<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1413603313069" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS Flash</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For Flash</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:37:28 +0700</pubDate><ttl>20</ttl>
				<item>
					<title>ส่งออก ก.พ. 2026 ชะลอลง แต่นำเข้าเร่งตัวสูงสุดในรอบ 50 เดือน จับตาผลกระทบสงครามอิหร่านและแนวโน้มภาษีสหรัฐฯ  </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10055</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10055</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10055">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/3k/b1/hgyi3kb17d/Flash_Export_Feb2026-01.jpg" alt="Flash_Export_Feb2026-01.jpg" width="1147" height="2000" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกไทยเดือน ก.พ. 2026 ชะลอลง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ส่งออกไทยเดือน ก.พ. 2026 ชะลอลง แต่ยังขยายตัวสูง 9.9%YOY </strong>มูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชะลอลงจากเดือนก่อนที่เติบโตสูง 24.4%YOY และชะลอลงมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC และค่ากลาง Reuters Poll มองไว้ 15.8%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วหดตัวแรงจากเดือนก่อน -11.1%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ยังขยายตัวสูง 17% (รูปที่ 1 และ 2) ก่อนสงครามในอิหร่านเริ่มขึ้นตั้งแต่ 28 ก.พ.</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดสหรัฐฯ ยังเป็นคู่ค้าสำคัญ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงกว่า 56.8% </strong>เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบขยายตัว 49.8% 41.8% 217.6% 251.5% และ 47.1% ตามลำดับ โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก โดยพบว่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยไป 11 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัว<strong> ทั้งนี้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 9.5% หรือเป็นเกือบทั้งหมดของการเติบโตส่งออกรวม 9.9%</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 40.5% </strong>ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมขยายตัวสูงถึง 97.8% และสินค้ากลุ่มอื่น ๆ (ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์) ขยายตัวได้ 9.7% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ แม้เผชิญกำแพงภาษีนำเข้าสูง 19% (ก่อนภาษีลดลงเหลือ 10% ภายใต้มาตรา 122 หลังศาลฎีกาตัดสินให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)) โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 13 จาก 15 รายการขยายตัวดี<strong> ทั้งนี้การส่งออกไปสหรัฐฯ ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 7.3% ของการเติบโตส่งออกรวม 9.9%</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(3)&nbsp;&nbsp; ส่งออกทองคำขยายตัวเพียง 18.2% </strong>ชะลอลงมากจากที่เติบโตสูง 136.2% ในเดือนก่อน ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากราคาทองคำที่ปรับลดลงในเดือนนี้ การส่งออกทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูปมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง (CTG) 0.5% เทียบกับที่เคยสนับสนุนส่งออกได้มากถึง 2.7% ในเดือนก่อน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นำเข้าขยายตัวสูงสุดในรอบ 50 เดือน จากกลุ่มสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุน โดยเฉพาะทองคำ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ก.พ. อยู่ที่ 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 31.8% สูงสุดในรอบ 50 เดือน </strong>เร่งขึ้นจาก 29.4% ในเดือนก่อนและสูงกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 20.5% และค่ากลาง Reuters Poll 25%) การนำเข้าหลักมาจาก (รูปที่ 3 และ 4)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 53.3% </strong>ใกล้เคียงเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 22.5%YOY มากกว่าครึ่งของการเติบโตนำเข้ารวม 31.8% โดยสินค้านำเข้าหลักได้แก่ ทองคำ และอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูงกว่า 165% และ 84.8% ตามลำดับ (CTG: 10.8% และ 8.1%) โดยการนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อผลิตและส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าสินค้านี้จากผู้ผลิตหลัก เช่น จีน และไต้หวัน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; สินค้าทุนขยายตัวสูง 49.3% </strong>เร่งขึ้นจาก 29.5% ในเดือนก่อน ซึ่งมีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 11.7% ของการเติบโตนำเข้ารวม 31.8% โดยสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบที่ขยายตัวถึง 91.0% และ 19.2% ตามลำดับ (CTG: 6.8% และ 1.4%) ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ไทยยังผลิตสินค้าทุนประเภทนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน หมวดเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นตาม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุลต่อเนื่อง -2,833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม 2 เดือนแรกของปีนี้ ไทยขาดดุลการค้าสะสม -6,137.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC มองการค้าระหว่างประเทศของไทยปีนี้มีปัจจัยภายนอกกดดันเพิ่ม สงครามตะวันออกกลางและภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ยิ่งซ้ำเติมการขาดดุลการค้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สงครามตะวันออกกลาง : แม้ส่งออกไทยในภาพรวมอาจได้รับผลกระทบโดยตรงค่อนข้างจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางน้อย (3.7% ของมูลค่าส่งออกไทยปี 2025) แต่บางอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบรุนแรง </strong>เพราะตลาดส่งออกกระจุกตัวในตะวันออกกลาง เช่น ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (18.2% ของมูลค่าส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ทั้งหมด) ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง (15.4%) ข้าว (13.4%) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (13.1%) นอกจากนี้<strong> ส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านเศรษฐกิจโลก</strong>ที่จะชะลอตัวลง โดยเฉพาะตลาดเอเชียและยุโรปที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าจากตะวันออกกลางสูง (สัดส่วน 65% ของตลาดส่งออกไทย) อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าส่งออกไทยที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น เช่น ปาล์ม มันสำปะหลัง น้ำตาล ยางพารา (รูปที่ 5 ซ้าย)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านดุลการค้าไทยมีแนวโน้มแย่ลง</strong>ตามราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงราว 8% ของ GDP (รูปที่ 5 ขวา) และมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางถึง 59% ของทั้งหมด นอกจากนี้ราคาวัตถุดิบนำเข้าอื่น ๆ และต้นทุนค่าขนส่งสินค้ายังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมแนวโน้มขาดดุลการค้าที่มีอยู่เดิมหลังวิกฤติโควิด โดยเฉพาะจากการนำเข้าจากจีนที่สูงขึ้นมาก<strong> กดดันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 : </strong>แม้ส่งออกไทยในระยะสั้นอาจได้แรงหนุนจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงเหลือ 10% หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าคู่ค้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเปลี่ยนไปใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของ The Trade Act of 1974 แทน โดยประกาศเก็บภาษีนำเข้าทุกประเทศในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน (เริ่มวันที่ 24 ก.พ. ถึง 24 ก.ค.) อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เพิ่งประกาศเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 12 มี.ค. จะสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้าภายใต้มาตรา 301 ของ The Trade Act of 1974 ภายใต้ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งไทยอยู่ใน 16 ประเทศคู่ค้าที่ถูกสหรัฐฯ สอบสวน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC พบว่าสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าไทยเพิ่มขึ้นในปี 2025 โดยไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 7 ของประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงที่สุด จากเดิมอยู่อันดับ 10 ในปี 2024 สถานการณ์นี้สะท้อนว่าไทยมีความเสี่ยงสูงที่อาจถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมหลังเดือน ก.ค. ภายใต้มาตรา 301 นี้ได้หลังการสวบสวน (รูปที่ 5 กลาง)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในการแถลงตัวเลขการค้าระหว่างประเทศเดือน ก.พ. 2026 ครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เผยแพร่ประมาณการมูลค่าการส่งออกไทยปี 2026 ล่าสุด แบ่งได้ 3 กรณี คือ</strong></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีดีที่สุด :1.1%YOY </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีฐาน : -1%YOY</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีแย่ที่สุด : -3%YOY</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทั้งนี้ SCB EIC อยู่ระหว่างการทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2026 ทิศทางมูลค่าส่งออกและนำเข้า ภายใต้สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น โดยจะเผยแพร่ประมาณการใหม่ในช่วงปลายเดือน มี.ค. นี้</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/w6/5a/hgygw65a0f/P1.png" alt="P1.png" width="889" height="453" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/x7/ao/hgygx7aos4/P2.png" alt="P2.png" width="770" height="487" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xi/mo/hgygximo20/P3.png" alt="P3.png" width="796" height="386" /></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xu/hr/hgygxuhr9k/P4.png" alt="P4.png" width="713" height="482" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/y5/ih/hgygy5ihxc/P5.png" alt="P5.png" width="731" height="466" /></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-300326"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/m8/os/hgygm8oskq/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-240326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองการค้าระหว่างประเทศของไทยปีนี้มีปัจจัยภายนอกกดดันเพิ่ม สงครามตะวันออกกลางและภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ยิ่งซ้ำเติมการขาดดุลการค้า</description>
					<enclosure length="6943" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/za/0y/hgygza0ys4/ThaiTrade.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 20:19:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจโลกและไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามตะวันออกกลาง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10047</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10047</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10047">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5e/me/hgem5emeug/Infographic-Flash-US-Iran-20260306.jpg" alt="Infographic-Flash-US-Iran-20260306.jpg" width="1240" height="2179" /></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ประเมินกรณีฐาน การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัดนาน 2-6 สัปดาห์</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">ในกรณีฐานประเมินว่า เกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน 2 &ndash; 6 สัปดาห์ ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 75 USD/bbl</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">หากสถานการณ์ความขัดแย้งลุกลามสู่สงครามระดับภูมิภาค (Regional war) การขนส่งพลังงานทั้งภูมิภาคหยุดชะงัก ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นมากไปที่ 107 USD/bbl<br /><br /></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตต่ำลงจากสงครามตะวันออกกลาง</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 USD/bbl เงินเฟ้อโลกจะเร่งตัวขึ้นราว 0.4 Percentage points (pp) และอาจกระทบ GDP โลกราว 0.2&ndash;0.4 pp</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">แรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนี้อาจทำให้ธนาคารกลางประเทศหลักชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจหันไปใช้ Wait-and-see approach มากขึ้น และชะลอแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากความเสี่ยงเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมา นอกเหนือจากผลการขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก<br /><br /></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยปี 2026 อาจชะลอลง 0.3 - 0.8 pp เงินเฟ้ออาจกลับเข้ากรอบได้เร็วขึ้น</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินในกรณีฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 USD/bbl เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลง 0.3 pp ในกรณีเลวร้ายราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอาจแตะ 107 USD/bbl เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลงมากถึง 0.8 pp</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">เงินเฟ้อไทยปี 2026 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1.5% กลับเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% ได้เร็วขึ้น ผลจากราคาพลังงานโลกที่เร่งตัว แต่หากสถานการณ์ลุกลามเป็น Regional war เงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงกว่า 4% ได้</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมิน กนง. มีโอกาสผ่อนคลายดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง<br /><br /></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาคธุรกิจเสี่ยงได้รับผลกระทบในด้านพลังงาน การขนส่ง และวัตถุดิบ</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">ธุรกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้สัดส่วนส่งออกไปภูมิภาคนี้ไม่สูง แต่บางอุตสาหกรรมพึ่งพาตลาดนี้ค่อนข้างมาก เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท รถยนต์นั่ง ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ปัญหาการขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ตาม Supply chain ที่เกี่ยวเนื่อง ขณะที่ภาคท่องเที่ยวและ Healthcare ยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวจากปัญหาการเดินทางและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและพืชพลังงานบางชนิดอาจได้อานิสงส์จากความต้องการกักตุนสินค้าและราคาโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/us-iran-180326"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sw/1j/hgeksw1jv0/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/us-iran-060326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประเมินในกรณีฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 USD/bbl เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลง 0.3 pp</description>
					<enclosure length="4411" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/06/xq/hgel06xq1v/ME-War.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 19:34:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กนง. ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่ตลาดคาดและมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง โดยพร้อมลดเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10035</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10035</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10035">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885; font-size: 15pt;"><strong>กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% มาอยู่ที่ 1.0% ด้วยเสียง 4:2 </strong>เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น บรรเทาภาระทางการเงินของ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางไม่ให้ปรับลดลงมาก รวมทั้งสนับสนุนภาคธุรกิจให้ปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายเนื่องจาก ระดับดอกเบี้ยที่ 1.25% เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจและการเงินแล้ว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ในภาพรวม กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าแล้ว โดยเริ่มให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางมากขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ผ่านการติดตามความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้ง ยังคำนึงถึง Policy space ของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในบริบทที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสานนโยบายเศรษฐกิจหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. มองเศรษฐกิจไทยเปราะบาง เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำ</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ</strong> โดยจะขยายตัวได้ราว 2.0%YOY ในปี 2026 และ 2027 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ ธปท. ประเมินไว้ที่ 2.7%YOY ขณะที่ลักษณะการฟื้นตัวจะเป็นแบบ K-shape อย่างชัดเจน ธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 ขณะที่รายได้แรงงานมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มองกำแพงภาษีทรัมป์มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น </strong>ในระยะสั้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น่าจะปรับลดลงบ้าง แต่ในระยะต่อไปรัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้อำนาจตาม Sec. 232 (สินค้าที่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง) และ Sec. 301 (การค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม) ในการขึ้นภาษีนำเข้าอีกครั้ง <strong>ขณะที่ความเสี่ยง พ.ร.บ. งบประมาณ </strong><strong>2027 </strong><strong>ล่าช้าปรับลดลง </strong>ตามแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจทำได้เร็วขึ้น</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น</strong> จากทั้งราคาพลังงานที่ลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่ขอบล่างของกรอบเป้าหมายในครึ่งหลังของปี 2027 ช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิมในครึ่งแรกของปี 2027 นอกจากนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ </span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SMEs เผชิญภาวะการเงินตึงตัว ทั้งการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ธุรกิจ </strong><strong>SMEs </strong><strong>ยังเผชิญต้นทุนทางการเงินสูง ขณะที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง </strong>โดย ธปท. พบว่าต้นทุนการกู้ยืมของสินเชื่อปล่อยใหม่ (New loan rate) ของกลุ่มธุรกิจ Micro-SMEs ปรับเพิ่มขึ้น 1.5% ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา แม้ที่ผ่านมา กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วรวม 1.25% ก็ตาม สะท้อนความเสี่ยงเครดิตของธุรกิจขนาดเล็กที่สูงขึ้น และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เงินบาทที่แข็งค่าซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออก </strong>ผ่านการแปลงรายได้ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเงินบาทโดยการศึกษาของ ธปท. พบว่ากลุ่ม SMEs ผู้ส่งออกสินค้าหมวดที่อ่อนไหวต่อค่าเงิน เช่น เกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีผลกำไรลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาทราว 7% ในปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญ </span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% &ldquo;เพียงพอ&rdquo; ต่อการประคองเศรษฐกิจภายใต้ Policy space จำกัด</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ </strong><strong>1% </strong><strong>เป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และการรักษา </strong><strong>Policy space </strong><strong>แล้ว</strong> อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยสามารถลงไปอยู่ระดับต่ำสุดได้ที่ 0.5% เท่ากับช่วงวิกฤติ COVID-19 จะเท่ากับว่า กนง. ยังลดดอกเบี้ยได้อีก 0.5% หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายต่อเศรษฐกิจ</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. จะติดตามความเสี่ยงต่อระบบการเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ </strong>โดย กนง. ได้อภิปรายใน 2 ประเด็น ดังนี้</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; padding-left: 60px;"><span style="color: #000000;">o&nbsp;&nbsp; พฤติกรรม Search-for-yield จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในเดือน ต.ค. 2024 พบว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. ยังไม่กังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวมากนักในปัจจุบัน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; padding-left: 60px;"><span style="color: #000000;">o&nbsp;&nbsp; การจัดสรรเงินกู้ที่ขาดประสิทธิภาพ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากอาจทำให้จำนวน Zombie firms สูงขึ้นผ่านต้นทุนทางการเงินต่ำ หรืออาจทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่นำเงินกู้ไปใช้ในกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงดังกล่าวอาจยังไม่น่ากังวลนัก ภายใต้ความระมัดระวังของสถาบันการเงิน</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว </strong>โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่จะเอื้อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวให้เติบโตได้สูงขึ้น ไปข้างหน้า นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะมีความจำเป็นอย่างมาก</span></li>
</ul>
<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/policy-rate-270226"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hm/df/hg4qhmdfec/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/policy-rate-250226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ </description>
					<enclosure length="4457" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ip/qz/hg4qipqzot/MPC-cuts-interest-rate.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 21:07:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออกไทย ม.ค. 2026 โตแรงสุดในรอบ 4 ปี แต่ระยะต่อไปเผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้นจากมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ จะนำมาใช้เพิ่มเติม</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10033</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10033</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10033">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/dk/ga/hg2hdkgatd/Infographic-Flash-Export-Jan-25-20260223.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-Jan-25-20260223.jpg" width="1240" height="2152" /><br /><br /></strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>มูลค่าส่งออกไทยเดือนมกราคม 2026</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่าส่งออกไทยเดือน ม.ค. 2026 อยู่ที่ 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.4%YOY สูงสุดในรอบ 4 ปี</strong> เร่งขึ้นจาก 16.8% ในเดือนก่อน และสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 8.5% และค่ากลาง Reuters Poll 9.4%) ตัวเลขปรับฤดูกาลขยายตัวถึง 10.6%MOM_SA ต่อเนื่องจาก 7.3%MOM_SA ในเดือนก่อน โดยการส่งออกในเดือนนี้ยังได้แรงหนุนสำคัญจาก <strong>(1) วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก</strong> จากกระแสการลงทุน AI และอุปสงค์ต่อสินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 67% เร่งขึ้นจาก 52.8% ในเดือนก่อน และขยายตัวต่อเนื่องนาน 22 เดือน <strong>และ (2) การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูง 136.2%</strong> ส่วนหนึ่งจากราคาทองคำที่ปรับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนนี้ ตามอุปสงค์ทองคำของธนาคารกลางต่าง ๆ และความต้องการถือทองคำในช่วงที่มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง ทั้งนี้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวมากถึง (CTG) 11.4% และ 6.3% ตามลำดับ จากการเติบโตการส่งออกรวมที่ 24.4%<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ</strong></span><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c1/7f/hg2hc17fgm/image1.png" alt="image1.png" width="1836" height="972" /><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br />มูลค่านำเข้าสินค้าของไทยเดือนมกราคม 2026</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปีเช่นกัน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสูง</strong> มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ม.ค. 2026 อยู่ที่ 34,876.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 29.4%YOY เทียบ 18.8% ในเดือนก่อน สูงกว่าที่ประมาณการไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 10.5% และค่ากลาง Reuters Poll 10.3%) โดยสินค้านำเข้าหลักมาจาก <strong>(1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 50.3%</strong> (CTG= 20.5% จาก 29.4%) โดยเฉพาะสินค้าอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และทองคำ <strong>และ (2) สินค้าทุนขยายตัว 29.5%</strong> (CTG= 7.7% จาก 29.4%) โดยเฉพาะเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ <strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน ม.ค. 2026 ขาดดุล -3,303.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong> สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (SCB EIC คาดไว้ -2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่ากลาง Reuters Poll คาดไว้ -2,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และขาดดุลต่อเนื่อง 4 เดือน&nbsp;<br /><br /></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<table style="background-color: #ebebeb;" cellspacing="10" cellpadding="10">
