<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1413603313069" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS Flash</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For Flash</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Thu, 30 Apr 2026 09:07:35 +0700</pubDate><ttl>20</ttl>
				<item>
					<title>กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1% ตามคาด โดยมองเงินเฟ้อสูงขึ้นชั่วคราว รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10089</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10089</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10089">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="height: 101px; background-color: #ebebf5;" width="879" cellspacing="10" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td>&nbsp;
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Key Summary</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1% โดยเป็นระดับที่เหมาะสมในการรับมือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง</li>
<li class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นชั่วคราว และจะลดลงกลับเข้ากรอบเป้าหมายในปีหน้า จึงยังไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย</li>
<li class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไปอีก 1 &ndash; 2 ไตรมาส รอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>&nbsp;</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ด้วยเสียง 6:0 </strong>โดยมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ขณะที่เงินเฟ้อคาดว่าจะปรับสูงขึ้นเกินกรอบ 1-3% บางไตรมาสในปีนี้จากปัจจัยด้านอุปทาน และจะทยอยลดลงกลับเข้ากรอบในปี 2027 มองไปข้างหน้า กนง. จะติดตามผลกระทบของสงครามต่อพลวัตของเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ และผลกระทบต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน รวมทั้งขนาดของมาตรการภาครัฐที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ของ ธปท. (ณ เม.ย. 2026)<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/p3/am/hi22p3amo7/Picture1-MPC.png" alt="Picture1-MPC.png" width="905" height="307" /><br /></strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยจะชะลอลงจากผลกระทบสงคราม แต่อาจมี Upside จากมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมจากภาครัฐ</strong></h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><span style="color: #000000; font-size: 13px;"><span style="font-size: 13pt;">&middot; กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะขยายตัว 1.5%YOY ชะลอลงจากปีก่อนที่ 2.4%YOY (รูปที่ 1) ทั้งนี้หากสงครามไม่ได้เกิดขึ้น กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.3%YOY<br /><br /></span></span><span style="color: #000000; font-size: 13pt;">&middot; กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมี Upside จากมาตรการกระตุ้นภาครัฐเพิ่มเติม หากมีเม็ดเงินใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีก 3 แสนล้านบาท อาจเพิ่มการเติบโตของ GDP 0.5 &ndash; 0.7%YOY แต่จะมีผลชั่วคราวเฉพาะปีนี้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br />เงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นในปีนี้มาจากปัจจัยอุปทานเป็นหลัก และจะลดลงเข้ากรอบในปีหน้า ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย</strong></h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000; font-size: 13pt;">&middot; กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยจะอยู่เหนือกรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาส 2 ต่อเนื่องนาน 4 ไตรมาส และจะปรับลดลงในปี 2027 ตามราคาพลังงานโลก (ประเมินค่าเฉลี่ยปี 2026 อยู่ที่ 2.9%)<br /><br />&middot; ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อไทยจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จากคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่อยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายเป็นเวลานาน (de-anchored inflation expectation) มีจำกัด เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีโอกาสเกิด wage-price spiral ต่ำ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย และอุปสงค์ภายในประเทศยังซบเซา</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจ การตัดสินใจในการประชุมครั้งต่อ ๆ ไป จะเป็น Data Dependent</strong></h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000; font-size: 13pt;"><br />&middot; กนง. มองว่าการคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้เหมาะสม ยังสามารถ Look through เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นได้ เนื่องจากสาเหตุมาจากด้านอุปทานและมีลักษณะชั่วคราว ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่นของไทย<br /><br />&middot; การตัดสินใจขึ้นและลดดอกเบี้ยในขณะนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจไทย</span></p>
<ul>
<li class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 13pt; color: #000000;">การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่เปราะบาง โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้</span></li>
<li class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 13pt; color: #000000;">การปรับลดดอกเบี้ยท่ามกลางความไม่แน่นอน อาจส่งผลกระทบต่อคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลาง</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">&middot; กนง. จะยัง Wait-and-see และปรับเปลี่ยนการดำเนินนโยบายตามข้อมูลที่เข้ามาเป็นหลัก (Data dependent) ซึ่งจะทำให้ฉากทัศน์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อแตกต่างไป โดยในกรณีเลวร้าย หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อตลอดปี 2026 ประเมินว่า ในปี 2026 GDP ไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 1%YOY และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปีจะสูงกว่า 5% </span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/policy-rate-290426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองว่า ในระยะต่อไป กนง. จะรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 – 2 ไตรมาสข้างหน้า</description>
					<enclosure length="2760" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/67/j5/hi2367j5j8/MPC.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 18:28:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>สงครามฉุดส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวแรง แม้ภาพรวมส่งออกยังโตสูง แต่นำเข้าพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10084</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10084</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10084">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/m5/g7/hhwmm5g74b/Infographic-Flash-Export-Mar-26-20260424.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-Mar-26-20260424.jpg" width="1200" height="2070" /></strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาพรวมส่งออกไทยเดือน มี.ค. 2026 ยังขยายตัวสูง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">มูลค่าส่งออก 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเติบโตสูง 18.7% จาก 9.9% ในเดือนก่อน และขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 11.6% และค่ากลาง Reuters Poll 9.8%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วขยายตัว 4.9%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยในไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 17.6%</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ กระแสเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ระลอกใหม่หลังสหรัฐฯ เตรียมตั้งกำแพงภาษีใหม่ตามมาตรา 301</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 43.8% </strong>เช่น เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ วงจรพิมพ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 34.2% 166.6% 129.1% 43.8% และ 34.2% &nbsp;ตามลำดับ สินค้ากลุ่มนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก สะท้อนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไป 11 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัวดี ทั้งนี้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 9.2% หรือเกือบครึ่งของการเติบโตส่งออกรวมที่ 18.7%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 41.9% </strong>ต่อเนื่องจาก 40.5% เดือนก่อน<strong> โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมขยายตัวสูงถึง 64.2% </strong>และสินค้ากลุ่มอื่น ๆ (ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์) ขยายตัว 24.8% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงการเร่งผลิตและส่งออกหลังจากที่ศาลฎีกาตัดสินในวันที่ 20 ก.พ. ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ทำให้สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 19% เหลือ 10% เป็นอัตราใหม่ที่ประกาศเก็บจากคู่ค้าอื่นเท่ากัน (ประกาศใช้ชั่วคราวถึง 24 ก.ค.) ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 กับคู่ค้าหลักทั่วโลก (รวมไทย) เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีให้กลับไปใกล้อัตราก่อนหน้า<strong> การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ มีส่วนทำให้การส่งออกเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 8.8% ของการเติบโตส่งออกรวม 18.7% </strong>สำหรับการส่งออกของประเทศในภูมิภาคไปตลาดสหรัฐฯ ในเดือนนี้ขยายตัวดีเช่นกัน เช่น เวียดนาม (28.4%) เกาหลีใต้ (47.3%) และไต้หวัน (124%)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(3)&nbsp;&nbsp; การส่งออกเครื่องประดับแท้ขยายตัวสูง 187.2% เร่งขึ้นมากจาก 34.4% เดือนก่อน </strong>แรงหนุนหลักมาจากการส่งออกไปอินเดียที่ขยายตัวสูงถึง 3,155.4% ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 80% ของการส่งออกสินค้าหมวดนี้ทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ ทั้งนี้<strong>การส่งออกสินค้าเครื่องประดับหมวดนี้ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 3.9% ของการเติบโตส่งออกรวม 18.7%</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง (ME 15) หดตัวแรง รับผลสงครามในอิหร่าน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การส่งออกไทยไปตะวันออกกลางหดตัวแรง -57.1% ในเดือน มี.ค. </strong>โดยหดตัวใน 3 ตลาดหลักของภูมิภาคนี้ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) (-67.1%), ตุรกี (-20.5%) และซาอุดีอาระเบีย (-55.5%) และส่งออกหดตัวใน 5 สินค้าหลัก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (-53.5%), อัญมณีและเครื่องประดับ (-67.5%), เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (-41.4%), ผลิตภัณฑ์ยาง (-55.1%) และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-47.5%)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นำเข้าเร่งตัวสูงสุดในรอบ 51 เดือน โดยเฉพาะอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่านำเข้าเพื่อผลิตและส่งออก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่านำเข้าเดือน มี.ค. อยู่ที่ 38,496.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 35.7% สูงสุดในรอบ 51 เดือน </strong>เร่งขึ้นจาก 31.8% ในเดือนก่อนและสูงกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 24.2% และค่ากลาง Reuters Poll 20.3%) ภาพรวมมูลค่านำเข้าไทยในไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 32.4%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับการนำเข้าส่วนใหญ่ในเดือนนี้ ได้แก่ (รูปที่ 3 และ 4)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 64.4% เร่งจาก 53.3% </strong>การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 26% มากกว่าครึ่งของการเติบโตนำเข้ารวม 35.7% โดยสินค้าหลักได้แก่ ทองคำ และอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวสูงกว่า 181.6% และ 129.3% ตามลำดับ (CTG: 9.4% และ 13.3%) ทั้งนี้การนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อผลิตและส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากผู้ผลิตหลัก เช่น จีน และไต้หวัน (15.8% และ 343.7% ตามลำดับ)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; สินค้าทุนขยายตัว 28.3% ชะลอลงจาก 49.3% ในเดือนก่อน </strong>การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 7.7% ของการเติบโตนำเข้ารวม 35.7% โดยสินค้าหลักได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัวถึง 82.7% และ 25.3% ตามลำดับ (CTG: 6.7% และ 1.2%) ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ไทยผลิตสินค้าทุนประเภทนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน หมวดเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพิ่มตาม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุลต่อเนื่อง -3,339.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ </strong>มากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน -2,150 และค่ากลาง Reuters Poll -1,120) &nbsp;ไทยขาดดุลการค้าสะสมในไตรมาสแรกของปีนี้ -9,476.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มแย่ลงอีกในระยะข้างหน้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่ามูลค่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนจะชะลอตัวลงมากหลังเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่ </strong>โดยการส่งออกมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนจากข้อมูลเร็วการส่งออกของเกาหลีใต้ 20 วันแรกในเดือน เม.ย. ที่ยังขยายตัวดี 49.4% โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ที่ขยายตัวสูง 182.5% ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์แถลงว่า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก และจะเป็นปัจจัยสำคัญในการหนุนส่งออกไทยในระยะข้างหน้า ขณะที่จะมีแรงกดดันจากการส่งออกไปตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากสงคราม โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มูลค่าส่งออกไทยปี 2026 จะขยายตัวได้ 3% ในกรณีฐาน (กรณีดีที่สุด 8% และกรณีแย่ที่สุด -3%)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในทางกลับกัน SCB EIC มองว่า มูลค่านำเข้าไทยจะมีแนวโน้มเร่งตัวสูงต่อเนื่อง </strong>โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนและการนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหมวดที่ขยายตัวสูงมาก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ มูลค่าการนำเข้าไทยที่จะเร่งตัวในระยะข้างหน้า คาดว่าจะสะท้อนผลของราคาพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้นมากหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงราว 8% ของ GDP<strong> มุมมองดุลการค้าไทยในปีนี้คาดว่าจะมีแนวโน้มแย่ลง</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/pl/v1/hhwmplv11i/Picture1-ExportMar.png" alt="Picture1-ExportMar.png" width="1427" height="592" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 2 : สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นสินค้าส่งออกหลักในเดือน มี.ค. 2026<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/q1/sb/hhwmq1sbf2/Picture2-ExportMar.png" alt="Picture2-ExportMar.png" width="957" height="483" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<strong><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 3 : มูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/r2/h7/hhwmr2h746/Picture3-ExportMar.png" alt="Picture3-ExportMar.png" width="1421" height="468" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<strong><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 4 : อุปกรณ์และส่วนประกอบของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำ และเครื่องจักรไฟฟ้าฯ เป็นสินค้านำเข้าหลักในเดือน มี.ค. 2026<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rm/no/hhwmrmno14/Picture4-ExportMar.png" alt="Picture4-ExportMar.png" width="934" height="479" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<br /></span><strong><span style="color: #4b2885;"><br /></span></strong></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-240426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองว่ามูลค่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนจะชะลอตัวลงมากหลังเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่</description>
					<enclosure length="5393" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/l6/jz/hhwml6jzsn/ThaiExportMar26.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 19:57:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Moody’s คงอันดับเรตติงไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป็น “Stable” ไทยมีหวังเดินหน้านโยบายปฏิรูปให้เกิดผลจริง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10082</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10082</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10082">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cr/47/hhvecr474w/Infographic-Flash-Credit-rating-20260423.jpg" alt="Infographic-Flash-Credit-rating-20260423.jpg" width="1040" height="1966" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Moody&rsquo;s คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป็น &ldquo;Stable&rdquo;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Moody&rsquo;s ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยดีขึ้นเป็น &ldquo;มีเสถียรภาพ&rdquo; จาก 3 ปัจจัยหลัก</strong> ได้แก่ (1) ความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ลดลง (2) แนวโน้มการลงทุนไทยดีขึ้น ลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะเติบโตต่ำมาก และ (3) ความผันผวนทางการเมืองลดลงหลังการเลือกตั้ง ทั้งนี้ระบุเพิ่มเติมว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ ขณะที่แนวโน้มหนี้ภาครัฐยังเพิ่มขึ้น แต่ยังใกล้เคียงประเทศที่อันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน ภาครัฐไทยยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และสถานะภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ในระยะข้างหน้าเครดิตเรตติงไทย ขึ้นกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ-การคลัง และ 4T Plus</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมินมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือไทยในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปการคลัง ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus (เพิ่ม Transparency หรือ ความโปร่งใส) โดยมองว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ Moody&rsquo;s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือไทยในครั้งนี้</strong> ได้แก่ (1) กลยุทธ์สื่อสารเชิงรุก นำโดยรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ (2) ชุดนโยบาย 4T ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การใช้จ่ายภาครัฐอย่าง Target (มุ่งเป้า) Transition (เปลี่ยนผ่าน) Transform (พลิกโฉม) และ Together (รวมพลัง) และ (3) แผนการคลังระยะปานกลาง ณ พ.ย. 2025 สะท้อนความพยายามปฏิรูปการคลังที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC เสนอรัฐบาล (1) ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus</strong> ผ่านประเด็นความโปร่งใสและต่อต้านการทุจริต (Transparency and Anti-corruption) เพราะเป็นปัจจัยบั่นทอนขีดความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยมานาน และองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือใช้ประเด็นนี้ประกอบการประเมินเมตริกความน่าเชื่อถือของประเทศ <strong>(2) ในประเด็นเสถียรภาพการคลัง หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มเติม หรือ ขยายเพดานหนี้สาธารณะ</strong> เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง <strong>อาจทำได้บน 3 เงื่อนไขสร้างความเชื่อมั่นวินัยการคลัง</strong> คือ <strong>(2.1) ใช้จ่ายมีกลยุทธ์</strong> โดยช่วงระยะสั้นใช้จ่ายช่วยผู้ได้รับผลกระทบอย่างมุ่งเป้า ขณะที่ลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและพลิกโฉม เพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจระยะยาว <strong>(2.2) ปฏิรูปการคลังอย่างเป็นรูปธรรม</strong> ผ่านการขยายฐานภาษี ลดรายจ่ายไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายหรือมาตรการภาครัฐ และ <strong>(2.3) สื่อสารโปร่งใส</strong> พร้อมแผนการดำเนินการที่ชัดเจนและติดตามผลตัวชี้วัด (KPI) เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">มองไปข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายปฏิรูปให้เห็นความคืบหน้า ควบคู่กับนโยบายพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น อาจมีโอกาสเห็น Fitch ปรับเพิ่มมุมมองไทยเป็น Stable ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative outlook ในปีก่อน ทั้งนี้หากไทยสามารถดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศได้เห็นผลต่อเนื่อง จะทำให้สถานะทางการคลังในระยะปานกลางมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าได้ดีขึ้น</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Credit-rating-230426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประเมินมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือไทยในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปการคลัง ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus</description>
