<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1413602906700" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS In focus</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For In focus</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:37:40 +0700</pubDate><ttl>20</ttl>
				<item>
					<title>จับสัญญาณตลาดที่อยู่อาศัยปี 2026 ... ดีมานด์หาย ซัพพลายหด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10069</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10069</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10069">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/6fSnrZY19JZCVt?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยปี 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยปี 2026 มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 </strong>โดย SCB EIC คาดว่ามูลค่าการโอนทั่วประเทศในปี 2026 จะหดตัว -5%YOY มาอยู่ที่ 824,000 ล้านบาท จากภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ และการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่องจากปี 2025 อีกทั้ง สงครามตะวันออกกลางมีแนวโน้มซ้ำเติมกำลังซื้อให้ฟื้นตัวได้ยากมากขึ้น โดยกรณีสงครามยืดเยื้อ มีความเสี่ยงหดตัว -10% ถึง -15%YOY</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการชะลอโครงการใหม่ เน้นระบายสต็อกเดิม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์ระบายที่อยู่อาศัยคงเหลือ และระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่ </strong>โดย SCB EIC คาดว่าในปี 2026 จะมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลราว 39,000 หน่วย ลดลง -5%YOY โดยเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และกรณีสงครามยืดเยื้อ มีความเสี่ยงที่จะหดตัวลงถึง -10%YOY ซึ่งการลดลงของอุปทานใหม่ ส่งผลให้หน่วยเหลือขายสะสมในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2026 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มาอยู่ที่ราว 212,000 หน่วย (-4%YOY) ทั้งนี้การเปิดตัวโครงการใหม่ต้องเตรียมรับมือกับภาวะต้นทุนวัสดุก่อสร้างพุ่งสูงขึ้น จากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่กำลังซื้อยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ กดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัยได้มากนัก และกระทบต่ออัตรากำไรตามมา</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>แนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2026 </strong>จำเป็นต้อง<strong>เปิดโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง </strong>โดยเฉพาะทำเลที่หน่วยเหลือขายสะสมสูง ที่อยู่อาศัยราคาปานกลางลงมา รวมถึงในต่างจังหวัด<strong> อีกทั้ง เร่งสร้างรายได้และกระแสเงินสด </strong>ทั้งขยายตลาดผู้มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการย้ายประเทศหนีสงคราม ปรับโมเดลธุรกิจ เช่น การเช่า การเช่าซื้อ รวมถึงเปิดโครงการใหม่ขนาดปานกลาง-เล็ก เพื่อรักษาสภาพคล่อง<strong> ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับผู้รับเหมาเพื่อร่วมกันบริหารต้นทุน </strong>เช่น กำหนดปริมาณการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง ลดของเสียและความผิดพลาดจากการก่อสร้าง<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rh/fq/hh92rhfqij/RE1.png" alt="RE1.png" width="826" height="642" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sh/3p/hh92sh3pix/RE2.png" alt="RE2.png" width="978" height="526" /><br /><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/REindustry2026-030426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC คาดว่ามูลค่าการโอนทั่วประเทศในปี 2026 จะหดตัว -5%YOY มาอยู่ที่ 824,000 ล้านบาท</description>
					<enclosure length="5275" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/uz/ie/hh92uziel4/REindustry2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 11:14:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาคก่อสร้างและอสังหาฯ ฝ่าสงครามตะวันออกกลาง : รับมืออย่างไร ในยุคราคาพลังงานสูงขึ้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10054</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10054</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10054">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jf/uu/hgy1jfuu97/Infographic-In-focus-ME-war-and-Building-material-Construction-RE-20260324.jpg" alt="Infographic-In-focus-ME-war-and-Building-material-Construction-RE-20260324.jpg" width="2480" height="3508" /></strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานและต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สงครามตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ต้นทุนอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น </strong>โดยเฉพาะสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนการผลิตที่ใช้พลังงานสูง เช่น เหล็ก, ปูนซีเมนต์ และกระเบื้อง (สัดส่วนต้นทุนพลังงานอยู่ที่ 35-50% ของต้นทุนรวม) นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบด้านราคาวัตถุดิบนำเข้าที่ผันผวนตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก รวมถึงค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยใน 1-2 เดือนนี้ ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวยังไม่สูงนัก ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นไปตามค่าขนส่ง เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีสต็อกสินค้าในช่วงก่อนการเกิดสงคราม รวมถึงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มีการล็อกราคาวัสดุก่อสร้างจากคำสั่งซื้อล่วงหน้า ทั้งนี้ ณ 11 มี.ค. 2026 ราคา Billet ในจีนปรับตัวสูงขึ้น 6% จากในเดือน ก.พ. 2026 โดยหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ จะเป็นความเสี่ยงให้ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอีกจากปัจจุบัน รวมถึงการใช้งานลดลง จากการชะลอโครงการก่อสร้าง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาคก่อสร้างมีแนวโน้มเผชิญการชะลอโครงการก่อสร้าง และต้นทุนสูงขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ความไม่แน่นอนทั้งเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยจะเป็นปัจจัยที่มีผลให้นักลงทุนชะลอการก่อสร้างโรงงาน รวมถึงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจชะลอการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ออกไปอีก จากการเปิดโครงการใหม่ในปี 2026 อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว อีกทั้ง ยังได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากการปรับขึ้นราคาวัสดุก่อสร้าง ในส่วนของผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานโครงการภาครัฐ แม้จะได้รับชดเชยต้นทุนก่อสร้างจากกลไกค่า K แต่การเบิกจ่ายที่ล่าช้า และสูตรการคำนวณที่ไม่สะท้อนต้นทุนก่อสร้างที่แท้จริง เป็นความเสี่ยงให้เผชิญความท้าทายด้านการขาดสภาพคล่อง และการบริหารต้นทุน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ที่อยู่อาศัยได้รับผลกระทบด้านกำลังซื้อในประเทศฟื้นช้า ต่างชาติชะลอซื้อ และต้นทุนพัฒนาโครงการสูงขึ้น</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ปัญหาภาระค่าใช้จ่ายซ้ำเติมให้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศฟื้นตัวช้าออกไป </strong>โดยราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ทำให้ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะผู้มีรายได้ปานกลาง-ล่างประสบปัญหาภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกชะลอการซื้อคอนโดของชาวต่างชาติ </strong>แม้จะได้รับอานิสงส์จากผู้มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการย้ายประเทศหนีสงคราม แต่สัดส่วนกำลังซื้อกลุ่มดังกล่าวยังต่ำมาก (มูลค่าโอนคอนโดของชาวตะวันออกกลางที่อยู่ในพื้นที่สงครามและพื้นที่ใกล้เคียงคิดเป็นสัดส่วน 1% ของมูลค่าโอนคอนโดของชาวต่างชาติโดยรวม)</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ต้นทุนการพัฒนาโครงการใหม่สูงขึ้นจากต้นทุนวัสดุก่อสร้าง </strong>ขณะที่กำลังซื้อยังไม่สามารถฟื้นตัว และการแข่งขันในตลาดยังเข้มข้น กดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัยได้มากนัก อีกทั้ง มีความเสี่ยงชะลอการเปิดโครงการใหม่ออกไป โดย SCB EIC คาดว่าในปี 2026 ผู้ประกอบการจะเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 39,000 หน่วย (-5%YOY) และในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ คาดว่าจะหดตัว -10%YOY</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนะผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์ ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง </strong>ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุน และระบายสต็อกสินค้า จัดหาวัตถุดิบจาก Supplier อย่างหลากหลาย เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการขาดแคลนวัตถุดิบ รวมถึงอาจนำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และคาดการณ์สถานการณ์ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้รับเหมาก่อสร้าง </strong>ต้องบริหารจัดการคำสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า อย่างสอดคล้องกับความต้องการใช้ เป็นพันธมิตรกับผู้ค้า และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างหลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง รวมถึงเร่งก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน ซึ่งจะส่งผลให้สามารถรักษาสภาพคล่องในธุรกิจได้</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ </strong>ควรร่วมมือกับผู้รับเหมาก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการต้นทุน เช่น กำหนดปริมาณการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างอย่างเหมาะสม ลดของเสียและความผิดพลาดจากการก่อสร้าง รวมถึงเร่งสร้างรายได้ โดยทำการตลาดขยายตลาดผู้ซื้อชาวต่างชาติผู้มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการย้ายประเทศหนีสงคราม รวมถึงปรับโมเดลธุรกิจบรรเทาข้อจำกัดของกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะผู้มีรายได้ปานกลาง-ล่าง เช่น การเช่า การเช่าซื้อ</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาผลกระทบต่อภาคก่อสร้างและอสังหาฯ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการออกมาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ </strong>เช่น การลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตวัสดุก่อสร้าง ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งพลังงานได้อย่างทั่วถึง สำหรับงานโครงการภาครัฐอาจขยายอายุสัญญาชั่วคราวโดยงดเว้นค่าปรับ รวมถึงเร่งรัดการเบิกจ่ายค่า K นอกจากนี้ อาจผ่อนคลายกฎระเบียบให้เอื้อต่อการซื้อที่อยู่อาศัยหรือพำนักระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยดึงดูดกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในไทยจากชาวต่างชาติได้</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/ME-war-Buildingmaterial-Construction-RE-240326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ และสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือต่อความผันผวนของราคาพลังงาน</description>
					<enclosure length="5332" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/0g/gg/hgy00gggg7/ME_Building-material_Construction_RE.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 10:10:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>วิกฤติตะวันออกกลาง กระทบอุตสาหกรรมเกษตรไทยอย่างไร?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10051</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10051</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10051">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6i/2c/hgql6i2cry/Infographic-In-focus-ME-war-and-Agricultural-20260317.jpg" alt="Infographic-In-focus-ME-war-and-Agricultural-20260317.jpg" width="1240" height="2213" /></strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>วิกฤติตะวันออกกลางจะกระทบอุตสาหกรรมเกษตรไทยผ่าน 5 ช่องทางหลัก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทยคือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางผ่าน 5 ช่องทางหลัก คือ 1) ราคาน้ำมัน 2) ราคาปุ๋ยเคมี 3) อุปสงค์จากตะวันออกกลาง 4) ค่าระวางเรือและโลจิสติกส์ และ 5) เศรษฐกิจโลกหรืออุปสงค์โดยรวม ซึ่งผลกระทบต่อแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุน ความเชื่อมโยงกับตลาดพลังงาน และตลาดส่งออกหลักของพืชแต่ละชนิด</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ราคาน้ำมันและปุ๋ยที่แพงขึ้น ทำให้เกษตรกรทั้ง 5 พืชได้รับผลเสียโดยรวม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4e4e4e;">เกษตรกรทั้ง 5 พืชจะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ ในขณะที่โรงงานแปรรูปพืช 4 ชนิด ยกเว้นข้าวจะได้รับผลสุทธิเป็นบวก แต่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน<br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินผลกระทบผ่านการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของราคาสินค้าต่อราคาน้ำมันและ GDP โลก และผลกระทบของราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยต่อโครงสร้างต้นทุน ภายใต้ 2 ฉากทัศน์ คือ กรณีฐานที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปี 2026 อยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 28.6 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.2 pp และกรณีรุนแรงที่ราคาน้ำมันเพิ่มเป็น 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 64.5 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.9 pp ซึ่งจากผลการประเมินพบว่า <strong>เกษตรกรผู้ปลูกพืช 5 ชนิดมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะได้รับผลกระทบหนักสุด ตามมาด้วยปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลังและยางพารา จากต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จนหักล้างผลบวกด้านราคา</strong><br /></span><strong><span style="color: #4e4e4e;"><br />ในทางตรงกันข้าม โรงงานแปรรูปยางพารา โรงงานน้ำตาล โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง จะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นบวก จากผลของราคาที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้โรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลบวกสุทธิมากที่สุดจากความเชื่อมโยงกับไบโอดีเซล รองลงมา คือ โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังจากความต้องการเอทานอล โรงงานน้ำตาลจากราคาน้ำตาลโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และโรงงานยางพาราจากการถูกนำไปใช้ทดแทนยางสังเคราะห์<br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;"><strong><br />อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจโลก นโยบายพลังงานในประเทศ ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่ง ขณะที่โรงสีข้าว เป็นผู้ประกอบการกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ เนื่องจากจะไม่ได้อานิสงส์ด้านราคาจากน้ำมันเหมือนสินค้าอื่น แต่กลับเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต ค่าระวางเรือ การพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลกที่จะรุนแรงขึ้น</strong> ส่วนผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นต่อโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรจะอยู่ในระดับจำกัด เพราะแม้ราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตจะลดลงไม่มาก และผลกระทบโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในปี 2027 เนื่องจากเกษตรกรในหลายพืช เช่น อ้อย มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว <strong>แต่ในทางตรงกันข้าม ราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น จะกระทบต่อเกษตรกรค่อนข้างมาก เนื่องจากสัดส่วนต้นทุนปุ๋ยต่อต้นทุนรวมของเกษตรกรที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มต้องเร่งรับมือให้ตรงจุด เพราะผลกระทบแตกต่างและไม่เท่ากัน ทั้งสร้างความไม่แน่นอนสูงให้กับอุตสาหกรรม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">วิกฤติตะวันออกกลางทำให้ผู้ประกอบการแต่ละอุตสาหกรรมต้องรับมือแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละธุรกิจ โดยโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันต้องจับตาการเพิ่มสูตรผสมไบโอดีเซลอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวกำหนดอุปสงค์และราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศโดยตรง โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังต้องติดตามทั้งทิศทาง GDP โลกและนโยบายส่งเสริม E20 ซึ่งจะกำหนดอุปสงค์เอทานอลในระยะต่อไป ขณะที่โรงงานน้ำตาลต้องเฝ้าระวังเศรษฐกิจโลกควบคู่กับแผนการผลิตของบราซิล ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อราคาน้ำตาลโลก ด้านโรงงานแปรรูปยางพาราควรเร่งกระจายตลาด เพราะอุปสงค์ยางมีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจโลกสูง ส่วนโรงสีและผู้ส่งออกข้าวต้องเร่งทั้งการหาตลาดใหม่และลดต้นทุน เพื่อรับมือแรงกดดันจากค่าขนส่งและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกพืชจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เช่น ปุ๋ยสั่งตัด หรือการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยนำเข้าและรักษาศักยภาพการผลิตในระยะยาว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกกลุ่มพืช แต่เร่งดูแลข้าวเป็นลำดับแรก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC มองว่า ภาครัฐควรมีมาตรการดูแลเกษตรกรในทุกกลุ่มพืช โดยเฉพาะการช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต อย่างไรก็ดี หากต้องจัดลำดับความเร่งด่วน อุตสาหกรรมข้าวควรได้รับความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ และเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านต้นทุน โลจิสติกส์ อุปสงค์จากตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลก ในระยะสั้น รัฐควรเร่งเปิดตลาดใหม่ผ่านการทูตเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยีลดต้นทุน เช่น ปุ๋ยสั่งตัดและเกษตรแม่นยำ ส่วนในระยะยาว ควรยกระดับข้าวไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงและวัตถุดิบเชิงนวัตกรรม เพื่อลดการแข่งขันด้านราคาและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4e4e4e;">ในโลกที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นความปกติใหม่ ผู้ประกอบการที่จะอยู่รอดได้ คือ ผู้ที่อ่านเกมขาด ปรับตัวเร็ว และบริหารความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ</span></strong></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/ME-war-and-Agricultural-170326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักคือข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมันผ่าน 5 ช่องทางที่สำคัญ</description>
					<enclosure length="3528" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/1h/iv/hgqa1hivsy/ME-war-and-Agricultural.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 17 Mar 2026 10:03:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>“จาก Content สู่ Commerce” Creator economy สร้างรายได้ สร้างยอดขาย สร้างระบบ </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10030</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10030</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10030">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/qz/jy/hfuhqzjyuu/In-focus-Creator-economy-V2.jpg" alt="In-focus-Creator-economy-V2.jpg" width="1040" height="1471" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Creator economy : เมื่อการสร้างคอนเทนต์กลายเป็นอาชีพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">Creator economy เป็นระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถสร้างรายได้โดยตรงจากผู้ชมผ่านช่องทางดิจิทัล โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อกลางแบบดั้งเดิม โดยมีครีเอเตอร์หรือผู้ที่เผยแพร่เนื้อหา/สร้างสรรค์ผลงานโดยอาศัยเทคโนโลยีลงบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและสามารถสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง ไม่ว่าจะเป็นบล็อกเกอร์ สตรีมเมอร์ ศิลปิน นักดนตรี หรือผู้ให้บริการด้านต่าง ๆ การเติบโตของการใช้ Social media ทำให้คอนเทนต์ถูกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มเชื่อถือและได้รับอิทธิพลทางความคิดจากกลุ่มครีเอเตอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยพบว่าปัจจุบันมีครีเอเตอร์มากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทยมีประมาณ 11 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่ Celebrity/Mega influencers ไปจนถึง Nano influencers ทั้งนี้การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Creator economy ได้รับแรงหนุนจากสามปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) การลดบทบาทของสื่อกลางแบบดั้งเดิม ทำให้ครีเอเตอร์เชื่อมต่อกับผู้ชมโดยตรงและควบคุมคอนเทนต์ได้อย่างเสรี (2) ช่องทางสร้างรายได้ที่หลากหลาย เช่น Subscriptions, Advertising, Sponsorships, Brand และ Affiliate marketing เป็นต้น และ (3) เทคโนโลยี AI และเครื่องมือขั้นสูง ที่มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตคอนเทนต์ วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ชม และขยายการเข้าถึงผ่าน Algorithm</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Creator economy เติบโต ควบคู่&nbsp; Social commerce และ Live streaming commerce</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Creator economy เติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมช่องทางการสร้างรายได้ที่หลากหลายมากขึ้น สอดคล้องกับการขยายตัวของ Social commerce และ Live streaming commerce </strong>จากข้อมูลของ Grand View Research คาดการณ์ว่า Creator economy ทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยจะเติบโตเฉลี่ยราว 23% ต่อปี (CAGR 2026-2032) สำหรับในไทย Tellscore ร่วมกับศูนย์วิจัย FutureTales LAB ประเมินว่า Creator Economy จะขยายตัวราว 15% ในปี 2025 แม้ว่าจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากข้อจำกัดด้านขนาดตลาดและภาษา แต่ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของ Social commerce และ Live &nbsp;streaming commerce ในไทยที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ทั้งนี้รูปแบบคอนเทนต์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือ Video streaming แต่ Podcasting กลับเป็นรูปแบบที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด เนื่องจากผู้บริโภคหันมาฟังคอนเทนต์เสียงในรูปแบบยาวมากขึ้น และเป็นกลุ่มที่มี Loyalty สูง ขณะที่ช่องทางหลักในการสร้างรายได้ ประกอบด้วยรายได้จากโฆษณา ที่ขับเคลื่อนโดย Influencer marketing รายได้จากระบบการสมัครสมาชิก ที่ให้รายได้ต่อเนื่องและสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสมาชิก และรายได้จากค่านายหน้า (Affiliate marketing) ที่กำลังมาแรงอย่างมาก โดยครีเอเตอร์สร้างรายได้จากการโพรโมตสินค้าผ่าน Tracking link และได้รับเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย ทั้งนี้แพลตฟอร์ม Social media หลายเจ้าได้รวมฟีเชอร์ช็อปปิงเข้ามา เช่น TikTok Shop, และ YouTube Shopping ทำให้ครีเอเตอร์สามารถแท็กสินค้าในคอนเทนต์ได้โดยตรง และผู้ติดตามสามารถซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องออกจากแอปพลิเคชัน ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของ Social commerce และ Live commerce ในไทยที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเข้ามาเปลี่ยนแปลง Customer journey จากการเปรียบเทียบราคามาสู่การซื้อตามความเชื่อมั่นในครีเอเตอร์</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แม้ Creator economy จะสร้างโอกาสทางธุรกิจ แต่เผชิญความท้าทายด้านรายได้และเทคโนโลยี</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แม้ว่า Creator economy จะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศ แต่ยังมีความท้าทายอีกหลายประการที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เช่น รายได้ที่อาจเติบโตช้าและผันผวนส่งผลต่อการวางแผนทางการเงิน หรือปัญหาด้านเทคโนโลยี เช่น &nbsp;Platform algorithm ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เนื่องจากแพลตฟอร์ม Social mediaมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การแสดงผลคอนเทนต์ สำหรับแบรนด์/ผู้ประกอบการ มีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าและเจาะจงได้ดีขึ้นกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม แต่แบรนด์ต้องเผชิญกับความท้าทายบางอย่าง เช่น การติดตาม ROI การบริหารโปรแกรม Affiliate และการรับมือกับแพลตฟอร์ม ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีโอกาสเข้ามาเป็นตัวกลางสำคัญระหว่างครีเอเตอร์ แบรนด์ และแพลตฟอร์ม เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มที่มีศักยภาพสูง เช่น&nbsp; การพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อและการจัดการการเงินสำหรับครีเอเตอร์การให้บริการด้านระบบชำระเงินสำหรับผู้ประกอบการ รวมถึงการพัฒนาบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของระบบนิเวศนี้</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Creator-economy-160226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>Creator economy เป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญ เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ แบรนด์ และธนาคารสร้างบทบาทใหม่ในระบบนิเวศดิจิทัล</description>
					<enclosure length="5479" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/sf/or/hfugsforcw/Creator-economy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 16 Feb 2026 13:33:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Home Re-defined : เจาะ 3 คีย์เวิร์ดบ้านสร้างเอง ยุคประหยัดงบ แต่ไม่ลดฟังก์ชัน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10017</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10017</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10017">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/23/zz/hff223zzz6/Infographic-Home-Re-defined-20260202.jpg" alt="Infographic-Home-Re-defined-20260202.jpg" width="2480" height="3508" /><br /></strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผลสำรวจจาก SCB EIC สะท้อนเทรนด์การสร้างบ้านของกลุ่มผู้มีแผนสร้างบ้านเอง 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ Smart Value Living, Adaptive Living และ Green Living</strong></h2>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1) Smart Value Living : มองหาความคุ้มค่าภายใต้งบประมาณจำกัด</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ภาระหนี้ครัวเรือน และค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กลุ่มผู้มีแผนสร้างบ้านเองปรับลดงบประมาณที่ตั้งไว้ลงจากเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง ที่ส่วนใหญ่กำหนดงบประมาณในการก่อสร้างบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท ในจำนวนนี้ สัดส่วนมากกว่า 80% มีแนวโน้มลดงบประมาณ ทั้งนี้กลุ่มผู้มีแผนสร้างบ้านเองส่วนใหญ่เลือกลดงบประมาณตกแต่ง แต่ยังคงงบประมาณสำหรับงานโครงสร้างไว้ จากเหตุผลด้านความปลอดภัยของตัวบ้าน และลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมโครงสร้างที่อาจสูงขึ้นในระยะยาว</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>2) Adaptive Living : ปรับฟังก์ชันตามต้องการ</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การเลือกหรือกำหนดรูปแบบบ้านได้ตามต้องการ เพื่อตอบโจทย์ของการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การทำงานที่บ้าน การเลี้ยงสัตว์ รวมถึงบ้านที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุ เป็นปัจจัยหนุนให้คนสนใจการสร้างบ้านเอง ซึ่งแตกต่างจากบ้านในโครงการบ้านจัดสรรที่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้าง รูปแบบ หรือฟังก์ชันได้อย่างอิสระ รวมถึงยังมีข้อจำกัดด้านการเลือกวัสดุก่อสร้าง นอกจากนี้ ผู้ที่มีแผนสร้างบ้านเองส่วนใหญ่ ยังคำนึงถึงความยืดหยุ่นในการปรับปรุงและต่อเติมบ้านในระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>3) Green Living : สร้างบ้านยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กลุ่มผู้มีแผนสร้างบ้านเองสนใจวัสดุก่อสร้างที่ช่วยประหยัดพลังงาน และมีทัศนคติว่าการลงทุนจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับการซื้อวัสดุก่อสร้างที่ช่วยประหยัดพลังงานจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว แม้การสร้างบ้านที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะยังจำกัดอยู่แต่เฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง-สูงขึ้นไป แต่ก็พบว่าวัสดุก่อสร้างที่ช่วยประหยัดพลังงานได้รับความสนใจในวงกว้าง และคนส่วนใหญ่ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นราว 1-5% จากราคาวัสดุทั่วไปเพื่อวัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติดังกล่าว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการรับสร้างบ้านเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันรุนแรง แต่ยังมีโอกาสปรับกลยุทธ์รับเทรนด์การสร้างบ้านเอง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในปี 2026 การแข่งขันในตลาดรับสร้างบ้านยังเป็นไปอย่างรุนแรง ประกอบกับยังเผชิญสถานการณ์ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ระดับหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อของผู้บริโภคฟื้นตัวช้า และต้นทุนการก่อสร้างมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ซึ่งยังเป็นความท้าทายที่สำคัญต่อผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจรับสร้างบ้าน ให้จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ ดังนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">1) กลุ่มบริษัทรับสร้างบ้าน/ผู้รับเหมา ต้องตอบโจทย์ความต้องการ และแก้ไข Pain point พื้นฐานของกลุ่มผู้สร้างบ้านเอง ได้แก่ ความล่าช้า งบประมาณบานปลาย และปัญหาด้านคุณภาพ ด้วยการนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ บริหารจัดการต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้าง โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนการก่อสร้างอยู่ในระดับสูง และสนับสนุนให้ลูกค้าตรวจสอบความคืบหน้าของการก่อสร้างได้ Real time รวมถึงนำเสนอบริการหลังการขายและระยะเวลารับประกันงานก่อสร้างที่ยาวนานขึ้น อีกทั้ง ยังต้องยกระดับความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการตอบโจทย์เทรนด์การสร้างบ้าน ทั้งการส่งมอบความคุ้มค่าภายใต้งบประมาณจำกัด การปรับฟังก์ชันตามต้องการได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการสร้างบ้านยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">2) กลุ่มผู้ผลิต และผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง ควรมุ่งสู่กระบวนการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ปล่อย CO2 ต่ำ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาวัสดุที่ช่วยประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดพรีเมียม สำหรับผู้ค้าวัสดุก่อสร้างจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ ตั้งแต่การบริหารจัดการข้อมูลภายในกิจการ เช่น การสั่งซื้อ การควบคุมสต็อก ไปจนถึงการให้บริการลูกค้า เช่น การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายไปสู่ระบบ E-commerce platform หรือแอปพลิเคชัน การนำเทคโนโลยี AR/VR มาช่วยในการจำลองภาพเสมือนจริงเพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อวัสดุก่อสร้าง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ภาครัฐยังต้องมีบทบาทส่งเสริมการก่อสร้างอาคารเขียวหรืออาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายมากขึ้น โดยอาจอยู่ในรูปแบบการออกมาตรการต่าง ๆ เช่น การให้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการสร้างบ้านที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมจากสถาบันการเงินของรัฐ การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับบ้านที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การนำค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Home-Re-defined-020226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ผลสำรวจความเห็นผู้บริโภคด้านที่อยู่อาศัยโดย SCB EIC พบว่า ผู้มีแผนสร้างบ้านเองให้ความสำคัญ 3 ด้าน</description>