<tbody>
<tr>
<td>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>หัวข้อพิเศษ : ทิศทางกำแพงภาษีสหรัฐฯ หลังคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ</strong></h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><em>(ข้อมูล ณ วันที่ 23 ก.พ. 2026)&nbsp;</em></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ศาลฎีกาฯ ตัดสินว่าการใช้อำนาจขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ตาม IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2026 &nbsp;ศาลฎีกาสหรัฐฯ (U.S. Supreme Court) วินิจฉัยด้วยมติ 6:3 เสียง ว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)<sup>1</sup> หลังจากธุรกิจผู้นำเข้าสหรัฐฯ รวมตัวกันยื่นคำร้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (CIT) ให้วินิจฉัยอำนาจในการขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2025</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องยุติการเก็บภาษีนำเข้าที่ออกโดยใช้อำนาจ IEEPA (ยุติสิ้นวันที่ 23 ก.พ.) ได้แก่ (1) ภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ที่เก็บเพิ่มจากประเทศคู่ค้าต่าง ๆ อัตราแตกต่างกันในช่วง 10 - 50% รวมถึงไทยที่ถูกเก็บเพิ่มในอัตรา 19% และ (2) ภาษีนำเข้ากรณีภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น กรณีประเทศมีการลักลอบนำเข้า Fentanyl (เม็กซิโก แคนาดา และจีน) และภาษีกรณีการเมืองในประเทศบราซิล นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องคืนภาษีนำเข้าส่วนนี้ที่จัดเก็บมาได้ให้ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ ที่แบกรับต้นทุนภาษีส่วนนี้เพิ่มขึ้น <br /><br />อย่างไรก็ดี ภาษีนำเข้าที่รัฐบาลทรัมป์จัดเก็บเพิ่มเติมตามข้อกฎหมายอื่น ๆ จะยังบังคับใช้ได้ เช่น ภาษีนำเข้ารายหมวดสินค้า (Product-specific tariffs) ที่ใช้อำนาจกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของชาติ (Sec. 232) หรือภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บสินค้าจีนในช่วงรัฐบาล Trump 1.0 โดยใช้กฎหมายว่าด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Sec. 301)</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>รัฐบาลทรัมป์ตอบโต้ทันทีด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกในอัตรา 15% ผ่านอำนาจกฎหมาย Sec. 122 เป็นเวลา 150 วัน&nbsp;</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">รัฐบาลทรัมป์รับทราบท่าทีของศาลฎีกาสหรัฐฯ มาตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ย. 2025 แล้ว จึงมีเวลาเตรียมความพร้อมการดำเนินการหลังศาลฎีกาฯ ออกคำวินิจฉัยมานานพอสมควร จึงสามารถประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก (ยกเว้นสินค้าส่วนใหญ่ที่ถูกจัดเก็บ Product-specific tariffs) ในอัตรา 15% เท่ากันเป็นเวลา 150 วัน (Worldwide Tariff : ตามประกาศของ ปธน. ทรัมป์ใน Truth Social) โดยอาศัยอำนาจกฎหมาย Sec. 122 ของ The Trade Act of 1974 ที่ระบุว่า รัฐบาลสามารถขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกได้ไม่เกิน 15% หากสหรัฐฯ ประสบปัญหาขาดดุลการชำระเงินอย่างรุนแรง หรือเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว โดยประกาศใช้ได้สูงสุดนาน 150 วัน และสามารถขยายระยะเวลาได้ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ<br /><br />สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษี Worldwide tariff ครั้งนี้จะสามารถชดเชยภาษีนำเข้าภายใต้ IEEPA ที่ถูกศาลฎีกายกเลิกไปได้ค่อนข้างมาก โดย Global Trade Alert วิเคราะห์ว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกา จะทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average US tariff rate) ของสหรัฐฯ ลดลงจาก 15.3% เหลือ 8.3% แต่การปรับขึ้น Worldwide tariff &nbsp;15% จะทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยฯ เพิ่มกลับมาอยู่ที่ 13.2% (รูปที่ 2) ต่ำกว่าอัตราก่อนศาลฎีกาตัดสินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 2 : อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ จะปรับลดลงเพียงเล็กน้อยหลังวันที่ 24 ก.พ.</strong></span></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c3/76/hg2hc376ik/image2.png" alt="image2.png" width="1749" height="800" /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ The White House และ Global Trade Alert<strong><br /></strong></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภายใต้ Worldwide tariff ที่สหรัฐฯ ใช้แทนที่อำนาจ IEEPA อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐฯ <br /> เก็บสินค้าไทยจะลดลงเพียงเล็กน้อย</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">แม้อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะปรับลดลงในภาพรวม ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงกว่า 15%<sup>2</sup> เช่น อัตราภาษีสินค้าบราซิลจะลดลงเฉลี่ยถึง 13.6 p.p. (เดิมเคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงถึง 50%) ขณะที่สินค้าจากไทยที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff ที่ 19% การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยลดลง 2.0 p.p. สำหรับสหราชอาณาจักรที่เจรจาภาษีลดลงมาได้เหลือ 10% กลับถูกเก็บภาษีในอัตราสูงขึ้น 2.1 p.p. (เดิมถูกเก็บ Reciprocal tariff เพียง 10%) (รูปที่ 3)</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 3 : ประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff ในอัตราสูงมากกว่า 15% จะได้รับผลดีชั่วคราว</strong></span></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c5/a6/hg2hc5a64z/image3.png" alt="image3.png" width="1663" height="827" /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Global Trade Alertr<br /><br /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ในระยะข้างหน้า รัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้มที่จะใช้ภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมายอื่นเป็นเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง&nbsp;</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมืออีกมากในการเก็บภาษีนำเข้า (รูปที่ 4) เช่น Section 301 ของ The Trade Act of 1974 ที่ทั้งรัฐบาล Trump 1.0 และ Biden ใช้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนหลายชนิด สามารถนำมาใช้แทน Reciprocal tariff ในระยะยาวได้ โดยแต่รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเร่งสอบสวนถึงลักษณะการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับแต่ละคู่ค้า ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 &ndash; 12 เดือนก่อนจะประกาศขึ้นภาษีนี้ได้ ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มกระบวนการสอบสวนกับจีนและบราซิลไปก่อนแล้ว และอาจเริ่มกระบวนการสอบสวนประเทศที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นมิตรทางการค้ามากนัก โดยเป็นไปได้ว่าอาจจะเร่งให้เสร็จภายใน 150 วันข้างหน้า</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><br /><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 4 : รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ ในการประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้า</span><br /></strong></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c7/4v/hg2hc74vrk/image4.png" alt="image4.png" width="1712" height="840" /></strong><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Tax Foundation, Yale Budget Lab และ Bloomberg</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผลของอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงต่อเศรษฐกิจโลกยังไม่ชัดเนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูง</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ภาคธุรกิจสหรัฐฯ อาจได้รับผลดี</strong> ผู้นำเข้าสหรัฐฯ มีโอกาสได้รับเงินภาษีคืน แต่ยังมีความไม่แน่นอนมีอยู่มาก เนื่องจากคำตัดสินดังกล่าวไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าผู้นำเข้ารายใดบ้างที่มีสิทธิ์ได้รับเงินคืน รวมถึงยังไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอน<br /> ในการคืนเงิน <br /><br /><strong>ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าปรับสูงขึ้นอีกครั้ง</strong> เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกานำไปสู่การตอบโต้จากฝ่ายบริหารด้วยการเดินหน้าใช้มาตรการภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมายฐานอื่นแทน สถานการณ์เช่นนี้สร้างแรงกดดันต่อการตัดสินใจลงทุนและวางแผนธุรกิจในระยะกลาง เพราะภาคเอกชนไม่สามารถประเมินได้ว่าอัตราภาษีที่แท้จริงของสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับใดในระยะข้างหน้า<br /><br /><strong>กระบวนการเจรจาการค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ อาจยืดเยื้อ</strong> เพราะฝ่ายคู่เจรจาไม่แน่ใจว่าข้อตกลงที่ทำไปแล้วจะมีความมั่นคงทางกฎหมายเพียงพอหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นประเทศที่เจรจารับข้อตกลงไปก่อนหน้านี้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดกว่า อาจเสียเปรียบประเทศที่รอเจรจาในภายหลังซึ่งอาจได้เงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่า หลายประเทศจึงอาจปรับกลยุทธ์ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ประเมินในระยะสั้นการส่งออกไทยอาจได้รับผลบวกบ้าง แต่จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ จะนำมาใช้เพิ่มเติมระยะข้างหน้า</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ในระยะสั้นการส่งออกไทยอาจขยายตัวดีขึ้นบ้างจากผลดีต่อการแข่งขันราคาสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ</strong> เนื่องจากไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงกว่า 15% รวมถึงผู้นำเข้าในสหรัฐฯ อาจเร่งนำเข้าในระยะสั้นจากอัตราภาษีที่ลดลงชั่วคราว<br /> <br /><strong>อย่างไรก็ดี SCB EIC ประเมิน สหรัฐฯ จะนำมาตรการภาษีนำเข้าอื่นมาใช้เพิ่มเติมระยะข้างหน้า</strong> แทน Reciprocal tariffs ที่ยกเลิกไป รวมถึงสินค้าจีนอาจมีความสามารถแข่งขันด้านราคาดีขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกไทยยังมีแรงกดดันสูง โดยเฉพาะช่วงหลังการบังคับใช้ภาษีจาก Sec. 122 ในช่วง 150 วันแรกสิ้นสุดลง การส่งออกของไทยจึงไม่ได้มี Upside จากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงมากนัก</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><em><sup>1&nbsp;</sup>Supreme Court วินิจฉัยคดี Learning Resources, Inc. v. Trump (บริษัทนำเข้าสื่อการเรียนรู้) พร้อมกับ Trump v. V.O.S. Selections, Inc. (กลุ่มธุรกิจนำเข้าสุรา) ผู้พิพากษาเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า อำนาจของฝ่ายบริหารในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจตามกฎหมาย IEEPA นั้นไม่รวมถึงการขึ้นภาษีนำเข้า โดยอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าต่าง ๆ นั้นเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ</em></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><em><sup>2&nbsp;</sup>ภายใต้สมมติฐานว่าสินค้าที่ถูกเก็บ Product-specific tariffs อยู่แล้ว จะได้รับการยกเว้น</em></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยปี 2026<br /></strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%)</strong> ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตสำคัญในสินค้าดังกล่าว สะท้อนได้จากรูปที่ 5 ขวาล่าง ที่มูลค่าส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาเอเชียยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม และไทย นอกจากนี้ มุมมองต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกปรับดีขึ้น โดย SCB EIC ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลกปี 2026 ขึ้นเป็น 2.7% (เดิม 2.5%) ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การการค้าโลก (WTO) ปรับคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกในปี 2026 สูงขึ้นเช่นเดียวกันจากมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น รวมถึงมองว่าการพัฒนา AI ที่รวดเร็วจะเป็นปัจจัยหนุนการค้าโลกปีนี้ และช่วยลดผลกระทบภาษีสหรัฐฯ<br /><br /></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 5 : มุมมองต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกปรับดีขึ้น</strong></span></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c9/5y/hg2hc95yf1/image5.png" alt="image5.png" width="1855" height="799" /></strong></p>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ IMF และ CEIC</p>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-270226"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rj/oj/hg2grjojsn/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></p>
<br />
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/TKWMJ6D" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์</description>
					<enclosure length="6435" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ta/27/hg2gta274s/trade-230226.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 20:20:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>SCB EIC มองผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองลง จากไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เร็ว </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10029</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10029</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10029">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/68/yx/hfrk68yxsr/SCBEIC-Infographic-Election-V2.jpg" alt="SCBEIC-Infographic-Election-V2.jpg" width="1240" height="2843" /><br /><br />SCB EIC ประเมินชัยชนะการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2026 ของพรรคภูมิใจไทย</strong>ด้วยคะแนนเสียง 193 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง (ผลอย่างไม่เป็นทางการของ กกต. อยู่ระหว่างประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง) จึงมีแนวโน้มจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ สร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน และลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยลงได้บ้าง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือน พ.ค. </strong>ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 จะล่าช้าไม่มากเพียง 1-2 เดือน ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนการเลือกตั้ง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 2026 ในกรณีฐานของ SCB EIC ที่ประเมินเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.5% มากนัก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>แม้หลายนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยตอบโจทย์ความต้องการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ </strong>ผ่านชุดมาตรการ 10 พลัส เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับไปขยายตัวได้มากกว่า 3%<strong> แต่การผลักดันให้เกิดผลสำเร็จจริงยังมีความท้าทายสูงบนข้อจำกัดทางการคลังที่สูงขึ้น </strong>ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมินว่าหากรัฐบาลสามารถผลักดันชุดนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะกลาง </strong>ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงมีความเสี่ยงต้องติดตาม </strong>โดยเฉพาะกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ รวมถึงการตัดสินคดีทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านเดิม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/election2026-250226"><span style="color: #4e4e4e;"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gq/b9/hfrigqb9dl/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></span></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/election2026-130226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือน พ.ค. ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 จะล่าช้าไม่มากเพียง 1-2 เดือน</description>
					<enclosure length="4406" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/qj/hl/hfriqjhlae/election2026-130226.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 13 Feb 2026 21:22:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>อุปทานโลกเตรียมเขย่า...สหรัฐฯ ลุยเก็บภาษีชิป AI 25%</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10014</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10014</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10014">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สหรัฐฯ เดินหน้าออกประกาศใหม่เรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% กับชิป AI บางประเภท</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 25% ตามมาตรา 232 จากทุกประเทศซึ่งรวมถึงไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2026</strong> โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิปในประเทศมากขึ้น และลดการพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างประเทศโดยเฉพาะชิปขั้นสูง <strong>การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสินค้าชิปขั้นสูงเฉพาะในกลุ่มชิปประสิทธิภาพสูง</strong> ซึ่งจะต้องมีค่าประสิทธิภาพการประมวลผลหรือ Total Processing Performance (TPP) และ DRAM Bandwidth สูงตามเกณฑ์ที่กำหนด ตัวอย่างเช่น ชิป H200 ของ Nvidia และ MI325X ของ AMD ซึ่งใช้สำหรับการประมวลผลขั้นสูงในอุตสาหกรรม ไฮเทคต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงในระยะแรกนั้นยังคงมีข้อยกเว้นภาษีเป็น 0% บางกรณี สำหรับกลุ่มชิปขั้นสูงที่ไม่เข้าเกณฑ์ เช่น การนำไปใช้ใน U.S. Data centers, R&amp;D และสำหรับใช้ในบริษัท Startup เป็นต้น</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงของสหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานชิปโลก</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าในกลุ่มสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ของโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ พึ่งพาการผลิตชิปจากต่างประเทศสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจส่งผลให้อุปทานโลกสะดุดลง ทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมควบคู่กับกฎหมาย CHIPS Act เพื่อดึงฐานการผลิตกลับสู่ประเทศมากขึ้น โดย SCB EIC มองว่าการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตชิปโลกปรับตัวสูงขึ้น และเกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานชิปใหม่ให้มีการขยายการลงทุนไปยังตลาดสหรัฐฯ มากขึ้นจากแรงกดดันของมาตรการภาษี</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ไทยอาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปในหลายมิติ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>1) ด้านการค้า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ยังคงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด</strong> เนื่องจากประเภทของชิป (HS Code 8541) ที่ไทยส่งออกส่วนใหญ่เป็นชิปที่ใช้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ซึ่งยังได้รับสิทธิภาษี 0% และสินค้าไทยที่มีพิกัดศุลกากรตรงกับที่สหรัฐฯ ระบุ (HS code 8471.50, 8471.80 และ 8473.30) ยังไม่เข้าเกณฑ์ "ชิปขั้นสูง" ที่ถูกเรียกเก็บภาษี อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้าไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการส่งออกชิ้นส่วนที่เกี่ยวเนื่องไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญอื่น ๆ เช่น จีน, ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><br /> <strong>2) ด้านการลงทุน การปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนของไทย</strong> แม้ว่าไทยยังคงเป็นแหล่งลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ดีต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนได้จากข้อมูลล่าสุดในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 ที่มีต่างชาติเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม E&amp;E ราว 21% ของการลงทุนทั้งหมด หรือมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 181,670 ล้านบาท แต่มาตรการภาษีที่มีเป้าหมายเพื่อดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทานชิปโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังแนวโน้มการลงทุนในอาเซียนรวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ยิ่งไปกว่านั้น การปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงอาจส่งผลให้ราคาชิป AI โลกพุ่งขึ้นในระยะสั้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบมายังอุตสาหกรรม Data center ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยอาจต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สูงขึ้น</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้น</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและรักษาบทบาทในห่วงโซ่อุปทานชิปโลก โดย<span style="text-decoration: underline;">ในระยะสั้น</span> ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการจัดทำแผนประเมินความเสี่ยงในกลุ่มสินค้าตามพิกัดศุลกากรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีชิปของสหรัฐฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดในเอเชียที่มีศักยภาพมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่น อาเซียน, ญี่ปุ่น และไต้หวัน เป็นต้น สำหรับ<span style="text-decoration: underline;">ในระยะยาว</span> แม้ไทยจะยังคงผลิตชิปต้นน้ำได้ค่อนข้างจำกัด แต่ไทยก็มีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานการประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันเร่งส่งเสริมการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะสูงที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อผลักดันให้เกิดการผลิตสินค้าต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่แข็งแกร่งเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ในอนาคต<br /><br /><strong>เมื่อสงครามชิปยังคงดำเนินต่ออย่างไม่มีวันจบและนานวันยิ่งกลายเป็นอาวุธสำคัญของการแข่งขันทางเทคโนโลยีมากขึ้น การเร่งปรับตัวเพื่อรับแรงกระแทกจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดที่จะประคับประคองให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในระยะข้างหน้า</strong></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/Chip-Tariffs-040226"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5z/1v/hf8h5z1v06/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></strong></a></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/TKQXTRP" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงบางประเภทและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 25% ตามมาตรา 232 จากทุกประเทศรวมถึงไทย</description>
