br /></span></strong></span></span></p>
<p><span style="font-size: 11pt;"><strong><br /></strong></span>ตลาดแรงงานของไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจ COVID-19 ส่งผลให้อัตราการว่างงานพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี อีกทั้งในกลุ่มผู้มีงานทำก็มีแนวโน้มที่จะได้รับรายได้ที่ลดลงมากจากทั้งชั่วโมงการทำงานที่ลดลงมาก การหยุดงานชั่วคราวจากการปิดเมือง และการกลับไปประกอบอาชีพในภาคเกษตรของคนจำนวนมากในช่วงที่รายได้ภาคเกษตรหดตัวจากภัยแล้ง EIC มองว่าการทรุดตัวของตลาดแรงงานในครั้งนี้มีนัยต่อทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้น ความเสี่ยงสู่ภาคการเงินผ่านช่องทางสินเชื่อ ไปจนถึงศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว<br /><br /></p>
<p><span style="color: #4b2885;"><strong>ภาวะวิกฤติของตลาดแรงงานไทย</strong></span>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><strong>ผลกระทบที่รุนแรงของ COVID-19 ต่อเศรษฐกิจนำไปสู่การว่างงานที่สูงที่สุดของตลาดแรงงานไทยนับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลก&nbsp;</strong>จากข้อมูลสำรวจภาวะการมีงานทำของประชากรโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 จำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 7.5 แสนคน เพิ่มขึ้นจาก 3.8 แสนคนในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นถึง 97.7%YOY ส่งผลให้อัตราการว่างงาน เพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1.95% ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลก (รูปที่ 1) ทั้งนี้การว่างงานที่เกิดจากวิกฤติในรอบนี้ได้รับผลกระทบผ่านทั้งผลของรายได้ที่ชะลอตัวต่อเนื่องมาก่อนหน้า และมาตรการปิดเมือง (lockdown) ทั่วโลกที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะในสาขาธุรกิจที่พึ่งพาต่างประเทศเป็นหลัก<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/it/c9/frtbitc9fb/pic01.JPG" alt="pic01.JPG" width="2037" height="1201" /><br /><br /><strong>อัตราการว่างงานสูงเป็นประวัติการณ์ในทุกอุตสาหกรรมสำคัญ</strong> เมื่อพิจารณาในรายอุตสาหกรรมพบว่า จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นสูงมากเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ในปีก่อนหน้าในทุกอุตสาหกรรม ส่งผลให้อัตราการว่างงานในทุกอุตสาหกรรมพุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ (รูป 2) โดยเฉพาะ<strong>ในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรมและร้านอาหารที่จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 6.4 หมื่นคน ส่งผลให้อัตราการว่างงานในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้อยู่ในระดับ 2.9% สูงที่สุดเมื่อเทียบในทุกอุตสาหกรรม</strong> จากการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบที่มีมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นโดยเปรียบเทียบ ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ การปิดเมือง และการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศสอดคล้องกับแนวโน้มความเสี่ยงของแรงงานรายอุตสาหกรรมตามที่ EIC ได้เคยประเมินไว้ ทั้งนี้นอกจากปัจจัยลบดังกล่าวแล้ว การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังก่อให้เกิดผลกระทบอีกในหลายด้าน เช่น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain disruption) การชะลอการลงทุน การปิดกิจการ ฯลฯ ส่งผลทำให้การว่างงานเป็นปัญหาในทุกอุตสาหกรรม<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/iu/u5/frtbiuu5zx/pic02.JPG" alt="pic02.JPG" width="2022" height="1209" /><br /><br /><strong>อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุ โดยอัตราการว่างงานของกลุ่มแรงงานอายุน้อย (youth unemployment) สูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด</strong> เมื่อพิจารณาแบ่งตามระดับอายุของแรงงานพบว่า จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุ ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มเช่นกัน (รูปที่ 3) ทั้งนี้กลุ่มแรงงานในกลุ่มอายุน้อย คือ อายุ 15-24 ปี ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 64.6% ไม่มีประสบการณ์ทำงาน ถือเป็นกลุ่มที่มีอัตราการว่างงานที่สูงกว่ากลุ่มอื่นมาโดยตลอด และในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ COVID-19 นี้ก็ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสูงไปอยู่ที่ 8.6% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 สอดคล้องกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศที่การจ้างงานของแรงงานอายุน้อยก็ได้รับผลกระทบมากกว่าแรงงานกลุ่มอายุอื่น ๆ เช่นกัน เช่น ในสหรัฐฯ ที่อัตราการว่างงานของกลุ่มเยาวชนเพิ่มจาก 7.7% ในเดือนกุมภาพันธ์ไปอยู่ที่ 25.2% ในเดือนพฤษภาคม สูงกว่าอัตราการว่างงานในภาพรวมของสหรัฐฯ ที่อยู่ที่ 13.3% ในเดือนเดียวกัน หรือในประเทศแคนาดาที่อัตราการว่างงานของกลุ่มเยาวชนเพิ่มจาก 10.3% ในเดือนกุมภาพันธ์ไปอยู่ที่ 29.4% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งสูงกว่าอัตราการว่างงานในภาพรวมของแคนาดาที่อยู่ที่ 13.7% ในเดือนเดียวกัน<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/iw/91/frtbiw914k/pic03.JPG" alt="pic03.JPG" width="2033" height="1071" /><br /><br /><br /><strong>EIC มองว่าปัญหาการว่างงานในกลุ่มแรงงานอายุน้อย (youth unemployment) เสี่ยงที่จะทวีความรุนแรงมากในช่วงวิกฤติ</strong> เพราะในภาวะที่งานมีจำกัดกลุ่มแรงงานอายุน้อยยังต้องแข่งขันกับกลุ่มแรงงานอายุมากกว่าและมีประสบการณ์การทำงานที่มากกว่าแต่ต้องตกงานบางส่วน และอาจกระทบต่อเนื่องไปยังปีถัด ๆ ไปที่กลุ่มแรงงานที่เพิ่งจบการศึกษาในรุ่นถัดไปจะเข้ามาแข่งขันในตลาดแรงงานเพิ่มเติมในขณะที่กำลังการจ้างงานของภาคธุรกิจน่าจะถดถอยลงจากวิกฤติ จึงอาจไม่เพียงพอต่อการรองรับอุปทานแรงงานกลุ่มดังกล่าว นอกจากนี้ การศึกษาของ The Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) พบว่าในภาวะที่ซบเซาของตลาดแรงงานในช่วงวิกฤติจะก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาวต่อกลุ่มแรงงานอายุน้อยมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ทั้งในแง่ของการจ้างงานและค่าจ้าง เนื่องจากแรงงานอายุน้อยที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจตัดสินใจเริ่มทำงานที่ใช้ทักษะน้อยกว่าที่ตนมีจากการจ้างงานที่มีจำกัด ซึ่งจะส่งผลระยะยาวต่อความก้าวหน้าในสายงาน (career path) โดย OECD ยังพบอีกว่า ในสหราชอาณาจักร แรงงานที่อายุน้อยกว่า 25 ปี มีโอกาสที่จะทำงานในอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อการปิดกิจการ (เช่น โรงแรมและร้านอาหาร) มากกว่าแรงงานกลุ่มอายุอื่นถึง 2.5 เท่า<br /><br /><strong>นอกจากการว่างงานจะสูงแล้ว ภาวะการมีงานทำยังอ่อนแอลงมาก จากชั่วโมงการทำงานที่ลดลง การหยุดงานชั่วคราวที่เพิ่มสูง และการย้ายไปสู่ภาคเกษตรที่กำลังประสบปัญหารายได้ตกต่ำ โดยมีรายละเอียดในแต่ละประเด็นสำคัญ&nbsp;</strong>ดังนี้</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<ul style="list-style-type: disc;">
<li><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><strong>ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยหดตัวสูงซึ่งลดลงต่อเนื่องจากแนวโน้มระยะยาวที่ลดลงมาตลอดตั้งแต่ปี 2013</strong> EIC มองว่าจำนวนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยถือเป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญต่อการประเมินภาวะตลาดแรงงาน เนื่องจากเป็นข้อมูลที่สะท้อนว่าคนที่มีงานทำนั้นได้ทำงานในเวลาที่มากหรือน้อยอย่างไร ซึ่งสำหรับแรงงานจำนวนมากที่ได้ค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง โดยเฉพาะคนที่พึ่งพารายได้จากการทำงานล่วงเวลาหรือที่เรียกว่าการทำโอที จำนวนชั่วโมงถือเป็นตัวกำหนดรายได้ที่สำคัญ ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 จำนวนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของแรงงานไทยอยู่ที่ประมาณ 38.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลดลงถึง -11.5%YOY จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และถือเป็นระดับชั่วโมงการทำงานที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีข้อมูลในปี 2013 (รูปที่ 4)<br /><br /></span></span></li>
<li><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><strong>ชั่วโมงการทำงานที่หดตัวมาจากการลดลงของงานเต็มเวลาและงานล่วงเวลา</strong> วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดการหดตัวอย่างมีนัยสำคัญในจำนวนของงานเต็มเวลา (full time jobs) หรืองานที่ใช้เวลาทำตั้งแต่ 35 ถึงไม่เกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และงานล่วงเวลา (overtime jobs หรืองานโอที) หรืองานที่ใช้เวลาทำตั้งแต่ 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป โดยผู้ที่ทำงานเต็มเวลาในไตรมาสที่ 2 ลดลง 2.3 ล้านคนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า คิดเป็นการหดตัวที่ &ndash;9.4%YOY ขณะที่ผู้ทำงานล่วงเวลาลดลง 2.5 ล้านคน คิดเป็นการหดตัวที่สูงถึง -35.6%YOY ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยแรงงานในทั้ง 2 กลุ่มนี้อาจถูกเลิกจ้างหรือมีชั่วโมงการทำงานน้อยลงทำให้ถูกนับรวมอยู่ในกลุ่มที่ทำงานน้อยกว่าเดิม (เช่น เคยทำงานล่วงเวลา และถูกงดงานโอทีทำให้กลายเป็นคนทำงานเต็มเวลา หรือถูกให้หยุดงานชั่วคราว เป็นต้น) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้ชั่วโมงการทำงานโดยเฉลี่ยลดลง<br /><br /></span></span></li>
<li><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><strong>การลดลงของงานเต็มเวลาและงานล่วงเวลาบางส่วนถูกทดแทนด้วยงานต่ำระดับ</strong> กลุ่มประเภทงานที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากในช่วงวิกฤติคืองานต่ำระดับ (underemployment) หรืองานที่ใช้เวลาทำไม่เกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในไตรมาส 2 ปี 2020 อยู่ที่ 10.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 4.1 ล้านคนคิดเป็น 68.3%YOY ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้มาจากการที่คนที่เคยทำงานเต็มเวลาและล่วงเวลาถูกลดชั่วโมงกลายมาเป็นแรงงานที่ทำงานไม่เกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมถึงจำนวนผู้มีงานทำแต่ไม่ได้ทำงาน (แรงงานที่ทำงาน 0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) ที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งน่าจะเป็นผลของมาตรการ lockdown ที่ทำให้แรงงานไม่มีกิจกรรมการทำงานในช่วงดังกล่าว</span></span><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ix/lh/frtbixlhll/pic04.JPG" alt="pic04.JPG" width="2136" height="1263" /></span></span><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><br /></span></span></li>
<li><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><strong> ในกลุ่มของคนทำงานต่ำระดับที่เพิ่มขึ้น ส่วนมากเป็นผู้มีงานทำที่รายงานว่าตนเองทำงาน 0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์</strong> ตามนิยามของสำนักงานสถิติแห่งชาติผู้มีงานทำสามารถมีชั่วโมงการทำงานได้ตั้งแต่ 0 ชั่วโมงขึ้นไป โดยคนที่ทำงาน 0 ชั่วโมงคือคนที่ตอบแบบสำรวจว่าในช่วงระหว่าง 7 วันก่อนสัมภาษณ์ไม่ได้ทำงาน แต่มีงานหรือกิจการให้กลับไปทำ (จึงถูกนับเป็นผู้ที่มีงานทำ) ซึ่งนั่นอาจหมายถึงแรงงานที่อยู่ระหว่างช่วงการลางานหรือถูกให้พักงานชั่วคราว โดยจากข้อมูลพบว่าแรงงานที่ทำงาน 0 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.5 ล้านคน ในไตรมาส 2 ปี 2020 จาก 4.4 แสนคนหรือเพิ่มขึ้นกว่า 5.8 เท่าจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า ซึ่งในอดีตแรงงานกลุ่มนี้จะมีจำนวนอยู่ที่ประมาณเพียง 3-4 แสนคน โดยไม่ได้มีทิศทางการเปลี่ยนแปลง (trend) มากนักแต่จะเป็นไปในลักษณะตามฤดูกาลเป็นส่วนใหญ่ การเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในไตรมาสที่ 2 จึงคาดว่ามีสาเหตุสำคัญมาจากการ lockdown ที่ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง แรงงานจำนวนมากจึงถูกให้หยุดงานเป็นการชั่วคราวโดยที่ยังไม่ถูกเลิกจ้าง หรือเป็นคนทำงานรับจ้างหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่สามารถออกไปทำงานได้ โดยในระยะต่อไป EIC มองว่าคนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่อาจถูกเลิกจ้างหรือไม่มีงานให้กลับไปทำในที่สุดเพราะเศรษฐกิจในภาพรวมยังอยู่ในภาวะหดตัวทำให้บางธุรกิจอาจขาดสภาพคล่องจนต้องปิดกิจการถาวร<br /><br /></span></span></li>
<li><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><strong>ในกลุ่มแรงงานที่ทำงาน 0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนใหญ่กว่า 82.4% ไม่ได้รับค่าจ้าง</strong> ในบรรดากลุ่มคนที่ทำงาน 0 ชั่วโมงนี้มีจำนวนถึง 2.1 ล้านคนที่ไม่มีรายได้จากการทำงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนทำงานรับจ้างและประกอบอาชีพอิสระกว่า 1.2 ล้านคน ที่เหลืออีก 9.3 แสนคนเป็นกลุ่มลูกจ้าง ขณะที่แรงงาน 0 ชั่วโมงส่วนน้อยเพียง 4.5 แสนคนยังคงมีรายได้จากการทำงาน โดยส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างที่นายจ้างยังมีการจ่ายค่าจ้างให้ ซึ่งแรงงานกลุ่มดังกล่าวมีจำนวน 4.1 แสนคน <strong>การเพิ่มขึ้นของจำนวนแรงงาน 0 ชั่วโมงซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีรายได้นี้ถือเป็นอีกสิ่งที่น่ากังวลของตลาดแรงงานไทยนอกเหนือไปจากอัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงโดยหากถือเอาคนกลุ่ม 0 ชั่วโมงและไม่มีรายได้เป็นแรงงานที่เสมือนตกงาน และนับรวมเข้ากับจำนวนผู้ว่างงานตามนิยามทางการอัตราการว่างงานที่รวมแรงงาน 0 ชั่วโมงจะอยู่สูงถึง 7.4% ในไตรมาสที่ 2 สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต</strong>ที่อยู่ที่เพียง 1.9% ในช่วงปี 2013-2019 (รูปที่ 5) </span></span><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/iz/6i/frtbiz6i6s/pic05.JPG" alt="pic05.JPG" width="2122" height="1357" /></span></span></li>
<li><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><strong>จำนวนงานเต็มเวลาและล่วงเวลามีการลดลงมากในแทบทุกอุตสาหกรรม ขณะที่งานต่ำระดับมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในภาคเกษตรและการเพิ่มขึ้นของแรงงาน 0 ชั่วโมงในภาคบริการ</strong> ตลาดแรงงานในไตรมาส 2 ปี 2020 มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ซบเซาลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีการเพิ่มขึ้นของคนทำงาน 0 ชั่วโมงสูงถึง 2.1 ล้านคนและเป็นการเพิ่มขึ้นในทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในภาคบริการซึ่งได้แก่ โรงแรมและร้านอาหาร ค้าส่งค้าปลีก และบริการอื่น ๆ เป็นส่วนสำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของคนที่ทำงาน 0 ชั่วโมง โดยจำนวนที่เพิ่มขึ้นอยู่ในภาคบริการถึง 70.7% (รูปที่ 6) สำหรับงานที่มากกว่า 0 ถึงไม่เกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรืองานต่ำระดับที่เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันนั้น (เพิ่มขึ้น 2 ล้านคน) กว่า 30% เป็นงานในภาคเกษตร ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2020 งานต่ำระดับในภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 5.7 แสนคน ในขณะที่งานต่ำระดับในอุตสาหกรรมอื่น ๆ กลับลดลงในช่วงเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงส่วนนี้ถือว่ามีนัยต่อรายได้ภาคครัวเรือนเพราะภาคเกษตรเป็นภาคที่ค่าจ้างโดยเฉลี่ยต่ำกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ อยู่แล้ว (โดยในปี 2019 ค่าจ้างภาคเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 6,013 บาทต่อเดือน ขณะที่ค่าจ้างนอกภาคเกษตรอยู่ที่ 15,063 บาทต่อเดือน) อีกทั้งภาคเกษตรในปีนี้ก็ประสบกับปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้รายได้ภาคเกษตรในภาพรวมในช่วงครึ่งปีแรกหดตัวถึง -6.2%YOY <strong>การเคลื่อนย้ายของแรงงานเข้าสู่งานต่ำระดับในภาคเกษตรจึงเป็นอีกการเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนถึงความซบเซาของรายได้ภาคครัวเรือนที่มีนัยสำคัญ</strong> ทั้งนี้ในส่วนของจำนวนคนทำงานตั้งแต่ 35 ชม.ขึ้นไป (งานเต็มเวลาและล่วงเวลา) ในภาพรวมลดลงรวมกันถึง 4.8 ล้านคน ส่งผลให้</span></span>การจ้างงานในภาพรวมสุทธิลดลง 7 แสนคน<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/j0/li/frtbj0li4f/pic06.JPG" alt="pic06.JPG" width="2021" height="1200" /></li>
</ul>
<p><span style="color: #4b2885;"><strong>นัยของวิกฤติตลาดแรงงานไทย (implications)</strong></span></p>
<p><span style="color: #4b2885;"><br /><strong>EIC มองว่าภาวะวิกฤติของตลาดแรงงานนี้มีนัยต่อทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้น ความเสี่ยงสู่ภาคการเงินผ่านช่องทางสินเชื่อ ไปจนถึงศักยภาพของการเติบโตเศรษฐกิจไทยในระยะยาว...</strong><br /><br /><br /> <a href="stocks/product/o0x0/3n/b7/frtc3nb73l/TH_Infocus_Q3_2020.pdf"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/x6/dm/frtax6dmkv/Button-01.jpg" alt="Button-01.jpg" width="230" height="59" /></a><br /><br /><br /><br /><br /><br /></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ตลาดแรงงานของไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจ COVID-19 ส่งผลให้อัตราการว่างงานพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี</description>
					<enclosure length="8523" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/7i/dw/frtc7idwiq/infocus.JPG" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 05 Oct 2020 10:27:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>In focus : การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไร?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6888</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6888</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6888">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><span style="font-size: 11pt;"><span style="font-size: 14pt;"><strong><span style="color: #4b2885;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hw/gv/fof7hwgvpa/iStock-1226131882.jpg" alt="iStock-1226131882.jpg" width="1254" height="836" /><br /><br />การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร?</span></strong></span></span></p>
<p><span style="font-size: 11pt;"><strong><br /></strong></span>จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว EIC จึงจัดทำ Dashboard ที่ประกอบไปด้วยหลายตัวชี้วัดสำคัญเพื่อติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด (รูปที่ 1) โดยสรุปได้ว่าเศรษฐกิจไทยภาคการท่องเที่ยวและส่งออกในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ และจำนวนเที่ยวบินในประเทศ รวมถึงมูลค่าส่งออกที่ปรับลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในส่วนของมาตรการปิดเมืองที่เริ่มผ่อนคลาย สะท้อนจากข้อมูลการเดินทางของประชาชนที่เริ่มมีสูงขึ้น หลังจากลดลงอย่างมากในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ทางด้านการจ้างงาน แม้ว่าตัวเลขอัตราว่างงานในภาพรวมจะยังมีทิศทางทรงตัว แต่หากพิจารณาข้อมูลการประกาศรับสมัครงานของ Jobsdb.com พบว่ามีการปรับลดลงมากในช่วงที่มีการปิดเมือง และเริ่มมีการฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดเมื่อมีการทยอยเปิดเมือง แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าก่อนการระบาด COVID19 อยู่พอสมควร สะท้อนแนวโน้มตลาดแรงงานที่ยังอ่อนแอในระยะต่อไป <br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/qn/wo/fof7qnwob1/Dashboard.jpg" alt="Dashboard.jpg" width="200" height="200" /></p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/qq/r3/fof7qqr35s/Dashboard2.jpg" alt="Dashboard2.jpg" width="200" height="200" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>EIC ประเมินในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป (U-shape) เนื่องจากเศรษฐกิจมีความอ่อนแรงอยู่แล้วก่อน COVID-19 ประกอบกับการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ๆ ขณะที่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจก็มีความเปราะบางสะสมอยู่มากจากระดับหนี้ที่สูง</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;">ก่อนที่จะวิเคราะห์ลักษณะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ขอกล่าวถึงนิยามของการฟื้นตัวแต่ละแบบ โดยในการวิเคราะห์จะใช้นิยามเดียวกับ Boston Consulting Group (BCG) มีข้อมูลตามรูปที่ 2 ซึ่งโดยสรุปแล้ว การฟื้นตัวจะสามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบหลัก ได้แก่ V-shape, U-shape และ L-shape โดยการฟื้นตัวแบบ V-shape คือการฟื้นตัวแบบรวดเร็ว ทำให้ระดับจะกลับไปสู่เส้นแนวโน้ม (trend) เดิมก่อนวิกฤติ ขณะที่การฟื้นตัวแบบ U-shape นับเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยในที่สุดจะมีอัตราเติบโตใกล้เคียงกับก่อนวิกฤติ แต่ระดับ (level) จะอยู่ต่ำกว่าเส้นแนวโน้มก่อนวิกฤติ และสุดท้ายการฟื้นตัวแบบ L-shape เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (structural change) โดยนอกจากระดับจะต่ำกว่าเส้นแนวโน้มเดิมแล้ว อัตราเติบโตก็จะต่ำกว่าด้วย<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/md/j4/fof7mdj4iw/Pic2.JPG" alt="Pic2.JPG" width="2015" height="1230" /><br /><br /><strong>EIC ทำการวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในการฟื้นตัวลักษณะต่าง ๆ</strong> โดยจะวิเคราะห์ในส่วนของแนวโน้มเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และความพร้อมในการฟื้นตัวของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ผลปรากฎตามรูปที่ 3<br /><br />จากการพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ U-shape มากที่สุด เนื่องจาก<br /><br />1) เดิมเศรษฐกิจไทยก็มีทิศทางอ่อนแรงอยู่แล้วก่อนจะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 (รูปที่ 4 ซ้าย) ซึ่งเกิดจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทำให้ภาคการส่งออกของไทยได้รับผลกระทบ และส่งผลไปยังการชะลอตัวของภาคเศรษฐกิจโดยรวม<br /><br />2) จากประมาณการของ IMF เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ U-shape (รูปที่ 4 ขวา) โดยแม้ว่า IMF จะคาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2021 มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดี แต่หากวิเคราะห์ถึงระดับของ GDP ก็จะเห็นได้ว่าทั้งระดับ GDP ของกลุ่มประเทศ Advanced และ Emerging economies ล้วนแต่มีระดับที่ต่ำกว่าเส้นแนวโน้มเดิม (trend) ซึ่งตรงกับนิยาม U-shape ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ก็ย่อมส่งผลต่อภาคส่งออกสินค้าของไทยที่นับเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทย<br /><br />3) การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทยก็มีแนวโน้มเป็นไปอย่างช้า ๆ เนื่องจากตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน การระบาดของ COVID-19 ก็ยังเป็นข้อกังวลสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวนอกจากนี้ จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่หดตัวอย่างหนัก ก็ย่อมกระทบถึงรายได้ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงการลดขนาดธุรกิจของหลายสายการบินและมาตรการ social distancing ที่จะลดจำนวนผู้โดยสารต่อรอบ จึงทำให้คาดว่าต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่นักท่องเที่ยวจะพร้อมเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศอีกครั้ง<br /><br />4) ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจของไทยจะมีความเปราะบางทางการเงินมากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายและการลงทุน โดยแม้ภาครัฐจะออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งเป็นมาตรการที่ดีในการป้องกันการปิดตัวของบริษัท รวมถึงช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่หากพิจารณาถึงความพร้อมในการฟื้นตัว ก็พบว่าจากเศรษฐกิจไทยที่มีความอ่อนแรงก่อนมี COVID-19 อยู่แล้ว ประกอบกับผลกระทบโดยตรงของ COVID-19 ก็จะทำให้ทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น ผ่านงบดุลที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของหนี้ ดังนั้น การฟื้นตัวจึงน่าจะมีทิศทางแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการฟื้นตัวแบบรวดเร็ว<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/mf/bd/fof7mfbdic/Pic3.JPG" alt="Pic3.JPG" width="1989" height="1013" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/mg/tw/fof7mgtw43/Pic4.JPG" alt="Pic4.JPG" width="2008" height="1191" /><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>EIC ทำการประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวรายภาคธุรกิจสำคัญ (sector) โดยวิเคราะห์จากภาวะก่อนวิกฤติ (initial conditions), ระดับผลกระทบจาก COVID-19 (degree of impact) และความเร็วในการฟื้นตัว (speed of recovery) พบว่าธุรกิจส่วนมากได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และจะใช้ระยะเวลาพอสมควรในการฟื้นตัว โดยธุรกิจที่น่ากังวลมากที่สุด คือ ธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม เพราะเป็นธุรกิจที่มีทั้งความเปราะบางตั้งแต่ก่อนวิกฤติ และได้รับผลกระทบรุนแรง รวมถึงมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า</strong></span> <br /><br />EIC ประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวรายภาคธุรกิจสำคัญ (sector) จาก 3 มิติ ได้แก่ ภาวะก่อนวิกฤติ (initial conditions) ของแต่ละภาคธุรกิจ, ระดับผลกระทบจาก COVID-19 โดยเทียบกับระดับรายได้ก่อนเกิดวิกฤติ (degree of impact) และความรวดเร็วในการฟื้นตัวของแต่ละภาคธุรกิจ ซึ่งวัดจากระยะเวลาที่รายได้จะกลับมาเท่าระดับก่อนเกิดวิกฤติ (speed of recovery) โดยมีรายละเอียด ดังนี้<br /><br /><br /> <a href="stocks/product/o0x0/yh/xy/fof7yhxydv/In-focus_2Q2020.pdf"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ec/pu/fof7ecpund/Button-01.jpg" alt="Button-01.jpg" width="230" height="59" /></a><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fn/d0/fof7fnd0ge/IF_Info-p1_Outlook2Q2020.jpg" alt="IF_Info-p1_Outlook2Q2020.jpg" width="200" height="200" /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fq/1i/fof7fq1ihz/IF_Info-p2_Outlook2Q2020.jpg" alt="IF_Info-p2_Outlook2Q2020.jpg" width="200" height="200" /><br /><br /><br /><br /></span></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว EIC จึงจัดทำ Dashboard ที่ประกอบไปด้วยหลายตัวชี้วัดสำคัญเพื่อติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด </description>