					<enclosure length="3979" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/5z/82/hff15z82if/shutterstock_2489722487_s.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 02 Feb 2026 13:32:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เจาะข้อมูลเครดิตบูโร เปิดผลสำเร็จมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ชี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยยังไม่คลี่คลาย แก้หนี้สำเร็จยั่งยืนต้องปรับทุกภาคส่วน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9996</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9996</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9996">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/1lFiSZzpnDlVx0?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />เศรษฐกิจไทยยังมี &ldquo;แผลเป็นหนี้ครัวเรือน&rdquo; หลัง COVID-19 ที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา &ldquo;หนี้ครัวเรือน&rdquo; เป็นประเด็นร้อนเรื่อยมา</strong></span> โดยเฉพาะหลังวิกฤต COVID-19 ที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เร่งตัวแตะ 95.5% ในไตรมาสแรกปี 2021 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ตัวเลขล่าสุดไตรมาส 2 ปี 2025 ลดลงเหลือ 86.8% แต่การลดลงครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่คลี่คลาย เพราะยอดหนี้หดตัวต่อเนื่อง 2 ไตรมาส โดยเป็นผลจากรายได้และฐานะทางการเงินของครัวเรือนที่เปราะบางมากขึ้น ส่งผลให้สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ กระทบต่อการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มชะลอลงซึ่งแตกต่างจากรอบการลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนในอดีตที่ยังสะท้อนการฟื้นตัวของรายได้และฐานะการเงินครัวเรือนด้วย สิ่งนี้คือสัญญาณ &ldquo;Unhealthy Deleveraging&rdquo; หรือการลดหนี้ที่ยังเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการเงินของภาคครัวเรือน และอาจทำให้หนี้นอกระบบที่ยังไม่อยู่ในการนับตัวเลขหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกด้วย สะท้อน &ldquo;ความเปราะบาง&rdquo; ของครัวเรือนที่ซ่อนอยู่ เศรษฐกิจไทยยังมี &ldquo;แผลเป็นหนี้ครัวเรือน&rdquo; หลัง COVID-19 ที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผลสัมฤทธิ์มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้บุคคล NPL ยังจำกัด</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มาตรการหลักที่ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในช่วงที่ผ่านมา คือ &ldquo;การปรับโครงสร้างหนี้&rdquo; </strong>เพื่อยืดเวลาผ่อน ลดค่างวด หรือปรับเงื่อนไขให้ลูกหนี้เดินต่อได้ แต่ข้อมูลเครดิตบูโรสะท้อนภาพที่น่ากังวล แม้ยอดหนี้รวมโตช้าลงและเริ่มหดตัว แต่หนี้เสียและหนี้เริ่มผิดนัดกลับเร่งตัว โดยเดือนตุลาคม 2025 มูลหนี้เสีย (NPL) แตะ 1.29 ล้านล้านบาท (9.5% ของหนี้รวม) เพิ่มขึ้นจาก 1.05 ล้านล้านบาท (7.7%) ณ สิ้นปี 2023 ขณะที่มาตรการปรับโครงสร้างหนี้อาจช่วยไม่ทันกับความรุนแรงของปัญหา สะท้อนจากหนี้ปรับโครงสร้าง (Troubled Debt Restructuring : TDR) เพิ่มขึ้นเป็น 1.1 ล้านล้านบาท (8.05% ของหนี้รวม) จาก 1.04 ล้านล้านบาท (7.6%) สิ้นปี 2023 ที่สำคัญหนี้เสียกว่า 64% เป็นบัญชีลูกหนี้รายย่อย มูลหนี้ไม่ถึง 1 แสนบาทและไม่มีหลักประกัน สะท้อนว่าปัญหาหนี้เรื้อรังไม่ได้อยู่แค่หนี้ก้อนใหญ่ แต่กระจายอยู่ในมูลหนี้เล็ก ๆ ของคนจำนวนมาก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนเดินหน้าต่อเนื่องและขยายความครอบคลุมมากขึ้น </strong>ภายใต้หลักการ &ldquo;ให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible lending)&rdquo; โดยมุ่งช่วยลูกหนี้ NPL ที่ยังเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือให้มากขึ้น เช่น มาตรการ &ldquo;คุณสู้เราช่วย&rdquo; ที่ออกมาในช่วงเดือนกลางเดือนธันวาคม 2024 ถึง 30 กันยายน 2025 ทั้งเฟส 1 และ 2 ที่ครอบคลุมลูกหนี้บุคคล NPL รวมกว่า 3.7 ล้านราย แต่ลูกหนี้ที่มาลงทะเบียนและผ่านคุณสมบัติจริงมีเพียง 25% และได้รับการปรับโครงสร้างหนี้เพียง 17% ของลูกหนี้บุคคล NPL ทั้งหมด (ข้อมูล ธปท. ณ 30 กันยายน 2025) อีกมาตรการคือ &ldquo;ปิดหนี้ไว ไปต่อได้&rdquo; ที่ผ่อนเกณฑ์ช่วยลูกหนี้ NPL ที่ไม่มีหลักประกัน ผลหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาทต่อบัญชี เพื่อปิดหนี้และเคลียร์ประวัติเครดิตบูโรที่จะเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2026 มาตรการเหล่านี้สะท้อนความตั้งใจของทุกฝ่ายในการปิดช่องว่างเดิมของมาตรการแก้หนี้ แต่ความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนที่สูงขึ้น อาจทำให้ &ldquo;การกลับมาชำระหนี้สม่ำเสมอหรือปิดบัญชีได้&rdquo; ยังเป็นโจทย์ท้าทาย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้บุคคล NPL โดยใช้ข้อมูลเครดิตบูโรตั้งแต่ไตรมาส 1/2019 ถึง ไตรมาส 2/2025 </strong>พบว่า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1. การปรับโครงสร้างหนี้ยังไม่ทั่วถึง มีเพียงราว 23% ของลูกหนี้บุคคล NPL ทั้งหมด ที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ </strong>โดยกลุ่มเกษตรกรได้รับการปรับโครงสร้างหนี้มากที่สุด 47% ของลูกหนี้บุคคล NPL ที่อยู่ในกลุ่มเกษตรกร ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นกลุ่มที่มีสถาบันการเงินของรัฐเป็นเจ้าหนี้หลัก และสามารถออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มมากกว่า เช่น การพักชำระหนี้ตามฤดูกาล หรือการจ่ายหนี้ตามรอบรายได้ของลูกหนี้ รองลงมาคือกลุ่ม Bank (รวม SFIs) 29% และ Non-bank เพียง 14% ของลูกหนี้ NPL ในแต่ละกลุ่ม สะท้อนความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความช่วยเหลือตามประเภทเจ้าหนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2. การปรับโครงสร้างหนี้ให้ผลสัมฤทธิ์จำกัดลูกหนี้บุคคล NPL ที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้และสามารถกลับมาชำระหนี้ได้สม่ำเสมอ (วันค้างชำระหนี้ หรือ Days Past Due น้อยกว่า 30 วันติดต่อกันและสามารถชำระหนี้ได้ติดต่อกัน 6 เดือนแรกของปี 2025) หรือปิดบัญชีได้มีเพียง 15% </strong>(หรือคิดเป็นเพียง 3% ของลูกหนี้บุคคล NPL ทั้งหมด) ขณะที่อีก 85% แม้จะเคยปรับโครงสร้างหนี้แล้ว แต่สุดท้ายก็กลับไปเป็นหนี้เสียใหม่ สะท้อนว่าปัจจัยแวดล้อมด้านรายได้ ความมั่นคงของงาน และค่าครองชีพยังไม่เอื้อต่อการตั้งหลักใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ Non-bank ที่ได้รับความช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้มีสัดส่วนน้อยและผลสำเร็จต่ำกว่ากลุ่มอื่น ผลศึกษา SCB EIC ชี้ว่า การก่อหนี้ที่สูงเกินไปตั้งแต่ต้นยังเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องแก้ไขเชิงรุก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3. ผลสัมฤทธิ์ของการปรับโครงสร้างหนี้แตกต่างกันตามช่วงเวลา ประเภทเจ้าหนี้ และสินเชื่อ</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1. การปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2025 ช่วยให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้มากขึ้น </strong>โดยเฉพาะกลุ่ม NPL ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้แต่ไม่สำเร็จ และได้โอกาสอีกครั้ง เนื่องจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น คุณสู้เราช่วย ที่ออกมาในช่วงเดือน 12 ธันวาคม 2024 ถึง 30 กันยายน 2025 มีการผ่อนปรนมาตรการให้ลูกหนี้ NPL เข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้มากขึ้น ช่วยลดค่างวดได้จริง และมีแรงจูงใจให้ตัดเงินต้นเร็วขึ้น รวมไปถึงการขยายความครอบคลุมลูกหนี้ที่ค้างชำระนานเกิน 1 ปี ก็สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการรอบนี้ได้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2. กลุ่ม Non-bank มีประสิทธิผลการปรับโครงสร้างหนี้ต่ำสุด </strong>ไม่ถึง 10% ที่กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ แม้จะมีจำนวนบัญชีมากกว่าครึ่งของจำนวน NPL บุคคลทั้งหมด เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่อาจจัดอยู่ในกลุ่มรายได้ไม่สูงหรือรายได้มีความไม่แน่นอนสูงทำให้ความสามารถในการชำระหนี้มีจำกัด และส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันและดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้ความช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้โดยการลดดอกเบี้ย หรือตัดต้นเร็วอาจไม่เพียงพอ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3. กลุ่ม Bank และ SFIs มีประสิทธิผลการปรับโครงสร้างหนี้ดีกว่าในสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อการค้า และสินเชื่อบัตรเครดิต</strong> แต่ผลสำเร็จต่ำในสินเชื่อเช่าซื้อ เนื่องจากสินเชื่อเช่าซื้อมีค่างวดสูงและจำนวนงวดสั้น ทำให้การปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการยืดงวดหรือลดดอกเบี้ยยังช่วยลดภาระได้ไม่มาก ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ในกลุ่ม Non-Bank ทุกประเภทสินเชื่อมีผลต่ำใกล้เคียงกัน อาจสะท้อนว่าความช่วยเหลือจากภาครัฐไปถึงกลุ่ม Non-bank น้อยกว่าในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าจะสามารถเข้าร่วมโครงการคุณสู้เราช่วยได้ แต่ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มนี้ต่ำกว่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>4. ลูกหนี้ NPL ที่มีหนี้หลายประเภทมีโอกาสได้รับความช่วยเหลือผ่านการปรับโครงสร้างหนี้มากกว่าลูกหนี้ NPL ที่มีหนี้ประเภทเดียว </strong>ส่วนหนึ่งอาจเนื่องจากลูกหนี้ที่มีหนี้หลายประเภทสามารถเลือกใช้เครื่องมือในการปรับโครงสร้างหนี้ได้หลากหลายได้มากกว่า ทั้งการยืดงวด ลดอัตราดอกเบี้ย การพักชำระหนี้ หรือการรวมหนี้ ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการภาระหนี้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นโยบายแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้สำเร็จยั่งยืน มาตรการแก้หนี้ช่วยได้ชั่วคราว ทุกภาคส่วนต้องร่วมมืออย่างเป็นระบบ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การแก้หนี้ครัวเรือนให้สำเร็จอย่างยั่งยืน จึงต้องทำมากกว่าการยืดเวลาชำระหรือปรับเงื่อนไขชั่วคราว</strong> โดยออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับสภาพภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น และประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาครัฐ </strong><strong>:</strong><strong> &ldquo;ปรับ&rdquo; สภาพแวดล้อมให้เอื้อ</strong> ผ่านมาตรการการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการปล่อยสินเชื่อเกินความจำเป็น ผลักดันให้ผู้ให้สินเชื่อทั้งหมดเข้าร่วมเป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) เพื่อให้ผู้ให้บริการ/สถาบันทางการเงินมีข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับภาระหนี้โดยรวมของผู้กู้มากขึ้น ตลอดจนปรับมาตรการควบคุมความเสี่ยงระดับมหภาค (Macroprudential) เพื่อกำหนดเพดานหนี้โดยรวมแต่ละราย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Consumer Loans) และบังคับใช้กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภทอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันการสะสมหนี้ครัวเรือนที่มากเกินกว่าความสามารถผู้กู้<br /><br /><br /></span>ควบคู่กับการป้องกันหนี้ไหลไปเป็น NPL โดยส่งเสริมกลไกเตือนความเสี่ยงล่วงหน้าและมีมาตรการจูงใจให้ลูกหนี้เข้าปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะเป็น NPL ดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ในระบบโดยการเชื่อมโยงเข้ากับกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้และมีการให้คำปรึกษาในการรวมหนี้และฟื้นฟูเครดิต รวมถึงขยายกลไกให้คำปรึกษาหนี้แบบ One-stop กำกับสินเชื่อดอกเบี้ยสูงและโฆษณาที่ไม่รับผิดชอบ พร้อมยกระดับความโปร่งใสเรื่องต้นทุนจริงที่ผู้กู้ต้องจ่ายต่อปี พร้อมกับการดำเนินนโยบายช่วยสร้างความเข้มแข็งฐานะการเงินของครัวเรือนทั้งในด้านการเสริมรายได้ สวัสดิการ รวมถึงทักษะอาชีพ</li>
</ul>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้ให้กู้ </strong><strong>: &ldquo;</strong><strong>ปล่อย</strong><strong>&rdquo; </strong><strong>สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ</strong> ประเมินความสามารถชำระหนี้จริง จำกัดภาระหนี้ต่อรายได้ ปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกก่อนเป็น NPL พร้อมเพิ่มแรงจูงใจ เช่น รางวัลหรือแรงจูงใจสำหรับลูกหนี้ที่ชำระต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของลูกหนี้ที่ยั่งยืนได้</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ลูกหนี้ </strong><strong>:</strong><strong> &ldquo;เปลี่ยน</strong><strong>&rdquo; </strong><strong>พฤติกรรม</strong> วางแผนปิดหนี้อย่างเป็นระบบ ใช้กลยุทธ์ เช่น Debt snowball สร้างแรงจูงใจจากการเห็นจำนวนบัญชีหนี้ลดลง หรือ Debt avalanche ช่วยประหยัดดอกเบี้ยรวมและทำให้หมดหนี้เร็วขึ้น ตั้งเพดานผ่อนหนี้ต่อรายได้ ลดรายจ่ายไม่จำเป็น สร้างเงินออมฉุกเฉิน และเข้ารับคำปรึกษาหนี้ตั้งแต่เริ่มรู้สึกว่าเงินตึงมือ</span></li>
</ul>
<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/dw/xu/he9adwxuh0/image003.jpg" alt="image003.jpg" width="1025" height="600" /> <iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/NCB-261225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การแก้หนี้ครัวเรือนให้สำเร็จอย่างยั่งยืนเป็นโจทย์ท้าทาย ต้องออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจจริง และประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน</description>
					<enclosure length="5016" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/47/iq/he9747iq3v/NCB.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 26 Dec 2025 14:40:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>BNPL (Buy Now Pay Later) or Be NPL : ความเสี่ยงการเงินที่มาพร้อมความสะดวกในการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9994</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9994</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9994">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/ltdK49FKDizitY?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />ปี 2026 การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องจากหลายปัจจัย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในปี 2026 จากหลายปัจจัย</strong></span> ทั้งรายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวช้า ตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้น สะท้อนจากการจ้างงานและชั่วโมงทำงานที่ลดลง ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพยังทรงตัวสูง ทำให้ครัวเรือนต้องลดการใช้จ่ายเพื่อลดหนี้ (Deleveraging) สอดคล้องกับผลสำรวจ <strong>SCB EIC Consumer survey ปี 2025 ที่ชี้ว่า ผู้บริโภคยังเผชิญปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ความเสี่ยงการชำระหนี้เริ่มลามไปกลุ่มบนมากขึ้น</strong> ซึ่งจะกดดันการบริโภคในระยะต่อไป</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคจากกลุ่มตัวอย่าง 1,631 คน ระหว่างวันที่ 20 ส.ค. - 3 ก.ย. 2025 พบว่าภาวะการเงินครัวเรือนไทยยังเปราะบางและมีความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งจากการเข้าถึงสินเชื่อบางประเภทได้ง่ายขึ้น</span></strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผลสำรวจครั้งนี้มี 4 ประเด็นน่าสนใจ ดังนี้</strong></h2>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1. รายได้โตช้ากว่ารายจ่าย</strong></h3>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กว่า 70% ของผู้บริโภคมีรายได้เท่าเดิมหรือลดลง ขณะที่กว่า 90% เผชิญรายจ่ายเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ราว 1 ใน 3 ประสบปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย (ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน) ซึ่งกว่า 60% ระบุว่ากำลังเผชิญปัญหานี้ </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กลุ่มรายได้สูงเริ่มแสดงสัญญาณเปราะบางเพิ่มขึ้น สะท้อนจากสัดส่วนผู้ตอบที่มีรายได้ 100,000&ndash;200,000 บาทต่อเดือน ระบุว่ารายได้ไม่พอรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อน แสดงให้เห็นว่าความเปราะบางทางการเงินไม่ได้จำกัดแค่กลุ่มรายได้น้อยอีกต่อไป</span></li>