					<enclosure length="6975" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6p/rb/hf8h6prbq6/Chip-Tariffs.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 27 Jan 2026 14:58:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออกทั้งปี 2025 โตสูงถึง 12.9% ขณะที่ปี 2026 ส่งออกจะแผ่วลงมากจากผลภาษีสหรัฐฯ และฐานสูง </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10012</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10012</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10012">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/qb/ou/hf49qbou32/Infographic-Flash-Export-Dec_2026.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-Dec_2026.jpg" width="2480" height="4303" /><br /><br />มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ธ.ค. 2025 อยู่ที่ 28,835 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวสูง 16.8%YOY จาก 7.1%YOY ในเดือนก่อน และสูงกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 10.5% และค่ากลาง Reuters Poll 8.7%) ตัวเลขปรับฤดูกาลกลับมาขยายตัวถึง 6.9%MOM_SA หลังจากหดตัวสองเดือนติดกัน<br /><br /></strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และส่งออกไปสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยหนุนหลักต่อเนื่อง ขณะที่ทองคำพลิกกลับมาขยายตัวสูงอีกครั้ง</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>1. การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวสูง 54.3%YOY ในเดือน ธ.ค. 2025 แม้หลายสินค้าโดนกำแพงภาษีสูงขึ้นแล้ว</strong> ส่งออกไปสหรัฐฯ ส่งท้ายปี 2025 เร่งตัวต่อเนื่องเทียบเดือน พ.ย. (37.9%YOY) หากไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (ยังได้รับการยกเว้นกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ) ส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวได้สูง 21.7% เช่นเดียวกัน สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ที่มีสูงแม้เผชิญกำแพงภาษี สินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 13 จาก 15 รายการขยายตัวดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ขยายตัวสูง 123%, 117.3%, 86.6%, 48.4% และ 46.5% ตามลำดับ <strong>การส่งออกไปสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 10.2% มากกว่าครึ่งของการเติบโตของส่งออกรวม 16.8%</strong><br /><br /><strong>2. การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง</strong> จากการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวสูงต่อเนื่อง 52.8% เร่งขึ้นจาก 46.2% และ 38.8% ในเดือน พ.ย. และ ต.ค. และขยายตัวต่อเนื่องนาน 21 เดือนแล้ว หากพิจารณารายตลาด พบว่า 13 ใน Top-15 ของตลาดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยขยายตัว โดย 10 จาก 15 ตลาดขยายตัวสูงกว่า 15% โดยเฉพาะสหรัฐฯ, เม็กซิโก และอินเดียที่ขยายตัวสูง 114.2%, 122.8% และ 152.6% ตามลำดับ <strong>การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 10.1% มากกว่าครึ่งของการเติบโตการส่งออกรวม 16.8%</strong><br /><br /><strong>3. ทองคำกลับมาเป็นสินค้าส่งออกหลักอีกครั้ง</strong> การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูง 163.6% จากที่หดตัวต่อเนื่อง -53.3% และ -76.9% ในเดือน พ.ย. และ ต.ค. ตามลำดับ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นในเดือน ธ.ค. <strong>การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 2.7% ของการเติบโตการส่งออกรวม 16.8%</strong><br /><br /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นำเข้าเร่งตัวสูงต่อเนื่อง ไทยขาดดุลการค้า 3 เดือนติดต่อกัน</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ธ.ค. 2025 อยู่ที่ 29,280.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูง 18.8% เทียบ 17.6% และ 16.3% ในเดือน พ.ย. และ ต.ค. ตามลำดับ</strong> สูงกว่าที่ประมาณการไว้ (SCB EIC ประเมิน 12% และค่ากลาง Reuters Poll 15.8%) ภาพรวมมูลค่านำเข้าทั้งปี 2025 ขยายตัวสูง 12.9% เท่ากับมูลค่าส่งออกทั้งปี ในเดือนนี้การนำเข้ายานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง, สินค้าทุน และสินค้าอุปโภคบริโภคเร่งตัวสูง 39.3%, 31.7% และ 27.2% ตามลำดับ ขณะที่การนำเข้าสินค้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (รวมทองคำ) และอาวุธยุทธปัจจัย และสินค้าอื่น ๆ แม้แผ่วลงบ้าง แต่ยังขยายตัวสูงสองหลัก 19.9% และ 10.2% ตามลำดับ ทั้งนี้การนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหมวดเดียวที่หดตัวสูง -17.1% &nbsp;ใกล้เคียงเดือนก่อนที่ -16.7% ซึ่งหดตัว 4 เดือนต่อเนื่อง (รูปที่ 3)</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>การนำเข้าสินค้าทุนและสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปส่วนมากเกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์</strong> เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ และวงจรพิมพ์ขยายตัวสูง 56.3% 86.3% และ 89.3% ตามลำดับ (32.7% ของมูลค่านำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปในเดือนนี้) ขณะที่นำเข้าสินค้าทุน ส่วนมากเป็นเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบขยายตัวสูง 60.6% และ 22.8% ตามลำดับ (61% ของมูลค่านำเข้าสินค้าทุนในเดือนนี้) ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากจีนในสินค้าทุนและสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปมีสัดส่วนสูง 48.8% และ 28.7% ของมูลค่านำเข้าในแต่ละหมวดในเดือนนี้ ตามลำดับ</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวสูงใน 14 จาก 15 รายการหลัก</strong> โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด และเครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้าน ขยายตัว 52.3%, 33.6% และ 21.8% ตามลำดับ (38.1% ของมูลค่านำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคในเดือนนี้) โดยพบว่าสัดส่วนกว่าครึ่ง (54%) นำเข้าจากจีน<br /><br /></li>
</ul>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน ธ.ค. 2025 ขาดดุล -352 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong> ขาดดุลน้อยลงเทียบกับเดือนก่อน -2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขาดดุลออกมาใกล้เคียง SCB EIC คาดไว้ที่ -200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่ากลาง Reuters Poll คาดการณ์ไทยขาดดุลการค้าสูง -1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)<br /><br /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ทั้งปี 2025 มูลค่าส่งออกไทยขยายตัวสูงถึง 12.9% แม้เผชิญความท้าทายจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่มูลค่านำเข้าขยายตัวสูงมากเช่นกัน 12.9% สะท้อนมูลค่าเพิ่มจากการส่งออกต่อเศรษฐกิจไทยอาจจำกัด<br /></strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยทั้งปี 2025 อยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 12.9% สูงสุดในรอบ 4 ปี</strong> เติบโตสูงกว่ามูลค่าส่งออกปี 2024 ที่ขยายตัว 5.4% (ตัวเลขระบบศุลกากร) มากกว่าสองเท่า และเติบโตสูงกว่าที่ SCB EIC และกระทรวงพาณิชย์คาดไว้ที่ 10.7% และช่วง 10.7% - 11.4% ตามลำดับ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก (รูปที่ 4)<br /><br /><strong>1. สหรัฐฯ เก็บภาษีศุลกากรตอบโต้จริงรุนแรงน้อยกว่าที่เคยประกาศไว้ครั้งแรกมาก</strong></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>สหรัฐฯ ตั้งกำแพงศุลกากรต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในวัน Liberation Day (2 เม.ย.)</strong> ค่าเฉลี่ยกำแพงภาษีที่สหรัฐฯ เก็บเพิ่มจากทั่วโลก (Weighted average) ลดลงจาก 22.7% ที่ WTO เคยประเมินไว้ในเดือน พ.ค. เหลือ 18.2% ในเดือน พ.ย. (รูปที่ 6 ซ้าย) สำหรับไทย สหรัฐฯ ลดกำแพงภาษีนำเข้าลงมาเกือบครึ่ง 36% เหลือ 19% ใกล้เคียงคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้ไทยไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ มากนัก จากที่เคยกังวลว่าไทยอาจถูกตั้งกำแพงภาษีสูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>สหรัฐฯ เลื่อนวันบังคับใช้อัตรากำแพงภาษีศุลกากรใหม่จากเดือน เม.ย. เป็น ส.ค.</strong> ส่งผลให้ไทยเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ต่อเนื่องอีกหลายเดือน การส่งออกไปสหรัฐฯ ทั้งปีจึงขยายตัวสูงถึง 32% เร่งตัวขึ้นมากจากปี 2024 ที่โต 13.6% (CTG 5.8% ของการเติบโตส่งออกไทยปี 2025 12.9%)</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>สหรัฐฯ ยังยกเว้นมาตรการกำแพงภาษีสินค้าส่งออกหลักของไทย</strong> ส่วนมากเป็นสินค้าสำคัญต่อสหรัฐฯ และสินค้าที่สหรัฐฯ ผลิตไม่ได้/ผลิตได้น้อย เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด หลอดไฟ LED แกรไฟต์ ส่วนประกอบยาบางชนิด และสินค้าเกษตรบางชนิด ส่งผลให้หลายประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปสหรัฐฯ สูง เช่น ไทย ไต้หวัน และเวียดนาม ยังขยายตัวได้ดี (ไทยส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ขยายตัว 52.5% ในปี 2025 และ CTG กว่า 20% ของการเติบโตส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งปี 2025 ที่ 32%)<br /><br /></li>
</ul>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>2. วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย</strong> (สัดส่วน 21.5% ของมูลค่าส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 17.6% ในปี 2024) ได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่ม Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากการเร่งส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปสหรัฐฯ เนื่องจากบางสินค้ายังคงไม่ถูกตั้งกำแพงภาษีเพิ่ม ส่งผลให้มูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยขยายตัวสูงกว่า 38.3% ในปี 2025 (CTG คิดเป็น 6.7% ของการเติบโตของส่งออกรวม 12.9%)<br /><br /><strong>3. ส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูงกว่า 48.5%</strong> แรงหนุนจากราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นมากตามความต้องการทองคำในตลาดโลกเพื่อรองรับความเสี่ยงโลกที่สูงขึ้น (CTG การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปคิดเป็น 1.4% ของการเติบโตส่งออกไทยรวม 12.9% หากรวมกับปัจจัยส่งออกทองพิเศษไปอินเดียในช่วง Q1/2025 การส่งออกทองคำของไทยปีนี้คิดเป็น CTG 2.2% ของการเติบโตส่งออกไทยรวม 12.9%)<br /><br /><strong>4. ความตึงเครียดจีน-สหรัฐฯ ผ่อนคลายลงมาก</strong> โดยสหรัฐฯ ลดกำแพงภาษีนำเข้าจีนเหลือเพียง 20% จากที่เคยสูงกว่า 100% ในช่วงต้นปี 2025 ส่งผลให้มุมมองเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกเปลี่ยนไป (เช่น WTO ณ เดือน เม.ย. เคยประเมินว่าปริมาณการค้าโลกในปี 2025 จะหดตัว -0.2% ปรับมุมมอง ณ เดือน ต.ค. ขยายตัวได้ 2.4%) ส่งผลให้การส่งออกไทยไปตลาดนอกสหรัฐฯ ขยายตัวได้ดี เช่น จีน สหภาพยุโรป และอาเซียน-5 ที่ขยายตัวสูง 12.6% 8.5% และ 6.9% ตามลำดับ<br /><br /><strong>แม้มูลค่าส่งออกไทยในปี 2025 จะขยายตัวสูง แต่มูลค่านำเข้าทั้งปีขยายตัวเร่งขึ้นมากเช่นกัน</strong> มูลค่านำเข้ารวม 344,943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.9% สูงสุดในรอบ 4 ปีเช่นเดียวกับส่งออก โดยสินค้านำเข้าหลักเป็นหมวดวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุนที่ขยายตัวสูงกว่า 17.9% และ 20.3% ตามลำดับ (CTG รวมกัน 12.5% ของการเติบโตการนำเข้าทั้งหมดในปี 2025 ที่ 12.9%) (รูปที่ 5)</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>สินค้าหมวดวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (CTG = 7.2%) มาจากทองคำและอุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์</strong> สอดคล้องกับมูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำของไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง แต่เนื่องจากไทยมีข้อจำกัดในการผลิตสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า (ขยายตัวกว่า 41.3%) จากผู้ผลิตรายใหญ่ โดยเฉพาะจีนและไต้หวัน เพื่อรองรับความต้องการผลิตเพื่อส่งออกที่เพิ่มขึ้น สำหรับการนำเข้าทองคำขยายตัวสูงกว่า 36% &nbsp;ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเพื่อชดเชยการส่งออก และอาจมีความต้องการสะสมทองคำเพิ่มขึ้นในประเทศ</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>สินค้าทุน (CTG : 5.3%)</strong> ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวกว่า 47.1%, 16.2% และ 4.1% ตามลำดับ สอดคล้องกับข้อมูลการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ Data center ที่ขยายตัวต่อเนื่องในไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้การนำเข้าสินค้าทุนกลุ่มนี้ขยายตัวสูงเป็นพิเศษในปี 2025</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ไทยนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากจีนและไต้หวัน</strong> โดยมูลค่านำเข้าจากจีนและไต้หวันขยายตัวสูง 33.5% และ 23.5% ในปี 2025 ตามลำดับ CTG คิดเป็น 10.4% (จีน 8.8% ไต้หวัน 1.6%) ของการเติบโตของมูลค่านำเข้าไทยปี 2025 ที่ 12.9% โดยเฉพาะจีน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากกำลังการผลิตส่วนเกินหลังถูกกีดกันการค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศจีนยังไม่ดีนัก จึงเน้นส่งออกไปยังตลาดอื่นนอกสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้<br /><br /></li>
</ul>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมไทย (MPI : Manufacturing Production Index) ตามรูปที่ 6 ขวา ไม่ได้ขยายตัวดีสอดคล้องกับแนวโน้มการส่งออก จึงอาจสะท้อนว่าการส่งออกไทยปี 2025 สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยค่อนข้างจำกัด</strong> ทั้งนี้ดุลการค้าไทย (ระบบศุลกากร) ปี 2025 ขาดดุลสูง -5,307.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี<br /><br /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>มุมมองส่งออกไทยปี 2026 (ณ ธ.ค. 2025) จะชะลอตัวลงมากเหลือ -1.5% ตามทิศทางการค้าโลกและปัจจัยฐานสูง อย่างไรก็ดี ยังมี Upside จากหลายปัจจัย</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมินการส่งออกไทยในปี 2026 จะแผ่วลง</strong> เศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกในปี 2026 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์จะเริ่มส่งผลชัดเจนและเต็มรูปแบบมากขึ้น ปัจจัยหนุนพิเศษบางประการในปี 2025 ที่จะหมดไป เช่น การเร่งผลิตและส่งออกก่อนได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า (Front-loading) ปัจจัยส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดีย ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจนอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย รวมถึงปัจจัยฐานที่สูงจากการขยายตัว 12.9% ในปี 2025 อย่างไรก็ดี <strong>มุมมองต่อการค้าโลก กระแสการลงทุนดิจิทัล และความต้องการทองคำปรับดีขึ้น แม้จะยังมีทิศทางชะลอตัว ส่งผลให้มุมมองการส่งออกของไทยปีนี้ -1.5% ที่เคยประเมินไว้ในช่วงเดือน ธ.ค. 2025 ยังมี Upside หลายปัจจัย</strong><br /><br /><strong>1. ปริมาณการค้าโลกในปี 2026</strong> องค์กรระหว่างประเทศ (ณ ม.ค. 2026) เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ปริมาณการค้าโลกขยายตัว 2.6% ในปีนี้ แม้จะเติบโตต่ำจาก 4.1% ในปี 2025 แต่นับว่าสูงกว่าประมาณการเดิมในเดือน ต.ค. 2025 ที่ 2.3% <br /><br /><strong>2. กระแสการลงทุนด้านดิจิทัล โดยเฉพาะ AI</strong> ยังคงมีแนวโน้มร้อนแรงในปี 2026 แม้จะชะลอตัวจากปี 2025 บ้าง ส่งผลให้ยังมีความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่สูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรรวม โดยข้อมูลเร็วการส่งออกของเกาหลีใต้ 20 วันแรกในเดือน ม.ค. 2026 ขยายตัว 14.9% โดยการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารไร้สายขยายตัว 70.2% และ 48% ตามลำดับ<br /><br /><strong>3. ความต้องการสะสมทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยยังมีอยู่สูง</strong> ตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นมากในยุคทรัมป์ 2.0 นอกจากนี้ สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่าธนาคารกลางยังคงสถานะผู้ซื้อทองคำสุทธิเพื่อสะสมเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ทั้งนี้หลายสำนักวิจัยด้านการลงทุนหลักของโลกประเมินว่าราคาทองคำในปีนี้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลในอดีตสะท้อนว่าการส่งออกทองคำของไทยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาทองคำโลก<br /><br /><strong>SCB EIC อยู่ระหว่างติดตามและประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการส่งออกไทย และจะเผยแพร่ประมาณการใหม่ในเดือน ก.พ.</strong> สำหรับมุมมองกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์มูลค่าส่งออกไทยปีนี้จะเติบโตในช่วง -3.1% ถึง +1.1%</p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">&nbsp;</h3>
<p>&nbsp;</p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /></strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/p6/13/hfjmp613l9/ThaiExport-Pic1-Edit.png" alt="ThaiExport-Pic1-Edit.png" width="1052" height="474" /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 2 : คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ทองคำฯ ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ และรถพิกอัปหนุนส่งออกเดือน ธ.ค. 2025 ขณะที่ส่งออกข้าวหดตัวต่อเนื่อง<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sy/de/hf4asydeky/image2.png" alt="image2.png" width="2166" height="1151" /></strong><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span><br /></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 3 : มูลค่าการนำเข้าสินค้าไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/t0/iz/hf4at0iz0v/image3.png" alt="image3.png" width="2323" height="763" /><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 4 : ในปี 2025 อิเล็กทรอนิกส์ ทองคำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสินค้าส่งออกหลัก ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ มีสัดส่วนเกือบครึ่งของอัตราการเติบโตการส่งออกไทยทั้งปี<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/t2/94/hf4at294wo/image4.png" alt="image4.png" width="2214" height="1179" /><br /><span style="color: #000000;">หมายเหตุ : สินค้าอุตฯ อื่น ๆ คือสินค้าอุตสาหกรรมหักสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และทองคำ+ทองคำพิเศษ<br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 5 : สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุนเป็นสินค้านำเข้าหลักในปี 2025 ส่วนมากนำเข้าจากจีนและไต้หวัน<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/t4/20/hf4at420ac/image5.png" alt="image5.png" width="2325" height="1247" /></strong><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 6 : อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เฉลี่ยลดลงจากช่วงต้นปี 2025 ส่งผลให้การค้าโลกและไทยเติบโตดีกว่าคาด แต่ภาคการผลิตไทยอาจได้มูลค่าเพิ่มจำกัดจากการส่งออกที่เร่งสูง<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/t5/to/hf4at5toim/image6.png" alt="image6.png" width="2252" height="1084" /><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์, Office of Industrial Economics และ World Trade Organization (WTO)</span></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-280126" target="_blank" rel="noopener"><span style="color: #4b2885;"><span style="color: #000000;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/9r/2p/hf479r2p1p/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></span></span></a></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/TKJCGF3" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ธ.ค. 2025 อยู่ที่ 28,835 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวสูง 16.8%YOY</description>
					<enclosure length="4658" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/cm/6a/hf47cm6ay4/trade-23012026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 23 Jan 2026 19:43:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เครนถล่ม…เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้างภาคก่อสร้าง จะแก้ไข หรือจะปล่อยซ้ำรอยเดิม?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10009</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10009</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10009">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่ม กระทบความเชื่อมั่น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มติดต่อกัน กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของการก่อสร้างโครงการภาครัฐในวงกว้าง &nbsp;</strong><span style="color: #000000;">เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มติดต่อกันในเดือนมกราคม 2026 ได้แก่ 1) เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ถล่มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษหมายเลข 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี และ 2) เครนก่อสร้างโครงการทางยกระดับ ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว (มอเตอร์เวย์ M82) ถล่มทับรถยนต์ อีกทั้ง เหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มจากแผ่นดินไหวเมื่อปี 2025 รวมถึงถนนที่ก่อสร้างแล้ว และอยู่ระหว่างก่อสร้างทรุดตัวในหลายพื้นที่ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของการก่อสร้างโครงการภาครัฐในวงกว้าง</span></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง จะช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับการก่อสร้าง</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>การยกระดับกลไกการกำกับดูแลผู้รับเหมาก่อสร้าง</strong> <span style="text-decoration: underline;">ในระยะสั้น</span> ต้องเร่งดำเนินมาตรการสมุดพกผู้รับเหมา (การหักคะแนนสะสมในกรณีที่ผู้รับเหมาก่อสร้างกระทำผิด) และกระบวนการจัดจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างจำเป็นต้องมีความเข้มงวดมากขึ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเข้าประมูล การก่อสร้าง จนถึงตรวจรับงาน รวมถึงการบังคับใช้บทลงโทษผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีปัญหาในการก่อสร้างหรือการส่งมอบงาน ตั้งแต่การปรับเงิน ตัดสิทธิ์ในการเข้าประมูลงาน ปรับลดระดับชั้น ไปจนถึงเพิกถอนรายชื่อ</span><br /><br /><span style="color: #000000;"><span style="text-decoration: underline;">ในระยะยาว</span> ต้องยกระดับภาคก่อสร้างทั้ง Supply chain ผ่านการจัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล และพัฒนาภาคก่อสร้าง ทั้งนี้ภาครัฐอาจศึกษาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลและยกระดับภาคก่อสร้าง จากตัวอย่างของมาเลเซีย ซึ่งมี Construction Industry Development Board (CIDB) ที่มีบทบาทให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะสำหรับภาครัฐ รวมถึงกำกับดูแล กำหนดมาตรฐาน และยกระดับคุณภาพของผู้รับเหมาก่อสร้าง ไปจนถึงการวิจัยและพัฒนา เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ภาคก่อสร้างมีความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>การนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น</strong> เช่น อุปกรณ์และเครื่องจักรอัตโนมัติที่ช่วยลดความเสี่ยงในการทำงานที่อันตรายทดแทนการใช้แรงงานคน อุปกรณ์ Sensor เพื่อแจ้งเตือนเมื่ออุปกรณ์และเครื่องจักรมีการทำงานผิดปกติ หรือแจ้งเตือนเมื่อถึงระยะเวลาการซ่อมแซมและบำรุงรักษา ทั้งนี้ภาครัฐมีบทบาทเร่งให้เกิดการใช้เทคโนโลยีก่อสร้าง ผ่านการกำหนดมาตรฐานการใช้เทคโนโลยีก่อสร้างในการประมูลโครงการก่อสร้างภาครัฐ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีก่อสร้าง การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และการสนับสนุนเงินทุนสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างที่ลงทุนนำเทคโนโลยี และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องมาใช้</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้รับเหมาควรยกระดับคุณภาพ และหลีกเลี่ยงการประมูลราคาต่ำเกินไป</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>ผู้รับเหมาก่อสร้างควรเร่งยกระดับคุณภาพ และระมัดระวังการใช้กลยุทธ์เข้าประมูลแบบแข่งขันด้านราคาที่ต่ำเกินไป </strong><span style="color: #000000;">ผู้รับเหมาก่อสร้างควรเร่งยกระดับคุณภาพ ด้วยการเลือกพันธมิตรและผู้รับเหมาช่วงที่มีความน่าเชื่อถือ ยกระดับขั้นตอนการก่อสร้างให้มีความปลอดภัย ใช้วัสดุก่อสร้างและเครื่องจักรที่มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงส่งมอบงานได้ตรงเวลาและคุณภาพ อีกทั้ง การนำเทคโนโลยีมาใช้ จะช่วยเพิ่ม Productivity ทั้งนี้การเข้าประมูลโครงการก่อสร้างยังต้องระมัดระวังการใช้กลยุทธ์แบบแข่งขันด้านราคาที่ต่ำเกินไป เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่ผู้รับเหมาก่อสร้างถูกบีบให้รักษาอัตรากำไร ด้วยการลดต้นทุนผ่านการลดคุณภาพงานก่อสร้าง<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/construction-03022026"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tq/kg/hf1mtqkgan/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/construction-210126" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มติดต่อกัน กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของการก่อสร้างโครงการภาครัฐในวงกว้าง</description>
