<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1413603143080" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS SCB EIC Article</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For SCB EIC Article</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:39:54 +0700</pubDate><ttl>20</ttl>
				<item>
					<title>อิทธิพลของ Flexitarian (การทานมังสวิรัติเป็นครั้งคราว) ต่อวงการธุรกิจอาหาร</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/6509</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/6509</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/6509">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/79/4b/fj3b794btf/Flexitarian.jpg" alt="Flexitarian.jpg" width="1428" height="869" /><br /><br /><br /><span style="color: #4f2a81;"><strong>การบริโภคแบบ มังสวิรัติ และวีแกน (Vegan) คือการไม่บริโภคเนื้อสัตว์แบบ Full-time ซึ่งค่อนข้างส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะผู้ไม่ทานเนื้อสัตว์อาจร่วมวงโต๊ะอาหารกับผู้อื่นลำบาก หาทานยาก จำเจบ้าง ไม่อร่อยบ้าง จึงทำให้ผู้บริโภคทั้ง 2 กลุ่มนี้มักจะล้มเลิกความตั้งใจกลางคัน ทั้งนี้ปัจจุบันมี buzzword ใหม่ในวงการอาหารที่เรียกว่า Flexitarian หรือ การทานมังสวิรัติเป็นครั้งคราว คือกลุ่มคนที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์แต่ไม่ต้องการเลิก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อวงการอาหารจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค ที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรเพิกเฉยอีกต่อไป<br /></strong><br /></span></p>
<p><span style="color: #4f2a81;"><span style="color: #000000;">หากย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อนการไม่บริโภคเนื้อสัตว์เลยนั้นยังไม่เป็นที่นิยมมากนักในหมู่ผู้บริโภคทั่วโลก แต่ในยุคปัจจุบันเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นอย่าง มังสวิรัติ และ วีแกน ซึ่งสองกลุ่มนี้คล้ายกันแต่ไม่เหมือน มังสวิรัติ คือการไม่บริโภคเนื้อสัตว์แต่บริโภคนมและไข่ ส่วน วีแกน คือกลุ่มคนที่ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ ทั้งนี้อาหารสำหรับชาวมังสวิรัติบางจำพวก ชาววีแกนอาจไม่สามารถรับประทานได้ แต่ชาวมังสวิรัติสามารถรับประทานอาหารวีแกนได้ทุกประเภท ซึ่งทั้งสองกลุ่มเติบโตอย่างเห็นได้ชัดจากยอดขายอาหารวีแกนทั่วโลก ในปี 2018 สูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโตกว่า 5%YOY) นอกจากนี้มีผู้สนใจค้นหาคำว่า Veganism บน Google ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 26% ต่อปี จากปี 2015 ถึงปัจจุบัน (2019) &nbsp;<br /><br />ผู้บริโภคปัจจุบันช่างเลือก ใส่ใจ และตระหนักถึงผลกระทบหลากหลายมิติจากการใช้จ่ายของตน หรือที่เรียกว่า &ldquo;Conscious consumer&rdquo; ไม่แปลกที่ความนิยมไม่กินเนื้อสัตว์จะสูงขึ้น เพราะไม่ใช่แค่เหตุผลทางด้านความเชื่อเท่านั้น แต่พวกเขาใส่ใจสุขภาพเป็นพิเศษ ตระหนักถึงสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคจึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของตนโดยหลีกเลี่ยงหรือลดการบริโภคเนื้อสัตว์<br /><br /><strong>งานวิจัยโดย Humane Research Council พบว่า 5 ใน 6 ของกลุ่มคนทานมังสวิรัติและวีแกนล้มเลิกความตั้งใจกลางคัน&nbsp;</strong></span></span><span style="color: #4f2a81;"><span style="color: #000000;">สาเหตุเกิดจากการบริโภคแบบ Full-time นั้น อาศัยความอดทนอย่างมาก ทำได้ยาก และรบกวนวิถีชีวิตประจำวัน เช่น การไม่บริโภคเนื้อสัตว์ในร้านอาหารทั่วไปปัจจุบันมีตัวเลือกน้อย เมนูจำเจ ไม่อร่อยนัก และยังมีอีกหลายร้านที่ไม่มีเมนูสำหรับชาวมังสวิรัติและวีแกนเลย ปัจจุบันคนส่วนมากจึงหันมาบริโภคแบบ &ldquo;Flexitarian&rdquo; &nbsp;ซึ่งคือการบริโภคมังสวิรัติเป็นครั้งคราวมากขึ้น<br /><br />Flexitarian คือการกินแบบ Vegetarian แต่ Flexible คนกลุ่มนี้พยายามลดการบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลง เป็นการทานบางอย่าง ไม่ทานบางอย่าง เดี๋ยวทานบ้าง เดี๋ยวไม่ทานบ้าง ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น บางกลุ่มเลือกที่จะไม่ทานเพียงเนื้อแดงเท่านั้น บางกลุ่มไม่ทานนม หรือ ไข่ บางกลุ่มเลือกที่จะทานวีแกนบางมื้อหรือบางวัน เช่น Meatless Monday หรือ Veganuary ที่ทานแค่เดือนมกราคมของทุกปีเท่านั้น ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารปัจจุบัน ที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มลด แต่ไม่เลิกบริโภคเนื้อสัตว์ สถาบันวิจัยตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคระดับโลกอย่าง Mintel ก็ได้ออกมายืนยันว่าการกินแบบ Flexitarian นั้นกำลังเป็นที่นิยมโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรป ที่มีรายได้ของเนื้อเทียมที่ทำจากพืช (เช่น เห็ด มะเขือม่วง เต้าหู้ ถั่ว เป็นต้น) เติบโตถึง 451% (จาก 2014 ถึง 2018) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีชาวมังสวิรัติและวีแกนเพิ่มขึ้นถึง 440% ในปี 2012 ถึง 2016 นอกจากนี้ยอดขายนมและเนื้อที่ทำจากพืชทั่วโลกในปี 2018 อยู่ที่ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 9%YOY) และ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 11%YOY) ตามลำดับจากข้อมูลโดย Euromonitor international <br /><br />ความสนใจต่อร้านอาหารทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ในไทยเติบโตต่อเนื่อง เมื่อดูข้อมูลจาก Google trends พบว่าตั้งแต่ 15/12/2014 ถึง 15/12/2019 มีการค้นหาร้านอาหารมังสวิรัติและวีแกนในประเทศไทย สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ของทุกปีที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะ ในช่วงต้นปีมักมีจำนวนชาวต่างชาติเดินทางเข้ามายังไทยจำนวนมาก เห็นได้จากจังหวัดที่มีการค้นหาบน Google สูงสุด 5 จังหวัดคือ กระบี่, ภูเก็ต, เชียงใหม่, สุราษฎร์ธานี และกรุงเทพฯ ตามลำดับ ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยวหลักที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหนาแน่น<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/a6/cn/fj3ba6cniu/Pic01.JPG" alt="Pic01.JPG" width="1945" height="1026" /><br /><br />นอกจากความต้องการร้านอาหารทางเลือกในหมู่ชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นแล้ว คนไทยเองก็ทานเนื้อสัตว์น้อยลงเช่นกัน จากข้อมูลโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า สัดส่วนของคนไทยที่ ไม่ทานเนื้อสัตว์ นั้นเพิ่มขึ้น จาก 4 % ในปี 2013 เป็น 12 % ในปี 2017 ของประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป <br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/a7/um/fj3ba7umxq/Pic02.JPG" alt="Pic02.JPG" width="1237" height="1043" /><br /><br /><br /><strong>ผู้ประกอบการในวงการอาหารจึงควรคำนึงถึงกระแส Flexitarian เพื่อตอบโจทย์ Conscious consumer มากขึ้น</strong> การบริโภคแบบกึ่งมังสวิรัตินั้นทำได้ง่ายและค่อนข้างยืดหยุ่นกว่าการบริโภควีแกนและมังสวิรัติแบบ Full-time มาก จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย กล่าวได้ว่าความต้องการบริโภคอาหารมังสวิรัติและวีแกนนั้นสูงขึ้นจากอิทธิพลของชาว Flexitarian ที่มีความพยายามลดปริมาณเนื้อสัตว์ในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งร้านอาหาร Fast food ชั้นนำของโลกอย่าง KFC ที่ขายเมนูเนื้อสัตว์เป็นหลัก ยังจับกระแสการไม่บริโภคเนื้อสัตว์ โดยเพิ่มเมนู Veggie Burger ในหลายประเทศ ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับและความสนใจอย่างมากทั้งจากชาวมังสวิรัติ วีแกน และ Flexitarian ในประเทศไทยเองร้านอาหารอย่าง Sizzler ที่เน้นเสิร์ฟสลัดกับสเต๊ก ก็ได้เพิ่มเมนูเนื้อที่ทำจากพืชเข้ามาตอบรับกระแสนี้เช่นกัน<br /><br />จะเห็นได้ว่า กระแสดังกล่าวไม่เพียงสนับสนุนให้ร้านอาหารเฉพาะทางสำหรับผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์เติบโตแล้ว แต่ยังเป็นทางเลือกสำหรับร้านอาหารทั่วไปสามารถปรับตัวตอบรับกับกระแส Flexitarian ได้เช่นกัน ทั้งนี้ทาง EIC เห็นว่า ร้านอาหารที่ไม่ว่าจะเป็นคนทานเนื้อสัตว์ Flexitarian มังสวิรัติ หรือวีแกนก็สามารถร่วมโต๊ะอาหารกันได้อย่างเอร็ดอร่อยน่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น &nbsp;หากพิจารณาร้านอาหารในปัจจุบันส่วนใหญ่จะพบอาหารสำหรับชาวมังสวิรัติและวีแกนเพียงไม่กี่เมนูต่อร้าน เป็นเมนูจำเจ และมักไม่ใช่อาหารจานหลัก เช่น สลัด ผัดผัก และอาหารทานเล่นอย่างเฟรนช์ฟรายส์ เป็นต้น ทั้งนี้ร้านอาหารควรมีความหลากหลายของเมนู สำหรับผู้ไม่ทานเนื้อสัตว์ และมีการชี้แจงส่วนผสมของอาหารแต่ละจาน พร้อมทั้งแสดงสัญลักษณ์ระบุประเภทของอาหาร เช่น มังสวิรัติ หรือ วีแกน ก็จะสามารถเพิ่มความโปร่งใสและช่วยในการตัดสินใจสำหรับผู้บริโภคได้ ความท้าทายของผู้ประกอบการอยู่ที่การทำการตลาดเพื่อสื่อสารถึงความหลากหลายของรายการอาหาร และทำให้ร้านเป็นที่สังสรรค์สำหรับผู้บริโภคหลากหลายรูปแบบทั้งผู้บริโภคเนื้อสัตว์และผู้ที่ไม่บริโภค<br /><br /><strong>นับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการในไทย ที่จะตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของทั้งผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ทั้งกลุ่ม วีแกน มังสวิรัติ และ Flexitarian</strong></span></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การบริโภคแบบ มังสวิรัติ และวีแกน (Vegan) คือการไม่บริโภคเนื้อสัตว์แบบ Full-time ซึ่งค่อนข้างส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน</description>
					<enclosure length="9306" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6k/2g/fj3b6k2gmi/Flexitarian.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 25 Dec 2019 14:50:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เตรียมพร้อมไทยก้าวสู่สังคมสับตะไคร้  (Subscription) ใส่กล่อง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5994</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5994</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5994">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/v8/pp/fc1hv8ppg0/sub_pic.jpg" alt="sub_pic.jpg" width="780" height="517" /><br /><br /><span style="color: #4f2a81;"><strong>ในสังคมที่ทุกอย่างเร่งรีบ การจราจรติดขัด การออกจากบ้านไปทานข้าวหรือจับจ่ายใช้สอยสิ่งต่าง ๆ นั้น ยังนับเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลาย ๆ คน จะดีแค่ไหนหากเราสามารถมีทุกอย่างที่เราต้องการได้โดยไม่จำเป็นต้องออกไปซื้อ หรือแม้กระทั่งการกดซื้อของเดิม ๆ และจ่ายเงินบนช่องทาง E-commerce ทุกครั้งเป็นประจำ ซึ่งอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป ถ้าเรา Subscribe กับบริษัทที่คอยส่งสินค้าต่าง ๆ ให้เราถึงหน้าบ้านได้อย่างสม่ำเสมอ</strong></span><span style="color: #4f2a81;"><strong><br /><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff; text-decoration: underline;"><br /></span></span><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff; text-decoration: underline;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/5994/fc1hy5d9q2/EIC-Article_Subscription_20190503.pdf"><span style="color: #0000ff; text-decoration: underline;">อ่านต่อเพิ่มเติมในฉบับเต็มได้ที่นี่</span></a></span></span></strong></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในสังคมที่ทุกอย่างเร่งรีบ การจราจรติดขัด การออกจากบ้านไปทานข้าวหรือจับจ่ายใช้สอยสิ่งต่าง ๆ นั้น ยังนับเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลาย ๆ คน</description>
					<enclosure length="4610" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/up/81/fc1hup81oq/sub_pic.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 09 May 2019 09:48:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>จับตาปัญหาอุปทานเหล็กจีนส่วนเกิน เดินหน้ากดดันราคาเหล็กไทยใน ปี 2019</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5727</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5727</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5727">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/48/ao/f8y748aob0/steel_picture.jpg" alt="steel_picture.jpg" width="200" height="133" /></p>
<p><br /><br /><span style="color: #4f2a81;"><strong>&ldquo;อีไอซี ประเมินว่า ในปี 2019 ราคาเหล็กโดยเฉลี่ยในไทยมีแนวโน้มปรับตัวลง 8%YOY โดยมีแรงกดดันหลัก จากการเพิ่มขึ้นของอุปทานเหล็กส่วนเกิน (excess supply) ในจีน หลังจากที่ส่วนเกินดังกล่าวลดลงตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา&rdquo;</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ความต้องการบริโภคเหล็กในจีนที่มีแนวโน้มหดตัว มากกว่าการปรับลดกำลังการผลิตจะส่งผลให้อุปทานส่วนเกิน (excess supply) ของอุตสาหกรรมเหล็กจีนปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 20 ล้านตันในปี 2019</strong> ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี (2015-2018) ที่ปริมาณ excess supply ในอุตสาหกรรมเหล็กจีนนั้นมีแนวโน้มมากขึ้น ทั้งนี้ อีไอซีประเมินว่า 1) การชะลอตัวของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Investment: FAI) จากโครงการก่อสร้างที่ร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partership: PPP) ประกอบกับ 2) การหดตัวของอสังหาริมทรัพย์ก่อสร้างใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปตามการชะลอตัวของยอดขายอสังหาริมทรัพย์ในปีที่ผ่านมา รวมถึง 3) การลดลงของยอดขายรถยนต์ในจีน ที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ความต้องการบริโภคเหล็กในจีนมีแนวโน้มลดลงราว 40 ล้านตัน หดตัวราว 5%YOY จากความต้องการบริโภคเหล็ก 856 ล้านตัน ในปี 2018 มาอยู่ที่ระดับ 816 ล้านตันในปี 2019 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงด้านกำลังการผลิตเหล็กที่แม้รัฐบาลจีนมีแผนในการลดกำลังการผลิตด้วยการปิดเตา Blast Furnance (BF) ที่ปล่อยมลภาวะสูง แต่ผู้ประกอบการจีนยังมีการลงทุนในเตา Electric Arc Furnance (EAF) ขึ้นมาทดแทน ส่งผลให้กำลังการผลิตเหล็กของจีนโดยรวมในปี 2019 มีแนวโน้มปรับตัวลงเพียง 20 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับช่วงปี 2015-2018 ที่มีการปรับลดกำลังการผลิตเฉลี่ยปีละ 50 ล้านตัน จะเห็นได้ว่าในปี 2019 ความต้องการบริโภคเหล็กหดตัวลงมากกว่าการปรับลดกำลังการผลิตเหล็กของจีน ส่งผลให้ excess supply ปรับตัวสูงขึ้น 20 ล้านตัน และเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาเหล็กในจีนปรับตัวลดลงจากปีที่ผ่านมา <br /><br /><strong>แนวโน้ม excess supply ที่มากขึ้นจะกดดันให้ราคาเหล็กโดยเฉลี่ยในจีนลดลง และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องให้ราคาเหล็กโดยเฉลี่ยในไทยปรับตัวลงราว 8%YOY ในปี 2019</strong> ข้อมูลอุตสาหกรรมเหล็กของจีนในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา (2012-2018) แสดงให้เห็นว่า ราคาเหล็กเฉลี่ยในจีนมีทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่ตรงกันข้ามกับการเปลี่ยนแปลงของ excess supply ดังนั้นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของ excess supply ในปี 2019 จึงเป็นปัจจัยหลักที่จะกดดันให้ราคาเหล็กเฉลี่ยในจีนปรับตัวลง และส่งผลต่อเนื่องให้ราคาเหล็กเฉลี่ยในไทยที่ในปัจจุบันยังต้องพึ่งพาการนำเข้าถึงประมาณ 70% ของการบริโภคทั้งหมดในแต่ละปีปรับตัวลงตามไปด้วย โดย อีไอซี ประเมินว่าในปี 2019 ราคาเหล็กเฉลี่ยในจีนยังคงมีความผันผวนสูง และมีแนวโน้มปรับตัวลง 12%YOY ขณะที่ราคาเหล็กเฉลี่ยในไทยคาดว่าจะปรับตัวลงราว 8%YOY เนื่องจากราคาเหล็กไทยยังได้อานิสงส์จากการบริโภคเหล็กในประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตได้ประมาณ 3%YOY ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 7 ปีล่าสุด(2012-2018) ที่เติบโตเพียงปีละ 1%YOY โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของภาคการก่อสร้างและการผลิตรถยนต์<br /><br /><strong>การบริหารสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับเหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญให้ผู้ผลิตเหล็กและผู้ค้าเหล็กได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการบริโภคเหล็กที่มากขึ้นของไทย ไปพร้อม ๆ กับการป้องกันความเสี่ยงที่จะขาดทุนจาก stock loss เพื่อป้องกันภาวะขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงคลัง (stock loss)</strong> จากราคาเหล็กที่ปรับลงอย่างต่อเนื่องเหมือนอย่างช่วงปี 2014-2015 อีไอซี แนะนำให้ผู้ผลิตเหล็ก และผู้ค้าเหล็กควรตรวจสอบระดับสินค้าคงคลัง และควบคุมระยะเวลาขายไม่ให้อยู่ในระดับเกินกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ซึ่งโดยทั่วไปผู้ผลิตเหล็กมีระยะเวลาขายโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 45-60 วัน ขณะที่ระยะเวลาขายโดยเฉลี่ยของผู้ค้าเหล็ก (ในกรณีที่ไม่นับรวมสินค้าคงคลังที่เป็น safety stock ให้กับ end-user) อยู่ที่ประมาณ 45 วัน นอกจากนี้ ผู้ผลิต และผู้ค้าเหล็กควรพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะลดสัดส่วนคำสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือผลิตภัณฑ์เหล็กเข้ามาสต๊อกล่วงหน้าโดยเฉพาะในส่วนที่ยังไม่ได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของการขาดทุนจาก stock loss ในอีกทางหนึ่ง&nbsp;<br /><br /><strong>รูปที่ 1: ราคาเหล็กโดยเฉลี่ยในจีนและไทยมีแนวโน้มปรับตัวลงในปี 2019</strong>&nbsp;<br /><br />อุปทานเหล็กส่วนเกินของจีนที่มากขึ้นคาดว่าจะกดดันให้ราคาเหล็กโดยเฉลี่ยในจีนปรับตัวลงราว 12%YOY ในปี 2019</p>
<p><br />หน่วย: ล้านตัน (แกนซ้าย), %YOY (แกนขวา)<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/lc/6h/f8yblc6hr0/pic_article02.png" alt="pic_article02.png" width="200" height="210" /><br /><br />ราคาเหล็กโดยเฉลี่ยในไทยมีแนวโน้มปรับตัวลง 8%YOY ในปี 2019 ตามทิศทางราคาเหล็กในจีน</p>
<p><br />หน่วย: %YOY<br /><br /> <img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/8l/m6/f8y78lm6ae/pic_article02.png" alt="pic_article02.png" width="200" height="205" /><br /><br />ที่มา: วิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg, Goldman Sachs และ Iron and Steel Institute of Thailand (ISIT)</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>“อีไอซี ประเมินว่า ในปี 2019 ราคาเหล็กโดยเฉลี่ยในไทยมีแนวโน้มปรับตัวลง 8%YOY โดยมีแรงกดดันหลัก จากการเพิ่มขึ้นของอุปทานเหล็กส่วนเกิน (excess supply)</description>
					<enclosure length="9930" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/2t/y2/f8y72ty2v2/steel_picture.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 28 Jan 2019 11:07:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>จับตา EECd โอกาสการลงทุนในยุคดิจิทัล</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5592</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5592</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5592">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong style="color: #614090;">ผู้เขียน:</strong> กมลมาลย์ แจ้งล้อม</p>
<p><strong><span class="show">ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 6 ธันวาคม 2018&nbsp;คอลัมน์&nbsp;Smart EEC<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jm/22/f7bzjm22zr/iStock-867341648.jpg" alt="iStock-867341648.jpg" width="200" height="127" /><br /><br /><br /></span></strong></p>
<p><strong>โครงการ Digital Park Thailand หรือ EECd ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจ็กต์ที่ภาครัฐตั้งใจพัฒนาเพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมดิจิทัลจากการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น IoT, AI และ Robotic</strong> โดยโครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ราว 700 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล พื้นที่สำหรับธุรกิจดิจิทัล และที่อยู่อาศัย ซึ่งตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี และพัฒนากำลังคนดิจิทัลกว่า 52,000 คน<br /><br /><strong>ด้วยความได้เปรียบของ EECd ทั้งที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ EECd มีความพร้อมเติบโตเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเพื่อสนับสนุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต</strong> โดยโครงการ EECd ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และมีสถานีดาวเทียมและสถานีเคเบิลใต้น้ำที่มีศักยภาพในด้านการสื่อสารผ่านข้อมูล อีกทั้งรายล้อมด้วยนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า 7 แห่ง ที่มีความต้องการเทคโนโลยี เช่น นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังที่รองรับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่เป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รวมถึงอยู่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง สถานีรถไฟความเร็วสูง และสนามบินอู่ตะเภาที่ภาครัฐเตรียมการพัฒนาในปัจจุบัน ล่าสุดเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทไทยและต่างชาติกว่า 100 แห่งสนใจเข้าร่วมทดสอบความสนใจของนักลงทุนโครงการ EECd ซึ่งทำให้แผนการพัฒนาเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น <br /><br /><strong>อีไอซี มองว่าโมเดลการพัฒนา EECd โดยเอกชนมีความเหมาะสมกับไทยเนื่องจากเอกชนสามารถพัฒนาพื้นที่การใช้งานให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ</strong> โดยทั่วไปโมเดลการพัฒนา digital park มักพบอยู่ 2 รูปแบบหลัก แบ่งตามความรับผิดชอบในการลงทุนและการบริหารพื้นที่ ได้แก่ 1.โครงการที่พัฒนาโดยรัฐ เช่น Cambridge Science Park ในอังกฤษ ที่เริ่มต้นรับงบประมาณจากรัฐในการพัฒนางานวิจัยและโครงสร้างพื้นฐาน จากนั้นจึงดึงเอกชนเข้ามาต่อยอดขยายผลเชิงพาณิชย์ และ 2.โครงการที่พัฒนาโดยเอกชน เอกชนจะมีอิสระในการดำเนินการและสามารถออกแบบพื้นที่การใช้งานเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มธุรกิจที่เข้ามาใช้งานได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นที่นิยมในหลายประเทศ เช่น Research Triangle Park (RTP) ในสหรัฐฯ ที่เริ่มต้นพัฒนาโดยเอกชนร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 3 แห่ง คือ Duke University, North Carolina State University และ University of North Carolina (Chapel Hill) โดยใช้มหาวิทยาลัยเป็นฐาน เพื่อดึงบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เช่น IBM เข้ามาลงทุนและร่วมทำงานวิจัย ส่งผลให้ธุรกิจ startup และ SMEs ตามเข้ามาลงทุน ปัจจุบัน RTP มีผู้เช่าพื้นที่มากกว่า 250 บริษัทและมีจ้างงานมากกว่า 50,000 คนซึ่งเทียบเท่ากับนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยการพัฒนารูปแบบนี้ยังพบใน Hong Kong Science and Technology Parks (HKSTP) ในฮ่องกง ที่เริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่าง Chinese University of Hong Kong และ Hong Kong Polytechnic University กับบริษัท Siemens ตั้งศูนย์ Siemens&rsquo; smart city digital hub เพื่อพัฒนาโครงการเมืองอัจฉริยะและสร้างชุมชนนวัตกรรมดิจิทัล ปัจจุบัน HKSTP เป็นศูนย์รวมธุรกิจดิจิทัลกว่า 680 บริษัทและมีการจ้างงานมากกว่า 9,000 คน<br /><br />สำหรับไทย การพัฒนา EECd โดยเอกชนมีแนวโน้มพัฒนาพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมตามเป้าหมายของรัฐ เนื่องจากเอกชนมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญจึงช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาโครงการได้อย่างดี และมีความยืดหยุ่นในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานในรายละเอียดตามความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างแท้จริง โดยที่รัฐมีส่วนร่วมในการผลักดันมหาวิทยาลัยให้มีความพร้อมเพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการร่วมมือกับบริษัทขนาดใหญ่ อีกทั้งยังสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีแก่ธุรกิจ startup เพื่อนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในอนาคต</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>โครงการ Digital Park Thailand หรือ EECd ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจ็กต์ที่ภาครัฐตั้งใจพัฒนาเพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมดิจิทัลจากการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น </description>