</ul>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>2. ภาระหนี้หนักและเริ่มลามสู่กลุ่มรายได้สูง</strong></h3>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเสี่ยงภาระหนี้สูง โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งราว 1 ใน 3 มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio : DSR) สูงกว่า 60% ซึ่งจำกัดการบริโภคและเพิ่มความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ในระยะข้างหน้า </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบรู้สึกว่าการชำระหนี้ในแต่ละเดือนเป็นปัญหา แม้แต่กลุ่มรายได้สูงกว่า 100,000 บาทต่อเดือน ก็มีมากกว่า 20% ที่เริ่มกังวล </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เริ่มกระจายจากกลุ่มรายได้น้อยไปสู่กลุ่มรายได้ปานกลาง-สูง แม้ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังชำระหนี้ได้ปกติ แต่เริ่มกังวลปัญหาหนี้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีหนี้หลายประเภทและผู้ที่อยู่ในวัยทำงานอายุต่ำกว่า 40 ปี </span></li>
</ul>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>3. สินเชื่อดิจิทัล ความสะดวกที่มาพร้อมความเสี่ยง</strong></h3>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สินเชื่อดิจิทัล โดยเฉพาะ Buy Now Pay Later (BNPL) และสินเชื่อผ่านแอปบนมือถือ ช่วยเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค โดยมีผู้ใช้กว่า 25% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนคนที่ใช้บัตรกดเงินสด (16.5%) </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุน้อย รายได้น้อย และมีหนี้หลายประเภท โดยราว 1 ใน 3 มี DSR สูงกว่า 60% และกว่า 60% ยอมรับว่าการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้นทำให้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ผู้ใช้ BNPL และสินเชื่อผ่านแอปมีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้สูงกว่าสินเชื่ออื่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ใช้บริการสินเชื่อกลุ่มนี้มีแนวโน้มเป็นหนี้หลายประเภทและมีสัดส่วน DSR สูง โดยเฉพาะผู้ใช้ BNPL ราว 1 ใน 3 ที่มี DSR มากกว่า 60% สะท้อนความจำเป็นในการกำกับดูแลและออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ</span></li>
</ul>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>4. ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำ</strong></h3>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ระมัดระวังการใช้จ่าย เน้นชำระหนี้เป็นอันดับแรก </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ผู้บริโภคที่คาดว่าค่าใช้จ่ายในอนาคตจะลดลง ต้องการเพิ่มการออมและการลงทุนเพื่อรับมือความไม่แน่นอน ขณะที่ 95% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่คาดว่าค่าใช้จ่ายของตนเองและครอบครัวในอนาคตจะเพิ่มขึ้น สะท้อนปัญหารายได้ที่เติบโตช้ากว่ารายจ่ายยังน่ากังวล</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับมุมมองการใช้จ่ายก้อนใหญ่ ผู้บริโภคกว่า 60% ไม่มีแผนซื้อบ้านหรือรถในปี 2026 จากความกังวลด้านรายได้ ดอกเบี้ย และภาระหนี้ แม้ในกลุ่มที่มีแผนซื้อกว่า 80% ยังประเมินว่าตนอาจเผชิญอุปสรรคด้านความสามารถในการซื้อ (Affordability) เพราะเป็นสินทรัพย์ราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ทางออกต้องดำเนินการควบคู่กัน : &ldquo;ปรับปรุง&rdquo; แก้ไขหนี้เดิม vs. &ldquo;ป้องกัน&rdquo; การเกิดหนี้ใหม่ที่เกินจำเป็น</strong></h2>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1. ปรับปรุงแก้ไขหนี้เดิม</strong></h3>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาครัฐ </strong>มีบทบาทช่วยกลุ่มรายได้น้อยแบบ Targeted เพื่อลดรายจ่าย เสริมสภาพคล่อง และเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ชำระหนี้ต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปิดหนี้ไว พร้อมจัดตั้งคลินิกหนี้แบบ One-stop รวมที่ปรึกษา-รวมหนี้-รวมแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญอำนวยความสะดวกการแก้หนี้</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สถาบันการเงิน</strong> ควรได้แรงจูงใจให้ &ldquo;ป้องกันหนี้เป็น NPL&rdquo; และดึงหนี้นอกระบบเข้ามาในระบบ</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาคธุรกิจ</strong> สนับสนุนสวัสดิการ Employee Financial Wellbeing เพื่อช่วยเหลือพนักงานให้มีวินัยทางการเงินและสุขภาพการเงินที่ดีขึ้น</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ลูกหนี้ </strong>วางแผนชำระหนี้ ตั้งเพดาน DSR และปรับพฤติกรรมใช้จ่ายให้เป็นระบบ หลีกเลี่ยงการใช้สินเชื่อหลายประเภทที่เข้าถึงง่ายเกินความจำเป็น</span></li>
</ul>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>2. ป้องกันการเกิดหนี้ใหม่เกินจำเป็น</strong></h3>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาครัฐ</strong> เสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการปล่อยสินเชื่อเกินความจำเป็น โดยการผลักดันให้ผู้ให้สินเชื่อทั้งหมดเข้าร่วมเป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) เพื่อให้ผู้ให้บริการ/สถาบันทางการเงินมีข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับภาระหนี้โดยรวมของผู้กู้มากขึ้น ตลอดจนปรับมาตรการควบคุมความเสี่ยงระดับมหภาค (Macroprudential) เพื่อกำหนดเพดานหนี้โดยรวมแต่ละราย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Consumer Loans) และบังคับใช้กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภทอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันการสะสมหนี้ครัวเรือนที่มากเกินกว่าความสามารถผู้กู้ </span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ควบคู่กับเพิ่มภูมิคุ้มกันทางการเงินส่วนบุคคลและครัวเรือน พัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) เพื่อเพิ่มรายได้ และจัดหาสวัสดิการพื้นฐาน เพื่อลดแรงจูงใจในการก่อหนี้ และป้องกันไม่ให้กลับมาอยู่ในวงจรหนี้อีก นอกจากนี้ จำเป็นต้องมีการควบคุมการโฆษณาสินเชื่อดอกเบี้ยสูงอย่างเหมาะสม พร้อมบังคับเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริงเพื่อความโปร่งใส ผลักดันสินเชื่อที่คิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงลูกหนี้แต่ละราย (Risk-based pricing) ให้ปฏิบัติได้จริง และผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลให้สอดคล้อง เพื่อให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้ให้บริการและสถาบันการเงิน</strong> ยึดหลักการปล่อยกู้แบบรับผิดชอบ จำกัดภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) และบริหารหนี้เสียอย่างมีระบบ</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้ค้าปลีก </strong>ใช้ช่องทางชำระ BNPL อย่างมีระบบร่วมกับผู้ให้บริการ BNPL ที่มีระบบบริหารจัดการหนี้เสีย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสภาพคล่องธุรกิจในระยะยาว</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ลูกหนี้</strong> เพิ่มรายได้ และสร้างนิสัยออม เพื่อเป็นกันชนรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน</span></li>
</ul>
<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cx/6k/he7xcx6k5o/image006.jpg" alt="image006.jpg" width="765" height="666" /> <iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Macro-survey-debt-251225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ผลสำรวจ SCB EIC พบว่าภาวะการเงินครัวเรือนไทยยังเปราะบางและมีความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งจากการเข้าถึงสินเชื่อบางประเภทได้ง่ายขึ้น</description>
					<enclosure length="3644" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/69/i6/he7x69i6bh/Macro-survey-debt.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 25 Dec 2025 11:21:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Navigating the economic storm : ส่องแนวโน้มธุรกิจปี 2026 ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจและความเสี่ยงรอบด้าน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9990</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9990</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9990">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/nj/dp/he5qnjdps1/Infographics-Industry-Outlook-2026-01.jpg" alt="Infographics-Industry-Outlook-2026-01.jpg" width="1920" height="3267" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/om/cr/he5qomcr3o/Infographics-Industry-Outlook-2026-02.jpg" alt="Infographics-Industry-Outlook-2026-02.jpg" width="1920" height="3653" /><br /><br /><br />5 ประเด็นสำคัญ ที่ส่งผลต่อทิศทางการเติบโตของภาคธุรกิจ</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">SCB EIC ได้วิเคราะห์ 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองและคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของภาคธุรกิจ ในปี 2026 และในระยะกลาง ประกอบด้วย <strong>1) ความผันผวนในห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก</strong> จากผลกระทบของปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งจะกดดันการเติบโตของรายได้และ Margin ของภาคธุรกิจ<strong> 2) ปัญหาความเปราะบางของกำลังซื้อภาคครัวเรือน</strong> ซึ่งจะส่งผลให้บางธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อเพื่อการบริโภคและสินค้าฟุ่มเฟือยฟื้นตัวได้ยากขึ้น <strong>3) ข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ</strong> โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหรือขึ้นกับงบลงทุนของภาครัฐ จะมีความไม่แน่นอนของรายได้และอาจกระทบต่อแผนการลงทุนในอนาคต <strong>4) ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น</strong> ทั้งจากในประเทศด้วยกันเองและจากต่างประเทศ ที่ทำให้ต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ <strong>5) การเปลี่ยนแปลงของ Mega trends ที่เร็วและมีแรงกดดันมากขึ้น</strong> อาทิ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ผลกระทบจาก Technology disruption รวมถึงประเด็นด้าน ESG ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางการปรับตัวของธุรกิจในอนาคต</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1) ความผันผวนในห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกกระทบต่อธุรกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ท่ามกลางความผันผวนทางการค้าที่รุนแรงขึ้น กอปรกับความไม่แน่นอนของทิศทางการลงทุน </strong>โดยความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้ากำลังกดดันความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากตลาดส่งออกในสัดส่วนที่สูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ถุงมือยาง และสิ่งทอ ซึ่งมีตลาดสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าหลัก ธุรกิจเหล่านี้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นภาษีนำเข้า ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ แม้สัดส่วนการส่งออกจะต่ำกว่า แต่ยังถูกท้าทายจากความได้เปรียบเชิงภาษีของคู่แข่งในกลุ่มความตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (USMCA) นอกจากนี้ ธุรกิจเกี่ยวเนื่องและภาคบริการก็เสี่ยงจะเผชิญผลกระทบทางอ้อมจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และโรงแรม ส่วนธุรกิจที่พึ่งพาตลาดในประเทศ แม้ผลกระทบทางตรงจะจำกัด แต่ก็ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ การจ้างงานที่อาจชะลอลง ตลอดจนปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อและต้นทุนทางการเงิน ขณะเดียวกัน ทิศทางการลงทุนจากต่างชาติเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา เพราะถือเป็นทั้งโจทย์ความท้าทายและโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทยในการเชื่อมต่อและดึงดูดการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานโลกในอนาคต</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>2) ปัญหาความเปราะบางของกำลังซื้อภาคครัวเรือน</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ความเปราะบางของภาคครัวเรือนจากกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวช้า ประกอบกับข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังมีแนวโน้มคงอยู่ต่อเนื่องในปี 2026 ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะอสังหาฯ ที่อยู่อาศัยและสินค้าคงทนอย่างรถยนต์ ที่จะยังคงฟื้นได้ช้าและยังต้องเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในระยะข้างหน้า สะท้อนได้จากผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่ยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการใหม่ อย่างไรก็ดี กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการจำเป็น เช่น ค้าส่งค้าปลีกในกลุ่ม Grocery อาหารและเครื่องดื่ม และคมนาคม ยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ สะท้อนจากรายได้ของกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>3) ข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายภาครัฐ</strong>จะกระทบธุรกิจกลุ่มที่พึ่งพานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ/งบลงทุนภาครัฐ โดยหลังจากการประกาศยุบสภาในเดือน ธ.ค. 2025 ส่งผลให้ในปี 2026 ยังมีความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งยังต้องจับตาผลการเลือกตั้ง และการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2027 ซึ่งหากมีความล่าช้าไม่มาก ก็จะบรรเทาความเสี่ยงของการหยุดชะงักหรือความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณลงได้ อย่างไรก็ดี หากมีความล่าช้าออกไปมาก คาดว่าจะกระทบต่อการกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจตั้งแต่ ต.ค. 2026 จะส่งผลต่อธุรกิจที่พึ่งพาการลงทุนภาครัฐ เช่น โครงสร้างพื้นฐานและก่อสร้าง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังมีส่วนบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ กระทบแผนการลงทุน ขณะที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มแตะ 70% หากไม่ปรับแผนการคลัง จะจำกัดการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการอุดหนุนในบางอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี คาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะยังคงมุ่งเน้นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจจาก New engine of growth ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับบางกลุ่มธุรกิจ เช่น เกษตรสมัยใหม่และอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีชีวภาพ รวมทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative economy)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>4) ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ธุรกิจไทยเผชิญการแข่งขันรุนแรงทั้งในประเทศและตลาดโลก แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายธุรกิจยังมีความแข็งแกร่ง ขณะที่ SME เปราะบางมากขึ้น</strong>และยังถูกซ้ำเติมจากผู้เล่นต่างชาติมากขึ้น แม้ภาพรวมการแข่งขันภายในประเทศของภาคธุรกิจจะรุนแรงมากขึ้น แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในหลายธุรกิจยังคงมีความสามารถในการแข่งขันที่สูง และมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่า SMEs จากฐานลูกค้ากว้าง ต้นทุนต่ำ และการเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยี ขณะที่ SMEs สูญเสียส่วนแบ่งรายได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น โรงแรม, ค้าปลีก, อาหารและเครื่องดื่ม และยานยนต์ นอกจากนี้ ปัญหาการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าจากจีน เช่น กลุ่มเหล็ก, เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนยานยนต์ ยังคงกดดันภาคการผลิตไทยให้อัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การแข่งขันในตลาดโลกก็มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น ทั้งด้านราคา คุณภาพ และแบรนด์ สะท้อนได้จากอัตรากำไรที่ลดลง ทั้งนี้แม้ว่าผู้ประกอบการรายใหญ่จะมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงกว่า SMEs หลายด้าน แต่ในระยะ 1-3 ปีที่ผ่านมา จะเริ่มเห็นการปรับตัวลดลงของอัตรากำไรของผู้ประกอบการรายใหญ่ในหลายอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, ค้าส่งค้าปลีก, อิเล็กทรอนิกส์, คมนาคมขนส่ง, อาหารและเครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหากไทยไม่เร่งลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า จะมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถแข่งขันและเสี่ยงปิดกิจการเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ SME</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>5) การเปลี่ยนแปลงของ Mega trends ที่เร็วและมีแรงกดดันมากขึ้น</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ธุรกิจไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงของ Mega trends ที่เร็วและกดดันมากขึ้น ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงประเด็นด้านความยั่งยืน</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย สร้างโอกาสใหม่ในธุรกิจบริการสุขภาพ ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ และผลิตภัณฑ์การเงินเฉพาะกลุ่ม ขณะเดียวกัน พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและสุขภาพ เปิดโอกาสให้ธุรกิจอาหารทางเลือก และบริการรองรับไลฟ์สไตล์อิสระยังเติบโตได้ดี ขณะที่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีขั้นสูงทำให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ อย่างเช่น Subscription หรือ AI solutions และส่งผลให้ธุรกิจดั้งเดิมต้องเร่งลงทุน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนที่สูง นอกจากนี้ การเร่งเป้าหมาย Net zero ของไทยจากปี 2065 มาเป็นปี 2050 จะเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ทั้งนี้ไม่เพียงแต่ความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น (Climate mitigation) แต่ภาคธุรกิจยังมีแรงกดดันในการต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นด้วย (Climate adaptation) อย่างไรก็ดี อีกด้านหนึ่งของความท้าทาย ก็ยังเปิดโอกาสให้หลายธุรกิจ อาทิ ธุรกิจในห่วงโซ่พลังงานหมุนเวียน, ธุรกิจจัดการของเสีย และวัสดุฐานชีวภาพ ซึ่งหากภาคธุรกิจต่าง ๆ ไม่เร่งปรับตัวก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะสูญเสียความสามารถแข่งขันในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แม้หลายธุรกิจมีความเสี่ยงและต้องระมัดระวัง แต่บาง Subsegment ยังโตได้หากปรับตาม Mega trends</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ธุรกิจที่ปรับตัวช้าหรือไม่พร้อมตอบโจทย์โลกยุคใหม่มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและถูกตัดออกจากห่วงโซ่การผลิตโลก ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่ไม่สอดรับโครงสร้างประชากรใหม่ ไม่ปรับตัวตาม Mega trends หรือแนวทางความยั่งยืน ธุรกิจที่ไม่มีการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจเหล่านี้มีแนวโน้มกลายเป็น Sunset segment รายได้และมาร์จินลดลงต่อเนื่อง และเสี่ยงทยอยหายไปจากตลาด หากไม่เร่งปรับโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่ ขณะที่บาง Subsegment หากสามารถปรับตัวให้สอดรับ Mega trends ได้ จะสามารถคว้าโอกาสเติบโตต่อได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่แม้ว่าจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง แต่หากสามารถผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก อย่างเช่นด้าน AI ก็ยังมีโอกาสเติบโตได้ หรือกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ที่ยังมีโอกาสหากสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อย่างเช่น ผลิตสินค้าเกษตรที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน Smart agriculture หรือผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็น Functional food และ Medical food เป็นต้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการสามารถใช้กลยุทธ์ READY เพื่อรับมือความท้าทายและคว้าโอกาสใหม่</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">SCB EIC เสนอกลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้านและคว้าโอกาสใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า ดังนี้ <span style="color: #4f2a81;"><strong>R &ndash; Repositioning</strong></span> : การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยพัฒนาสินค้า/บริการให้มีมูลค่าเพิ่ม เช่น มีนวัตกรรมและมีคุณภาพสูงเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ตลอดจนตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ขณะเดียวกัน ต้องมีการกระจายตลาดและมองหาตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และลดความเสี่ยงจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานสะดุด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรประเมินศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจให้สอดคล้องกับ Mega trends และ Supply chain ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนปรับกระบวนการทางธุรกิจ ได้แก่ รูปแบบการทำงานแบบ Agile management ให้ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง หรือการนำแนวคิด Lean operations ที่เน้นเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>E &ndash; ESG principle</strong></span> : การวาง ESG roadmap ให้ชัดเจนและผนวกเป้าหมายกับกลยุทธ์องค์กร รวมไปถึงการยกระดับสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับ Circular economy และ Low-carbon Lifestyle โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและลดการปล่อยคาร์บอน ขณะเดียวกัน ยังต้องปรับตัวให้สอดรับกับกฎระเบียบใหม่ที่เกี่ยวกับ ESG ทั้งนี้นอกจากการวาง Roadmap ขององค์กรไปสู่ความยั่งยืนแล้ว หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวให้สอดรับกับเทรนด์ความยั่งยืนได้แล้ว ก็สามารถคว้าโอกาสหันไปเจาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับประเด็นความยั่งยืนได้มากขึ้นด้วย อาทิ ตลาด EU ที่มีการบังคับใช้มาตรการกีดกันการค้าที่เข้มงวดสำหรับสินค้าที่ปล่อยคาร์บอน สูง ๆ หรือลูกค้ากลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong><span style="color: #4f2a81;">A &ndash; Alliance</span></strong> : การสร้างพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและลดต้นทุน โดยสามารถร่วมกันพัฒนาสินค้า จับกลุ่มเป็นคลัสเตอร์เพื่อขยายตลาดและเพิ่มอำนาจต่อรอง หรือสร้างแพลตฟอร์มใหม่เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ การสร้างพันธมิตรจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังอาจหาพันธมิตรหรือมีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึงการร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ ๆ การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจไม่เพียงช่วยเพิ่มยอดขายและพัฒนานวัตกรรม แต่ยังมีส่วนช่วยลดต้นทุนผ่านการใช้ทรัพยากรหรือระบบโลจิสติกส์ รวมถึงการทำการตลาดร่วมกัน ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง และมีเงินทุนเหลือสำหรับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ด้านอื่น ๆ ในอนาคต</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>D &ndash; Digitalization</strong></span> : ลงทุนนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ เช่น AI, ระบบ Automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยผู้ประกอบการควรเชื่อมโยงตัวชี้วัดด้านดิจิทัลเข้ากับเป้าหมายกลยุทธ์ขององค์กร อีกทั้ง อาจใช้ประโยชน์จาก Digital channel มากขึ้น เช่น ใช้ Omni-channel เพื่อเชื่อมโยงการบริการทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และเข้าใจลูกค้าให้ลึกและละเอียดขึ้นกว่าเดิม ซึ่งข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อออกแบบพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงทำโพรโมชันที่ตอบโจทย์และตรงใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น สอดรับกับเทรนด์การสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Personalization) และมีส่วนช่วยสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand loyalty)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4f2a81;"><strong>Y &ndash; Youthfulness</strong></span> : สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีแนวคิดแบบคนรุ่นใหม่ มีความกระตือรือร้น คล่องตัวสูง และพร้อมปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เปิดรับความคิดสร้างสรรค์ภายในองค์กรเพื่อนำไปสู่การพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงจัดทำแผน Reskill/Upskill พนักงาน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี อีกทั้ง อาจมีการ Diversify ไปยังธุรกิจอื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากช่องทางเดียว โดยอาจสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อขยายไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ และใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีในการสร้างรายได้ประจำเพิ่มเติม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>ภาครัฐสามารถดำเนินมาตรการเชิงรุกทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในการผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจโดยดำเนินมาตรการเชิงรุก โดย<strong> ระยะสั้น</strong> ต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบายที่ชัดเจน รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ผลักดันการเจรจาการค้าระหว่างประเทศและเปิดตลาดใหม่ สนับสนุนผู้ผลิตรายย่อย พร้อมเพิ่มสภาพคล่อง ลดต้นทุนทางการเงิน และปรับโครงสร้างหนี้ SMEs เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น รวมถึงยกระดับมาตรการความปลอดภัยดิจิทัลและการท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคและนักลงทุน สำหรับ <strong>ระยะกลาง-ยาว</strong> ควรมุ่งเน้นผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์และดิจิทัล ผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก ขณะเดียวกัน มุ่งส่งเสริมให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ยังมีศักยภาพ แต่อาจประสบปัญหาเชิงโครงสร้าง สามารถพลิกฟื้นและอยู่รอดได้ในสนามการค้าที่แข่งขันรุนแรง โดยใช้เครื่องมือสำคัญ อาทิ การสนับสนุนยกระดับนวัตกรรม ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะใหม่ การปรับปรุงนโยบายการลงทุน การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ และมุ่งเน้นขจัดอุปสรรคสำคัญในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและอย่างยั่งยืนในระยะยาว</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Industry-Outlook-2026" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในปี 2026 ภาคธุรกิจยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน จากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในมิติต่าง ๆ ส่งผลต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ</description>
					<enclosure length="6893" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/dd/0n/he5pdd0nne/Industry-Outlook-2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 23 Dec 2025 10:41:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>แผนการคลังระยะปานกลางใหม่วางกรอบปฏิรูปการคลังเข้ม จะลดความเสี่ยงเครดิตเรตติงได้มากเพียงใด ขึ้นอยู่กับผลปฏิบัติจริง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9982</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9982</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9982">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0y/k9/hdsi0yk9rz/Infographic-MTFF-20251211.jpg" alt="Infographic-MTFF-20251211.jpg" width="1200" height="1953" /><br /><br /><br />เสถียรภาพการคลังของไทยมีทิศทางแย่ลงรวดเร็วหลังวิกฤตโควิด</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>เสถียรภาพการคลังของไทยมีทิศทางแย่ลงรวดเร็วหลังวิกฤตโควิด&nbsp;</strong><span style="color: #000000;">จากเดิมที่เป็นจุดแข็งของประเทศกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก Moody&rsquo;s และ Fitch ได้ปรับแนวโน้มมุมมองประเทศเป็นลบ (Negative) และอาจนำไปสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในอนาคต หากไม่เร่งปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อต้นทุนการกู้ยืมในระบบการเงิน และอาจกระทบต่อความน่าลงทุนของเศรษฐกิจไทยได้</span></span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่สะท้อนความพยายามปฏิรูปการคลังที่ชัดเจนขึ้น</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>แผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ (ครม. อนุมัติ </strong><strong>18 </strong><strong>พ</strong><strong>.</strong><strong>ย</strong><strong>. 2025)</strong><strong> สะท้อนความเข้าใจและความตั้งใจในการจัดการต่อสัญญาณเตือนนี้</strong> <span style="color: #000000;">โดยรัฐบาลพยายามออกแบบแผนปฏิรูปการคลังให้ชัดเจนขึ้น เพื่อปรับสมดุลการคลัง (Fiscal consolidation) ควบคุมไม่ให้หนี้สาธารณะเกินเพดาน 70% ของ GDP และมีแนวโน้มปรับลดลงได้ภายในปี 2030</span></span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>ในแผนฯ นี้รัฐบาลระบุแนวทางปฏิรูปการคลังไว้อย่างโปร่งใสมากขึ้น</strong><strong>เช่น </strong><strong>1) </strong><strong>เพิ่มรายได้ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้และขยายฐานภาษี </strong><strong>2) </strong><strong>ลดรายจ่าย โดยหาแหล่งเงินอื่นสำหรับโครงการลงทุนภาครัฐ </strong><span style="color: #000000;">เช่น ลงทุนร่วมภาครัฐภาคเอกชน (Public-Private Partnership : PPP) และ 3) เพิ่มวินัยการคลัง โดยลดขนาดงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินฯ และเข้มงวดนโยบายกึ่งการคลัง </span></span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความท้าทายในการปฏิบัติจริงตามแผนการคลังฯ ฉบับใหม่</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>อย่างไรก็ดี </strong><strong>SCB EIC </strong><strong>มีความกังวลต่อการนำแผนฯ ไปปฏิบัติจริง หากพิจารณาบนสมมติฐานที่แตกต่าง</strong><span style="color: #000000;">คือ 1) แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ใช้ในแผนฯ และ 2) การปฏิรูปการคลังตามแผนฯ ที่ตั้งเป้าลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 2.1% ต่อ GDP ให้ได้ในปี 2030 นั้น มีความท้าทายสูงด้วยข้อจำกัดทางการเมืองและสังคม ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และหลักฐานเชิงประจักษ์ในอดีต ซึ่งทำให้ยังมีโอกาสสูงพอสมควรที่หนี้สาธารณะอาจมีแนวโน้มสูงขึ้นเกินเพดาน 70% ของ GDP ในช่วงข้างหน้า</span></span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>ในทางปฏิบัติ </strong><strong>SCB EIC </strong><strong>มองว่าการที่รัฐบาลจะสามารถทยอยลดการขาดดุลงบประมาณจากปัจจุบันที่สูงกว่า </strong><strong>4% </strong><strong>ให้เหลือ </strong><strong>2.1</strong><strong>% ของ </strong><strong>GDP </strong><strong>ภายในระยะ 5 ปีเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก</strong> <span style="color: #000000;">จึงอาจต้องเตรียมแผนขยับเพดานหนี้ 70% ชั่วคราวไว้ และสื่อสารรักษาคำมั่นจะควบคุมให้หนี้สาธารณะปรับลดลงต่ำกว่าเพดานนี้ให้ได้ภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน </span></span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>SCB EIC </strong><strong>ประเมินว่าการที่ภาครัฐพยายามผลักดันแผนปฏิรูปการคลังจะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงเครดิตเรตติงและสร้างเสถียรภาพการคลังระยะยาว แต่จะเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินการให้แผนการคลังฯ เกิดผลเป็นรูปธรรม</strong><span style="color: #000000;"> โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์การเมืองที่มีความไม่แน่นอนสูงโดยจากการถอดบทเรียนในต่างประเทศ SCB EIC มองว่า 3 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้แผนปฏิรูปการคลังสำเร็จได้ คือ 1) มีความมุ่งมั่นทางการเมือง 2) วัดผลความคืบหน้าและสื่อสารโปร่งใส และ 3) ผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ควบคู่กันไป</span></span></li>
</ul>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/MTFF-111225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประเมินว่าการที่ภาครัฐพยายามผลักดันแผนปฏิรูปการคลังจะมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพการคลังระยะยาวและลดความเสี่ยงเครดิตเรตติง</description>