					<enclosure length="7355" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/57/sv/hhvb57svgx/Credit-rating-230426.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 15:12:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>“จากสงครามอิหร่าน สู่จานข้าวโลก” นัยต่อห่วงโซ่อาหารที่ต้องจับตา</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10080</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10080</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10080">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/au/9v/hhu6au9v80/Infographic-Flash-ME-Agro-FB-20260422.jpg" alt="Infographic-Flash-ME-Agro-FB-20260422.jpg" width="1040" height="2033" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระทบห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกและไทยในวงกว้าง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกและอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและมิติด้านการบริโภคที่ชะลอลง รวมทั้งความเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทาน (Supply disruption)</strong></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ต้นทุนการผลิตอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิตที่เชื่อมโยงกับพลังงานโดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่ราคาพุ่งสูงขึ้นมากและเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เล่นระดับต้นน้ำ ทั้งเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในห่วงโซ่การผลิตอาหารและเครื่องดื่มยังต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงาน รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการที่มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง (High energy intensity) หรือมีตลาดส่งออกปลายทางที่ค่อนข้างไกล</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อีกด้วย โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก สะท้อนได้จากราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นมากตามราคาวัตถุดิบต้นน้ำและมีแนวโน้มขาดแคลนในระยะข้างหน้า ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าของอุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลายซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับด้านอุปสงค์ แม้ในภาพรวมไทยจะพึ่งพาการส่งออกสินค้าอาหารไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางในระดับต่ำ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและไทย รวมทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอาจกดดันให้การบริโภคสินค้าอาหารและเครื่องดื่มฟุ่มเฟือยบางประเภทชะลอลงหรือหดตัวได้ ขณะที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สินค้าที่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและซัพพลายเชนได้ดีกว่าจะมีความได้เปรียบมากกว่า</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ ซ้ำเติมความเปราะบางของความมั่นคงด้านอาหารโลก (Global food security)</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มประกาศระงับการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อเร่งสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food security) ในประเทศและสำรองไว้บริโภคยามฉุกเฉิน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้อุปทานอาหารบางอย่างออกสู่ตลาดโลกน้อยลง</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การหยุดชะงักของสายเดินเรือหรือระบบโลจิสติกส์ ซ้ำเติมให้อุปทานอาหารโลกอยู่ในภาวะขาดแคลนมากยิ่งขึ้นและอาจนำไปสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งผู้บริโภคในประเทศที่เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แต่วิกฤตที่เกิดขึ้นยังสร้างปัจจัยหนุนเชิงบวกต่ออุปสงค์ผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภท</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ไทยอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภทที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน และโปรตีนพื้นฐานที่มีราคาไม่แพง ที่มีแนวโน้มได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าต่าง ๆ รวมทั้งคู่ค้าในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นมาก เพื่อเร่งสะสมสต็อกสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสำรองไว้บริโภคในยามฉุกเฉินหากสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการสินค้าอาหารบางประเภทในการขยายตลาดส่งออกและสร้างรายได้เพิ่มเติม</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัวเชิงรุก เพื่อเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มควรเร่งปรับตัวเชิงรุกเพื่อคว้าโอกาสจากวิกฤตครั้งนี้</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการเส้นทางขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการจองพื้นที่ระวางและสายเรือล่วงหน้าและทำสัญญาระยะยาวเพื่อล็อกต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หรือแม้แต่อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออกโดยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดปลายทางที่อยู่ใกล้ไทยหรือมีความปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติกและหันมาใช้วัตถุดิบภายในประเทศทดแทน เช่น พลาสติกชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนที่เกิดจากความผันผวนภายนอกแล้ว ยังสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยและลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/ME-Agro-FB-280426"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/kc/23/hhu5kc2336/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/TKSDYBB" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>วิกฤตตะวันออกกลางคือ &quot;ดาบสองคม&quot; ที่แม้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารไทย แต่ก็เปิดโอกาสในฐานะครัวโลก</description>
					<enclosure length="6826" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/s2/wd/hhu5s2wd0s/Flash-ME-Agro-FB-20260422.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 14:14:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>RECAP MOTOR SHOW 2026 : จับสัญญาณยอดจอง และนัยต่อเศรษฐกิจไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10077</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10077</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10077">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2v/db/hhon2vdbou/Infographic-Flash-RECAP-MOTOR-SHOW-2026-20260417.jpg" alt="Infographic-Flash-RECAP-MOTOR-SHOW-2026-20260417.jpg" width="1040" height="1871" /></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>มหกรรม Motor Show 2026 ทำสถิติยอดจองสูงสุดที่ 1.3 แสนคัน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มหกรรม Motor Show 2026 มียอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงหนุนของกระแสรถยนต์ไฟฟ้า และพฤติกรรมการเลือกซื้อรถที่เปลี่ยนไป</strong> โดยทำสถิติยอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.3 แสนคัน สะท้อนถึงบทบาทของค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาดไทยมากขึ้นต่อเนื่อง เพราะกระแสความตื่นตัวต่อรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกเร่งด้วยการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจากผลพวงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการซื้อรถของผู้บริโภคไทยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยหันมาให้ความสำคัญกับ &ldquo;ความคุ้มค่าและครบครันของเทคโนโลยี&rdquo; มากกว่าการยึดติดกับแบรนด์เดิม นอกจากนี้ การที่รถ EV มักถูกเลือกเป็นพาหนะคันที่ 2+ ของครัวเรือน ยังเอื้อต่อการเปิดรับรถรุ่นใหม่ ๆ ทำให้ค่ายผู้ผลิตที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยไม่นานต่างก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>70% ของยอดจองจะถูกส่งมอบจริง แต่เศรษฐกิจไทยได้อานิสงส์จำกัด เพราะยอดขายมาจากกลุ่มรถนำเข้าเป็นหลัก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินว่า อัตราการส่งมอบรถจริงภายหลังมหกรรม Motor Show 2026 จะอยู่ที่ 70% ของยอดจองทั้งหมด (เดิมอยู่ที่เฉลี่ย 75% - 80% ระหว่างปี 2022 - 2025) เนื่องจากกระบวนการอนุมัติสินเชื่อที่ยังอยู่ใน เกณฑ์เข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มรถ EV ที่มักมีเงื่อนไขเงินดาวน์สูงและระยะเวลาผ่อนชำระสั้น ประกอบกับ ความเป็นไปได้ของการยกเลิกการจองจากผู้บริโภคเอง อันเป็นผลจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความน่าสนใจมากกว่า หรือระยะเวลาการส่งมอบที่ยาวนาน ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเพิ่มเติม คือ ความคึกคักของตลาดรถยนต์ไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มพึ่งพายอดขายจากรถนำเข้าในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อานิสงส์ต่อมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในวงจำกัด แม้ยอดขายรถยนต์จะขยายตัวได้ก็ตาม ขณะเดียวกัน ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะประกันภัย ก็จำเป็นต้องเร่งพัฒนาและปรับตัวเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด EV และลดต้นทุนแฝง ในการครอบครองรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ยุครถยนต์ไฟฟ้าชัดเจนขึ้น แต่ต้องเร่งหนุนค่ายรถเดิมให้แข่งขันได้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่การสนับสนุนค่ายรถจากห่วงโซ่อุปทานดั้งเดิมให้แข่งขันได้ ก็เป็นประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันไป</strong> การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างฐานการผลิต EV ในประเทศควรดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศให้สามารถเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน EV ได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน การสร้าง Level playing field ที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ผลิตทั้งรายเดิมและรายใหม่สามารถแข่งขันกันอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม แนวทางดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/MotorShow2026-290426"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hz/f1/hhomhzf1cr/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/MotorShow2026-170426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>Motor Show 2026 สะท้อนเพียงบางส่วนของอุปสงค์รถยนต์ไทยและความตื่นตัวต่อเทคโนโลยี แต่ยอดจองยังไม่อาจแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจริงได้</description>
					<enclosure length="10068" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/jv/90/hhomjv90l7/MotorShow2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 13:42:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มแตะ 86.7% ตลาดแรงงานเปราะบาง-ค่าครองชีพแพงจะยิ่งกดดันความสามารถชำระหนี้</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10075</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10075</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10075">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/s4/sz/hhgxs4szsy/Infographic-Flash-household-debt-20260410.jpg" alt="Infographic-Flash-household-debt-20260410.jpg" width="1040" height="2038" /><br /><br />หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4/2025 กลับมาขยายตัวเล็กน้อย 0.05%YOY หลังจากหดตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาส </strong></span>ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มเป็น 86.7% จากการขยายตัวของหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อเพื่อการลงทุนและสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจยังคงหดตัว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4b2885;"><strong>สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ ขยายตัวสูงขึ้นมาก </strong></span>สะท้อนว่าครัวเรือนไทยหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงได้ง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินหลักยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong><span style="color: #4b2885;">SCB EIC ประเมินว่า ความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น</span> </strong>จาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ<strong> (1) ตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้น </strong>สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่เริ่มปรับสูงขึ้น ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่อง<strong> (2) แรงกดดันเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง </strong>ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น กดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงาน และอาจกระทบการจ้างงานในบางธุรกิจ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/household-debt-230426"><span style="color: #000000;"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/z4/zq/hhgwz4zqtd/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></span></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/household-debt-100426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประเมินปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น จากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางค่าครองชีพที่เร่งตัวเร็ว</description>
					<enclosure length="4861" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/3v/4v/hhgx3v4v6g/HHDebt.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 13:59:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>สงครามตะวันออกกลางเขย่าพลังงานโลก : ก๊าซธรรมชาติแพงยืดเยื้อ กดดันค่าไฟฟ้าสูงอย่างน้อย 2 ปี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10072</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10072</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10072">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5m/gr/hheu5mgr5k/Infographic-Flash-LNG-MEwar-20260408-01.jpg" alt="Infographic-Flash-LNG-MEwar-20260408-01.jpg" width="2480" height="4091" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/62/1t/hheu621tpd/Infographic-Flash-LNG-MEwar-20260408-02.jpg" alt="Infographic-Flash-LNG-MEwar-20260408-02.jpg" width="1040" height="1212" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สงครามตะวันออกกลางดันราคา LNG พุ่ง และสูงต่อเนื่องจากอุปทานก๊าซฯที่เสียหาย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดและมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องหากความขัดแย้งขยายวงกว้าง</strong> ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 91% จาก 10.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ (ก่อนเกิดสงคราม) มาอยู่ที่ระดับ 20.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเมษายน จากความกังวลด้านอุปทานเนื่องจากผลของสงครามทำให้การขนส่ง LNG บริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญได้ถูกโจมตีจนเกิดความเสียหายอย่างถาวร โดยเฉพาะแหล่งก๊าซฯ Ras Laffan ของกาตาร์ที่ถูกโจมตี ทำให้ต้องลดกำลังการผลิตลงราว 12.8 ล้านตันต่อปีหรือลดลงราว 17% ของกำลังการผลิตก๊าซฯ จากแหล่ง Ras Laffan โดยกำลังการผลิตที่ลดลงทำให้อุปทาน LNG ลดลง คิดเป็น 3% ของอุปทานโลก (กาตาร์ผลิต LNG คิดเป็น 19% ของอุปทานโลก) ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการฟื้นฟูนาน 3-5 ปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคา LNG ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงในระยะข้างหน้า จากฝั่งอุปสงค์ในเอเชียและยุโรปที่มีความกังวลว่าไม่สามารถจัดหาก๊าซฯทดแทนได้ทัน อย่างไรก็ดี คาดว่าอุปสงค์และอุปทานจะสามารถกลับมาอยู่ในระดับสมดุลมากขึ้นหลังจากช่วง 2 ปีข้างหน้า จากการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยชดเชยอุปทานของกาตาร์ที่หายไปได้บางส่วน ในขณะที่อุปสงค์คาดว่าจะปรับตัวลดลงจากใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ต้นทุนก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่ปรับสูงขึ้น กดดันต้นทุนค่าไฟฟ้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ต้นทุนก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่ปรับสูงขึ้น กดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับสูงที่ราว 4.9 บาทต่อหน่วยในปลายปี 2026 แต่หากคงหนี้ กฟผ. (ค่า AF) จะช่วยชะลอการเร่งตัวของค่าไฟฟ้าทำให้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 4.0 บาทต่อหน่วยในปี 2026-2027</strong> โดยสงครามในตะวันออกกลางกระทบต้นทุนก๊าซธรรมชาติและกดดันค่าไฟฟ้าจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1. ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า JKM ที่ไทยใช้อ้างอิงปรับเพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในไทยสูงขึ้น 2. การขนส่ง LNG จากกาตาร์ไม่สามารถส่งมอบได้ครบตามสัญญาส่งผลให้ไทยต้องเร่งจัดหาก๊าซฯ ในตลาดจร (Spot price) ที่ราคาสูง ด้วย 2 ปัจจัยดังกล่าว ผลักดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้สูงขึ้น โดยในกรณีฐานที่การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัด การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่อ Yanbu/Fujairah ได้ ~20% จากปริมาณเดิม และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไม่เสียหายเพิ่มขึ้นมากจากปัจจุบัน ราคา LNG จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 22-27 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูไปจนถึงไตรมาส 2 ของปี 2026 และส่งผลให้ราคาเฉลี่ยในปี 2026 จะอยู่ที่ 17.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สำหรับผลกระทบต่อไทย ซึ่งพึ่งพา LNG นำเข้าประมาณ 33% ของก๊าซฯ ที่ใช้ในโรงไฟฟ้า โดยมาจากแหล่งกาตาร์ราว 7% ซึ่งแรงกดดันด้านการจัดหา LNG และราคา LNG ที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในปลายปี 2026 สูงถึง 4.9 บาทต่อหน่วย แต่หากภาครัฐมีมติคงภาระหนี้ค่าไฟฟ้า กฟผ. (AF) ให้อยู่ในระดับ 36,000 บาท จะช่วยชะลอการเร่งตัวของค่าไฟฟ้า คาดว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปี 2026-2027 จะอยู่ในระดับสูงที่ราว 4.0 บาทต่อหน่วย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนสงครามลุกลามเป็นวงกว้างและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนักจะส่งผลให้ราคา LNG พุ่งสูงและทรงตัวในระดับสูงตลอดปี 2026 โดยราคา LNG นำเข้าเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 36.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 5.7 บาทต่อหน่วย และหากมีมติคงค่า AF จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในปี 2026-2027 อยู่ที่ราว 4.3 บาทต่อหน่วย</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาครัฐควรรับมือค่าไฟแพงอย่างเป็นระบบ ควบคู่ปรับโครงสร้างไฟฟ้าสู่พลังงานสะอาดที่มั่นคง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่าภาครัฐควรเร่งดำเนินมาตรการรับมือค่าไฟฟ้าสูงอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว โดยระยะสั้น ภาครัฐควรบริหารค่าไฟฟ้าและค่า Ft อย่างยืดหยุ่น โดยปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี ภาครัฐอาจต้องพิจารณาประเด็นภาระหนี้ในการอุดหนุนค่าไฟฟ้าควบคู่ด้วย</strong> โดยหากรัฐมีมติตรึงค่าไฟฟ้าในงวดที่เหลือของปี 2026 ให้อยู่ระดับเดิมที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จะทำให้ต้นทุนคงค้างของ กฟผ. (AF) ในปลายปีอยู่ที่ราว 70,000 ล้านบาท (สูงขึ้นจากระดับ 35,928 ล้านบาทในเดือนเมษายน) ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อความน่าเชื่อถือและเครดิตของ กฟผ. รวมถึงผลกระทบต่อฐานะการคลังที่รัฐต้องค้ำประกันหรือต้องอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือหากราคา LNG อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ภาครัฐควรจัดทำฉากทัศน์ความรุนแรงของสงครามและสื่อสารข้อมูลต้นทุนพลังงานกับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้ง ยังสามารถลดแรงกดดันด้านต้นทุนไฟฟ้าผ่านการบริหารพลังงานในภาวะฉุกเฉิน โดยเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ไม่ใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ของปริมาณการผลิตปกติ อาทิ ซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศลาวและในประเทศ รับซื้อไฟฟ้าเพิ่มจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนนอกสัญญาซื้อ จากโรงไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพและพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ที่มีกำลังการผลิตเหลือและไม่เกินขีดจำกัดของสายส่งไฟฟ้า ขณะเดียวกัน <strong>ในระยะยาวควรเร่งเพิ่มพลังงานสะอาดที่เป็นทั้งแหล่งผลิตและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง (Base load) เช่น โซลาร์และลมควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงศึกษาพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเพิ่มการสำรองพลังงานทางเลือกในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพา LNG และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของไทยอย่างยั่งยืน</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจควรปรับตัวโดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและอาจเริ่มวางแผนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับมือ <strong>ในส่วนของภาคครัวเรือน ในระยะสั้น สามารถลดผลกระทบได้ทันทีด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานให้ลดลง</strong> เช่น ตั้งอุณหภูมิแอร์ 26&ndash;27 องศา ใช้พัดลมร่วมกับแอร์ เปลี่ยนเป็นหลอดไฟ LED และเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ซึ่งช่วยลดค่าไฟได้อย่างเป็นรูปธรรม <strong>ระยะยาว อาจวางแผนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและปรับปรุงบ้านให้ประหยัดพลังงาน</strong> เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบและรับมือกับความเสี่ยงค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต <strong>สำหรับภาคธุรกิจ ระยะสั้นควรบริหารการใช้ไฟฟ้าเชิงรุก</strong> เลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วงพีกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านระบบบริหารจัดการพลังงาน (EMS) <strong>ระยะยาว ควรลงทุนผลิตไฟฟ้าใช้เอง เช่น โซลาร์รูฟท็อป ปรับกระบวนการผลิตให้ใช้พลังงานต่อหน่วยต่ำลง และเชื่อมกลยุทธ์กับ ESG เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนสีเขียว</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/LNG-MEwar-170426"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/9x/92/hheo9x92my/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></strong></span></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/LNG-MEwar-080426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ค่าไฟพุ่งจากการพึ่งพิงก๊าซฯสูง ภาครัฐควรรับมืออย่างเป็นระบบ โดยปรับค่าไฟฟ้าแบบค่อยเป็นค่อยไป และปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว</description>