					<enclosure length="3776" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/j6/g5/f7bzj6g52m/iStock-867341648.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 06 Dec 2018 15:11:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>วิเคราะห์พลวัตของบริษัทไทยจากข้อมูลการจัดตั้งธุรกิจ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5591</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5591</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5591">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong style="color: #614090;">ผู้เขียน:</strong> ดร.ยรรยง ไทยเจริญ</p>
<p><strong><span class="show">ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 6 ธันวาคม 2018&nbsp;คอลัมน์ ก้าวทันเศรษฐกิจ<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/bl/uc/f7bybluc3b/iStock-891501876.jpg" alt="iStock-891501876.jpg" width="200" height="133" /><br /></span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><br />ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนธุรกิจที่จัดตั้งใหม่ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากวิเคราะห์จากข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า อัตราการเติบโตเฉลี่ยของจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนใหม่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 6.5% ต่อปี จากปี 2007 ที่ 33,729 บริษัท เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 62,997 บริษัทในปี 2017 จำนวนบริษัทใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจที่ง่ายและสะดวกขึ้น สะท้อนจากการจัดอันดับ Ease of Doing Business โดยธนาคารโลกในปี 2018 ไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่ประกอบธุรกิจได้สะดวกเป็นอันดับที่ 27 จาก 190 ประเทศ สะท้อนได้จากเครื่องชี้ที่ดีขึ้น เช่น เวลาที่ใช้ในการจัดตั้งธุรกิจลดลง โดยในปี 2017 ธุรกิจไทยใช้เวลาจัดตั้งกิจการเฉลี่ยเพียง 4.5 วันเมื่อเทียบกับ 35 วันในปี 2007 หรือ ต้นทุนในการเริ่มต้นกิจการลดลงจากเดิมที่ 16.2% ของรายได้ต่อหัวของประชากรในประเทศเหลือ 6.2% ในช่วงเวลาเดียวกัน <br /><br />แม้ว่าจำนวนบริษัทใหม่จะเพิ่มขึ้น แต่พบว่าธุรกิจไทยมีอายุสั้นลงกว่าอดีตเมื่อเทียบกับในช่วงที่ผ่านมา อีไอซีได้วัดอายุการประกอบกิจการของบริษัทที่เปิดดำเนินการในแต่ละช่วงเวลา (รูปที่ 1) พบว่าบริษัทที่เริ่มธุรกิจในปี 2005 เมื่อดำเนินกิจการผ่านไป 5 ปีจะมีอัตราการอยู่รอดที่ 86.3% หรือมีสัดส่วนจำนวนบริษัท 13.7% ที่มีอายุกิจการไม่ถึง 5 ปี ในขณะที่บริษัทที่เริ่มกิจการในปี 2010 เมื่อผ่านไป 5 ปีจะเหลือจำนวนบริษัทเพียง 78.9% หรือมีจำนวนบริษัทที่มีอายุกิจการไม่ถึง 5 ปีสูงขึ้นเป็น 21.1% ของบริษัทที่เริ่มกิจการในปีเดียวกัน ทำให้เห็นว่าธุรกิจไทยมีโอกาสอยู่รอดน้อยลงกว่าที่ผ่านมา ทั้งนี้ ปรากฎการณ์ดังกล่าวถือเป็นประสบการณ์ที่เกิดในหลายประเทศทั่วโลก ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ Tuck School of Business, Dartmouth College ในปี 2016 พบว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ในช่วงปี 2000-2009 มีอัตราการอยู่รอดเพียง 63% หลังจากจดทะเบียนไป 5 ปีซึ่งลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับบริษัทที่จดทะเบียนระหว่างปี 1970-1980 ซึ่งมีอัตราการอยู่รอดถึงราว 92% <br /><br />ปัจจัยที่ทำให้อัตราการอยู่รอดของธุรกิจของไทยลดลงมีหลายมิติ ในส่วนของผู้ประกอบการ ธุรกิจใหม่ในปัจจุบันมีสัดส่วนของผู้เล่นหน้าใหม่ที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต เรานิยามผู้เล่นหน้าใหม่คือผู้ประกอบการที่ไม่ปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธุรกิจใดๆในอดีต ข้อมูลชี้ว่าสัดส่วนของบริษัทเปิดใหม่ที่ถือครองด้วยผู้เล่นหน้าใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจากเดิม 66% ในปี 2007 เป็น 73% ในปี 2017 ของจำนวนบริษัทที่เปิดใหม่ทั้งหมด และเมื่อเปรียบเทียบอัตราการอยู่รอดของทั้งสองกลุ่มพบว่า ผู้เล่นหน้าใหม่มีอัตราการอยู่รอดต่ำกว่าผู้เล่นหน้าเก่า ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนข้อได้เปรียบเชิงประสบการณ์ของผู้เล่นหน้าเก่าที่อาจช่วยให้อยู่รอดในธุรกิจได้มากกว่าผู้เล่นหน้าใหม่โดยเฉลี่ย <br /><br />นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างก็มีส่วนทำให้อัตราการอยู่รอดของธุรกิจใหม่ของไทยลดลงเช่นกัน ในช่วง 2000-2015 สัดส่วนของธุรกิจเปิดใหม่ในภาคบริการเพิ่มจาก 46% มาเป็น 58% ของธุรกิจใหม่ในแต่ละปี สอดคล้องกับภาคบริการที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้นและมีต้นทุนการเปิดธุรกิจที่ต่ำกว่าภาคการผลิตโดยเปรียบเทียบ อย่างไรก็ดี อีไอซีพบว่าอัตราการอยู่รอดของธุรกิจภาคบริการต่ำกว่าเมื่อเทียบกับภาคการผลิตและมีแนวโน้มที่ต่ำลงตามลำดับ โดยอัตราการอยู่รอดในช่วง 5 ปีแรกของภาคบริการลดลงจาก 89% ในปี 2000 มาอยู่ที่ 78% ในปี 2010 ที่น่าสนใจ คือ กลุ่มธุรกิจสำคัญที่มีอัตราการอยู่รอดลดลงมาก ได้แก่ กลุ่มค้าส่งค้าปลีก กลุ่มก่อสร้าง และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ในแง่หนึ่งอาจเป็นผลจากการแข่งขันที่ท้าทายขึ้น เพราะ จำนวนผู้เล่นใหม่ในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า GDP ของภาคธุรกิจดังกล่าวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหมายถึงรายได้เฉลี่ยต่อธุรกิจที่ลดลงด้วย แต่นอกจากนั้นทั้งสามกลุ่มธุรกิจยังได้รับผลกระทบด้านลบเพิ่มเติมจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงและการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหญ่ที่สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้ดีกว่าผู้เล่นรายเล็กซี่งเป็นส่วนใหญ่ของผู้เล่นหน้าใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ชี้ว่าอัตรา NPL ของสินเชื่อในหมวดธุรกิจดังกล่าวในปัจจุบันอยู่ในระดับสูงและมีความแตกต่างระหว่างสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อ SME ค่อนข้างมาก <br /><br />การเกิดและการตายของธุรกิจเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นภายใต้ระบบตลาดเสรี เพราะเป็นกลไกที่นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากธุรกิจที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าไปยังธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า หรือที่เราเรียกว่า Creative Destruction สิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญจึงเป็นการสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ที่มีแนวคิดเชิงธุรกิจที่แตกต่างและมีศักยภาพ สนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม และเสริมสร้างความสามารถของธุรกิจหน้าใหม่ให้พร้อมกับความท้าทายที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนต้องมี 3 รู้ คือ รู้จักตลาดที่จะแข่งขัน รู้ทันเทคโนโลยี และเรียนรู้จากประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถประสบความสำเร็จและอยู่รอดได้ในภาวะข้างหน้า<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c7/73/f7byc773vt/Pic_krungtep01.png" alt="Pic_krungtep01.png" width="694" height="855" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนธุรกิจที่จัดตั้งใหม่ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากวิเคราะห์จากข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า</description>
					<enclosure length="8828" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/bc/y3/f7bybcy3mj/iStock-891501876.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 06 Dec 2018 15:11:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ปัจจัยกำหนดทิศทางราคาน้ำมันช่วงครึ่งหลังของปี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5596</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5596</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5596">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p>ผู้เขียน:&nbsp;ดร. ยรรยง ไทยเจริญ</p>
<p>เผยแพร่ในโพสต์ทูเดย์ วันที่ 6 ธันวาคม 2018&nbsp;คอลัมน์ ทิศทางแห่งประเทศไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/3n/ir/f7cs3niro9/iStock-682841824.jpg" alt="iStock-682841824.jpg" width="200" height="129" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;เรากำลังผ่านครึ่งแรกของปี 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว หากนับจากจุดต่ำสุดของราคาน้ำมัน Brent ในวัฏจักรรอบนี้ที่ไปแตะ 26 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในเดือนมกราคมปี 2016 จนถึงจุดสูงสุดที่เกือบ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงพฤษภาคมปีนี้ ราคาน้ำมันได้ปรับขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัวในเวลาเพียง 28 เดือน โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากปัจจัยทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน ที่ทำให้ตลาดน้ำมันโลกปรับจากภาวะอุปทานส่วนเกินมาเป็นภาวะอุปทานส่วนขาด ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา &nbsp;<br /><br />เมื่อมองไปข้างหน้าในช่วงครึ่งหลังของปี ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางราคาน้ำมัน มีดังนี้ <br /><br /><strong>ปัจจัยแรก อุปสงค์น้ำมันโลกเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก</strong> โดยเฉพาะสหรัฐฯ จีน และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย เป็นกลุ่มประเทศที่ความต้องการใช้น้ำมันขยายตัวในระดับสูง ส่งผลให้สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) คาดการณ์ว่าในปี 2018 อุปสงค์น้ำมันโลกจะอยู่ที่ 100.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน มากกว่าอุปทานน้ำมันโลกราว 1 แสนบาร์เรลต่อวัน จากเดิมในปี 2016 ที่ตลาดน้ำมันดิบมีอุปทานส่วนเกินมากถึงเกือบ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลยังไม่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีการพึ่งพาการใช้น้ำมันน้อยลงจากประสิทธิภาพการใช้ที่ดีขึ้นและสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนที่มากขึ้น นอกจากนั้น ราคาน้ำมันในระดับที่สูงขึ้น ช่วยสนับสนุนฐานะทางการเงินและกระตุ้นการลงทุนในประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากช่วงราคาน้ำมันตกต่ำก่อนหน้า แต่ราคาก็ยังไม่สูงเกินไปจนส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันมากนัก &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /><br /><strong>ปัจจัยที่สอง อุปทานน้ำมันที่เติบโตช้าลงจากความสำเร็จของ OPEC ตามการดำเนินการตามข้อตกลงลดปริมาณการผลิตน้ำมัน</strong> ซึ่งเริ่มตั้งแต่มกราคม 2017 พบว่า OPEC สามารถลดปริมาณการผลิตได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยจนถึงเดือนเมษายน 2018 กลุ่ม OPEC มี compliance rate สูงถึง 117% ความสำเร็จดังกล่าว นำมาสู่การลดอุปทานส่วนเกินในตลาดน้ำมันโลกและทำให้ระดับน้ำมันสำรองของกลุ่มประเทศ OECD ลดลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ซึ่งสะท้อนถึงตลาดน้ำมันที่ตึงตัวขึ้น &nbsp;<br /><br /><strong>ทั้งนี้ การลดปริมาณการผลิตของ OPEC อาจเริ่มผ่อนคลายลงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน</strong> โดย OPEC พยายามรักษาระดับราคาน้ำมันไม่ให้สูงหรือต่ำจนเกินไป โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบียที่มีเป้าหมายราคาอยู่ในช่วง 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพื่อดูแลเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพสอดคล้องกับแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจที่จะลดการพึ่งพาน้ำมันและเปลี่ยนเป็น hub ด้านการค้าในตะวันออกกลางแทน ทั้งนี้ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซาอุฯ ได้ผลิตน้ำมันดิบออกมามากกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน สะท้อนความพยายามในการดูแลราคาน้ำมันไม่ให้กระทบต่ออุปสงค์น้ำมันของโลกมากเกินไป <br /><br />อย่างไรก็ดี ต้องจับตาดูการประชุมของกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC ในวันที่ 22-23 มิถุนายนนี้ ที่กรุงเวียนนา ว่าจะมีการปรับข้อตกลงปริมาณการผลิตน้ำมันอย่างไร ทั้งในส่วนของระยะเวลาจากเดิมจะสิ้นสุดเดือนธันวาคมนี้ รวมถึงจะเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อทดแทนอุปทานน้ำมันที่หายไปจากอิหร่านและเวเนซุเอลามากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจจะส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันในระยะสั้นเพื่อรับข่าวนี้ แต่อีไอซีมองว่า OPEC จะทยอยเพิ่มอุปทานน้ำมันอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันผันผวนจนเกินไป<br /><br /><strong>นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของการผลิต shale oil ในสหรัฐฯ ยังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนทิศของราคาน้ำมันได้ในระยะสั้น</strong> จากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะปัญหาคอขวดของท่อส่งน้ำมันจากแหล่ง Permian ทางฝั่งตะวันตกของรัฐ Texas ไปยังคลังน้ำมันที่รัฐ Oklahoma และข้อจำกัดของท่าเรือส่งออกน้ำมันบริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก ซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันไปยังลูกค้าในแถบเอเชีย และยุโรป ซึ่งปัญหาเหล่านี้ต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งในการจัดการ นอกจากนั้น บริษัท shale oil หลายแห่งใช้จังหวะที่ผลตอบแทนปรับดีขึ้นตามราคาน้ำมันในการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นและการชำระหนี้เพื่อช่วยให้ฐานะทางการเงินของธุรกิจเข้มแข็งขึ้นมากกว่าการทุ่มลงทุนเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตอย่างรวดเร็วในระยะสั้น ซึ่งมีส่วนช่วยให้อุปทานน้ำมันโลกชะลอตัวลงเช่นกัน &nbsp;<br /><br /><strong>ปัจจัยสุดท้าย ได้แก่ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์</strong> โดยเฉพาะปัญหาการเมืองภายในของเวเนซุเอลา ซึ่งส่งผลให้การผลิตน้ำมันดิบลดลงถึง 5 แสนบาร์เรลต่อวัน รวมทั้งการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ จากปัญหาโครงการนิวเคลียร์ อาจทำให้ปริมาณการส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลง ราว 2-8 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งแม้จะไม่ลดลงมากเท่ากับสถานการณ์ในอดีตช่วงปี 2012-2015 ที่กลุ่ม P5+1 (สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน และเยอรมนี) เคยออกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านมาแล้ว เนื่องจากประเทศในยุโรปยังยืนยันคงการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านต่อไป แต่ก็จะส่งผลให้ตลาดน้ำมันมีแนวโน้มตึงตัวขึ้น นอกจากนั้น ยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในจุดอื่นๆ ของโลก เช่น ปัญหาการเมืองในอิรัก ไนจีเรีย ซีเรีย และความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ซึ่งอาจประทุขึ้นจะส่งผลให้ราคาน้ำมันเกิดความผันผวนและปรับระดับสูงขึ้นได้อีก<br /><br />จากปัจจัยข้างต้น อีไอซี ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent มีแนวโน้มแกว่งตัวอยู่ในระดับสูงที่กรอบ 65 - 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยในปี 2018 จะอยู่ที่ราว 72 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือสูงขึ้นถึง 33% เทียบกับปีก่อนหน้า โดยปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังทำให้ความเสี่ยงที่ราคาจะปรับสูงขึ้นกว่าที่คาดมีมากกว่าความเสี่ยงด้านต่ำซึ่งอาจเกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกหรืออุปทานน้ำมันในสหรัฐฯ ที่กลับมาได้เร็วกว่าคาด &nbsp;ในครั้งต่อไปจะได้วิเคราะห์ผลกระทบของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทย รวมทั้งแนวนโยบายรับมือที่เหมาะสมต่อไป</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เรากำลังผ่านครึ่งแรกของปี 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว หากนับจากจุดต่ำสุดของราคาน้ำมัน Brent ในวัฏจักรรอบนี้</description>
					<enclosure length="5656" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/2q/kv/f7cs2qkv9f/iStock-682841824.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 06 Dec 2018 09:17:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>USMCA: NAFTA แปลงโฉมใหม่ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้รับผลกระทบหรือไม่?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5580</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5580</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5580">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>ผู้เขียน:</strong>&nbsp;ชินโชติ เถรปัญญาภรณ์</p>
<p>เผยแพร่ในนิตยสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2018<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/r5/e5/f740r5e5oh/iStock-1051571858.jpg" alt="iStock-1051571858.jpg" width="200" height="133" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<table style="background-color: #ded9d9; margin-left: auto; margin-right: auto;" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td>
<p><span style="font-size: 10pt;">&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: 11pt;">&ldquo;The United States-Mexico-Canada Agreement (USMCA) on western hemisphere trade is a major victory <br /> for all Americans. This modernized replacement of NAFTA will generate economic growth, create new jobs and level the playing field.&rdquo;<br /><br />Francis Rooney, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พรรครีพับลีกัน, 2 ตุลาคม 2018</span></p>
<p>&nbsp;</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>USMCA คืออะไร?<br /><br /></strong></p>
<p>นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2017 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือ NAFTA (North American Free Trade Agreement) โดยกล่าวหา NAFTA ว่าเป็นข้อตกลงที่แย่ที่สุดตั้งแต่ที่สหรัฐฯ เคยทำข้อตกลงมาและทำให้ตำแหน่งงานภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ หายไป เพราะ NAFTA สร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตย้ายโรงงานไปยังเม็กซิโกซึ่งมีค่าแรงถูกกว่า อย่างไรก็ตาม เม็กซิโกและแคนาดาเสนอให้ทบทวนข้อตกลงใหม่แทน จึงกลายเป็นที่มาของข้อตกลงการค้าที่มีชื่อใหม่ว่า USMCA (The United States-Mexico-Canada Agreement) หรือ ข้อตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา เป็นข้อตกลงชื่อใหม่ที่มีสมาชิกเหมือนเดิม <br />ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวกำลังถูกนำมาใช้แทน NAFTA ที่มีอายุกว่า 25 ปี โดยเป็นข้อตกลงการค้าที่มีขนาดเศรษฐกิจ&nbsp;คิดเป็นสัดส่วนราว 26% ของ GDP โลก<br /><br /><strong>USMCA เดินหน้าไปถึงไหนแล้ว?<br /><br /></strong>USMCA คืบหน้าจากการที่สหรัฐฯ ได้ข้อตกลงการค้ากับเม็กซิโกเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ซึ่งกดดันให้แคนาดาเร่งบรรลุข้อตกลงการค้า จนเมื่อวันที่ 30 กันยายน แคนาดาตกลงเข้าร่วมข้อตกลงการค้าไตรภาคี USMCA ซึ่งกระบวนการหลังจากนี้ คือ ทั้ง 3 ประเทศจะลงนามข้อตกลงภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2018 หลังจากนั้นภายใน 60 วันรัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องแจ้งข้อตกลงใหม่ให้สภาคองเกรสรับทราบและภายใน 105 วันหลังลงนามข้อตกลง คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USITC) จะต้องรายงานผลกระทบต่อเศรษฐกิจของข้อตกลงการค้า USMCA และคาดว่าภายในเดือนมีนาคม 2019 รัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถยื่นให้สภาคองเกรสพิจารณาผ่านข้อตกลงได้ โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ข้อตกลง USMCA ในช่วงปลายปี 2019<strong>&nbsp;<br /><br />USMCA ต่างจาก NAFTA เดิมอย่างไร?<br /><br /></strong>รายละเอียด USMCA ส่วนใหญ่ยังคงรูปแบบจากข้อตกลง NAFTA เดิม แต่มีประเด็นหลักที่เปลี่ยนแปลงไป 5 ประการ ได้แก่<strong><br /><br />&middot; กำหนดอายุของข้อตกลงตามเงื่อนไขแบบ Sunset Clause </strong>ภายใต้ข้อสรุปล่าสุดของข้อตกลง USMCA รับประกันว่าข้อตกลงจะมีอายุอย่างน้อย 16 ปี แต่กำหนดให้สหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดาสามารถทบทวนข้อตกลงทุก 6 ปี ว่าประสงค์ที่จะต่ออายุสัญญาหลังครบ 16 ปี หรือปรับปรุงเงื่อนไขบางประการในข้อตกลงหรือไม่ นั่นคือ ข้อตกลงไม่สามารถถูกทำให้ยุติได้หลังมีการบังคับใช้ภายใน 16 ปี แต่หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวทั้ง 3 ประเทศสามารถยื่นความประสงค์ไม่ต่ออายุข้อตกลงได้ ซึ่งช่วยให้เกิดความแน่นอนในแผนการลงทุนของภาคธุรกิจมากกว่าความต้องการเดิมของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้มีการทบทวนข้อตกลงทุก 5 ปี และสามารถให้ถอนตัวจากข้อตกลงได้ทันทีหากประเทศสมาชิกไม่ประสงค์ต่ออายุสัญญาเพื่อให้มีช่องทางในการเจรจาความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนใหม่หากเห็นว่าข้อตกลงไม่เอื้อประโยชน์<strong> <br /><br />&middot; แคนาดาเปิดเสรีอุตสาหกรรมนมเพิ่มขึ้น </strong>จากเดิม 3.25% เพิ่มขึ้นเป็น 3.59% ของมูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์นมเนยในแคนาดา โดยข้อตกลงดังกล่าวแคนาดาเคยเสนอไว้ในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกเมื่อเดือนมกราคม 2017 คาดว่าจะส่งผลกระทบระยะสั้นต่ออุตสาหกรรมนมเนยในแคนาดา แต่ผู้บริโภคแคนาดาจะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่สูงขึ้น<strong><br /><br />&middot; เพิ่มประเด็นเกี่ยวการบิดเบือนค่าเงิน </strong>ในข้อตกลง USMCA ชาติสมาชิกทั้งสามประเทศจะต้องปฏิบัติอยู่ภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว โดยธนาคารกลางต้องไม่เข้าไปแทรกแซงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจนทำให้ค่าเงินอ่อนลงเกินปัจจัยพื้นฐานอย่างมากเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า และคาดว่าข้อตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ จะทำกับประเทศอื่นในอนาคตจะมีการบรรจุข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเข้าไปด้วย<strong><br /><br />&middot; ปรับปรุงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ </strong>โดยข้อตกลง USMCA กำหนดให้รถยนต์ที่จะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี จะต้องมีสัดส่วนชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดาเพิ่มขึ้นเป็น 75% จากเดิมในข้อตกลง NAFTA ที่ 62.5% และ 40-45% ของการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งหมด จะต้องผลิตโดยแรงงานที่มีค่าแรงอย่างน้อย 16 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อชั่วโมง ซึ่งบริษัทยานยนต์มีเวลาในการปรับตัวเพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขภายใน 5 ปีหลังจากข้อตกลงมีผลบังคับใช้ และบริษัทยานยนต์จะต้องผ่านเงื่อนไขทั้งหมดจึงจะสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 0% ได้<strong> <br /><br />&middot; &nbsp;กีดกันการทำข้อตกลงการค้ากับประเทศที่ไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (non-market economy) </strong>หากเม็กซิโกและแคนาดาทำข้อตกลงการค้ากับประเทศที่มีการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจโดยภาครัฐ เช่น จีน ซึ่งยังคงมีการอุดหนุนบางภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก เม็กซิโกและแคนาดาจะต้องแจ้งสมาชิกล่วงหน้าอย่างน้อย 90 วันก่อนเริ่มการเจรจา เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อข้อตกลง USMCA และประเทศสมาชิกอื่นมีสิทธิถอนตัวจากข้อตกลงได้โดยแจ้งล่วงหน้า 6 เดือน ด้วยข้อกำหนดนี้ ทำให้โอกาสที่เม็กซิโกและแคนาดาจะทำข้อตกลงกับประเทศที่ไม่ใช้ระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีอย่างจีนน้อยลง และคาดว่าสหรัฐฯ จะใช้ข้อกำหนดคล้ายกันนี้กับข้อตกลงการค้าที่สหรัฐฯ จะทำในอนาคตกับประเทศอื่นเช่นกัน<strong><br />&nbsp;<br /><br />USMCA ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในอเมริกาเหนืออย่างไร?</strong></p>