					<enclosure length="4555" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/r9/gy/hdsgr9gyzc/MTFF.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 11 Dec 2025 10:59:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>คนไทยยุคใหม่ “เลือกเช่า” หรือ “เลือกซื้อ” (EP.3) : “Rent Your Lifestyle” ทางเลือกใหม่ในการเข้าถึงสินค้า … เมื่อการเป็นเจ้าของ กำลังถูกแทนที่ด้วยการเข้าถึง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9980</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9980</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9980">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้บริโภคยุคปัจจุบันเน้นการ &ldquo;เข้าถึง&rdquo; มากกว่า &ldquo;ความเป็นเจ้าของสินค้า&rdquo;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>โมเดลการเช่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเช่าบ้านหรือเช่ารถเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีแนวโน้มได้รับความนิยมมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ &ldquo;การเข้าถึง&rdquo; และลดภาระ &ldquo;ความเป็นเจ้าของ&rdquo;</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ต้องการ "เข้าถึง" มากกว่า "ความเป็นเจ้าของสินค้า" ทำให้เกิดกระแสเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing economy) ส่งผลให้เศรษฐกิจการเช่า (Rental economy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจแบ่งปันนี้ เติบโตขึ้นอย่างชัดเจนตามไปด้วย ขณะเดียวกัน โมเดลการเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ (เช่น สินค้าแฟชั่น อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์จัดงาน สินค้าที่ใช้ในครัวเรือน และสินค้าเทคโนโลยี/Gadgets) ยังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยมูลค่าตลาดการเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ของโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องที่ราว 21% ต่อปีในช่วงปี 2022-2026 ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในหลายมิติ ทั้งในด้านความยืดหยุ่นทางการเงิน ที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพสูงโดยไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนมาก ความคล่องตัวและความสะดวกสบาย ที่ช่วยลดภาระในการดูแลรักษา จัดเก็บ หรือการกำจัดสินค้าที่ไม่ใช้แล้ว รวมถึงยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุด หรือสินค้าที่กำลังเป็นเทรนด์อยู่เสมอโดยไม่ต้องกังวลว่าสินค้าจะตกรุ่น ตลอดจนการเข้าถึงสินค้าที่มีการใช้งานเป็นครั้งคราว นอกจากนี้ แนวคิดการเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมความยั่งยืนเพราะช่วยยืดอายุการใช้งานของสินค้า ลดการผลิตและลดการสร้างขยะ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความคุ้มค่า ความสะดวก และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>คนไทยที่เคยเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์มีแนวโน้มเช่าต่อ ส่วนคนไม่เคยเช่าเริ่มสนใจเช่า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ผู้บริโภคไทยที่เคยเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ มีแนวโน้มที่จะเช่าอีกในอนาคต ขณะที่กว่า 60% ของกลุ่มที่ยังไม่เคยเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ตลาดนี้ในอนาคต </strong><span style="color: #4e4e4e;">ผลสำรวจฯ ของ SCB EIC ชี้ให้เห็นว่า เหตุผลหลักในการเลือกเช่าสินค้าคือ ความคุ้มค่าในการใช้งาน ประหยัดค่าใช้จ่าย และลดภาระในการจัดเก็บหรือดูแลรักษา โดยเฉพาะสำหรับสินค้าที่ต้องการใช้เพียงครั้งคราวหรือสินค้าที่ตกรุ่นเร็ว อย่างไรก็ตาม แม้โมเดลเช่าสินค้าจะมีแนวโน้มเติบโตดี และผู้ที่เคยเช่าเกือบ 90% ก็มีความสนใจเช่าซ้ำ แต่ก็ยังมีอุปสรรคอีกหลายประการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเช่า เช่น ราคาค่าเช่าที่สูงเกินไป ต้นทุนแฝงอื่น ๆ และความกังวลเรื่องคุณภาพ สภาพสินค้า และสุขอนามัย ซึ่งเป็นความท้าทายหลักที่ผู้ประกอบการต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อขยายฐานลูกค้าต่อไป</span></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>พฤติกรรมการเช่าของคนไทยเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>พฤติกรรมการเช่าของผู้บริโภคไทยเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายฐานลูกค้าผ่านโมเดลการเช่าควบคู่กับการขาย เพื่อเพิ่มรายได้อีกหนึ่งช่องทางและเป็นประโยชน์ในการวางแผนธุรกิจ </strong><span style="color: #4e4e4e;">โดยผู้ประกอบการสามารถนำมุมมองพฤติกรรมของผู้บริโภคจากผลสำรวจของ SCB EIC ประกอบกับมุมมองอุปสรรคที่ผู้บริโภคสะท้อนออกมา เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเปลี่ยน Pain points ที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโตในระยะยาว สำหรับร้านค้าที่ขายสินค้าไลฟ์สไตล์อยู่แล้ว อาจปรับตัวไปสู่โมเดล Hybrid โดยให้ลูกค้าสามารถทดลองเช่าสินค้าเพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ นอกจากนี้ การให้เช่ายังเป็นช่องทางสำคัญในการเก็บข้อมูลเชิงลึกจากลูกค้า เพื่อนำไปวางแผนการผลิตและการตลาดในอนาคต อย่างไรก็ตาม ธุรกิจต้องแก้ไขข้อจำกัดในการเช่า เช่น สร้างความโปร่งใสในเรื่องราคา ลดค่าใช้จ่ายแอบแฝง ลงทุนในมาตรฐานคุณภาพและสุขอนามัยที่เชื่อถือได้ และพัฒนาระบบรับ-ส่งคืนสินค้าให้สะดวกสบาย เพื่อคว้าโอกาสในการเติบโตจากตลาดนี้ ขณะที่สถาบันการเงินก็มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์เฉพาะด้าน เช่น ความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของธุรกรรม เพื่ออำนวยความสะดวกใน Sharing economy<br /><br /><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Buy-or-Rent-EP3-091225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><br /></span></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เจาะลึกพฤติกรรมการเลือกเช่าสินค้าของผู้บริโภคไทย ในยุคที่เน้นการเข้าถึงมากกว่าการเป็นเจ้าของ</description>
					<enclosure length="4819" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/7n/3h/hdq97n3hey/Buy-or-Rent-EP3-091225.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 09 Dec 2025 10:38:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>คนไทยยุคใหม่ “เลือกเช่า” หรือ “เลือกซื้อ” (EP.2) : ส่องแนวโน้มธุรกิจ “เช่าใช้” … หมัดเด็ดปลุกตลาด เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ยั่งยืน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9979</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9979</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9979">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>จุดเริ่มต้นของธุรกิจเช่าใช้...เมื่อรักคือการไม่ครอบครอง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ได้เป็นที่มาของ "เศรษฐกิจแบ่งปัน" หรือ Sharing economy ที่เน้นหลักการเข้าถึงการใช้งานมากกว่าการครอบครองเป็นเจ้าของ </strong>ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ ที่ได้เริ่มพัฒนาระบบการนำสินค้าหรือบริการมาเสนอให้ผู้อื่นได้ &ldquo;เช่าใช้&rdquo; เพื่อแลกกับค่าบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Netflix และ YouTube โดยการให้บริการจะอยู่ในรูปแบบการสมัครสมาชิก (Subscription economy)<strong> โดย SCB EIC คาดว่ารูปแบบธุรกิจ Subscription economy ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากตัวเลือกของผู้ให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลของ Grandview research ที่คาดว่ามูลค่าตลาดของธุรกิจ Subscription economy ของโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 13.3% ต่อปี ในช่วงระหว่างปี 2025-2033 หรืออยู่ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2033</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ธุรกิจ &ldquo;เช่าใช้&rdquo; สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มขยายตัวตามความต้องการของผู้บริโภค</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัจจุบันแนวคิด Subscription economy ได้ขยายขอบเขตที่กว้างขึ้นมาสู่ การ &ldquo;เช่าใช้สินค้าในครัวเรือน&rdquo;&nbsp; ซึ่งรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากกำลังซื้อที่ลดลงและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคยุคใหม่มีความต้องการเป็นเจ้าของสินค้าลดลงและต้องการใช้งานสินค้าที่ยืดหยุ่นมากขึ้น จึงเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจ &ldquo;เช่าใช้&rdquo; เครื่องใช้ไฟฟ้าขยายตัวและเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตา โดยจากข้อมูลของ Grandview research คาดการณ์ว่า<strong> ตลาดเช่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าของโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 9.2% ต่อปี (ระหว่างปี 2025-2030) ขณะเดียวกัน ในส่วนของผู้บริโภคชาวไทยก็เริ่มให้ความสนใจการ &ldquo;เช่าใช้&rdquo; สินค้าในครัวเรือนมากขึ้น สะท้อนได้จากข้อมูลผลสำรวจของ SCB EIC Consumer survey ภายใต้หัวข้อ สำรวจใจคนไทยยุคใหม่ &ldquo;เลือกเช่า&rdquo; หรือ &ldquo;เลือกซื้อ&rdquo;&nbsp; โดยพบว่า ผู้บริโภคราว 42% สนใจการเช่าใช้สินค้าในครัวเรือน โดยเฉพาะผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในคอนโด ทาวน์เฮาส์/ทาวน์โฮม และหอพัก </strong>โดยแรงจูงใจหลักคือไม่ต้องการจ่ายการซ่อมบำรุง และต้องการทดลองใช้สินค้าพรีเมียมหลายยี่ห้อมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจยังให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม<strong> อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคบางส่วนยังคงไม่สนใจการเช่าใช้เนื่องจากข้อจำกัด/เงื่อนไขของสัญญาเช่าและยังมีตัวเลือกค่อนข้างจำกัด</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการในต่างประเทศมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ จึงเพิ่มบริการ &ldquo;เช่าใช้&rdquo; มากขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>นอกจากการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการได้เริ่มวางกลยุทธ์ใหม่ ๆ ที่ครอบคลุมถึงการ &ldquo;เช่าใช้&rdquo; เพื่อให้ผู้บริโภคยุคใหม่สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้มากขึ้น </strong>ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจเช่าเครื่องใช้ไฟฟ้า LG ในเกาหลีใต้ที่โตเฉลี่ย 30%CAGR (2020-2024) ดันรายได้ในปี 2020 จาก 5.9 แสนล้านวอน เพิ่มขึ้นเป็น 1.67 ล้านล้านวอนในปี 2024 หรือมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากการ &ldquo;เช่าใช้&rdquo; เพิ่มขึ้นจาก 1% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2020 มาอยู่ที่ 2% ในปี 2024 แม้ว่า LG จะมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากธุรกิจเช่าใช้มากขึ้น อย่างไรก็ดี คาดว่าธุรกิจให้เช่าเครื่องใช้ไฟฟ้าของ LG ในเกาหลีใต้ จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สร้างรายได้ให้กับ LG ควบคู่ไปกับการขายขาดในระยะข้างหน้า สะท้อนได้จากรายได้จากยอดขายของ LG Electronics ที่ยังมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 10%CAGR (2020-2024)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ธุรกิจ "เช่าใช้" เป็นกลยุทธ์เสริมที่ช่วยให้ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยเติบโตได้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่า รูปแบบธุรกิจ Subscription economy ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ต้องพึ่งพารายได้จากการซื้อขาดเพียงอย่างเดียว </strong>ขณะเดียวกันก็ถือได้ว่าเป็นการแบ่งเบาภาระทางการเงินสำหรับลูกค้ากลุ่มที่ไม่ต้องการใช้เงินก้อน หรือไม่มีความสามารถทางการเงินที่จะซื้อขาด และเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อนำความคิดเห็นไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยส่งเสริมความยั่งยืนด้วยการลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย<strong> อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ายังเผชิญความท้าทายอีกหลากหลายมิติ ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้เล่นใหม่ และความต้องการซื้อสินค้าใหม่ที่ลดลง แม้โมเดล Subscription จะเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ แต่ก็มีโจทย์ท้าทายด้านการบริหารต้นทุนและการจัดการสินทรัพย์/ค่าเสื่อมราคา รวมถึงปัญหาสินค้าตกรุ่นหรือการยกเลิกสัญญา ผู้ประกอบการจึงต้องปรับกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงในอนาคต</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สนใจโมเดลเช่าใช้ควรเร่งปรับกลยุทธ์ ดังนี้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) วางแผนพัฒนาการให้บริการหลังการขายเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการมัดใจผู้บริโภค </strong>โดยออกแบบโปรแกรมเพื่อให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร ทั้งการซ่อมบำรุง การตรวจสอบสภาพสินค้า ซึ่งการใส่ใจการให้บริการหลังการขายอาจเป็นหมัดเด็ดของการ &ldquo;เช่าใช้&rdquo; ที่การ &ldquo;ซื้อขาด&rdquo; ทำได้ค่อนข้างจำกัด เช่น การเปลี่ยนหรือคืนสินค้าในระยะเวลาที่พ้นกำหนดการรับประกัน การให้บริการซ่อมบำรุงสินค้าที่การซื้อขาดอาจมีการเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม<strong> 2) การออกแบบโพรโมชันที่จูงใจ</strong> โดยนำเสนอระดับราคาที่หลากหลาย มีราคาเริ่มต้นที่คุ้มค่าและจัดโปรแกรมพิเศษสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมที่เหมาะกับประเภทที่อยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ไปจนถึงจัดโปรแกรมสินค้า พรีเมียมสำหรับผู้ที่สนใจสินค้านวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่ยังไม่ต้องการจ่ายเงินจำนวนมากสามารถเข้าถึงสินค้าเหล่านี้<strong> 3) เสนอทางเลือกของสัญญาให้มีความยืดหยุ่น</strong> มีการจัดโปรแกรมระยะสั้น 6 เดือนถึง 1 ปี สำหรับลูกค้าที่ต้องการทดลองใช้บริการสินค้า<strong> 4) สร้างแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันที่มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล </strong>เพื่อทำให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น เช่น โปรแกรมวิเคราะห์ไลฟ์สไตล์เพื่อเลือกสินค้าที่เหมาะกับลูกค้า การเปรียบเทียบราคาหรือรุ่นที่สนใจ เป็นต้น<strong> และ 5) ให้ความสำคัญเรื่องการบริโภคแบบยั่งยืน </strong>เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ ด้วยการสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงการใช้บริการ &ldquo;เช่าใช้&rdquo; ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในระยะข้างหน้า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้านทั้งจากแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้เล่นที่หลากหลายมากขึ้น รวมไปถึงจากการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจที่ส่งผลให้กำลังซื้อลดลง รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นการเข้าถึงสินค้าและบริการมากกว่าการครอบครองเป็นเจ้าของมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการต่างต้องงัดไม้เด็ดเพื่อทำให้ธุรกิจสามารถไปต่อได้ โดย SCB EIC มองว่า รูปแบบธุรกิจเช่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอาจเป็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจที่ช่วยเสริมทัพให้ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เติบโตได้ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนมากขึ้น<br /><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Buy-or-Rent-EP2-081225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe><br /></strong></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>รูปแบบธุรกิจเช่าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอาจเป็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจที่ช่วยเสริมทัพให้ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เติบโตได้ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนมากขึ้น</description>