					<enclosure length="4619" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/xe/ur/hf1mxeur60/construction.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 21 Jan 2026 10:17:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออก พ.ย. ยังโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แต่ปี 2026 เสี่ยงพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยกดดัน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9995</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9995</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9995">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/88/35/he85883564/Infographic-Flash-Export-NOV-25-20251225.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-NOV-25-20251225.jpg" width="1920" height="3370" /><br /><br />มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน พ.ย. 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน พ.ย. 2025 อยู่ที่ 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 7.1%YOY </strong><span style="color: #000000;">เพิ่มขึ้นจาก 5.7% ในเดือนก่อน และใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ที่ 7% (ขณะที่ค่ากลางในผลสำรวจจาก Reuters อยู่ที่ 8.3%) โดยแม้ตัวเลขยังขยายตัวได้ต่อเนื่องแต่เริ่มเห็นถึงสัญญาณการชะลอตัวชัดเจนมากขึ้น สะท้อนจากการส่งออกปรับฤดูกาลที่หดตัว -2.3%MOM_SA ต่อเนื่องจาก -1.2%MOM_SA ในเดือนก่อน ทั้งนี้ภาพรวมมูลค่าส่งออกสะสม 11 เดือนแรกของปีนี้ยังขยายตัวสูง 12.6% (รูปที่ 1 และ 2)</span></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และส่งออกไปสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยหนุนหลัก ขณะที่ทองคำกลายเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ 2 เดือนติดต่อกัน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>1) การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวสูงในเดือน พ.ย. แม้หลายสินค้าโดนกำแพงภาษีไปแล้ว</strong> โดยขยายตัวสูงถึง 37.9%YOY ต่อเนื่องจาก 32.9% ในเดือนก่อนแม้เผชิญกำแพงภาษี โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 11 จาก 15 รายการขยายตัวดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ที่ขยายตัวสูง 120%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>2) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง </strong>จากการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ &nbsp;ซึ่งยังคงได้รับการยกเว้นอัตราภาษีตอบโต้ วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัว 59.9% และแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัว 17.1% เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>3) ทองคำกลายเป็นปัจจัยกดดันหลัก 2 เดือนติดต่อกัน หลังจากขยายตัวสูงตลอด 9 เดือนแรกของปี </strong>การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปหดตัวสูง -51.2% ต่อเนื่องจาก -76.9% ในเดือนก่อน จากที่เคยขยายตัวสูงมากถึง 212.6% และ 144% ในเดือน ก.ย. และ ส.ค. ตามลำดับ ประเมินว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยฐานสูง เนื่องจากการส่งออกทองคำเดือน ต.ค. และ พ.ย. ปี 2024 ที่ขยายตัวสูงถึง 169.3% และ 174.7% จากเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์ตามลำดับ รวมถึงจากราคาทองคำที่ขยายตัวชะลอลงในเดือน พ.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้นเร็วในช่วงก่อนหน้า</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>มูลค่าการนำเข้าสินค้าเร่งตัวสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าต่อเนื่อง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน พ.ย. อยู่ที่ 30,172.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูง 17.6% </strong>ต่อเนื่องจาก 16.3% และ 17.2% ในเดือน ต.ค. และ ก.ย. ตามลำดับ และสูงกว่าที่ประมาณการไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 10.1% ขณะที่ค่ากลางในผลสำรวจของ Reuters อยู่ที่ 14%) ทำให้ภาพรวมมูลค่านำเข้า 11 เดือนแรกปีนี้ขยายตัวสูง 12.4% ในเดือนนี้การนำเข้าอาวุธ ยุทธปัจจัย และสินค้าอื่น ๆ ขยายตัว 69.7%, สินค้าทุนขยายตัว 18.7%, ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งขยายตัว 10% และสินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัว 8.2% ทั้งนี้การนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหมวดเดียวที่หดตัวสูงราว -16.7% ต่อเนื่องจาก -9.8% ในเดือนก่อน (รูปที่ 3)<strong> ซึ่งการนำเข้าที่ขยายตัวสูงเป็นผลจากการนำเข้าแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวถึง 195.1%</strong> เร่งขึ้นจาก 33.3% ในเดือนก่อน โดยเฉพาะจากไต้หวันที่ขยายตัวสูงถึง 605.1% และคิดเป็น 82.9% ของการนำเข้าแผงวงจรไฟฟ้าทั้งหมดในเดือนนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุลสูงต่อเนื่อง -2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ </strong>และขาดดุลสูงกว่าคาดมาก (SCB EIC ประเมินขาดดุล -800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่ากลางในผลสำรวจของ Reuters อยู่ที่ -1,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผลจากการนำเข้ายังเร่งตัวสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสินค้าแผงวงจรไฟฟ้าจากไต้หวัน ส่งผลให้ดุลการค้าสะสม 11 เดือนแรกของปี 2025 ขาดดุล -4,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">SCB EIC ประเมินส่งออกปี 2026 อาจพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัย</span></strong></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>มูลค่าส่งออกที่ขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ ได้แรงหนุนจากหลายปัจจัย</strong> 1) วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเกาะกระแสความต้องการโลกและเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย 2) ความรุนแรงของนโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในช่วงแรก (เช่น ไทยจาก 36% เหลือ 19%) อีกทั้ง การจัดเก็บภาษีได้ถูกชะลออกไปในหลายส่วน เช่น ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและการค้าได้ผลกระทบจากนโยบายภาษีนำที่ค่อนข้างจำกัดและยังขยายตัวได้ดี 3) การส่งออกทองคำที่สูงจากราคาที่สูงขึ้นและความต้องการทองที่สูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอน รวมทั้งการส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดียในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ 4) ปัจจัยฐานต่ำในช่วงครึ่งแรกของปี 2024</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>อย่างไรก็ดี มูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวสูงนั้นมาพร้อมกับการนำเข้าที่เร่งตัวมากเช่นกัน</strong> โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผลบวกต่อเศรษฐกิจอาจมีไม่มากนัก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>แม้ส่งออกจะขยายตัวดีในปี 2025 แต่ SCB EIC ประเมินว่าการส่งออกของไทยในปี 2026 จะมีแนวโน้มหดตัว</strong> -1.5% (ตัวเลขระบบดุลการชำระเงิน) สาเหตุสำคัญจาก 1) เศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกในปี 2026 ที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ที่เริ่มส่งผลชัดเจนและเต็มรูปแบบมากขึ้น 2) ปัจจัยหนุนในปี 2025 ที่จะเริ่มหมดไป เช่น การเร่งผลิตและส่งสินค้าไปสหรัฐฯ (Front-load) การส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดีย เป็นต้น 3) ปัจจัยฐานสูงในปี 2025 โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 4) การแข่งขันในตลาดโลกสูงขึ้น เนื่องจากทั่วโลกต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดสหรัฐฯ และ 5) ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันโดยเปรียบเทียบ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก (ไม่มี Natural-hedge) ทั้งนี้เงินบาทแข็งค่ามากกว่า 9% นับตั้งแต่ต้นปี 2025 สูงเกือบที่สุดในภูมิภาค ยกเว้นเพียงเมียนมา โดยจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสสองของปี 2026 โดยสอดคล้องกับประมาณการของกระทรวงพาณิชย์ที่ช่วง -3.3% ถึง 1.1% (ตัวเลขระบบศุลกากร)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>นอกจากนี้ ในระยะข้างหน้าส่งออกไทยอาจเผชิญปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำที่ต้องจับตาใกล้ชิดเพิ่มเติมจาก</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>1) ภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ</strong> เช่นภาษีเฉพาะเจาะจงรายสินค้า (Sectoral tariff) โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipment tariff) ซึ่งภาษีทั้งสองรูปแบบมีอัตราภาษีสูงกว่าที่ 19% ที่ไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>2) ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-สหรัฐฯ</strong> โดยเฉพาะการค้ากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง อาจส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจโลกและการค้าโลก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>3) ข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ</strong> ยังไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา อาจทำให้การเจรจากับสหรัฐฯ ล่าช้า หรือไทยเสียเปรียบในการเจรจามากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>4) ปัญหาสินค้าจีนและสหรัฐฯ</strong> ทะลักในตลาดโลกมากขึ้น กระทบความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยทั้งในและต่างประเทศ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ</strong><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rz/sy/he84rzsy7i/image001.png" alt="image001.png" width="1025" height="435" /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 2 : สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงส่งสำคัญ แม้จะชะลอลงบ้าง ขณะที่ส่งออกทองคำยังหดตัวสูง</strong><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/s9/ke/he84s9ke2e/image002.jpg" alt="image002.jpg" width="1026" height="523" /><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span><br /></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 3 : มูลค่าการนำเข้าสินค้าไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ</strong><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sm/ex/he84smexhq/image003.png" alt="image003.png" width="1025" height="373" /><br /><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-140126" target="_blank" rel="noopener"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/l8/16/he80l816eo/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></span><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-251225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แม้ส่งออกจะขยายตัวดีในปี 2025 แต่ SCB EIC ประเมินว่าการส่งออกของไทยในปี 2026 จะมีแนวโน้มหดตัว -1.5% จากหลายปัจจัยกดดัน</description>
					<enclosure length="5072" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6m/xr/he846mxrqi/trade-251225.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 25 Dec 2025 13:10:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กนง. ลดดอกเบี้ยตามคาด SCB EIC ประเมิน กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งภายในครึ่งแรกของปีหน้า</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9989</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9989</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9989">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.25%</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>กนง. มีมติเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.50% มาอยู่ที่ 1.25% </strong></span>เพื่อให้ภาวะการเงินผ่อนคลายภายใต้เศรษฐกิจที่จะชะลอลงชัดเจนและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการบรรเทาภาระหนี้กลุ่มเปราะบางและเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงิน มองไปข้างหน้า กนง. พร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่อาจเปลี่ยนแปลง โดยคำนึงถึงเสถียรภาพระบบการเงินระยะยาว และ Policy space ที่มีจำกัด ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และภาวะการเงิน (รูปที่ 1) กนง. ประเมินว่า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2025 &ndash; 2027 ของ ธปท. (ณ ธ.ค. 2025)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6i/na/hdzi6ina06/image001.png" alt="image001.png" width="1041" height="202" /><br /></strong></span><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ ธปท.</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เศรษฐกิจจะชะลอลงชัดเจน </strong>จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ การส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ<strong> และมีปัจจัยลบ</strong><strong>/</strong><strong>ปัจจัยเสี่ยงเข้ามาเพิ่มเติม </strong>ได้แก่ (1) สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ จะยังส่งผลลบต่อเศรษฐกิจต่อเนื่องไปถึงช่วงปีหน้า และ (2) ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้งบประมาณปี 2027 ประกาศใช้ล่าช้า</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้จะเฉลี่ยติดลบ และไม่เข้ากรอบเป้าหมายในปีหน้า </strong>โดยยังคงเป็นผลจากราคาพลังงานที่ปรับลดลงตามราคาพลังงานโลก และมาตรการอุดหนุนของภาครัฐ โดยความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังมีไม่มาก</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง </strong>จากทั้งความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามการชะลอลงของอุปสงค์ในประเทศ และสถาบันการเงินที่ยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ <strong>เงินบาทแข็งค่านำสกุลเงินภูมิภาค </strong>(รูปที่ 2)ตามแนวโน้มนโยบายการเงินสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>3 </strong><strong>ปัจจัยหลักที่ กนง. จะติดตาม ได้แก่ </strong>1) มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจมีออกมาเพิ่มเติม 2) การขยายตัวของสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท และ 3) ความเสี่ยงเงินฝืด</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 2 : เงินบาทแข็งค่านำเกือบทุกสกุลเงินในภูมิภาค<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6y/5w/hdzi6y5wun/image002.png" alt="image002.png" width="1000" height="339" /><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Bloomberg</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>SCB EIC มองว่าการสื่อสารของ กนง. ในครั้งนี้ต่างจากการสื่อสารในครั้งก่อน ๆ หลายประเด็น ได้แก่</strong></span></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>1) กนง. มองเศรษฐกิจชะลอตัวลง &ldquo;ชัดเจน&rdquo; ในปีหน้า </strong>โดยเน้นสื่อสารปัจจัยลบ และความเสี่ยงเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ามากกว่าการสื่อสารถึงตัวเลขเศรษฐกิจและการส่งออกที่ออกมาค่อนข้างดีในช่วงที่ผ่านมา และเปิดเผยมุมมองต่อเศรษฐกิจปี 2027 เพิ่มเติมด้วยว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นแต่จะยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งเป็นการสื่อสารให้ภาพเศรษฐกิจไปข้างหน้าที่ค่อนข้างระมัดระวัง โดยประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2027 จะขยายตัวได้เพียง 2.3%YOY</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>2) กนง. จะติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่าง &ldquo;ใกล้ชิด&rdquo; โดยเริ่มสื่อสารถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ในประเทศเป็นครั้งแรก </strong>ซึ่งเป็นการสื่อสารเพิ่มเติมจากการประชุมรอบก่อน ๆ ที่เน้นประเด็นว่าความเสี่ยงเงินฝืดมีน้อย โดยไม่ได้มีการกล่าวถึงปัจจัยด้านอุปสงค์มากนัก แต่ในรอบนี้เริ่มพูดถึงปัจจัยด้านอุปสงค์ที่มีบทบาทประคองเงินเฟ้อทั่วไปได้น้อยลง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>3) กนง. กังวลบาทแข็งค่านำสกุลเงินภูมิภาค พร้อมพิจารณามาตรการลดแรงกดดันบาทแข็ง </strong>ซึ่งโดยปกติแล้ว กนง. มักไม่กล่าวถึงมาตรการดูแลเงินบาทใน Statement</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">โดยรวม Statement ในครั้งนี้ให้ท่าทีผ่อนคลาย (Dovish tone) มากกว่าการสื่อสารครั้งก่อน ๆ และให้น้ำหนักกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจ และการตึงตัวของภาวะการเงินชัดเจนมากขึ้น<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/MPC-231225" target="_blank" rel="noopener"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/il/ha/hdzcilhanr/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/policy-rate-171225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>กนง. มีมติเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.25% SCB EIC คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอีกครั้งมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปี 2026</description>
					<enclosure length="3628" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ix/0o/hdziix0ock/policy--rate.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 17 Dec 2025 16:29:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออกเดือน ต.ค. มีสัญญาณชะลอลง ทั้งปียังเติบโตดีจากผลสะสม 9 เดือน ด้านนำเข้าเร่งสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะทองคำ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9972</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9972</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9972">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jl/l3/hdb8jll3er/Flash_Export_Oct2025-01.jpg" alt="Flash_Export_Oct2025-01.jpg" width="2480" height="4303" /><br /><br />การส่งออกสินค้าเดือน ต.ค. 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ต.ค. 2025 อยู่ที่ 28,835 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โตชะลอลงเหลือ 5.7%YOY</strong> </span>จาก 19.0%YOY เดือนก่อน และต่ำกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 9%) ตัวเลขปรับฤดูกาลหดตัว -1.9%MOM_SA ลดลงมากจาก 6.6%MOM_SA เดือน ก.ย. ภาพรวมมูลค่าส่งออกสะสม 10 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวสูง 13.0% (รูปที่ 1 และ 2)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และส่งออกไปสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยหนุนหลัก ขณะที่ทองคำกลายเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ</strong></span><br /><br /><strong>1) การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวสูงในเดือน ต.ค. แม้หลายสินค้าโดนกำแพงภาษีไปแล้ว</strong> โดยส่งออกเดือนนี้ยังขยายตัวสูง 29.1% แม้ชะลอลงจาก 35.3% ในเดือนก่อน หากไม่รวมสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า พบว่า การส่งออกไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวสูง 18.7% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ สูงแม้เผชิญกำแพงภาษี โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 11 จาก 15 รายการขยายตัวดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัวสูง 110.2%, 45.9% และ 22.2% ตามลำดับ การส่งออกไปสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 6%YOY สูงกว่าการเติบโตของส่งออกรวม 5.7%<br /><br /><strong>2) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง</strong> จากการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ &nbsp;ซึ่งยังคงได้รับการยกเว้นอัตราภาษีตอบโต้ วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก ทั้งนี้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวสูง 38.8% ชะลอลงบ้างจาก 42.6% เดือนก่อน หากพิจารณารายตลาดคู่ค้า พบว่าใน Top-15 ของตลาดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทย มีจำนวน 12 จาก 15 ตลาดกลุ่มนี้ที่ยังขยายตัว ขณะที่ 10 จาก 15 ตลาดขยายตัวสูงกว่า 30% เช่น สหรัฐฯ, จีน, สิงคโปร์, เม็กซิโก และมาเลเซีย (ขยายตัวสูง 52.8%, 36.4%, 87%, 40% และ 86.4% ตามลำดับ) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 6.9% สูงกว่าการเติบโตส่งออกรวม 5.7%<br /><br /><strong>3) ทองคำกลายเป็นปัจจัยกดดันหลัก</strong> การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปหดตัวสูง -76.9% จากที่เคยขยายตัวสูงมาก 212.6% และ 144% ในเดือน ก.ย. และ ส.ค. ตามลำดับ ตลาดส่งออกทองคำไปสวิตเซอร์แลนด์, สิงคโปร์ และกัมพูชาหดตัวสูง -92.4%, -96.3% และ 82% ตามลำดับ ส่วนหนึ่งตามราคาทองคำโลกที่ปรับลดลง หลังความไม่แน่นอนโลกลดลงจากจีน-สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราว ทองคำเป็นสินค้าหลักที่กดดันส่งออกเดือนนี้ให้หดตัวถึง (CTG) -6.3% เทียบการเติบโตของส่งออกรวม 5.7% (แตกต่างจากช่วง 9 เดือนแรกมาก ซึ่งทองคำช่วยให้ส่งออกไทยขยายตัวกว่า 2.5% จากมูลค่าส่งออกรวม 13.9%)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การนำเข้าเดือน ต.ค. 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>การนำเข้าเร่งตัวสูง โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เช่น ทองคำไทยขาดดุลการค้าสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี</strong></span><br /><br /><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ต.ค. อยู่ที่ 32,272.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 16.3% ต่อเนื่องจาก 17.2% เดือนก่อน</strong> แต่สูงกว่าที่ประมาณการไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 10.1%) ภาพรวมมูลค่านำเข้า 10 เดือนแรกปีนี้ขยายตัวสูง 12.4% ในเดือนนี้การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (รวมทองคำ) และอาวุธ ยุทธปัจจัย และสินค้าอื่น ๆ เร่งตัว 43.5% และ 33.4% ในเดือน ต.ค. ตามลำดับ เติบโตกว่าสองเท่าจาก 18.9% และ 15.1% ในเดือน ก.ย. ขณะที่การนำเข้าสินค้าทุน สินค้าอุปโภคบริโภค และยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งแผ่วลงมากที่ 3.1%, -2.7% และ -1.7% ตามลำดับ (เทียบกับเดือนก่อนที่เติบโตสูง 23.7%, 16.6% และ 31.8% ตามลำดับ) ทั้งนี้การนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหมวดเดียวที่หดตัวสูงราว -10% เทียบเดือนก่อนที่หดตัวไม่มาก -0.8.% (รูปที่ 3)<br /><br /><strong>การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปยังคงขยายตัวสูง ส่วนหนึ่งเพราะไทยกลับมานำเข้าทองคำสูงมาก</strong> มูลค่านำเข้าหักทองคำเหลือขยายตัวเพียง 4.3% ในเดือนนี้ทองคำนำเข้าขยายตัวสูงถึง 315.3% จากที่เคยหดตัว &ndash;44.3% ในเดือนก่อน โดยนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, จีน, ออสเตรเลีย, สิงคโปร์ และฮ่องกงเป็นหลัก ซึ่งขยายตัวสูงถึง 745.7%, 516.1%, 1,436.9%, 327.8%, 779.3% และ 7.1% ตามลำดับ มีสัดส่วนราว 93% ของมูลค่านำเข้าทองคำทั้งหมดเดือนนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากราคาทองคำที่ลดลง<br /><br /><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้กลับมาขาดดุลสูง -3,436.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong> สูงสุดในรอบ 31 เดือน และขาดดุลสูงกว่าคาดมาก (SCB EIC ประเมินขาดดุล -800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผลจากการการส่งออกเริ่มชะลอลงแล้ว แต่นำเข้ายังเร่งตัวสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ดุลการค้าสะสม 10 แรกของปี 2025 ขาดดุล -3,866.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกไทยปี 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกไทยปี 2025 ขยายตัว 10.7% ตามข้อมูล 9 เดือนสะสมที่สูงกว่าคาด มุมมองส่งออกปี 2026 มีแนวโน้มหดตัว -1.5%</strong></span> <br /><br /><strong>SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกไทยปี 2025 เป็น 10.7% จากเดิม 5.3% (ตัวเลขระบบดุลการชำระเงิน, มุมมอง ณ พ.ย. 2025)</strong> แม้ตัวเลขส่งออกเดือน ต.ค. ออกมาต่ำกว่าคาดพอสมควร เนื่องจากการส่งออกไตรมาส 3 ยังเติบโตได้ดีในช่วงที่สหรัฐฯ เริ่มขึ้นกำแพงภาษีแล้ว สำหรับในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ มูลค่าส่งออกมีแนวโน้มเติบโตต่ำจากปัจจัยฐานสูง <strong>สาเหตุที่ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกปีนี้มาจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ</strong><br /><br /><strong>1) เศรษฐกิจโลกและการค้าโลกปี 2025 ขยายตัวดีกว่ามุมมองช่วงต้นปี</strong> ผลจากความตึงเครียดของสงครามการค้าที่ลดลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะระหว่างจีน-สหรัฐฯ กำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่เริ่มใช้จริงต่ำกว่าที่เคยประกาศครั้งแรกมาก หลังการเจรจากับสหรัฐฯ ได้ข้อตกลงที่สหรัฐฯ พอใจ รวมถึงการเร่งส่งออกก่อนสหรัฐฯ เริ่มกำแพงภาษีช่วงต้นเดือน ส.ค. ส่งผลให้การส่งออกไทยไปประเทศคู่ค้าหลักขยายตัวได้ดี เช่น จีน, อาเซียน 5 &nbsp;และสหภาพยุโรป (15.5%, 6.3% และ 7.9% ตามลำดับ)<br /><br /><strong>2) สหรัฐฯ เลื่อนเวลาเริ่มเก็บภาษีตอบโต้</strong> จาก 2 เม.ย. เป็น 8 ส.ค. ส่งผลให้ไทยเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ได้มาก ส่งออกไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปีขยายตัวสูงถึง 14.4%<br /><br /><strong>3) ไทยเจรจาสหรัฐฯ ขอลดอัตราภาษีตอบโต้ได้เกือบครึ่ง</strong> จาก 36% เหลือ 19% อัตราใกล้เคียงคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้สินค้าส่งออกไทยยังสามารถรักษาความสามารถแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐฯ <br /><br /><strong>4) ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำ ขยายตัวสูงมาก 35.6% และ 104.8% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ตามลำดับ</strong> สินค้ากลุ่มนี้ช่วยให้ส่งออกไทย 9 เดือนแรกเติบโตได้ถึง (CTG) 8.7% เกินครึ่งของอัตราการเติบโตมูลค่าส่งออกรวม 13.9% (CTG)<br /><br /><br /><strong>สำหรับมุมมองของกระทรวงพาณิชย์ปรับเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน โดยประเมินว่ามูลค่าส่งออกไทยปีนี้จะขยายตัว 10.7% - 11.4%</strong> <br /><br /><strong>อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมินมูลค่าส่งออกปี 2026 มีแนวโน้มพลิกกลับมาหดตัว -1.5% สาเหตุหลักจาก </strong><br /><br /><strong>1. เศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกในปี 2026 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ</strong> เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์จะเริ่มส่งผลชัดเจนและเต็มรูปแบบมากขึ้น หลังจากเลื่อนบังคับใช้ในปีนี้ โดยองค์กรการค้าโลก (WTO) ได้ปรับลดประมาณการปริมาณการค้าโลกในปี 2026 ล่าสุด เหลือเพียง 0.5% (ชะลอลงมากจาก 2.4% ในปี 2025) เช่นเดียวกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดประมาณการปริมาณการค้าและบริการโลกลงเหลือ 2.3% ในปี 2026 (ชะลอจาก 3.6% ในปี 2025)<br /><br /><strong>2. ปัจจัยฐานสูง โดยเฉพาะช่วง 7 เดือนแรกของปี 2025 ที่ขยายตัวสูงถึง 14.4%</strong><br /><br /><strong>3. สินค้าจีนแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้ดีขึ้น</strong> ภายใต้ข้อตกลงการค้าจีน-สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 30 ต.ค. สหรัฐฯ ตกลงลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนเหลือ 20% (เดิม 30%) เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นอัตราภาษีที่ใกล้เคียงกับไทยมากขึ้น<strong>&nbsp;</strong><br /><br /><strong>นอกจากนี้ ส่งออกของไทยยังเผชิญความเสี่ยงสูงหลายด้านในปี 2026 เช่น (1) ภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ</strong> โดยเฉพาะภาษีเฉพาะเจาะจงรายสินค้า และภาษีสวมสิทธิ์อัตรา 40% และ <strong>(2) ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์</strong> หากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ&ndash;จีนกลับมารุนแรงอีกครั้ง<br /><br />สามารถอ่านบทวิเคราะห์มุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2026 เพิ่มเติมได้ที่ SCB EIC Monthly : <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/eic-monthly-1125" target="_blank" rel="noopener">SCB EIC ปรับเพิ่มการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2025 โต 2.1% ได้แรงหนุนส่งออกและมาตรการกระตุ้นภาครัฐ มองเศรษฐกิจปี 2026 ขยายตัวต่ำ 1.5% ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ จะชัดเจนขึ้นท่ามกลางความเปราะบางในประเทศที่ยังมีอยู่มาก</a></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ</strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fk/bd/hdb8fkbdd5/image001.png" alt="image001.png" width="1061" height="450" /><br /></strong><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span><strong><br /><br /><br />รูปที่ 2 : คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ รถพิกอัป รถยนต์และอุปกรณ์ฯ หนุนส่งออกเดือน ต.ค. ขณะที่ส่งออกทองคำเริ่มหดตัวสูง</strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/g4/uf/hdb8g4ufb6/image002.jpg" alt="image002.jpg" width="1026" height="527" /><br /><br /></strong><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span><strong><br /><br />รูปที่ 3 : มูลค่าการนำเข้าสินค้าไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /></strong><strong><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gj/aa/hdb8gjaarz/image003.png" alt="image003.png" width="1078" height="386" /> <br /><br /></strong><span style="color: #000000;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<br /><br /><br /></span></h2>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-251125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><br /><br />