					<enclosure length="5200" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6s/8z/hhep6s8zmt/LNG-MEwar.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 13:34:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออก ก.พ. 2026 ชะลอลง แต่นำเข้าเร่งตัวสูงสุดในรอบ 50 เดือน จับตาผลกระทบสงครามอิหร่านและแนวโน้มภาษีสหรัฐฯ  </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10055</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10055</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10055">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/3k/b1/hgyi3kb17d/Flash_Export_Feb2026-01.jpg" alt="Flash_Export_Feb2026-01.jpg" width="1147" height="2000" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกไทยเดือน ก.พ. 2026 ชะลอลง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ส่งออกไทยเดือน ก.พ. 2026 ชะลอลง แต่ยังขยายตัวสูง 9.9%YOY </strong>มูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชะลอลงจากเดือนก่อนที่เติบโตสูง 24.4%YOY และชะลอลงมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC และค่ากลาง Reuters Poll มองไว้ 15.8%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วหดตัวแรงจากเดือนก่อน -11.1%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ยังขยายตัวสูง 17% (รูปที่ 1 และ 2) ก่อนสงครามในอิหร่านเริ่มขึ้นตั้งแต่ 28 ก.พ.</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดสหรัฐฯ ยังเป็นคู่ค้าสำคัญ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงกว่า 56.8% </strong>เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบขยายตัว 49.8% 41.8% 217.6% 251.5% และ 47.1% ตามลำดับ โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก โดยพบว่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยไป 11 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัว<strong> ทั้งนี้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 9.5% หรือเป็นเกือบทั้งหมดของการเติบโตส่งออกรวม 9.9%</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 40.5% </strong>ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมขยายตัวสูงถึง 97.8% และสินค้ากลุ่มอื่น ๆ (ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์) ขยายตัวได้ 9.7% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ แม้เผชิญกำแพงภาษีนำเข้าสูง 19% (ก่อนภาษีลดลงเหลือ 10% ภายใต้มาตรา 122 หลังศาลฎีกาตัดสินให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)) โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 13 จาก 15 รายการขยายตัวดี<strong> ทั้งนี้การส่งออกไปสหรัฐฯ ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 7.3% ของการเติบโตส่งออกรวม 9.9%</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(3)&nbsp;&nbsp; ส่งออกทองคำขยายตัวเพียง 18.2% </strong>ชะลอลงมากจากที่เติบโตสูง 136.2% ในเดือนก่อน ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากราคาทองคำที่ปรับลดลงในเดือนนี้ การส่งออกทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูปมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง (CTG) 0.5% เทียบกับที่เคยสนับสนุนส่งออกได้มากถึง 2.7% ในเดือนก่อน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นำเข้าขยายตัวสูงสุดในรอบ 50 เดือน จากกลุ่มสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุน โดยเฉพาะทองคำ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ก.พ. อยู่ที่ 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 31.8% สูงสุดในรอบ 50 เดือน </strong>เร่งขึ้นจาก 29.4% ในเดือนก่อนและสูงกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 20.5% และค่ากลาง Reuters Poll 25%) การนำเข้าหลักมาจาก (รูปที่ 3 และ 4)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 53.3% </strong>ใกล้เคียงเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 22.5%YOY มากกว่าครึ่งของการเติบโตนำเข้ารวม 31.8% โดยสินค้านำเข้าหลักได้แก่ ทองคำ และอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูงกว่า 165% และ 84.8% ตามลำดับ (CTG: 10.8% และ 8.1%) โดยการนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อผลิตและส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าสินค้านี้จากผู้ผลิตหลัก เช่น จีน และไต้หวัน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; สินค้าทุนขยายตัวสูง 49.3% </strong>เร่งขึ้นจาก 29.5% ในเดือนก่อน ซึ่งมีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 11.7% ของการเติบโตนำเข้ารวม 31.8% โดยสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบที่ขยายตัวถึง 91.0% และ 19.2% ตามลำดับ (CTG: 6.8% และ 1.4%) ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ไทยยังผลิตสินค้าทุนประเภทนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน หมวดเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นตาม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุลต่อเนื่อง -2,833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม 2 เดือนแรกของปีนี้ ไทยขาดดุลการค้าสะสม -6,137.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC มองการค้าระหว่างประเทศของไทยปีนี้มีปัจจัยภายนอกกดดันเพิ่ม สงครามตะวันออกกลางและภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ยิ่งซ้ำเติมการขาดดุลการค้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สงครามตะวันออกกลาง : แม้ส่งออกไทยในภาพรวมอาจได้รับผลกระทบโดยตรงค่อนข้างจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางน้อย (3.7% ของมูลค่าส่งออกไทยปี 2025) แต่บางอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบรุนแรง </strong>เพราะตลาดส่งออกกระจุกตัวในตะวันออกกลาง เช่น ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (18.2% ของมูลค่าส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ทั้งหมด) ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง (15.4%) ข้าว (13.4%) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (13.1%) นอกจากนี้<strong> ส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านเศรษฐกิจโลก</strong>ที่จะชะลอตัวลง โดยเฉพาะตลาดเอเชียและยุโรปที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าจากตะวันออกกลางสูง (สัดส่วน 65% ของตลาดส่งออกไทย) อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าส่งออกไทยที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น เช่น ปาล์ม มันสำปะหลัง น้ำตาล ยางพารา (รูปที่ 5 ซ้าย)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านดุลการค้าไทยมีแนวโน้มแย่ลง</strong>ตามราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงราว 8% ของ GDP (รูปที่ 5 ขวา) และมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางถึง 59% ของทั้งหมด นอกจากนี้ราคาวัตถุดิบนำเข้าอื่น ๆ และต้นทุนค่าขนส่งสินค้ายังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมแนวโน้มขาดดุลการค้าที่มีอยู่เดิมหลังวิกฤติโควิด โดยเฉพาะจากการนำเข้าจากจีนที่สูงขึ้นมาก<strong> กดดันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 : </strong>แม้ส่งออกไทยในระยะสั้นอาจได้แรงหนุนจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงเหลือ 10% หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าคู่ค้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเปลี่ยนไปใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของ The Trade Act of 1974 แทน โดยประกาศเก็บภาษีนำเข้าทุกประเทศในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน (เริ่มวันที่ 24 ก.พ. ถึง 24 ก.ค.) อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เพิ่งประกาศเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 12 มี.ค. จะสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้าภายใต้มาตรา 301 ของ The Trade Act of 1974 ภายใต้ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งไทยอยู่ใน 16 ประเทศคู่ค้าที่ถูกสหรัฐฯ สอบสวน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC พบว่าสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าไทยเพิ่มขึ้นในปี 2025 โดยไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 7 ของประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงที่สุด จากเดิมอยู่อันดับ 10 ในปี 2024 สถานการณ์นี้สะท้อนว่าไทยมีความเสี่ยงสูงที่อาจถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมหลังเดือน ก.ค. ภายใต้มาตรา 301 นี้ได้หลังการสวบสวน (รูปที่ 5 กลาง)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในการแถลงตัวเลขการค้าระหว่างประเทศเดือน ก.พ. 2026 ครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เผยแพร่ประมาณการมูลค่าการส่งออกไทยปี 2026 ล่าสุด แบ่งได้ 3 กรณี คือ</strong></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีดีที่สุด :1.1%YOY </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีฐาน : -1%YOY</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีแย่ที่สุด : -3%YOY</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทั้งนี้ SCB EIC อยู่ระหว่างการทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2026 ทิศทางมูลค่าส่งออกและนำเข้า ภายใต้สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น โดยจะเผยแพร่ประมาณการใหม่ในช่วงปลายเดือน มี.ค. นี้</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/w6/5a/hgygw65a0f/P1.png" alt="P1.png" width="889" height="453" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/x7/ao/hgygx7aos4/P2.png" alt="P2.png" width="770" height="487" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xi/mo/hgygximo20/P3.png" alt="P3.png" width="796" height="386" /></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xu/hr/hgygxuhr9k/P4.png" alt="P4.png" width="713" height="482" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/y5/ih/hgygy5ihxc/P5.png" alt="P5.png" width="731" height="466" /></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-300326"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/m8/os/hgygm8oskq/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-240326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองการค้าระหว่างประเทศของไทยปีนี้มีปัจจัยภายนอกกดดันเพิ่ม สงครามตะวันออกกลางและภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ยิ่งซ้ำเติมการขาดดุลการค้า</description>
					<enclosure length="6943" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/za/0y/hgygza0ys4/ThaiTrade.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 20:19:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจโลกและไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามตะวันออกกลาง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10047</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10047</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10047">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5e/me/hgem5emeug/Infographic-Flash-US-Iran-20260306.jpg" alt="Infographic-Flash-US-Iran-20260306.jpg" width="1240" height="2179" /></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ประเมินกรณีฐาน การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัดนาน 2-6 สัปดาห์</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">ในกรณีฐานประเมินว่า เกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน 2 &ndash; 6 สัปดาห์ ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 75 USD/bbl</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">หากสถานการณ์ความขัดแย้งลุกลามสู่สงครามระดับภูมิภาค (Regional war) การขนส่งพลังงานทั้งภูมิภาคหยุดชะงัก ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นมากไปที่ 107 USD/bbl<br /><br /></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตต่ำลงจากสงครามตะวันออกกลาง</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 USD/bbl เงินเฟ้อโลกจะเร่งตัวขึ้นราว 0.4 Percentage points (pp) และอาจกระทบ GDP โลกราว 0.2&ndash;0.4 pp</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">แรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนี้อาจทำให้ธนาคารกลางประเทศหลักชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจหันไปใช้ Wait-and-see approach มากขึ้น และชะลอแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากความเสี่ยงเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมา นอกเหนือจากผลการขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก<br /><br /></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยปี 2026 อาจชะลอลง 0.3 - 0.8 pp เงินเฟ้ออาจกลับเข้ากรอบได้เร็วขึ้น</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินในกรณีฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 USD/bbl เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลง 0.3 pp ในกรณีเลวร้ายราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอาจแตะ 107 USD/bbl เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลงมากถึง 0.8 pp</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">เงินเฟ้อไทยปี 2026 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1.5% กลับเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% ได้เร็วขึ้น ผลจากราคาพลังงานโลกที่เร่งตัว แต่หากสถานการณ์ลุกลามเป็น Regional war เงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงกว่า 4% ได้</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมิน กนง. มีโอกาสผ่อนคลายดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง<br /><br /></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาคธุรกิจเสี่ยงได้รับผลกระทบในด้านพลังงาน การขนส่ง และวัตถุดิบ</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">ธุรกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้สัดส่วนส่งออกไปภูมิภาคนี้ไม่สูง แต่บางอุตสาหกรรมพึ่งพาตลาดนี้ค่อนข้างมาก เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท รถยนต์นั่ง ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ปัญหาการขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ตาม Supply chain ที่เกี่ยวเนื่อง ขณะที่ภาคท่องเที่ยวและ Healthcare ยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวจากปัญหาการเดินทางและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและพืชพลังงานบางชนิดอาจได้อานิสงส์จากความต้องการกักตุนสินค้าและราคาโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/us-iran-180326"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sw/1j/hgeksw1jv0/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/us-iran-060326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประเมินในกรณีฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 USD/bbl เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลง 0.3 pp</description>
					<enclosure length="4411" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/06/xq/hgel06xq1v/ME-War.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 19:34:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กนง. ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่ตลาดคาดและมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง โดยพร้อมลดเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10035</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10035</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10035">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885; font-size: 15pt;"><strong>กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% มาอยู่ที่ 1.0% ด้วยเสียง 4:2 </strong>เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น บรรเทาภาระทางการเงินของ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางไม่ให้ปรับลดลงมาก รวมทั้งสนับสนุนภาคธุรกิจให้ปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายเนื่องจาก ระดับดอกเบี้ยที่ 1.25% เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจและการเงินแล้ว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ในภาพรวม กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าแล้ว โดยเริ่มให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางมากขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ผ่านการติดตามความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้ง ยังคำนึงถึง Policy space ของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในบริบทที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสานนโยบายเศรษฐกิจหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. มองเศรษฐกิจไทยเปราะบาง เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำ</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ</strong> โดยจะขยายตัวได้ราว 2.0%YOY ในปี 2026 และ 2027 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ ธปท. ประเมินไว้ที่ 2.7%YOY ขณะที่ลักษณะการฟื้นตัวจะเป็นแบบ K-shape อย่างชัดเจน ธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 ขณะที่รายได้แรงงานมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มองกำแพงภาษีทรัมป์มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น </strong>ในระยะสั้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น่าจะปรับลดลงบ้าง แต่ในระยะต่อไปรัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้อำนาจตาม Sec. 232 (สินค้าที่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง) และ Sec. 301 (การค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม) ในการขึ้นภาษีนำเข้าอีกครั้ง <strong>ขณะที่ความเสี่ยง พ.ร.บ. งบประมาณ </strong><strong>2027 </strong><strong>ล่าช้าปรับลดลง </strong>ตามแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจทำได้เร็วขึ้น</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น</strong> จากทั้งราคาพลังงานที่ลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่ขอบล่างของกรอบเป้าหมายในครึ่งหลังของปี 2027 ช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิมในครึ่งแรกของปี 2027 นอกจากนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ </span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SMEs เผชิญภาวะการเงินตึงตัว ทั้งการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ธุรกิจ </strong><strong>SMEs </strong><strong>ยังเผชิญต้นทุนทางการเงินสูง ขณะที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง </strong>โดย ธปท. พบว่าต้นทุนการกู้ยืมของสินเชื่อปล่อยใหม่ (New loan rate) ของกลุ่มธุรกิจ Micro-SMEs ปรับเพิ่มขึ้น 1.5% ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา แม้ที่ผ่านมา กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วรวม 1.25% ก็ตาม สะท้อนความเสี่ยงเครดิตของธุรกิจขนาดเล็กที่สูงขึ้น และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เงินบาทที่แข็งค่าซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออก </strong>ผ่านการแปลงรายได้ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเงินบาทโดยการศึกษาของ ธปท. พบว่ากลุ่ม SMEs ผู้ส่งออกสินค้าหมวดที่อ่อนไหวต่อค่าเงิน เช่น เกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีผลกำไรลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาทราว 7% ในปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญ </span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% &ldquo;เพียงพอ&rdquo; ต่อการประคองเศรษฐกิจภายใต้ Policy space จำกัด</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ </strong><strong>1% </strong><strong>เป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และการรักษา </strong><strong>Policy space </strong><strong>แล้ว</strong> อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยสามารถลงไปอยู่ระดับต่ำสุดได้ที่ 0.5% เท่ากับช่วงวิกฤติ COVID-19 จะเท่ากับว่า กนง. ยังลดดอกเบี้ยได้อีก 0.5% หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายต่อเศรษฐกิจ</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. จะติดตามความเสี่ยงต่อระบบการเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ </strong>โดย กนง. ได้อภิปรายใน 2 ประเด็น ดังนี้</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; padding-left: 60px;"><span style="color: #000000;">o&nbsp;&nbsp; พฤติกรรม Search-for-yield จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในเดือน ต.ค. 2024 พบว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. ยังไม่กังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวมากนักในปัจจุบัน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; padding-left: 60px;"><span style="color: #000000;">o&nbsp;&nbsp; การจัดสรรเงินกู้ที่ขาดประสิทธิภาพ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากอาจทำให้จำนวน Zombie firms สูงขึ้นผ่านต้นทุนทางการเงินต่ำ หรืออาจทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่นำเงินกู้ไปใช้ในกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงดังกล่าวอาจยังไม่น่ากังวลนัก ภายใต้ความระมัดระวังของสถาบันการเงิน</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว </strong>โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่จะเอื้อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวให้เติบโตได้สูงขึ้น ไปข้างหน้า นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะมีความจำเป็นอย่างมาก</span></li>