<p><strong><br /></strong>ในมุมมองของธุรกิจ หากผู้ผลิตยานยนต์ทำตามเงื่อนไขของข้อตกลง USMCA เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี 0% ผู้ผลิตยานยนต์ที่เคยผลิตในเม็กซิโกซึ่งมีค่าแรงถูกที่สุดในภูมิภาคต้องย้ายการผลิตบางส่วนไปยังพื้นที่ที่มีค่าแรงสูง ตามเงื่อนไขซึ่งกำหนดค่าแรงอย่างน้อย 16 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อชั่วโมง ทำให้ในระยะยาวมีแนวโน้มที่ผู้ผลิตจะต้องขยายการผลิตไปยังสหรัฐฯ ในพื้นที่ที่มีค่าจ้างแรงงานสูง ขณะที่โอกาสขยายการผลิตไปแคนาดาเป็นไปได้ยากกว่า<br /> ด้วยข้อจำกัดด้านความเหมาะสมของสภาพภูมิประเทศ และด้วยค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่าทำให้การผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในสหรัฐฯ จะเน้นไปที่การผลิตระบบอัตโนมัติ (automation) และตำแหน่งงานในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จากเงื่อนไขดังกล่าว ทำให้การผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในภูมิภาคอเมริกาเหนือในอนาคตน่าจะมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าเดิม ซึ่งผู้ผลิตจะต้องผลักภาระไปยังผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้<br /> และมีแนวโน้มที่ราคารถยนต์ที่ผลิตในอเมริกาเหนือจะสูงขึ้นในอนาคต<strong> <br /><br />อย่างไรก็ตาม อีไอซีมองว่าหากผู้ผลิตยานยนต์ที่ตั้งอยู่ในเม็กซิโกและแคนาดาไม่ทำตามเงื่อนไขของ USMCA โดยยังคงนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์จากตลาดอื่น อาทิ ยุโรปและเอเชีย และมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ภายในภูมิภาคไม่ถึง 75% ทำให้รถยนต์ที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะต้องเสียภาษีนำเข้า MFN (Most-Favored Nation) 2.5% สำหรับรถยนต์ และ 25% สำหรับรถบรรทุก ซึ่งหากต้นทุนการเข้าเงื่อนไขเพื่อเว้นภาษีของข้อตกลงสูงกว่าภาษีนำเข้ารถยนต์สหรัฐฯ จะทำให้ไม่คุ้มที่จะต้องขยายหรือย้ายฐานการผลิตไปยังสหรัฐฯ และเป็นช่องโหว่ที่จูงใจให้บริษัทยานยนต์ที่ตั้งอยู่ในเม็กซิโกเลี่ยงมานำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์จากภูมิภาคเอเชียและยุโรปแล้วเสียภาษีนำเข้า MFN ที่ 2.5% ในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ทำให้คาดว่าสหรัฐฯ อาจจะหาวิธีปิดช่องโหว่ดังกล่าว ซึ่งหนึ่งในทางเลือก คือ การขึ้นภาษีนำเข้ายานยนต์ทั่วโลกตามมาตรา 232 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ตามที่ทรัมป์เคยขู่ไว้ <br /><br /></strong>กรณีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนตามมาตรา 232 เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ในข้อตกลง USMCA มีเงื่อนไขแนบให้ทั้งเม็กซิโกและแคนาดาได้รับการยกเว้นการขึ้นภาษีนำเข้าตามมาตรา 232 อย่างน้อย 60 วันหลังบังคับใช้มาตรการเพื่อเจรจาหาทางแก้ปัญหาที่เหมาะสม นอกจากนี้ <br /> <br />กรณีขึ้นภาษียานยนต์ตามมาตรา 232 ทั้งสองประเทศจะได้โควตายกเว้นภาษีนำเข้ารายปีประเทศละ 2.6 ล้านคัน ซึ่งเดิมในปี 2017 เม็กซิโกและแคนาดาส่งออกยานยนต์ไปสหรัฐฯ 1.6 และ 1.8 ล้านคันตามลำดับ แต่ไม่จำกัดโควตาในรถบรรทุกขนาดเล็ก (รถกระบะ) อย่างไรก็ดี อีไอซีคาดว่าหลังข้อตกลง USMCA มีผลบังคับใช้ และหากการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปมีความคืบหน้า (ซึ่งสหรัฐฯ นำเข้ารถยนต์จากภูมิภาคอเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปรวมกันราว 90% ของการนำเข้ารถยนต์จากทั่วโลก) น่าจะทำให้มีความจำเป็นลดลงที่สหรัฐฯ จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนตามมาตรา 232 เนื่องจากสามารถเจรจากับประเทศคู่ค้าหลักในอุตสาหกรรมยานยนต์จนได้ข้อตกลงเป็นที่พอใจแล้ว<strong><br />&nbsp;<br /><br />USMCA ส่งผลกระทบต่อการส่งออกยานยนต์ไทยอย่างไร?<br /><br /></strong>อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบ หากสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนตามมาตรา 232 ที่อัตรา 25% จากเดิมที่อัตรา 2.5% เพื่อปิดช่องโหว่ของข้อตกลง USMCA ไม่ให้ผู้ผลิตยานยนต์ในเม็กซิโกและแคนาดาหลีกเลี่ยงเงื่อนไขการยกเว้นภาษี ประกอบกับเงื่อนไขของข้อตกลง USMCA <strong>ทำให้ทั้ง </strong>3 ประเทศพึ่งพาชิ้นส่วนยานยนต์จากภายนอกภูมิภาคลดลง เหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกไทยในสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนไปยังภูมิภาคอเมริกาเหนือ โดยชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ เครื่องยนต์ ชุดเกียร์ และ อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในปี 2017 ไทยส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไปยังภูมิภาคอเมริกาเหนือราว 8.3% ของการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ทั่วโลก ผลกระทบจึงอาจถูกจำกัดได้หากผู้ส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนสามารถหาตลาดส่งออกอื่นเพื่อทดแทนตลาดอเมริกาเหนือได้ เนื่องจากผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในไทยส่วนใหญ่ผลิตเพื่อส่งออกไปยังทวีปออสเตรเลียและภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก <br /><br />ข้อตกลง USMCA เป็นก้าวแรกของการที่ประธานาธิบดีทรัมป์เดินเกมขู่ขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าจนนำไปสู่การได้ข้อตกลงที่เป็นผลสำเร็จ ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบการเจรจาข้อตกลงกับประเทศคู่ค้าสหรัฐฯ อย่างน้อยในอีก 2 ปีข้างหน้า ถือเป็นการส่งสัญญาณการเจรจาข้อตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ จะทำกับประเทศคู่ค้าในอนาคต ทั้งกับญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป โดยสหรัฐฯ ไม่ได้มองข้อตกลงการค้าเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานและกระจาย<br /> การผลิตไปภูมิภาคอื่น (offshoring) แต่ต้องการให้ย้ายฐานการผลิตกลับมาในสหรัฐฯ มากขึ้นแทน (onshoring) และพยายามลดแรงจูงใจในการให้บริษัทสหรัฐฯ ออกไปลงทุนนอกภูมิภาค ซึ่งอาจกระทบต่อแนวโน้มการลงทุนทางตรง (FDI) ในอุตสาหกรรมยานยนต์จากสหรัฐฯ มาไทยในอนาคตได้บางส่วน โดยเฉพาะบริษัทรถยนต์สหรัฐฯ ในขณะที่การส่งออกในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย อาจเผชิญกับอุปสรรคในการส่งออกไปยังภูมิภาคอเมริกาเหนือทั้งทางตรงและทางอ้อม อีไอซีมองว่าผลกระทบต่อการส่งออกไทยในชิ้นส่วนยานยนต์จากข้อตกลง USMCA ค่อนข้างจำกัดจากเหตุผลข้างต้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องจับตาความเสี่ยงที่สหรัฐฯ มีโอกาสขึ้นภาษีนำเข้ายานยนต์ตามมาตรา 232 ที่อาจกระทบต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะธุรกิจในห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์และผู้เล่นที่มีการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูงและยังไม่สามารถหาตลาดทดแทนอื่นได้ในระยะสั้น</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>“The United States-Mexico-Canada Agreement (USMCA) on western hemisphere trade is a major victory 
for all Americans. This modernized replacement of N</description>
					<enclosure length="7254" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/re/hk/f740rehkgk/iStock-1051571858.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 29 Nov 2018 10:16:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>นโยบายการเงินแบบพิงกระแสลมกับความเหมาะสมต่อเศรษฐกิจไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5137</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5137</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5137">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong style="color: #614090;">ผู้เขียน:</strong> ดร.ยรรยง ไทยเจริญ</p>
<p><strong><span class="show">ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 8 พฤศจิกายน 2018&nbsp;คอลัมน์ ก้าวทันเศรษฐกิจ</span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><span class="show"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wu/1i/f6guwu1imf/iStock-469783118.jpg" alt="iStock-469783118.jpg" width="680" height="680" /></span></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ร่วมให้ความเห็นต่อบทความของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในงานสัมมนาเครือข่ายด้านเสถียรภาพระบบการเงิน บทความนี้เกี่ยวกับการนำเป้าหมายด้านเสถียรภาพระบบการเงินมาพิจารณาในการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. อย่างเป็นระบบมากขึ้น ผมเห็นว่า มีหลายประเด็นที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจกับแนวนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในระยะข้างหน้า จึงอยากนำความเห็นของผมต่อประเด็นเหล่านั้นมาพูดคุยให้ท่านผู้อ่านทราบด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกันใน 2 ประเด็น ได้แก่ <strong>1) ธนาคารกลางควรให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินมากขึ้น</strong> เพราะวิกฤตครั้งล่าสุดชี้ให้เห็นว่า การรักษาเสถียรภาพราคาหรือการดูแลให้เงินเฟ้อต่ำเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจ และ 2) การใช้มาตรการ Macroprudential เช่น มาตรการกำหนดวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือกำหนดเงินกองทุนของสถาบันการเงินให้เหมาะสมกับวัฏจักรเศรษฐกิจ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของระบบการเงินได้ อย่างไรก็ดี <strong>ประเด็นที่ยังมีความเห็นต่างกันอยู่คือ ธนาคารกลางควรใช้นโยบายการเงินในลักษณะพิงกระแสลม (leaning against the wind) เพื่อลดโอกาสการเกิดปัญหาวิกฤตการเงินในอนาคตหรือไม่</strong> กล่าวคือ การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในลักษณะที่เร็วและมากกว่าในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น หรือการปรับดอกเบี้ยลงช้าและน้อยกว่าในช่วงเศรษฐกิจขาลง เมื่อเทียบกับการปรับดอกเบี้ยโดยพิจารณาเฉพาะปัจจัยเงินเฟ้อและการขยายตัวเศรษฐกิจเป็นหลัก&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ฝั่งที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ซึ่งมีองค์กรสนับสนุนหลัก คือ Bank for International Settlements (BIS) มีเหตุผลหลัก คือ <strong>1) ดอกเบี้ยที่ต่ำและนานเกินไปเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการสะสมความเปราะบางทางการเงินได้</strong> เช่น การเร่งตัวของหนี้ และการประเมินความเสี่ยงของการลงทุนที่ต่ำเกินไป&nbsp; และ 2) แม้มาตรการ Macroprudential จะเป็นประโยชน์ แต่ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินการอยู่มากทั้งจากการหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ไปยังกลุ่มสถาบันการเงินที่ถูกกำกับเข้มงวดน้อยกว่าและความยากลำบากในการออกแบบมาตรการได้เหมาะสมและทันเวลา<strong> จึงควรใช้นโยบายดอกเบี้ยเข้าเสริมในการดูแลปัญหาฟองสบู่หรือการก่อหนี้เกินตัวด้วย</strong> เพราะดอกเบี้ยเป็นต้นทุนทางการเงินที่สามารถเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจทางการเงินในทุกส่วนของระบบเศรษฐกิจซึ่งมาตรการ Macroprudential อาจเข้าไม่ถึง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ซึ่งรวมถึง IMF มีเหตุผลค้านหลัก 2 ประการ ได้แก่<strong> 1) นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ไม่ใช่เฉพาะจุดที่มีปัญหา</strong> (blunt instrument) ดังนั้น ทางการจึงควรใช้นโยบาย Macroprudential ในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะจุดจะดีกว่า และ<strong> 2) การมีหลายเป้าหมายจะทำให้นโยบายการเงินสื่อสารยาก ขาดความน่าเชื่อถือและอาจลดประสิทธิภาพกับการจัดการปัญหาเงินเฟ้อ</strong>ไปด้วย ดังนั้น การตัดสินใจว่าควรนำแนวนโยบายการเงินแบบพิงกระแสลมนี้มาใช้หรือไม่ ควรจะพิจารณาจากประโยชน์และต้นทุนในมิติต่างๆ ซึ่งขึ้นกับบริบทของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งในปัจจุบัน ก็มีทั้งธนาคารกลางที่ใช้นโยบายนี้ เช่น ธนาคารกลางนอร์เวย์ ธนาคารเกาหลี และธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารที่ยังให้ความสำคัญกับเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นหลัก เช่น ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางอังกฤษ เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อประเมินข้อดี-ข้อเสียในกรณีของไทย ผมมองว่า <strong>การดำเนินนโยบายการเงินโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินด้วยนั้นน่าจะมีประโยชน์มากกว่าต้นทุน และเหมาะสมในบริบทของไทย</strong> เนื่องจาก 1) ธปท. ได้ดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินควบคู่กับเป้าหมายเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี 2000 จึงมีประสบการณ์ในการสื่อสารกับผู้ร่วมตลาดภายใต้กรอบการตัดสินนโยบายที่ให้ความสำคัญกับเป้าหมายมากกว่าหนึ่งเป้าเป็นเวลานาน&nbsp; โดยที่ผ่านมา ในภาพรวม ต้องถือว่า การดำเนินนโยบายการเงินที่มีความยืดหยุ่น โดยยึดเป้าหมายเสถียรภาพราคาระยะปานกลาง การขยายตัวของเศรษฐกิจ และการดูแลความเสี่ยงในระบบการเงิน ยังได้รับความน่าเชื่อถือ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวกับปัจจัยที่เข้ามากระทบได้ค่อนข้างดี และหลีกเลี่ยงการเกิดวิกฤตการเงินที่รุนแรงในช่วงที่ผ่านมา&nbsp; และ 2) โครงสร้างการกำกับดูแลสถาบันการเงินของไทยที่มีลักษณะแยกส่วนและมีความเหลื่อมล้ำของกฎเกณฑ์ระหว่างสถาบันการเงินต่างๆอยู่ แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะมีความพยายามยกระดับการประสานงานระหว่างองค์กรหลักต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่ยังมีปัญหาในด้านอำนาจและความรับผิดชอบร่วมที่ยังไม่ชัดเจนนัก ทำให้การใช้มาตรการ Macroprudential มีข้อจำกัดในทางปฏิบัติอยู่พอสมควร จึงจำเป็นที่ต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือเพื่อเสริมกับมาตรการ Macroprudential ในการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในช่วงปี 2016-2017 กนง. ได้ใช้หลักนโยบายการเงินแบบพิงกระแสลมในการอธิบายเหตุผลที่อัตราดอกเบี้ยไม่ถูกปรับลงเพิ่มเติม แม้เงินเฟ้อจะต่ำกว่ากรอบ โดยให้เหตุผลว่า เงินเฟ้อที่ต่ำเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทานโดยเฉพาะราคาน้ำมันและปัจจัยเชิงโครงสร้างเป็นหลัก ขณะที่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้และไม่มีสัญญาณของภาวะเงินฝืด การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากระดับที่ต่ำอยู่แล้วจะไม่ช่วยเร่งเงินเฟ้อให้สูงขึ้นมากนัก แต่จะสร้างความเสี่ยงจากพฤติกรรม search for yield และการก่อหนี้มากกว่า ซึ่งพัฒนาการในช่วงที่ผ่านมาก็ยืนยันความเหมาะสมของมุมมองนี้ได้ดีพอสมควร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ดี หากมองไปข้างหน้า การใช้นโยบายพิงกระแสลมในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันคงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอการก่อหนี้ภาคครัวเรือนหรือเพื่อลดความเสี่ยงอื่นๆจากภาวะดอกเบี้ยต่ำยาวนานซึ่งสะท้อนอยู่ในการสื่อสารของ กนง. ในช่วง 2-3 การประชุมหลังสุด จะเกิดขึ้นในภาวะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนและ SME บางส่วนยังมีปัญหาอยู่จากการก่อหนี้ที่ค่อนข้างสูงในช่วงก่อนหน้าและรายได้ของครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ สะท้อนจากสัดส่วน NPL ของสินเชื่อบุคคลและ SME ที่ยังไม่โน้มลงชัดเจน เมื่อบวกกับความเสี่ยงด้านต่ำของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากสงครามการค้า ผมจึงคาดการณ์ว่า หาก กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปีหน้าก็น่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปกว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นในอดีต และจะหยุดพักเป็นจังหวะเพื่อประเมินผลกระทบของดอกเบี้ยที่สูงขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะต่อกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและ SME&nbsp; รวมทั้งมีโอกาสที่จะเห็น ธปท. เลือกใช้มาตรการ Macroprudential เพิ่มเติมควบคู่กันไป เพื่อจัดการกับความกังวลต่อความเปราะบางทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นเฉพาะจุดมากกว่าจะพึ่งการใช้ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ร่วมให้ความเห็นต่อบทความของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในงานสัมมนาเครือข่ายด้านเสถียรภาพระบบการเงิน บทความนี้เกี่ยวกับการนำเป้าหมายด้านเสถียรภาพระบบการเงินมาพิจารณาในการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. อย่างเป็นระบบมากขึ้น ผมเห็นว่า มีหลายประเด็นที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจกับแนวนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในระยะข้างหน้า จึงอยากนำความเห็นของผมต่อประเด็นเหล่านั้นมาพูดคุยให้ท่านผู้อ่านทราบด้วย</description>
					<enclosure length="6852" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/w5/0q/f6guw50q54/iStock-469783118.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 08 Nov 2018 09:47:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ปัญหาภาวะโลกร้อนและมาตรการราคาคาร์บอน </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5133</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5133</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5133">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p>ผู้เขียน:&nbsp;ดร. ยรรยง ไทยเจริญ</p>
<p>เผยแพร่ในโพสต์ทูเดย์ คอลัมน์ทิศทางแห่งประเทศไทย วันที่ 7 พฤศจิกายน 2018</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/83/8b/f6ft838bj3/iStock-887811940.jpg" alt="iStock-887811940.jpg" width="680" height="447" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อเดือนที่แล้ว คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ของสหประชาชาติออกรายงานพิเศษเตือนถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อน พร้อมระบุว่า โลกเหลือเวลาอีกไม่ถึง 15 ปีที่จะควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม (pre-industrial level) ไม่เช่นนั้นโลกจะประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติในวงกว้าง โดย IPCC เสนอว่าเราควรเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการที่หลากหลายและครอบคลุมทุกภาคส่วน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคขนส่ง และการกักเก็บคาร์บอน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การกำหนดนโยบายทั้งด้านการผลิตและการใช้พลังงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละประเทศ โดยจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางนโยบายที่หลากหลาย โดยหนึ่งในนโยบายที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าจะส่งผลให้เกิดการลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ มาตรการราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ที่กำหนดต้นทุนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์&nbsp; ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตและพฤติกรรมการบริโภค รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มาตรการราคาคาร์บอนที่ใช้อย่างแพร่หลายมี 2 แนวทาง หนึ่งคือ ระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS) โดยรัฐจะออกใบอนุญาตจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซแล้วผู้ปล่อยสามารถนำใบอนุญาตมาแลกเปลี่ยน (cap-and-trade) ในตลาดคาร์บอน กล่าวคือ ผู้ที่ปล่อยก๊าซในจำนวนน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดสามารถเอาส่วนเหลือไปขายให้กับผู้ที่ปล่อยเกินเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งราคาซื้อขายของใบอนุญาตนั้นจะเป็นไปตามกลไกตลาด อีกแนวทางหนึ่งคือ การเก็บค่าปล่อยคาร์บอนผ่านระบบภาษี (Carbon Tax) เป็นการกำหนดราคาการปล่อยคาร์บอนโดยตรงตามปริมาณที่ปล่อยจากการผลิตหรือบริโภคสินค้า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่ามาตรการราคาคาร์บอนยังมีการบังคับใช้อยู่ในวงจำกัด รายงานของ World Bank ระบุว่าปัจจุบันมาตรการราคาคาร์บอนที่มีอยู่ครอบคลุมราว 20% ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดในโลก เนื่องจากการกำหนดราคาคาร์บอนเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมที่ถูกบังคับใช้มาตรการนี้และส่งผลต่อค่าครองชีพในประเทศ ดังนั้นการออกมาตรการราคาคาร์บอนจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงเสียงสนับสนุนจากประชากรในประเทศ โดยองค์ประกอบสำคัญ คือ การสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการลดก๊าซเรือนกระจกคู่กับการนำรายได้จากมาตรการเหล่านี้มาใช้ช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเพื่อสร้างแรงสนับสนุนจากสาธารณชน เช่น นอร์เวย์ที่นำรายได้จากภาษีคาร์บอนมาลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และใช้สนับสนุนนโยบายเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และสวิตเซอร์แลนด์ที่นำส่วนหนึ่งของรายได้จากภาษีคาร์บอนคืนภาษีให้กับภาคครัวเรือน โดยในปี 2017 ชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้รับภาษีคืนจากนโยบายภาษีคาร์บอนราว 68 ฟรังก์สวิสต่อคนเท่าๆกัน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการออกแบบมาตรการที่มีส่วนช่วยสร้างแรงสนับสนุนในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ การกำหนดระดับที่เหมาะสมของภาษีและปริมาณการปล่อยคาร์บอนเป็นความท้าทายหลักในการออกแบบมาตรการราคาคาร์บอน หากภาษีต่ำเกินไปหรือ cap สูงเกินไปจะไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการลดการปล่อยคาร์บอน ในทางกลับกันหากราคาสูงเกินไปหรือ cap ต่ำเกินไปก็จะทำให้ต้นทุนสูงและเกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวมได้ &nbsp;หลายๆประเทศจึงเริ่มบังคับใช้มาตรการราคาคาร์บอนในอุตสาหกรรมที่มีอัตราปล่อยก๊าซคาร์บอนสูง เช่น โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ปูนซีเมนต์ และเหล็ก เพื่อจำกัดผลกระทบของมาตรการและเพื่อทดลองกฎเกณฑ์และกลไกของระบบ ETS ก่อนจะขยายการบังคับใช้ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ นอกจากนี้การจำกัดขอบเขตของการบังคับใช้มาตรการราคาคาร์บอนก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเริ่มจัดตั้งตลาด เช่น จีนที่เริ่มทดลองตลาดคาร์บอนใน 7 มณฑล ครอบคลุมอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตั้งแต่ปี 2013 เพื่อทดลองกลไกตลาดและหาบทเรียนเพื่อนำไปออกแบบตลาดในระดับประเทศต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับไทย ภาครัฐได้มีนโยบายลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 ภายในปี 2030 (เทียบกับกรณีที่ไม่ทำนโยบายเพิ่มเติม) ผ่านเป้าหมายการลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานและการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ในส่วนของมาตรการราคาคาร์บอน ไทยเองมีการเริ่มทำในรูปแบบของการซื้อขายสิทธิในการปล่อยคาร์บอนแบบสมัครใจ (Voluntary ETS) ที่เปิดให้องค์กรและภาคเอกชนเข้าร่วมกันลดการปล่อยคาร์บอน ในอนาคต เราอาจต้องพิจารณาใช้มาตรการราคาคาร์บอนในวงกว้างมากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ตั้งไว้ โดยควรยึดบทเรียนจากประสบการณ์ต่างประเทศข้างต้นที่ชี้ว่า แม้บริบทอาจแตกต่างกัน แต่เงื่อนไขร่วมสำคัญต่อความสำเร็จของนโยบายราคาคาร์บอน คือ การได้รับความเชื่อถือจากสาธารณชนทั้งด้านหลักการและการออกแบบมาตรการที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม บนพื้นฐานของข้อมูลและการวิเคราะห์ที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับ</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เมื่อเดือนที่แล้ว คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ของสหประชาชาติออกรายงานพิเศษเตือนถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อน พร้อมระบุว่า โลกเหลือเวลาอีกไม่ถึง 15 ปีที่จะควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม (pre-industrial level) ไม่เช่นนั้นโลกจะประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติในวงกว้าง โดย IPCC เสนอว่าเราควรเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการที่หลากหลายและครอบคลุมทุกภาคส่วน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคขนส่ง และการกักเก็บคาร์บอน</description>