					<enclosure length="6469" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/hp/7z/fof7hp7zi6/iStock-1226131882.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 16 Jun 2020 16:11:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>In focus : สำรวจเศรษฐกิจภาคครัวเรือนไทย : รายได้-การใช้จ่ายลดครั้งแรกในรอบ 10 ปี หนี้สูง การเงินเปราะบาง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6572</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6572</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6572">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><span style="font-size: 11pt;"><span style="font-size: 14pt;"><strong><span style="color: #4b2885;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/m5/9q/fjx1m59q05/Capture.JPG" alt="Capture.JPG" width="1894" height="1266" /><br /><br />สำรวจเศรษฐกิจภาคครัวเรือนไทย : รายได้-การใช้จ่ายลดครั้งแรกในรอบ 10 ปีหนี้สูง การเงินเปราะบาง</span></strong></span></span><span style="font-size: 11pt;"><strong><br /><br /></strong></span>จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของภาคครัวเรือนไทย (Household Socio-Economic Survey หรือ SES) ซึ่งจัดทำด้วยการสำรวจครัวเรือนจำนวนกว่า 4 หมื่นครัวเรือนในทุก ๆ 2 ปีโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ อีไอซีนำเอาข้อมูลล่าสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 มาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบข้อสรุปเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจภาคครัวเรือนว่า<br /><br /><strong>&ldquo;เศรษฐกิจภาคครัวเรือนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอยู่ในสภาวะซบเซา สะท้อนจากรายได้และรายจ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนไทยที่ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ประกอบกับสถานะทางการเงินที่มีความเปราะบางมากขึ้น ทั้งจากภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นและกันชนทางการเงินที่ลดลง ในสภาวะลักษณะนี้กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยโดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระหนี้&rdquo;</strong><br /><br />โดยมีรายละเอียดของข้อมูลในแต่ละด้าน ดังต่อไปนี้<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สวนทาง GDP ที่ยังเติบโต</strong></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ครัวเรือนไทยมีรายได้ลดลงสวนทางกับ GDP ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง</strong> <span style="color: #000000;">โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 ครัวเรือนไทยมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 26,371 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน ลดลง -2.1% จากในปี 2017 ที่ 26,946 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 10 ปีจากในช่วงก่อนหน้านี้ที่รายได้ครัวเรือนมีการเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ทั้งนี้รายได้ครัวเรือนที่ลดลงนั้นสวนทางกับเศรษฐกิจเมื่อวัดจากมูลค่า GDP ณ ราคาปัจจุบัน (nominal GDP) ที่เติบโตขึ้น 7.6% ในช่วงเดียวกัน1 (รูปที่ 1)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ah/nn/fjx1ahnnvb/Pic001.JPG" alt="Pic001.JPG" width="2033" height="1194" /></span></span><br /><br />รายได้ครัวเรือนลดลงโดยมีสาเหตุมาจากทั้งปัจจัยเชิงวัฏจักรและปัจจัยเชิงโครงสร้าง รายได้ครัวเรือนที่ลดลงทั้งจากการทำงาน (ค่าจ้าง) และจากการประกอบธุรกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 เมื่อเทียบกับปี 2017 (รูปที่ 2) โดยมีรายละเอียดในแต่ละแหล่งที่มารายได้ ดังนี้<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/e1/pf/fjx1e1pfnn/Pic002.JPG" alt="Pic002.JPG" width="2019" height="1211" /></p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/e3/ag/fjx1e3ag7k/Pic003.JPG" alt="Pic003.JPG" width="1991" height="1261" /><br /><br />&bull; รายได้ครัวเรือนจากการทำงานเป็นลูกจ้างลดลง จาก 22,237 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนในปี 2017 เหลือ 21,879 บาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 หรือลดลง -1.6% อีไอซีวิเคราะห์ว่าการลดลงของรายได้ค่าจ้างของครัวเรือนมีสาเหตุมาจากจำนวนคนทำงานและจำนวนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อคนที่ลดลง รวมไปถึงอัตราค่าจ้างที่ชะลอลง ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งปัจจัยเชิงวัฏจักรโดยเฉพาะการลดการใช้แรงงานตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ทำให้มีแรงงานที่ออกจากกำลังแรงงานเพราะสูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 5.4 ล้านคนในปี 2014 มาเป็น 7.1 ล้านคนในช่วงครึ่งแรกปี 2019 หรือการนำเทคโนโลยีทดแทนแรงงาน (automation) มาใช้ในหลายอุตสาหกรรมที่มีส่วนทำให้แรงงานที่ทำงานล่วงเวลา (overtime workers) ลดลงจาก 9.7 ลงมาเหลือ 6.7 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน<br /><br />&bull; รายได้ครัวเรือนจากกำไรกิจการลดลงทั้งในและนอกภาคเกษตร โดยกำไรกิจการการเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 7,048 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 ลดลง -4.8% จาก 2 ปีก่อนหน้าสอดคล้องกับเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมที่เผชิญกับทั้งภัยแล้งและปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ ทั้งนี้กำไรกิจการการเกษตรลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา โดยหากเทียบกันแล้วระดับรายได้ล่าสุดจะอยู่ต่ำกว่ารายได้เมื่อปี 2013 ถึง 23.8% ส่วนรายได้ครัวเรือนที่มาจากกำไรกิจการนอกภาคเกษตรก็ลดลงเช่นเดียวกัน โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 อยู่ที่ 18,685 บาท ลดลงจาก 19,269 บาทในปี 2017 หรือลดลง -3.0% ตามสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการแข่งขันในหลายรูปแบบที่รุนแรงขึ้นจากบริษัทขนาดใหญ่ เช่น การขยายสาขาของธุรกิจโมเดิร์นเทรดไปตามต่างจังหวัด การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น<br /><br />&bull; รายได้ครัวเรือนประเภทอื่น ๆ ค่อนข้างทรงตัว โดยรายได้ที่มาจากดอกเบี้ยจากการลงทุน ดอกเบี้ยจากเงินออม เงินโอนจากภาครัฐ เงินโอนจากผู้อื่น ฯลฯ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 อยู่ที่ 7,806 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 2017 คาดว่าสาเหตุที่รายได้ในส่วนนี้ทรงตัวมาจากเงินออมเฉลี่ยต่อเดือนที่ลดลงและอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี รายได้ที่มาจากเงินโอนจากภาครัฐมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดในส่วนถัด ๆ ไป<br /><br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/6572/fjx1myahlj/Infocus_Q1_2020.pdf"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ji/fn/fjx0jifn83/Button-01.jpg" alt="Button-01.jpg" width="230" height="59" /><br /></a><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/g3/jj/fjx1g3jjwj/Infographic.jpg" alt="Infographic.jpg" width="2480" height="3508" /><br /><br /><span style="font-size: 11pt; background-color: #333333;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/g5/hl/fjx1g5hl8b/Infographic2.jpg" alt="Infographic2.jpg" width="2480" height="3508" /><br /><br /><a href="https://www.youtube.com/watch?v=3ByL91ynTpc"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/41/6z/fkyf416zb3/EIC_Line_vdo_hh.jpg" alt="EIC_Line_vdo_hh.jpg" width="780" height="699" /></a><br /><img id="__mce_tmp" /></strong></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจภาคครัวเรือนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอยู่ในสภาวะซบเซา สะท้อนจากรายได้และรายจ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนไทยที่ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี</description>
					<enclosure length="5542" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/lx/1h/fjx1lx1hct/Capture.JPG" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 21 Jan 2020 14:04:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>In focus : ดัชนีภาวะการเงินไทย (EIC FCI: Financial Condition Index)</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6368</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6368</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6368">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><span style="font-size: 11pt; background-color: #333333;"><strong><span style="color: #4b2885;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/3l/zt/fgsp3lztg6/iStock-1132660268.jpg" alt="iStock-1132660268.jpg" width="3672" height="2712" /><br /><br /></span></strong></span><span style="font-size: 11pt;"><span style="font-size: 14pt;"><strong><span style="color: #4b2885;">ดัชนีภาวะการเงินไทย</span></strong></span></span><span style="font-size: 11pt;"><strong><br /><br /></strong></span>ด้วยความซับซ้อนของตลาดเงินและตลาดทุนในปัจจุบัน การใช้เครื่องชี้ทางการเงินตัวใดตัวหนึ่งเพื่อวัดและวิเคราะห์ภาวะการเงิน (Financial Condition) อาจทำให้ได้ผลการวิเคราะห์ที่ไม่สมบูรณ์นัก ใน In-focus ฉบับนี้ อีไอซี ได้เริ่มนำเอาเครื่องชี้ทางการเงินที่มีผลต่อตลาดเงินและตลาดทุน มาสร้างดัชนีภาวะการเงิน (EIC FCI: Financial Condition Index) เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์ภาวะการเงินของไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>ทำไมต้องสร้างดัชนีภาวะการเงินไทย?</strong></span><br /><br /><span style="color: #4b2885;">ภาวะการเงินส่งผลต่อสภาวะเศรษฐกิจได้หลายช่องทาง การประเมินภาวะการเงินจึงจำเป็นต้องมองในหลายมิติ </span>จากการวิเคราะห์ภาวะการเงินของไทย อีไอซีประเมินว่านอกจากระดับอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินแล้ว เครื่องชี้อื่น ๆ เช่น อัตราแลกเปลี่ยนที่ส่งผลต่อฐานะทางการเงินเชิงเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง (relative price competitiveness) การเข้าถึงสินเชื่อและสัดส่วนหนี้เสียที่ส่งผลต่อการระดมทุนผ่านธนาคารพาณิชย์ ดัชนีตลาดหุ้นที่ส่งผลต่อฐานะการเงิน (wealth effect) ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความผันผวนของตลาดการเงินโลกที่ส่งผลต่อแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายและความต้องการสินทรัพย์ทางการเงินของไทย ก็ส่งผลต่อภาวะการเงินของไทยเช่นกัน<br /><br />นอกจากนี้ ภาวะการเงินยังสามารถส่งผลต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและธุรกิจ (economic and business cycles) ได้เช่นกัน เนื่องจากปัจจัยในตลาดเงินเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการคาดการณ์ของนักลงทุนต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งการคาดการณ์นั้นสามารถส่งผลกลับมาถึงการตัดสินใจบริโภคและลงทุนของผู้ประกอบการในปัจจุบัน จึงเกิเป็นความเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน (feedback loop) ระหว่างภาวะการเงิน สภาวะเศรษฐกิจ และวัฏจักรเศรษฐกิจและธุรกิจ<br /><br /><span style="color: #4b2885;">ดัชนีภาวะการเงินสามารถช่วยให้พิจารณาสภาพแวดล้อมได้ครอบคลุมและเป็นระบบมากขึ้น</span> การศึกษาพลวัตภาวะการเงินมีความสำคัญ ไม่ว่าจะต่อผู้กำหนดนโยบายที่ทำให้สามารถดำเนินนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ หรือผู้ประกอบการที่สามารถประเมินสภาพแวดล้อมทางการเงินเพื่อตัดสินใจในการลงทุนหรือบริโภคได้อย่างเหมาะสม โดยหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้ประเมินภาวะการเงินได้อย่างเป็นระบบและครอบคลุม คือ ดัชนีภาวะการเงิน (financial condition index) ซึ่งสามารถบ่งชี้ถึงผลกระทบของตัวแปรทางการเงิน (financial variables) ต่าง ๆ ต่อทิศทางภาวะเศรษฐกิจ โดยตัวแปรทางการเงินที่ปรับตัวเอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัว ทำให้ประชาชนสามารถบริโภคหรือลงทุนได้มากขึ้น สะท้อนถึงภาวะการเงินที่ผ่อนคลายลง (easing) อย่างไรก็ตาม ตัวแปรทางการเงินที่ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลง ประชาชนลงทุนได้ยากขึ้นหรือมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น สะท้อนถึงภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น (tightening)<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>การศึกษาดัชนีภาวะการเงินไทย นัยต่อการดำเนินนโยบายและภาคธุรกิจ</strong></span><br /><br />การสร้างดัชนีภาวะการเงินสามารถทำได้หลายวิธี ทั้ง Vector Autoregression (VAR) การกำหนดสัดส่วน (weighted average) การใช้เทคนิค Principle Component Analysis (PCA) หรือการใช้แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค งานวิจัยที่ศึกษาภาวะการเงินในช่วงที่ผ่านมาได้นำเสนอวิธีการสร้างดัชนีภาวะการเงินที่หลากหลายแตกต่างกัน เช่น การกำหนดสัดส่วนของแต่ละตัวแปรทางการเงินต่อดัชนีรวมซึ่งในบางงานศึกษาก็ให้สัดส่วนเท่ากัน (simple average) การใช้เทคนิค PCA ที่ช่วยลดมิติของข้อมูลลง<br />และทำให้อธิบายชุดข้อมูลที่มีปริมาณมากด้วยจำนวนดัชนีเพียงไม่กี่ตัว หรือแม้กระทั่งการใช้แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคเพื่อดูความเชื่อมโยงระหว่างตัวแปรทางการเงินต่อภาวะเศรษฐกิจ แล้วนำความสัมพันธ์ที่พบนั้นมาคำนวณหาสัดส่วนเพื่อใช้ผูกเป็นดัชนีภาวะการเงินต่อไป <br /><br /><span style="color: #4b2885;">สำหรับการคำนวณดัชนีภาวะการเงินนั้น อีไอซีได้เลือกใช้วิธี Vector autoregression ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถอธิบายพลวัตได้เข้าใจง่าย เสนอนัยเชิงนโยบายได้ชัดเจน และเป็นวิธีที่งานวิจัยชั้นนำส่วนใหญ่เลือกใช้ </span>อีไอซีได้เลือกใช้แบบจำลองที่นำเสนอโดย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มาประยุกต์ใช้ในการสร้างดัชนีภาวะการเงินของไทย โดยงานศึกษาดังกล่าวได้ทำการสร้างดัชนีภาวะการเงินสำหรับกลุ่มประเทศเอเชียผ่านเทคนิค VAR ที่สร้างดัชนีโดยการให้น้ำหนักแต่ละตัวแปรขึ้นอยู่กับผลกระทบของตัวแปรนั้น ๆ ต่อเศรษฐกิจ ซึ่งตัวแปรที่ส่งผลต่อ GDP มากก็จะถูกให้น้ำหนักมากตามไปด้วย โดยในแบบจำลองของอีไอซี เลือกใช้ VAR(1) ในการวัดผลกระทบของตัวแปรทางการเงินต่อ GDP ไทย (อ่านเพิ่มเติมที่ BOX: การสร้างดัชนีภาวะการเงินไทย และภาวะการเงินไทยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา) และวัดผลกระทบในระยะ 2-4 ไตรมาสหลังจากที่ตัวแปรทางการเงินเปลี่ยนแปลงไป (shock)1 ซึ่งงานศึกษาทางวิชาการส่วนใหญ่ เช่น IMF (2013) วัดผลกระทบของตัวแปรทางการเงินต่อ GDP ในระยะ 2 ไตรมาส ส่วนงานศึกษา Chow (2013) วัดผลกระทบทั้งในระยะ 2 และ 4 ไตรมาส ขึ้นอยู่กับตัวแปรที่เลือกใช้ ทั้งนี้ อีไอซี ได้ปรับใช้ตัวแปรในแบบจำลองให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น และสามารถสรุปได้ใน ตารางที่ 1<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/uv/e7/fgsouve7hk/Pic001.png" alt="Pic001.png" width="2054" height="1159" /><br /><br /><a href="stocks/product/o0x0/1d/66/fgsp1d66lr/Infocus_Q4_2019.pdf"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/t2/t8/fgrdt2t82b/Button-01.jpg" alt="Button-01.jpg" width="230" height="59" /></a><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/1g/7x/fgsp1g7xq4/Info_Infocus_Q4_2019.jpg" alt="Info_Infocus_Q4_2019.jpg" width="2480" height="3508" /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/1i/2c/fgsp1i2ccq/Info_Infocus_Q4_20192.jpg" alt="Info_Infocus_Q4_20192.jpg" width="2480" height="3508" /><br /><img id="__mce_tmp" /><br /><br /><span style="font-size: 11pt; background-color: #333333;"><strong><br /></strong></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>อีไอซี ได้เริ่มนำเอาเครื่องชี้ทางการเงินที่มีผลต่อตลาดเงินและตลาดทุน มาสร้างดัชนีภาวะการเงิน (EIC FCI: Financial Condition Index) เพื่อใช้ประกอบ...</description>