</ul>
<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/policy-rate-270226"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hm/df/hg4qhmdfec/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/policy-rate-250226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ </description>
					<enclosure length="4457" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ip/qz/hg4qipqzot/MPC-cuts-interest-rate.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 21:07:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออกไทย ม.ค. 2026 โตแรงสุดในรอบ 4 ปี แต่ระยะต่อไปเผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้นจากมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ จะนำมาใช้เพิ่มเติม</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10033</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10033</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10033">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/dk/ga/hg2hdkgatd/Infographic-Flash-Export-Jan-25-20260223.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-Jan-25-20260223.jpg" width="1240" height="2152" /><br /><br /></strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>มูลค่าส่งออกไทยเดือนมกราคม 2026</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่าส่งออกไทยเดือน ม.ค. 2026 อยู่ที่ 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.4%YOY สูงสุดในรอบ 4 ปี</strong> เร่งขึ้นจาก 16.8% ในเดือนก่อน และสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 8.5% และค่ากลาง Reuters Poll 9.4%) ตัวเลขปรับฤดูกาลขยายตัวถึง 10.6%MOM_SA ต่อเนื่องจาก 7.3%MOM_SA ในเดือนก่อน โดยการส่งออกในเดือนนี้ยังได้แรงหนุนสำคัญจาก <strong>(1) วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก</strong> จากกระแสการลงทุน AI และอุปสงค์ต่อสินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 67% เร่งขึ้นจาก 52.8% ในเดือนก่อน และขยายตัวต่อเนื่องนาน 22 เดือน <strong>และ (2) การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูง 136.2%</strong> ส่วนหนึ่งจากราคาทองคำที่ปรับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนนี้ ตามอุปสงค์ทองคำของธนาคารกลางต่าง ๆ และความต้องการถือทองคำในช่วงที่มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง ทั้งนี้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวมากถึง (CTG) 11.4% และ 6.3% ตามลำดับ จากการเติบโตการส่งออกรวมที่ 24.4%<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ</strong></span><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c1/7f/hg2hc17fgm/image1.png" alt="image1.png" width="1836" height="972" /><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br />มูลค่านำเข้าสินค้าของไทยเดือนมกราคม 2026</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปีเช่นกัน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสูง</strong> มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ม.ค. 2026 อยู่ที่ 34,876.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 29.4%YOY เทียบ 18.8% ในเดือนก่อน สูงกว่าที่ประมาณการไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 10.5% และค่ากลาง Reuters Poll 10.3%) โดยสินค้านำเข้าหลักมาจาก <strong>(1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 50.3%</strong> (CTG= 20.5% จาก 29.4%) โดยเฉพาะสินค้าอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และทองคำ <strong>และ (2) สินค้าทุนขยายตัว 29.5%</strong> (CTG= 7.7% จาก 29.4%) โดยเฉพาะเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ <strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน ม.ค. 2026 ขาดดุล -3,303.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong> สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (SCB EIC คาดไว้ -2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่ากลาง Reuters Poll คาดไว้ -2,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และขาดดุลต่อเนื่อง 4 เดือน&nbsp;<br /><br /></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<table style="background-color: #ebebeb;" cellspacing="10" cellpadding="10">
<tbody>
<tr>
<td>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>หัวข้อพิเศษ : ทิศทางกำแพงภาษีสหรัฐฯ หลังคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ</strong></h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><em>(ข้อมูล ณ วันที่ 23 ก.พ. 2026)&nbsp;</em></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ศาลฎีกาฯ ตัดสินว่าการใช้อำนาจขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ตาม IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2026 &nbsp;ศาลฎีกาสหรัฐฯ (U.S. Supreme Court) วินิจฉัยด้วยมติ 6:3 เสียง ว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)<sup>1</sup> หลังจากธุรกิจผู้นำเข้าสหรัฐฯ รวมตัวกันยื่นคำร้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (CIT) ให้วินิจฉัยอำนาจในการขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2025</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องยุติการเก็บภาษีนำเข้าที่ออกโดยใช้อำนาจ IEEPA (ยุติสิ้นวันที่ 23 ก.พ.) ได้แก่ (1) ภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ที่เก็บเพิ่มจากประเทศคู่ค้าต่าง ๆ อัตราแตกต่างกันในช่วง 10 - 50% รวมถึงไทยที่ถูกเก็บเพิ่มในอัตรา 19% และ (2) ภาษีนำเข้ากรณีภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น กรณีประเทศมีการลักลอบนำเข้า Fentanyl (เม็กซิโก แคนาดา และจีน) และภาษีกรณีการเมืองในประเทศบราซิล นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องคืนภาษีนำเข้าส่วนนี้ที่จัดเก็บมาได้ให้ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ ที่แบกรับต้นทุนภาษีส่วนนี้เพิ่มขึ้น <br /><br />อย่างไรก็ดี ภาษีนำเข้าที่รัฐบาลทรัมป์จัดเก็บเพิ่มเติมตามข้อกฎหมายอื่น ๆ จะยังบังคับใช้ได้ เช่น ภาษีนำเข้ารายหมวดสินค้า (Product-specific tariffs) ที่ใช้อำนาจกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของชาติ (Sec. 232) หรือภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บสินค้าจีนในช่วงรัฐบาล Trump 1.0 โดยใช้กฎหมายว่าด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Sec. 301)</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>รัฐบาลทรัมป์ตอบโต้ทันทีด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกในอัตรา 15% ผ่านอำนาจกฎหมาย Sec. 122 เป็นเวลา 150 วัน&nbsp;</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">รัฐบาลทรัมป์รับทราบท่าทีของศาลฎีกาสหรัฐฯ มาตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ย. 2025 แล้ว จึงมีเวลาเตรียมความพร้อมการดำเนินการหลังศาลฎีกาฯ ออกคำวินิจฉัยมานานพอสมควร จึงสามารถประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก (ยกเว้นสินค้าส่วนใหญ่ที่ถูกจัดเก็บ Product-specific tariffs) ในอัตรา 15% เท่ากันเป็นเวลา 150 วัน (Worldwide Tariff : ตามประกาศของ ปธน. ทรัมป์ใน Truth Social) โดยอาศัยอำนาจกฎหมาย Sec. 122 ของ The Trade Act of 1974 ที่ระบุว่า รัฐบาลสามารถขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกได้ไม่เกิน 15% หากสหรัฐฯ ประสบปัญหาขาดดุลการชำระเงินอย่างรุนแรง หรือเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว โดยประกาศใช้ได้สูงสุดนาน 150 วัน และสามารถขยายระยะเวลาได้ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ<br /><br />สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษี Worldwide tariff ครั้งนี้จะสามารถชดเชยภาษีนำเข้าภายใต้ IEEPA ที่ถูกศาลฎีกายกเลิกไปได้ค่อนข้างมาก โดย Global Trade Alert วิเคราะห์ว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกา จะทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average US tariff rate) ของสหรัฐฯ ลดลงจาก 15.3% เหลือ 8.3% แต่การปรับขึ้น Worldwide tariff &nbsp;15% จะทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยฯ เพิ่มกลับมาอยู่ที่ 13.2% (รูปที่ 2) ต่ำกว่าอัตราก่อนศาลฎีกาตัดสินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 2 : อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ จะปรับลดลงเพียงเล็กน้อยหลังวันที่ 24 ก.พ.</strong></span></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c3/76/hg2hc376ik/image2.png" alt="image2.png" width="1749" height="800" /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ The White House และ Global Trade Alert<strong><br /></strong></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภายใต้ Worldwide tariff ที่สหรัฐฯ ใช้แทนที่อำนาจ IEEPA อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐฯ <br /> เก็บสินค้าไทยจะลดลงเพียงเล็กน้อย</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">แม้อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะปรับลดลงในภาพรวม ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงกว่า 15%<sup>2</sup> เช่น อัตราภาษีสินค้าบราซิลจะลดลงเฉลี่ยถึง 13.6 p.p. (เดิมเคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงถึง 50%) ขณะที่สินค้าจากไทยที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff ที่ 19% การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยลดลง 2.0 p.p. สำหรับสหราชอาณาจักรที่เจรจาภาษีลดลงมาได้เหลือ 10% กลับถูกเก็บภาษีในอัตราสูงขึ้น 2.1 p.p. (เดิมถูกเก็บ Reciprocal tariff เพียง 10%) (รูปที่ 3)</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 3 : ประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff ในอัตราสูงมากกว่า 15% จะได้รับผลดีชั่วคราว</strong></span></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c5/a6/hg2hc5a64z/image3.png" alt="image3.png" width="1663" height="827" /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Global Trade Alertr<br /><br /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ในระยะข้างหน้า รัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้มที่จะใช้ภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมายอื่นเป็นเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง&nbsp;</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมืออีกมากในการเก็บภาษีนำเข้า (รูปที่ 4) เช่น Section 301 ของ The Trade Act of 1974 ที่ทั้งรัฐบาล Trump 1.0 และ Biden ใช้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนหลายชนิด สามารถนำมาใช้แทน Reciprocal tariff ในระยะยาวได้ โดยแต่รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเร่งสอบสวนถึงลักษณะการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับแต่ละคู่ค้า ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 &ndash; 12 เดือนก่อนจะประกาศขึ้นภาษีนี้ได้ ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มกระบวนการสอบสวนกับจีนและบราซิลไปก่อนแล้ว และอาจเริ่มกระบวนการสอบสวนประเทศที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นมิตรทางการค้ามากนัก โดยเป็นไปได้ว่าอาจจะเร่งให้เสร็จภายใน 150 วันข้างหน้า</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><br /><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 4 : รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ ในการประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้า</span><br /></strong></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c7/4v/hg2hc74vrk/image4.png" alt="image4.png" width="1712" height="840" /></strong><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Tax Foundation, Yale Budget Lab และ Bloomberg</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผลของอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงต่อเศรษฐกิจโลกยังไม่ชัดเนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูง</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ภาคธุรกิจสหรัฐฯ อาจได้รับผลดี</strong> ผู้นำเข้าสหรัฐฯ มีโอกาสได้รับเงินภาษีคืน แต่ยังมีความไม่แน่นอนมีอยู่มาก เนื่องจากคำตัดสินดังกล่าวไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าผู้นำเข้ารายใดบ้างที่มีสิทธิ์ได้รับเงินคืน รวมถึงยังไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอน<br /> ในการคืนเงิน <br /><br /><strong>ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าปรับสูงขึ้นอีกครั้ง</strong> เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกานำไปสู่การตอบโต้จากฝ่ายบริหารด้วยการเดินหน้าใช้มาตรการภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมายฐานอื่นแทน สถานการณ์เช่นนี้สร้างแรงกดดันต่อการตัดสินใจลงทุนและวางแผนธุรกิจในระยะกลาง เพราะภาคเอกชนไม่สามารถประเมินได้ว่าอัตราภาษีที่แท้จริงของสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับใดในระยะข้างหน้า<br /><br /><strong>กระบวนการเจรจาการค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ อาจยืดเยื้อ</strong> เพราะฝ่ายคู่เจรจาไม่แน่ใจว่าข้อตกลงที่ทำไปแล้วจะมีความมั่นคงทางกฎหมายเพียงพอหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นประเทศที่เจรจารับข้อตกลงไปก่อนหน้านี้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดกว่า อาจเสียเปรียบประเทศที่รอเจรจาในภายหลังซึ่งอาจได้เงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่า หลายประเทศจึงอาจปรับกลยุทธ์ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ประเมินในระยะสั้นการส่งออกไทยอาจได้รับผลบวกบ้าง แต่จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ จะนำมาใช้เพิ่มเติมระยะข้างหน้า</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ในระยะสั้นการส่งออกไทยอาจขยายตัวดีขึ้นบ้างจากผลดีต่อการแข่งขันราคาสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ</strong> เนื่องจากไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงกว่า 15% รวมถึงผู้นำเข้าในสหรัฐฯ อาจเร่งนำเข้าในระยะสั้นจากอัตราภาษีที่ลดลงชั่วคราว<br /> <br /><strong>อย่างไรก็ดี SCB EIC ประเมิน สหรัฐฯ จะนำมาตรการภาษีนำเข้าอื่นมาใช้เพิ่มเติมระยะข้างหน้า</strong> แทน Reciprocal tariffs ที่ยกเลิกไป รวมถึงสินค้าจีนอาจมีความสามารถแข่งขันด้านราคาดีขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกไทยยังมีแรงกดดันสูง โดยเฉพาะช่วงหลังการบังคับใช้ภาษีจาก Sec. 122 ในช่วง 150 วันแรกสิ้นสุดลง การส่งออกของไทยจึงไม่ได้มี Upside จากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงมากนัก</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><em><sup>1&nbsp;</sup>Supreme Court วินิจฉัยคดี Learning Resources, Inc. v. Trump (บริษัทนำเข้าสื่อการเรียนรู้) พร้อมกับ Trump v. V.O.S. Selections, Inc. (กลุ่มธุรกิจนำเข้าสุรา) ผู้พิพากษาเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า อำนาจของฝ่ายบริหารในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจตามกฎหมาย IEEPA นั้นไม่รวมถึงการขึ้นภาษีนำเข้า โดยอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าต่าง ๆ นั้นเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ</em></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><em><sup>2&nbsp;</sup>ภายใต้สมมติฐานว่าสินค้าที่ถูกเก็บ Product-specific tariffs อยู่แล้ว จะได้รับการยกเว้น</em></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยปี 2026<br /></strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%)</strong> ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตสำคัญในสินค้าดังกล่าว สะท้อนได้จากรูปที่ 5 ขวาล่าง ที่มูลค่าส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาเอเชียยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม และไทย นอกจากนี้ มุมมองต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกปรับดีขึ้น โดย SCB EIC ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลกปี 2026 ขึ้นเป็น 2.7% (เดิม 2.5%) ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การการค้าโลก (WTO) ปรับคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกในปี 2026 สูงขึ้นเช่นเดียวกันจากมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น รวมถึงมองว่าการพัฒนา AI ที่รวดเร็วจะเป็นปัจจัยหนุนการค้าโลกปีนี้ และช่วยลดผลกระทบภาษีสหรัฐฯ<br /><br /></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 5 : มุมมองต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกปรับดีขึ้น</strong></span></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c9/5y/hg2hc95yf1/image5.png" alt="image5.png" width="1855" height="799" /></strong></p>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ IMF และ CEIC</p>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-270226"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rj/oj/hg2grjojsn/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></p>
<br />
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/TKWMJ6D" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์</description>
					<enclosure length="6435" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ta/27/hg2gta274s/trade-230226.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 20:20:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>SCB EIC มองผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองลง จากไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เร็ว </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10029</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10029</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10029">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/68/yx/hfrk68yxsr/SCBEIC-Infographic-Election-V2.jpg" alt="SCBEIC-Infographic-Election-V2.jpg" width="1240" height="2843" /><br /><br />SCB EIC ประเมินชัยชนะการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2026 ของพรรคภูมิใจไทย</strong>ด้วยคะแนนเสียง 193 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง (ผลอย่างไม่เป็นทางการของ กกต. อยู่ระหว่างประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง) จึงมีแนวโน้มจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ สร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน และลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยลงได้บ้าง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือน พ.ค. </strong>ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 จะล่าช้าไม่มากเพียง 1-2 เดือน ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนการเลือกตั้ง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 2026 ในกรณีฐานของ SCB EIC ที่ประเมินเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.5% มากนัก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>แม้หลายนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยตอบโจทย์ความต้องการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ </strong>ผ่านชุดมาตรการ 10 พลัส เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับไปขยายตัวได้มากกว่า 3%<strong> แต่การผลักดันให้เกิดผลสำเร็จจริงยังมีความท้าทายสูงบนข้อจำกัดทางการคลังที่สูงขึ้น </strong>ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมินว่าหากรัฐบาลสามารถผลักดันชุดนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะกลาง </strong>ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงมีความเสี่ยงต้องติดตาม </strong>โดยเฉพาะกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ รวมถึงการตัดสินคดีทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านเดิม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/election2026-250226"><span style="color: #4e4e4e;"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gq/b9/hfrigqb9dl/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></span></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/election2026-130226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือน พ.ค. ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 จะล่าช้าไม่มากเพียง 1-2 เดือน</description>