<div><br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-271125" target="_blank" rel="noopener"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jo/c2/hdb3joc2qf/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></div>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ต.ค. 2025 อยู่ที่ 28,835 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โตชะลอลงเหลือ 5.7%YOY</description>
					<enclosure length="4943" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/2z/d6/hdb62zd6mm/trade-251125.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 25 Nov 2025 16:38:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออก ก.ย. กลับมาขยายตัวสูงสุดในรอบ 42 เดือน ทั้งปีมีแนวโน้มบวกเกินคาด ขณะที่นำเข้าโตแรงเช่นกัน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9945</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9945</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9945">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ch/6z/hcfvch6zsk/Infographic-Flash-Export-SEP-25-20251027-2.jpg.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-SEP-25-20251027-2.jpg.jpg" width="2480" height="4303" /><br /><br /><br />มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ก.ย. 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ก.ย. 2025 อยู่ที่ 30,970.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวสูง 19% </strong><span style="color: #000000;">จาก 5.8%YOY ในเดือนก่อน เติบโตสูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง และสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 3.5% และค่ากลาง Reuter Poll ประเมิน 7%) ตัวเลขปรับฤดูกาลขยายตัวสูงถึง 3.8%MOM_SA เร่งขึ้นจาก 0.1%MOM_SA ในเดือน ส.ค. ภาพรวมมูลค่าส่งออกสะสม 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวสูง 13.9% (รูปที่ 1 และ 2)</span></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำไม่ขึ้นรูปยังคงเป็นปัจจัยหนุนหลักเดือนนี้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงขยายตัวสูงต่อเนื่อง </strong>จากการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ เนื่องจากยังคงได้รับการยกเว้นภาษีตอบโต้ในบางสินค้าอยู่ วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่ม Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก สะท้อนได้จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ, จีน, สิงคโปร์, เม็กซิโก และมาเลเซีย ที่ขยายตัวสูง 67.1%, 32%, 97.1%, 100.1% และ 64% ตามลำดับ (การส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็น 47.7% ของมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยทั้งหมดในเดือนนี้) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 8.1% เกือบครึ่งหนึ่งของการเติบโตส่งออกรวม 19%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2) ทองคำยังคงเป็นปัจจัยหนุนการส่งออกที่สำคัญต่อเนื่อง </strong>การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูง 212.6% เร่งขึ้นจาก 144% ในเดือนก่อน โดยการส่งออกทองคำไปสวิตเซอร์แลนด์, สิงคโปร์ และ สปป. ลาว ขยายตัวสูงต่อเนื่อง 615.6%, 95.7% และ 437.1% ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูงมากถึง 185,737.4% โดยการส่งออกไป 4 ประเทศดังกล่าวคิดเป็นกว่า 95.9% ของมูลค่าการส่งออกทองของไทยทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความต้องการทองคำในตลาดโลกเพื่อรองรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น รวมถึงราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นมาก การส่งออกทองคำมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 6%YOY เกือบครึ่งหนึ่งของการเติบโตส่งออกรวม 19%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3) การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ดีในเดือน ก.ย. แม้ถูกตั้งกำแพงภาษีแล้วในหลายสินค้า</strong> โดยขยายตัว 35.3% เร่งขึ้นจาก 12.8% ในเดือนก่อน หากหักการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พบว่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวสูง 14.2% สอดคล้องกับข้อมูลกิจกรรมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงระยะสั้นนี้ที่ยังขยายตัวดี เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สหรัฐฯ ในเดือน ก.ย. และข้อมูลเบื้องต้นในเดือน ต.ค. ที่ระดับ 53.9 และ 54.8 ตามลำดับ (ข้อมูล &gt; 50 สะท้อนการขยายตัว) การส่งออกไปสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 6.8%YOY ของการเติบโตส่งออกรวม 19%</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การนำเข้าเร่งตัวมากขึ้นอีกเกือบทุกหมวด โดยเฉพาะจากจีนและไต้หวัน ดุลการค้ากลับมาเกินดุล</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">มูลค่าการนำเข้าสินค้าเดือน ก.ย. อยู่ที่ 29,695.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 17.2% เร่งขึ้นจาก 15.8% ในเดือน ส.ค. สูงกว่าประมาณการ (SCB EIC และค่ากลาง Reuter Poll ประเมิน 10.6%) ภาพรวมมูลค่านำเข้า 9 เดือนแรกปีนี้ขยายตัวสูง 11.9% โดยในเดือนนี้การนำเข้ายานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป และอาวุธ ยุทธปัจจัย และสินค้าอื่น ๆ ขยายตัวสูงขึ้นเป็น 31.8%, 18.9% และ 15.1% เทียบกับ 5.3%, 12.7% และ 7.2% ในเดือนก่อน ตามลำดับ ขณะที่สินค้าทุนและสินค้าอุปโภคบริโภคยังขยายตัวสูงต่อเนื่อง 23.7% และ 16.6% ตามลำดับ ทั้งนี้ สินค้าเชื้อเพลิงเป็นหมวดเดียวที่กลับมาหดตัว -0.8% หลังขยายตัว 5.6% ในเดือนก่อน (รูปที่ 3)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>หากพิจารณาการนำเข้ารายประเทศพบว่า การนำเข้าสินค้าจากจีนและไต้หวันเป็นส่วนสำคัญที่การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 16.8% (จีน 10.4% ไต้หวัน 6.4%) จากการนำเข้ารวมที่โตถึง 17.2%YOY โดย</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>1. จีน : ไทยนำเข้าจากจีนขยายตัวสูงถึง 38.7% ในเดือน ก.ย. เร่งขึ้นจาก 33.4% เดือนก่อน </strong>ส่งผลให้ 9 เดือนแรกของปี 2025 มูลค่านำเข้าไทยจากจีนขยายตัวสูง 33.5% เป็นการขยายตัวทุกหมวด โดยเฉพาะ <strong>1) สินค้าทุนขยายตัวสูงถึง 57.8%</strong> เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัว 95.4%, 40.9% และ 11.9% ตามลำดับ ไทยนำเข้าสินค้าทุนจากจีนกว่าครึ่งหนึ่ง คิดเป็น 51.6% ของมูลค่านำเข้าสินค้าทุนทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ <strong>2) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป</strong> <strong>ขยายตัว 24.6%</strong> เช่น แผงวงจรไฟฟ้า, ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ และวงจรพิมพ์ ที่ขยายตัวสูง 32.8%, 23.8% และ 41% ตามลำดับ โดยการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป จากจีนคิดเป็น 24.5% ของมูลค่านำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ <strong>3) สินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัว 26.1%</strong> เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน, เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด และเครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้านเรือนขยายตัวสูง 23%, 31.2% และ 25.4% ตามลำดับ โดยการนำเข้าอุปโภคบริโภค จากจีนคิดเป็น 46.6% ของมูลค่านำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ (รูปที่ 4 ซ้าย)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>2. ไต้หวัน : ไทยนำเข้าจากไต้หวันขยายตัวสูงมากต่อเนื่อง 2 เดือนอยู่ที่ 109.6% ในเดือน ก.ย. และ 130.4% ในเดือน ส.ค.</strong> โดยราว 90% ของมูลค่าการนำเข้าจากไต้หวันในเดือนนี้เป็นสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป และหากดูรายสินค้าพบว่า ไทยนำเข้าแผงวงจรไฟฟ้าจากไต้หวันเพิ่มขึ้นมากถึง 223.3% และ 246.2% ในเดือน ก.ย. และ ส.ค. ตามลำดับ (คิดเป็น 91% และ 88.7% ของมูลค่านำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปจากไต้หวันทั้งหมด) (รูปที่ 4 ขวา)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ข้อมูลนำเข้าสะท้อนนัยว่า (1) สินค้านำเข้าหลักของไทยส่วนมากเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับมูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ยังขยายตัวสูงต่อเนื่อง ตามวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก </strong>เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data center) ทั้งนี้ไทยผลิตสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำได้ค่อนข้างจำกัด จึงต้องนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น จีนและไต้หวัน เพื่อรองรับความต้องการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกตลาดโลกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่ม Data center ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องในไทย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ขยายตัวสูงเป็นพิเศษ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2) การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีนสูง ยังคงสะท้อนปัญหาสินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าไทย </strong>จาก (1) ภาวะเศรษฐกิจจีนที่ยังคงซบเซาจากความเชื่อมั่นในประเทศที่ยังคงต่ำและปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ (2) จีนโดนกำแพงภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สูงโดยเปรียบเทียบกับชาติคู่แข่งอื่น จึงมุ่งส่งออกสินค้าถูกกว่ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น และ (3) ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าราคาถูกจากจีนมากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้กลับมาเกินดุล 1,275.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ </strong>หลังขาดดุลสูงเดือนก่อน 1,964.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดุลการค้าเดือนนี้เกินดุลสูงกว่าคาดบ้าง (SCB EIC ประเมิน 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และค่ากลาง Reuter Poll ที่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผลจากการส่งออกที่สูงกว่าคาดการณ์มาก ดุลการค้าสะสม 3 ไตรมาสแรกของปี 2025 ขาดดุลเล็กน้อย -429.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนส่งออกและนำเข้าไทยสะสมปีนี้สูงใกล้เคียงกัน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ยังมองการส่งออกท้ายปีแย่ลง ภาพทั้งปี 2025 มีแนวโน้มดีกว่าคาด ปี 2026 เสี่ยงติดลบ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">จากข้อมูลส่งออก 9 เดือนแรกของปีนี้ที่ออกมาดีกว่าคาดต่อเนื่อง และข้อมูลส่งออกเดือน ก.ย. ยังขยายตัวสูงถึง 19%<strong> มูลค่าการส่งออกของไทยทั้งปี 2025 จึงมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ SCB EIC ประเมินไว้ล่าสุดก่อนนี้ที่ 5.3% </strong>แม้การส่งออกในช่วงไตรมาส 4 ปี 2025 จะมีแนวโน้มแย่ลง และก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์เคยตั้งเป้ามูลค่าการส่งออกปีนี้ไว้ที่ 2-3% เท่านั้น แต่การแถลงล่าสุดเดือนนี้ กระทรวงพาณิชย์ปรับมุมมองส่งออกปีนี้อาจขยายตัวได้สูงขึ้นมากถึง 10.4% อย่างไรก็ดี SCB EIC ประเมินว่า แม้ตัวเลขส่งออกไทยปีนี้ที่จะให้ภาพเร่งตัวสูงกว่าปีก่อนมาก แต่ไทยอาจได้รับประโยชน์สุทธิไม่มากเท่าที่ควร เนื่องจากทองคำเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัวสูงมากในปีนี้ และการนำเข้าขยายตัวสูงขึ้นมากเช่นเดียวกับการส่งออก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สำหรับในปี 2026 SCB EIC มองส่งออกไทยมีแนวโน้มหดตัว -1.9% </strong>(ประเมิน ณ ต้นเดือน ต.ค. 2025) จากหลายปัจจัยกดดัน เช่น การที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติม ทั้งภาษีรายสินค้า (โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา) รวมถึงภาษีสินค้าสวมสิทธิ 40% เศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวชะลอลง ความไม่แน่นอนของการค้าโลกที่ยังสูง ปัจจัยฐานสูง ค่าเงินบาทที่อาจแข็งกว่าภูมิภาค สอดคล้องกับมุมมองหลายองค์กรระหว่างประเทศว่า ปริมาณการค้าโลกในปี 2026 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2025 มาก โดย IMF มองว่าปริมาณการค้าและบริการโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.3% ในปี 2026 ชะลอลงจาก 3.6% ในปี 2025 เช่นเดียวกับ WTO ที่มองว่าปริมาณการค้าโลกจะขยายตัวเพียง 0.5% ในปี 2026 ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2025</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทั้งนี้ SCB EIC อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์และปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ โดยคาดว่าจะเผยแพร่ช่วงเดือน พ.ย. 2025<br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong style="color: #000000; font-size: 13px;"><span style="font-family: 'SCB PSLxTextErgo';"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/r4/bj/hcf9r4bjoz/trade1.jpg" alt="trade1.jpg" width="800" height="464" /></span></strong></p>
<div class="WordSection1">
<p class="Body"><strong><span style="font-family: 'SCB PSLxTextErgo';"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rb/px/hcf9rbpxw8/trade2.jpg" alt="trade2.jpg" width="800" height="501" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rj/1e/hcf9rj1e8v/trade3.jpg" alt="trade3.jpg" width="800" height="397" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ry/c4/hcf9ryc4oi/trade4.jpg" alt="trade4.jpg" width="800" height="406" /><br /></span></strong></p>
<p class="Body"><strong><span style="font-family: 'SCB PSLxTextErgo';"><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-031125" target="_blank" rel="noopener"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5m/zv/hcf85mzvyd/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /><br /></span></strong></p>
<p class="Body"><strong><span style="font-family: 'SCB PSLxTextErgo';"><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-271025" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><br /><br /></span></strong></p>
</div>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มูลค่าการส่งออกของไทยทั้งปี 2025 มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ SCB EIC ประเมินไว้ แม้การส่งออกในช่วงไตรมาส 4 ปี 2025 จะมีแนวโน้มแย่ลง</description>
					<enclosure length="2728" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/g4/03/hcfag40317/trade-1025.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 27 Oct 2025 18:51:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กนง. คงดอกเบี้ยตามคาด SCB EIC ประเมิน กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในเดือน ธ.ค. สู่ระดับ 1.25% </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9934</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9934</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9934">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4b2885;"><strong>กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 5:2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50%</strong></span> ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อย เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 1.25%</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. เสียงข้างมากมองว่านโยบายการเงินในปัจจุบันอยู่ในระดับผ่อนคลาย</strong> โดยให้ความสำคัญกับจังหวะเวลา และประสิทธิผลของนโยบายการเงิน ภายใต้ Policy space ที่มีจำกัด</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. เสียงข้างน้อยมองว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม</strong> เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และบรรเทาปัญหาสภาพคล่องและภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง<br /></span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงในครึ่งหลังของปี ภาคการส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เศรษฐกิจในไตรมาส 3 มีแนวโน้มชะลอลงจากภาคการส่งออกสินค้าที่เริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ</strong> ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราว โดย กนง. ประเมินว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ไม่ถึง 2%YOY</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. ปรับประมาณการมูลค่าส่งออกสินค้าในปีนี้เพิ่มขึ้นมากเป็น 10%YOY (จาก 4.0%YOY ในการประชุมเดือนมิถุนายน) ตามข้อมูลจริง แต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมมีไม่มากนัก</strong> เนื่องจากได้ปรับแนวโน้มมูลค่าการนำเข้าสินค้าขยายตัวสูงขึ้นมากเช่นเดียวกันเป็น 10.2%YOY (จาก 5.3%YOY ในการประชุมเดือนมิถุนายน)<br /></span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มองว่าภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา</strong> จึงปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2025 ลงจาก 35 ล้านคนในรอบประชุมเดือนมิถุนายน เหลือ 33 ล้านคน (รูปที่ 1) และปรับลดประมาณการอุปสงค์ในประเทศปี 2025 ลงจาก 2.1%YOY เหลือ 1.7%YOY อย่างไรก็ดี กนง. ประเมินว่า เครื่องยนต์ทั้งสองนี้จะทยอยปรับดีขึ้นได้ในระยะข้างหน้า ซึ่ง กนง. ได้คำนึงถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่จะดำเนินการในไตรมาส 4 ไว้ในประมาณการเศรษฐกิจครั้งนี้แล้ว</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไม่ได้แตกต่างจากการประเมินในการประชุมครั้งก่อนมากนัก</strong> โดย กนง. ปรับประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลงเล็กน้อยจาก 2.3%YOY และ 1.7%YOY ในการประชุมเดือนมิถุนายนเป็น 2.2%YOY และ 1.6%YOY ในปี 2025 และ 2026 ตามลำดับ&nbsp;</span></li>
</ul>
<h2 class="f_reg f_demi" style="text-align: left; font-size: 36px; line-height: 46px; padding-bottom: 40px; color: #7a58bf;"><span style="color: #000000;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ts/q8/hbuatsq8lf/MPC_081025_1.png" alt="MPC_081025_1.png" width="889" height="331" /><br /><a class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/MPC-150825" target="_blank" rel="noopener"><strong><br /></strong></a><span style="font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; color: #4b2885; font-size: 13pt;"><strong>กนง. ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อปีนี้เหลือ 0% และมองว่าเงินเฟ้อจะยังไม่เข้ากรอบเป้าหมายในปีหน้า โดยจะติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดใกล้ชิดขึ้น</strong></span></span></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปลงอย่างมีนัยสำคัญ</strong> ในปี 2025 และ 2026 โดยมองว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะต่ำลงเหลือ 0.0% และ 0.5% ตามลำดับ ลดลงจากมุมมองในการประชุมเดือนมิถุนายนที่ 0.5% และ 0.8% ตามลำดับ ตามปัจจัยด้านอุปทานจากราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา (รูปที่ 2)</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะยังไม่เข้าสู่กรอบเป้าหมายในปีหน้า</strong> โดยประเมินว่าจะกลับเข้าสู่ขอบล่างของกรอบเป้าหมายที่ 1% ในช่วงต้นปี 2027 ตามราคาน้ำมันดิบโลกที่ประเมินว่าจะกลับมาทรงตัวได้หลังจากปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. ยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่จะเริ่มติดตามความเสี่ยงนี้มากขึ้น</strong> สาเหตุที่ กนง. มองว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดเพราะ (1) อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่ได้ลดลงอย่างรุนแรง และรวดเร็ว โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ 0.9% ทั้งปี 2025 และ 2026 (2) ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังไม่ได้ปรับลดลง และ (3) อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะยาวยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย&nbsp;</span></li>
</ul>
<h2 class="f_demi" style="font-size: 36px; line-height: 46px; padding-bottom: 40px; color: #7a58bf;"><span style="color: #000000;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/x3/tc/hbuax3tchk/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%95-2025-10-08-192206.png" alt="สกรีนช็อต-2025-10-08-192206.png" width="657" height="423" /><br /><br /><span style="font-size: 13pt;"><strong><span style="color: #4b2885;">ภาวะการเงินโดยรวมตึงตัวใกล้เคียงเดิม แต่ภาวะการเงิน SMEs น่ากังวลต่อเนื่อง</span></strong></span></span></h2>
<ul>
<li><span style="color: #000000;"><span style="font-size: 13pt;"><strong>ภาวะการเงินไทยโดยรวมตึงตัวใกล้เคียงเดิม</strong> สินเชื่อหดตัวเล็กน้อยใกล้เคียงกับการประชุมครั้งก่อน ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลง และการชำระคืนสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่คุณภาพสินเชื่อไม่ได้ปรับด้อยลงจากเดิมมากนัก<br /><br /><br /></span></span></li>
<li><span style="color: #000000;"><span style="font-size: 13pt;"><strong>SMEs ยังคงเผชิญภาวะการเงินตึงตัว สะท้อนจากเครื่องชี้ทั้งในและต่างประเทศ</strong> ในประเทศ สินเชื่อ SMEs หดตัว คุณภาพสินเชื่อ SMEs ปรับแย่ลง สะท้อนจากสัดส่วน NPL ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ต่างประเทศ SMEs ที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ผ่านรายรับในรูปเงินบาทที่ลดลง โดยผู้ส่งออก SMEs ได้รับผลกระทบสูง เห็นได้จาก (1) กว่า 80% ของผู้ส่งออก SMEs ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน และ (2) ผู้ส่งออก SMEs มีอัตรากำไรที่ค่อนข้างต่ำอยู่ก่อนแล้ว<br /><br /></span></span></li>
</ul>
<ul>
<li><span style="color: #000000;"><span style="font-size: 13pt;"><strong>กนง. มองว่านโยบายการเงินจำเป็นต้อง &ldquo;ผ่อนคลาย&rdquo; แต่ต้องให้ความสำคัญกับ</strong> จังหวะเวลาและประสิทธิผลของการส่งผ่านนโยบายการเงินภายใต้ Policy space ที่มีจำกัด และความไม่แน่นอนในอนาคต </span><br /><br /><br /><br /><br /></span></li>
</ul>
<br />
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<p><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/policy-rate-081025" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><br /><br /></p>
<p><br /><br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/MPC-151025" target="_blank" rel="noopener"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/9j/fr/hbua9jfre3/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ยังคงประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ และปรับลดอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026</description>