					<enclosure length="5920" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/7v/i0/f6ft7vi0qr/iStock-887811940.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 07 Nov 2018 10:26:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>โอกาสและผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ต่ออุตสาหกรรม particleboard ไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5122</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5122</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5122">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p>ผู้เขียน:&nbsp;โดย SCB Economic Intelligence Center (EIC)</p>
<p>เผยแพร่ในโพสต์ทูเดย์ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2018</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tm/qy/f69atmqy8x/iStock-855896108.jpg" alt="iStock-855896108.jpg" width="680" height="454" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบ่อยครั้งในปี 2018 คงหนีไม่พ้นเรื่อง &ldquo;ผลกระทบของสงครามการค้าต่อภาคธุรกิจไทย&rdquo; ที่นอกจากจะได้รับผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทั้งมาตรา 232 ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าแผงโซลาร์ เครื่องซักผ้า เหล็ก และอะลูมิเนียมจากทั่วโลก ตั้งแต่ต้นปี 2018 และมาตรา 301 ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ในช่วงกลางปี 2018 ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2018 สหรัฐฯได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 5,745 รายการ ในอัตรา 10% ก่อนเพิ่มเป็น 25% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2019 โดยหนึ่งในหมวดสินค้าคือเฟอร์นิเจอร์ไม้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้าแผ่นชิ้นไม้อัด (particleboard) จากไทยเป็นวัตถุดิบ จึงส่งผลให้ผู้ผลิต particleboard ของไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้การส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม้จากจีนไปสหรัฐฯ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2013-2017) จะเติบโตต่อเนื่องปีละ 8% มาอยู่ในระดับ 1,800,000 ตัน หรือเป็นสัดส่วนถึง 40% ของปริมาณส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม้ของจีนในปี 2017 แต่หากพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการนำเข้ากับราคาเฟอร์นิเจอร์ไม้นำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ โดยได้พิจารณาผลกระทบของรายได้ผู้บริโภคสหรัฐฯที่เปลี่ยนแปลงด้วยแล้ว อีไอซี พบว่าเฟอร์นิเจอร์ไม้จากจีนเป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นต่อราคา (price elasticity) เท่ากับ -1.15 กล่าวคือ หากเฟอร์นิเจอร์ไม้จากจีนมีราคาเพิ่มขึ้น 1% จะทำให้ปริมาณการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไม้จากจีนของสหรัฐฯ ปรับตัวลง 1.15% ดังนั้น การขึ้นภาษีนำเข้าในอัตรา 25% มีโอกาสที่จะทำให้สหรัฐฯนั้นนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไม้จากจีนน้อยลง 850,000 ตัน หดตัวราว 30%YOY ในปี 2019 โดยมีแนวโน้มที่สหรัฐฯจะนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไม้จากเวียดนามและแคนาดาเป็นการทดแทน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เหตุการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ความต้องการนำเข้า particleboard ของจีน หดตัวราว 480,000 ลบ.ม. และส่งผลต่อเนื่องกับประเทศผู้ส่งออก particleboard ไปยังจีน ทั้ง ไทย โรมาเนีย และมาเลเซีย ที่มีส่วนแบ่งในตลาดนำเข้า particleboard ของจีนที่ 45%, 20% และ 15% ทั้งนี้ อีไอซี ประเมินว่าปริมาณการส่งออก particleboard ของไทยไปจีนมีแนวโน้มหดตัวราว 200,000 ลบ.ม. หรือเพียง 8% ของปริมาณส่งออก particleboard ทั้งหมดของไทย ซึ่งถือเป็นผลกระทบที่ไม่รุนแรงนักต่ออุตสาหกรรม particleboard ของไทยในภาพรวม เนื่องจากตลาดส่งออก particleboard ของไทยพึ่งพาเกาหลีใต้และมาเลเซียถึง 60% ของการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผลกระทบในระดับผู้ประกอบการ อีไอซี พบว่ามีผู้ผลิตไทยบางรายที่พึ่งพาตลาดจีนซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีครั้งนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบดังกล่าว อีไอซีแนะว่าในระยะสั้นผู้ผลิต particleboard ของไทยที่พึ่งพาตลาดจีนสูง ควรพิจารณาการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ โดยเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพในการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไม้สู่ตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากมีส่วนแบ่งตลาดสูงเป็นลำดับที่ 2 รองจากจีน ซึ่งหากเฟอร์นิเจอร์ไม้ของจีนมีราคาสูงขึ้น เฟอร์นิเจอร์ไม้ของเวียดนามจะสามารถทำตลาดในสหรัฐฯได้มากขึ้น และย่อมส่งผลให้ความต้องการใช้ particleboard ของเวียดนามขยายตัว นอกจากนี้ Food and Agriculture Organization of United Nations (FAO) ยังระบุว่าเวียดนามมีกำลังการผลิต particleboard ปีละ 250,000 ลบ.ม. หรือเพียง 60% ของความต้องการใช้ทั้งหมด โดยส่วนที่เหลือต้องนำเข้าจากไทยและมาเลเซียราว 30% และ 10% ของความต้องการใช้ทั้งหมด ภายใต้สถานการณ์ที่ความต้องการใช้ particleboard มีแนวโน้มขยายตัวแต่กำลังการผลิตมีอยู่อย่างจำกัด อีไอซี ประเมินว่าความต้องการนำเข้า particleboard ของเวียดนามมีโอกาสขยายตัว ซึ่งเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดผ่านการใช้ความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการมีความพร้อมด้านปริมาณไม้ยางพาราขนาดเล็กที่มีมากกว่าความต้องการใช้ในการผลิต particleboard และผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้อื่นๆ ถึงปีละ 400,000 ตัน ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าคู่แข่งหลักอย่างมาเลเซียถึง 8%</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>บทวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอื่นๆ ควรประเมินผลกระทบของสงครามการค้าต่อธุรกิจของตนเพื่อนำไปหาแนวทางการลดผลกระทบและสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจจากสงครามการค้าครั้งนี้</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบ่อยครั้งในปี 2018 คงหนีไม่พ้นเรื่อง “ผลกระทบของสงครามการค้าต่อภาคธุรกิจไทย” ที่นอกจากจะได้รับผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทั้งมาตรา 232 ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าแผงโซลาร์ เครื่องซักผ้า เหล็ก และอะลูมิเนียมจากทั่วโลก ตั้งแต่ต้นปี 2018 และมาตรา 301 ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ในช่วงกลางปี 2018 ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2018 สหรัฐฯได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 5,745 รายการ ในอัตรา 10% ก่อนเพิ่มเป็น 25% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2019 โดยหนึ่งในหมวดสินค้าคือเฟอร์นิเจอร์ไม้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเข้าแผ่นชิ้นไม้อัด (particleboard) จากไทยเป็นวัตถุดิบ จึงส่งผลให้ผู้ผลิต particleboard ของไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</description>
					<enclosure length="6617" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/td/3b/f69atd3by6/iStock-855896108.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 01 Nov 2018 13:20:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title> เจาะใจนักช้อปจีน...ค้าปลีกรับมืออย่างไร</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5098</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5098</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5098">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>ผู้เขียน:&nbsp;</strong>ปราณิดา ศยามานนท์<br />เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์เปิดมุมมอง วันที่ 18 ตุลาคม 2018<br /><br /></p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gu/gf/f5u0gugf4n/iStock-881096270.jpg" alt="iStock-881096270.jpg" width="680" height="453" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>คงปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจค้าปลีกของไทยในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น จากการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก อีกทั้งกำลังซื้อยังจำกัดอยู่ที่กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 อีกทั้งชาวจีนยังเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายช้อปปิ้งสูง โดยเติบโตต่อเนื่องที่ 11% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 ส่งผลให้สัดส่วนการใช้จ่ายช้อปปิ้งของชาวจีนเพิ่มขึ้นจาก 25% ในปี 2013 มาอยู่ที่ราว 30% ของการใช้จ่ายทั้งหมดต่อทริปในปี 2017 หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยที่ราว 1.5 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป ส่งผลให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจาก 11 ล้านคนในปี 2018 แตะระดับ 14 ล้านคนภายในปี 2022 ซึ่งจะเป็นโอกาสของธุรกิจค้าปลีกที่ยังเติบโตได้อีกมาก สอดคล้องกับการที่ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่หลายรายปรับเพิ่มเป้าหมายสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจากราว 20% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็น 30% ของยอดขายรวม โจทย์ที่สำคัญต่อไปคือผู้ประกอบการค้าปลีกประเภทไหนจะได้ประโยชน์และควรใช้กลยุทธ์การขายอย่างไรเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าความงาม สินค้าแฟชั่น และซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งนี้ จากข้อมูลผลสำรวจของ Nielsen ที่ทำร่วมกับ Alipay ในปี 2017 เกี่ยวกับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางออกนอกประเทศพบว่า สินค้า 5 อันดับแรกที่ชาวจีนนิยมซื้อในต่างประเทศคือ 1. สินค้าความงาม 2. สินค้าพื้นเมือง 3.ของที่ระลึก 4.เครื่องแต่งกาย และ 5.อาหารสำหรับเป็นของฝาก โดยแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมอันดับ 1 คือ ร้านค้าปลอดภาษี รองลงมาได้แก่ ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และร้านสินค้า luxury สะท้อนถึงโอกาสสำหรับธุรกิจค้าปลีกเหล่านี้ที่จะเพิ่มยอดขายมากขึ้น โดยควรดำเนินกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวจีน อาทิ การนำสินค้าที่ได้รับความนิยมและอำนวยความสะดวกในการให้บริการ ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ได้ปรับตัวรองรับการเติบโตของลูกค้าชาวจีน อย่างเช่น ศูนย์การค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตในแหล่งท่องเที่ยวหลักได้เปิดมุมสินค้าที่รวบรวมขนมของฝาก ของพื้นเมืองต่างๆ รวมถึงสินค้าสมุนไพรความงามต่างๆ ที่เป็นที่ชื่นชอบของชาวจีนเพื่อให้เป็น one-stop shopping</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากการนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวจีนแล้ว ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามถึงการทำการตลาดควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้เจาะตลาดนักช้อปจีนได้กว้างขวางขึ้น เนื่องจากชาวจีนส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและแบรนด์ที่ได้รับความนิยมมาก่อนแล้ว โดยกว่า 90% จะค้นหาข้อมูลจากช่องทางออนไลน์ โซเชียลมีเดีย รวมถึงเช็คราคาผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรมุ่งทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากขึ้นเพื่อดึงดูดชาวจีนให้มาใช้บริการ หนึ่งในกลยุทธ์ที่จะเข้าถึงช่องทางออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วคือ การจับมือเป็นพันธมิตรกับบล็อกเกอร์ที่มีชื่อเสียงของจีนหรือเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในจีนอย่าง WeChat ตัวอย่างในต่างประเทศที่น่าสนใจคือ Shinsegae DF ร้านค้าปลอดอากรชั้นนำของเกาหลีใต้ได้จับมือกับ WeChat ในการขยายฐานสมาชิกส่งผลให้จำนวนสมาชิกชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 150% และยอดขายเพิ่มขึ้นราว 25% ภายในระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้ Shinsegae DF ยังได้ร่วมมือกับ Ctrip ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการท่องเที่ยวออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนในการเปิดรับสมาชิกผ่านเว็บไซด์ Ctrip ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้าสามารถเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนได้แพร่หลายรวดเร็วมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ไม่ควรมองข้ามคือ การให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีการชำระเงิน ทั้งนี้ จากผลสำรวจของ Nielsen พบว่ารูปแบบการชำระเงินเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าในต่างประเทศของนักท่องเที่ยวจีนซึ่งมีความสำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากส่วนลดของราคาสินค้า โมบายเพย์เมนต์จึงเป็นช่องทางสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาเพื่อดึงดูดนักช้อปชาวจีนให้มาใช้บริการ โดยพบว่ากว่า 65% ของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศจะชำระเงินผ่านช่องทางโมบาย ซึ่งในปัจจุบันผู้ประกอบการค้าปลีกไทยเปิดรับชำระเงินผ่าน Alipay และ WeChat Pay เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากรายงานของ Alipay เกี่ยวกับธุรกรรมที่ทำผ่าน Alipay ในร้านค้าต่างประเทศในช่วงฤดูร้อนของปี 2018 เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 2.6 เท่าจากช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยปริมาณธุรกรรมในไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากฮ่องกง สะท้อนถึงการเติบโตของยอดขายจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สถาบันการเงินไทยบางแห่งยังได้จับมือกับ Alipay เพื่อรองรับการชำระเงินผ่านระบบ Alipay ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีก โดยเฉพาะ SMEs ที่จะเพิ่มยอดขายจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนได้มากขึ้นจากการรับชำระเงินด้วย QR code ผ่านระบบของ Alipay</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังเป็นโอกาสสำหรับการพัฒนาโมเดลค้าปลีกใหม่ๆ อย่างเช่น luxury premium outlet ซึ่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จะเริ่มเห็นข่าวผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่หลายรายมีแผนพัฒนาธุรกิจค้าปลีกประเภทนี้ ซึ่งผู้ประกอบการน่าจะเห็นโอกาสในการเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงจากตลาดในประเทศที่เติบโตสูงขึ้นและตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนซึ่งเป็นเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่นิยมซื้อสินค้า luxury ทั้งนี้ McKinsey ได้มีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนการใช้จ่ายสินค้า luxury ทั่วโลกของชาวจีนจะเติบโตต่อเนื่องที่ราว 9% ในช่วงปี 2016-2025 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงราว 44% ของการใช้จ่ายสินค้า luxury ทั่วโลก ขณะเดียวกันถ้าดูยอดขายสินค้า luxury ของไทยเติบโตดีขึ้นโดยขยายตัวกว่า 11% ต่อปีในช่วงปี 2014-2017 สอดคล้องกับการเติบโตของนักท่องเที่ยวจีน สะท้อนถึงโอกาสของการขยายธุรกิจ luxury outlet ในไทยซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางช้อปปิ้งที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาวจีน อย่างไรก็ดี แม้ว่าสินค้า luxury ในไทยยังมีราคาที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับแหล่งช้อปปิ้งอื่นๆ ในเอเชีย อาทิ ฮ่องกง และสิงคโปร์ จากอัตราภาษีนำเข้าที่ค่อนข้างสูงซึ่งอาจเป็นอุปสรรคที่ทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งขัน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่สามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ อีกทั้งหากพัฒนาเป็นรูปแบบของ luxury outlet ที่มีจุดขายด้านราคาซึ่งตามปกติจะถูกกว่าราคาปกติประมาณ 30-70% คาดว่าจะช่วยดึงดูดความสนใจของนักช้อปชาวจีนได้มากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมากจึงยังคงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการค้าปลีกไม่ควรมองข้าม ความ<br /> ท้าทายต่อไปคือ ตลาดจะแข่งขันรุนแรงมากขึ้นทั้งการพัฒนารูปแบบร้านค้า การเลือกสินค้าและบริการเพื่อให้ตอบโจทย์กำลังซื้อมหาศาลเหล่านี้ การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งจึงเป็นจุดขายสำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการอาจอาศัยเทคโนโลยีในการให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่ม (personalize services) อาทิ ให้โปรโมชั่นเฉพาะรายลูกค้า หรือการออกแบบ loyalty program สำหรับกลุ่มนักช้อปปิ้งชาวจีนโดยเฉพาะ หรือแม้แต่บริการจัดส่งสินค้าข้ามประเทศซึ่งน่าจะเป็นโอกาสสำหรับการดึงดูดลูกค้าชาวจีนให้เกิดความประทับใจและกลับมาใช้บริการซ้ำอีกในอนาคต</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>คงปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจค้าปลีกของไทยในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น จากการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก อีกทั้งกำลังซื้อยังจำกัดอยู่ที่กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 อีกทั้งชาวจีนยังเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายช้อปปิ้งสูง โดยเติบโตต่อเนื่องที่ 11% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 ส่งผลให้สัดส่วนการใช้จ่ายช้อปปิ้งของชาวจีนเพิ่มขึ้นจาก 25% ในปี 2013 มาอยู่ที่ราว 30% ของการใช้จ่ายทั้งหมดต่อทริปในปี 2017 หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยที่ราว 1.5 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป ส่งผลให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจาก 11 ล้านคนในปี 2018 แตะระดับ 14 ล้านคนภายในปี 2022 ซึ่งจะเป็นโอกาสของธุรกิจค้าปลีกที่ยังเติบโตได้อีกมาก สอดคล้องกับการที่ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่หลายรายปรับเพิ่มเป้าหมายสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจากราว 20% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็น 30% ของยอดขายรวม โจทย์ที่สำคัญต่อไปคือผู้ประกอบการค้าปลีกประเภทไหนจะได้ประโยชน์และควรใช้กลยุทธ์การขายอย่างไรเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน</description>
					<enclosure length="8244" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/gh/wa/f5u0ghwatd/iStock-881096270.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 18 Oct 2018 16:51:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>BULL-BEAR: ราคาน้ำมัน (ไตรมาส 4/2018)</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5094</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5094</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5094">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2018<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5071"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></a></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<table border="1" width="95%" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td bgcolor="#C9B6E0" width="305">
<p>ราคาน้ำมัน&nbsp;<br /> (USD/บาร์เรล)</p>
</td>
<td style="text-align: center;" colspan="5" bgcolor="#C9B6E0"><strong>2017</strong></td>
<td style="text-align: center;" colspan="7" bgcolor="#C9B6E0">
<p><strong>2018F</strong></p>
</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#C9B6E0"><strong>2019F</strong></td>
</tr>
<tr>
<td bgcolor="#D4D4D4">(ค่าเฉลี่ย)&nbsp;</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#D4D4D4" width="105">Q1</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#D4D4D4" width="101">Q2</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#D4D4D4" width="99">Q3</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#D4D4D4" width="94">Q4</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#D4D4D4" width="99">เฉลี่ย</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#D4D4D4" width="117">Q1</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#D4D4D4" width="117">Q2</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#D4D4D4" width="117">Q3F</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#D4D4D4" width="117">Q4F</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#D4D4D4" width="117">เฉลี่ย</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#D4D4D4" width="117">สูงสุด*</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#D4D4D4" width="117">ต่ำสุด*</td>
<td style="text-align: center;" bgcolor="#D4D4D4" width="117">เฉลี่ย</td>
</tr>
<tr>
<td>
<p>ราคาน้ำมันดิบ WTI</p>
</td>
<td style="text-align: center;">52</td>
<td style="text-align: center;">48</td>
<td style="text-align: center;">48</td>
<td style="text-align: center;">55</td>
<td style="background-color: #e8e0ff; text-align: center;">51</td>
<td style="text-align: center;">63</td>
<td style="text-align: center;">68</td>
<td style="text-align: center;">69</td>
<td style="text-align: center;">73</td>
<td style="background-color: #e8e0ff; text-align: center;">68</td>
<td style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">74</span></td>
<td style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;">59</span></td>
<td style="text-align: center;">72</td>
</tr>
<tr>
<td>ราคาน้ำมันดิบ Brent</td>
<td style="text-align: center;">54</td>
<td style="text-align: center;">50</td>
<td style="text-align: center;">52</td>
<td style="text-align: center;">61</td>
<td style="background-color: #e8e0ff; text-align: center;">54</td>
<td style="text-align: center;">67</td>
<td style="text-align: center;">75</td>
<td style="text-align: center;">73</td>
<td style="text-align: center;">79</td>
<td style="background-color: #e8e0ff; text-align: center;">73</td>
<td style="text-align: center;"><span style="color: #008000;">79</span></td>
<td style="text-align: center;"><span style="color: #ff0000;">62</span></td>
<td style="text-align: center;">80</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><br />*ข้อมูลจาก Leading global houses <em>(&nbsp;25 กันยายน 2018)</em><br />ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC</p>
<p>&nbsp;</p>
<table style="height: 100%; background-color: #ebdeff;" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>EIC&rsquo;s view: Bulls<br /></strong><br />