					<enclosure length="6264" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/54/jy/fgsp54jysl/iStock-1132660268.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 08 Oct 2019 13:18:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>โอกาสสำหรับธุรกิจไทย ในสงครามการค้า</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6154</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6154</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6154">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 3/2019 <span style="text-decoration: underline;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6115">คลิกอ่าน</a></span></strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-weight: bold;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6115">ฉบับเต็ม</a> </span></span><strong><span style="font-size: 11pt;"><br /><br />โอกาสสำหรับธุรกิจไทย ในสงครามการค้า</span></strong><br /><br />ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าส่งผลกระทบเชิงลบเป็นวงกว้างในหลายภาคส่วนของทั้งเศรษฐกิจโลกและไทย โดยเฉพาะผลกระทบต่อการส่งออกซึ่งเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง แต่ผู้ประกอบการยังสามารถหาโอกาสท่ามกลางวิกฤติเพื่อบรรเทาผลกระทบทางลบจากสงครามการค้าผ่าน 2 ช่องทาง ดังนี้<br /><br /><strong>1. โอกาสจากการส่งออกทดแทนสินค้าจีนในสหรัฐฯ<br /></strong><br /><strong>สงครามการค้าทำให้สหรัฐฯ มองหาสินค้าทดแทนในตลาดอื่นนอกเหนือจากสินค้าจีนที่มีต้นทุนสูงขึ้นจากภาษีนำเข้า จึงเป็นโอกาสของสินค้าไทยในการส่งออกไปสหรัฐฯ</strong> เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าจีนในช่วงก่อนและหลังสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน สัดส่วนการนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 1 ปี 2019 ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2018 โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ถูกเก็บภาษีนำเข้า (รูปที่ 21) สะท้อนว่า ผู้นำเข้าสหรัฐฯ หันไปนำเข้าสินค้าจากแหล่งอื่นหลังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกสินค้าทดแทนในบางกลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน โดยผู้นำเข้าสหรัฐฯ ได้เลือกนำเข้าสินค้าไทยในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในหมวดพลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก และหมวดผลิตภัณฑ์จากพืช หากสหรัฐฯ ยังคงเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนในอัตราที่สูงขึ้นและคงภาษีไว้ต่อเนื่อง อาจเป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นได้ในระยะสั้น<br /><br /></p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/mz/bw/febemzbwgt/Pic01.png" alt="Pic01.png" width="1860" height="1313" /><br /><br /><br /><strong>อีไอซียกตัวอย่างสินค้าที่สหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงแหล่งนำเข้าทันทีภายหลังการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน ได้แก่ แผงวงจรพิมพ์&nbsp;</strong><strong>และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์อื่น ๆ</strong> เมื่อวิเคราะห์สินค้าที่สหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้าจีน อีไอซีพบว่า มีบางสินค้าที่สหรัฐฯ ลดการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากจีนทันทีหลังการขึ้นภาษีนำเข้า และเปลี่ยนไปนำเข้าจากประเทศอื่นแทน ซึ่งไทยก็ได้รับประโยชน์ในการส่งออกสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้น ได้แก่ แผงวงจรพิมพ์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์อื่น ๆ (รูปที่ 22) อย่างไรก็ดี ในสินค้าดังกล่าวสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าไทยในสัดส่วนเพียง 1-2% ของการนำเข้าทั้งหมด รวมถึงยังมีคู่แข่งในการส่งออกทดแทนไปสหรัฐฯ อีกหลายประเทศ ทั้งเม็กซิโกและมาเลเซียที่มีความสามารถในการส่งออกสินค้าดังกล่าวทดแทนได้เช่นกัน ทำให้ผลบวกจากการส่งออกทดแทนไปสหรัฐฯ มีจำกัด ดังนั้นหากผู้ผลิตไทยมีโอกาสส่งออกไปสหรัฐฯ ทดแทนสินค้าจีน ผู้ผลิตควรทำสัญญาซื้อขายระยะยาวกับผู้นำเข้าสหรัฐฯ เพื่อประกันคำสั่งซื้อและรักษาส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ ในระยะยาว<br /><br /></p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/n0/pq/feben0pq69/Pic02.png" alt="Pic02.png" width="1860" height="1313" /><br /><br /><br /><strong>2. โอกาสจากการย้ายฐานการผลิตของจีนมายังไทย</strong><br /><strong>ผู้ผลิตต่างชาติที่เคยตั้งฐานการผลิตสินค้าขั้นสุดท้ายในจีนเริ่มขยายฐานการผลิตไปยังข้างนอกจีนเพื่อเลี่ยง</strong><strong>ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า</strong> โดยส่วนใหญ่ยังคงฐานการผลิตในจีนเพื่อรองรับการบริโภคภายในประเทศ แต่เริ่มขยายการผลิตไปยังประเทศอื่นโดยเฉพาะการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นการกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต จึงเป็นโอกาสของไทยในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างชาติ เห็นได้จากมูลค่าโครงการลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2018 (รูปที่ 23) โดยมีมูลค่าการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สูงถึง 3.3 หมื่นล้านบาทเทียบกับปี 2017 อยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง นอกจากนี้ผู้ผลิตต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยย่อมมีโอกาสใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตภายในประเทศด้วยอีกทางหนึ่ง<br /><br /></p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/n2/3c/feben23c9m/Pic03.png" alt="Pic03.png" width="1860" height="1027" /><br /><br /><br /><strong>บริษัท RICOH เป็นหนึ่งในตัวอย่างของผู้ผลิตต่างชาติที่ย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทยเนื่องจากความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน</strong> โดย RICOH เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องพิมพ์สัญชาติญี่ปุ่น ได้ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตของบริษัท RICOH Asia Industry (Shenzhen) ในส่วนการผลิตเครื่องพิมพ์รุ่นที่ทำงานด้วยความเร็วสูงเพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ย้ายมาที่ไทยผ่านบริษัท RICOH Manufacturing (Thailand) ซึ่งแต่เดิมผลิตเพียงเครื่องพิมพ์รุ่นที่ทำงานด้วยความเร็วระดับต่ำถึงปานกลาง การย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทยในครั้งนี้จึงได้นำเทคโนโลยีการผลิตเครื่องพิมพ์ขั้นสูงเข้ามาด้วย รวมถึงไทยอาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากคำสั่งซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเครื่องพิมพ์จากภายในประเทศเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น บริษัท ทาปาโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตพลาสติกในไทยกล่าวว่าได้รับคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกจากบริษัท RICOH Manufacturing (Thailand) เพิ่มขึ้น14 และปัจจุบันเป็นลูกค้าอันดับ 1 ของบริษัทอีกด้วย<br /><br /><strong>อย่างไรก็ดี ไทยอาจเป็นแค่หนึ่งในทางเลือกของการย้ายฐานการผลิตเท่านั้นเพราะยังมีคู่แข่งจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ที่พร้อมดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตต่างชาติด้วยเช่นกัน แต่ไทยก็สามารถสร้างโอกาสด้วยการส่งออก</strong><strong>สินค้าขั้นกลางไปที่เวียดนามแทน</strong> เนื่องจากผู้ผลิตต่างชาติเริ่มสนใจลงทุนในเวียดนามมากขึ้น จากข้อได้เปรียบด้านจำนวนข้อตกลงการค้าที่รัฐบาลเวียดนามมีกับหลายประเทศ โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรปผ่านข้อตกลง EVFTA จึงมีแนวโน้มที่ผู้ผลิตต่างชาติหลายรายตัดสินใจย้ายโรงงานเข้าเวียดนามเพื่อเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้า โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์ จึงอาจเป็นโอกาสของผู้ผลิตไทยในการส่งออกสินค้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนไปยังเวียดนาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าในหมวดเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์จากไทยไปเวียดนามขยายตัวเฉลี่ย 8% และ 20% ต่อปี ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนรวม 23% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดจากไทยไปเวียดนามในปี 2018 (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตมายังเวียดนามได้ที่ CLMV Monitor Q1/2019)<br /><br /><strong>แม้ว่าโอกาสจากสงครามการค้าไม่สามารถชดเชยผลกระทบทางลบต่อภาคการส่งออกไทยได้ แต่ผู้ประกอบการไทยต้องคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นและทำให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจในระยะยาว</strong> เนื่องจากไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็กจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบจากสงครามการค้าของสองมหาอำนาจโลก ทั้งด้านการค้าและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง แต่ในอีกทางหนึ่งผู้ประกอบการไทยต้องพยายามคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นจากสงครามการค้าด้วยจากการส่งออกทดแทนสินค้าจีนและการย้ายฐานการผลิตจากจีน ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะต้องสร้างบรรยากาศการค้าการลงทุนภายในประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติและลดความเสียเปรียบจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยการทำข้อตกลงการค้ากับนานาประเทศ ทั้งนี้สงครามระหว่างสองมหาอำนาจนี้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ส่งออกจะต้องติดตามสถานการณ์ของสองมหาอำนาจโลกอย่างใกล้ชิด</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าส่งผลกระทบเชิงลบเป็นวงกว้างในหลายภาคส่วนของทั้งเศรษฐกิจโลก</description>
					<enclosure length="8108" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/rb/di/feberbdig5/iStock-479272988.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 10:07:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>In focus : Game of Trade เตรียมพร้อมเศรษฐกิจไทย ในศึกชิงมหาอำนาจ ทางการค้าสหรัฐฯ-จีน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6126</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6126</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6126">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong><span style="font-size: 11pt;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ky/2e/fdyyky2e3i/iStock-1128952311.jpg" alt="iStock-1128952311.jpg" width="3864" height="2577" /><br /><br />Game of Trade เตรียมพร้อมเศรษฐกิจไทย&nbsp;ในศึกชิงมหาอำนาจทางการค้าสหรัฐฯ-จีน</span></strong><br /><br />มาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ถูกยกกลับขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งทั่วโลกได้เห็นถึงความคืบหน้าและการขยายความรุนแรงของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ กับนานาประเทศโดยเฉพาะกับจีน เพื่อตอกย้ำถึงวาทกรรมที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยปราศรัยไว้ในช่วงหาเสียงปลายปี 2016 ว่าอเมริกาต้องมาก่อน (America First) และความพยายามในการลดการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐฯ นี้เองที่นำมาสู่นโยบายการตั้งกำแพงภาษี รวมถึงการกีดกันทางการค้ากับประเทศคู่ค้าในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านการค้าและเทคโนโลยีกับจีน เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความท้าทายที่มีทั้งความเสี่ยงและโอกาสในแง่ของผลกระทบจากสงครามการค้าโลกที่ได้ขยายเป็นสงครามการแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจทั้งด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีนในขณะนี้</p>