					<enclosure length="2593" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/yb/60/hc1lyb60lf/mpc.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 08 Oct 2025 19:30:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>รัฐบาลประกาศนโยบายปรับเป้า Net zero เร็วขึ้น 15 ปี : จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เขย่าอนาคตอุตสาหกรรมไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9917</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9917</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9917">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/20/06/hbmi2006uw/Infographic-Flash-Net-zero-2050.jpg" alt="Infographic-Flash-Net-zero-2050.jpg" width="1240" height="2133" /><br /><br />รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ประกาศเป้า Net zero ใหม่ เร็วขึ้น 15 ปี</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>วันที่ 29 กันยายน 2025 รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ประกาศนโยบายใหม่ให้ไทยบรรลุเป้า Net zero เร็วขึ้น 15 ปี จากเดิมปี 2065 เป็นปี 2050</strong> โดยในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศนโยบายผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านการตั้งเป้าให้ไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net zero) ภายในปี 2050 จากเดิมที่จะบรรลุในปี 2065 ซึ่งนโยบายดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเชิงนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของไทย นับตั้งแต่ได้มีการตั้งเป้าหมาย Net zero อย่างเป็นทางการกับประชาคมโลกในปี 2021&nbsp; โดยการปรับเป้า Net zero ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปีนี้ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะเขย่าอนาคตของภาคอุตสาหกรรมไทย เนื่องจากภาครัฐของไทยส่งสัญญาณชัดเจนว่า &ldquo;การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของเศรษฐกิจไทยในโลกอนาคต&rdquo;</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การขยับเป้า Net zero เร็วขึ้น 15 ปี ช่วยให้ไทยปรับตัวทันโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>การขยับเป้า Net zero เป็นปี 2050 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้เท่าทันโลก</strong> โดยหากไทยยังคงเป้าหมายเดิมไว้ในปี 2065 จะทำให้ไทยบรรลุ Net zero ช้ากว่า 111 ประเทศถึง 15 ปี และเสี่ยงหลุดจากวงจรการค้าโลกในอนาคต เนื่องจากประเทศและบริษัทต่าง ๆ ที่มีเป้า Net zero 2050 มีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการเฉพาะจากประเทศและบริษัทที่มีเป้าหมาย Net zero ไม่ช้าไปกว่าเป้าหมายที่ประเทศหรือบริษัทของตนเองกำหนดไว้ ดังนั้น การประกาศเป้าใหม่เป็นปี 2050 ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอจากงานศึกษาของ SCB EIC ในปี 2024 จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ภาคเอกชนปรับตัวได้เท่าทันโลก เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจำเป็นต้องอาศัยแรงส่งจากภาครัฐอย่างจริงจังตลอดช่วงเวลา 25 ปีข้างหน้า ทั้งนี้แม้เป้าหมายใหม่จะถือเป็นความก้าวหน้า แต่ในระดับโลก ไทยเพียงแค่ &ldquo;กลับเข้าสู่มาตรฐานสากล&rdquo; เช่นเดียวกับ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และเวียดนาม ที่ได้ประกาศ Net zero 2050 ไปก่อนแล้ว ซึ่งเป้าหมายใหม่นี้เป็นความท้าทายและโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Net zero 2050 เปิดโอกาสให้บางอุตสาหกรรมเติบโต และบีบบางอุตสาหกรรมปรับตัว</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>Net zero 2050 จะทำให้มีทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้น และอุตสาหกรรมที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับแรงกดดันจากในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยนโยบาย Net zero 2050 จะทำให้อุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มเติบโต จากความต้องการใช้สินค้าและบริการที่จะเพิ่มขึ้น</strong> ไม่ว่าจะเป็น 1) กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด 2) กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 3) กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของรถไฟฟ้า 4) กลุ่มอุตสาหกรรมจัดการของเสีย 5) กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุฐานชีวภาพ 6) กลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ และ 7) กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน <strong>ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงจะเผชิญแรงกดดันจากในประเทศเพิ่มขึ้น</strong> โดยก่อนหน้านี้ ภาคธุรกิจไทยก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากคู่ค้าในตลาดโลกที่ตั้งเป้าบรรลุ Net zero เร็วกว่าไทย 15 ปีอยู่แล้ว ซึ่งการประกาศเป้า Net zero 2050 ของรัฐบาล จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันจากในประเทศผ่านมาตรการใหม่ ๆ ที่จะทยอยออกมา เช่น การเก็บภาษีคาร์บอน และการบังคับใช้ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยคาร์บอน ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะเร่งให้อุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง เช่น น้ำมันและก๊าซ, โรงไฟฟ้าฟอสซิล, เหล็ก, ซีเมนต์, เคมีภัณฑ์ และรถยนต์น้ำมัน ต้องปรับตัวให้ทันภายในระยะเวลาเร็วขึ้น 15 ปี หากต้องการเติบโตต่อในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งข่าวดีคือ หลาย ๆ บริษัทในไทยได้มีการตั้งเป้า Net zero 2050 บ้างแล้ว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการต้องเดินหน้าเรื่อง Net zero อย่างจริงจัง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ผู้ประกอบการต้องเริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากเป้า Net zero 2050</strong> แรงกดดันจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลายเป็นภารกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้ผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญ คือ <strong>&nbsp;1) ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร 2) ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยฯ ให้สอดคล้องกับแนวทางสากล 3) คัดเลือกเทคโนโลยีและกลยุทธ์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม</strong> ทั้งด้านต้นทุนและความเป็นไปได้ <strong>4) ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 5) ติดตามและรายงานผลอย่างโปร่งใส</strong> เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรใช้โอกาสนี้ในการขยายธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น เข้าร่วมในห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด รถ EV หรือวัสดุชีวภาพ ตลอดจนใช้ประโยชน์จากแหล่งทุนสีเขียว (Green finance) หรือแหล่งทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition finance) เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ อาทิ สินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ หรือธุรกิจโรงแรมที่เน้นความยั่งยืน เป็นต้น&nbsp;</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับพฤติกรรมสู่เส้นทางลดคาร์บอน</strong> โดยมาตรการที่ออกมาควรครอบคลุม 2 ด้านหลัก ได้แก่ <strong>(1) มาตรการสร้างแรงจูงใจ สำหรับผู้ที่มีศักยภาพแต่ยังไม่มีแรงจูงใจในการปรับตัว</strong> เช่น การเพิ่มเป้าหมายการรับซื้อพลังงานหมุนเวียน การลดการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล การให้เครดิตภาษีกับอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสะอาด และ<strong> (2) มาตรการสนับสนุนกลุ่มเปราะบางที่ขาดทรัพยากร</strong> เช่น การให้ความรู้ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือเงินช่วยเหลือให้ครัวเรือนรายได้น้อยปรับปรุงบ้านให้ประหยัดพลังงาน เป็นต้น ซึ่งการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ความหลากหลายนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ Net zero อย่างแท้จริง<br /><br /><strong>นโยบาย Net zero 2050 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือเรื่องการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก ธุรกิจที่ปรับตัวทันจะได้เปรียบ ส่วนธุรกิจที่ปรับตัวได้ช้าอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ดังนั้น ภาคธุรกิจต้องเริ่มลงมือและผสานการลดคาร์บอนเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์หลักตั้งแต่วันนี้</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Net-zero-2050-011025" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><br /><br />
<div><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/Net-zero-2050-031025" target="_blank" rel="noopener"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ob/ko/hbmcobko5a/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></div>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>นโยบาย Net zero 2050 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก</description>
					<enclosure length="9576" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/r2/gi/hbmcr2gin3/net-zero.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 01 Oct 2025 14:22:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กำแพงภาษีสหรัฐฯ กระทบชัดขึ้น ส่งออก ส.ค. ชะลอลงมาก</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9912</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9912</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9912">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hk/js/hbexhkjsv8/Infographic-Flash-Export-AUG-25-20250924.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-AUG-25-20250924.jpg" width="1240" height="2152" /><br /><br /><br />การส่งออกสินค้าเดือน ส.ค. 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>มูลค่าส่งออกสินค้าเดือน ส.ค. 2025 อยู่ที่ 27,743.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวชะลอลงเหลือ 5.8%</strong></span> ชะลอลงมากจาก 11.0%YOY ในเดือนก่อน และชะลอลงมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC และค่ากลาง Reuters Poll ประเมิน 9.5%) ตัวเลขปรับฤดูกาลหดตัว -0.1%MOM_SA ต่อเนื่องจาก -1.6%MOM_SA ในเดือน ก.ค. ภาพรวมมูลค่าส่งออก 8 เดือนแรกของปียังขยายตัวสูง 13.3% จากผล Frontload ในช่วง 7 เดือนแรกของปีก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีตอบโต้ (รูปที่ 1 และ 2)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ และส่งออกทองไปสวิตเซอร์แลนด์และบางประเทศในอาเซียนยังหนุนให้ส่งออกขยายตัว</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>1) การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ เดือน ส.ค. ชะลอลงเหลือ 12.8%YOY จากที่เคยขยายตัวสูง 42.1% และ 31.4% ในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ตามลำดับ</strong> เริ่มสะท้อนผลกระทบจากกำแพงภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่อการส่งออกไทยที่ถูกเรียกเก็บอัตรา 19% มาตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. เพิ่มจากอัตรา 10% ที่สหรัฐฯ เก็บทุกประเทศนับตั้งแต่ 2 เม.ย. เป็นต้นมา แม้การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ จะชะลอลงมากในเดือนนี้ แต่การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังได้รับยกเว้นภาษีก่อนถูกเรียกเก็บ Specific tariff รายสินค้าเพิ่มเติมยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญให้การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ โดยรวมยังขยายตัวได้ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบขยายตัว 65.8%, เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 17.5% และแผงวงจรไฟฟ้า 34.6% ทั้งนี้การส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 2.4%YOY ของการเติบโตส่งออกรวม 5.8%YOY<br /><br /><strong>2) ทองคำยังคงเป็นปัจจัยหนุนการส่งออกที่สำคัญในเดือนนี้</strong> การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูง 144% จากที่หดตัว -14.7% ในเดือนก่อน การส่งออกทองคำไปสวิตเซอร์แลนด์, กัมพูชา, สปป.ลาว และสิงคโปร์ขยายตัวสูง 177.8%, 30.4%, 918.1% และ 238.3% ตามลำดับ (คิดเป็น 95.5% ของมูลค่าส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปทั้งหมดในเดือนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความต้องการทองคำในตลาดโลกเพื่อรองรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น รวมถึงราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นมาก การส่งออกทองคำมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 2.5%YOY เกือบครึ่งหนึ่งของการเติบโตส่งออกรวม 5.8%YOY</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การนำเข้าเร่งตัวมากและขยายตัวทุกหมวด ส่งผลให้ดุลการค้าเดือนนี้กลับมาขาดดุลสูง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">มูลค่าการนำเข้าสินค้าเดือน ส.ค. อยู่ที่ 29,707.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 15.8% เร่งขึ้นมากจาก 5.1% ในเดือน ก.ค. สูงกว่าประมาณการ (SCB EIC และค่ากลาง Reuters Poll ประเมิน 9.2%) ภาพรวมมูลค่านำเข้า 8 เดือนแรกปีนี้ขยายตัวสูง 13.3% โดยการนำเข้าเกือบทุกหมวดขยายตัวสูงกว่าเดือนก่อน คือ <strong>1) สินค้าทุน</strong>ขยายตัวสูง 29.5% ต่อเนื่องจาก 23.3% ในเดือนก่อน โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าทุนจากจีนที่ขยายตัวต่อเนื่อง 53.5% จาก 54.2% และ 48.1% ในเดือน ก.ค. และ มิ.ย. ตามลำดับ และคิดเป็นเกือบครึ่ง 49.2% ของการนำเข้าสินค้าทุนทั้งหมดในเดือนนี้ <strong>2) สินค้าอุปโภคบริโภค</strong>ขยายตัว 16.9% จาก 5.5% ในเดือนก่อน โดยนำเข้าจากจีน, เวียดนาม และสหรัฐฯ สูงขึ้น 24.3%, 26% 73.7% เทียบกับ 11.9%, 4.3% และ -9.4% ในเดือนก่อน ตามลำดับ ทั้งนี้การนำเข้าเครื่องประดับอัญมณีจากสหรัฐฯ ขยายตัวสูงกว่า 274.9% <strong>3) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (รวมทองคำ)</strong> โดยเฉพาะจากไต้หวันและจีนขยายตัวสูง 169.1% และ 24.4% ตามลำดับ เกือบครึ่ง 45.9% ของมูลค่าการนำเข้าหมวดนี้ทั้งหมดในเดือนนี้ <strong>4) ยานพาหนะและอุปกรณ์</strong> จาก สหรัฐฯ และอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 29.8% และ 38.2% เทียบกับที่เคยหดตัวเดือนก่อน <strong>5) เชื้อเพลิง</strong> กลับมาขยายตัว 5.6% หลังจากหดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน โดยการนำเข้านำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 14.1% และ 33% ตามลำดับ สำหรับ 6) อาวุธและยุทธปัจจัย นำเข้าชะลอลงเล็กน้อย 7.2% เทียบเดือนก่อนที่ 7.8% &nbsp;(รูปที่ 3)<br /><br /><strong>SCB EIC พบ 2 ประเด็นน่าสนใจของตัวเลขนำเข้าเดือน ส.ค. นี้</strong><br /><br />(1) ไทยนำเข้าเครื่องประดับอัญมณี (สินค้าอุปโภคบริโภค) สูงถึง 74.2% เพิ่มจาก 25.1% ในเดือนก่อน โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ สูงถึง 279.4% เพิ่มจาก 24.1% ในเดือนก่อน คิดเป็นกว่า 42.6% ของมูลค่านำเข้าเครื่องประดับอัญมณีทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ <br /><br />(2) ไทยนำเข้าแผงวงจรไฟฟ้า (สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป) เพิ่มขึ้นมาก 122.9% เทียบ 5.1% ในเดือนก่อน มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3,727.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะจากไต้หวันสูงถึง 246.2% เพิ่มจาก -31.6% ในเดือนก่อน คิดเป็น 60.1% ของมูลค่านำเข้าแผงวงจรไฟฟ้าทั้งหมดของไทยในเดือนนี้<br /><br /><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้กลับมาขาดดุลสูง -1,964.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong> หลังจากเกินดุลติดต่อกัน 3 เดือน สวนทางกับที่คาดการณ์ไว้ว่าจะยังเกินดุล (SCB EIC และค่ากลาง Reuters Poll ที่ เกินดุล 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผลจากการนำเข้าที่สูงกว่าคาดการณ์ไว้มาก ดุลการค้าสะสม 8 เดือนแรกของปี 2025 ขาดดุล -1,704.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC มองส่งออกเสี่ยงหดตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้ หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ส่งผลชัดขึ้น และ Specific tariffs ที่อาจออกมาเพิ่ม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>SCB EIC คาดมูลค่าส่งออกไทยในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้เสี่ยงหดตัวจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เริ่มเห็นผลตั้งแต่เดือน ส.ค. และ Specific tariffs ที่สหรัฐฯ เตรียมประกาศเพิ่ม โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์</strong> ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตสูงมากในช่วง 8 เดือนแรกของปีก่อนถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม รูปที่ 2 ชี้ว่าการส่งออกไทยในเดือน ส.ค. ขยายตัวจากปัจจัยชั่วคราว ทั้งการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำไม่ขึ้นรูป หากไม่นับปัจจัยชั่วคราวนี้ การส่งออกไทยเดือน ส.ค. อาจไม่มีการเติบโตหรือหดตัวไปแล้ว<br /><br />นอกจากนี้ อัตราการเติบโตของมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ 12.8%YOY มาจากสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวหลัก (CTG) มากถึง 13.4%YOY (สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สหรัฐฯ ยังยกเว้นภาษีมี CTG 12.2%YOY) รูป 4 สะท้อนว่า หากไม่มีแรงส่งจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ อาจหดตัว นอกจากนี้ ส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังเผชิญปัจจัยฐานสูง และค่าเงินบาทแข็งนำภูมิภาค ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกของไทยเพิ่มเติมนอกจากปัจจัยภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ได้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Special topic :</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>แม้ไทยต่อรองสหรัฐฯ ลดภาษีตอบโต้เหลือ 19% แต่นโยบายกำแพงภาษียังมีความไม่แน่นอนและซับซ้อนในรายละเอียด อาจทำให้ไทยโดนภาษีสูงกว่า 19% ที่เจรจาไว้ได้</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>1) ภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ เก็บเพิ่มแบบ Stack กับคู่ค้าทั่วไป</strong> โดยสหรัฐฯ จะเก็บอัตราภาษีตอบโต้ตามที่ประกาศไว้ต้นเดือน ส.ค. เพิ่มจากอัตราภาษีเดิมที่สินค้าแต่ละประเทศถูกเรียกเก็บตาม Harmonized Tariff Schedule of the United States (HTSUS) หรืออัตรา Normal Trade Relations (NTR) หรือ MFN Rate ประเทศทั่วโลกที่ไม่ได้มีข้อตกลงการค้าพิเศษ (FTAs) กับสหรัฐ เช่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ จะต้องเจออัตราภาษีนำเข้าใหม่สูงกว่าอัตราภาษีเดิมที่เคยถูกเรียกเก็บ เช่น ไทย เดิมเคยจ่าย MFN Rate เฉลี่ย 3.5% หลังเจอภาษีศุลกากรตอบโต้ใหม่ 19% รวมกันเป็น 22.5% (รูปที่ 5)&nbsp;<br /><br /><strong>สหรัฐฯ ตกลงเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ 15% จากสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นแบบ Non-stack</strong> โดย 1) หากอัตราภาษีนำเข้าเดิม (HTSUS) น้อยกว่า 15% อัตราภาษีนำเข้าสินค้านั้นจะถูกปรับใหม่เป็น 15% ขั้นต่ำ เช่น รถยนต์ญี่ปุ่น เดิมโดนเก็บอัตราภาษี 2.5% จะถูกปรับเป็น 15% (ไม่ใช่ 2.5%+15% = 17.5%) ขณะที่ 2) หากอัตราภาษีนำเข้าเดิม (HTSUS) มากกว่า 15% อัตราภาษีนำเข้าสินค้านั้นจะไม่ถูกเก็บอัตราภาษีตอบโต้เพิ่มเติม (จ่ายอัตราภาษีเดิม) เช่น เนื้อวัวญี่ปุ่น เดิมโดนอัตราภาษีนำเข้า 26.4% จะไม่โดนเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นในตลาดสหรัฐฯ จึงมีแต้มต่อเทียบกับคู่แข่งทั่วไป<br /><br /><strong>2) ประเทศทั่วโลกจะต้องเผชิญภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 4 รูปแบบที่ยังมีความซับซ้อนสูง อาจโดนเก็บอัตราภาษีนำเข้าบางรูปแบบสูงกว่าอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ที่เจรจาไว้ คือ</strong> <br /><br /><strong>&middot; ภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipment tariff)</strong> อัตรา 40% สำหรับสินค้าที่มีขั้นตอนการผลิตโดยใช้ Local content หรือ Regional value content ต่ำ อย่างไรก็ตาม ภาษีนี้ยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียด&nbsp; SCB EIC ประเมินเบื้องต้นพบว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมส่งออกไทยที่มีสัดส่วนการใช้ Import content สูง <strong>คิดเป็นราว 40% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมดไปสหรัฐฯ</strong><br /><br /><strong>&middot; ภาษีเฉพาะเจาะจงรายสินค้า (Specific tariff)</strong> เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ผลิตภัณฑ์เหล็กบางชนิดถูกเก็บอัตราภาษี 25%-50% สำหรับทองแดงอัตรา 50% ขณะที่รถยนต์และส่วนประกอบอัตรา 25% SCB EIC ประเมิน Top-16 สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐฯ พบว่า 3 ใน 16 รายการ เช่น ยางยานพาหนะ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้าอยู่ในกลุ่มนี้ คิดเป็นสัดส่วนราว 12% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด&nbsp;&nbsp; <br /><br /><strong>&middot; ภาษีเฉพาะเจาะจงพิเศษภายใต้ มาตรา 232 (Special specific tariff under section 232)</strong> เก็บอัตราภาษีไม่ตายตัว โดยจะเก็บภาษีเหล็ก 50% ตามมูลค่าเนื้อเหล็กที่สินค้านั้น ๆ ใช้ในการผลิต เช่น เครื่องปรับอากาศ (ซึ่งส่วนมากจะมีมูลค่าเนื้อเหล็กในการผลิตสูงราว 50%) จะถูกเก็บอัตราภาษีรายการนี้อีก 25% แทนอัตราภาษีตอบโต้ 19% &nbsp;SCB EIC ประเมิน Top-16 สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐฯ พบว่า 3 ใน 16 รายการ เช่น ตู้เย็น, ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ อยู่ในกลุ่มนี้ <strong>คิดเป็นสัดส่วนราว 7% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด&nbsp;</strong>&nbsp; <br /><br /><strong>&middot; ภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal tariff)</strong> 19% ตามข้อตกลงการค้าไทยกับสหรัฐฯ ในเดือน ส.ค. &nbsp;SCB EIC ประเมิน Top-16 สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐฯ พบว่า 6 ใน 16 รายการ อยู่ในกลุ่มนี้ <strong>คิดเป็นสัดส่วนราว 16% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด</strong> <br /><br /><strong>อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันสหรัฐฯ ยกเว้นภาษีนำเข้าให้บางสินค้าที่สหรัฐฯ ผลิตได้จำกัดหรือผลิตไม่ได้</strong> เช่น หลอดไฟ LED แกรไฟต์ ส่วนประกอบยาบางชนิด และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หลายชนิด ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกที่มีการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวดี เช่น ไทย, เวียดนาม และไต้หวัน ซึ่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ สูง SCB EIC ประเมินจาก Top-16 สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐฯ สินค้ากลุ่มนี้ <strong>คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 30% ของมูลค่าส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด</strong><br /><br /><strong>3) นโยบายกำแพงภาษีสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง</strong> เนื่องจาก 1) อยู่ระหว่างศึกษาและประกาศ Specific tariffs รายสินค้าเพิ่มเติม เช่น ยาและวัตถุดิบ, เซมิคอนดักเตอร์, รถบรรทุกขนาดใหญ่, ไม้และไม้แปรรูป และเครื่องบินพาณิชย์และเครื่องยนต์เจ็ท 2) ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ - จีนอาจกลับมาตึงเครียดอีกครั้งหลังสิ้นสุดข้อตกลงลดอัตราภาษีนำเข้าชั่วคราว 90 วัน (สหรัฐฯ เก็บจีนเหลืออัตรา 30%) ในวันที่ 10 พ.ย. 3) สหรัฐฯ เรียกร้องให้ประเทศพันธมิตร เช่น G-7 ขึ้นภาษีนำเข้าจีน, อินเดีย หรือประเทศอื่น ๆ ที่ทำการค้ากับรัสเซีย และ 4) หาก US Supreme Court ตัดสินทรัมป์แพ้คดีการใช้อำนาจประธานาธิบดี (IEEPA) ออกคำสั่งเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ ทรัมป์อาจใช้ทางเลือกอื่น เช่น I) มาตรา 232 Trade Expansion Act 1962 ขยายประเภท Sectoral tariff II) มาตรา 122 Trade Act 1974 เก็บ Universal tariff 15% นาน 150 วัน และ III) มาตรา 301 Trade Act 1974 เก็บภาษีประเทศที่มีการค้าที่ไม่เป็นธรรม</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6f/cz/hbex6fczpu/trade01.jpg" alt="trade01.jpg" width="800" height="456" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6z/re/hbex6zreqj/trade02.png" alt="trade02.png" width="1353" height="908" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/7f/gh/hbex7fgh07/trade03.jpg" alt="trade03.jpg" width="800" height="328" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/7v/5q/hbex7v5qii/trade04.png" alt="trade04.png" width="1353" height="913" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/8d/9u/hbex8d9uk8/trade05.png" alt="trade05.png" width="1420" height="816" /><br /><br /></strong></h2>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-29092025" target="_blank" rel="noopener"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/25/vp/hbeg25vpnj/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">&nbsp;</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-240925" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC คาดมูลค่าส่งออกไทยในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้เสี่ยงหดตัวจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เริ่มเห็นผลตั้งแต่เดือน ส.ค.</description>