<p><strong>ราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 4 มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยปัจจัยเรื่องสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านจะส่งผลบวกต่อราคาน้ำมันในไตรมาสนี้</strong> เนื่องจากญี่ปุ่น เกาหลี สหภาพยุโรป และ อินเดียจะปฏิบัติตามการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เพื่อรักษาความสามารถในการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี อีไอซีมองว่าประเทศที่ปัจจุบันมีความขัดแย้งกับสหรัฐฯ เช่น ตุรกีและจีน จะยังคงนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน ทั้งนี้ การคว่ำบาตรในครั้งนี้จะส่งผลให้อุปทานจากอิหร่านหายไปราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลาที่ยังลดลงอย่างต่อเนื่องจากปัญหาทางการเมืองในประเทศเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้น โดยอุปทานน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาจะลดลงเหลือ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในสิ้นปี 2018 ในส่วนของปัจจัยที่จะกดดันราคาน้ำมันดิบมาจากการเพิ่มการผลิตของ OPEC และรัสเซียที่ตกลงเพิ่มปริมาณการผลิตเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยนักวิเคราะห์คาดว่าในไตรมาส 4 OPEC จะมีการผลิตอยู่ที่ราว 38 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมี spare capacity อยู่ราว 2 - 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน<br /><br /></p>
<p><strong>ในปี 2019 ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากอุปทานของอิหร่านที่หายไปและความต้องการน้ำมันดิบที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวันเทียบกับปี 2018</strong> ในขณะที่ downside risk ของราคาน้ำมันเป็นความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและความต้องการน้ำมันที่ลดลงได้ นอกจากนี้ หากราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงอาจส่งผลให้ความต้องการน้ำมันลดลงโดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศ EM ที่มีการเติบโตของความต้องการน้ำมันสูง รวมทั้งมีความเสี่ยงด้านค่าเงินในภาวะที่ค่าเงินสหรัฐฯ แข็งขึ้น<br /><br /></p>
<p>ในด้านอุปทาน การผลิตจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 5 แสนบาร์เรลต่อวันในปี 2019 อย่างไรก็ตามอุปทานจากสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 เป็นต้นไปเมื่อท่อขนส่งน้ำมันทยอยเปิด ซึ่งอาจส่งผลให้ความตึงตัวของอุปทานน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2019 นอกจากนี้ อุปทานจากผู้ผลิต non-OPEC non-OECD เช่น บราซิล และรัสเซีย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 3 แสนบาร์เรลต่อวันและ 1 แสนบาร์เรลต่อวัน ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (geo-political risk) ปัญหาทางการเมืองของเวเนซุเอลา ซีเรีย ไนจีเรีย และลิเบียยังคงเป็นปัจจัยกดดันอุปทานน้ำมันในปี 2019<br /><br /><strong>ปริมาณการผลิตน้ำมันของอิหร่าน<br /></strong>หน่วย: ล้านบาร์เรลต่อวัน<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/my/gm/f5srmygmsb/Outlook_Q4_2018_Bulls1.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Bulls1.jpg" width="600" height="336" /><br />ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg JP Morgan Goldman Sachs และข่าว<br /><br /><br /></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<table border="0" width="100%" cellspacing="50%">
<tbody>
<tr>
<td style="width: 50%; text-align: left; vertical-align: top;" bgcolor="#ffeec7"><strong>BULLs</strong></td>
<td style="width: 50%; text-align: left; vertical-align: top;" bgcolor="#ebdeff"><strong>BEARs</strong></td>
</tr>
<tr>
<td style="width: 50%; text-align: left; vertical-align: top;" bgcolor="#ffeec7">
<ul>
<li>
<p>ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นตามฤดูกาล เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว ทั้งนี้ สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ได้ประเมินว่าในไตรมาส 4 ปี 2018 อุปสงค์จะมีการขยายตัว ราว 1.5% YOY มาอยู่ที่ 100.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน</p>
<p>&nbsp;</p>
</li>
<li>
<p>สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านในวันที่ 6 สิงหาคม ซึ่งนับเป็นเวลา 90 วันหลังจากที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม มาตรการคว่ำบาตรยังไม่ครอบคลุมถึงสินค้าปิโตรเลียมในเวลานี้ โดยประเทศต่างๆ ยังมีเวลาจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายนในการหยุดการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน โดยมาตรการคว่ำบาตรนี้จะส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบหายไปจากตลาดโลกราว 1.1 - 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน</p>
</li>
</ul>
</td>
<td style="width: 50%; text-align: left; vertical-align: top;" bgcolor="#ebdeff">
<ul>
<li>
<p>สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและความต้องการน้ำมัน<br /><br /></p>
<p>&nbsp;</p>
</li>
<li>
<p>การแก้ไขปัญหาคอขวดทางด้านท่อส่งแก๊สและน้ำมันของสหรัฐฯ คาดว่าจะเสร็จเร็วกว่ากำหนด ทำให้ขนส่งน้ำมันได้เพิ่มขึ้น 1 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยแผนการขยายท่อขนส่งจากแหล่ง Permian ซึ่งเป็นแหล่งจุดเจาะแก๊สและน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จะเริ่มทยอยเสร็จตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2022 </p>
</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>คงปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจค้าปลีกของไทยในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น จากการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก อีกทั้งกำลังซื้อยังจำกัดอยู่ที่กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 อีกทั้งชาวจีนยังเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายช้อปปิ้งสูง โดยเติบโตต่อเนื่องที่ 11% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 ส่งผลให้สัดส่วนการใช้จ่ายช้อปปิ้งของชาวจีนเพิ่มขึ้นจาก 25% ในปี 2013 มาอยู่ที่ราว 30% ของการใช้จ่ายทั้งหมดต่อทริปในปี 2017 หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยที่ราว 1.5 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป ส่งผลให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจาก 11 ล้านคนในปี 2018 แตะระดับ 14 ล้านคนภายในปี 2022 ซึ่งจะเป็นโอกาสของธุรกิจค้าปลีกที่ยังเติบโตได้อีกมาก สอดคล้องกับการที่ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่หลายรายปรับเพิ่มเป้าหมายสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจากราว 20% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็น 30% ของยอดขายรวม โจทย์ที่สำคัญต่อไปคือผู้ประกอบการค้าปลีกประเภทไหนจะได้ประโยชน์และควรใช้กลยุทธ์การขายอย่างไรเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน</description>
					<enclosure length="47846" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/4o/fe/f5sr4ofenb/491916815.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 17 Oct 2018 13:56:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน ปี 2018 (ไตรมาส 4/2018)</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5093</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5093</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5093">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2018<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5071"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></a></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/qj/m8/f5sqqjm8db/iStock-820374390.jpg" alt="iStock-820374390.jpg" width="780 " height="516" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 12pt;"><strong>อัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></span></p>
<p><strong>&nbsp;</strong></p>
<p><strong>อีไอซีคาดว่า กนง. จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.50% เป็น 1.75% ในการประชุม กนง. ครั้งแรกปี 2019 หรืออย่างเร็วในช่วงการประชุมเดือนธันวาคมปีนี้ โดยสาเหตุหลักมาจากความกังวลในเรื่องเสถียรภาพระบบการเงิน และความจำเป็นของการสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายทางการเงิน (policy space) ในอนาคต</strong> โดย กนง. ได้สื่อสารอย่างต่อเนื่องว่ามีความกังวลต่อภาวะการประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรภายใต้ภาวะดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งแสดงความกังวลมากขึ้นในช่วงหลังต่อการก่อหนี้ใหม่ในภาคครัวเรือนที่เร่งตัวขึ้น และมองว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากอย่างยาวนานเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการสะสมความเปราะบางซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพระบบการเงินในอนาคต นอกจากนี้ ช่องว่างการผลิต (output gap) ที่ปิดลงในไตรมาสแรกของปี เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวเหนือระดับศักยภาพต่อไป รวมไปถึงอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในกรอบเป้าหมายได้ในปี 2018 และ 2019 จะทำให้ กนง. สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ นอกจากนี้ ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจอาจเผชิญหน้ากับปัจจัยลบที่ทำให้เศรษฐกิจถดถอย ซึ่ง กนง. จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นที่ต้องสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายทางการเงิน (policy space) ไว้เพื่อรองรับกับวัฏจักรเศรษฐกิจที่อาจชะลอลงในระยะข้างหน้า สำหรับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องโดยธนาคารกลางในต่างประเทศนั้น อีไอซีมองว่าไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสำหรับพิจารณานโยบายการเงินของ กนง. เนื่องจากไทยมีสถานะการเงินระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่เกินดุลในระดับสูงและเงินทุนสำรองที่มีขนาดใหญ่สามารถรองรับความผันผวนจากเงินทุนเคลื่อนย้ายได้</p>
<p><br /><strong>อีไอซีมองว่าวัฏจักรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้จะเป็นการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจุดสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวัฏจักรนี้จะต่ำกว่าวัฏจักรในอดีต</strong> หากพิจารณาวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นในอดีตจะพบว่าอัตราการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะค่อนข้างเร็ว ประมาณ 2% ต่อปี โดยเฉลี่ยจะขึ้นในเกือบทุกรอบการประชุมของ กนง. เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วงนั้นค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ กนง. ต้องรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจและรักษาระดับของอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แนวโน้มค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อของไทยได้ปรับตัวลดลง เนื่องด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป จากกระแสโลกาภิวัตน์การขยายตัวของ e-commerce ที่ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา การพัฒนาของเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต รวมไปถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ความต้องการใช้เงินเพื่อการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับการออม ด้วยเหตุนี้ความจำเป็นที่ กนง. ต้องรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วจึงลดน้อยลง นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่ปรับขึ้นจาก 40% ต่อ GDP ในปี 2003 มาอยู่ที่ 78% ต่อ GDP ในปัจจุบัน จะทำให้การขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะภาระการชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ที่คุณภาพสินเชื่อเพื่อการบริโภค และสินเชื่อ SME ยังคงโน้มแย่ลง <strong>ดังนั้น กนง. น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปในวัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้ พร้อมรอดูความชัดเจนของข้อมูลทางเศรษฐกิจต่อไปด้วย (data dependent) โดยในครึ่งแรกของปี 2019 อีไอซีมองว่า กนง. จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายประมาณ 2 ครั้ง ครั้งละ 25bps และไม่ขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันในทุกการประชุม เพื่อไม่ให้กระทบต่อโมเมนตัมการขยายตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อมากเกินไป แต่จะใช้มาตรการดูแลรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ (macro-prudential) ในจุดที่มีความเปราะบางเพื่อจัดการกับปัญหาเสถียรภาพระบบการเงินควบคู่ไปด้วย ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังจากนั้นจะขึ้นกับข้อมูลเศรษฐกิจและการสื่อสารของ กนง. ในระยะต่อไป<br /><br /><br /><span style="font-size: 12pt;">ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น<br /></span></strong><br /><strong>อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอายุ 1 ปี ในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นจากปริมาณพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น เงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตรไทย และการคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต</strong> (รูปที่ 1) โดยในช่วงที่ผ่านมา ธปท. ได้มีการเพิ่มวงเงินการออกพันธบัตรระยะสั้น (อายุ 3-6 เดือน) เป็นระยะ ๆ จนเข้าใกล้ระดับเดียวกับเมื่อ เมษายน ปี 20178 อีกทั้งเม็ดเงินลงทุนต่างชาติสู่ตลาดพันธบัตรไทยได้ชะลอลงในช่วงไตรมาส 2 และต้นไตรมาส 3 ซึ่งเป็นผลจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าที่มีความตึงเครียดมากขึ้น รวมไปถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจหลักบางประเทศ ทำให้นักลงทุนขายพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นเพื่อทำกำไรจากการถือครองในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ นักลงทุนได้ปรับคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. โดยมองว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 25 bps ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ทำให้มีการขายพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นไป</p>
<p>ล่วงหน้าเพื่อลดผลขาดทุนจากราคาพันธบัตรที่อาจปรับตัวลดลง&nbsp;<br /><br /><br /></p>
<p><strong>รูปที่ 1 : ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสที่ผ่านมา โดยผลตอบแทนฯ ระยะ 1 ปี และ 6 เดือน สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></p>
<p>อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้น</p>
<p>หน่วย: %</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/vw/79/f5sqvw798u/Outlook_Q4_2018_Bond1.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Bond1.jpg" width="500" height="267" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมตราสารหนี้แห่งประเทศไทย </p>
<p>&nbsp;<br /><strong>มองไปข้างหน้า อีไอซีคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นอาจปรับตัวสูงขึ้นได้อีกเล็กน้อยในช่วงปลายปี</strong> เป็นผลมาจาก 1) ธปท. มีแนวโน้มส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะทำให้นักลงทุนขายพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นต่อเนื่อง 2) การดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นของ Fed ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทยกว้างขึ้น ความน่าสนใจต่อการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นจึงลดลง อย่างไรก็ตาม อีไอซีมองว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นจะปรับตัวสูงขึ้นอีกไม่มากในช่วงปีนี้ เนื่องจาก ในปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 1 ปีได้ปรับตัวสูงขึ้นจนอยู่เหนืออัตราดอกเบี้ยนโยบายกว่า 25 bps แล้ว ทั้งนี้ อีไอซีมองว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นจะสามารถอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ต่อไป หากเงินบาทไม่แข็งค่าขึ้นมากจนทำให้ ธปท. ต้องลดวงเงินการออกพันธบัตรอีกครั้ง สำหรับในปี 2019 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเป็นสำคัญ<br /><br /><br /></p>
<p><span style="font-size: 12pt;"><strong>ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาว</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวอายุ 10 ปี ในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีกว่าที่คาด</strong> (รูปที่ 23) โดยในช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นอย่างช้า ๆ แม้ตลาดแรงงานสหรัฐฯ จะตึงตัวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ แรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวจากภาคต่างประเทศจึงมีไม่มากนัก สำหรับปัจจัยในประเทศ พบว่าตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปรับตัวสูงขึ้นกว่าที่คาด ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อไทยว่าจะเร่งตัวขึ้นจึงเป็นผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของไทยปรับตัวสูงขึ้นบ้างเป็นบางช่วง อย่างไรก็ดี นักลงทุนต่างชาติมีความต้องการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยบางรุ่นเพิ่มขึ้นเพื่อปรับสัดส่วนการลงทุน หลังมีการเปลี่ยนรุ่นพันธบัตรอ้างอิงใน global bond index จึงทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวปรับเพิ่มขึ้นไม่มากนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>รูปที่ 2 : อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีกว่าที่คาด<br /></strong></p>
<p>อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย และสหรัฐฯ ระยะยาว</p>
<p>หน่วย: %</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/1l/ro/f5sr1lrosk/Outlook_Q4_2018_Bond2.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Bond2.jpg" width="500" height="297" /></p>
<p>ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>มองไปข้างหน้าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นอีกเล็กน้อยตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะยังคงขยายตัวต่อไป</strong> โดยปัจจัยที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น คือ 1) คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของสาธารณะจะปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะตลาดแรงงานที่ตึงตัวและเข้าใกล้การจ้างงานเต็มที่ และ 2) แนวโน้มการเพิ่มปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อมาสนับสนุนการขาดดุลการคลังที่จะเพิ่มสูงขึ้นโดยปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะนักลงทุนอาจมีการโยกย้ายการลงทุนไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัยในต่างประเทศที่มีผลตอบแทนที่ดีกว่าได้ อย่างไรก็ตาม การที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเร่งที่ลดลงจะส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้มาก อีกทั้ง น่าจะไม่มีการเพิ่มปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอย่างมีนัยในปีหน้า เนื่องจากงบประมาณขาดดุลของรัฐไม่ปรับเพิ่มจากปีที่แล้วมากนัก แม้จะมีการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับ EEC ก็ตาม เพราะเงินทุนที่ใช้สนับสนุนโครงการจะมาจากแหล่งทุนอื่น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p><sup>1</sup> เมื่อเดือน เมษายน 2017 ธปท. ได้ลดวงเงินการออกพันธบัตรระยะสั้นอายุ 3-6 เดือน ในแต่ละช่วงอายุเป็นจาก 4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เป็น 3 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เพื่อลดการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทของนักลงทุนต่างชาติ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5071">สามารถอ่านต่อได้ที่ฉบับเต็ม</a></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>คงปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจค้าปลีกของไทยในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น จากการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก อีกทั้งกำลังซื้อยังจำกัดอยู่ที่กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 อีกทั้งชาวจีนยังเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายช้อปปิ้งสูง โดยเติบโตต่อเนื่องที่ 11% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 ส่งผลให้สัดส่วนการใช้จ่ายช้อปปิ้งของชาวจีนเพิ่มขึ้นจาก 25% ในปี 2013 มาอยู่ที่ราว 30% ของการใช้จ่ายทั้งหมดต่อทริปในปี 2017 หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยที่ราว 1.5 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป ส่งผลให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจาก 11 ล้านคนในปี 2018 แตะระดับ 14 ล้านคนภายในปี 2022 ซึ่งจะเป็นโอกาสของธุรกิจค้าปลีกที่ยังเติบโตได้อีกมาก สอดคล้องกับการที่ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่หลายรายปรับเพิ่มเป้าหมายสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจากราว 20% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็น 30% ของยอดขายรวม โจทย์ที่สำคัญต่อไปคือผู้ประกอบการค้าปลีกประเภทไหนจะได้ประโยชน์และควรใช้กลยุทธ์การขายอย่างไรเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน</description>
					<enclosure length="6273" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/qj/4k/f5sqqj4k9z/iStock-820374390.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 17 Oct 2018 13:35:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจในประเทศ : การลงทุนติดเครื่อง การบริโภคโตต่อเนื่องแต่ค่อยๆ กระจายตัว</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5091</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5091</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5091">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2018<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5071"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></a></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;<img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gl/25/f5sogl25ku/Outlook_Q4_2018_Box_Thai6.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Box_Thai6.jpg" width="780" height="435" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การเติบโตทางเศรษฐกิจได้รับแรงส่งจากทุกหมวดการใช้จ่ายหลักในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา</strong> โดยนอกจากการเติบโตของอุปสงค์จากต่างประเทศแล้ว ทั้งการบริโภคและการลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนก็มีการขยายตัวเช่นกัน สะท้อนการส่งผ่านผลประโยชน์ของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากภาคต่างประเทศเข้ามายังการใช้จ่ายในประเทศโดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับแรงส่งจากการฟื้นตัวของการขยายตัวของภาคการส่งออก นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐก็ได้ปรับตัวดีขึ้นหลังจากซบเซาในช่วงปี 2017 อีไอซีคาดว่าแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจจากทุกเครื่องยนต์มีโอกาสดำเนินต่อไปในช่วงที่เหลือของปี 2018 ไปจนถึงปีหน้า<br /><br /><strong>ในระยะข้างหน้า การลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวสูง</strong> อีไอซีประเมินว่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2019 จะอยู่ที่ 8.13 แสนล้านบาท คิดเป็นการเติบโตจากประมาณการในปี 2018 ที่ราว 9%YOY <strong>โดยเม็ดเงินที่ผลักดันการเติบโตมาจากความคืบหน้าของโครงการที่เริ่มมีการก่อสร้างไปแล้วจากปีก่อนหน้าเป็นหลัก</strong> โดยโครงการสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ และการขยายสนามบิน ทั้งนี้ อีไอซีประเมินว่ามูลค่าการก่อสร้างรวมของโครงการดังกล่าวจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นราว 1.6 แสนล้านบาทหรือคิดเป็น 87% ของมูลค่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่คาดการณ์ในปี 2019 โดยส่วนที่เหลือจะมาจากโครงการใหม่ที่คาดว่าจะมีการประมูลและว่าจ้างผู้รับเหมาในช่วงไตรมาสที่ 4 ไปจนถึงครึ่งปีแรกของปี 2019 และมีการก่อสร้างภายในปี 2019 โครงการดังกล่าว ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าในเมือง และเส้นทางเพิ่มเติมของรถไฟทางคู่ นอกจากนี้ การก่อสร้างภาครัฐจะมีเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นจากงบลงทุนที่เพิ่มขึ้นในด้านการก่อสร้างภาครัฐทั่วไป เช่น ถนน สิ่งก่อสร้างด้านชลประทาน ทั้งนี้ แม้สัดส่วนในการก่อสร้างรวมภาครัฐจะน้อยกว่าการก่อสร้างทั่วไป แต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP ในระยะสั้นถึงกลาง (รูปที่ 1) รวมถึงจะเป็นปัจจัยที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความสามารถของการทำธุรกิจของไทยอีกด้วย</p>