					<enclosure length="4406" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/qj/hl/hfriqjhlae/election2026-130226.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 13 Feb 2026 21:22:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>อุปทานโลกเตรียมเขย่า...สหรัฐฯ ลุยเก็บภาษีชิป AI 25%</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10014</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10014</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10014">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สหรัฐฯ เดินหน้าออกประกาศใหม่เรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% กับชิป AI บางประเภท</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 25% ตามมาตรา 232 จากทุกประเทศซึ่งรวมถึงไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2026</strong> โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปในประเทศมากขึ้น และลดการพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างประเทศโดยเฉพาะชิปขั้นสูง <strong>การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสินค้าชิปขั้นสูงเฉพาะในกลุ่มชิปประสิทธิภาพสูง</strong> ซึ่งจะต้องมีค่าประสิทธิภาพการประมวลผลหรือ Total Processing Performance (TPP) และ DRAM Bandwidth สูงตามเกณฑ์ที่กำหนด ตัวอย่างเช่น ชิป H200 ของ Nvidia และ MI325X ของ AMD ซึ่งใช้สำหรับการประมวลผลขั้นสูงในอุตสาหกรรม ไฮเทคต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงในระยะแรกนั้นยังคงมีข้อยกเว้นภาษีเป็น 0% บางกรณี สำหรับกลุ่มชิปขั้นสูงที่ไม่เข้าเกณฑ์ เช่น การนำไปใช้ใน U.S. Data centers, R&amp;D และสำหรับใช้ในบริษัท Startup เป็นต้น</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงของสหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานชิปโลก</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าในกลุ่มสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ พึ่งพาการผลิตชิปจากต่างประเทศสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจส่งผลให้อุปทานโลกสะดุดลง ทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมควบคู่กับกฎหมาย CHIPS Act เพื่อดึงฐานการผลิตกลับสู่ประเทศมากขึ้น โดย SCB EIC มองว่าการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตชิปโลกปรับตัวสูงขึ้น และเกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานชิปใหม่ให้มีการขยายการลงทุนไปยังตลาดสหรัฐฯ มากขึ้นจากแรงกดดันของมาตรการภาษี</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ไทยอาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปในหลายมิติ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>1) ด้านการค้า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ยังคงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด</strong> เนื่องจากประเภทของชิป (HS Code 8541) ที่ไทยส่งออกส่วนใหญ่เป็นชิปที่ใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ซึ่งยังได้รับสิทธิภาษี 0% และสินค้าไทยที่มีพิกัดศุลกากรตรงกับที่สหรัฐฯ ระบุ (HS code 8471.50, 8471.80 และ 8473.30) ยังไม่เข้าเกณฑ์ "ชิปขั้นสูง" ที่ถูกเรียกเก็บภาษี อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้าไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งออกชิ้นส่วนที่เกี่ยวเนื่องไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญอื่น ๆ เช่น จีน, ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><br /> <strong>2) ด้านการลงทุน การปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนของไทย</strong> แม้ว่าไทยยังคงเป็นแหล่งลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ดีต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนได้จากข้อมูลล่าสุดในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 ที่มีต่างชาติเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม E&amp;E ราว 21% ของการลงทุนทั้งหมด หรือมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 181,670 ล้านบาท แต่มาตรการภาษีที่มีเป้าหมายเพื่อดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทานชิปโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังแนวโน้มการลงทุนในอาเซียนรวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ยิ่งไปกว่านั้น การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงอาจส่งผลให้ราคาชิป AI โลกพุ่งขึ้นในระยะสั้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบมายังอุตสาหกรรม Data center ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยอาจต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงขึ้น</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้น</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและรักษาบทบาทในห่วงโซ่อุปทานชิปโลก โดย<span style="text-decoration: underline;">ในระยะสั้น</span> ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการจัดทำแผนประเมินความเสี่ยงในกลุ่มสินค้าตามพิกัดศุลกากรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดในเอเชียที่มีศักยภาพมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ญี่ปุ่น และไต้หวัน เป็นต้น สำหรับ<span style="text-decoration: underline;">ในระยะยาว</span> แม้ไทยจะยังคงผลิตชิปต้นน้ำได้ค่อนข้างจำกัด แต่ไทยก็มีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานการประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันเร่งส่งเสริมการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อผลักดันให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ในอนาคต<br /><br /><strong>เมื่อสงครามชิปยังคงดำเนินต่ออย่างไม่มีวันจบและนานวันยิ่งกลายเป็นอาวุธสำคัญของการแข่งขันทางเทคโนโลยีมากขึ้น การเร่งปรับตัวเพื่อรับแรงกระแทกจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดที่จะประคับประคองให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะข้างหน้า</strong></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/Chip-Tariffs-040226"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5z/1v/hf8h5z1v06/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></strong></a></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/TKQXTRP" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 25% ตามมาตรา 232 จากทุกประเทศรวมถึงไทย</description>
					<enclosure length="6975" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6p/rb/hf8h6prbq6/Chip-Tariffs.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 27 Jan 2026 14:58:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออกทั้งปี 2025 โตสูงถึง 12.9% ขณะที่ปี 2026 ส่งออกจะแผ่วลงมากจากผลภาษีสหรัฐฯ และฐานสูง </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10012</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10012</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10012">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/qb/ou/hf49qbou32/Infographic-Flash-Export-Dec_2026.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-Dec_2026.jpg" width="2480" height="4303" /><br /><br />มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ธ.ค. 2025 อยู่ที่ 28,835 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวสูง 16.8%YOY จาก 7.1%YOY ในเดือนก่อน และสูงกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 10.5% และค่ากลาง Reuters Poll 8.7%) ตัวเลขปรับฤดูกาลกลับมาขยายตัวถึง 6.9%MOM_SA หลังจากหดตัวสองเดือนติดกัน<br /><br /></strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และส่งออกไปสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยหนุนหลักต่อเนื่อง ขณะที่ทองคำพลิกกลับมาขยายตัวสูงอีกครั้ง</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>1. การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวสูง 54.3%YOY ในเดือน ธ.ค. 2025 แม้หลายสินค้าโดนกำแพงภาษีสูงขึ้นแล้ว</strong> ส่งออกไปสหรัฐฯ ส่งท้ายปี 2025 เร่งตัวต่อเนื่องเทียบเดือน พ.ย. (37.9%YOY) หากไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (ยังได้รับการยกเว้นกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ) ส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวได้สูง 21.7% เช่นเดียวกัน สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ที่มีสูงแม้เผชิญกำแพงภาษี สินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 13 จาก 15 รายการขยายตัวดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ขยายตัวสูง 123%, 117.3%, 86.6%, 48.4% และ 46.5% ตามลำดับ <strong>การส่งออกไปสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 10.2% มากกว่าครึ่งของการเติบโตของส่งออกรวม 16.8%</strong><br /><br /><strong>2. การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง</strong> จากการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวสูงต่อเนื่อง 52.8% เร่งขึ้นจาก 46.2% และ 38.8% ในเดือน พ.ย. และ ต.ค. และขยายตัวต่อเนื่องนาน 21 เดือนแล้ว หากพิจารณารายตลาด พบว่า 13 ใน Top-15 ของตลาดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยขยายตัว โดย 10 จาก 15 ตลาดขยายตัวสูงกว่า 15% โดยเฉพาะสหรัฐฯ, เม็กซิโก และอินเดียที่ขยายตัวสูง 114.2%, 122.8% และ 152.6% ตามลำดับ <strong>การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 10.1% มากกว่าครึ่งของการเติบโตการส่งออกรวม 16.8%</strong><br /><br /><strong>3. ทองคำกลับมาเป็นสินค้าส่งออกหลักอีกครั้ง</strong> การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูง 163.6% จากที่หดตัวต่อเนื่อง -53.3% และ -76.9% ในเดือน พ.ย. และ ต.ค. ตามลำดับ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นในเดือน ธ.ค. <strong>การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 2.7% ของการเติบโตการส่งออกรวม 16.8%</strong><br /><br /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นำเข้าเร่งตัวสูงต่อเนื่อง ไทยขาดดุลการค้า 3 เดือนติดต่อกัน</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ธ.ค. 2025 อยู่ที่ 29,280.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูง 18.8% เทียบ 17.6% และ 16.3% ในเดือน พ.ย. และ ต.ค. ตามลำดับ</strong> สูงกว่าที่ประมาณการไว้ (SCB EIC ประเมิน 12% และค่ากลาง Reuters Poll 15.8%) ภาพรวมมูลค่านำเข้าทั้งปี 2025 ขยายตัวสูง 12.9% เท่ากับมูลค่าส่งออกทั้งปี ในเดือนนี้การนำเข้ายานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง, สินค้าทุน และสินค้าอุปโภคบริโภคเร่งตัวสูง 39.3%, 31.7% และ 27.2% ตามลำดับ ขณะที่การนำเข้าสินค้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (รวมทองคำ) และอาวุธยุทธปัจจัย และสินค้าอื่น ๆ แม้แผ่วลงบ้าง แต่ยังขยายตัวสูงสองหลัก 19.9% และ 10.2% ตามลำดับ ทั้งนี้การนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหมวดเดียวที่หดตัวสูง -17.1% &nbsp;ใกล้เคียงเดือนก่อนที่ -16.7% ซึ่งหดตัว 4 เดือนต่อเนื่อง (รูปที่ 3)</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>การนำเข้าสินค้าทุนและสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปส่วนมากเกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์</strong> เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ และวงจรพิมพ์ขยายตัวสูง 56.3% 86.3% และ 89.3% ตามลำดับ (32.7% ของมูลค่านำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปในเดือนนี้) ขณะที่นำเข้าสินค้าทุน ส่วนมากเป็นเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบขยายตัวสูง 60.6% และ 22.8% ตามลำดับ (61% ของมูลค่านำเข้าสินค้าทุนในเดือนนี้) ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากจีนในสินค้าทุนและสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปมีสัดส่วนสูง 48.8% และ 28.7% ของมูลค่านำเข้าในแต่ละหมวดในเดือนนี้ ตามลำดับ</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวสูงใน 14 จาก 15 รายการหลัก</strong> โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด และเครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้าน ขยายตัว 52.3%, 33.6% และ 21.8% ตามลำดับ (38.1% ของมูลค่านำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคในเดือนนี้) โดยพบว่าสัดส่วนกว่าครึ่ง (54%) นำเข้าจากจีน<br /><br /></li>
</ul>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน ธ.ค. 2025 ขาดดุล -352 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong> ขาดดุลน้อยลงเทียบกับเดือนก่อน -2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขาดดุลออกมาใกล้เคียง SCB EIC คาดไว้ที่ -200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่ากลาง Reuters Poll คาดการณ์ไทยขาดดุลการค้าสูง -1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)<br /><br /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ทั้งปี 2025 มูลค่าส่งออกไทยขยายตัวสูงถึง 12.9% แม้เผชิญความท้าทายจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่มูลค่านำเข้าขยายตัวสูงมากเช่นกัน 12.9% สะท้อนมูลค่าเพิ่มจากการส่งออกต่อเศรษฐกิจไทยอาจจำกัด<br /></strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยทั้งปี 2025 อยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 12.9% สูงสุดในรอบ 4 ปี</strong> เติบโตสูงกว่ามูลค่าส่งออกปี 2024 ที่ขยายตัว 5.4% (ตัวเลขระบบศุลกากร) มากกว่าสองเท่า และเติบโตสูงกว่าที่ SCB EIC และกระทรวงพาณิชย์คาดไว้ที่ 10.7% และช่วง 10.7% - 11.4% ตามลำดับ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก (รูปที่ 4)<br /><br /><strong>1. สหรัฐฯ เก็บภาษีศุลกากรตอบโต้จริงรุนแรงน้อยกว่าที่เคยประกาศไว้ครั้งแรกมาก</strong></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>สหรัฐฯ ตั้งกำแพงศุลกากรต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในวัน Liberation Day (2 เม.ย.)</strong> ค่าเฉลี่ยกำแพงภาษีที่สหรัฐฯ เก็บเพิ่มจากทั่วโลก (Weighted average) ลดลงจาก 22.7% ที่ WTO เคยประเมินไว้ในเดือน พ.ค. เหลือ 18.2% ในเดือน พ.ย. (รูปที่ 6 ซ้าย) สำหรับไทย สหรัฐฯ ลดกำแพงภาษีนำเข้าลงมาเกือบครึ่ง 36% เหลือ 19% ใกล้เคียงคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้ไทยไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ มากนัก จากที่เคยกังวลว่าไทยอาจถูกตั้งกำแพงภาษีสูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>สหรัฐฯ เลื่อนวันบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีศุลกากรใหม่จากเดือน เม.ย. เป็น ส.ค.</strong> ส่งผลให้ไทยเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ต่อเนื่องอีกหลายเดือน การส่งออกไปสหรัฐฯ ทั้งปีจึงขยายตัวสูงถึง 32% เร่งตัวขึ้นมากจากปี 2024 ที่โต 13.6% (CTG 5.8% ของการเติบโตส่งออกไทยปี 2025 12.9%)</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>สหรัฐฯ ยังยกเว้นมาตรการกำแพงภาษีสินค้าส่งออกหลักของไทย</strong> ส่วนมากเป็นสินค้าสำคัญต่อสหรัฐฯ และสินค้าที่สหรัฐฯ ผลิตไม่ได้/ผลิตได้น้อย เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด หลอดไฟ LED แกรไฟต์ ส่วนประกอบยาบางชนิด และสินค้าเกษตรบางชนิด ส่งผลให้หลายประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปสหรัฐฯ สูง เช่น ไทย ไต้หวัน และเวียดนาม ยังขยายตัวได้ดี (ไทยส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ขยายตัว 52.5% ในปี 2025 และ CTG กว่า 20% ของการเติบโตส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งปี 2025 ที่ 32%)<br /><br /></li>
</ul>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>2. วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย</strong> (สัดส่วน 21.5% ของมูลค่าส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 17.6% ในปี 2024) ได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่ม Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากการเร่งส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปสหรัฐฯ เนื่องจากบางสินค้ายังคงไม่ถูกตั้งกำแพงภาษีเพิ่ม ส่งผลให้มูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยขยายตัวสูงกว่า 38.3% ในปี 2025 (CTG คิดเป็น 6.7% ของการเติบโตของส่งออกรวม 12.9%)<br /><br /><strong>3. ส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูงกว่า 48.5%</strong> แรงหนุนจากราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นมากตามความต้องการทองคำในตลาดโลกเพื่อรองรับความเสี่ยงโลกที่สูงขึ้น (CTG การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปคิดเป็น 1.4% ของการเติบโตส่งออกไทยรวม 12.9% หากรวมกับปัจจัยส่งออกทองพิเศษไปอินเดียในช่วง Q1/2025 การส่งออกทองคำของไทยปีนี้คิดเป็น CTG 2.2% ของการเติบโตส่งออกไทยรวม 12.9%)<br /><br /><strong>4. ความตึงเครียดจีน-สหรัฐฯ ผ่อนคลายลงมาก</strong> โดยสหรัฐฯ ลดกำแพงภาษีนำเข้าจีนเหลือเพียง 20% จากที่เคยสูงกว่า 100% ในช่วงต้นปี 2025 ส่งผลให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกเปลี่ยนไป (เช่น WTO ณ เดือน เม.ย. เคยประเมินว่าปริมาณการค้าโลกในปี 2025 จะหดตัว -0.2% ปรับมุมมอง ณ เดือน ต.ค. ขยายตัวได้ 2.4%) ส่งผลให้การส่งออกไทยไปตลาดนอกสหรัฐฯ ขยายตัวได้ดี เช่น จีน สหภาพยุโรป และอาเซียน-5 ที่ขยายตัวสูง 12.6% 8.5% และ 6.9% ตามลำดับ<br /><br /><strong>แม้มูลค่าส่งออกไทยในปี 2025 จะขยายตัวสูง แต่มูลค่านำเข้าทั้งปีขยายตัวเร่งขึ้นมากเช่นกัน</strong> มูลค่านำเข้ารวม 344,943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.9% สูงสุดในรอบ 4 ปีเช่นเดียวกับส่งออก โดยสินค้านำเข้าหลักเป็นหมวดวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุนที่ขยายตัวสูงกว่า 17.9% และ 20.3% ตามลำดับ (CTG รวมกัน 12.5% ของการเติบโตการนำเข้าทั้งหมดในปี 2025 ที่ 12.9%) (รูปที่ 5)</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>สินค้าหมวดวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (CTG = 7.2%) มาจากทองคำและอุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์</strong> สอดคล้องกับมูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำของไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง แต่เนื่องจากไทยมีข้อจำกัดในการผลิตสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า (ขยายตัวกว่า 41.3%) จากผู้ผลิตรายใหญ่ โดยเฉพาะจีนและไต้หวัน เพื่อรองรับความต้องการผลิตเพื่อส่งออกที่เพิ่มขึ้น สำหรับการนำเข้าทองคำขยายตัวสูงกว่า 36% &nbsp;ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเพื่อชดเชยการส่งออก และอาจมีความต้องการสะสมทองคำเพิ่มขึ้นในประเทศ</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>สินค้าทุน (CTG : 5.3%)</strong> ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวกว่า 47.1%, 16.2% และ 4.1% ตามลำดับ สอดคล้องกับข้อมูลการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ Data center ที่ขยายตัวต่อเนื่องในไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้การนำเข้าสินค้าทุนกลุ่มนี้ขยายตัวสูงเป็นพิเศษในปี 2025</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ไทยนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากจีนและไต้หวัน</strong> โดยมูลค่านำเข้าจากจีนและไต้หวันขยายตัวสูง 33.5% และ 23.5% ในปี 2025 ตามลำดับ CTG คิดเป็น 10.4% (จีน 8.8% ไต้หวัน 1.6%) ของการเติบโตของมูลค่านำเข้าไทยปี 2025 ที่ 12.9% โดยเฉพาะจีน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากกำลังการผลิตส่วนเกินหลังถูกกีดกันการค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศจีนยังไม่ดีนัก จึงเน้นส่งออกไปยังตลาดอื่นนอกสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้<br /><br /></li>