<p><br /><strong>พัฒนาการของการค้าโลกและสถานการณ์ล่าสุดของสงครามการค้า<br /></strong></p>
<p><br /><strong>1.1) พัฒนาการของการค้าโลกก่อนสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนและบทบาทของจีน</strong><br />การค้าระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่ที่นานาประเทศร่วมกันก่อตั้งข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariff and Trade) ในปี 1948 ก่อนจะพัฒนาเป็นองค์การการค้าโลก หรือ WTO (World Trade Organization) ในปี 1995 การก่อตั้ง WTO ได้สนับสนุนให้เกิดการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ผ่านข้อตกลงการค้าเสรีทั้งในแบบทวิภาคีและพหุภาคี (รูปที่ 1) ซึ่งเครือข่ายข้อตกลงการค้าเสรีนี้เองที่ทำให้เกิดห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศที่กว้างขวางและมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการแบ่งขั้นตอนการผลิต (fragmentation) และเครือข่ายการผลิต (production network) ภายในภูมิภาคและระหว่างประเทศ จากเดิมที่การค้าระหว่างประเทศเน้นการค้าขายสินค้าสำเร็จรูปและการผลิตไม่ซับซ้อน กลายเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าวัตถุดิบขั้นต้นและขั้นกลางเพื่อนำมาผลิตก่อนจะส่งออกไปขายยังอีกประเทศหนึ่ง จนเกิดเป็นห่วงโซ่การผลิต (supply chain) ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการจัดสรรทรัพยากรทั้งในและระหว่างประเทศซึ่งก่อให้เกิดการพัฒนาระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล นอกจากนี้ เครือข่ายข้อตกลงการค้ายังทำให้เกิดกระแสการย้ายฐานการผลิต (offshoring) จากประเทศพัฒนาแล้วไปยังประเทศกำลังพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีและค่าแรงที่ต่ำกว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียจึงกลายเป็นจุดหมายหลักของเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากธุรกิจต่างชาติที่ต้องการย้ายฐานการผลิต<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/km/jj/fdyykmjjpt/Pic01.png" alt="Pic01.png" width="2110" height="1318" /><br /><br /><strong>1.2) จุดเริ่มต้นของนโยบายกีดกันทางการค้าสหรัฐฯ และสถานการณ์ล่าสุดของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน</strong><br />สหรัฐฯ รับรู้ถึงบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจากการผงาดขึ้นของจีน ซึ่งอาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียตำแหน่งมหาอำนาจของโลกได้ทั้งในทางเศรษฐกิจและการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี สหรัฐฯ จึงพยายามเข้ามาถ่วงดุลอำนาจและสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของจีน เริ่มจากสหรัฐฯ ในยุครัฐบาลประธานาธิบดีโอบามาที่ผลักดันข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกหรือ TPP (Trans-Pacific Partnership) ตั้งแต่ปี 2009 ซึ่ง TPP เป็นข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่ มีเงื่อนไขและมาตรฐานการค้าการลงทุนที่เข้มงวดและครอบคลุมในหลายประเด็น รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจีน ทั้งการเปิดเสรีภาคธุรกิจและการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดบทบาททางเศรษฐกิจของจีนได้ อย่างไรก็ตาม ในปี 2017 สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจาก TPP และใช้นโยบายกีดกันทางการค้าผ่านภาษีนำเข้าเพื่อสกัดอิทธิพลของจีน และนำไปสู่การทำสงครามการค้าและเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจของโลกในปัจจุบันนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ มีเหตุผลทั้งในเชิงการเมืองและเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับสมมติฐานของผู้ที่สนับสนุนและผู้ที่คัดค้านการทำนโยบายกีดกันทางการค้า อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเหตุผลทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเด่นชัดและเป็นเป้าประสงค์เดิมของประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว อีไอซีมองว่า แรงจูงใจและเป้าหมายของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ <br />ที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันมีเหตุผลสนับสนุนอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่<br /><br />&bull; ลดการขาดดุลทางการค้า ทรัมป์มองว่า การขาดดุลทางการค้าอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ เป็นผลมาจากรูปแบบการค้าที่ไม่เป็นธรรม อันเนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ อาทิ 1) การอุดหนุนจากรัฐบาลประเทศผู้ส่งออกที่สร้างความบิดเบือนให้กับตลาด 2) การบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้เอื้อต่อความสามารถในการส่งออก (currency manipulation) 3) เจตนาในการทุ่มตลาด (dumping) และ 4) การเข้าหรือเป็นสมาชิกของข้อตกลงความร่วมมือทางการค้าที่ทรัมป์มองว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเสียประโยชน์ เช่น TPP หรือ NAFTA (North American Free Trade Agreement)<br /><br />&bull; เพิ่มการจ้างงานในสหรัฐฯ ทรัมป์มองว่า สาเหตุที่ทำให้แรงงานสหรัฐฯ จำนวนมากไม่มีงานทำเป็นผลมาจากการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมการผลิตของเหล่าธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหนัก ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ เหล็ก ฯลฯ ดังนั้นการดึงอุตสาหกรรมและธุรกิจเหล่านั้นให้กลับมาตั้งฐานการผลิตในสหรัฐฯ จะเป็นการเพิ่มอัตราการจ้างงานในสหรัฐฯ ได้ ซึ่งทรัมป์มองว่า การให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีจากการปฏิรูปภาษีขนานใหญ่ช่วงปลายปี 2017 ประกอบกับมาตรการกดดันทางด้านภาษีนำเข้าจะสามารถช่วยสร้างแรงจูงใจให้บริษัทสหรัฐฯ ที่ย้ายสายการผลิตออกไปนอกสหรัฐฯ กลับมาลงทุนในสหรัฐฯ ในอนาคต<br /><br />&bull; ต้องการให้จีนยุติการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (US Trade Representative: USTR) ระบุว่า ทางการจีนมีพฤติกรรมและนโยบายที่ไม่เป็นธรรมที่ก่อให้เกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยีของบริษัทสหรัฐฯ ให้กับจีนและการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งส่งผลเสียต่อการค้าและบริษัทของสหรัฐฯ โดยพฤติกรรมดังกล่าว ได้แก่ 1) การบังคับใช้ข้อจำกัดในการลงทุนซึ่งกดดันให้บริษัทสหรัฐฯ ต้องถ่ายโอนเทคโนโลยีเพื่อแลกกับการเข้าไปลงทุนในจีน 2) การเลือกปฏิบัติในการออกใบอนุญาตอย่างไม่เป็นธรรมเพื่อกดดันให้เกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยี 3) ทางการจีนสนับสนุนการเข้าซื้อกิจการในสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การครอบครองเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา และ 4) ทางการจีนสนับสนุนการบุกรุกทางไซเบอร์ (cyber intrusion) เพื่อเข้าถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของสหรัฐฯ ซึ่งมีข้อมูลความลับทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล อีกทั้งเพื่อยับยั้งไม่ให้จีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยีของโลกตามนโยบาย Made in China 2025 ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีนที่ต้องการพัฒนาจีนสู่การเป็นประเทศแห่งการผลิตที่ใช้นวัตกรรมขั้นสูงภายในปี 2025 ได้อีกด้วย<br /><br /><strong>1.3) วิเคราะห์ผลกระทบเบื้องต้นของภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐฯ ส่วนที่เหลือมูลค่าราว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong> <br />สหรัฐฯ ตัดสินใจเลื่อนการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนในมูลค่าที่เหลือราว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังการเจรจานอกรอบการประชุมผู้นำ G20 อย่างไรก็ตาม โอกาสของการขึ้นภาษีดังกล่าวยังคงมีอยู่ เมื่อวันที่ 28-29 มิถุนายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ได้เข้าร่วมเจรจานอกรอบในประเด็นมาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องให้เริ่มต้นการเจรจาการค้าร่วมกันใหม่อีกครั้ง และสหรัฐฯ ประกาศไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีทรัมป์ยังมีอำนาจตัดสินใจเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนในมูลค่าที่เหลือในระยะข้างหน้า หากเจรจาการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังไม่มีความคืบหน้าอีก ทรัมป์อาจตัดสินใจขึ้นภาษีอย่างกะทันหันเช่นเดียวกับการขึ้นภาษีจาก 10% เป็น 25% ในสินค้าจีนมูลค่าราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ความเสี่ยงของการขึ้นภาษีสินค้าจีนมูลค่าที่เหลือยังคงมีอยู่<br /><br /><strong>1.4) เปิดฉากสงครามเทคโนโลยีสหรัฐฯ-จีน และนัยต่อเศรษฐกิจโลก</strong><br />นอกจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและการเจรจาที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง สงครามด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ได้ปะทุขึ้นจากกรณีการแบนบริษัท Huawei ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2019 ที่ทางการสหรัฐฯ สั่งห้ามบริษัทของสหรัฐฯ เช่น Google Microsoft ฯลฯ ทำธุรกิจกับ Huawei และได้ขยายวงไปสู่การตัดความสัมพันธ์ทางการค้าจากบริษัทพันธมิตรรายใหญ่ของสหรัฐฯ ในวงการเทคโนโลยีโทรคมนาคมอย่าง KDDI และ Softbank จากญี่ปุ่น ฯลฯ แท้จริงแล้วสงครามเทคโนโลยีได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงการทำสงครามการค้าตั้งแต่กลางปี 2018 แล้วหากพิจารณารายการสินค้าที่สหรัฐฯ มุ่งเป้าเก็บภาษีกับจีนซึ่งมีรายการสินค้าจำนวนมากอยู่ในหมวดเทคโนโลยี นอกจากนี้ สถานการณ์เริ่มส่อสัญญาณความขัดแย้งมากขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2018 โดยสหรัฐฯ สั่งให้ทางการแคนาดาควบคุมตัว CFO ของ Huawei และพยายามให้แคนาดาส่งตัวกลับไปยังสหรัฐฯ เพื่อดำเนินคดีในข้อหาที่ว่า Huawei ละเมิดการคว่ำบาตรทางการค้าของสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงประเด็นการขโมย<br />ทรัพย์สินทางปัญญาของ T-Mobile ซึ่งเป็นบริษัทเยอรมนีที่ให้บริการเครือข่ายมือถือในสหรัฐฯ สำหรับสงครามเทคโนโลยีที่แฝงอยู่ในสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนนั้น หากพิจารณาลึกลงไปในระดับหมวดสินค้าที่ถูกขึ้นภาษีนำเข้าของทั้งสหรัฐฯ และจีนในช่วงที่ผ่านมา (Battle 3.1-3.2) ซึ่งแยกหมวดสินค้าตามระดับของการใช้เทคโนโลยีในการผลิต จะพบประเด็นเรื่องการบั่นทอนศักยภาพผู้ส่งออกจีนในหมวดสินค้าเทคโนโลยี รวมถึงความพยายามในการจำกัดการพัฒนาเทคโนโลยีของจีนตามนโยบาย Made in China 2025 อีกด้วย<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ks/7r/fdyyks7rpe/iStock-183264463.jpg" alt="iStock-183264463.jpg" width="2755" height="1837" /><br /><br /><span style="font-size: 11pt;"><strong>สงครามการค้าและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย</strong></span><br /><br />สงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีส่งผลลบกับจีนทั้งในด้านการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เห็นได้จากการส่งออกจีนที่หดตัวลงเล็กน้อยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2019 ขณะที่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกยังขยายตัวต่ำ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัวในปี 2019 เศรษฐกิจไทยเองก็ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าเนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีนในหลายมิตินอกเหนือจากด้านการค้า จากการศึกษาของอีไอซีพบว่า สงครามการค้าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยผ่าน 6 ช่องทาง (รูปที่ 10) ได้แก่ 1) ช่องทางห่วงโซ่การผลิตสินค้ากับจีน 2) ช่องทางเศรษฐกิจจีนชะลอตัว 3) ช่องทางผลกระทบผ่านประเทศคู่ค้าของไทยที่พึ่งพาการส่งออกไปจีนสูง 4) ช่องทางผลกระทบจากการทุ่มตลาด 5) ช่องทางผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย และ 6) ช่องทางผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย<br /><br /></p>
<p><a href="stocks/product/o0x0/vm/xh/fdyyvmxho7/Infocus_Q32019.pdf"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fe/o0/fdx1feo0hj/Button-01.jpg" alt="Button-01.jpg" width="230" height="59" /></a><br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rz/b8/fdyyrzb85g/Infocus_01.jpg" alt="Infocus_01.jpg" width="2480" height="3508" /></p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/s0/vs/fdyys0vs7o/Infocus_02.jpg" alt="Infocus_02.jpg" width="2480" height="3508" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ถูกยกกลับขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญตั้งแต่ปี 2018</description>