<p><br /><br /><strong>รูปที่ 1:&nbsp;การก่อสร้างภาครัฐจะขยายตัวราว 9% ในปีหน้า โดยมาจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานส่วนที่เป็นโครงการต่อเนื่องเป็นหลัก</strong></p>
<table style="width: 100%;">
<tbody>
<tr>
<td>
<p>ประมาณการมูลค่าการก่อสร้างภาครัฐตามประเภทโครงการ</p>
<p>&nbsp;</p>
หน่วย: พันล้านบาท</td>
<td>
<p>ประมาณการมูลค่าการก่อสร้างในส่วนของเมกะโปรเจกต์ตามความคืบหน้าการลงทุน</p>
<p>หน่วย: พันล้านบาท</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/e0/7q/f5soe07qxo/Outlook_Q4_2018_Box_Thai5.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Box_Thai5.jpg" width="657" height="299" /><br /><br /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของกระทรวงคมนาคม สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และสำนักงบประมาณ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><br /><strong>การลงทุนภาคเอกชนในระยะข้างหน้าจะขยายตัวได้จากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ</strong> การที่อุปสงค์จากต่างประเทศยังเติบโตได้และการลงทุนภาครัฐขยายตัวได้ในระดับสูงจะส่งผลให้การผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากิจกรรมการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้นำไปสู่อัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนความต้องการการลงทุนของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป (รูปที่ 14) นอกจากนี้ จากการสำรวจโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการยังมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นในด้านของการลงทุนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า โดยดัชนีความเชื่อมั่นในส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (รูปที่ 15) อีกทั้งการลงทุนภาคเอกชนบางส่วนจะมีเพิ่มเข้ามาจากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามมาตรการจูงใจที่มีความชัดเจนและโครงสร้างพื้นฐานใน EEC ที่เริ่มมีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น </p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5071">สามารถคลิกอ่านต่อได้ที่ฉบับเต็ม</a></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>คงปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจค้าปลีกของไทยในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น จากการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก อีกทั้งกำลังซื้อยังจำกัดอยู่ที่กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 อีกทั้งชาวจีนยังเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายช้อปปิ้งสูง โดยเติบโตต่อเนื่องที่ 11% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 ส่งผลให้สัดส่วนการใช้จ่ายช้อปปิ้งของชาวจีนเพิ่มขึ้นจาก 25% ในปี 2013 มาอยู่ที่ราว 30% ของการใช้จ่ายทั้งหมดต่อทริปในปี 2017 หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยที่ราว 1.5 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป ส่งผลให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจาก 11 ล้านคนในปี 2018 แตะระดับ 14 ล้านคนภายในปี 2022 ซึ่งจะเป็นโอกาสของธุรกิจค้าปลีกที่ยังเติบโตได้อีกมาก สอดคล้องกับการที่ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่หลายรายปรับเพิ่มเป้าหมายสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจากราว 20% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็น 30% ของยอดขายรวม โจทย์ที่สำคัญต่อไปคือผู้ประกอบการค้าปลีกประเภทไหนจะได้ประโยชน์และควรใช้กลยุทธ์การขายอย่างไรเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน</description>
					<enclosure length="6525" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/gb/kl/f5sogbklk7/Outlook_Q4_2018_Box_Thai6.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 17 Oct 2018 11:59:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออก 2019  จะชะลอเพราะอะไร? </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5090</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5090</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5090">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2018<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5071">คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;<br /><br /><br /></a><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5071"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/7i/ud/f5so7iudg6/Outlook_Q4_2018_Box_Export4.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Box_Export4.jpg" width="780" height="507" /></a></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การเติบโตของการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มชะลอลงในปี 2019 จากเหตุผลหลัก 3 ประการ</strong> ได้แก่ 1) การขยายตัวทางเศรษฐกิจของคู่ค้าสำคัญและปริมาณการค้าโลกที่จะชะลอลง 2) ผลกระทบและความเสี่ยงของสงครามการค้า และ 3) ผลบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง ทำให้อีไอซีประเมินว่าการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2019 จะขยายตัวได้ที่ 4.7%YOY จาก 8.5%YOY ในปี 2018</p>
<p><br /><strong>1) การขยายตัวทางเศรษฐกิจของคู่ค้าสำคัญและปริมาณการค้าโลกที่จะชะลอลง</strong> อีไอซีประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2019 ของสหรัฐฯ ยูโรโซน ญี่ปุ่น และจีน ชะลอลงจากปี 2018 นอกจากนี้ คู่ค้าสำคัญอื่นๆ ได้แก่ มาเลเซีย ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ก็มีการคาดการณ์โดย IMF ว่าจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงเช่นกัน (รูปที่ 1) ซึ่งอาจส่งผลเชิงลบต่อสินค้าส่งออกของไทยในประเทศดังกล่าวผ่าน<br />กำลังซื้อที่ลดลง ซึ่งมูลค่าส่งออกของไทยไปยังประเทศดังกล่าวคิดเป็น 55.4% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในปี 2017 สอดคล้องกับการคาดการณ์มูลค่าการค้าโลกของ WTO ที่คาดว่ามูลค่าการค้าโลกในปี 2019 จะขยายตัวที่ระดับ 4.0% ลดลงจากคาดการณ์ทั้งปี 2018 ที่ 4.4% อย่างไรก็ตาม อัตราการขยายตัวของการค้าโลกปี 2019 ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีก่อนหน้าที่เติบโตเฉลี่ยน้อยกว่า 3% ต่อปี</p>
<p><br /><br /><strong>รูปที่ 1:&nbsp;เศรษฐกิจปี 2019 ของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2018<br /><br /></strong></p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wk/2b/f5snwk2b98/Outlook_Q4_2018_Box_Export1.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Box_Export1.jpg" width="500" height="283" /><br /><br /></p>
<p>หมายเหตุ*: คาดการณ์ GDP ของมาเลเซีย ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ เป็นการคาดการณ์ของ IMF<br />ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ และประมาณการณ์ของ EIC สำนักวิจัยต่างประเทศ และ IMF<br /><br /><br /></p>
<p><strong>2) ผลกระทบและความเสี่ยงของสงครามการค้า</strong> นอกจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยบ้างแล้ว โดยเฉพาะการส่งออกหมวดอุปกรณ์กึ่งตัวนำ (แผงโซลาร์) และเครื่องซักผ้า-เครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ ยังมีอีกหนึ่งสถานการณ์การค้าโลกที่เป็นความเสี่ยงต่อการส่งออกไทย คือ การตอบโต้ทางการค้ากันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการส่งออกของไทย โดยสหรัฐฯ ได้เริ่มเก็บภาษีนำเข้าจากจีนที่อัตรา 25% รอบแรกเมื่อ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ในกลุ่มสินค้าเม็ดพลาสติก เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งจีนได้ทำการตอบโต้กลับด้วยการประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราที่เท่ากันในกลุ่มสินค้าเกษตร ยานยนต์ และพลังงาน รวมไปถึงการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มเติมอีกรอบของสหรัฐฯ ที่จะเก็บที่อัตรา 10% ในเดือนกันยายน 2018 และเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมกราคม 2019 ในกลุ่มสินค้ายางแผ่น ไม้แผ่นและไม้แปรรูป เครื่องคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ สัดส่วนมูลค่าส่งออกสินค้าหมวดดังกล่าวที่ไทยส่งไปยังจีนคิดเป็น 4.1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยในปี 2017 การตอบโต้กันทางการค้าของสองประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยทำให้ในช่วงปลายปี 2018 จนไปถึงปี 2019 ผู้ส่งออกไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าส่งออกหมวดดังกล่าวมีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบ<br /><br /><br /><strong>3) ผลบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง</strong> มูลค่าการส่งออกของสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันในปี 2019 อาจไม่ได้รับผลบวกด้านราคาเหมือนในปี 2018 โดยในช่วง 8 เดือนแรก ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นถึง 38% ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันขยายตัวถึง 15%YOY โดยส่งผลผ่านทางด้านราคา อย่างไรก็ดี อีไอซีมองว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปี 2019 จะขยายตัวชะลอลงจากปี 2018 (อ่านเพิ่มเติมที่ : Bull-Bear) ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันซึ่งคิดเป็นสัดส่วน18% ของมูลค่าการส่งออกรวมปี 2017 อาจขยายตัวชะลอลงจากผลที่ลดน้อยลงของราคา อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันยังมีความเสี่ยงด้านสูงอยู่พอควรจากประเด็นการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ และปัญหาด้านเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่าง เวเนซุเอลา ซีเรีย ไนจีเรีย และลิเบีย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด (รูปที่ 2)<br /><br /><br /><strong>รูปที่ 2: ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในปี 2019 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ทำให้แรงส่งด้านราคาของสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันลดลง<br /></strong>อัตราการขยายตัวของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ และมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวกับน้ำมัน*<strong><br /> </strong></p>
<p>หน่วย: %YOY</p>
<p><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/1c/tb/f5so1ctbdo/Outlook_Q4_2018_Box_Export2.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Box_Export2.jpg" width="500" height="244" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หมายเหตุ*: การคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ของอีไอซีเฉลี่ยทั้งปี 2018 และ 2019 อยู่ที่ 73 และ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามลำดับ และสินค้าส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ได้แก่ เคมีภัณฑ์และพลาสติก ยางพาราและผลิตภัณฑ์ และน้ำมันสำเร็จรูป</p>
<p>ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ และ Bloomberg<br /><br /><strong>อย่างไรก็ตาม อีไอซีมองว่าผู้ส่งออกสินค้ายังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากความร่วมมือทางการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้นและศักยภาพในบางตลาดทีเติบโตสูง</strong> เช่น ข้อตกลงการร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างยุโรปและญี่ปุ่น (EU-Japan Economic Partnership Agreement) ที่จะสำเร็จตามกำหนดการในเดือนมีนาคม 2019 จะสามารถเป็นโอกาสของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยได้ รวมไปถึงประโยชน์ทางอ้อมจากการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนกล่าวคือ <strong>บริษัทในสหรัฐฯ อาจหันมานำเข้าสินค้าที่โดนขึ้นภาษีนำเข้าจากไทยแทนที่การนำเข้าจากจีน</strong> โดยเฉพาะหมวดสินค้าเกษตร เช่น ข้าวสี ยางแท่ง รวมถึงหมวดสินค้าอุตสาหกรรม เช่น กรดซิตริก และเครื่องยนต์สันดาปภายใน เป็นต้น หรือการมองหาตลาดใหม่ เช่น <strong>อินเดียที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ก็ถือเป็นตลาดที่เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการส่งออกไทย</strong> โดย 8 เดือนแรกปี 2018 มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังอินเดียขยายตัวถึง 26.6%YOY สูงกว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออกรวมที่ 10.0%YOY หรือคิดเป็น 3.1% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย โดยหมวดสินค้าสำคัญที่อินเดียนำเข้าจากไทย ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และอัญมณีและเครื่องประดับ คิดเป็น 36% ของมูลค่าส่งออกของไทยไปอินเดียทั้งหมดปี 2017 ประกอบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงของอินเดียที่ในไตรมาส 1 ปี 2018 ขยายตัวถึง 7.7%YOY และ IMF คาดการณ์ทั้งปี 2018 เศรษฐกิจของอินเดียจะขยายตัวถึง 7.3%YOY และ 7.4%YOYในปี 2019 ทำให้อินเดียน่าจับตามองในฐานะตลาดที่ยังมีโอกาสสำหรับผู้ประกอบการส่งออกไทย (รูปที่ 3) <br /><br /><strong>รูปที่ 3: อินเดียยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ส่งออกไทย จากมูลค่าการส่งออกจากไทยไปอินเดียที่เติบโตได้ดี และแนวโน้มเศรษฐกิจของอินเดียที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง</strong><br />การขยายตัวของมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังอินเดียและทั่วโลก<br />หน่วย: %YOY<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5r/7g/f5so5r7gk7/Outlook_Q4_2018_Box_Export3.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Box_Export3.jpg" width="600" height="333" /><br /><img id="__mce_tmp" alt="" /><img id="__mce_tmp" alt="" /><br />ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสถิติและการดำเนินโครงการคือกระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย<br /><br /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>คงปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจค้าปลีกของไทยในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น จากการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก อีกทั้งกำลังซื้อยังจำกัดอยู่ที่กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 อีกทั้งชาวจีนยังเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายช้อปปิ้งสูง โดยเติบโตต่อเนื่องที่ 11% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 ส่งผลให้สัดส่วนการใช้จ่ายช้อปปิ้งของชาวจีนเพิ่มขึ้นจาก 25% ในปี 2013 มาอยู่ที่ราว 30% ของการใช้จ่ายทั้งหมดต่อทริปในปี 2017 หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยที่ราว 1.5 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป ส่งผลให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจาก 11 ล้านคนในปี 2018 แตะระดับ 14 ล้านคนภายในปี 2022 ซึ่งจะเป็นโอกาสของธุรกิจค้าปลีกที่ยังเติบโตได้อีกมาก สอดคล้องกับการที่ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่หลายรายปรับเพิ่มเป้าหมายสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจากราว 20% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็น 30% ของยอดขายรวม โจทย์ที่สำคัญต่อไปคือผู้ประกอบการค้าปลีกประเภทไหนจะได้ประโยชน์และควรใช้กลยุทธ์การขายอย่างไรเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน</description>
					<enclosure length="6898" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/7d/oh/f5so7doh3u/Outlook_Q4_2018_Box_Export4.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 17 Oct 2018 11:50:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>จับตาการฟื้นตัวของตลาดแรงงานไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5092</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5092</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5092">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2018<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5071">คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;<br /><br /><br /></a><br /></strong></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/dp/br/f5spdpbrcl/Outlook_Q4_2018_Labor9.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Labor9.jpg" width="780" height="444" /></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตลาดแรงงานของไทยในภาพรวมในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2018 ฟื้นตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากทั้งจำนวนผู้มีงานทำและค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในด้านจำนวนผู้มีงานทำเฉลี่ยราว 1.25 แสนคน คิดเป็นการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3%YOY ฟื้นตัวจากการหดตัวเฉลี่ยทั้งปี 2017 ที่ -0.6%YOY ส่งผลให้อัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 1.15% ต่อกำลังแรงงานรวม จากค่าเฉลี่ยในปีที่แล้วที่ 1.18% ขณะที่ค่าจ้างรายเดือนของกลุ่มลูกจ้างในช่วงเดียวกันก็เพิ่มสูงขึ้น 2.4%YOY มาอยู่ที่ 14,660 บาทต่อคน ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานสูง ได้แก่ ภาคการผลิต การก่อสร้าง ค้าส่งค้าปลีก และโรงแรมและร้านอาหาร (รูปที่ 1)</p>
<p><br /><br /><strong>รูปที่ 1: การจ้างงานในภาพรวมครึ่งแรกปี 2018 ที่ขยายตัวเล็กน้อยส่งผลให้อัตราการ<br />ว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 1.15% ต่อกำลังแรงงานรวม<br /><br /></strong></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<p>ภาวะการมีงานทำปี 2017</p>
<p>หน่วย: %YOY</p>
</td>
<td>
<p>อัตราการขยายตัวของการจ้างงาน และอัตราการว่างงาน</p>
<p>หน่วย: %YOY</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/zb/lv/f5sozblv7c/Outlook_Q4_2018_Labor1.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Labor1.jpg" width="300" height="232" /></td>
<td><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/zx/bu/f5sozxbut8/Outlook_Q4_2018_Labor2.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Labor2.jpg" width="300" height="235" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ<br /><br /></p>
<p><strong>จำนวนผู้มีงานทำไม่ได้เพิ่มขึ้นในทุกสาขา</strong> จำนวนผู้มีงานทำที่เพิ่มขึ้นมาจากภาคเกษตร และส่วนที่เกี่ยวโยงกับการขยายตัวของอุปสงค์จากต่างประเทศเป็นสำคัญ โดยผู้มีงานทำในภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 5.1%YOY สอดคล้องกับผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้นถึงราว 12.3%YOY ในช่วงเดียวกัน ขณะที่ส่วนที่เชื่อมโยงกับอุปสงค์ต่างประเทศ ได้แก่ ภาคการผลิต (manufacturing) และโรงแรมและร้านอาหาร ที่มีการเติบโตดีในช่วงครึ่งปีแรก มีผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นที่ 0.8%YOY และ 0.6%YOY ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรในภาพรวมยังคงลดลงที่ -1.4%YOY เป็นผลมาจากการลดลงในภาคการก่อสร้างและภาคค้าส่งค้าปลีกเป็นสำคัญ (รูปที่ 2)<br /><br /><strong>รูปที่ 2:&nbsp;การจ้างงานในภาพรวมครึ่งแรกปี 2018 ที่เพิ่มขึ้นมาจากการขยายตัวของภาคเกษตร ขณะที่ผู้มีงานทำภาคการก่อสร้างและค้าส่งค้าปลีกลดลง<br /></strong>จำนวนการจ้างงาน<strong><br /> </strong></p>
<p>หน่วย: ล้านคน<br /><br /></p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/28/nf/f5sp28nf5l/Outlook_Q4_2018_Labor3.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Labor3.jpg" width="500" height="287" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หมายเหตุ: การจ้างงานครึ่งแรกปี 2018 ของแรงงานภาคเกษตร และนอกภาคเกษตร มีสัดส่วน 28% และ 72% ของการจ้างงานทั้งหมด 37.9 ล้านคน ตามลำดับ โดยสำหรับนอกภาคเกษตร มีการจ้างงานแรงงานนอุตสาหกรรมการผลิต การก่อสร้าง โรงแรมและร้านอาหาร การค้าส่งค้าปลีก และการบริการอื่นๆ คิดเป็น 25% 6% 11% 12% และ 19% ของการจ้างงานทั้งหมด ตามลำดับ</p>
<p>ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ<br /><br /><br /></p>
<p><strong>จำนวนผู้มีงานทำที่เพิ่มขึ้นมาจากกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกจ้าง</strong> เช่น การออกไปทำธุรกิจที่มีลูกจ้าง (employer) หรือการประกอบอาชีพอิสระ (self-employed) โดยจำนวนผู้มีงานทำที่ไม่ใช่ลูกจ้างเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงราว 8.1 แสนคน ในจำนวนนี้ถือเป็นการเพิ่มขึ้นในภาคเกษตรเป็นสำคัญ คือ เพิ่มขึ้นกว่า 5.4 แสนคนในช่วงครึ่งปีแรก หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 6.1%YOY โดยเป็นสัดส่วนถึง 66% ของการเพิ่มขึ้นของการมีงานทำในส่วนที่ไม่ใช่ลูกจ้างในช่วงเวลาดังกล่าว ส่งผลให้จำนวนผู้มีงานทำในภาคเกษตรโดยรวมกลับมาเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีแนวโน้มลดลงมาตลอดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ รายได้ในภาคเกษตรในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2018 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าไม่สูงมากนักที่ราว 2.0%YOY แม้ผลผลิตจะขยายตัวที่ 12.3%YOY เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรโดยเฉลี่ยหดตัวที่ -9.2%YOY สำหรับในสาขาอื่นๆ ก็มีจำนวนผู้มีงานทำที่ไม่ใช่ลูกจ้างเพิ่มเช่นกัน ขณะที่กลุ่มลูกจ้างมีจำนวนลดลงในทุกสาขา ทั้งภาคเกษตร การผลิต การก่อสร้าง โรงแรมและร้านอาหาร และการค้าส่งค้าปลีก ที่การจ้างงานในช่วงครึ่งแรกปี 2018 ลดลง -1.6%YOY -0.5%YOY -15.5%YOY -5.8%YOY และ -3.2%YOY ตามลำดับ สะท้อนถึงการจ้างงานลูกจ้าง<br />ที่ยังไม่ฟื้นตัว แม้กิจกรรมการผลิตในทุกสาขาจะมีการขยายตัวจากการเติบโตที่ดีของภาคการส่งออก (รูปที่ 3)<br /><br /></p>