					<enclosure length="4959" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ia/k5/hbeqiak531/trade-240925.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 24 Sep 2025 10:13:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออก ก.ค. ยังขยายตัวสูง แต่เริ่มชะลอลงจากเดือนก่อน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9889</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9889</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9889">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cc/rn/hahvccrnox/Infographic-Flash-Export-Jul-25-20250825.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-Jul-25-20250825.jpg" width="2480" height="4303" /><br /><br />มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยเดือน ก.ค. 2025 ยังขยายตัวสูง 11%</strong></span> มูลค่า 28,580.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐชะลอลงบ้างจาก 15.5%YOY ในเดือนก่อน แต่ชะลอตัวน้อยกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 8.1% และค่ากลาง Reuter Poll 9.6%) และข้อมูลส่งออกแบบปรับฤดูกาลหดตัว -1.6%MOM_SA จากเดือนก่อน (ต่อเนื่องจากการหดตัว -1%MOM_SA ในเดือนก่อน) ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ยังขยายตัวสูงที่ 14.4% (รูปที่ 1 และ 2)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกเดือนนี้ยังได้รับแรงส่งจากการส่งออกไปสหรัฐฯ และส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปหลายตลาด</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>(1) การเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีเต็มที่ในเดือน ส.ค.</strong> การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 31.4% แม้ชะลอจาก 41.9% ในเดือนก่อน โดยขยายตัวได้ดีใน 14 จาก 15 กลุ่มสินค้าสำคัญที่ส่งออกไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หลักที่ยังไม่ถูกเก็บภาษีเจาะจงรายสินค้าที่สหรัฐฯ อาจประกาศเพิ่มเติม ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบขยายตัว 84.9% เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 24.4% แผงวงจรไฟฟ้า 45.2% นอกจากนี้ ไทยยังส่งออกทองคำไปสหรัฐฯ ได้มากถึง 161.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับเดือนก่อนที่ 0.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบซึ่งเป็นสินค้าสำคัญที่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเฉพาะเจาะจงรายสินค้าในอัตรา 25% ไปแล้ว หดตัวมากถึง -26.7% รุนแรงกว่า -2.6% ในเดือนก่อนมาก ทั้งนี้ การส่งออกไปสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 5.8% กว่าครึ่งหนึ่งของการเติบโตส่งออกรวม 11% <br /><br /><strong>(2) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หลายชนิดยังขยายตัวได้ดี</strong> เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้ากลุ่มนี้ขยายตัวสูง 61% เพิ่มขึ้นจาก 57.7% ในเดือนก่อน โดยตลาดสหรัฐฯ และจีนชะลอตัวลงเหลือ 84.9% และ 38.2% ตามลำดับ จากขยายตัวสูงกว่า 118% และ 122.8% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่การส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ขยายตัวสูงมากในตลาดมาเลเซีย, อินเดีย และสิงคโปร์ที่ 238%, 180.5% และ 165.2% ตามลำดับ ในด้านส่งออกสินค้าแผงวงจรไฟฟ้าขยายตัวสูง 57.7% จาก 47.8% ในเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดไต้หวัน, ฮ่องกง และจีนที่ขยายตัว 291.2%, 78% และ 69.4% ซึ่งคิดเป็นกว่า 53% ของมูลค่าการส่งออกแผงวงจรไฟฟ้าทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ (หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ ก็ขยายตัวได้ดีเช่นกัน) ทั้งนี้การส่งออกกลุ่มนี้มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 6.2% กว่าครึ่งหนึ่งของการเติบโตส่งออกรวม 11%<br /><br /><strong>(3) การส่งออกสินค้าเกษตรขยายตัวสูง 21.5%</strong> จากการส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ที่ขยายตัวกว่า 107.7% โดยเฉพาะในตลาดจีนขยายตัวสูงถึง 123.3% และคิดเป็นกว่า 92.1% ของมูลค่าการส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งทั้งหมด นอกจากนี้ เครื่องเทศและสมุนไพร และเนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ ก็ขยายตัวดีเช่นกันที่ 93.6% และ 84.6% ทั้งนี้การส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 2.1% จากการเติบโตส่งออกรวม 11%</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าชะลอตัว สอดคล้องทิศทางของมูลค่าการส่งออก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">มูลค่าการนำเข้าสินค้าเดือน ก.ค. อยู่ที่ 28,258.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 5.1% ชะลอลงจาก 13.1% ในเดือน มิ.ย. และ 18.0% ในเดือน พ.ค. ต่ำกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 7.5% และค่ากลาง Reuter Poll 4.9%) โดยการนำเข้าสินค้าทุนเป็นกลุ่มสินค้าหลักที่ขยายตัวสูงถึง 23.3% (โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่ขยายตัวต่อเนื่อง 54.2% จาก 48.7% และ 45.9% ในเดือน มิ.ย. และ พ.ค. ตามลำดับ และคิดเป็นกว่าครึ่ง 50.5% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทุนของไทยทั้งหมดในเดือนนี้) ขณะที่การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (รวมทองคำ), อาวุธและยุทธปัจจัย, สินค้าอุปโภคบริโภค และยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่งขยายตัว 11.3%, 7.8%, 5.5% และ 2.1% ตามลำดับ ด้านการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงหดตัว -10.6% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 (รูปที่ 3) ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้เกินดุล 322.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สวนทางกับที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเริ่มขาดดุล (SCB EIC ประเมิน -1,300 และค่ากลาง Reuter Poll ที่ -500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) รวม 7 เดือนแรกของปี 2025 ดุลการค้าสะสมเริ่มกลับมาเกินดุล 259.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สหรัฐฯ ประกาศภาษีนำเข้าตอบโต้อัตราใหม่ ไทยต่อรองลดอัตราภาษีลงมาได้เกือบครึ่งเหลือ 19% ปรับมุมมองให้ดีขึ้น ลดความเป็นไปได้ของ Worst case scenario</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ในวันที่ 31 ก.ค. 2025 ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ประกาศเก็บศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariff) อัตราใหม่กับ 72 ประเทศคู่ค้าทั่วโลกในช่วงอัตรา 10 &ndash; 50%</strong> (รวมภาษีเฉพาะเจาะจงรายประเทศ) มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. 2025 และสหรัฐฯ จะเก็บภาษี Transshipment เพิ่ม 40% สำหรับสินค้าผ่านแดน หรือ ภาษีนำเข้าสินค้าที่มีขั้นตอนการผลิตโดยใช้ Local content หรือ Regional value content ต่ำ (แต่รายละเอียดของภาษี Transshipment นี้ยังไม่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะมีเกณฑ์พิจารณาจากสัดส่วน Local content หรือ Regional value content เท่าใดในขั้นตอนการผลิตและส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ) สำหรับประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในประกาศนี้จะถูกตั้งกำแพงภาษีในอัตราขั้นต่ำ 10% <br /><br /><strong>ในภาพรวม สหรัฐฯ ประกาศภาษีตอบโต้อัตราใหม่รุนแรงน้อยลงจากที่เคยขู่ไว้ในช่วงเดือน ก.ค. ช่วยลดความน่าจะเป็นที่เศรษฐกิจโลกจะเกิดกรณีเลวร้าย</strong> โดย 1) ตั้งกำแพงภาษีตอบโต้สินค้าไทยลดลงจากที่ขู่ไว้ 36% เหลือ 19% เกาะกลุ่มกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน ได้แก่ ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และกัมพูชาที่ 19% และเวียดนามที่ 20% ซึ่งต่ำกว่าสินค้าจีนที่ถูกสหรัฐฯ เก็บเพิ่ม 30% ไปจนถึงเดือน พ.ย. ผลการเจรจาภาษีของไทยจึงมีส่วนช่วยลดความกังวลว่า ไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ อย่างรุนแรงให้กับคู่แข่งประเทศอาเซียนและจีนไปได้บ้าง 2) ค่าเฉลี่ยกำแพงภาษีตอบโต้สินค้าของกลุ่มอาเซียนลดลงจาก 28% เหลือ 23% ค่าเฉลี่ยของเอเชียลดลงจาก 19% เหลือ 17% และค่าเฉลี่ยโลกลดลงจาก 16% เหลือ 14% อย่างไรก็ดี 3) สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ประเทศกลุ่ม BRICS ในสูง ได้แก่ บราซิล 50%, อินเดีย 50%, จีน 30% และแอฟริกาใต้ 30% สำหรับรัสเซียถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรทางการค้าอยู่ (รูปที่ 4)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC มองส่งออกไทยปีนี้จะยังขยายตัวได้ โดยจะชะลอลงในไตรมาส 3 และหดตัวสูงในไตรมาส 4 ขณะที่มุมมองส่งออกไทยปี 2026 จะหดตัว โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีแรก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>จากข้อมูลส่งออก 7 เดือนแรกของปีนี้ที่ออกมาดีกว่าคาดต่อเนื่อง SCB EIC จึงปรับประมาณการมูลค่าส่งออกไทยปีนี้จะขยายตัว 3.0% (เดิมมอง -0.1%)</strong> โดยมีสาเหตุหลักมาจาก 1) นโยบายการค้าโลกที่มีความชัดเจนมากขึ้น ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ลดลง (หลังสหรัฐฯ ขยายข้อตกลงเก็บภาษีนำเข้าจีนในอัตรา 30% ชั่วคราวต่ออีก 90 วัน จนถึงวันที่ 10 พ.ย.) ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจโลกน้อยกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า 2) ไทยสามารถต่อรองลดอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ลงมาได้เกือบครึ่งเหลือ 19% 3) การส่งออกไทยขยายตัวสูงถึง 14.4% ในช่วง 7 เดือนแรกจากการเร่งส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังคงได้รับการยกเว้นภาษีเฉพาะเจาะจงสินค้า 4) ปัจจัยส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดียที่เป็นแรงหนุนหลักในช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ และ 5) ปัจจัยฐานต่ำในช่วงครึ่งปีแรกในปี 2024 มุมมองของ SCB EIC สอดคล้องกับกระทรวงพาณิชย์ที่มองว่า มูลค่าส่งออกไทยจะเริ่มชะลอตัวในเดือน ส.ค. &nbsp;และมีมุมมองมูลค่าส่งออกไทยปีนี้ขยายตัวในช่วง 2-3% และมีความเป็นไปได้ที่ตัวเลขอาจสูงกว่านี้<br /><br /><strong>อย่างไรก็ดี การส่งออกไทยในช่วงท้ายปี 2025 มีแนวโน้มหดตัวสูง โดยเฉพาะในไตรมาส 4 เนื่องจาก</strong><br /><br /><strong>1) ส่งออกไทยยังเผชิญผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ</strong> แม้หลายประเทศทั่วโลกจะสามารถเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ลงมาได้แต่อัตราภาษียังคงสูงกว่าช่วงก่อนทรัมป์ 2.0 และสูงกว่าอัตราขั้นต่ำ 10% ที่ถูกเก็บเพิ่มในช่วงเดือน เม.ย. ถึง ก.ค. มาก จึงน่าจะเริ่มเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น อีกทั้ง อัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยยังสูงกว่าหลายประเทศคู่แข่งที่ส่งสินค้าคล้ายกันไปตลาดสหรัฐฯ (รูปที่ 5) สะท้อนว่าภาคส่งออกไทยยังคงเผชิญผลกระทบโดยตรงจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ทั้ง Income effect และ Substitution effect และผลกระทบทางอ้อมจากเศรษฐกิจโลกที่จะเริ่มชะลอตัวลง<br /><br /><strong>2) ปัจจัยหนุนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้หมดลง</strong> เช่น การเร่งส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐฯ ทยอยหมดลง ปัจจัยส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดียหมดลงหลังจบไตรมาส 1 และปัจจัยฐานต่ำ (ส่งออกโต 1.9% ในช่วง H1/2024) กลายเป็นปัจจัยฐานสูงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ (ส่งออกโตดี 9% ในช่วง H2/2024) (รูปที่ 6 ขวา)<br /><br /><strong>3) ส่งออกไทยโตสูงกว่าแนวโน้มปกติมากต่อเนื่องนานหลายเดือน จึงมีแนวโน้มจะหดตัวลง ชดเชยช่วงผิดปกติก่อนหน้า</strong> โดยรูปที่ 6 (ซ้าย) มูลค่าการส่งออกไทยขยายตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากในช่วงเดือน ม.ค. - มิ.ย. (เส้นสีม่วงสูงกว่าเส้นสีน้ำตาล) โดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐฯ สะท้อนการเร่งส่งออกก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีตอบโต้คู่ค้า ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลัง แนวโน้มมูลค่าการส่งออกจะกลับมาสู่เส้นค่าเฉลี่ยหรือต่ำกว่าเพื่อชดเชยได้<br /><br /><strong>สำหรับในปี 2026 SCB EIC ประเมินมูลค่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มหดตัว -1.5%</strong> โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีแรก จากปัจจัยฐานสูง (ส่งออกโต 15.0% ในช่วง H1/2025) รวมถึงหลายปัจจัยยังกดดันการส่งออกไทยต่อเนื่องจากช่วงที่เหลือของปีนี้&nbsp;</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>จับตาความเสี่ยงด้านลบเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีนี้และปีหน้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>1) ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีนอาจกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังหมดช่วงลดกำแพงภาษีสูงชั่วคราว</strong> อาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงมากขึ้น <br /><br /><strong>2) สหรัฐฯ เตรียมประกาศภาษีเฉพาะเจาะจงสินค้า (Product specific tariffs) อีกหลายรายการ</strong> เช่น ยาและเวชภัณฑ์ รถบรรทุกขนาดใหญ่ ไม้และไม้แปรรูป โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยและพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2024 คิดเป็น 19.2% ของมูลค่าส่งออกไทยทั้งหมดไปสหรัฐฯ และคิดเป็น 42.9% ของมูลค่าการส่งออกสินค้านี้ของไทยทั้งหมด) ทั้งนี้ทรัมป์ขู่จะประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นถึง 100%-300% ในช่วงเดือนต้นเดือน ส.ค.<br /><br /><strong>3) หากสหรัฐฯ บังคับให้ใช้ Local content สูง อาจทำให้สินค้าไทยเสี่ยงถูกเก็บภาษี Transshipment 40%</strong> กระทบการส่งออกไทยรุนแรงขึ้น ปัจจุบันอุตสาหกรรมส่งออกไทยมีสัดส่วนการพึ่งพา Import content ราว 40% ของมูลค่าการส่งออกจากไทยทั้งหมดไปสหรัฐฯ (รูปที่ 8) โดยสินค้าส่งออกบางกลุ่ม เช่น โซลาร์เซลล์ อะลูมิเนียมขึ้นรูป ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และแม่พิมพ์ (Molds) มีความเสี่ยงสูงที่อาจถูกเก็บภาษี Transshipment เพราะสัดส่วน Import content ค่อนข้างสูง ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เหล็กแผ่นรีดร้อน และยางล้อ มีความเสี่ยงนี้ในระดับปานกลาง <br /><br /><strong>4) เงินบาทอาจมีแนวโน้มแข็งค่าสูงเทียบคู่แข่งในภูมิภาค</strong> ในช่วงที่ผ่านมาเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นมาก ดัชนีค่าเงินบาท (ณ วันที่ 22 ส.ค.) แข็งค่าขึ้น 6.6%YOY ขณะที่ค่าเงินของจีน, ฟิลิปปินส์, เกาหลีใต้, อินเดียและเวียดนามอ่อนค่าลง อาจซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทยในช่วงที่จะต้องเผชิญกำแพงภาษีสหรัฐฯ <br /><br /><strong>5) ความขัดแย้งชายแดน ไทย-กัมพูชาอาจยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น</strong> อาจส่งผลลบต่อการส่งออกไทยมากขึ้นในบางอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์&nbsp; แม้ภาคส่งออกไทยจะพึ่งพาการส่งออกไปกัมพูชาค่อนข้างต่ำสัดส่วนเพียง 3.4% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในปี 2024 และมีผลกระทบค่อนข้างจำกัดในปัจจุบัน ส่วนใหญ่กระทบการส่งออกสินค้าชิ้นส่วนจักรยานยนต์และพาหนะที่ไม่ใช่ยานยนต์ (กัมพูชาเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของชิ้นส่วนจักรยานยนต์ และ อันดับ 2 พาหนะที่ไม่ใช่ยานยนต์ เช่น รถลาก) อย่างไรก็ดี การส่งออกกลุ่มยานยนต์โดยรวมไปกัมพูชามีสัดส่วนไม่มากคิดเป็น 1% ของการส่งออกยานยนต์ไทยทั้งหมด (รูปที่ 7)<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/55/56/hahv5556r7/trade1.jpg" alt="trade1.jpg" width="800" height="432" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5q/0o/hahv5q0o0o/trade2.png" alt="trade2.png" width="1715" height="1007" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/63/lw/hahv63lwb6/trade3.jpg" alt="trade3.jpg" width="800" height="374" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6e/dg/hahv6edgtn/trade4.jpg" alt="trade4.jpg" width="800" height="454" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6p/9d/hahv6p9deu/trade5.jpg" alt="trade5.jpg" width="800" height="471" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/72/c4/hahv72c45l/trade6.jpg" alt="trade6.jpg" width="800" height="502" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/7c/lt/hahv7cltmc/trade7.png" alt="trade7.png" width="1466" height="1103" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/7m/jt/hahv7mjt1x/trade8.png" alt="trade8.png" width="1678" height="1054" /></span><strong><br /></strong></p>
<br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-29082025" target="_blank" rel="noopener"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6j/de/hahb6jdefb/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-250825" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยเดือน ก.ค. 2025 ยังขยายตัวสูง 11% มูลค่า 28,580.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</description>
					<enclosure length="6487" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/5q/kp/haho5qkp56/trade-0825.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 25 Aug 2025 08:56:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กนง. ลดดอกเบี้ยตามคาด SCB EIC ประเมิน กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในไตรมาส 4 สู่ระดับ 1.25%</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9874</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9874</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9874">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25%</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ 1.50%</strong></span> ตามคาดการณ์ของ SCB EIC โดยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้มาจากการประเมินของ กนง. ว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม เพื่อช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายลง โดยเฉพาะ (1) ธุรกิจที่จะถูกกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ซ้ำเติมปัญหาความสามารถในการแข่งขันที่มีอยู่ก่อนแล้ว ให้สามารถปรับตัวได้ในระยะข้างหน้า ที่การแข่งขันจากต่างประเทศจะรุนแรงขึ้น และ (2) ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของภาคส่วนเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง มองไปข้างหน้า กนง. เห็นว่านโยบายการเงินจะต้องอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่ควรคำนึงถึงเสถียรภาพในระยะปานกลาง รวมถึง Policy space ที่มีจำกัดและประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงิน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 จะชะลอลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>&middot; กนง. มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไม่ได้แตกต่างจากการประเมินในการประชุมครั้งก่อนมากนัก</strong> โดยในการประชุมรอบเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่ง กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.3%YOY และ 1.7%YOY ในปี 2025 และ 2026 ตามลำดับ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้จากภาคการส่งออกสินค้าและภาคการผลิตเป็นหลัก ตามการเร่งส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ <br /><br /><strong>&middot; กนง. มองว่าเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2025 มีแนวโน้มชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปี</strong> ส่วนหนึ่งจากการเร่งผลิตและส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรก นอกจากนี้ กนง. ยังประเมินว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มแผ่วลง และอาจปรับประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลงในการเผยแพร่ประมาณการในรอบการประชุมเดือนตุลาคม 2025 (ประมาณการ ณ รอบการประชุมเดือน มิ.ย. 2025 &nbsp;ประเมินไว้ที่ 35 และ 38 ล้านคนในปี 2025 และ 2026 ตามลำดับ)<br /><br /><strong>&middot; กนง. เห็นว่าต้องติดตามผลกระทบจากภาษี Transshipment และการแข่งขันของสินค้านำเข้าที่จะรุนแรงขึ้น</strong> โดยประเมินว่าแม้อัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บสินค้าไทยไม่ได้เสียเปรียบคู่แข่ง แต่อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในระดับที่สูงขึ้นมากเช่นนี้ รวมทั้งมาตรการกำแพงภาษีสินค้า Transshipment และภาษีนำเข้าเฉพาะกลุ่มสินค้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ที่จะทยอยออกมาในระยะข้างหน้า อาจลดทอนอุปสงค์สินค้าส่งออกโลกโดยรวม นำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และจะส่งผลต่อไปในระยะปานกลาง การปรับตัวของภาคธุรกิจจึงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า<br /><br /><strong>&middot; อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน</strong> โดยราคาอาหารสดลดลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และราคาพลังงานลดลงตามราคาน้ำมันดิบโลกเป็นหลัก แต่ยังไม่เห็นราคาสินค้าและบริการอื่นลดลงตามเป็นวงกว้าง สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังทรงตัวใกล้เคียง 1%</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. จะติดตามสถานการณ์สินเชื่อหดตัวและเงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจมีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>&middot; สถานการณ์สินเชื่อหดตัวอาจซ้ำเติมภาคส่วนเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง</strong> โดยการหดตัวของสินเชื่อมีที่มาจาก สินเชื่อกลุ่มธุรกิจ SMEs และสินเชื่อภาคครัวเรือนที่หดตัวลง ส่วนหนึ่งจากความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ชะลอลงตามความต้องการสินเชื่อที่ปรับลดลงจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง <br /><br /><strong>&middot; เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเทียบกับค่าเงินภูมิภาค</strong> ตามดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินบาทตามราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น <br /><br /><strong>&middot; กนง. ยังมองว่านโยบายการเงินจำเป็นต้อง &ldquo;ผ่อนคลาย&rdquo; แต่ยังต้องคำนึงถึง Policy space และประสิทธิผลของการส่งผ่านนโยบายการเงิน</strong> ในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงมาแล้วรวม 1.0% จาก 2.50% ในช่วงต้นปี 2024 อยู่ที่ระดับ 1.50% ในระยะข้างหน้า กนง. จำเป็นต้องพิจารณาถึงข้อจำกัดของ Policy space ที่เหลือน้อยลง และประสิทธิผลของการส่งผ่านนโยบายการเงินที่จะน้อยลงในภาวะดอกเบี้ยต่ำ<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/MPC-150825" target="_blank" rel="noopener"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ux/x4/ha4buxx4gj/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/policy-rate-130825" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประเมินว่าภายในปีนี้ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในไตรมาส 4 เพื่อให้นโยบายการเงินสามารถรองรับความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย</description>