					<enclosure length="5842" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ve/f6/fdyyvef6ui/iStock-1128952311.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Jul 2019 10:07:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>In focus : 3 ประเด็นน่าสนใจสำหรับเศรษฐกิจไทย ปี 2019</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5660</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5660</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5660">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p>&nbsp;</p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/pf/q3/f8cbpfq3x0/Info_Infocus_Q12019.jpg" alt="Info_Infocus_Q12019.jpg" width="200" height="283" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>3 ประเด็นน่าสนใจสำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2019<br /><br /></strong>แม้ปี 2019 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มชะลอตัว แต่เรายังมองเห็นปัจจัยบวกหลายประการที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ทั้งการลงทุนภาครัฐที่จะกลายเป็นตัวชูโรง นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มใหม่ๆ ที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น และสงครามการค้าในอีกมุมมองหนึ่งที่ไทยอาจพลิกให้เป็นโอกาสกับธุรกิจได้ นี่จึงเป็น 3 ประเด็นที่น่าสนใจให้หยิบยกขึ้นมาพูดถึง เพื่อมองหาโอกาสและเตรียมพร้อมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2019 นี้<br /><br /><strong>ประเด็นที่ 1 : เมกะโปรเจกต์ภาครัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจ-จุดติดลงทุนเอกชน</strong><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/uw/mn/f8cguwmn26/iStock-488539664.jpg" alt="iStock-488539664.jpg" width="200" height="134" /><br /><br /><strong>ในปี 2019 การลงทุนภาครัฐยังมีแนวโน้มขยายตัวสูง</strong> อีไอซีประเมินว่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2019 จะอยู่ที่ราว 8.1 แสนล้านบาทคิดเป็นการเติบโตจากประมาณการในปี 2018 ที่ราว 9%YOY (รูปที่ 1) ต่อเนื่องจากปีก่อนหน้าที่เติบโตในระดับสูงเช่นเดียวกัน <strong>โดยเม็ดเงินที่ผลักดันการเติบโตมาจากความคืบหน้าของโครงการที่เริ่มมีการก่อสร้างไปแล้วจากปีก่อนหน้าเป็นหลัก</strong> โดยโครงการสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ และการขยายสนามบิน ทั้งนี้ อีไอซีประเมินว่าการก่อสร้างรวมของโครงการดังกล่าวจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นราว 1.6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 87% ของมูลค่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่คาดการณ์ในปี 2019 ซึ่งเม็ดเงินในส่วนดังกล่าวนี้คิดเป็นราว 0.9% ของ nominal GDP ส่วนที่เหลือจะมาจากโครงการใหม่ ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าในเมือง และเส้นทางเพิ่มเติมของรถไฟทางคู่ ทั้งนี้ หากประเมินจากความคืบหน้าของโครงการดังกล่าวแล้ว น่าจะยังไม่มีบทบาทมากนักในส่วนของเม็ดเงินการลงทุน เพราะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2019 โครงการใหม่ส่วนใหญ่จะยังอยู่ในช่วงการประมูลหาผู้รับเหมาไปจนถึงการจัดเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เช่น การเวนคืนที่ดิน ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่าจะมีการก่อสร้างในช่วงปลายปี 2019 ราว 8 พันล้านบาท<br /><br /><strong>รูปที่ 1: อีไอซีคาดว่ามูลค่าการลงทุนด้านการก่อสร้างจะเติบโตราว 9% ในปี 2019 </strong><strong>นำโดยการลงทุนต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tj/1w/f8cftj1wek/01-01.jpg" alt="01-01.jpg" width="200" height="102" /></strong><br /><br /><strong>นอกจากเม็ดเงินจากการก่อสร้างภาครัฐที่คาดว่าจะเติบโตแล้ว โครงการเมกะโปรเจกต์ใหม่ของภาครัฐก็มีศักยภาพที่จะดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนได้ แม้กิจกรรมการก่อสร้างจะยังไม่ได้เกิดขึ้นมากก็ตาม</strong> โดยเฉพาะโครงการลงทุนเมกะโปรเจกต์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เริ่มมีความชัดเจน หลังภาครัฐได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ใน EEC รวม 5 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นถึง 6.95 แสนล้านบาท โดยภาครัฐได้วางให้เป็นการลงทุนในลักษณะการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในกิจการของรัฐ (Public-Private Partnership หรือ PPP) ซึ่งให้เอกชนเป็นผู้ออกเงินลงทุนเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนแบบ PPP ในอดีตแล้ว จะพบว่า โครงการ EEC มีวงเงินลงทุนที่สูงกว่าและมีสัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด (รูปที่ 2)<br /><br /><strong>รูปที่ 2: สัดส่วนเงินลงทุนของภาคเอกชนในเมกะโปรเจกต์คมนาคม EEC อยู่ที่ราว 70% ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 30% เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการ PPP ในอดีต</strong> <br /><strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tn/92/f8cftn92di/02-01.jpg" alt="02-01.jpg" width="200" height="117" /><br /></strong></p>
<p>&nbsp;<br /><strong>ล่าสุด มีเอกชนรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจร่วมลงทุนกับโครงการใน EEC อย่างชัดเจน</strong> เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งได้มีการยื่นประมูลและประกาศผู้ชนะสัมปทาน คือ กิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง และพันธมิตร ไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา ส่วนโครงการเมกะโปรเจกต์ที่สนับสนุนการขนส่งทางน้ำอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ซึ่งได้เปิดขายเอกสารคัดเลือกไปเมื่อวันที่ 5-19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีผู้ซื้อเอกสารไปแล้ว 32 ราย ทั้งไทยและต่างชาติ มีเวลาให้นักลงทุนตัดสินใจและยื่นข้อเสนอในวันที่ 14 มกราคม 2019 และโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ซึ่งได้เปิดขายเอกสารคัดเลือกแล้วตั้งแต่วันที่ 9-21 พฤศจิกายน 2018 และมีนักลงทุนรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติสนใจเข้ามาซื้อเอกสารคัดเลือกไปแล้ว 18 ราย เอกชนที่สนใจจะต้องยื่นข้อเสนอในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2019 และสุดท้าย โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งในปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวในส่วนสัมปทานการบริหารจัดการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) และกิจกรรมพื้นที่เชิงพาณิชย์ประเภทร้านค้าและบริการ และประเภทอาหารและเครื่องดื่ม มีเอกชนไทยรายใหญ่ได้รับสัมปทานแล้วและจะเริ่มเปิดบริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 นอกจากนี้ ยังมีโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา ที่มีการประกาศรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกเอกชนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 โดยให้เอกชนที่ผ่านการคัดเลือกส่งเอกสารข้อเสนอกลับมากลางเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ส่วนในอนาคต ภาครัฐได้เตรียมการประมูลโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ซึ่งมีวงเงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท โดยมีนักลงทุนซื้อเอกสารการคัดเลือกไปแล้ว 42 รายระหว่างวันที่ 16-29 พฤศจิกายน และภาครัฐกำหนดให้เอกชนยื่นข้อเสนอในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2019 การพัฒนาดังกล่าวจะช่วยรองรับจำนวนผู้โดยสารที่กำลังเติบโตสูง โดยในปี 2015-2017 จำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศของสนามบินอู่ตะเภาเติบโตสูงถึง 144% ต่อปี และในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2018 ยอดผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ราว 1.3 ล้านคน คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 30%YOY โดยภาครัฐได้ตั้งเป้าจำนวนผู้โดยสารไว้ที่ 3 ล้านคนต่อปี อีไอซีมองว่าการที่เอกชนรายใหญ่ให้ความสนใจที่จะลงทุนใน <strong>โครงการเมกะโปรเจกต์หลายๆ </strong><br /><strong>โครงการใน EEC จะเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการกระตุ้นความเชื่อมั่นให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนในด้านอื่นๆ ตามมา</strong><br /><br /><strong>ตัวชี้วัดการลงทุนใน EEC จากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศที่ขยายตัวได้ดี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่ออนาคตการเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่ EEC</strong> โดยยอดขอรับการส่งเสริมสิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 122%YOY ในช่วงครึ่งปีแรกสวนทางกับยอดขอรับการส่งเสริมทั้งประเทศที่ลดลง -2% ในช่วงเดียวกัน (รูปที่ 3) ทาง BOI คาดว่ากว่า 80% ของยอดขอรับการส่งเสริมในปีนี้จะมาจากกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นหลัก นอกจากนี้ ยอดการจดทะเบียนบริษัทของทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติในพื้นที่ EEC ในช่วง 9 เดือนแรกเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 พันบริษัท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นราว 7%YOY โดยส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และโรงแรมและร้านอาหาร (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ซึ่งสะท้อนความคาดหวังของภาคเอกชนต่อการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งยอดขอรับการส่งเสริมและยอดการจัดตั้งธุรกิจที่เพิ่มขึ้นถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในด้านต่างๆ การจ้างงาน หรือการขยายตัวของเมือง โดยมีความชัดเจนที่เพิ่มขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นที่สำคัญ<br /><br /><strong>รูปที่ 3: ภาคเอกชนมีความสนใจลงทุนในโครงการ EEC ชัดเจน<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tp/8s/f8cftp8sm4/03-01.jpg" alt="03-01.jpg" width="200" height="116" /></strong><br /><br /><strong>อีไอซีมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2019 จะได้แรงส่งที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐ</strong> โดยเฉพาะโครงการใน EEC และการต่อยอดในส่วนที่เกี่ยวข้องจากภาคเอกชน ซึ่งจะเข้ามาชดเชยการลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับภาคการส่งออกสินค้าที่มีโอกาสชะลอตัวลงตามแนวโน้มการค้าโลกและความเสี่ยงจากสงครามการค้า อย่างไรก็ตาม การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ EEC ยังคงต้องจับตาประเด็นความต่อเนื่องของนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายในกรณีที่มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลหลังจากมีการเลือกตั้ง<br /><br /><strong>ประเด็นที่ 2 : ลุ้นนักท่องเที่ยวจีนกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกภายในไตรมาสที่ 2<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xc/om/f8cgxcomqv/iStock-48853966.jpg" alt="iStock-48853966.jpg" width="200" height="134" /></strong> <br /><br /><strong>จีนครองตำแหน่งกลุ่มนักท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลกตั้งแต่ปี 2012</strong> โดยในปี 2017 มีนักท่องเที่ยวจีนกว่า 130 ล้านรายทั่วโลก เพิ่มขึ้น 7%YOY และยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนยังสูงถึง 1.15 แสนล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน ทั้งนี้ ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ของจีน โดยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน 9.8 ล้านรายในปี 2017 เพิ่มขึ้น 11%YOY และคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดราว 28% ของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยทั้งหมด นอกจากนี้ จีนยังเป็นหนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายในไทยสูงเฉลี่ย 53,480 บาทต่อหัวต่อทริป ทั้งนี้ ในครึ่งแรกของปี 2018 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 5.9 ล้านราย ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 26%YOY <br /><br /><strong>อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตในเดือนกรกฎาคม 2018 กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนอย่างรุนแรง</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประสบภัยทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวจีนแบบกลุ่มทัวร์ ทำให้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาในไทยลดลงถึง 9.5%YOY และฉุดการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยทั้งหมดเหลือเพียง 1.9%YOY จากเดิมที่โตได้ดี 15.5%YOY และ 8.4%YOY ในไตรมาส 1 และ 2 ตามลำดับ ทั้งนี้ สมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (แอตต้า) คาดว่าไทยอาจสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวราว 2-5 หมื่นล้านบาทหากนักท่องเที่ยวจีนไม่กลับมาไทยภายในไตรมาสแรกของปี 2019<br /><br /><strong>อีไอซีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2019</strong> โดยประเมินว่าผลกระทบจากเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตได้ผ่านจุดต่ำสุดในเชิงอัตราการเปลี่ยนแปลงเทียบกับปีก่อนหน้าในไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 นอกจากนั้นจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะทยอยปรับตัวสูงขึ้นจากมาตรการของภาครัฐในการสร้างความเชื่อมั่นและโปรโมทการท่องเที่ยว รวมทั้งอ้างอิงจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาขยายตัว 8 เดือนภายหลังการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญในเดือนตุลาคม 2016 นอกจากนี้ อีไอซีมองว่าการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในปี 2019 จะได้แรงสนับสนุนจากนักท่องเที่ยวจีนอีก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางด้วยตัวเอง (Freely Independent Traveler: FIT) นักท่องเที่ยวจีนแบบกลุ่มทัวร์ที่มีรายได้ปานกลางในเมืองรอง และนักท่องเที่ยวจีนเชิงสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น<br /><br /><strong>1. กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางด้วยตัวเอง (FIT) ได้รับผลกระทบน้อยกว่าและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง</strong> ประชากรจีนในช่วงอายุ 18-34 ปี ซึ่งมีจำนวนกว่า 400 ล้านคนหรือราว 30% ของประชากรจีนทั้งประเทศ คือกลุ่มประชากรที่มีศักยภาพเป็นนักท่องเที่ยว FIT ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ มีกำลังซื้อ และต้องการแสวงหาประสบการณ์ด้วยการท่องเที่ยวด้วยตัวเองในต่างประเทศ นักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม FIT ทั่วโลกมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 37% ในปี 2013 เป็น 42% ในปี 2017 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต จากรายงานของ China Luxury Advisors ร่วมกับ Fung Business Intelligence Center (2017) นักท่องเที่ยวจีนราว 70% วางแผนที่จะเดินทางด้วยตัวเองในครั้งต่อไป ทั้งนี้ ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม FIT ทำให้นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนี้มีสัดส่วนถึง 60% ของนักท่องเที่ยวจีนทั้งหมดที่เดินทางเข้ามาในไทยในปี 2017 และเพิ่มขึ้นเป็น 68% ใน 9 เดือนแรกของปี 2018 ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับนักท่องเที่ยวจีนกับกลุ่มทัวร์ นักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม FIT ใช้เวลาท่องเที่ยวในไทยนานเฉลี่ย 8-9 วันต่อทริป และมีค่าใช้จ่ายสูงราว 54,345 บาทต่อหัวต่อทริป จึงเป็นแหล่งที่มาสำคัญของรายรับด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวจีนทั้งหมดที่เดินทางเข้ามาในไทย นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม FIT ยังเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจาก 2.6 ล้านรายในปี 2013 เป็น 5.9 ล้านรายในปี 2017 แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2014 และการจัดการทัวร์ศูนย์เหรียญในปี 2016 ก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนกับกลุ่มทัวร์หดตัวอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยราว 30%YOY ภายหลังเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ต จำนวนนักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม FIT ชะลอตัวลงเฉลี่ยเพียง 10%YOY ในไตรมาสที่ 3 และกลับมาฟื้นตัวที่ 1%YOY ในเดือนพฤศจิกายน (รูปที่ 3) สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม FIT มีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ความไม่สงบน้อยกว่านักท่องเที่ยวจีนกับกลุ่มทัวร์ เนื่องจากสามารถเข้าถึงข่าวสาร ติดตามและประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ่านช่องทางออนไลน์ จึงมีแนวโน้มที่จะเดินทางกลับเข้ามาท่องเที่ยวในไทยในปี 2019 มากกว่ากลุ่มอื่น<br /><br /><strong>รูปที่ 4: จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางด้วยตัวเอง (FIT) เติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้อยกว่า<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tr/b5/f8cftrb5h9/04-01.jpg" alt="04-01.jpg" width="200" height="104" /><br /></strong><br /><strong>2. กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนรายได้ปานกลางในเมืองรองที่เพิ่มขึ้นจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มทัวร์สำคัญในระยะต่อไป</strong> เศรษฐกิจเมืองรองและรายได้ต่อหัวของประชากรที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการเพิ่มศูนย์ทำ Visa ในเมืองรอง รวมถึงการเพิ่มเส้นทางบินและจำนวนไฟลต์เชื่อมต่อเมืองรองของจีนกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากเมืองรองเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2017 มี 10 เมือง New Tier 1<sup>1</sup> หรือเมืองรองเดิม ที่ไต่อันดับส่งออกนักท่องเที่ยวจีนมากที่สุด โดยเฉพาะเมือง Chengdu ที่สามารถแซงเมือง Guangzhou เมือง Tier 1 เดิม ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 ได้ และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางออกนอกประเทศจากเมือง New Tier 1 เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด นำโดย Xi&rsquo;an และ Changsha ที่เพิ่มขึ้นถึง 323%YOY และ 235%YOY ตามลำดับ (รูปที่ 5) ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจีนจากเมืองรองยังคงนิยมเดินทางกับกลุ่มทัวร์ แต่มีแนวโน้มใช้จ่ายสูงขึ้น โดยในช่วง Golden Week 2018 ของจีน Ctrip รายงานว่า นักท่องเทียวจีนจากเมืองรองเช่น Dalian Suzhou Shenyang Chengdu Fuzhou Zhengzhou Xian และ Xiamen มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางราว 982-1,127 ดอลลาร์สหรัฐฯ สูงขึ้นจากปีก่อน และสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากเมือง Tier 1 นอกจากนี้ ไทยยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ของจีนในหลายปีที่ผ่านมาและโดยเฉพาะในช่วง Golden Week 2018 เนื่องจากข้อได้เปรียบหลักในด้านความสวยงามและเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว ความหลากหลายของอาหาร และการเป็นแหล่งช็อปปิ้งสำคัญ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะที่เดินทางกับกลุ่มทัวร์ซึ่งหมดค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ไปกับการพักผ่อนและการจับจ่ายซื้อของ ดังนั้น โอกาสของไทยในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มใหม่จากเมืองรองที่มีกำลังซื้อจึงเพิ่มมากขึ้นในอนาคต<br /><br /><strong>รูปที่ 5: นักท่องเที่ยวชาวจีนจากเมืองรองเดินทางออกนอกประเทศเป็นจำนวนมากในปี 2017 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tt/q4/f8cfttq4jh/05-01.jpg" alt="05-01.jpg" width="200" height="111" /><br /></strong><br /><strong>3. กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเชิงสุขภาพที่แม้จะยังมีจำนวนไม่มากแต่มีการใช้จ่ายด้านสุขภาพสูง</strong> จีนกำลังเผชิญปัญหาด้านโครงสร้างประชากร 2 ด้านคือสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปที่สูงถึง 17.3% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่อัตราการเกิดลดลงเหลือ 3.5%YOY ในปี 2017 แม้รัฐบาลจีนจะอนุญาตให้มีลูก 2 คนได้ตั้งแต่ปี 2016 ส่งผลให้ประชากรผู้สูงอายุจีนและคู่สมรสจีนที่ต้องการมีลูกมีศักยภาพเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย ไทยเองก็ตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและได้รับการจัดอันดับที่ 6 จาก International Healthcare Research Center&rsquo;s Medical Tourism Index ในปี 2017 ด้วยข้อได้เปรียบด้านบุคลากร มาตรฐาน และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ตลอดจนค่ารักษาพยาบาลที่ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรายงานว่า ในปี 2017 ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 66,492 ราย สร้างรายได้ 2.3 หมื่นล้านบาท และคาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในปี 2018 จะเพิ่มขึ้น 13.9%YOY เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ไทยต้องการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจีนซึ่งเดินทางเข้ามารับบริการในไทยมากเป็นอันดับ 1 และมีการใช้จ่ายสูงที่สุดในนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม โดยเจาะกลุ่มผู้สูงอายุจีนราว 240 ล้านราย ด้วยบริการรักษาโรคร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือด โรคกระดูก โรคทางเดินอาหารและตับ โรคมะเร็ง และโรคสมอง ขณะเดียวกันก็จับกลุ่มคู่สมรสจีนกว่า 90 ล้านคู่ที่ต้องการมีบุตรคนที่ 2 ด้วยการทำเด็กหลอดแก้วในไทยที่มีอัตราความสำเร็จ 60% ซึ่งสูงกว่า 30% ในจีน<sup>2</sup> ส่วนค่าใช้จ่ายในไทยก็ถูกกว่าเฉลี่ยราว 2-4 แสนบาทต่อหัวต่อทริป นอกจากนี้ ยังมุ่งเป้ากลุ่มชาวจีนที่เดินทางเข้ามาไทยเพื่อเข้ารับบริการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและความงาม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงที่สุดเฉลี่ย 2-7 แสนบาทต่อหัวต่อทริป จำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจีนเชิงสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2019 และระยะต่อไป ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการส่งเสริมของรัฐบาล ทั้งการขยายเวลาพำนักในไทยเป็น 90 วัน สำหรับผู้ป่วยจีนและผู้ติดตาม และการโปรโมตการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใน 5 เมืองหลักของจีน อีกส่วนหนึ่งมาจากความต้องการของจีนเองที่ยินดีจ่ายค่ารักษาพยาบาลมากขึ้นเพื่อเข้าถึงการบริการที่ได้มาตรฐานในไทย เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นต้น<br /><br /><strong>รัฐบาลไทยเร่งออกมาตรการเรียกคืนความมั่นใจและดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกลับมาในครึ่งหลังของปี 2018 ผ่าน 3 ช่องทาง</strong> ได้แก่ 1) การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางบกและทางทะเล 2) การทำการตลาดด้วยการส่งเสริมการเช่าเครื่องบินเหมาลำและการร่วมมือกับเอเจ้นต์ท่องเที่ยวจีนจัดทริปสำหรับนักท่องเที่ยวจีนจากเมืองรองโดยเฉพาะ และ 3) การอำนวยความสะดวกด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียม 2 เดือนสุดท้ายของปี 2018 สำหรับนักท่องเที่ยวจีน เพื่อเพิ่มจำนวนให้ถึงเป้า 10 ล้านคนในปี 2018 ทั้งนี้ จำนวนชาวจีนที่มีหนังสือเดินทางและเดินทางออกนอกประเทศในปี 2017 คิดเป็นสัดส่วนเพียง 10% ของประชากรทั้งประเทศ<sup>3</sup> ซึ่งหมายถึงโอกาสของไทยในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนที่ยังเติบโตได้อีกมาก พฤติกรรมการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีน 3 กลุ่มหลักที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวของไทยในปี 2019 และระยะข้างหน้า อย่างไรก็ตาม การหดตัวอย่างรุนแรงและการสูญเสียรายได้การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวจีนหลังจากเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตในเดือนกรกฎาคม 2018 เป็นต้นมา สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของการท่องเที่ยวไทยที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีนในระดับสูง ดังนั้น การท่องเที่ยวไทยจึงควรเพิ่มความหลากหลาย<br />ของตลาดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพิ่มความสำคัญให้นักท่องเที่ยวตลาดรองจากอาเซียนและเอเชีย ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงในปี 2018 ที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน ไทยควรยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวเดิมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือกและกระตุ้นการใช้จ่ายของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการแตกต่างกัน พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการขยายสนามบินนานาชาติ เพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระยะยาว<br /><br /><strong>ประเด็นที่ 3 : โอกาสของธุรกิจไทยในสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/yr/qu/f8cgyrque8/iStock-4885396.jpg" alt="iStock-4885396.jpg" width="200" height="134" /><br /><br />สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนสร้างความไม่แน่นอนในภาพรวมการค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้า สร้างความปั่นป่วนต่อห่วงโซ่การผลิตโลกและแผนการลงทุนของภาคธุรกิจ ในทางกลับกันก็อาจเป็นโอกาสของไทยเพื่อสร้างความได้เปรียบท่ามกลางความขัดแย้งของสองมหาอำนาจโลก</strong> มาตรการกีดกันทางการค้าอาจทำให้สหรัฐฯ และจีนต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการค้าใหม่เพื่อเลี่ยงต้นทุนการผลิตและส่งออกที่สูงขึ้นจากภาษีนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะจีนอาจเริ่มเสียเปรียบการแข่งขันในการส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐฯ ด้วยเหตุที่จีนเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียและมีส่วนสำคัญต่อความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลก ทำให้ไทยซึ่งมีห่วงโซ่การผลิตกับจีนค่อนข้างมากได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งออกสินค้าที่มีห่วงโซ่การผลิตร่วมกัน นอกจากนี้ แผนการลงทุนของภาคธุรกิจก็มีแนวโน้มได้รับผลกระทบ เนื่องจากยังไม่มีความแน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และจีน อย่างไรก็ดี ท่ามกลางผลกระทบเชิงลบในด้านการค้าการลงทุน ไทยก็สามารถมองสงครามการค้าครั้งนี้เป็นโอกาสได้เช่นกัน อีไอซีมองว่าโอกาสที่ไทยจะได้รับผลกระทบเชิงบวกจากสงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีนแบ่งออกเป็น 3 ช่องทาง ดังนี้<strong><br /><br />1. โอกาสจากการขยายฐานการผลิตมายังไทย</strong><br /><strong>ผู้ผลิตในจีนกำลังเผชิญกับต้นทุนการดำเนินการที่สูงขึ้นจากภาษีนำเข้า จึงมีแนวโน้มย้ายฐานการผลิตบางส่วนออกจากจีน</strong> สงครามการค้าทำให้ผู้ผลิตที่ตั้งฐานการผลิตในจีนเสียเปรียบการแข่งขันในการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ เนื่องจากมีต้นทุนจากภาษีนำเข้าที่สูงกว่าประเทศอื่น ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ บางส่วนวางแผนย้ายการผลิตเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ ของสหรัฐฯ ที่อาจตามมาหากสงครามการค้ายังมีแนวโน้มยืดเยื้อ ภูมิภาคเอเชียเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของจีน เนื่องจากห่างจากจีนไม่มากนักและยังสามารถใช้ข้อได้เปรียบจาก FTA ในประเทศที่เข้าไปลงทุนเพื่อขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ที่จีนยังไม่มี FTA ได้อีกด้วย อีไอซีมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ไทยได้รับโอกาสเป็นฐานการผลิตใหม่ของจีนในบางอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่จีนได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและไทยมีความพร้อมในการรับการลงทุน ดังนี้ <br /><br /><strong>1.1 อุตสาหกรรมยางล้อ: ผู้ผลิตยางล้อในจีนได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า กดดันให้ต้องย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทยซึ่งมีความพร้อมในด้านแหล่งผลิตยางพารา</strong> ในช่วงปี 2015 สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้ายางล้อรถยนต์โดยสารและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กจากจีนในอัตรา 