</ul>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมไทย (MPI : Manufacturing Production Index) ตามรูปที่ 6 ขวา ไม่ได้ขยายตัวดีสอดคล้องกับแนวโน้มการส่งออก จึงอาจสะท้อนว่าการส่งออกไทยปี 2025 สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยค่อนข้างจำกัด</strong> ทั้งนี้ดุลการค้าไทย (ระบบศุลกากร) ปี 2025 ขาดดุลสูง -5,307.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี<br /><br /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>มุมมองส่งออกไทยปี 2026 (ณ ธ.ค. 2025) จะชะลอตัวลงมากเหลือ -1.5% ตามทิศทางการค้าโลกและปัจจัยฐานสูง อย่างไรก็ดี ยังมี Upside จากหลายปัจจัย</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมินการส่งออกไทยในปี 2026 จะแผ่วลง</strong> เศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกในปี 2026 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์จะเริ่มส่งผลชัดเจนและเต็มรูปแบบมากขึ้น ปัจจัยหนุนพิเศษบางประการในปี 2025 ที่จะหมดไป เช่น การเร่งผลิตและส่งออกก่อนได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า (Front-loading) ปัจจัยส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดีย ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจนอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย รวมถึงปัจจัยฐานที่สูงจากการขยายตัว 12.9% ในปี 2025 อย่างไรก็ดี <strong>มุมมองต่อการค้าโลก กระแสการลงทุนดิจิทัล และความต้องการทองคำปรับดีขึ้น แม้จะยังมีทิศทางชะลอตัว ส่งผลให้มุมมองการส่งออกของไทยปีนี้ -1.5% ที่เคยประเมินไว้ในช่วงเดือน ธ.ค. 2025 ยังมี Upside หลายปัจจัย</strong><br /><br /><strong>1. ปริมาณการค้าโลกในปี 2026</strong> องค์กรระหว่างประเทศ (ณ ม.ค. 2026) เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ปริมาณการค้าโลกขยายตัว 2.6% ในปีนี้ แม้จะเติบโตต่ำจาก 4.1% ในปี 2025 แต่นับว่าสูงกว่าประมาณการเดิมในเดือน ต.ค. 2025 ที่ 2.3% <br /><br /><strong>2. กระแสการลงทุนด้านดิจิทัล โดยเฉพาะ AI</strong> ยังคงมีแนวโน้มร้อนแรงในปี 2026 แม้จะชะลอตัวจากปี 2025 บ้าง ส่งผลให้ยังมีความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่สูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรรวม โดยข้อมูลเร็วการส่งออกของเกาหลีใต้ 20 วันแรกในเดือน ม.ค. 2026 ขยายตัว 14.9% โดยการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารไร้สายขยายตัว 70.2% และ 48% ตามลำดับ<br /><br /><strong>3. ความต้องการสะสมทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยยังมีอยู่สูง</strong> ตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นมากในยุคทรัมป์ 2.0 นอกจากนี้ สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่าธนาคารกลางยังคงสถานะผู้ซื้อทองคำสุทธิเพื่อสะสมเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ทั้งนี้หลายสำนักวิจัยด้านการลงทุนหลักของโลกประเมินว่าราคาทองคำในปีนี้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลในอดีตสะท้อนว่าการส่งออกทองคำของไทยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาทองคำโลก<br /><br /><strong>SCB EIC อยู่ระหว่างติดตามและประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการส่งออกไทย และจะเผยแพร่ประมาณการใหม่ในเดือน ก.พ.</strong> สำหรับมุมมองกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์มูลค่าส่งออกไทยปีนี้จะเติบโตในช่วง -3.1% ถึง +1.1%</p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">&nbsp;</h3>
<p>&nbsp;</p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /></strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/p6/13/hfjmp613l9/ThaiExport-Pic1-Edit.png" alt="ThaiExport-Pic1-Edit.png" width="1052" height="474" /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 2 : คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ทองคำฯ ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ และรถพิกอัปหนุนส่งออกเดือน ธ.ค. 2025 ขณะที่ส่งออกข้าวหดตัวต่อเนื่อง<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sy/de/hf4asydeky/image2.png" alt="image2.png" width="2166" height="1151" /></strong><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span><br /></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 3 : มูลค่าการนำเข้าสินค้าไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/t0/iz/hf4at0iz0v/image3.png" alt="image3.png" width="2323" height="763" /><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 4 : ในปี 2025 อิเล็กทรอนิกส์ ทองคำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสินค้าส่งออกหลัก ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ มีสัดส่วนเกือบครึ่งของอัตราการเติบโตการส่งออกไทยทั้งปี<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/t2/94/hf4at294wo/image4.png" alt="image4.png" width="2214" height="1179" /><br /><span style="color: #000000;">หมายเหตุ : สินค้าอุตฯ อื่น ๆ คือสินค้าอุตสาหกรรมหักสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และทองคำ+ทองคำพิเศษ<br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 5 : สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุนเป็นสินค้านำเข้าหลักในปี 2025 ส่วนมากนำเข้าจากจีนและไต้หวัน<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/t4/20/hf4at420ac/image5.png" alt="image5.png" width="2325" height="1247" /></strong><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 6 : อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เฉลี่ยลดลงจากช่วงต้นปี 2025 ส่งผลให้การค้าโลกและไทยเติบโตดีกว่าคาด แต่ภาคการผลิตไทยอาจได้มูลค่าเพิ่มจำกัดจากการส่งออกที่เร่งสูง<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/t5/to/hf4at5toim/image6.png" alt="image6.png" width="2252" height="1084" /><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์, Office of Industrial Economics และ World Trade Organization (WTO)</span></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-280126" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/9r/2p/hf479r2p1p/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></span></span></a></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/TKJCGF3" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ธ.ค. 2025 อยู่ที่ 28,835 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวสูง 16.8%YOY</description>
					<enclosure length="4658" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/cm/6a/hf47cm6ay4/trade-23012026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 23 Jan 2026 19:43:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เครนถล่ม…เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้างภาคก่อสร้าง จะแก้ไข หรือจะปล่อยซ้ำรอยเดิม?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10009</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10009</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10009">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่ม กระทบความเชื่อมั่น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มติดต่อกัน กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของการก่อสร้างโครงการภาครัฐในวงกว้าง &nbsp;</strong><span style="color: #000000;">เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มติดต่อกันในเดือนมกราคม 2026 ได้แก่ 1) เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ถล่มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษหมายเลข 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี และ 2) เครนก่อสร้างโครงการทางยกระดับ ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว (มอเตอร์เวย์ M82) ถล่มทับรถยนต์ อีกทั้ง เหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มจากแผ่นดินไหวเมื่อปี 2025 รวมถึงถนนที่ก่อสร้างแล้ว และอยู่ระหว่างก่อสร้างทรุดตัวในหลายพื้นที่ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของการก่อสร้างโครงการภาครัฐในวงกว้าง</span></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง จะช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับการก่อสร้าง</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>การยกระดับกลไกการกำกับดูแลผู้รับเหมาก่อสร้าง</strong> <span style="text-decoration: underline;">ในระยะสั้น</span> ต้องเร่งดำเนินมาตรการสมุดพกผู้รับเหมา (การหักคะแนนสะสมในกรณีที่ผู้รับเหมาก่อสร้างกระทำผิด) และกระบวนการจัดจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างจำเป็นต้องมีความเข้มงวดมากขึ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเข้าประมูล การก่อสร้าง จนถึงตรวจรับงาน รวมถึงการบังคับใช้บทลงโทษผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีปัญหาในการก่อสร้างหรือการส่งมอบงาน ตั้งแต่การปรับเงิน ตัดสิทธิ์ในการเข้าประมูลงาน ปรับลดระดับชั้น ไปจนถึงเพิกถอนรายชื่อ</span><br /><br /><span style="color: #000000;"><span style="text-decoration: underline;">ในระยะยาว</span> ต้องยกระดับภาคก่อสร้างทั้ง Supply chain ผ่านการจัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล และพัฒนาภาคก่อสร้าง ทั้งนี้ภาครัฐอาจศึกษาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลและยกระดับภาคก่อสร้าง จากตัวอย่างของมาเลเซีย ซึ่งมี Construction Industry Development Board (CIDB) ที่มีบทบาทให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะสำหรับภาครัฐ รวมถึงกำกับดูแล กำหนดมาตรฐาน และยกระดับคุณภาพของผู้รับเหมาก่อสร้าง ไปจนถึงการวิจัยและพัฒนา เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ภาคก่อสร้างมีความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>การนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น</strong> เช่น อุปกรณ์และเครื่องจักรอัตโนมัติที่ช่วยลดความเสี่ยงในการทำงานที่อันตรายทดแทนการใช้แรงงานคน อุปกรณ์ Sensor เพื่อแจ้งเตือนเมื่ออุปกรณ์และเครื่องจักรมีการทำงานผิดปกติ หรือแจ้งเตือนเมื่อถึงระยะเวลาการซ่อมแซมและบำรุงรักษา ทั้งนี้ภาครัฐมีบทบาทเร่งให้เกิดการใช้เทคโนโลยีก่อสร้าง ผ่านการกำหนดมาตรฐานการใช้เทคโนโลยีก่อสร้างในการประมูลโครงการก่อสร้างภาครัฐ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีก่อสร้าง การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และการสนับสนุนเงินทุนสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างที่ลงทุนนำเทคโนโลยี และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องมาใช้</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้รับเหมาควรยกระดับคุณภาพ และหลีกเลี่ยงการประมูลราคาต่ำเกินไป</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>ผู้รับเหมาก่อสร้างควรเร่งยกระดับคุณภาพ และระมัดระวังการใช้กลยุทธ์เข้าประมูลแบบแข่งขันด้านราคาที่ต่ำเกินไป </strong><span style="color: #000000;">ผู้รับเหมาก่อสร้างควรเร่งยกระดับคุณภาพ ด้วยการเลือกพันธมิตรและผู้รับเหมาช่วงที่มีความน่าเชื่อถือ ยกระดับขั้นตอนการก่อสร้างให้มีความปลอดภัย ใช้วัสดุก่อสร้างและเครื่องจักรที่มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงส่งมอบงานได้ตรงเวลาและคุณภาพ อีกทั้ง การนำเทคโนโลยีมาใช้ จะช่วยเพิ่ม Productivity ทั้งนี้การเข้าประมูลโครงการก่อสร้างยังต้องระมัดระวังการใช้กลยุทธ์แบบแข่งขันด้านราคาที่ต่ำเกินไป เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่ผู้รับเหมาก่อสร้างถูกบีบให้รักษาอัตรากำไร ด้วยการลดต้นทุนผ่านการลดคุณภาพงานก่อสร้าง<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/construction-03022026"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tq/kg/hf1mtqkgan/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/construction-210126" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มติดต่อกัน กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของการก่อสร้างโครงการภาครัฐในวงกว้าง</description>
					<enclosure length="4619" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/xe/ur/hf1mxeur60/construction.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 21 Jan 2026 10:17:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออก พ.ย. ยังโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แต่ปี 2026 เสี่ยงพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยกดดัน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9995</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9995</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9995">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/88/35/he85883564/Infographic-Flash-Export-NOV-25-20251225.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-NOV-25-20251225.jpg" width="1920" height="3370" /><br /><br />มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน พ.ย. 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน พ.ย. 2025 อยู่ที่ 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 7.1%YOY </strong><span style="color: #000000;">เพิ่มขึ้นจาก 5.7% ในเดือนก่อน และใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ที่ 7% (ขณะที่ค่ากลางในผลสำรวจจาก Reuters อยู่ที่ 8.3%) โดยแม้ตัวเลขยังขยายตัวได้ต่อเนื่องแต่เริ่มเห็นถึงสัญญาณการชะลอตัวชัดเจนมากขึ้น สะท้อนจากการส่งออกปรับฤดูกาลที่หดตัว -2.3%MOM_SA ต่อเนื่องจาก -1.2%MOM_SA ในเดือนก่อน ทั้งนี้ภาพรวมมูลค่าส่งออกสะสม 11 เดือนแรกของปีนี้ยังขยายตัวสูง 12.6% (รูปที่ 1 และ 2)</span></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และส่งออกไปสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยหนุนหลัก ขณะที่ทองคำกลายเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ 2 เดือนติดต่อกัน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>1) การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวสูงในเดือน พ.ย. แม้หลายสินค้าโดนกำแพงภาษีไปแล้ว</strong> โดยขยายตัวสูงถึง 37.9%YOY ต่อเนื่องจาก 32.9% ในเดือนก่อนแม้เผชิญกำแพงภาษี โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 11 จาก 15 รายการขยายตัวดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ที่ขยายตัวสูง 120%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>2) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง </strong>จากการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ &nbsp;ซึ่งยังคงได้รับการยกเว้นอัตราภาษีตอบโต้ วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัว 59.9% และแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัว 17.1% เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>3) ทองคำกลายเป็นปัจจัยกดดันหลัก 2 เดือนติดต่อกัน หลังจากขยายตัวสูงตลอด 9 เดือนแรกของปี </strong>การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปหดตัวสูง -51.2% ต่อเนื่องจาก -76.9% ในเดือนก่อน จากที่เคยขยายตัวสูงมากถึง 212.6% และ 144% ในเดือน ก.ย. และ ส.ค. ตามลำดับ ประเมินว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยฐานสูง เนื่องจากการส่งออกทองคำเดือน ต.ค. และ พ.ย. ปี 2024 ที่ขยายตัวสูงถึง 169.3% และ 174.7% จากเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์ตามลำดับ รวมถึงจากราคาทองคำที่ขยายตัวชะลอลงในเดือน พ.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้นเร็วในช่วงก่อนหน้า</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>มูลค่าการนำเข้าสินค้าเร่งตัวสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าต่อเนื่อง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน พ.ย. อยู่ที่ 30,172.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูง 17.6% </strong>ต่อเนื่องจาก 16.3% และ 17.2% ในเดือน ต.ค. และ ก.ย. ตามลำดับ และสูงกว่าที่ประมาณการไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 10.1% ขณะที่ค่ากลางในผลสำรวจของ Reuters อยู่ที่ 14%) ทำให้ภาพรวมมูลค่านำเข้า 11 เดือนแรกปีนี้ขยายตัวสูง 12.4% ในเดือนนี้การนำเข้าอาวุธ ยุทธปัจจัย และสินค้าอื่น ๆ ขยายตัว 69.7%, สินค้าทุนขยายตัว 18.7%, ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งขยายตัว 10% และสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัว 8.2% ทั้งนี้การนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหมวดเดียวที่หดตัวสูงราว -16.7% ต่อเนื่องจาก -9.8% ในเดือนก่อน (รูปที่ 3)<strong> ซึ่งการนำเข้าที่ขยายตัวสูงเป็นผลจากการนำเข้าแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวถึง 195.1%</strong> เร่งขึ้นจาก 33.3% ในเดือนก่อน โดยเฉพาะจากไต้หวันที่ขยายตัวสูงถึง 605.1% และคิดเป็น 82.9% ของการนำเข้าแผงวงจรไฟฟ้าทั้งหมดในเดือนนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุลสูงต่อเนื่อง -2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ </strong>และขาดดุลสูงกว่าคาดมาก (SCB EIC ประเมินขาดดุล -800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่ากลางในผลสำรวจของ Reuters อยู่ที่ -1,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผลจากการนำเข้ายังเร่งตัวสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสินค้าแผงวงจรไฟฟ้าจากไต้หวัน ส่งผลให้ดุลการค้าสะสม 11 เดือนแรกของปี 2025 ขาดดุล -4,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">SCB EIC ประเมินส่งออกปี 2026 อาจพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัย</span></strong></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>มูลค่าส่งออกที่ขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ ได้แรงหนุนจากหลายปัจจัย</strong> 1) วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเกาะกระแสความต้องการโลกและเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย 2) ความรุนแรงของนโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในช่วงแรก (เช่น ไทยจาก 36% เหลือ 19%) อีกทั้ง การจัดเก็บภาษีได้ถูกชะลออกไปในหลายส่วน เช่น ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและการค้าได้ผลกระทบจากนโยบายภาษีนำที่ค่อนข้างจำกัดและยังขยายตัวได้ดี 3) การส่งออกทองคำที่สูงจากราคาที่สูงขึ้นและความต้องการทองที่สูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอน รวมทั้งการส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดียในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ 4) ปัจจัยฐานต่ำในช่วงครึ่งแรกของปี 2024</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>อย่างไรก็ดี มูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวสูงนั้นมาพร้อมกับการนำเข้าที่เร่งตัวมากเช่นกัน</strong> โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผลบวกต่อเศรษฐกิจอาจมีไม่มากนัก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>แม้ส่งออกจะขยายตัวดีในปี 2025 แต่ SCB EIC ประเมินว่าการส่งออกของไทยในปี 2026 จะมีแนวโน้มหดตัว</strong> -1.5% (ตัวเลขระบบดุลการชำระเงิน) สาเหตุสำคัญจาก 1) เศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกในปี 2026 ที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ที่เริ่มส่งผลชัดเจนและเต็มรูปแบบมากขึ้น 2) ปัจจัยหนุนในปี 2025 ที่จะเริ่มหมดไป เช่น การเร่งผลิตและส่งสินค้าไปสหรัฐฯ (Front-load) การส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดีย เป็นต้น 3) ปัจจัยฐานสูงในปี 2025 โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 4) การแข่งขันในตลาดโลกสูงขึ้น เนื่องจากทั่วโลกต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดสหรัฐฯ และ 5) ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันโดยเปรียบเทียบ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก (ไม่มี Natural-hedge) ทั้งนี้เงินบาทแข็งค่ามากกว่า 9% นับตั้งแต่ต้นปี 2025 สูงเกือบที่สุดในภูมิภาค ยกเว้นเพียงเมียนมา โดยจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสสองของปี 2026 โดยสอดคล้องกับประมาณการของกระทรวงพาณิชย์ที่ช่วง -3.3% ถึง 1.1% (ตัวเลขระบบศุลกากร)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>นอกจากนี้ ในระยะข้างหน้าส่งออกไทยอาจเผชิญปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำที่ต้องจับตาใกล้ชิดเพิ่มเติมจาก</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>1) ภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ</strong> เช่นภาษีเฉพาะเจาะจงรายสินค้า (Sectoral tariff) โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipment tariff) ซึ่งภาษีทั้งสองรูปแบบมีอัตราภาษีสูงกว่าที่ 19% ที่ไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>2) ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-สหรัฐฯ</strong> โดยเฉพาะการค้ากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง อาจส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจโลกและการค้าโลก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>3) ข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ</strong> ยังไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา อาจทำให้การเจรจากับสหรัฐฯ ล่าช้า หรือไทยเสียเปรียบในการเจรจามากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>4) ปัญหาสินค้าจีนและสหรัฐฯ</strong> ทะลักในตลาดโลกมากขึ้น กระทบความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยทั้งในและต่างประเทศ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ</strong><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rz/sy/he84rzsy7i/image001.png" alt="image001.png" width="1025" height="435" /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 2 : สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงส่งสำคัญ แม้จะชะลอลงบ้าง ขณะที่ส่งออกทองคำยังหดตัวสูง</strong><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/s9/ke/he84s9ke2e/image002.jpg" alt="image002.jpg" width="1026" height="523" /><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span><br /></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 3 : มูลค่าการนำเข้าสินค้าไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ</strong><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sm/ex/he84smexhq/image003.png" alt="image003.png" width="1025" height="373" /><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-140126" target="_blank" rel="noopener"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/l8/16/he80l816eo/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></span><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-251225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แม้ส่งออกจะขยายตัวดีในปี 2025 แต่ SCB EIC ประเมินว่าการส่งออกของไทยในปี 2026 จะมีแนวโน้มหดตัว -1.5% จากหลายปัจจัยกดดัน</description>