					<enclosure length="3733" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/23/o5/ha4k23o59d/policy-rate-130825.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 13 Aug 2025 14:22:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออก มิ.ย. ยังขยายตัวแรง และอานิสงส์สหรัฐฯ เลื่อนเก็บศุลกากรตอบโต้ไปอีก 1 เดือน ช่วยให้มุมมองทั้งปีขยายตัวได้</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9849</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9849</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9849">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jz/of/h9ifjzofwh/Infographic-Flash-Export-Jun-25-20250724.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-Jun-25-20250724.jpg" width="1240" height="2152" /><br /><br /><br />มูลค่าการส่งออกเดือนมิถุนายน 2025 ยังขยายตัว</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>มูลค่าส่งออกสินค้าไทยเดือน มิ.ย. 2025 ขยายตัว 15.5%YOY</strong></span> อยู่ที่ 28,649.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เดือนก่อน 18.4%YOY) ชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 17.1% และค่ากลาง Reuter Poll 18.7%) และข้อมูลส่งออกแบบปรับฤดูกาลหดตัวลง -0.9%MOM_SA จากเดือนก่อน ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยช่วงครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวเฉลี่ย 15% (รูปที่ 1 และ 2)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกเดือนนี้ยังได้รับแรงสนับสนุนหลายช่องทาง แต่หลายกลุ่มเริ่มส่งสัญญาณชะลอลง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>(1) วัฏจักรขาขึ้นในสินค้ากลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์</strong> อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้ากลุ่มนี้ขยายตัวสูง 57.7% ชะลอลงจาก 104% ในเดือนก่อน โดยตลาดสหรัฐฯ ขยายตัว 118% เร่งขึ้นจาก 88.3% ในเดือนก่อน ขณะที่ตลาดจีนชะลอลงมาเป็น 122.8% จาก 311.6% ในเดือนก่อน และตลาดอื่นเริ่มหดตัว -2.4% จากที่เคยขยายตัวสูง 66.8% ในเดือนก่อน ทั้งนี้ การส่งออกกลุ่มนี้มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 5.5% จากการเติบโตส่งออกรวม 15.5%<br /><br /><strong>(2) การเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ</strong> <strong>ก่อนได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีเต็มที่</strong> ขยายตัวสูงถึง 41.9% จาก 35.1% ในเดือนก่อน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หลักที่ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัว 118%, เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบขยายตัวที่ 9.4%, แผงวงจรไฟฟ้าขยายตัวที่ 36.9% ขณะที่การส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ถูกเก็บภาษีเฉพาะเจาะจงรายสินค้า 25% ไปแล้วนั้น หดตัว -2.6% ในเดือนนี้ ทั้งนี้การส่งออกไปสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 7.5% จากการเติบโตส่งออกรวม 15.5% <br /><br /><strong>(3) ทองคำยังเป็นปัจจัยหนุนการส่งออกที่สำคัญ</strong> การส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูปยังคงขยายตัวสูงมากถึง 115.6% เร่งขึ้นจาก 59.6% ในเดือนก่อน แต่นับว่าชะลอลงมากเมื่อเทียบกับ 256% และ 272.2% ในเดือน เม.ย. และ มี.ค. 2025 โดยตลาดส่งออกสำคัญในเดือนนี้คือ สวิตเซอร์แลนด์ที่ขยายตัวสูงถึง 421.5% ทั้งนี้การส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูปนี้มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 2.4% จากการเติบโตส่งออกรวม 15.5% สำหรับประเด็นแรงส่งจากปัจจัยทองพิเศษที่เคยเกิดขึ้นในช่วงต้นปีจากการส่งออกสินค้ากลุ่มโลหะมีค่าผสมทองคำผสมไปตลาดอินเดียมีสัญญาณหมดลงชัดเจน<br /><br /><strong>(4) ปัจจัยฐาน</strong> มูลค่าส่งออกเดือน มิ.ย. ในปี 2024 ค่อนข้างต่ำหากเทียบค่าเฉลี่ยเดือนอื่น และค่าเฉลี่ยปกติเดือน มิ.ย. ในช่วงก่อนวิกฤติโควิด ส่งผลให้การส่งออกในเดือน มิ.ย. 2025 เติบโตค่อนข้างสูงส่วนหนึ่งจากปัจจัยฐาน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>มูลค่าการนำเข้าสินค้าชะลอตัวสอดคล้องกับมูลค่าการส่งออก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">มูลค่าการนำเข้าสินค้าเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 27,588.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.1% จาก 18.0% ในเดือนก่อน ชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้เช่นเดียวกัน (SCB EIC ประเมิน 14.5% และค่ากลาง Reuter Poll 17.8%) โดยสินค้าทุนเป็นกลุ่มสินค้าหลักที่ขยายตัวสูงถึง 38.2% (โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่ขยายตัว 48.7% จาก 45.9% ในเดือนก่อน คิดเป็นกว่า 48.6% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทุนของไทยทั้งหมดในเดือนนี้) ขณะที่การนำเข้าอาวุธและยุทธปัจจัย, สินค้าอุปโภคบริโภค, ยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง และสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (รวมทองคำ) ขยายตัว 29.8%, 19.8%, 11.7% และ 7.2% ตามลำดับ ด้านการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงและหดตัวต่อเนื่อง -10.6% (รูปที่ 3) ดุลการค้าไทย (ระบบศุลกากร) เดือนนี้เกินดุล 1,061.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใกล้กับที่ SCB EIC ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 1,200 และค่ากลาง Reuter Poll ที่ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ดุลการค้าขาดดุลสะสม -62.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>มุมมองส่งออกไทยปีนี้ขยายตัวได้บ้าง แต่ปีหน้าจะเสี่ยงหดตัว</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>SCB EIC ประเมิน Frontload ส่งออกที่ดีในช่วงครึ่งปีแรก และผลจากทรัมป์เลื่อนเก็บภาษีตอบโต้อีก 1 เดือน ช่วยให้มุมมองส่งออกไทยปีนี้ขยายตัวได้บ้าง แต่ปีหน้าจะเสี่ยงหดตัวแรงขึ้น</strong></span><br /><br /><strong>มุมมองมูลค่าส่งออกสินค้าไทยปี 2025 มีแนวโน้มขยายตัวได้บ้าง</strong> จากที่เคยมองว่าจะไม่เติบโต หลังข้อมูลมูลค่าส่งออกไทยยังขยายตัวได้ดีในไตรมาสสองจากการเร่งผลิตเพื่อส่งออกก่อนได้รับผลกระทบจากศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariff) ของสหรัฐฯ และผลจากสหรัฐฯ เลื่อนกำหนดขึ้นภาษีตอบโต้นี้ออกไป 1 เดือนเป็นวันที่ 1 ส.ค. ช่วยให้ภาพเศรษฐกิจโลกในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีขึ้นบ้างเป็น 2.4% จากเดิม 2.3% (รูปที่ 4)<br /><br /><strong>อย่างไรก็ดี การส่งออกไทยในช่วงท้ายปี 2025 และภาพรวมปี 2026 ยังเสี่ยงหดตัว</strong>จากผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มชัดขึ้นหลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษี Reciprocal tariff และ Specific tariffs ครบตามที่ประกาศไว้ และปัจจัยหนุนหลักของการส่งออกที่มีในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 เริ่มหมด เช่น วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจัย Frontload ก่อนสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า และปัจจัยทองพิเศษ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Special Highlight (1) : มีเพียง 6 ประเทศที่บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ได้แล้ว</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">หลังสหรัฐฯ ชะลอการเก็บ Reciprocal tariffs ออกไปนานกว่า 100 วัน หลายประเทศต่างทบทวนข้อเสนอหลายรูปแบบเพื่อเร่งบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ให้เร็วที่สุดก่อนเส้นตายวันที่ 1 ส.ค. อย่างไรก็ดี นับถึงขณะนี้มีเพียง 6 ประเทศเท่านั้นที่บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้แก่<br /><br /><strong>ประเทศนอกภูมิภาคอาเซียน</strong><br /><br /><strong>&middot; สหราชอาณาจักร :</strong> สหรัฐฯ ตกลงคงอัตราภาษีตอบโต้ที่ 10% แต่ลด Product specific tariff สำหรับรถยนต์ 100,000 คันแรก เหลือ 10% จาก 25% ยกเว้นภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอากาศยานบางรายการ และกำหนดโควตาภาษีในอัตราต่ำสำหรับการส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมไปยังสหรัฐฯ ขณะที่สหราชอาณาจักรตกลงจะลด Non-tariff barriers ขยายการเปิดตลาดสำหรับสินค้าสหรัฐฯ เช่น เนื้อวัวและเอทานอล ปฏิบัติตามมาตรฐานความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ และเข้าร่วมการเจรจาอย่างเป็นระบบในภาคส่วนสำคัญ เช่น ยานยนต์, อากาศยาน, เหล็ก และอะลูมิเนียมเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสอดคล้องกับกฎระเบียบที่สหรัฐฯ วางไว้<br /><br /><strong>&middot; จีน :</strong> สหรัฐฯ ลดภาษีตอบโต้เหลือ 30% (เดิม 145%) เป็นการชั่วคราว แต่หากรวมภาษีในช่วงทรัมป์ 1.0 เดิม 25% รวมสินค้าจีนถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่มขึ้น 55% และสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีสำหรับสินค้าขนาดเล็กจากจีน (De Minimis) 54% (เดิม 120%) รวมถึงผ่อนคลายมาตรการกีดกันที่เคยใช้ต่อจีน ในขณะที่จีนเก็บสหรัฐฯ 10% และผ่อนคลายการควบคุมส่งออกแม่เหล็กและแร่ธาตุหายากลงบ้าง<br /><br /><strong>&middot; ญี่ปุ่น :</strong> สหรัฐฯ ตกลงจะลดภาษีตอบโต้เหลือ 15% (เดิม 25%) รวมทั้งอาจลด Product specific tariff รถยนต์ญี่ปุ่นลงเหลือ 15% ด้วย (ประกาศโดย ข้อมูลจากทางการญี่ปุ่น แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากสหรัฐฯ) ขณะที่ญี่ปุ่นจะยอมให้สินค้าบางรายการของสหรัฐฯ เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น (เช่น รถบรรทุกและข้าว) อีกทั้งญี่ปุ่นจะลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ <br /><br /><br /><strong>ประเทศในภูมิภาคอาเซียน</strong><br /><br /><strong>&middot; เวียดนาม :</strong> สหรัฐฯ ลดภาษีตอบโต้เหลือ 20% (เดิม 46%) และ 40% สำหรับสินค้าประเทศอื่นที่ส่งออกผ่านเวียดนาม (ป้องกัน Transshipment โดยเฉพาะจากจีน) ขณะที่เวียดนามยอมเปิดตลาดให้สหรัฐฯ ทั้งหมดโดยลดภาษีเหลือ 0% และลด Non-tariff barriers (ประกาศจากทางสหรัฐฯ) ทั้งนี้เวียดนามจะยังคงเดินหน้าต่อรองเพื่อให้ขอลดภาษีตอบโต้ลงต่ำกว่า 20%<br /><br /><strong>&middot; อินโดนีเซีย :</strong> สหรัฐฯ ลดภาษีตอบโต้เหลือ 19% (เดิม 32%) และกรณีสินค้าประเทศที่อัตราภาษีสูงกว่าส่งออกผ่านอินโดนีเซียจะเก็บ 19% + อัตราภาษีประเทศเจ้าของสินค้าเดิม ขณะที่อินโดนีเซียยอมเปิดตลาดให้สหรัฐฯ เกือบทั้งหมด (99% ไม่รวมเนื้อหมูและแอลกอฮอล์ ซึ่งขัดหลักศาสนาของประเทศ) โดยลดภาษีเหลือ 0% และลด Non-tariff barriers สำคัญหลายรายการ ยอมรับมาตรฐานการกำกับดูแลด้านสินค้าบางชนิดของสหรัฐฯ และปรับปรุงมาตรฐานแรงงาน<br /><br /><strong>&middot; ฟิลิปปินส์ :</strong> สหรัฐฯ ลดภาษีตอบโต้เหลือ 19% (เดิม 20%) ขณะที่ฟิลิปปินส์เปิดตลาดให้สหรัฐฯ โดยลดภาษีเหลือ 0% รวมทั้งสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์มีข้อตกลงจะขยายความร่วมมือทหารระหว่างกัน (ประกาศจากทางสหรัฐฯ)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Special Highlight (2) : ความคืบหน้าการเจรจาของไทย และผลกระทบหากเปิดตลาดเสรี</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">การที่เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ได้ก่อน โดยยอมเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ ทั้งหมด (Full access) แลกกับการขอลดอัตราภาษีตอบโต้ รวมถึงยอมให้สหรัฐฯ เก็บภาษี Transshipment (ภาษีนำเข้าสินค้าที่มีขั้นตอนการผลิตโดยใช้สินค้าจากห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศต่ำ) ได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอาเซียนอื่น ๆ ซึ่งอาจกดดันให้ไทยจำเป็นต้องรีบเจรจากับสหรัฐฯ และยื่นข้อเสนอที่ดีขึ้นต่อสหรัฐฯ เพื่อต่อรองขอลดอัตราภาษีตอบโต้ให้ใกล้เคียงคู่แข่ง เพื่อช่วยไม่ให้สินค้าออกของไทยโดยรวมเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ<br /><br />ล่าสุดผู้แทนทีมเจรจาของไทยสื่อสารว่า ไทยได้ยื่นข้อเสนอรอบใหม่ยอมเปิดตลาดเสรีให้สินค้าสหรัฐฯ มากขึ้นกว่าข้อเสนอรอบแรก (เพิ่มจากที่เคยเสนอสัดส่วน 64% เป็นราว 90% ของสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ โดยสัดส่วนที่เหลือคาดว่าจะเป็นสินค้าเกษตรสำคัญ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบวงกว้างต่อผู้ผลิตและการจ้างงานภายในประเทศ) เพื่อขอลดกำแพงภาษีตอบโต้ที่สหรัฐฯ ประกาศจะเก็บไทยสูงถึง 36% ให้อยู่ในช่วง 18%-20% ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าคู่แข่ง<br /><br /><strong>การที่คู่ค้าสหรัฐฯ (โดยเฉพาะอาเซียน) เปิดตลาดเสรีให้สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะกระทบการส่งออกไทยสูง ผ่าน</strong><br /><br /><strong>1) ความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดคู่ค้าสำคัญอย่างภูมิภาคอาเซียน :</strong> หากประเทศอาเซียนตกลงตามบรรทัดฐานใหม่ในการเจรจากับสหรัฐฯ อาจเห็นสินค้าสหรัฐฯ ไหลเข้าตลาดอาเซียนมากขึ้น ซ้ำเติมปัญหาสินค้าจีนล้นตลาดที่มีอยู่เดิม (Twin influx) ส่งผลกดดันให้การส่งออกในภูมิภาคอาเซียนลดลง ซึ่งจะกระทบภาคส่งออกไทยสูง เนื่องจากพึ่งพาตลาดอาเซียนสูงถึง 23.3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในปี 2024 รวมถึงจะกระทบต่อภาคเกษตรและภาคการผลิตในประเทศที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าจีนและสหรัฐฯ มากขึ้น<br /><br /><strong>2) ผลกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับจีน :</strong> หากข้อตกลง Transshipment ระหว่างประเทศอาเซียนกับสหรัฐฯ สร้างผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจจีน อาจกดดันให้จีนใช้มาตรการภาษีตอบโต้ด้วย และกลายเป็นความเสี่ยงด้านลบต่อภาคส่งออกของอาเซียนและไทยได้เช่นกัน เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้าหลักของไทยเช่นกัน (สัดส่วนการส่งออกไทยไปจีนราว 11.7% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด)&nbsp;<br /><br /><strong>SCB EIC มองว่า หากไทยเปิดตลาดเสรีให้สหรัฐฯ อาจเจอปัญหาสินค้าสหรัฐฯ ไหลเข้ามากกว่าประเทศในอาเซียน</strong> เนื่องจาก<br /><br /><strong>1. ปัจจุบันผู้บริโภคไทยมีความต้องการสินค้าสหรัฐฯ มากกว่าหลายประเทศในอาเซียน</strong> แม้ไทยจะปกป้องตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศจากสหรัฐฯ ด้วยอัตราภาษีนำเข้าที่สูงกว่า โดยอัตราภาษีนำเข้าที่บังคับใช้จริง (Effective Applied Tariff Rate : EATR) ในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer goods) ของสหรัฐฯ สูงเป็นอันดับที่ 4 ของอาเซียน แต่ปัจจุบันไทยนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากสหรัฐฯ มากเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน แม้ไทยจะปกป้องตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคจากสหรัฐฯ สูงกว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไทยมีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับที่ 4 ของภูมิภาค (รูปที่ 5)<br /><br /><strong>2. ปัจจุบันไทยปกป้องตลาดภายในประเทศสูงกว่าหลายประเทศในอาเซียน</strong> หากเปรียบเทียบ EATR ของการนำเข้ารวม รายหมวด และรายกลุ่มสินค้าที่ไทยและประเทศในอาเซียนเก็บสินค้าสหรัฐฯ พบว่า ไทยเก็บภาษีสหรัฐฯ สูงกว่าหลายประเทศในอาเซียน สะท้อนจาก (รูปที่ 6 และ 7)<br /><br /><strong>&middot; การนำเข้ารวม</strong> ไทยเก็บ EATR สินค้าสหรัฐฯ (เฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) สูงอันดับ 2 ของอาเซียนอยู่ที่ 6.2% รองจากกัมพูชาที่ 12.9% (ค่าเฉลี่ยอาเซียนไม่รวมไทย อยู่ที่ 3.9%) <br /><br /><strong>&middot; การนำเข้ารายหมวด</strong> ไทยเก็บ EATR สินค้าสหรัฐฯ สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียนไม่รวมไทยมากถึง 3 ใน 4 หมวด โดยมีแค่สินค้าวัตถุดิบ (Raw materials) เท่านั้นที่ไทยเก็บ EATR สินค้าสหรัฐฯ น้อยกว่า <br /><br /><strong>&middot; การนำเข้ารายกลุ่มสินค้า</strong> ไทยเก็บ EATR สินค้าสหรัฐฯ สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียนไม่รวมไทยมากถึง 9 ใน 16 กลุ่มสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร (กลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ ต้องการให้ไทยเปิดตลาด) เช่น ผักและเนื้อสัตว์จากสหรัฐฯ ที่ EATR ไทยสูงถึง 38% และ 44.3% และกำหนดอัตราภาษีสูงสุดถึง 218% ในบางรายการ เทียบกับ EATR ค่าเฉลี่ยอาเซียนไม่รวมไทยที่เก็บจากสหรัฐฯ ในกลุ่มผักและเนื้อสัตว์ที่ 3.1% และ 4.8% ตามลำดับ และกำหนดอัตราภาษีสูงสุดที่ 107%<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gx/fu/h9ifgxfua2/pic-trade1.jpg" alt="pic-trade1.jpg" width="800" height="444" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hh/io/h9ifhhioi2/pic-trade2.jpg" alt="pic-trade2.jpg" width="800" height="470" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hr/vx/h9ifhrvx4z/pic-trade3.jpg" alt="pic-trade3.jpg" width="800" height="407" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/i7/an/h9ifi7anna/pic-trade4.png" alt="pic-trade4.png" width="1727" height="1079" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ih/da/h9ifihdawg/pic-trade5.png" alt="pic-trade5.png" width="1744" height="988" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/is/n2/h9ifisn2un/pic-trade6.jpg" alt="pic-trade6.jpg" width="800" height="475" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/j0/88/h9ifj088cg/pic-trade7.jpg" alt="pic-trade7.jpg" width="800" height="459" /><br /><br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-30072025" target="_blank" rel="noopener"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/01/vw/h9i301vwvq/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-240725" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>Frontload ส่งออกที่ดีในช่วงครึ่งปีแรก และผลจากทรัมป์เลื่อนเก็บภาษีตอบโต้อีก 1 เดือน ช่วยให้มุมมองส่งออกไทยปีนี้ขยายตัวได้บ้าง แต่ปีหน้าจะเสี่ยงหดตัว</description>
					<enclosure length="7724" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6v/r2/h9ie6vr2x2/export.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 24 Jul 2025 10:07:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>The Next Step ของตลาดโทรคมนาคมไทยหลังการประมูลคลื่นความถี่</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9836</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9836</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9836">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>AIS และ True ชนะประมูลคลื่นเดิมที่เช่าจาก NT&nbsp;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>การประมูลคลื่นความถี่เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2025 AIS และ True ต่างชนะการประมูลคลื่นความถี่เดิมที่เช่าจาก NT ทำให้สามารถคงคุณภาพการให้บริการในปัจจุบัน</strong> โดย กสทช. ได้จัดประมูลคลื่นความถี่ที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานลงในปีนี้ ได้แก่ 850 MHz, 2100 MHz, 2300 MHz และ 1500 MHz ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการประมูลเพียง 2 ราย คือ 1) &nbsp;True ที่ได้รับคลื่นความถี่ย่าน 2300 MHz ขนาด 70 MHz ซึ่งเดิมเช่าจาก NT และคลื่นความถี่ 1500 MHz ขนาด 20 MHz และ 2) AIS ซึ่งชนะการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz ขนาด 30 MHz ที่เดิมเช่าใช้จาก NT โดยผลการประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้ ทำให้ผู้ให้บริการทั้ง 2 ราย สามารถคงคุณภาพการให้บริการในปัจจุบัน โดยเปลี่ยนจากการเช่า NT มาเป็นการถือครองสัมปทานโดยตรง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การเปลี่ยนจากเช่ามาถือครองสัมปทาน จะช่วยลดต้นทุนในระยะยาว และเพิ่มโอกาสลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ&nbsp;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">การได้รับสัมปทานคลื่นความถี่ในครั้งนี้ ผู้ให้บริการจะสามารถลดภาระต้นทุนคลื่นความถี่จากการชำระค่าเช่ารายปีที่สูงถึง 3,900-4,500 ล้านบาทต่อปี เป็นค่าใบอนุญาตตลอดอายุ 15 ปีเฉลี่ยที่ 990-1,700 ล้านบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับราคาที่ชนะการประมูล ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการลงทุนเพื่อยกระดับการบริการตามแผนของผู้ให้บริการที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพโครงข่ายเดิม อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยี AI บนโครงข่ายอัจฉริยะ การขยายโครงข่าย 5G-Advanced ที่ช่วยให้การใช้งานมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น การพัฒนาบริการดิจิทัลในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น เทคโนโลยีโลกเสมือน (AR/VR) และอุปกรณ์อัจฉริยะ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยี 6G ในระยะข้างหน้า</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้บริโภคอาจเสียโอกาสรับบริการที่ดีกว่า และรายได้ประมูลที่ไม่สูงอาจกระทบแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคอาจเสียโอกาสในการได้รับบริการที่มีคุณภาพสูงขึ้นจากคลื่นความถี่ที่ไม่มีผู้ประมูล ขณะที่รายได้จากราคาประมูลที่ไม่สูงมากอาจกระทบต่อแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ</strong> การที่คลื่นความถี่ 850 MHz และ 1500 MHz บางส่วนยังไม่มีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้อาจทำให้ผู้บริโภคเสียโอกาสจากการได้รับบริการที่มีคุณภาพสูงขึ้นผ่านคุณสมบัติเฉพาะของย่านคลื่นความถี่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้นบนโครงข่าย 5G และการใช้งานในพื้นที่ห่างไกลที่มีความเสถียรมากขึ้น นอกจากนี้ รายได้ที่นำเข้ารัฐจากราคาประมูลที่ไม่สูงมากนักอาจกระทบต่อแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เนื่องจากรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ถือเป็นแหล่งงบประมาณสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นโยบายรัฐที่ส่งเสริมการแข่งขันช่วยให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ และหนุนการพัฒนาเทคโนโลยีระยะยาว</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">โครงสร้างตลาดโทรคมนาคมของไทยในปัจจุบันที่มีผู้ให้บริการหลักเพียง 2 ราย ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่จำกัดและการแข่งขันด้านราคามีความเข้มข้นลดลง ดังนั้น การออกแบบนโยบายที่ช่วยเพิ่มกลไกการแข่งขันในตลาด จึงเป็นความท้าทายสำคัญของภาครัฐ อาทิ 1) การสนับสนุนผู้ให้บริการแบบโครงข่ายเสมือน (MVNO) ให้มีโอกาสเข้ามาแข่งขันในตลาดมากขึ้น 2) การกำกับดูแลด้านราคาและคุณภาพบริการที่เป็นธรรม อาทิ การกำหนดแพ็กเกจการบริการขั้นต่ำทั้งด้านราคา ปริมาณการใช้งาน และความเร็ว ให้สอดคล้องกับต้นทุนของผู้ให้บริการและคุณสมบัติของคลื่นความถี่ที่ผู้ให้บริการได้รับ และ 3) การทบทวนย่านคลื่นความถี่ ปริมาณ และราคาขั้นต่ำในการจัดสรรคลื่นความถี่ในครั้งต่อไปให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด แผนพัฒนาโครงข่ายของผู้ให้บริการ และแผนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/Telecom-spectrum-210725" target="_blank" rel="noopener"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cs/ry/h93tcsrycb/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Telecom-spectrum-110725" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์มากขึ้นและเทคโนโลยีดิจิทัลจะถูกพัฒนาต่อเนื่อง หากภาครัฐกำหนดนโยบายที่มุ่งส่งเสริมกลไกการแข่งขันในตลาด </description>
					<enclosure length="4897" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/hl/dk/h93thldkk6/Telecom-spectrum.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 11 Jul 2025 11:45:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>การเจรจาสหรัฐฯ ที่ยังไม่ลุล่วงกับเส้นตาย 1 ส.ค. : นัยต่อไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9834</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9834</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9834">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC มองภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ล่าสุดที่ไทยอาจโดนเก็บสูงกว่าคู่แข่งสำคัญ <br /> เป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจไทยใน 5 ประเด็นสำคัญ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>1. สินค้าส่งออกสำคัญของไทยอาจเผชิญความเสี่ยงจากการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ให้คู่แข่ง ซึ่งคู่แข่งหลักของไทยเกือบทั้งหมดถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้ในอัตราต่ำกว่า (ณ อัตราล่าสุด)</strong> </span>โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไทยอาจต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่งสำคัญในอาเซียน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นอกจากนี้ ไทยยังอาจเผชิญความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีสวมสิทธิ เช่นเดียวกับเวียดนาม ซึ่งจะยิ่งเพิ่มต้นทุนการค้า และอาจเผชิญกับมาตรการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้น<br /><br /><span style="color: #4f2a81;"><strong>2. หากไทยเจรจายอมเปิดตลาดเสรีให้สินค้าสหรัฐฯ โดยไม่มีเงื่อนไข (กรณีแย่ที่สุด) อุตสาหกรรมเกษตรและปศุสัตว์ โดยเฉพาะสุกร, ไก่เนื้อ และข้าวโพด นับว่ามีความอ่อนไหวสูง</strong></span> เพราะต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก (แม้จะรวมค่าขนส่งมาไทยแล้ว) นอกจากนี้ ไทยยังพึ่งพาผลผลิตในประเทศเป็นหลัก และผู้ผลิตส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรายย่อย หากรัฐบาลยอมเปิดตลาดกลุ่มสินค้าเหล่านี้เพื่อแลกกับการลดภาษีตอบโต้ ผู้บริโภคในประเทศอาจได้ประโยชน์จากราคาสินค้าที่ถูกลง แต่ก็อาจเผชิญความเสี่ยงความมั่นคงทางอาหารเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้ผลิตและผู้เล่นที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตในประเทศอาจได้รับผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่า <br /><br /><span style="color: #4f2a81;"><strong>3. อุปสงค์ในประเทศจะยิ่งแผ่วลงในครึ่งหลังของปี อาจเห็นการลงทุนภาคเอกชนหดตัว และการบริโภคจะชะลอตัวแรงขึ้นโดยเฉพาะไตรมาส 4</strong> </span>แผนการลงทุนอาจชะลอออกไป ผลจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และอัตราภาษีตอบโต้ที่สหรัฐฯ เก็บไทยที่อาจสูงกว่าประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะหากคู่แข่งสำคัญถูกตั้งกำแพงภาษีสหรัฐฯ ต่ำกว่า การลงทุนจากต่างประเทศอาจถูกดึงดูดไปประเทศคู่แข่งแทนได้ นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ-จีนมีข้อตกลงเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราต่ำลงมากจากที่เคยสูงกว่า 100% ในช่วง 1-2 เดือนก่อน อาจทำให้ปัจจัยดึงดูดให้เกิดการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาส่งออกจากไทยไม่มากเช่นเดิม นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนจะแผ่วลงต่อเนื่อง และจะชะลอลงแรงขึ้นในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เต็มที่ อาจทำให้การจ้างงานลดลงตามมา ส่งผลต่อบรรยากาศการใช้จ่ายในประเทศที่จะซบเซาลง ท่ามกลางความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวอยู่ก่อนแล้ว<br /><br /><span style="color: #4f2a81;"><strong>4. โอกาสมากขึ้นที่จะเห็น กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 2 ครั้งในปีนี้</strong> </span>เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่จะแย่ลงกว่าที่ กนง. เคยประเมินไว้ แต่หากการเจรจาสหรัฐฯ ไม่ประสบความสำเร็จ เศรษฐกิจไทยจะยิ่งเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำสูงขึ้น อาจมีโอกาสเห็น กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมากกว่า 2 ครั้งในปีนี้<br /><br /><span style="color: #4f2a81;"><strong>5. ภาครัฐควรประเมินผลดีและผลเสียของการเปิดตลาดสินค้าให้สหรัฐฯ ให้ถี่ถ้วนรอบด้าน การเจรจาขอลดภาษีต้องคำนึงถึงความสมดุลเป็นหลัก</strong> </span>ทั้งประโยชน์ที่จะได้รับจากอัตราภาษีตอบโต้ที่ลดลง และผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่จะได้รับจากสินค้าภายนอกประเทศที่เข้ามาแข่งขันได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจพิจารณาเปิดตลาดสินค้าบางรายการแบบมีเงื่อนไข โดยไม่ใช่การเปิดตลาดแบบเสรี <span style="color: #4f2a81;"><strong>พร้อมเตรียมเยียวยาผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบ รวมถึงการให้สภาพคล่องระยะสั้น การหาตลาดใหม่ และการเร่งยกระดับขีดความสามารถของผู้ผลิตในประเทศให้สามารถแข่งขันได้<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/Reciprocal-tariffs-220725" target="_blank" rel="noopener"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/vt/b6/h91uvtb6wx/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></strong></span></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Reciprocal-tariffs-110725" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ทยอยส่งหนังสือแจ้งเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้อัตราล่าสุดให้ 23 ประเทศคู่ค้า และเลื่อนวันเริ่มบังคับใช้เป็น 1 ส.ค. สำหรับทุกประเทศ</description>
					<enclosure length="6921" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ll/lr/h942lllrod/trump-tariff.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 11 Jul 2025 09:22:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>