25.3% ด้วยข้อกล่าวหาการทุ่มตลาด (dumping) และรัฐบาลจีนอุดหนุนให้สินค้าส่งออกขายต่ำกว่าราคาตลาด ส่งผลให้ผู้ผลิตยางล้อจีนส่วนหนึ่งได้ย้ายฐานการผลิตมายังไทยซึ่งมีความได้เปรียบด้านแหล่งวัตถุดิบ เนื่องจากไทยเป็นแหล่งผลิตยางพาราอันดับหนึ่งของโลก มีส่วนแบ่งราว 36% ของการผลิตยางพาราโลก ล่าสุดสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีอัตรา 10% ในสินค้าหมวดยางล้อและมีโอกาสขึ้นภาษีในอัตรา 25% ในปี 2019 สงครามการค้าทำให้ผู้ผลิตยางล้อในจีนได้รับผลกระทบจากต้นทุนจากภาษี จึงมีแนวโน้มย้ายคำสั่งการผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ มายังฐานการผลิตในไทยแทน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการผลิตยางล้อในไทยใช้กำลังการผลิตเกือบเต็มที่แล้ว หากผู้ผลิตยางล้อจีนต้องการให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกทดแทนยางล้อที่ผลิตในจีนเพิ่มเติม จะต้องลงทุนขยายการผลิตเพื่อรองรับการผลิตในส่วนดังกล่าว<br /><br /><strong>1.2 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์: ไทยอาจได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตในบางรายการสินค้า</strong> สหรัฐฯ ได้ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจีนโดยพุ่งเป้าในหมวดอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องจักรและส่วนประกอบ ซึ่งเป็นหมวดใหญ่ที่สุดที่สหรัฐฯ นำเข้าจากจีน โดยปี 2017 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าหมวดดังกล่าวในสัดส่วนสูงถึง 50% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากจีนทั้งหมด ผู้ผลิตที่มีฐานการผลิตในจีนที่ได้รับผลกระทบมีแนวโน้มลดความเสี่ยงด้วยการย้ายฐานการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ ไปยังภูมิภาคอื่น (รูปที่ 40) สินค้าที่ไทยจะได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตในหมวดอิเล็กทรอนิกส์จากจีน เช่น แผงวงจรไฟฟ้า เนื่องจากไทยเคยเป็นฐานการผลิตเดิมซึ่งมีการส่งออกแผงวงจรไฟฟ้าราว 3.5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในปี 2017 อย่างไรก็ดี แม้ไทยจะมีความพร้อมและศักยภาพสูงในการเป็นเป้าหมายของการย้ายฐานการผลิต แต่ไทยก็ยังคงต้องแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในสินค้าหมวดนี้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซีย โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งมีความได้เปรียบด้านระยะทางที่ใกล้จีนมากกว่า มีค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่าและเป็นฐานการผลิตในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญหลายชนิด เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต เป็นต้น<br /><br /><strong>รูปที่ 6: ผู้ผลิตที่มีฐานการผลิตในจีนบางส่วนได้ประกาศขยายฐานการผลิตมายังไทยเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงสงครามการค้า<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tv/ro/f8cftvro8y/06-01.jpg" alt="06-01.jpg" width="200" height="53" /><br /></strong> <br /><strong>2. โอกาสจากการส่งออกสินค้าทดแทนจีนและสหรัฐฯ</strong><br /><br /><strong>สงครามการค้า ทำให้จีนและสหรัฐฯ ต้องมองหาสินค้าทดแทนจากประเทศอื่นเพื่อทดแทนสินค้านำเข้าเดิมที่ได้รับผลกระทบจากภาษี</strong> ในภาพรวมของสงครามการค้า สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนโดยพุ่งเป้าไปยังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่จีนได้ตอบโต้โดยพุ่งเป้าไปที่สินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ทำให้ในระยะสั้นไทยอาจมีโอกาสส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพในการผลิตเพื่อทดแทนสินค้านำเข้าทั้งสองประเทศ ดังนี้<br /> <br /><strong>2.1 โอกาสของไทยในการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีนมากขึ้นเพื่อทดแทนสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ</strong> รายการสินค้าที่จีนขึ้นภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ ส่วนใหญ่พุ่งเป้าในสินค้าเกษตรเป็นหลัก เนื่องจากเกษตรกรถือเป็นฐานเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้สินค้าเกษตรของสหรัฐฯ มีราคานำเข้าสูงกว่าประเทศอื่นโดยเปรียบเทียบ จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะส่งออกสินค้าไปจีนเพื่อทดแทนสินค้าสหรัฐฯ เช่น กากเหลือจากการผลิตน้ำตาล (รูปที่ 7) เนื่องจากที่ผ่านมาจีนนำเข้าจากสหรัฐฯ เกือบทั้งหมด มูลค่าในปี 2017 ราว 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ไทยส่งออกไปลาวเกือบทั้งหมด มูลค่าราว 3.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ว่ามูลค่าจะไม่สูงมากแต่เป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้ขยายตลาดไปยังจีน นอกจากนี้ ผลไม้สดและผลไม้แช่เย็นไทย (ฝรั่ง มะม่วงและมังคุด) ยังเป็นผลไม้ที่ชาวจีนนิยมบริโภค เมื่อจีนขึ้นภาษีนำเข้าผลไม้จากสหรัฐฯ (แอปเปิ้ล แพร์และควินซ์) ทำให้ผลไม้สหรัฐฯ มีราคาสูงขึ้น จึงเป็นโอกาสให้ผู้บริโภคชาวจีนหันมาบริโภคผลไม้ไทยทดแทนผลไม้สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีลาวเป็นคู่แข่งสำคัญที่สามารถส่งออกผลไม้ไปยังจีนได้เช่นกัน<br /><br /><strong>รูปที่ 7: หมวดสินค้าที่มีโอกาสส่งออกไปจีนทดแทนสหรัฐฯ จากสงครามการค้า</strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/36/0z/f8ci360zif/07-01.jpg" alt="07-01.jpg" width="200" height="45" /><br /><br /><strong>2.2 โอกาสของไทยในการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และผลิตภัณฑ์ยางไปยังสหรัฐฯ เพื่อทดแทนสินค้าจากจีน</strong> รายการสินค้าที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ไทยเองเป็นฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ (HDDs) หลักของโลก โดยมีสัดส่วนการผลิตถึง 50% ของการผลิตฮาร์ดดิสก์ทั่วโลก จึงได้เปรียบในการส่งสินค้าทดแทนจีนไปยังสหรัฐฯ (รูปที่ 8) อย่างไรก็ดี ความล้าหลังของเทคโนโลยีที่ไทยยังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านและพัฒนาการผลิต HDDs ไปสู่เทคโนโลยี SSD ได้อย่างสมบูรณ์ยังคงเป็นอุปสรรคทำให้ความต้องการและความสามารถในการส่งออกในอนาคตโดยรวมลดลง เนื่องจากพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนผลิตภัณฑ์ยาง ไทยก็เป็นแหล่งผลิตยางพาราหลักของโลกและมีความสามารถในการผลิตยางล้อ รวมทั้งถุงมือยางส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อทดแทนสินค้าจีนได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น ไทยอาจไม่สามารถขยายการผลิตเพิ่มขึ้นได้มากนัก ประกอบกับประเทศอื่นๆ เช่น แคนาดาและมาเลเซีย ก็มีความสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ยางไปยังสหรัฐฯ ได้ในลักษณะเดียวกัน ทำให้ไทยมีแนวโน้มได้ประโยชน์จากการส่งออกทดแทนในผลิตภัณฑ์ยางจำกัด<br /><br /><strong>รูปที่ 8: หมวดสินค้าที่มีโอกาสส่งออกไปสหรัฐฯ ทดแทนจีน จากสงครามการค้า<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/u0/7x/f8cfu07xyl/08-01.jpg" alt="08-01.jpg" width="200" height="47" /><br /><br />3. โอกาสใช้ประโยชน์จากสินค้าที่ถูกทุ่มตลาด (Dumping)<br /> <br />ในระยะสั้น สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน จะทำให้สินค้าส่งออกของทั้งสองฝ่ายมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้า</strong> ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ทั้งสองฝ่ายอาจหลีกเลี่ยงไม่นำเข้าสินค้าของกันและกันในหมวดที่สามารถหาตลาดทดแทนได้ ทำให้ในระยะสั้นอาจมีสินค้าคงคลังส่วนเกินเหลือจำนวนมาก ผู้ส่งออกจีนและสหรัฐฯ จึงมีความจำเป็นต้องหาทางระบายสินค้าดังกล่าวไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งรวมถึงไทยด้วย และปรับลดราคาสินค้าให้ต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบกับตลาดภายในประเทศเล็กน้อย เพื่อเจาะตลาดใหม่และระบายสินค้าให้ได้ในปริมาณมาก ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตเพื่อการส่งออกของไทยที่อาจมีรายได้ลดลงจากราคาสินค้าส่งออกที่ปรับลดลง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคและผู้ผลิตไทยที่ใช้สินค้าเหล่านั้นเป็นวัตถุดิบในการผลิตก็สามารถใช้ประโยชน์จากการทุ่มตลาดครั้งนี้ได้ อาทิเช่น<br /><br /><strong>3.1 ใช้ประโยชน์จากการที่จีนได้รับผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะผู้ผลิตสินค้าจีนที่เน้นเพื่อส่งออก</strong> มาตรการกีดกันทางการค้ามีแนวโน้มทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าจีนไปยังสหรัฐฯ ลดลง แต่ด้วยเหตุที่จีนมีกำลังการผลิตมาก ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ และประกอบกับเงินหยวนที่อ่อนค่าตั้งแต่ต้นปี 2018 ทำให้สินค้าจีนมีราคาถูก หากสงครามการค้ามีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงมากขึ้น ในระยะสั้น มีโอกาสที่สินค้าจีนจะทะลักเข้ามาในไทย อีไอซีมองว่าในบางส่วนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น หมวดคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ โดยเฉพาะแผงวงจรที่พิมพ์แล้ว (รูปที่ 9) ทำให้ผู้ผลิตได้วัตถุดิบจากจีนในราคาที่ถูกลง นอกจากนี้ ผู้บริโภคไทยยังได้ประโยชน์ เนื่องจากสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลงโดยเฉพาะในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์และเครื่องปรับอากาศที่นำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นสินค้าที่จีนได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทำให้มีแนวโน้มที่สหรัฐฯ จะนำเข้าเครื่องปรับอากาศจากจีนลดลงและนำเข้าจากเม็กซิโกทดแทน เครื่องปรับอากาศจากจีนจึงอาจจะทะลักเข้ามาในไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตไทยบางส่วนก็อาจได้รับผลกระทบด้านราคาที่ต้องปรับตัวลดลงจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาด้วย<br /><br /><strong>รูปที่ 9: สินค้าอิเล็กทรอนิกส์จีนอาจไหลเข้ามาในไทยมากขึ้น</strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/u2/lm/f8cfu2lmh4/09-01.jpg" alt="09-01.jpg" width="200" height="56" /><br /><strong>3.2 ใช้ประโยชน์จากการที่สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีจากจีน โดยเฉพาะถั่วเหลือง</strong> ปัจจุบัน สหรัฐฯ ส่งออกถั่วเหลืองไปจีนในสัดส่วนสูงกว่า 50% ของการส่งออกถั่วเหลืองทั้งหมด เมื่อจะต้องเผชิญกับภาษีที่ 38% จากเดิม 13% จีนจึงอาจหันไปนำเข้าถั่วเหลืองจากบราซิลแทน และทำให้สหรัฐฯ ส่งออกถั่วเหลืองได้ลดลง จึงมีแนวโน้มที่สหรัฐฯ จะระบายถั่วเหลืองส่วนเกินมายังไทย เป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยที่อาจนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ มาใช้เป็นวัตถุดิบแทนปลาป่นในราคาที่ถูกลง (รูปที่ 10) และสำหรับผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ที่มักนำถั่วเหลืองมาใช้ทดแทนปลาป่น อาจมีช่องทางลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ได้ <br /><br /><strong>รูปที่ 10: สินค้าอิเล็กทรอนิกส์จีนอาจไหลเข้ามาในไทยมากขึ้น<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/u4/yx/f8cfu4yxl6/10-01.jpg" alt="10-01.jpg" width="200" height="69" /><br />อีไอซีมองว่าผลกระทบทางลบต่อการส่งออกไทยจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไทยยังสามารถมองวิกฤติให้เป็นโอกาสผ่านทั้งสามช่องทางข้างต้นเพื่อบรรเทาผลลบจากสงครามการค้าครั้งนี้</strong> ทั้งจากการขยายฐานการผลิตเข้ามาในไทย การส่งออกทดแทนสินค้าจีน-สหรัฐฯ และใช้ประโยชน์จากสินค้าที่ถูกทุ่มตลาด ซึ่งไทยสามารถใช้ความได้เปรียบในฐานะฐานการผลิตสินค้าที่มีความพร้อมทั้งหมวดเกษตรและอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสวงหาโอกาสท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้า อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ผลประโยชน์ที่ได้อาจมีจำกัด เนื่องจากคู่แข่งประเทศอื่นๆ ก็มองหาโอกาสเช่นเดียวกัน ประกอบกับข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตของไทยเองที่อาจผลิตเพื่อส่งออกทดแทนได้ไม่มากนัก แม้ผลบวกจากสงครามการค้าจะไม่สามารถชดเชยผลกระทบทางลบจากความเชื่อมโยงด้านห่วงโซ่อุปทานได้ทั้งหมดแต่อย่างน้อยก็จะช่วยบรรเทาให้ผลกระทบดังกล่าวลดลงได้บางส่วน ผู้ประกอบการไทยและผู้ส่งออกที่ยังต้องพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ และจีนสูงจึงยังต้องจับตาสงครามการค้าในปี 2019 นี้อย่างใกล้ชิด</p>
<p><span style="font-size: 8pt;"><br /><br /><br /><br /></span></p>
<p><span style="font-size: 8pt;">1&nbsp;ในปี 2017 รัฐบาลจีนยกระดับ 15 เมืองรองขึ้นเป็น New Tier 1 ประกอบด้วย Chengdu Hangzhou Wuhan Tianjin Nanjing Chongqing Xi&rsquo;an Changsha Qingdao Shangying Suzhou Zhengsha Ningbo Dongguan และ Wuxi&nbsp;<br />2 Brian Wang, Fertility and IVF assistance tool has 8 million Chinese users, NEXTBIGFUTURE, September 2018<br />3 Ctrip and China Tourism Academy, 2017 China Outbound Tourism Travel Report, China Outbound Tourism Research Institute, January 2018<br />4 ไทยส่งออกผลไม้ไทย (HS 0804) ได้แก่ ฝรั่ง มะม่วงและมังคุดสดหรือแห้ง เพื่อส่งออกทดแทนผลไม้สหรัฐฯ (HS 0808) ได้แก่ แอปเปิ้ล แพร์และควินซ์สด</span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แม้ปี 2019 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มชะลอตัว แต่เรายังมองเห็นปัจจัยบวกหลายประการที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยในปีนี้</description>
					<enclosure length="9492" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/vg/r2/f8cgvgr2gk/iStock-488539664.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 08 Jan 2019 18:52:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>