					<enclosure length="5072" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6m/xr/he846mxrqi/trade-251225.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 25 Dec 2025 13:10:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กนง. ลดดอกเบี้ยตามคาด SCB EIC ประเมิน กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งภายในครึ่งแรกของปีหน้า</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9989</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9989</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9989">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.25%</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>กนง. มีมติเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.50% มาอยู่ที่ 1.25% </strong></span>เพื่อให้ภาวะการเงินผ่อนคลายภายใต้เศรษฐกิจที่จะชะลอลงชัดเจนและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการบรรเทาภาระหนี้กลุ่มเปราะบางและเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงิน มองไปข้างหน้า กนง. พร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่อาจเปลี่ยนแปลง โดยคำนึงถึงเสถียรภาพระบบการเงินระยะยาว และ Policy space ที่มีจำกัด ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และภาวะการเงิน (รูปที่ 1) กนง. ประเมินว่า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2025 &ndash; 2027 ของ ธปท. (ณ ธ.ค. 2025)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6i/na/hdzi6ina06/image001.png" alt="image001.png" width="1041" height="202" /><br /></strong></span><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ ธปท.</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เศรษฐกิจจะชะลอลงชัดเจน </strong>จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ การส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ<strong> และมีปัจจัยลบ</strong><strong>/</strong><strong>ปัจจัยเสี่ยงเข้ามาเพิ่มเติม </strong>ได้แก่ (1) สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ จะยังส่งผลลบต่อเศรษฐกิจต่อเนื่องไปถึงช่วงปีหน้า และ (2) ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้งบประมาณปี 2027 ประกาศใช้ล่าช้า</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้จะเฉลี่ยติดลบ และไม่เข้ากรอบเป้าหมายในปีหน้า </strong>โดยยังคงเป็นผลจากราคาพลังงานที่ปรับลดลงตามราคาพลังงานโลก และมาตรการอุดหนุนของภาครัฐ โดยความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังมีไม่มาก</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง </strong>จากทั้งความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามการชะลอลงของอุปสงค์ในประเทศ และสถาบันการเงินที่ยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ <strong>เงินบาทแข็งค่านำสกุลเงินภูมิภาค </strong>(รูปที่ 2)ตามแนวโน้มนโยบายการเงินสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>3 </strong><strong>ปัจจัยหลักที่ กนง. จะติดตาม ได้แก่ </strong>1) มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจมีออกมาเพิ่มเติม 2) การขยายตัวของสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท และ 3) ความเสี่ยงเงินฝืด</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 2 : เงินบาทแข็งค่านำเกือบทุกสกุลเงินในภูมิภาค<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6y/5w/hdzi6y5wun/image002.png" alt="image002.png" width="1000" height="339" /><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Bloomberg</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>SCB EIC มองว่าการสื่อสารของ กนง. ในครั้งนี้ต่างจากการสื่อสารในครั้งก่อน ๆ หลายประเด็น ได้แก่</strong></span></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>1) กนง. มองเศรษฐกิจชะลอตัวลง &ldquo;ชัดเจน&rdquo; ในปีหน้า </strong>โดยเน้นสื่อสารปัจจัยลบ และความเสี่ยงเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ามากกว่าการสื่อสารถึงตัวเลขเศรษฐกิจและการส่งออกที่ออกมาค่อนข้างดีในช่วงที่ผ่านมา และเปิดเผยมุมมองต่อเศรษฐกิจปี 2027 เพิ่มเติมด้วยว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นแต่จะยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งเป็นการสื่อสารให้ภาพเศรษฐกิจไปข้างหน้าที่ค่อนข้างระมัดระวัง โดยประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2027 จะขยายตัวได้เพียง 2.3%YOY</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>2) กนง. จะติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่าง &ldquo;ใกล้ชิด&rdquo; โดยเริ่มสื่อสารถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ในประเทศเป็นครั้งแรก </strong>ซึ่งเป็นการสื่อสารเพิ่มเติมจากการประชุมรอบก่อน ๆ ที่เน้นประเด็นว่าความเสี่ยงเงินฝืดมีน้อย โดยไม่ได้มีการกล่าวถึงปัจจัยด้านอุปสงค์มากนัก แต่ในรอบนี้เริ่มพูดถึงปัจจัยด้านอุปสงค์ที่มีบทบาทประคองเงินเฟ้อทั่วไปได้น้อยลง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>3) กนง. กังวลบาทแข็งค่านำสกุลเงินภูมิภาค พร้อมพิจารณามาตรการลดแรงกดดันบาทแข็ง </strong>ซึ่งโดยปกติแล้ว กนง. มักไม่กล่าวถึงมาตรการดูแลเงินบาทใน Statement</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">โดยรวม Statement ในครั้งนี้ให้ท่าทีผ่อนคลาย (Dovish tone) มากกว่าการสื่อสารครั้งก่อน ๆ และให้น้ำหนักกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจ และการตึงตัวของภาวะการเงินชัดเจนมากขึ้น<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/MPC-231225" target="_blank" rel="noopener"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/il/ha/hdzcilhanr/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/policy-rate-171225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>กนง. มีมติเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.25% SCB EIC คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอีกครั้งมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปี 2026</description>
					<enclosure length="3628" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ix/0o/hdziix0ock/policy--rate.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 17 Dec 2025 16:29:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออกเดือน ต.ค. มีสัญญาณชะลอลง ทั้งปียังเติบโตดีจากผลสะสม 9 เดือน ด้านนำเข้าเร่งสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะทองคำ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9972</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9972</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9972">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jl/l3/hdb8jll3er/Flash_Export_Oct2025-01.jpg" alt="Flash_Export_Oct2025-01.jpg" width="2480" height="4303" /><br /><br />การส่งออกสินค้าเดือน ต.ค. 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ต.ค. 2025 อยู่ที่ 28,835 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โตชะลอลงเหลือ 5.7%YOY</strong> </span>จาก 19.0%YOY เดือนก่อน และต่ำกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 9%) ตัวเลขปรับฤดูกาลหดตัว -1.9%MOM_SA ลดลงมากจาก 6.6%MOM_SA เดือน ก.ย. ภาพรวมมูลค่าส่งออกสะสม 10 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวสูง 13.0% (รูปที่ 1 และ 2)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และส่งออกไปสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยหนุนหลัก ขณะที่ทองคำกลายเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ</strong></span><br /><br /><strong>1) การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวสูงในเดือน ต.ค. แม้หลายสินค้าโดนกำแพงภาษีไปแล้ว</strong> โดยส่งออกเดือนนี้ยังขยายตัวสูง 29.1% แม้ชะลอลงจาก 35.3% ในเดือนก่อน หากไม่รวมสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า พบว่า การส่งออกไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวสูง 18.7% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ สูงแม้เผชิญกำแพงภาษี โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 11 จาก 15 รายการขยายตัวดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัวสูง 110.2%, 45.9% และ 22.2% ตามลำดับ การส่งออกไปสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 6%YOY สูงกว่าการเติบโตของส่งออกรวม 5.7%<br /><br /><strong>2) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง</strong> จากการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ &nbsp;ซึ่งยังคงได้รับการยกเว้นอัตราภาษีตอบโต้ วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก ทั้งนี้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวสูง 38.8% ชะลอลงบ้างจาก 42.6% เดือนก่อน หากพิจารณารายตลาดคู่ค้า พบว่าใน Top-15 ของตลาดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทย มีจำนวน 12 จาก 15 ตลาดกลุ่มนี้ที่ยังขยายตัว ขณะที่ 10 จาก 15 ตลาดขยายตัวสูงกว่า 30% เช่น สหรัฐฯ, จีน, สิงคโปร์, เม็กซิโก และมาเลเซีย (ขยายตัวสูง 52.8%, 36.4%, 87%, 40% และ 86.4% ตามลำดับ) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 6.9% สูงกว่าการเติบโตส่งออกรวม 5.7%<br /><br /><strong>3) ทองคำกลายเป็นปัจจัยกดดันหลัก</strong> การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปหดตัวสูง -76.9% จากที่เคยขยายตัวสูงมาก 212.6% และ 144% ในเดือน ก.ย. และ ส.ค. ตามลำดับ ตลาดส่งออกทองคำไปสวิตเซอร์แลนด์, สิงคโปร์ และกัมพูชาหดตัวสูง -92.4%, -96.3% และ 82% ตามลำดับ ส่วนหนึ่งตามราคาทองคำโลกที่ปรับลดลง หลังความไม่แน่นอนโลกลดลงจากจีน-สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราว ทองคำเป็นสินค้าหลักที่กดดันส่งออกเดือนนี้ให้หดตัวถึง (CTG) -6.3% เทียบการเติบโตของส่งออกรวม 5.7% (แตกต่างจากช่วง 9 เดือนแรกมาก ซึ่งทองคำช่วยให้ส่งออกไทยขยายตัวกว่า 2.5% จากมูลค่าส่งออกรวม 13.9%)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การนำเข้าเดือน ต.ค. 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>การนำเข้าเร่งตัวสูง โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เช่น ทองคำไทยขาดดุลการค้าสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี</strong></span><br /><br /><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ต.ค. อยู่ที่ 32,272.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 16.3% ต่อเนื่องจาก 17.2% เดือนก่อน</strong> แต่สูงกว่าที่ประมาณการไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 10.1%) ภาพรวมมูลค่านำเข้า 10 เดือนแรกปีนี้ขยายตัวสูง 12.4% ในเดือนนี้การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (รวมทองคำ) และอาวุธ ยุทธปัจจัย และสินค้าอื่น ๆ เร่งตัว 43.5% และ 33.4% ในเดือน ต.ค. ตามลำดับ เติบโตกว่าสองเท่าจาก 18.9% และ 15.1% ในเดือน ก.ย. ขณะที่การนำเข้าสินค้าทุน สินค้าอุปโภคบริโภค และยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งแผ่วลงมากที่ 3.1%, -2.7% และ -1.7% ตามลำดับ (เทียบกับเดือนก่อนที่เติบโตสูง 23.7%, 16.6% และ 31.8% ตามลำดับ) ทั้งนี้การนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหมวดเดียวที่หดตัวสูงราว -10% เทียบเดือนก่อนที่หดตัวไม่มาก -0.8.% (รูปที่ 3)<br /><br /><strong>การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปยังคงขยายตัวสูง ส่วนหนึ่งเพราะไทยกลับมานำเข้าทองคำสูงมาก</strong> มูลค่านำเข้าหักทองคำเหลือขยายตัวเพียง 4.3% ในเดือนนี้ทองคำนำเข้าขยายตัวสูงถึง 315.3% จากที่เคยหดตัว &ndash;44.3% ในเดือนก่อน โดยนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, จีน, ออสเตรเลีย, สิงคโปร์ และฮ่องกงเป็นหลัก ซึ่งขยายตัวสูงถึง 745.7%, 516.1%, 1,436.9%, 327.8%, 779.3% และ 7.1% ตามลำดับ มีสัดส่วนราว 93% ของมูลค่านำเข้าทองคำทั้งหมดเดือนนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากราคาทองคำที่ลดลง<br /><br /><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้กลับมาขาดดุลสูง -3,436.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong> สูงสุดในรอบ 31 เดือน และขาดดุลสูงกว่าคาดมาก (SCB EIC ประเมินขาดดุล -800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผลจากการการส่งออกเริ่มชะลอลงแล้ว แต่นำเข้ายังเร่งตัวสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ดุลการค้าสะสม 10 แรกของปี 2025 ขาดดุล -3,866.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกไทยปี 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกไทยปี 2025 ขยายตัว 10.7% ตามข้อมูล 9 เดือนสะสมที่สูงกว่าคาด มุมมองส่งออกปี 2026 มีแนวโน้มหดตัว -1.5%</strong></span> <br /><br /><strong>SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกไทยปี 2025 เป็น 10.7% จากเดิม 5.3% (ตัวเลขระบบดุลการชำระเงิน, มุมมอง ณ พ.ย. 2025)</strong> แม้ตัวเลขส่งออกเดือน ต.ค. ออกมาต่ำกว่าคาดพอสมควร เนื่องจากการส่งออกไตรมาส 3 ยังเติบโตได้ดีในช่วงที่สหรัฐฯ เริ่มขึ้นกำแพงภาษีแล้ว สำหรับในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ มูลค่าส่งออกมีแนวโน้มเติบโตต่ำจากปัจจัยฐานสูง <strong>สาเหตุที่ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกปีนี้มาจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ</strong><br /><br /><strong>1) เศรษฐกิจโลกและการค้าโลกปี 2025 ขยายตัวดีกว่ามุมมองช่วงต้นปี</strong> ผลจากความตึงเครียดของสงครามการค้าที่ลดลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะระหว่างจีน-สหรัฐฯ กำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่เริ่มใช้จริงต่ำกว่าที่เคยประกาศครั้งแรกมาก หลังการเจรจากับสหรัฐฯ ได้ข้อตกลงที่สหรัฐฯ พอใจ รวมถึงการเร่งส่งออกก่อนสหรัฐฯ เริ่มกำแพงภาษีช่วงต้นเดือน ส.ค. ส่งผลให้การส่งออกไทยไปประเทศคู่ค้าหลักขยายตัวได้ดี เช่น จีน, อาเซียน 5 &nbsp;และสหภาพยุโรป (15.5%, 6.3% และ 7.9% ตามลำดับ)<br /><br /><strong>2) สหรัฐฯ เลื่อนเวลาเริ่มเก็บภาษีตอบโต้</strong> จาก 2 เม.ย. เป็น 8 ส.ค. ส่งผลให้ไทยเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ได้มาก ส่งออกไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปีขยายตัวสูงถึง 14.4%<br /><br /><strong>3) ไทยเจรจาสหรัฐฯ ขอลดอัตราภาษีตอบโต้ได้เกือบครึ่ง</strong> จาก 36% เหลือ 19% อัตราใกล้เคียงคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้สินค้าส่งออกไทยยังสามารถรักษาความสามารถแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐฯ <br /><br /><strong>4) ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำ ขยายตัวสูงมาก 35.6% และ 104.8% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ตามลำดับ</strong> สินค้ากลุ่มนี้ช่วยให้ส่งออกไทย 9 เดือนแรกเติบโตได้ถึง (CTG) 8.7% เกินครึ่งของอัตราการเติบโตมูลค่าส่งออกรวม 13.9% (CTG)<br /><br /><br /><strong>สำหรับมุมมองของกระทรวงพาณิชย์ปรับเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน โดยประเมินว่ามูลค่าส่งออกไทยปีนี้จะขยายตัว 10.7% - 11.4%</strong> <br /><br /><strong>อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมินมูลค่าส่งออกปี 2026 มีแนวโน้มพลิกกลับมาหดตัว -1.5% สาเหตุหลักจาก </strong><br /><br /><strong>1. เศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกในปี 2026 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ</strong> เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์จะเริ่มส่งผลชัดเจนและเต็มรูปแบบมากขึ้น หลังจากเลื่อนบังคับใช้ในปีนี้ โดยองค์กรการค้าโลก (WTO) ได้ปรับลดประมาณการปริมาณการค้าโลกในปี 2026 ล่าสุด เหลือเพียง 0.5% (ชะลอลงมากจาก 2.4% ในปี 2025) เช่นเดียวกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดประมาณการปริมาณการค้าและบริการโลกลงเหลือ 2.3% ในปี 2026 (ชะลอจาก 3.6% ในปี 2025)<br /><br /><strong>2. ปัจจัยฐานสูง โดยเฉพาะช่วง 7 เดือนแรกของปี 2025 ที่ขยายตัวสูงถึง 14.4%</strong><br /><br /><strong>3. สินค้าจีนแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้ดีขึ้น</strong> ภายใต้ข้อตกลงการค้าจีน-สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 30 ต.ค. สหรัฐฯ ตกลงลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนเหลือ 20% (เดิม 30%) เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นอัตราภาษีที่ใกล้เคียงกับไทยมากขึ้น<strong>&nbsp;</strong><br /><br /><strong>นอกจากนี้ ส่งออกของไทยยังเผชิญความเสี่ยงสูงหลายด้านในปี 2026 เช่น (1) ภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ</strong> โดยเฉพาะภาษีเฉพาะเจาะจงรายสินค้า และภาษีสวมสิทธิ์อัตรา 40% และ <strong>(2) ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์</strong> หากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ&ndash;จีนกลับมารุนแรงอีกครั้ง<br /><br />สามารถอ่านบทวิเคราะห์มุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2026 เพิ่มเติมได้ที่ SCB EIC Monthly : <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/eic-monthly-1125" target="_blank" rel="noopener">SCB EIC ปรับเพิ่มการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2025 โต 2.1% ได้แรงหนุนส่งออกและมาตรการกระตุ้นภาครัฐ มองเศรษฐกิจปี 2026 ขยายตัวต่ำ 1.5% ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ จะชัดเจนขึ้นท่ามกลางความเปราะบางในประเทศที่ยังมีอยู่มาก</a></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ</strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fk/bd/hdb8fkbdd5/image001.png" alt="image001.png" width="1061" height="450" /><br /></strong><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span><strong><br /><br /><br />รูปที่ 2 : คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ รถพิกอัป รถยนต์และอุปกรณ์ฯ หนุนส่งออกเดือน ต.ค. ขณะที่ส่งออกทองคำเริ่มหดตัวสูง</strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/g4/uf/hdb8g4ufb6/image002.jpg" alt="image002.jpg" width="1026" height="527" /><br /><br /></strong><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span><strong><br /><br />รูปที่ 3 : มูลค่าการนำเข้าสินค้าไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /></strong><strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gj/aa/hdb8gjaarz/image003.png" alt="image003.png" width="1078" height="386" /> <br /><br /></strong><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<br /><br /><br /></span></h2>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-251125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><br /><br />
<div><br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-271125" target="_blank" rel="noopener"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jo/c2/hdb3joc2qf/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></div>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ต.ค. 2025 อยู่ที่ 28,835 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โตชะลอลงเหลือ 5.7%YOY</description>