<p><strong>สำหรับกลุ่มลูกจ้าง ค่าจ้างปรับตัวดีขึ้นแต่ยังเป็นเพียงการฟื้นตัวในอัตราที่ไม่สูงนัก โดยเฉพาะเมื่อหักผลของเงินเฟ้อ</strong> แม้ในช่วงครึ่งปีแรกค่าเฉลี่ยของค่าจ้างในภาพรวมจะปรับตัวดีขึ้น แต่เมื่อพิจารณาเทียบกับช่วง 5 ปีที่ผ่านมายังถือว่าเพิ่มขึ้นไม่มากนัก (รูปที่ 3) โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาค่าจ้างที่หักผลของเงินเฟ้อหรือค่าจ้างที่แท้จริง (real wage) พบว่า ทิศทางของค่าจ้างในระยะหลังไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก (stagnant) โดยค่าจ้างที่แท้จริงของลูกจ้างขยายตัวในช่วงครึ่งแรกปี 2018 เพียง 1.4%YOY ฟื้นตัวจากการหดตัวในปี 2017 และยังต่ำกว่าการขยายตัวในปี 2015-2016<br /><br />รูปที่&nbsp;3 : ค่าจ้างปรับตัวดีขึ้นแต่ยังเป็นเพียงการฟื้นตัวในอัตราที่ไม่สูงนัก โดยเฉพาะเมื่อหักผลของเงินเฟ้อ<br />ค่าจ้างที่แท้จริงของกลุ่มลูกจ้าง*<br /><br /><br /><img id="__mce_tmp" alt="" /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/58/n5/f5sp58n5vh/Outlook_Q4_2018_Labor6.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Labor6.jpg" width="400" height="196" /><br /><br />หมายเหตุ*: ค่าจ้างหมายรวมทั้งค่าจ้าง (wage) และค่าทำงานล่วงเวลา (overtime pay) ขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริง (real wage) คือ ค่าจ้างที่หักผลด้านราคาแล้ว<br />ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ<br /><br /><br /><strong>อีไอซีมองว่าสาเหตุของการที่ค่าจ้างเพิ่มขึ้นช้ามาจาก slack ที่ยังมีเหลืออยู่พอสมควรในตลาดแรงงาน</strong> โดย slack ดังกล่าวสะท้อนจาก 1) จำนวนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยที่ลดลง (รูปที่ 4) ซึ่งสอดคล้องกันกับ 2) จำนวนและสัดส่วนที่ลดลงของผู้ที่ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานตั้งแต่ 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป และ 3) สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของผู้ที่ว่างงานนานกว่า 6 เดือน (รูปที่ 5) ทั้งนี้ slack ที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากหลายประการ เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเร่งตัวได้ไม่นาน การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตโดยการใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบอัตโนมัติด้วยเครื่องจักร (automation) การทดแทนด้วยแรงงานต่างด้าว ฝีมือแรงงานที่ไม่ตรงกับความต้องการ (skill mismatch) <br /><br /><strong>รูปที่ 4: ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับสัดส่วนผู้ทำงานล่วงเวลาที่ลดลง</strong><br />ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์<br />หน่วย: ชั่วโมงต่อสัปดาห์<br /><br /><img id="__mce_tmp" alt="" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/8q/n0/f5sp8qn0dg/Outlook_Q4_2018_Labor7.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Labor7.jpg" width="500" height="275" /><br />หมายเหตุ: ผู้ทำงานล่วงเวลา คือผู้มีงานทำที่ทำงานตั้งแต่ 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขึ้นไป<br />ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ<br /><br /><strong>รูปที่ 5: สัดส่วนของผู้ที่ว่างงานนานกว่า 6 เดือนมีเพิ่มมากขึ้นในระยะหลัง</strong><br />สัดส่วนของผู้ที่ว่างงานมากกว่า 6 เดือน<br />หน่วย: % ของกำลังแรงงานที่ว่างงาน<br /><img id="__mce_tmp" alt="" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/b2/8r/f5spb28rcr/Outlook_Q4_2018_Labor8.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_Labor8.jpg" width="400" height="203" /><br /><br />ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ<br /><br /><strong>ในระยะต่อไป ตลาดแรงงานไทยยังมีความท้าทายและประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง</strong> ในส่วนของจำนวนผู้มีงานทำ ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ ภาวะอุปสงค์จากต่างประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงอาจส่งผลให้การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้มีงานทำไม่ต่อเนื่อง ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่จะยังมีผลต่อการจ้างงานโดยเฉพาะในส่วนของชั่วโมงการทำงาน ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจำนวนผู้มีงานทำที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรและโรงงาน (plant and machine operators) รวมไปถึงการทำงานล่วงเวลาในภาคการผลิตมีแนวโน้มลดลงมาโดยตลอด สำหรับแนวโน้มของค่าแรง หลังจากมีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางภาครัฐยังไม่ได้มีประกาศเพิ่มอีกสำหรับปีหน้าซึ่งอาจต้องรอการตัดสินใจของรัฐบาลใหม่หลังมีการเลือกตั้ง ส่วนค่าแรงในส่วนอื่นๆ ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ และความต้องการแรงงานของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ การฟื้นตัวของค่าจ้างที่แท้จริงในช่วงที่ผ่านมายังถือว่าอยู่ในระดับต่ำอาจทำให้การบริโภคของกลุ่มแรงงานอาจไม่ได้เร่งตัวมากนัก การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างจำเป็นต้องมีความต่อเนื่องอีกสักระยะหนึ่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกลุ่มคนดังกล่าวอันจะนำไปสู่ภาวะการจับจ่ายใช้สอยที่ดีขึ้นในระยะต่อไป <br /><br /><strong>นอกจากนี้ อีกประเด็นที่ควรติดตาม คือ แนวโน้มรายได้ของผู้ประกอบอาชีพอิสระ</strong> ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา และเกิดขึ้นพร้อมกับการลดลงของจำนวนลูกจ้าง นั่นหมายถึงอาจมีแรงงานบางส่วนที่ออกจากการเป็นลูกจ้างไปประกอบอาชีพอื่นๆ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบต่อแนวโน้มรายได้ กล่าวคือ การเปลี่ยนอาชีพที่เกิดขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัว ทำให้โอกาสในการทำธุรกิจจะเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่จำนวนผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรซึ่งรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรมอื่นๆและมักมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงการสูญเสียความมั่นคงทางรายได้ในรูปค่าจ้างและสวัสดิการที่เคยได้รับจากการเป็นลูกจ้าง จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการใช้จ่าย โดยเฉพาะในส่วนที่ต้องขอสินเชื่อเพราะรายได้มีความแน่นอนลดลง </p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>คงปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจค้าปลีกของไทยในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น จากการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก อีกทั้งกำลังซื้อยังจำกัดอยู่ที่กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 อีกทั้งชาวจีนยังเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายช้อปปิ้งสูง โดยเติบโตต่อเนื่องที่ 11% ต่อปีในช่วงปี 2013-2017 ส่งผลให้สัดส่วนการใช้จ่ายช้อปปิ้งของชาวจีนเพิ่มขึ้นจาก 25% ในปี 2013 มาอยู่ที่ราว 30% ของการใช้จ่ายทั้งหมดต่อทริปในปี 2017 หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยที่ราว 1.5 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป ส่งผลให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจาก 11 ล้านคนในปี 2018 แตะระดับ 14 ล้านคนภายในปี 2022 ซึ่งจะเป็นโอกาสของธุรกิจค้าปลีกที่ยังเติบโตได้อีกมาก สอดคล้องกับการที่ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่หลายรายปรับเพิ่มเป้าหมายสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจากราว 20% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็น 30% ของยอดขายรวม โจทย์ที่สำคัญต่อไปคือผู้ประกอบการค้าปลีกประเภทไหนจะได้ประโยชน์และควรใช้กลยุทธ์การขายอย่างไรเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน</description>
					<enclosure length="7504" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/di/tk/f5spditkdw/Outlook_Q4_2018_Labor9.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 17 Oct 2018 11:50:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจ CLMV: ยังคงเติบโตสูงแต่เผชิญความเสี่ยงมากขึ้นในปี 2019</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5081</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5081</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5081">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2018<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5071"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;</strong></a></span></p>
<p>&nbsp;<br /><br /><br /></p>
<p><strong>เศรษฐกิจกลุ่มประเทศซีแอลเอมวีจะยังคงขยายตัวสูงที่ระดับ 6-7% ในปี 2018 และ 2019</strong> โดยมีการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศเป็นแรงสนับสนุนหลัก ในปี 2017 มูลค่าการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มซีแอลเอมวีขยายตัว 21%YOY นำโดยการลงทุนจากประเทศเอเชียอย่างจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 63% ของ FDI ทั้งหมด อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงสำคัญสำหรับกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้ ค่าเงินกลุ่มประเทศซีแอลเอมวีมีทิศทางอ่อนค่าลงตั้งแต่ต้นปีตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่อ่อนค่าในระดับต่ำกว่าค่าเงินประเทศเอเชียอื่นๆ เนื่องจากอยู่ภายใต้การควบคุมจากธนาคารกลาง<br /><br /></p>
<p><strong>ในปี 2018 ภาครัฐของกลุ่มซีแอลเอมวีได้ออกมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจ รวมทั้งผ่อนคลายข้อกฎหมายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศซึ่งเป็นแรงสนับสนุนหลักต่อเศรษฐกิจ</strong> ตัวอย่างเช่น สิทธิพิเศษสำหรับการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษลาว การเปิดให้ชาวต่างชาติสามารถลงทุนในภาคค้าส่งปลีกในเมียนมา การออกประกาศสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการลงทุนด้านโลจิสติกส์ของชาวต่างชาติในเวียดนาม และการเปิดอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement: DTA) ระหว่างกัมพูชากับประเทศคู่ค้า เป็นต้น ทั้งนี้ DTA จะช่วยลดภาระการเก็บภาษีซ้ำซ้อนระหว่างประเทศ โดยภาษีที่เรียกเก็บจากประเทศหนึ่งไปแล้ว สามารถนำมายื่นขอยกเว้นหรือขอลดหย่อนภาษีในอีกประเทศได้ ปัจจุบัน ไทยมี DTA กับกลุ่มประเทศซีแอลเอมวีทั้ง 4 ประเทศ โดย DTA ระหว่างไทย-กัมพูชาเพิ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2018<br /><br /></p>
<p><strong>ภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องทำให้กลุ่มประเทศซีแอลเอมวีเริ่มปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตั้งแต่ช่วงต้นปี 2018</strong> ค่าแรงขั้นต่ำสำหรับแรงงานกัมพูชาในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าปรับขึ้นเป็น 170 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน สำหรับแรงงานในลาวและเมียนมาปรับขึ้นเป็น 132 และ 79 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน ตามลำดับ สำหรับแรงงานภาคเอกชนในเวียดนามอยู่ที่ระหว่าง 119-171 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำสะท้อนถึงต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ค่าแรงในกลุ่มประเทศซีแอลเอมวียังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับไทยและประเทศอาเซียนอื่นๆ ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ราว 164-236 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน<br /><br /><strong>สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนอาจส่งผลทั้งทางบวกและทางลบต่อเศรษฐกิจซีแอลเอมวี</strong> มาตรการตอบโต้ของจีนที่เรียกเก็บภาษีสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ อาจทำให้จีนหันมานำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศซีแอลเอมวีแทน เช่น เส้นใยฝ้ายซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของเมียนมา และผลิตภัณฑ์ถั่วจากเวียดนาม เป็นต้น ในทางกลับกัน มาตรการเก็บภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจีนจะส่งผลลบทางอ้อมต่อเวียดนาม เนื่องจากเวียดนามส่งออกสินค้าขั้นกลางไปยังจีนเป็นหลัก เช่น ส่วนประกอบเครื่องจักร และอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสาร เป็นต้น ซึ่งเป็นสินค้าที่จีนนำไปประกอบเพื่อส่งออกต่อไปยังสหรัฐฯ โดยในปี 2017 เวียดนามส่งออกสินค้าในหมวดดังกล่าวไปจีนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45% ของการส่งออกเวียดนามไปจีน และ 7% ของการส่งออกเวียดนามทั้งหมด ในขณะเดียวกัน การส่งออกของกัมพูชา ลาว และเมียนมาไปยังจีนจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการเก็บภาษีของสหรัฐฯ เพราะสินค้าส่งออกหลักส่วนใหญ่เป็นเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า แร่ธาตุ และก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ กัมพูชาและเมียนมายังได้รับ GSP (Generalized System of Preferences) หรือสิทธิพิเศษทางภาษีจากสหรัฐฯ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้น การส่งออกของทั้งสองประเทศไปยังสหรัฐฯ จึงไม่น่าได้รับผลกระทบแม้สหรัฐฯ จะประกาศเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-size: 11pt; color: #333399;"><strong>เศรษฐกิจลาว :&nbsp;เติบโตบนความเสี่ยงจากการขาดดุลการค้าและการคลังอย่างต่อเนื่อง</strong></span></p>
<p><span style="color: #333399;">&nbsp;</span></p>
<p><strong>เศรษฐกิจลาวชะลอลงเล็กน้อยในปี 2017 อยู่ที่ระดับ 6.9%YOY</strong> จากประมาณการโดย IMF ด้วยการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้า การก่อสร้าง และการค้าส่งค้าปลีก สำหรับปี 2018 คาดว่าเศรษฐกิจลาวจะยังเติบโตที่ระดับ 6.8%YOY โดยทางการลาวได้ผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้เป็นหนึ่งตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ผ่านแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว Visit Laos Year 2018 ซึ่งมีเป้าหมายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 9 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้น 18%YOY ในปีนี้<br />&nbsp;</p>
<p><strong>การเติบโตทางเศรษฐกิจของลาวจะเร่งตัวขึ้นเล็กน้อยที่ 7%YOY ในปี 2019</strong> จากประมาณการของ IMF ด้วยแรงสนับสนุนจากการส่งออกพลังงานไฟฟ้า โดยลาวมีแผนเปิดทำการเขื่อนผลิตไฟฟ้าอีก 7 แห่งในปีหน้า คาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีกราว 2,446 MW โดยไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่ผลิตได้จะส่งออกมายังประเทศไทย นอกจากนี้ การลงทุนจากจีนจะเป็นอีกแรงส่งสำคัญต่อเศรษฐกิจลาว โดยในปี 2017 การลงทุนทางตรงจากจีนขยายตัวถึง 85%YOY จากโครงการโรงไฟฟ้า และโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน ซึ่งคาดว่าจะเปิดทำการในปี 2021<br /><br /></p>
<p><strong>อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจลาวคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่อง</strong> ในปี 2017 ลาวขาดดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็นสัดส่วน -12% ของ GDP และยังมีแนวโน้มขาดดุลต่อไปในระยะข้างหน้า สร้างแรงกดดันต่อเงินกีบให้อ่อนค่าลง ขณะที่ระดับทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ รายได้ภาครัฐที่ยังเพิ่มขึ้นไม่ทันรายจ่ายทำให้รัฐบาลลาวเผชิญปัญหาขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่อง ส่งผลลบต่อระดับหนี้สาธารณะที่สูงราว 61% ของ GDP ในปี 2017 ซึ่งเกินกว่าครึ่งเป็นหนี้สกุลเงินต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจลาวอาจเผชิญความเสี่ยงในกรณีที่เงินกีบอ่อนค่าลงอย่างฉับพลัน แม้จะมีรายได้บางส่วนในรูปสกุลเงินต่างประเทศจากการส่งออกก็ตาม<br /><br /></p>
<p><strong>การขาดดุลการคลังต่อเนื่องทำให้รัฐบาลลาวพยายามหาช่องทางสร้างรายได้ใหม่ๆ เช่น การส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว และสนับสนุนการลงทุน</strong><strong>ภายในประเทศผ่านการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ</strong> ในเดือนสิงหาคม 2018 ทางการลาวได้ประกาศยกเว้นภาษีเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) โดยยกเว้นภาษีกำไรเป็นเวลา 8 หรือ 16 ปีตามพื้นที่การลงทุน สำหรับผู้ลงทุนในภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การบริการ ด้านสุขภาพ การศึกษา และภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งยังยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ลงทุนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในส่วนของการก่อสร้างถนน ระบบไฟฟ้า การประปาและการระบายน้ำ ปัจจุบัน ลาวมีเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด 12 แห่งในพื้นที่ 7 จังหวัด และมีจำนวนบริษัทผู้ลงทุนราว 377 ราย สร้างมูลค่าลงทุนรวม 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p><strong>นัยต่อเศรษฐกิจไทย</strong></p>
<ul>
<li>เงินกีบอ่อนค่าลง 3.24%YTD เทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันที่ 28 กันยายน 2018 แนวโน้มการอ่อนค่าของเงินกีบอย่างต่อเนื่องในอนาคตอาจสร้างแรงกดดันต่อการควบคุมค่าเงินของธนาคารกลางลาว (BOL) ซึ่งปัจจุบันกำหนดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินกีบไม่เกิน 5% รวมทั้งยอดหนี้สาธารณะที่สูงและส่วนใหญ่เป็นหนี้สินในสกุลเงินต่างประเทศในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ <br /><br /></li>
<li>มูลค่าการค้าระหว่างไทยและลาวขยายตัว 14.2%YOY ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2018 และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี 2018 และ 2019 ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจลาว รวมถึงการเปิดด่านการค้าชายแดนใหม่ๆ ล่าสุด ทางการไทยเตรียมยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าบ้านฮวก จังหวัดพะเยา ให้เป็นด่านการค้าชายแดนถาวร คาดว่าจะช่วยเพิ่มการค้ากับแขวงไชยบุรีของประเทศลาว<br /><br /></li>
<li>ไทยจัดเป็นประเทศผู้ลงทุนอันดับ 2 ในลาวรองจากจีน มีมูลค่าการลงทุนทางตรง (FDI) คิดเป็น 9% ของ FDI ทั้งหมดในลาวปี 2017 การลงทุนทางตรงจากไทยไปลาวยังมีแนวโน้มเติบโตดีตามสภาพแวดล้อมทางการลงทุนในลาวที่พัฒนาขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนเพิ่มเติม เช่น การยกเว้นภาษีสำหรับการลงทุนใน SEZ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/yc/29/f5rryc293l/Outlook_Q4_2018_LS.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_LS.jpg" width="750" height="1062" /></p>
<p>&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เทส</description>
					<enclosure length="7044" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/jl/iu/f5rrjliuiu/ThinkstockPhotos-532263498.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 16 Oct 2018 17:24:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>No deal Brexit  อนาคตของสหราอาณาจักร สหภาพยุโรปและโอกาสของไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5083</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5083</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5083">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2018<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5071"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;<br /><br /></strong></a></span></p>
<p><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0n/0f/f5rt0n0f9n/Outlook_Q4_2018_s_Box_EU3.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_s_Box_EU3.jpg" width="780" height="500" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>รัฐบาลสหราชอาณาจักรออกสมุดปกขาว (white paper) โดยเปิดเผยรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่กับสหภาพยุโรป (EU) หลัง Brexit</strong> หรือมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า &ldquo;Chequers plan&rdquo; โดยมีจุดยืนหลัก คือ ต้องการให้สหราชอาณาจักรยังคงอยู่ในตลาดเดียวของสหภาพยุโรป (EU single market) แต่มีอิสระในการทำข้อตกลงทางการค้าใหม่กับประเทศอื่นๆ และสามารถควบคุมการเคลื่อนย้ายพลเมืองจาก EU ได้ ซึ่งหากมองในรายละเอียดแล้ว สหราชอาณาจักรมีจุดยืนที่แตกต่างจาก EU อยู่พอสมควร เนื่องจากตลาดเดียวของสหภาพยุโรปกำหนดให้เปิดเสรีใน 4 ปัจจัย ได้แก่ สินค้า บริการ แรงงานและเงินทุน แต่สหราชอาณาจักรไม่ต้องการเปิดเสรีด้านการเคลื่อนย้ายแรงงาน ซึ่ง EU ไม่ยอมให้สหราชอาณาจักรคัดเอาเฉพาะเรื่องที่ได้ประโยชน์ (cherry picking) ในการออกจาก EU เพราะเกรงว่าจะเกิดกรณีประเทศอื่นทำตามอีกในอนาคต ในทางกลับกันหากสหราชอาณาจักรไม่ได้ข้อตกลงที่พอใจอาจเลือกไม่เจรจากับ EU ตามที่นายกรัฐมนตรีเทรีซา เมย์ กล่าวไว้ว่า &ldquo;No deal is better than bad deal&rdquo; การเจรจา Brexit ระหว่างสหราชอาณาจักรและ EU จึงยังมีอุปสรรคติดขัดอยู่มาก นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรยังต้องเผชิญกับเสียงแตกภายในรัฐสภา โดยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายต้องการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ EU (Soft Brexit) และฝ่ายที่ต้องการออกจาก EU อย่างสิ้นเชิง (Hard Brexit) จึงมีโอกาสที่ข้อตกลงจะไม่ผ่านในรัฐสภาของสหราชอาณาจักร แม้ว่าสามารถมีข้อตกลงกับ EU ได้ก็ตาม จากความเป็นได้ข้างต้น ประกอบกับเวลาในการเจรจาเหลืออยู่อีกไม่มาก ทำให้สหราชอาณาจักรมีความเสี่ยงที่จะไม่มีข้อตกลงกับ EU (No deal Brexit) เพิ่มสูงขึ้น<br /><br /><br /></p>
<p><strong>ในกรณีสหราชอาณาจักรไม่สามารถมีข้อตกลงกับสหภาพยุโรป (No deal Brexit) จะต้องสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้าการลงทุนต่างๆ ที่เคยมีกับสหภาพยุโรป</strong> เนื่องจากการส่งออกสินค้าจากสหราชอาณาจักรไปยังประเทศในสหภาพยุโรปจะต้องถูกเก็บภาษีนำเข้า และเผชิญกับมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีอื่นๆ (non-tariff barriers) ภายใต้ข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) เหมือนกับประเทศที่อยู่นอกสหภาพยุโรป อาจทำให้การส่งออกสินค้าจากสหราชอาณาจักรไปยังประเทศในสหภาพยุโรปที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 44.3% ของมูลค่าการส่งออกสินค้า ต้องเสียภาษีนำเข้ามูลค่ากว่า 7,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ทำให้สหราชอาณาจักรจะต้องปรับโครงสร้างธุรกิจภายในประเทศครั้งใหญ่ในสินค้าที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับประเทศในสหภาพยุโรปจนอาจต้องมีการย้ายฐานการผลิตได้ นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรจะต้องเร่งทำข้อตกลงทางการค้าก่อนออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการกับประเทศคู่ค้าใหม่ทั้งหมดที่เคยได้รับประโยชน์เมื่อตอนยังเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ปกติแล้ว การทำข้อตกลงทางการค้าต้องใช้เวลานานในการเจรจากับประเทศคู่ค้า จึงมีแนวโน้มที่การเจรจาข้อตกลงจะไม่สามารถแล้วเสร็จก่อนวันที่สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มีนาคม 2019<br /><br /></p>
<p><strong>ผลต่อเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร: ภาคการเงินได้รับผลกระทบมากที่สุดจาก Brexit ซึ่งเป็นภาคที่สำคัญของ สหราชอาณาจักร</strong> ในปี 2017 ภาคการเงินมีสัดส่วนสูงถึง 6.5% ของ GDP โดยมีแรงงานอยู่ในภาคการเงิน 1.1 ล้านคนหรือคิดเป็น 3.2% ของแรงงานทั้งหมด และเสียภาษีให้รัฐบาลมูลค่ารวม 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 11% ของรายรับของรัฐบาล ซึ่งหากสหราชอาณาจักรออกจาก EU โดยไม่มีข้อตกลงใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน ย่อมส่งผลให้ภาคการเงินของสหราชอาณาจักรโดยเฉพาะภาคธนาคารเข้าถึงตลาด EU ได้ยากขึ้น และมีแนวโน้มที่ธุรกิจการเงินส่วนใหญ่จะย้ายสำนักงานออกจากสหราชอาณาจักรไปยังประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งไม่เพียงแต่สูญเสียตำแหน่งงานในภาคการเงินจำนวนมาก แต่ยังกระทบต่อฐานะการคลังของรัฐบาลสหราชอาณาจักรอ่อนแอลงอีกด้วย<br /><br /></p>
<p>ผลต่อเศรษฐกิจไทย: อีไอซีมองว่าผลกระทบของ No deal Brexit ต่อไทยสามารถส่งผ่านมาได้ 3 ช่องทาง คือ <br /><br /><strong>1) ผลกระทบต่อการส่งออก</strong> No deal Brexit มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในของสหราชอาณาจักร ทำให้ความต้องการสินค้าภายในประเทศชะลอตัวและกดดันให้การส่งออกไทยไปสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยสินค้าส่งออกหลักไทยที่ไปยังสหราชอาณาจักร คือ รถยนต์และส่วนประกอบ และเนื้อไก่แปรรูป อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าไทยไปสหราชอาณาจักรมีสัดส่วนราว 1.5% ของการส่งออกไทยทั้งหมด ไทยจึงได้รับผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าจำกัด นอกจากนี้ ในปัจจุบันการเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปยังเจรจาไม่สิ้นสุด ทำให้การค้าของไทยกับสหราชอาณาจักรไม่มีความแตกต่างระหว่างก่อนหรือหลัง Brexit แต่อย่างใด ในทางกลับกัน No deal Brexit กลับทำให้ไทยมีโอกาสทำข้อตกลงทางการค้า (FTA) กับสหราชอาณาจักรได้โดยตรง ซึ่งสามารถต่อรองข้อตกลงต่างๆ เพิ่มเติมแบบทวิภาคี อาทิ ลดความเข้มงวดของมาตรการด้านสุขอนามัยสินค้าอาหาร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกอาหารไทยไปสหราชอาณาจักร<br /><br /></p>