					<enclosure length="4943" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/2z/d6/hdb62zd6mm/trade-251125.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 25 Nov 2025 16:38:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออก ก.ย. กลับมาขยายตัวสูงสุดในรอบ 42 เดือน ทั้งปีมีแนวโน้มบวกเกินคาด ขณะที่นำเข้าโตแรงเช่นกัน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9945</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9945</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9945">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ch/6z/hcfvch6zsk/Infographic-Flash-Export-SEP-25-20251027-2.jpg.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-SEP-25-20251027-2.jpg.jpg" width="2480" height="4303" /><br /><br /><br />มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ก.ย. 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ก.ย. 2025 อยู่ที่ 30,970.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวสูง 19% </strong><span style="color: #000000;">จาก 5.8%YOY ในเดือนก่อน เติบโตสูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง และสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 3.5% และค่ากลาง Reuter Poll ประเมิน 7%) ตัวเลขปรับฤดูกาลขยายตัวสูงถึง 3.8%MOM_SA เร่งขึ้นจาก 0.1%MOM_SA ในเดือน ส.ค. ภาพรวมมูลค่าส่งออกสะสม 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวสูง 13.9% (รูปที่ 1 และ 2)</span></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำไม่ขึ้นรูปยังคงเป็นปัจจัยหนุนหลักเดือนนี้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงขยายตัวสูงต่อเนื่อง </strong>จากการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ เนื่องจากยังคงได้รับการยกเว้นภาษีตอบโต้ในบางสินค้าอยู่ วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่ม Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก สะท้อนได้จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ, จีน, สิงคโปร์, เม็กซิโก และมาเลเซีย ที่ขยายตัวสูง 67.1%, 32%, 97.1%, 100.1% และ 64% ตามลำดับ (การส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็น 47.7% ของมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยทั้งหมดในเดือนนี้) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 8.1% เกือบครึ่งหนึ่งของการเติบโตส่งออกรวม 19%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2) ทองคำยังคงเป็นปัจจัยหนุนการส่งออกที่สำคัญต่อเนื่อง </strong>การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูง 212.6% เร่งขึ้นจาก 144% ในเดือนก่อน โดยการส่งออกทองคำไปสวิตเซอร์แลนด์, สิงคโปร์ และ สปป. ลาว ขยายตัวสูงต่อเนื่อง 615.6%, 95.7% และ 437.1% ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูงมากถึง 185,737.4% โดยการส่งออกไป 4 ประเทศดังกล่าวคิดเป็นกว่า 95.9% ของมูลค่าการส่งออกทองของไทยทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความต้องการทองคำในตลาดโลกเพื่อรองรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น รวมถึงราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นมาก การส่งออกทองคำมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 6%YOY เกือบครึ่งหนึ่งของการเติบโตส่งออกรวม 19%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3) การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ดีในเดือน ก.ย. แม้ถูกตั้งกำแพงภาษีแล้วในหลายสินค้า</strong> โดยขยายตัว 35.3% เร่งขึ้นจาก 12.8% ในเดือนก่อน หากหักการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พบว่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวสูง 14.2% สอดคล้องกับข้อมูลกิจกรรมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงระยะสั้นนี้ที่ยังขยายตัวดี เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สหรัฐฯ ในเดือน ก.ย. และข้อมูลเบื้องต้นในเดือน ต.ค. ที่ระดับ 53.9 และ 54.8 ตามลำดับ (ข้อมูล &gt; 50 สะท้อนการขยายตัว) การส่งออกไปสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 6.8%YOY ของการเติบโตส่งออกรวม 19%</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การนำเข้าเร่งตัวมากขึ้นอีกเกือบทุกหมวด โดยเฉพาะจากจีนและไต้หวัน ดุลการค้ากลับมาเกินดุล</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">มูลค่าการนำเข้าสินค้าเดือน ก.ย. อยู่ที่ 29,695.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 17.2% เร่งขึ้นจาก 15.8% ในเดือน ส.ค. สูงกว่าประมาณการ (SCB EIC และค่ากลาง Reuter Poll ประเมิน 10.6%) ภาพรวมมูลค่านำเข้า 9 เดือนแรกปีนี้ขยายตัวสูง 11.9% โดยในเดือนนี้การนำเข้ายานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป และอาวุธ ยุทธปัจจัย และสินค้าอื่น ๆ ขยายตัวสูงขึ้นเป็น 31.8%, 18.9% และ 15.1% เทียบกับ 5.3%, 12.7% และ 7.2% ในเดือนก่อน ตามลำดับ ขณะที่สินค้าทุนและสินค้าอุปโภคบริโภคยังขยายตัวสูงต่อเนื่อง 23.7% และ 16.6% ตามลำดับ ทั้งนี้ สินค้าเชื้อเพลิงเป็นหมวดเดียวที่กลับมาหดตัว -0.8% หลังขยายตัว 5.6% ในเดือนก่อน (รูปที่ 3)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>หากพิจารณาการนำเข้ารายประเทศพบว่า การนำเข้าสินค้าจากจีนและไต้หวันเป็นส่วนสำคัญที่การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 16.8% (จีน 10.4% ไต้หวัน 6.4%) จากการนำเข้ารวมที่โตถึง 17.2%YOY โดย</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>1. จีน : ไทยนำเข้าจากจีนขยายตัวสูงถึง 38.7% ในเดือน ก.ย. เร่งขึ้นจาก 33.4% เดือนก่อน </strong>ส่งผลให้ 9 เดือนแรกของปี 2025 มูลค่านำเข้าไทยจากจีนขยายตัวสูง 33.5% เป็นการขยายตัวทุกหมวด โดยเฉพาะ <strong>1) สินค้าทุนขยายตัวสูงถึง 57.8%</strong> เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัว 95.4%, 40.9% และ 11.9% ตามลำดับ ไทยนำเข้าสินค้าทุนจากจีนกว่าครึ่งหนึ่ง คิดเป็น 51.6% ของมูลค่านำเข้าสินค้าทุนทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ <strong>2) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป</strong> <strong>ขยายตัว 24.6%</strong> เช่น แผงวงจรไฟฟ้า, ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ และวงจรพิมพ์ ที่ขยายตัวสูง 32.8%, 23.8% และ 41% ตามลำดับ โดยการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป จากจีนคิดเป็น 24.5% ของมูลค่านำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ <strong>3) สินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัว 26.1%</strong> เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน, เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด และเครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้านเรือนขยายตัวสูง 23%, 31.2% และ 25.4% ตามลำดับ โดยการนำเข้าอุปโภคบริโภค จากจีนคิดเป็น 46.6% ของมูลค่านำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ (รูปที่ 4 ซ้าย)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>2. ไต้หวัน : ไทยนำเข้าจากไต้หวันขยายตัวสูงมากต่อเนื่อง 2 เดือนอยู่ที่ 109.6% ในเดือน ก.ย. และ 130.4% ในเดือน ส.ค.</strong> โดยราว 90% ของมูลค่าการนำเข้าจากไต้หวันในเดือนนี้เป็นสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป และหากดูรายสินค้าพบว่า ไทยนำเข้าแผงวงจรไฟฟ้าจากไต้หวันเพิ่มขึ้นมากถึง 223.3% และ 246.2% ในเดือน ก.ย. และ ส.ค. ตามลำดับ (คิดเป็น 91% และ 88.7% ของมูลค่านำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปจากไต้หวันทั้งหมด) (รูปที่ 4 ขวา)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ข้อมูลนำเข้าสะท้อนนัยว่า (1) สินค้านำเข้าหลักของไทยส่วนมากเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับมูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ยังขยายตัวสูงต่อเนื่อง ตามวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก </strong>เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data center) ทั้งนี้ไทยผลิตสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำได้ค่อนข้างจำกัด จึงต้องนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น จีนและไต้หวัน เพื่อรองรับความต้องการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกตลาดโลกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่ม Data center ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องในไทย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ขยายตัวสูงเป็นพิเศษ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2) การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีนสูง ยังคงสะท้อนปัญหาสินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าไทย </strong>จาก (1) ภาวะเศรษฐกิจจีนที่ยังคงซบเซาจากความเชื่อมั่นในประเทศที่ยังคงต่ำและปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ (2) จีนโดนกำแพงภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สูงโดยเปรียบเทียบกับชาติคู่แข่งอื่น จึงมุ่งส่งออกสินค้าถูกกว่ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น และ (3) ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าราคาถูกจากจีนมากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้กลับมาเกินดุล 1,275.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ </strong>หลังขาดดุลสูงเดือนก่อน 1,964.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดุลการค้าเดือนนี้เกินดุลสูงกว่าคาดบ้าง (SCB EIC ประเมิน 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และค่ากลาง Reuter Poll ที่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผลจากการส่งออกที่สูงกว่าคาดการณ์มาก ดุลการค้าสะสม 3 ไตรมาสแรกของปี 2025 ขาดดุลเล็กน้อย -429.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนส่งออกและนำเข้าไทยสะสมปีนี้สูงใกล้เคียงกัน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ยังมองการส่งออกท้ายปีแย่ลง ภาพทั้งปี 2025 มีแนวโน้มดีกว่าคาด ปี 2026 เสี่ยงติดลบ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">จากข้อมูลส่งออก 9 เดือนแรกของปีนี้ที่ออกมาดีกว่าคาดต่อเนื่อง และข้อมูลส่งออกเดือน ก.ย. ยังขยายตัวสูงถึง 19%<strong> มูลค่าการส่งออกของไทยทั้งปี 2025 จึงมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ SCB EIC ประเมินไว้ล่าสุดก่อนนี้ที่ 5.3% </strong>แม้การส่งออกในช่วงไตรมาส 4 ปี 2025 จะมีแนวโน้มแย่ลง และก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์เคยตั้งเป้ามูลค่าการส่งออกปีนี้ไว้ที่ 2-3% เท่านั้น แต่การแถลงล่าสุดเดือนนี้ กระทรวงพาณิชย์ปรับมุมมองส่งออกปีนี้อาจขยายตัวได้สูงขึ้นมากถึง 10.4% อย่างไรก็ดี SCB EIC ประเมินว่า แม้ตัวเลขส่งออกไทยปีนี้ที่จะให้ภาพเร่งตัวสูงกว่าปีก่อนมาก แต่ไทยอาจได้รับประโยชน์สุทธิไม่มากเท่าที่ควร เนื่องจากทองคำเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัวสูงมากในปีนี้ และการนำเข้าขยายตัวสูงขึ้นมากเช่นเดียวกับการส่งออก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สำหรับในปี 2026 SCB EIC มองส่งออกไทยมีแนวโน้มหดตัว -1.9% </strong>(ประเมิน ณ ต้นเดือน ต.ค. 2025) จากหลายปัจจัยกดดัน เช่น การที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติม ทั้งภาษีรายสินค้า (โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา) รวมถึงภาษีสินค้าสวมสิทธิ 40% เศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวชะลอลง ความไม่แน่นอนของการค้าโลกที่ยังสูง ปัจจัยฐานสูง ค่าเงินบาทที่อาจแข็งกว่าภูมิภาค สอดคล้องกับมุมมองหลายองค์กรระหว่างประเทศว่า ปริมาณการค้าโลกในปี 2026 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2025 มาก โดย IMF มองว่าปริมาณการค้าและบริการโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.3% ในปี 2026 ชะลอลงจาก 3.6% ในปี 2025 เช่นเดียวกับ WTO ที่มองว่าปริมาณการค้าโลกจะขยายตัวเพียง 0.5% ในปี 2026 ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2025</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทั้งนี้ SCB EIC อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์และปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ โดยคาดว่าจะเผยแพร่ช่วงเดือน พ.ย. 2025<br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong style="color: #000000; font-size: 13px;"><span style="font-family: 'SCB PSLxTextErgo';"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/r4/bj/hcf9r4bjoz/trade1.jpg" alt="trade1.jpg" width="800" height="464" /></span></strong></p>
<div class="WordSection1">
<p class="Body"><strong><span style="font-family: 'SCB PSLxTextErgo';"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rb/px/hcf9rbpxw8/trade2.jpg" alt="trade2.jpg" width="800" height="501" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rj/1e/hcf9rj1e8v/trade3.jpg" alt="trade3.jpg" width="800" height="397" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ry/c4/hcf9ryc4oi/trade4.jpg" alt="trade4.jpg" width="800" height="406" /><br /></span></strong></p>
<p class="Body"><strong><span style="font-family: 'SCB PSLxTextErgo';"><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-031125" target="_blank" rel="noopener"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5m/zv/hcf85mzvyd/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /><br /></span></strong></p>
<p class="Body"><strong><span style="font-family: 'SCB PSLxTextErgo';"><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-271025" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><br /><br /></span></strong></p>
</div>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มูลค่าการส่งออกของไทยทั้งปี 2025 มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ SCB EIC ประเมินไว้ แม้การส่งออกในช่วงไตรมาส 4 ปี 2025 จะมีแนวโน้มแย่ลง</description>
					<enclosure length="2728" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/g4/03/hcfag40317/trade-1025.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 27 Oct 2025 18:51:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กนง. คงดอกเบี้ยตามคาด SCB EIC ประเมิน กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในเดือน ธ.ค. สู่ระดับ 1.25% </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9934</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9934</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9934">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4b2885;"><strong>กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 5:2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50%</strong></span> ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อย เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 1.25%</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. เสียงข้างมากมองว่านโยบายการเงินในปัจจุบันอยู่ในระดับผ่อนคลาย</strong> โดยให้ความสำคัญกับจังหวะเวลา และประสิทธิผลของนโยบายการเงิน ภายใต้ Policy space ที่มีจำกัด</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. เสียงข้างน้อยมองว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม</strong> เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และบรรเทาปัญหาสภาพคล่องและภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง<br /></span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงในครึ่งหลังของปี ภาคการส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เศรษฐกิจในไตรมาส 3 มีแนวโน้มชะลอลงจากภาคการส่งออกสินค้าที่เริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ</strong> ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราว โดย กนง. ประเมินว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ไม่ถึง 2%YOY</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. ปรับประมาณการมูลค่าส่งออกสินค้าในปีนี้เพิ่มขึ้นมากเป็น 10%YOY (จาก 4.0%YOY ในการประชุมเดือนมิถุนายน) ตามข้อมูลจริง แต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมมีไม่มากนัก</strong> เนื่องจากได้ปรับแนวโน้มมูลค่าการนำเข้าสินค้าขยายตัวสูงขึ้นมากเช่นเดียวกันเป็น 10.2%YOY (จาก 5.3%YOY ในการประชุมเดือนมิถุนายน)<br /></span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มองว่าภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา</strong> จึงปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2025 ลงจาก 35 ล้านคนในรอบประชุมเดือนมิถุนายน เหลือ 33 ล้านคน (รูปที่ 1) และปรับลดประมาณการอุปสงค์ในประเทศปี 2025 ลงจาก 2.1%YOY เหลือ 1.7%YOY อย่างไรก็ดี กนง. ประเมินว่า เครื่องยนต์ทั้งสองนี้จะทยอยปรับดีขึ้นได้ในระยะข้างหน้า ซึ่ง กนง. ได้คำนึงถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่จะดำเนินการในไตรมาส 4 ไว้ในประมาณการเศรษฐกิจครั้งนี้แล้ว</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไม่ได้แตกต่างจากการประเมินในการประชุมครั้งก่อนมากนัก</strong> โดย กนง. ปรับประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลงเล็กน้อยจาก 2.3%YOY และ 1.7%YOY ในการประชุมเดือนมิถุนายนเป็น 2.2%YOY และ 1.6%YOY ในปี 2025 และ 2026 ตามลำดับ&nbsp;</span></li>
</ul>
<h2 class="f_reg f_demi" style="text-align: left; font-size: 36px; line-height: 46px; padding-bottom: 40px; color: #7a58bf;"><span style="color: #000000;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ts/q8/hbuatsq8lf/MPC_081025_1.png" alt="MPC_081025_1.png" width="889" height="331" /><br /><a class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/MPC-150825" target="_blank" rel="noopener"><strong><br /></strong></a><span style="font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; color: #4b2885; font-size: 13pt;"><strong>กนง. ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อปีนี้เหลือ 0% และมองว่าเงินเฟ้อจะยังไม่เข้ากรอบเป้าหมายในปีหน้า โดยจะติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดใกล้ชิดขึ้น</strong></span></span></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปลงอย่างมีนัยสำคัญ</strong> ในปี 2025 และ 2026 โดยมองว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะต่ำลงเหลือ 0.0% และ 0.5% ตามลำดับ ลดลงจากมุมมองในการประชุมเดือนมิถุนายนที่ 0.5% และ 0.8% ตามลำดับ ตามปัจจัยด้านอุปทานจากราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา (รูปที่ 2)</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะยังไม่เข้าสู่กรอบเป้าหมายในปีหน้า</strong> โดยประเมินว่าจะกลับเข้าสู่ขอบล่างของกรอบเป้าหมายที่ 1% ในช่วงต้นปี 2027 ตามราคาน้ำมันดิบโลกที่ประเมินว่าจะกลับมาทรงตัวได้หลังจากปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. ยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่จะเริ่มติดตามความเสี่ยงนี้มากขึ้น</strong> สาเหตุที่ กนง. มองว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดเพราะ (1) อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่ได้ลดลงอย่างรุนแรง และรวดเร็ว โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ 0.9% ทั้งปี 2025 และ 2026 (2) ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังไม่ได้ปรับลดลง และ (3) อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะยาวยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย&nbsp;</span></li>
</ul>
<h2 class="f_demi" style="font-size: 36px; line-height: 46px; padding-bottom: 40px; color: #7a58bf;"><span style="color: #000000;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/x3/tc/hbuax3tchk/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%95-2025-10-08-192206.png" alt="สกรีนช็อต-2025-10-08-192206.png" width="657" height="423" /><br /><br /><span style="font-size: 13pt;"><strong><span style="color: #4b2885;">ภาวะการเงินโดยรวมตึงตัวใกล้เคียงเดิม แต่ภาวะการเงิน SMEs น่ากังวลต่อเนื่อง</span></strong></span></span></h2>
<ul>
<li><span style="color: #000000;"><span style="font-size: 13pt;"><strong>ภาวะการเงินไทยโดยรวมตึงตัวใกล้เคียงเดิม</strong> สินเชื่อหดตัวเล็กน้อยใกล้เคียงกับการประชุมครั้งก่อน ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลง และการชำระคืนสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่คุณภาพสินเชื่อไม่ได้ปรับด้อยลงจากเดิมมากนัก<br /><br /><br /></span></span></li>
<li><span style="color: #000000;"><span style="font-size: 13pt;"><strong>SMEs ยังคงเผชิญภาวะการเงินตึงตัว สะท้อนจากเครื่องชี้ทั้งในและต่างประเทศ</strong> ในประเทศ สินเชื่อ SMEs หดตัว คุณภาพสินเชื่อ SMEs ปรับแย่ลง สะท้อนจากสัดส่วน NPL ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ต่างประเทศ SMEs ที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ผ่านรายรับในรูปเงินบาทที่ลดลง โดยผู้ส่งออก SMEs ได้รับผลกระทบสูง เห็นได้จาก (1) กว่า 80% ของผู้ส่งออก SMEs ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน และ (2) ผู้ส่งออก SMEs มีอัตรากำไรที่ค่อนข้างต่ำอยู่ก่อนแล้ว<br /><br /></span></span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #000000;"><span style="font-size: 13pt;"><strong>กนง. มองว่านโยบายการเงินจำเป็นต้อง &ldquo;ผ่อนคลาย&rdquo; แต่ต้องให้ความสำคัญกับ</strong> จังหวะเวลาและประสิทธิผลของการส่งผ่านนโยบายการเงินภายใต้ Policy space ที่มีจำกัด และความไม่แน่นอนในอนาคต </span><br /><br /><br /><br /><br /></span></li>
</ul>
<br />
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<p><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/policy-rate-081025" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><br /><br /></p>
<p><br /><br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/MPC-151025" target="_blank" rel="noopener"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/9j/fr/hbua9jfre3/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ยังคงประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ และปรับลดอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026</description>
					<enclosure length="2593" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/yb/60/hc1lyb60lf/mpc.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 08 Oct 2025 19:30:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>