<p><strong>2) ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว</strong> เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักร เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวต่อคนสูงเป็นอันดับต้นๆ ราว 77,600 บาทต่อคนต่อทริป หากสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปแบบไม่มีข้อตกลงย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดเงินให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่า ซึ่งอาจมีแนวโน้มกลับไปอ่อนค่าเหมือนช่วงหลังการลงประชามติที่ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าถึง 10% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ จนส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของคนอังกฤษ และอาจเป็นสาเหตุให้นักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรมาไทยมีแนวโน้มชะลอลงได้ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรมีสัดส่วนเพียง 2.1% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด ภาคการท่องเที่ยวไทยจึงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด<br /><br /></p>
<p><strong>3) ผลกระทบต่อการลงทุนทางตรง</strong> หลังเหตุการณ์ Brexit ทำให้ธุรกิจในสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับตลาดใหม่ๆ รวมถึงประเทศไทยมากขึ้น หากไทยเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น อาทิ ขยายการถือครองที่ดินเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กฎหมายกำหนดไว้เพียง 30 ปี และลดขั้นตอนการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน อาจเป็นโอกาสของไทยที่จะได้รับเงินลงทุนทางตรงจากสหราชอาณาจักรมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มภาคบริการ ซึ่งสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญของกลุ่มธุรกิจ 4 กลุ่มหลักที่มีโอกาสขยายการลงทุนมาในไทย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยมีความต้องการ อาทิ ธุรกิจด้านการศึกษา ธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีด้านการบินและอากาศยาน และเทคโนโลยีด้านการบริการทางการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันการลงทุนทางตรงจากสหราชอาณาจักรมาไทยมีสัดส่วน 3.5% ของการลงทุนทางตรงทั้งหมด<br /> <br /><strong>สหราชอาณาจักรจะต้องรีบสรุปข้อตกลงกับสหภาพยุโรปให้เร็วที่สุดก่อนจะออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเหลือเวลาอีกไม่มากนัก</strong> ซึ่งผลการเจรจาที่จะออกมาย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจกับสองฝ่ายทั้งสหราชอาณาจักรและประเทศในสหภาพยุโรปไม่มากก็น้อย แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผลกระทบต่อไทยยังคงจำกัด ทั้งด้านการส่งออกและการท่องเที่ยว นอกจากนี้ เป็นโอกาสที่ทำให้สหราชอาณาจักรหันมาสนใจทำการค้าการลงทุนกับไทยมากขึ้น ไทยจึงควรมอง No deal Brexit นี้ให้เป็นโอกาสที่จะช่วยสนับสนุนความร่วมมือทางการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรในระยะต่อไป<br /><br /><strong>รูปที่ 1: เหตุการณ์ Brexit กระทบให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่า สะท้อนความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุน</strong></p>
<p>ค่าเงินปอนด์เทียบดอลลาร์สหรัฐฯ</p>
<p>หน่วย: ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปอนด์</p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/no/ed/f5rsnoed93/Outlook_Q4_2018_s_Box_EU2.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_s_Box_EU2.jpg" width="400" height="235" /></p>
<p>ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เทส</description>
					<enclosure length="7910" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/0t/tc/f5rt0ttcen/Outlook_Q4_2018_s_Box_EU3.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 16 Oct 2018 16:38:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>BOJ ปรับนโยบายรอบใหม่ มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง? </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5084</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5084</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5084">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2018<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5071">คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;<br /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ai/v0/f5rtaiv0og/Outlook_Q4_2018_s_Box_JP2.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_s_Box_JP2.jpg" width="780" height="520" /></a><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5071"><br /></a></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับนโยบายการเงินเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ในการประชุมเมื่อเดือนกรกฎาคม 2018</strong> ทำให้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายที่ญี่ปุ่นใช้มาอย่างยาวนานมีความยืดหยุ่นได้มากขึ้น โดย BOJ ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นไว้ที่ -0.1% และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีไว้ที่ระดับใกล้เคียง 0% แต่ปรับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินเล็กน้อยใน 2 ประเด็นหลัก คือ <br /><br /><strong>1) ขยายกรอบการเคลื่อนไหวอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี</strong> ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ให้สามารถเคลื่อนไหวได้กว้างขึ้น จากเดิมในช่วง -0.1% ถึง 0.1% มาเป็น -0.2% ถึง 0.2% ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยมีการเคลื่อนไหวเกินกว่ากรอบที่กำหนด BOJ จะสามารถเข้าแทรกแซงตลาดผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้ภายใต้วงเงินเท่าเดิมที่ 80 ล้านล้านเยนต่อปี (รูปที่ 4)<br /><br /><strong>การขยายกรอบนโยบายในครั้งนี้ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวสามารถปรับตัวขึ้นลงได้มากขึ้นตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ในตลาดเงิน</strong> หมายความว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีหรือมากกว่า 10 ปีจะมีโอกาสปรับตัวได้สูงขึ้น ซึ่งตรงนี้จะเป็นผลดีกับภาคการเงินของญี่ปุ่นที่ผลกำไรโดนกระทบจากภาวะดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะธุรกิจธนาคาร ประกันชีวิต และกองทุนบำเหน็จบำนาญ<br /><br /><strong>รูปที่ 4: BOJ ขยายกรอบการเคลื่อนไหวดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ให้กว้างขึ้น</strong></p>
<p>อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี<br />หน่วย: %<br /><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5e/f2/f5rt5ef2x1/Outlook_Q4_2018_s_Box_JP1.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_s_Box_JP1.jpg" width="400" height="242" /></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg<br /><br /></p>
<p><strong>2) ปรับสัดส่วนการเข้าซื้อ ETF</strong> โดย BOJ จะเข้าซื้อกองทุนหุ้น (Exchange Trade Fund: ETF) ที่เกี่ยวข้องกับดัชนี TOPIX (Tokyo Stock Price Index) มากขึ้น และลดการเข้าซื้อกองทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับดัชนี Nikkei 225 ด้วยวงเงินการเข้าซื้อ ETF เท่าเดิมที่ 6 ล้านล้านเยนต่อปี การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการซื้อ ETF ในรอบนี้มีนัยว่า BOJ ต้องการทยอยลดการแทรกแซงซึ่งถือเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดในทางอ้อม ถ้าเทียบกันแล้ว หุ้นตัวใหญ่ๆ ใน TOPIX มีสภาพคล่องสูงกว่าใน Nikkei 225 ดังนั้น การเข้าซื้อกองทุนหุ้น TOPIX โดย BOJ จึงไม่ได้ทำให้เกิดการบิดเบือนราคาหลักทรัพย์มากเท่ากับกองทุนหุ้นใน Nikkei 225<br /><br /></p>
<p><strong>นอกจากปรับนโยบายการเงินแล้ว BOJ ยังประกาศสัญญาณชี้นำล่วงหน้า (Forward Guidance) ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำต่อไป พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในช่วง 3 ปีข้างหน้า</strong> BOJ ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีงบประมาณ 2018 ลงจาก 1.3% เป็น 1% สำหรับปี 2019 จาก 1.8% เป็น 1.5% และสำหรับปีงบประมาณ 2020 จาก 1.8% เป็น 1.6% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 2% หมายความว่า BOJ ยังจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเงินเฟ้อ<br /><br /></p>
<p><strong>ทำไม BOJ ถึงเลือกปรับนโยบายในครั้งนี้?</strong><br /><strong>BOJ ตัดสินใจปรับนโยบายเพราะต้องการทำให้นโยบายการเงินมีความยั่งยืนมากขึ้น</strong> ถึงแม้ BOJ จะยังคงทิศทางนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเหมือนเดิม แต่ก็ลดการเข้าแทรกแซงตลาดเงิน และในขณะเดียวกันก็สร้าง policy space เพื่อรองรับความเสี่ยง ในกรณีที่เศรษฐกิจชะลอตัวแล้วต้องการมาตรการกระตุ้นทางการเงินจากธนาคารกลาง หนึ่งความเสี่ยงของญี่ปุ่นในระยะข้างหน้าก็คือการปรับขึ้นภาษีการบริโภคจาก 8% เป็น 10% ในเดือนตุลาคมปี 2019 ซึ่งอาจทำให้การบริโภคครัวเรือนซบเซา และส่งผลลบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่มีการบริโภคภาคเอกชนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 2 ใน 3 ของ GDP จากตัวอย่างที่ผ่านมา การปรับขึ้นภาษีการบริโภคครั้งล่าสุดในปี 2014 ฉุดให้การบริโภคตกต่ำอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงจาก 2% ในปี 2013 เหลือ 0.34% ในปี 2014 ดังนั้น BOJ จึงต้องการทางเลือกสำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจกลับมาหดตัว<br /><br /><strong>การปรับนโยบายในครั้งนี้ยังถือเป็นทางออกของ BOJ เนื่องจากนักลงทุนต่างเริ่มคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินญี่ปุ่น</strong> ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนทิศทางดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางใหญ่ๆ อย่างสหรัฐฯ ที่ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และธนาคารกลางยุโรปที่เริ่มลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน การที่ BOJ ยังคงยืนยันนโยบายการเงินแบบเดิมซึ่งสวนทางกับธนาคารกลางใหญ่ๆ ในโลก จึงกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับนักลงทุน ทำให้ตลาดเงินเกิดความผันผวนทุกครั้งที่มีการคาดการณ์ว่า BOJ อาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ซึ่งสำหรับกรณีนี้ BOJ แก้ปัญหาโดยประกาศว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับต่ำต่อไปในระยะข้างหน้า รวมทั้งปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อจนถึงปีงบประมาณ 2020 ส่งสัญญาณว่า BOJ จะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปอย่างน้อยจนถึงปี 2021<br /><br /></p>
<p><strong>การปรับนโยบายของ BOJ ส่งผลอะไรกับไทยบ้าง?</strong><br /><strong>โดยรวมแล้ว การปรับนโยบายของ BOJ ไม่ได้ส่งผลทางตรงกับไทย แต่อาจมีผลกระทบทางอ้อมผ่านการอ่อนค่าของเงินเยน</strong> การที่ BOJ ตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำนั้นสวนทางกับนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่เตรียมปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในปีนี้ และยังสวนทางกับธนาคารแห่งประเทศไทยที่คาดว่าจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2019 ทำให้เงินเยนมีทิศทางอ่อนค่าลง และอาจส่งผลลบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นรวมถึงชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาอาศัยในไทยแบบระยะยาว (long stay) โดย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม เงินเยนอ่อนค่าลง 0.7%YTD แตะที่ระดับ 111.86 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และอ่อนค่าลง 1%YTD แตะที่ระดับ 3.37 เยนต่อบาทไทย อย่างไรก็ดี เงินเยนยังถูกมองว่าเป็นสกุลเงินปลอดภัย (safe haven) สำหรับนักลงทุน เงินเยนจึงอาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ หากเกิดสถานการณ์ความไม่แน่นอนขึ้นในเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะทำให้ตลาดการเงินเกิดภาวะปิดรับความเสี่ยง (risk off) ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ท่าทีของเกาหลีเหนือ หรือแม้กระทั่งความกังวลในวิกฤตค่าเงินกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เทส</description>
					<enclosure length="7937" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/b8/rb/f5rtb8rb03/Outlook_Q4_2018_s_Box_JP2.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 16 Oct 2018 16:38:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจอาเซียน 4 : ขยายตัวได้ดีในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความผันผวนสถานการณ์การค้าและการเงินโลก </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/5080</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/5080</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5080">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><strong>เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 4/2018<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3979">&nbsp;</a></strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/5071"><strong>คลิกอ่านฉบับเต็ม&nbsp;<br /><br /><br /></strong></a></span></p>
<p><strong>เศรษฐกิจอาเซียน 4 ชะลอตัวลงในไตรมาส 2 ปี 2018 จากปัจจัยภายในประเทศ</strong> ภาคการผลิตและบริการในเศรษฐกิจอาเซียน 4 ชะลอตัวลงประกอบกับการดำเนินนโยบายการคลังที่รัดกุมขึ้นโดยเฉพาะในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ส่งผลให้เศรษฐกิจในไตรมาส 2 ของมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ขยายตัวเพียง 4.5%YOY 6.0%YOY และ 3.9%YOY ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าประมาณการของแต่ละประเทศ ขณะที่อินโดนีเซียเป็นเพียงประเทศเดียวที่เศรษฐกิจเร่งตัวในไตรมาสที่ 2 ที่ 5.27%YOY จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งลงทุนของภาครัฐที่ทำให้การบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัว และแม้จะมีความไม่แน่นอนในสถานการณ์การค้าโลกในครึ่งแรกของปี 2018 ภาคการส่งออกของมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ยังคงเติบโตได้ดีเกิน 10%YOY ขณะที่การส่งออกของฟิลิปปินส์หดตัว อย่างไรก็ตาม ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียประสบกับการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องจากความต้องการสินค้านำเข้าสูง ในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีกในเดือนกันยายนตามการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ Fed เพื่อรักษาเสถียรภาพภาคการเงินภายในประเทศและชะลอการไหลออกของเงินทุน<br /><br /></p>
<p><strong>อีไอซีมองว่าเศรษฐกิจอาเซียน 4 ยังคงขยายตัวได้ดีในช่วงที่เหลือของปี 2018 และต่อเนื่องในปี 2019</strong> โดยมีการลงทุนของภาครัฐและการบริโภคภาคเอกชนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจสำคัญ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลเศรษฐกิจอาเซียน 4 จะเร่งตัวในครึ่งหลังของปี 2018 และจะสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ต่อไปในระยะข้างหน้า เช่น โครงการ Build Build Build ของฟิลิปปินส์ที่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและเขตอุตสาหกรรม ประกอบกับการดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนจะกระตุ้นการเติบโตของภาคธุรกิจและเพิ่มการจ้างงานในประเทศ ทิศทางเศรษฐกิจอาเซียน 4 ที่ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น สะท้อนความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของอินโดนีเซียและมาเลเซีย<br /><br /></p>
<p><strong>ความตึงเครียดสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความผันผวนของภาวะการเงินของตลาดเกิดใหม่ยังคงเป็นความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอาเซียน</strong> สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ทวีความรุนแรงขึ้นในครึ่งหลังของปี 2018 อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของเศรษฐกิจอาเซียน 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเลเซียและสิงคโปร์ซึ่งเป็นผู้ส่งออกหลักสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางให้แก่จีน โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ (E&amp;E) ในขณะเดียวกัน การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ได้สร้างแรงกดดันให้สกุลเงินของเศรษฐกิจอาเซียน 4 อ่อนค่าลง ทำให้เงินรูเปียห์อินโดนีเซียและเปโซฟิลิปปินส์อ่อนค่าลงถึง 10.3%YTD และ 8.6%YTD ตามลำดับ ณ วันที่ 28 กันยายน 2018 และยังก่อให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์อีกด้วย นอกจากนี้ แม้เศรษฐกิจอาเซียน 4 จะมีความเชื่อมโยงต่ำกับเศรษฐกิจ EM อื่นที่ประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ เช่น อาร์เจนตินาและตุรกี แต่วิกฤติการเงินในตุรกีที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคมอาจส่งผ่านผลกระทบทางอ้อมมายังตลาดเกิดใหม่อย่างเศรษฐกิจอาเซียน 4 ได้ในระยะข้างหน้า ผ่านความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดการเงินและการส่งออก นโยบายการคลังของประเทศอาเซียน 4 จึงมุ่งไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ในขณะที่ นโยบายการเงินเน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและตลาดการเงิน</p>
<p><span style="color: #333399;"><strong><span style="font-size: 12pt;">&nbsp;</span></strong></span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; color: #333399;"><strong>เศรษฐกิจอินโดนีเซีย&nbsp;:&nbsp;แนวโน้มเติบโตดี แต่ยังมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพภายนอก</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เศรษฐกิจอินโดนีเซียในไตรมาส 2 ปี 2018 ขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 5 ปีที่ 5.3%YOY</strong> ด้วยปัจจัยภายในประเทศ โดยการบริโภคภาคครัวเรือนซึ่งมีสัดส่วนเกินกว่าครึ่งของ GDP เร่งตัว 5.2%YOY การใช้จ่ายของภาครัฐเพิ่มขึ้นราว 5.3%YOY จากการเร่งเบิกจ่ายเงินกองทุนหมู่บ้านเพื่อลดปัญหาความยากจนและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 5.87%YOY อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียประสบปัญหาขาดดุลการค้าตั้งแต่ต้นปี โดยใน 8 เดือนแรกของปี 2018 การนำเข้าขยายตัวถึง 24.5%YOY ซึ่งสูงกว่าการส่งออกที่ขยายตัวเพียง 10.4%YOY การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นเป็น 2.3% ของ GDP ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2018 และภาวะเงินทุนไหลออกกดดันให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าต่อเนื่อง ดังนั้น ธนาคารกลางอินโดนีเซียจึงปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นถึง 5 ครั้งตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยปัจจุบันอยู่ที่ 5.75% เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน<br /><br /></p>
<p><strong>การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตที่สำคัญในระยะข้างหน้า</strong> อีไอซีคาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะขยายตัว 5.1% ในปี 2018 และปี 2019 ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่งตามความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นและอัตราการว่างงานต่ำสุดที่ 5.13% การใช้จ่ายของภาครัฐจะเร่งตัวภายใต้กรอบขาดดุลการคลังไม่เกิน 3% ของ GDP จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเดือนเมษายน 2019 นำโดยการเบิกจ่ายมาตรการช่วยเหลือทางสังคม การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนภาคเอกชนก็มีแนวโน้มโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางอินโดนีเซียอาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในปีนี้ เพื่อยับยั้งภาวะเงินทุนไหลออกและรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูเปียห์ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ยังคงค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้มีแนวโน้มยังไม่ส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนในปีหน้ามากนัก<br /><br /></p>
<p><strong>ความเสี่ยงของอินโดนีเซียมาจากความเปราะบางด้านเสถียรภาพภายนอกซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัย 2 ประการ</strong> คือ 1) สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่เข้มข้นขึ้นอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการส่งออกวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางของอินโดนีเซียไปยังจีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญ ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเพิ่มขึ้น และ 2) การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ Fed และความกังวลในกลุ่มประเทศ EM ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากวิกฤตค่าเงินในตุรกีและอาร์เจนตินา เป็นปัจจัยกดดันให้เงินทุนไหลออกจากอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตรซึ่งมีสัดส่วนการถือครองพันธบัตรโดยชาวต่างชาติสูงถึงราว 40% ส่งผลให้เงินรูเปียห์ยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของอินโดนีเซียมีแนวโน้มขาดดุลสูงขึ้นในอนาคตจากปริมาณการส่งออกที่มีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนเร่งตัวประกอบกับมูลค่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากเงินรูเปียห์อ่อนค่ารุนแรง<br /><br /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>นัยต่อเศรษฐกิจไทย<br /><br /></strong></p>
<ul>
<li>การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ภาวะเงินทุนไหลออกและความกังวลต่อสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ที่มีต้นตอมาจากวิกฤตในตุรกีและอาร์เจนตินา ส่งผลให้เงินรูเปียห์อ่อนค่าถึง 10.3%YTD อยู่ที่ 14,903 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันที่ 28 กันยายน 2018 อีไอซีมองว่าเงินรูเปียห์มีแนวโน้มอ่อนค่าในช่วงที่เหลือของปี 2018 ตามทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ Fed และแนวโน้มการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มสูงขึ้น <br /><br /></li>
<li>การส่งออกของไทยไปยังอินโดนีเซียใน 8 เดือนแรกของปี 2018 ขยายตัวสูงที่ 14.7%YOY เช่นเดียวกับการนำเข้าที่เติบโต 15.9%YOY โดยมีสินค้าส่งออก-นำเข้าหลักอยู่ในหมวดสินค้าประเภทเดียวกัน ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรและส่วนประกอบ ทั้งนี้ ไทยและอินโดนีเซียเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของภูมิภาค ทำให้การส่งออก-นำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ของทั้งสองประเทศมีแนวโน้มเติบโตได้ดีตามเศรษฐกิจของภูมิภาค<br /><br /></li>
<li>การลงทุนโดยตรงจากไทยไปยังอินโดนีเซียคิดเป็นสัดส่วนเพียง 2% ของการลงทุนไทยในต่างประเทศในปี 2017 โดยในครึ่งแรกของปี 2018 หดตัว 13%YTD แต่การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเงินยังคงเติบโตได้ดีอย่างไรก็ตามตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของอินโดนีเซียยังคงเป็นโอกาสสำหรับนักธุรกิจไทย โดยเฉพาะในสินค้าอุปโภคบริโภค อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์</li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 60px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/g9/r1/f5rrg9r1n2/Outlook_Q4_2018_IND.jpg" alt="Outlook_Q4_2018_IND.jpg" width="780" height="1104" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เทส</description>
					<enclosure length="7282" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/a5/tz/f5rra5tzfg/ThinkstockPhotos-452077645-s.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 16 Oct 2018 16:01:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>