					<enclosure length="4810" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/tt/28/hdpatt28es/Buy-or-Rent-EP2-081225.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 08 Dec 2025 13:54:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>คนไทยยุคใหม่ “เลือกเช่า” หรือ “เลือกซื้อ” (EP.1) : ที่อยู่อาศัย &amp; พาหนะส่วนตัว</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9977</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9977</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9977">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/aw/x4/hdl0awx4n0/owning-buying_infographic-v2.jpg" alt="owning-buying_infographic-v2.jpg" width="2480" height="4606" /><br /><br />ผู้บริโภคยุคใหม่สนใจ &ldquo;การเช่าใช้&rdquo; กันมากขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มหันมา &ldquo;เช่าใช้&rdquo; กันมากขึ้น แนวโน้มนี้ได้ขยายจากการเช่าที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์ ไปสู่สินค้ากึ่งคงทนหลากหลายประเภท ขณะที่บริการ Ride-sharing ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง </strong>SCB EIC ได้จัดทำแบบสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค (SCB EIC Consumer survey) ภายใต้หัวข้อ &ldquo;สำรวจใจคนไทยยุคใหม่ เลือกเช่าหรือเลือกซื้อ&rdquo; พบว่า พฤติกรรมการเช่าใช้ของผู้บริโภคชาวไทยมีลักษณะเด่น 3 ประการ ได้แก่ 1) กลุ่มสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ได้รับความนิยมสูง ในการเช่า โดยได้รับแรงหนุนหลักจากความต้องการใช้งานเพียงชั่วคราว เช่น ชุดราตรี อุปกรณ์เครื่องเสียง หรือกล้องถ่ายรูป 2) แม้ว่าการเช่าใช้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความยืดหยุ่น แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังมีค่านิยมต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยและยานยนต์ เพราะมองว่าสินทรัพย์มูลค่าสูงเหล่านี้สะท้อนความมั่นคงและความสำเร็จในชีวิต และ 3) แนวคิด &ldquo;การเช่าเพื่อทดแทนการครอบครอง&rdquo; มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วง 3&ndash;5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะ ในกลุ่มผู้บริโภคอายุต่ำกว่า 45 ปี ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและประสิทธิภาพการใช้งาน มากกว่าความเป็นเจ้าของหรือ การครอบครองสินทรัพย์เกินความจำเป็น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>คนไทยส่วนใหญ่ยังคงต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>คนไทยส่วนใหญ่ยังคงต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ขณะที่ตัวเลือกการเช่าตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ไม่ต้องการมีภาระหนี้ระยะยาว และให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างอิสระและยืดหยุ่น </strong>ผลสำรวจของ SCB EIC พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังคงต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เพราะมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง ฐานะทางสังคม และเป็นความภาคภูมิใจ ของชีวิต ขณะที่มาตรการสินเชื่อและโครงการบ้านหลังแรกมีส่วนช่วยให้ผู้มีรายได้ปานกลางสามารถก้าวสู่การเป็นเจ้าของบ้าน กันได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตยุคใหม่ได้ผลักดันให้การเช่าที่อยู่อาศัยได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ กลุ่มคนอายุต่ำกว่า 45 ปี ที่ต้องการลดภาระหนี้สินระยะยาวและควบคุมค่าใช้จ่ายให้คาดการณ์ได้ อีกทั้ง ยังได้รับแรงดึงดูดจาก ข้อได้เปรียบของตลาดเช่า เช่น การเข้าอยู่อาศัยได้ทันที ไม่ต้องดูแลซ่อมบำรุงเอง และรูปแบบสัญญาที่ยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความจำเป็น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>บริการ Ride-sharing กำลังทำให้การครอบครองและการใช้พาหนะส่วนตัวลดความจำเป็นลง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>พฤติกรรมการครอบครองพาหนะกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเดิมที่รถส่วนตัวถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสัญจร มาสู่ยุคที่ผู้บริโภคเริ่มเปิดรับบริการ Ride-sharing และการเช่ารถระยะยาวกันมากขึ้น</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แม้ว่าการมีพาหนะส่วนตัวยังคงเป็นค่านิยมสำคัญของคนไทยจำนวนมาก แต่รูปแบบการตัดสินใจซื้อและการใช้งานกลับมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป เจ้าของยานยนต์ในปัจจุบันมักยืดอายุการใช้งานพาหนะส่วนตัวให้นานขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคที่กำลังมองหารถคันแรกก็เริ่มให้ความสนใจกับรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) ไม่เพียงเท่านี้ ผลการวิเคราะห์ SCB EIC Consumer survey ยังชี้ว่า การเป็นเจ้าของยานยนต์ก็เริ่มไม่ได้เป็นเงื่อนไขจำเป็นดังเช่นในอดีต โดยเฉพาะในเขตเมืองที่ระบบขนส่งสาธารณะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบริการ Ride-sharing ก็ได้กลายมาเป็นทางเลือกหลักสำหรับหลายคน เพราะในบางกรณีก็สามารถตอบโจทย์ ความสะดวกสบายได้ดีกว่าการใช้งานพาหนะส่วนตัว ขณะที่บริการเช่ารถระยะยาวหรือ Car subscription ก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมไลฟ์สไตล์ยืดหยุ่นและต้องการการทดลองเทคโนโลยีขับขี่ใหม่ ๆ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัวรับกระแส &ldquo;การเช่าใช้แทนการซื้อ&rdquo; ของผู้บริโภคยุคใหม่</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและต่อยอดกลยุทธ์การเติบโต เพื่อรองรับกระแส &ldquo;การเช่าใช้แทนการซื้อ&rdquo; ที่เข้ามา มีบทบาทต่อวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น </strong>กระแสการเช่าหรือการใช้บริการทดแทนการซื้อกำลังก้าวขึ้นมามีอิทธิพล ต่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ทำให้ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งปรับตัวอย่างรอบด้านเพื่อรองรับโครงสร้างความต้องการที่ มีแนวโน้มเปลี่ยนไป ในภาคอสังหาฯ ผู้พัฒนาโครงการควรหันมาพัฒนารูปแบบ Hybrid Housing ที่ผสมผสานพื้นที่ขายกับ พื้นที่เช่า เช่น Serviced apartment หรือ Co-living ที่ผู้เช่าสามารถเหมาจ่ายค่าสาธารณูปโภคและค่าส่วนกลางแบบรายเดือน นอกจากนี้ การออกแบบโครงการสำหรับกลุ่มเฉพาะทาง เช่น Senior living apartment จะช่วยสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและ ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคสถาบันการเงินก็ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจแบบเช่า เช่น Buy-to-Let Financing สำหรับผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาฯ เพื่อนำไปปล่อยเช่า รวมถึงพัฒนาระบบประเมินเครดิต ผู้เช่าเพื่อช่วยลดความเสี่ยงแก่ผู้ให้เช่า สำหรับในภาคยานยนต์ ค่ายรถควรศึกษาและต่อยอดบริการ &nbsp;Car subscription ควบคู่กับออกแบบรถรุ่นที่เหมาะกับตลาดบริการ นอกจากนี้ ภาครัฐก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างตลาด &ldquo;ซื้อ&rdquo; และ &ldquo;เช่า&rdquo; ผ่านการออกแบบกฎหมายคุ้มครองคู่สัญญาให้เป็นธรรม เช่น กฎหมายผู้เช่า-ผู้ให้เช่า มาตรฐานความปลอดภัยของบริการ Mobility-as-a-Service รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบขนส่งมวลชนคุณภาพสูง สถานีชาร์จไฟฟ้า และแพลตฟอร์มข้อมูลสาธารณะเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ แนวโน้มทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การปรับตัว เชิงนโยบายและกลยุทธ์ทางธุรกิจ ไม่เพียงช่วยรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการออกแบบ ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ยืดหยุ่น เป็นธรรม และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องให้สังคมและธุรกิจในระยะยาว</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Buy-or-Rent-EP1-041225" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>คนไทยส่วนใหญ่ยังนิยมการเป็นเจ้าของทรัพย์สินมูลค่าสูง ขณะที่การเช่าตอบโจทย์ผู้บริโภคที่รักการใช้ชีวิตอิสระ และไม่ต้องการมีภาระหนี้สินระยะยาว</description>
					<enclosure length="3340" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/51/5m/hdkw515mcv/Buy-or-Rent-EP1.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 04 Dec 2025 13:53:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ทิศทางการลงทุนไทย ในยุคที่การลงทุนโลกไม่เหมือนเดิม</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9970</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9970</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9970">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0l/jr/he070ljr7l/Infographic-FDI-01.jpg" alt="Infographic-FDI-01.jpg" width="1040" height="1966" /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0w/uk/he070wukjy/Infographic-FDI-02.jpg" alt="Infographic-FDI-02.jpg" width="1040" height="1966" /><br /><br /><br />ระเบียบโลกใหม่ภายใต้ทรัมป์ 2.0 เป็นจุดเปลี่ยนที่เร่งให้เกิด 4 กระแสการลงทุนของโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากระเบียบโลกใหม่ที่เกิดขึ้น ได้เร่งให้การลงทุนทั่วโลกต้องปรับเปลี่ยนทิศทางการลงทุนเพื่อรับมือกับความเสี่ยงและโอกาส</strong> ระเบียบโลกใหม่ที่เกิดขึ้นภายใต้ &ldquo;ทรัมป์ 2.0&rdquo; ประกอบกับการใช้นโยบายกีดกันทางการค้า (Protectionism) ของหลายประเทศได้สร้างแรงกดดันและเร่งให้นักลงทุนทั่วโลกต้องปรับกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งการประกาศนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจเร่งให้เกิด <strong>4 กระแสการลงทุนของโลก ได้แก่ 1) Moving to the US : การลงทุนมีแนวโน้มไหลเข้าสหรัฐฯ</strong> เพื่อลดภาระภาษีนำเข้าทั้งจากบริษัทของสหรัฐฯ ที่ย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ บริษัทข้ามชาติที่ต้องการขยายตลาดในสหรัฐฯ และการลงทุนของประเทศพันธมิตรภายใต้ข้อตกลงทวิภาคีแลกเปลี่ยนกับการลดอัตราภาษีตอบโต้ <strong>2) Global Competitive Relocation : เงินลงทุนมีแนวโน้มไหลเข้าประเทศที่ได้เปรียบทางการแข่งขันโดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ</strong> ไม่ว่าจะเป็นประเทศภายใต้ข้อตกลงการค้า USMCA และประเทศที่ถูกเก็บภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ในอัตราที่ต่ำ <strong>3) From China to Others : การลงทุนจากจีนกระจายไปประเทศอื่นเพิ่มขึ้น</strong> เพื่อลดความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น และ<strong> 4) Reshoring/Nearshoring to home country : การกลับมาลงทุนในประเทศหรือในภูมิภาค</strong> เพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจผ่านมาตรการจูงใจที่ทยอยออกมาเพื่อสนับสนุนการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศหรือภูมิภาค</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ แนวโน้มการลงทุนยังเน้น Strategic Investment Focus : การลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์แห่งอนาคตที่เชื่อมโยงเมกะเทรนด์ด้านดิจิทัลและความยั่งยืนมากขึ้น เช่น โครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ การผลิตขั้นสูง Data center เซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงพลังงานสะอาด</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การลงทุนจากต่างประเทศยังมีแนวโน้มขยายตัว แต่เริ่มปรับเปลี่ยนทั้งแหล่งเงิน อุตสาหกรรม และรูปแบบโครงการ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4e4e4e;">แม้นโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในไทย แต่ในภาพรวมกระแสการลงทุนจากต่างประเทศยังไหลเข้าไทยต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี เริ่มพบการเปลี่ยนแปลงในการลงทุนจากต่างประเทศทั้งในด้านแหล่งเงินทุน กลุ่มอุตสาหกรรม และรูปแบบของโครงการที่เข้ามา</span></strong></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในภาพรวม นักลงทุนต่างชาติยังสนใจเข้ามาลงทุนในไทยต่อเนื่องจากมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2025 ที่ยังเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 4.70 แสนล้านบาท และเริ่มชะลอตัวลงในไตรมาสที่ 3 มาอยู่ที่ 2.47 แสนล้านบาทจากมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ลดลงหลังขยายตัวสูงในช่วงก่อนหน้า โดยในภาพรวม การขอรับการส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่ยังกระจุกที่อุตสาหกรรมดิจิทัล เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงโลหะและวัสดุ โดยสิงคโปร์เป็นแหล่งเงินทุนที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด ตามด้วย จีน-ฮ่องกง และญี่ปุ่น ซึ่งแม้การลงทุนจากต่างประเทศจะยังเข้ามาไทยต่อเนื่อง แต่เริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น<strong> ในด้านแหล่งเงินทุน</strong> สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มที่ชะลอการลงทุนเพื่อประเมินสถานการณ์ จากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ลดลงจากเดิมที่เคยขยายตัวต่อเนื่อง 2) กลุ่มที่การลงทุนลดลงต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายของประเทศต้นทางที่ต้องการดึงการลงทุนกลับประเทศ 3) กลุ่มที่ยังเติบโตดี ชี้ให้เห็นถึงการวางบทบาทไทยในฐานะฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค นอกจากนี้ ยังพบสัดส่วนการลงทุนจากประเทศในยุโรปขยายตัวสูงขึ้น อีกทั้ง การลงทุนจากประเทศตะวันออกกลางยังเข้ามาไทยต่อเนื่องและมูลค่าการลงทุนขยายตัวสูงอย่างก้าวกระโดด <strong>ในด้านอุตสาหกรรม</strong> การลงทุนจากต่างประเทศขยายไปสู่กิจการย่อยที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้นทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัล, EV Ecosystem และอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับเทรนด์อนาคต นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว อาทิ เหล็กสำหรับงานก่อสร้าง และโซลาร์เซลล์ จากการปรับลดหรือยกเลิกสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนของ BOI เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และสอดรับกับกติกาด้านความยั่งยืนที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น <strong>ในด้านรูปแบบโครงการ</strong> มีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่โครงการขนาดเล็กมากขึ้น คาดว่าเป็นการลงทุนเพื่อเชื่อมต่อ Supply chain ในไทยหรือในอาเซียนที่มีความแข็งแกร่ง รวมถึงการเข้ามาลงทุนตามผู้ผลิตรายใหญ่ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังพบสัดส่วนมูลค่าการลงทุนในโครงการใหม่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 78% จากค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 ที่เพียง 34% บ่งชี้ว่าไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและยังคงรักษาระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในโครงการใหม่ได้มากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในระยะข้างหน้า</strong> คาดว่าการลงทุนจากต่างประเทศในไทยจะยังมีโอกาสขยายตัวตามทิศทางการค้าโลกที่มีความชัดเจนมากขึ้นประกอบกับการดำเนินมาตรการเชิงรุกของ BOI ในการรักษาฐานนักลงทุนเดิมควบคู่กับการดึงแหล่งเงินทุนใหม่ อีกทั้งภาครัฐยังส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนโลก อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้านในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แม้การลงทุนจากต่างประเทศในไทยยังมีโอกาสขยายตัว แต่ไทยยังตามหลังหลายประเทศในอาเซียน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">โดยการแข่งขันในภูมิภาคเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะจากฐานเงินทุนสำคัญอย่างจีนและสิงคโปร์ ซึ่งที่ผ่านมา มูลค่าการอนุมัติการลงทุนจากต่างประเทศของไทยยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านทั้งอินโดนีเซีย, มาเลเซีย และเวียดนาม อีกทั้ง สัดส่วนการลงทุนจากต่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (FDI ต่อ GDP) ในปี 2024 ของไทยอยู่ที่เพียง 2.7% ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค สอดคล้องกับข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ระบุว่า สัดส่วนการลงทุนรวมทั้งจากในและต่างประเทศต่อ GDP ในปี 2024 ของไทยอยู่ในระดับต่ำสุดในภูมิภาคที่ 22% และอาจลดลงอีกใน 5 ปีข้างหน้า สะท้อนว่าไทยยังมีข้อจำกัดในการสร้างแรงขับเคลื่อนการลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ไทยยังมีความท้าทายหลายด้าน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายจาก<strong>การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ</strong>ที่ยังอยู่ในระดับต่ำและพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2025 มูลค่าการนำเข้าจากจีนขยายตัวสูงถึง 133% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยช่วงปี 2015&ndash;2019 ขณะที่ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังทรงตัวใกล้ระดับเฉลี่ยในอดีต สะท้อนถึงการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามายังเชื่อมโยงกับผู้ผลิตในประเทศได้ไม่มาก นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญกับ<strong>ความเสี่ยงจากมาตรการ Transshipment ของสหรัฐฯ</strong> ซึ่งยังไม่ชัดเจนและมีโอกาสกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของกลุ่มที่จะเข้ามาลงทุนเพื่อส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ อีกทั้ง <strong>ปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศ</strong> ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ทั้งโครงสร้างการผลิตที่กระจุกตัวในอุตสาหกรรมกลาง-ปลายน้ำ ผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้ากว่าประเทศคู่แข่ง การพัฒนาแรงงานทักษะเทคโนโลยีขั้นสูงที่ยังไม่ทันต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นสูงได้</span></p>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><strong><span style="font-size: 15pt; color: #4b2885;">แม้นโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยจะมีศักยภาพ แต่รัฐและเอกชนต้องเร่งปรับตัวให้แข่งขันได้</span><br /></strong><span style="font-size: 13pt; color: #000000;"><strong><br /><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี นโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยยังมีศักยภาพดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ดี แต่จำเป็นต้องทบทวนต่อเนื่องเพื่อพร้อมรับโอกาสและความท้าทายของการลงทุนโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรต้องเร่งปรับตัวยกระดับสู่การเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมยุคใหม่</span></strong> <span style="color: #4e4e4e;">เมื่อเปรียบเทียบนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยกับประเทศอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และเวียดนามแล้ว ไทยยังมีจุดแข็งสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการตั้งฐานการผลิตขั้นสูง อย่างไรก็ตาม ประเทศในอาเซียนก็มีจุดแข็งเฉพาะตัว เช่น เวียดนามที่มีความได้เปรียบด้านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ หรืออินโดนีเซียที่มีทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญต่อระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ดังนั้น ไทยต้องเร่งเสริมความได้เปรียบและต่อยอดจุดแข็งอย่างต่อเนื่อง เช่น การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถยกระดับสู่ห่วงโซ่การผลิตใหม่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาแรงงานทักษะสูงเพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมขั้นสูงที่จะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น อีกทั้ง ภาครัฐอาจพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และให้ทันต่อบริบทของเศรษฐกิจและรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวยกระดับสู่การเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ได้แก่ 1) การยกระดับการผลิตผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยีทั้งระบบอัตโนมัติ และใช้ข้อมูลเพื่อปรับระบบการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงพร้อมทั้งลดต้นทุนให้สามารถแข่งขันได้ 2) ปรับบทบาททางธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลทั้งในด้านคุณภาพและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการต่อยอดการผลิตสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และ 3) สร้างพันธมิตรกับผู้ผลิตต่างชาติ ผ่านการร่วมมือด้านเทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วม และโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ</span><br /><br /><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/FDI-211125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การลงทุนของไทยยังมีศักยภาพดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตได้ แต่ภาครัฐและเอกชนต้องปรับตัวเพื่อรับโอกาสและความท้าทายจากการลงทุนโลก</description>
					<enclosure length="3235" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/zg/e2/he06zge2wl/FDI-181225.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 21 Nov 2025 10:51:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Tourism war : เร่งปรับทัพท่องเที่ยวไทย พลิกเกมดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9953</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9953</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9953">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Tourism war เอเชียแข่งขันดุเดือด หลายประเทศดันท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สงครามการท่องเที่ยวในเอเชีย หรือ Tourism war เอเชียกำลังเข้มข้นจากการที่หลายประเทศปรับยุทธศาสตร์ให้ภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ </strong>ภายใต้ข้อจำกัดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัวและเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้หลายประเทศในเอเชียต้องปรับยุทธศาสตร์ของประเทศโดยหันมาให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยวมากขึ้น จึงส่งผลให้เกิดการแข่งขันเชิงนโยบายที่เข้มข้นและครอบคลุมในหลายมิติเพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ ซึ่งในปัจจุบัน สมรภูมิ Tourism war ในเอเชียมีประเทศคู่แข่งด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญอย่าง ไทย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, มาเลเซีย, เวียดนาม และสิงคโปร์ รวมถึงจีนที่กำลังเป็นอีกหนึ่งประเทศคู่แข่งสำคัญ โดยแต่ละประเทศต่างตั้งเป้าหมายการเติบโตด้านการท่องเที่ยวไว้ค่อนข้างสูงมากกว่า 10%YoY แสดงให้เห็นถึงการวางยุทธศาสตร์เชิงรุกที่มุ่งผลักดันการท่องเที่ยวให้เป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่ Tourism war ที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในระยะข้างหน้า</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Tourism war สร้างแรงกดดันต่อภาคท่องเที่ยวไทยทั้งในด้านจำนวน การเข้าถึงตลาด และรายได้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สมรภูมิ Tourism war ได้เปลี่ยนเกมแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในเอเชีย และเพิ่มแรงกดดันต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ทั้งในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังหดตัวสวนทางกับหลายประเทศที่ขยายตัวแข็งแกร่ง การเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวเป้าหมายทำได้ยากขึ้นจากที่ตลาดมีความทับซ้อนสูงในหลายประเทศ และการเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่ยังจำกัด</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 หลายประเทศสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ดีจากอัตราขยายตัวที่มากกว่า 10%YoY โดยเฉพาะจีนกับเวียดนาม ซึ่งยังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของค่าเงินด้วย ขณะที่ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญมาจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลด้านความปลอดภัย อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากการแข่งขันเชิงรุกจากหลายประเทศในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นตลาดเป้าหมายหลักให้เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศของตน ยิ่งไปกว่านั้น การเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายมีแนวโน้มทำได้ยากขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศมีการทับซ้อนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ค่อนข้างสูง โดยมีนักท่องเที่ยวจากเพียง 18 ประเทศเท่านั้นที่กระจุกตัวอยู่ใน 10 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวในทั้ง 6 ประเทศในสมรภูมิ Tourism war โดยเฉพาะเวียดนามและสิงคโปร์ที่มีตลาดหลักที่ทับซ้อนกับไทยในระดับสูง นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ไทยยังเผชิญกับความท้าทายในการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปในปี 2024 ที่ลดลงสวนทางกับประเทศอื่นที่ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2019 ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันในไทยก็ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ซึ่งยิ่งสะท้อนความจำเป็นในการเร่งยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มศักยภาพการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Tourism war ยิ่งเข้มข้น จากกลยุทธ์เชิงรุกในการดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกของแต่ละประเทศ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สถานการณ์ Tourism war มีแนวโน้มยิ่งเข้มข้นขึ้น โดยแต่ละประเทศได้ใช้กลยุทธ์เชิงรุกในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น </strong>โดยกลยุทธ์สำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้ ได้แก่<strong> 1. การเร่งออกมาตรการพิเศษด้านวีซ่าในการเจาะนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย </strong>โดยในปีนี้หลายประเทศต่างทยอยออกมาตรการวีซ่าเพิ่มเติมเพื่อขยายตลาดนักท่องเที่ยวทั้งการยกเว้นวีซ่า และการออกวีซ่าประเภทพิเศษ<strong> 2. การสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว (Brand image) ที่เน้นการสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่มากขึ้น เพื่อดึงความสนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 3. การใช้คอนเทนต์บนสื่อออนไลน์และพลังของอินฟลูเอนเซอร์ </strong>เพื่อสร้างกระแสโพรโมตการท่องเที่ยวให้เข้าถึงคนทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและยังต่อยอดเสริมภาพลักษณ์ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ<strong> 4. การร่วมกับภาคธุรกิจท่องเที่ยวในการออกแคมเพนโพรโมชัน </strong>ซึ่งครอบคลุมทั้งตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อสร้างแรงจูงใจและเร่งการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว<strong> 5. การยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเดิมให้มีความแปลกใหม่ </strong>ควบคู่กับการสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made destinations) เพื่อเพิ่มจุดขายใหม่ให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้ และ<strong> 6. การพัฒนาเครือข่ายเส้นทางการบินให้ครอบคลุมเส้นทางมากขึ้น </strong>ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการขยายตลาดนักท่องเที่ยว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผลจาก Tourism war ผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับแผนรับมือกับสถานการณ์ให้ทันท่วงที</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผลกระทบของ Tourism war สามารถแบ่งตามกลุ่มนักท่องเที่ยวได้เป็น 3 กลุ่ม </strong>โดยแต่ละกลุ่ม ภาคธุรกิจจะต้องพิจารณาวางกลยุทธ์ให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้มากขึ้น ได้แก่<strong> 1. กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไทยยังเป็นผู้นำ แต่เริ่มกระจายไปเที่ยวประเทศอื่นเพิ่มขึ้น </strong>ได้แก่ มาเลเซีย, อินเดีย, รัสเซีย, สหราชอาณาจักร และฟิลิปปินส์ โดยภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพบริการ ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ใหม่เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนซ้ำและเพิ่มการใช้จ่ายในการท่องเที่ยว<strong> 2. กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เติบโตสูงในหลายประเทศ แต่ยังขยายตัวไม่มากในไทย </strong>ได้แก่ ญี่ปุ่น, สหรัฐฯ, ออสเตรเลีย และแคนาดา ซึ่งภาคธุรกิจควรเดินหน้าโพรโมตการท่องเที่ยวและสร้างจุดขายที่แตกต่างเพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวที่ยังมีความต้องการเดินทางสูงเดินทางเข้าไทยมากขึ้น<strong> 3. กลุ่มนักท่องเที่ยวที่แข่งขันกันรุนแรงและไทยเผชิญกับภาวะชะลอตัว </strong>ได้แก่ จีน, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย โดยภาคธุรกิจภายใต้ความร่วมมือกับภาครัฐ ควรใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเพื่อกระตุ้นตลาดให้ฟื้นตัวโดยเร็วผ่านการทำโพรโมชันแบบเจาะประเทศควบคู่กับการโพรโมตการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี<strong> ในระยะยาว ภาคธุรกิจควรเน้นกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</strong> ไม่ว่าจะเป็น<strong> 1. การสร้างแบรนด์ท่องเที่ยวที่โดดเด่น</strong>แตกต่างจากประเทศคู่แข่ง<strong> 2. การยกระดับประสบการณ์ใหม่</strong>ให้แก่นักท่องเที่ยวอยู่เสมอผ่านการจัดกิจกรรม อิเวนต์ หรือบริการที่สอดรับเทรนด์การท่องเที่ยวยุคใหม่ และ<strong> 3. การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ</strong>กับเครือข่ายผู้ให้บริการท่องเที่ยวในประเทศต้นทางเพื่อผลักดันนักท่องเที่ยวเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>บทบาทมาตรการภาครัฐ ผลักดันภาคท่องเที่ยวไทยท่ามกลางการแข่งขันและความท้าทายรอบด้าน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มาตรการภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวไทยท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นและผลักดันให้เกิดความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันบนความท้าทายใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น </strong>ซึ่งมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐจะมีส่วนช่วยเร่งให้ภาคการท่องเที่ยวไทยฟื้นกลับมาได้เร็วและส่งเสริมให้เกิดการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว โดยมาตรการที่ออกมา (เช่น การออกแคมเพนโพรโมชัน การโพรโมตการท่องเที่ยว และการยกระดับแหล่งท่องเที่ยว) จำเป็นต้องดำเนินอย่างจริงจัง ต่อเนื่องและมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันกับสถานการณ์เหมาะสมกับสมรภูมิ Tourism war โดยการพัฒนาโครงสร้างข้อมูลด้านการท่องเที่ยวให้ยิ่งมีความแม่นยำ ครบถ้วน และรวดเร็ว โดยเฉพาะข้อมูลการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้การกำหนดใช้นโยบายเกิดประสิทธิผลสูงสุด ในขณะเดียวกัน ภาครัฐอาจพิจารณาเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจได้เข้าถึงข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในระดับที่ลึกขึ้น เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถปรับกลยุทธ์ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ การกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและ Brand image ของประเทศในระยะยาว รวมถึงการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะการบริหารจัดการพื้นที่และแหล่งท่องเที่ยวเพื่อช่วยในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันท่องเที่ยวของไทยให้พร้อมแข่งขันในสมรภูมิ Tourism War รวมถึงสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Tourism-war-071125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>สงครามการท่องเที่ยวในเอเชีย หรือ Tourism war กำลังเข้มข้นจากการที่หลายประเทศปรับยุทธศาสตร์ให้ภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ</description>
					<enclosure length="7413" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/zi/ce/hcr7zice2s/Tourism-war.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 07 Nov 2025 15:58:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Thailand’s Regulatory Reform : รีเซ็ตกฎเกณฑ์ภาครัฐ เปลี่ยนเบรกเป็นคันเร่งเพิ่มประสิทธิภาพ เอื้อให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9952</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9952</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9952">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กฎเกณฑ์ภาครัฐไม่เอื้อ ฉุดไทยแข่งขันไม่ได้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทย (โดย IMD 2025) ล่าสุดในปี 2025 ร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ 30 จาก 69 ประเทศทั่วโลก (จากอันดับ 25 ในปี 2024) โดยเฉพาะด้าน &ldquo;ประสิทธิภาพภาครัฐ&rdquo; (Government efficiency) ที่ปรับแย่ลงมากสุดในรอบ 10 ปี ในบางมิติย่อยอันดับแย่ลงมาก เช่น ความโปร่งใส สินบนและคอร์รัปชัน การปรับนโยบายรัฐให้ทันสถานการณ์ และกฎหมายแข่งขันทางการค้า ในขณะที่มาเลเซียแซงไทยไปแล้ว อันดับการแข่งขันปรับดีขึ้นเป็น 23 (ปี 2024 อันดับ 34) มิติ Government efficiency นำไทย อยู่ที่อันดับ 25 (จากอันดับ 33 ปี 2024) สะท้อนชัดว่า กฎเกณฑ์และกลไกของภาครัฐไทยปรับตัวได้ช้า ประสิทธิภาพภาครัฐแข่งขันในโลกแย่ลง กลายเป็นหนึ่งตัวแปรสำคัญฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>บทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน : เวียดนามเดินหน้าปฏิรูปกฎเกณฑ์จริงจัง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศในภูมิภาคที่มีความพยายามในการปฏิรูปเศรษฐกิจและปรับปรุงประสิทธิภาพของภาครัฐอย่างจริงจังผ่านการเริ่มปฏิรูปกฎหมายตั้งแต่ปี 2007 แม้เวียดนามจะไม่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ IMD จัดอันดับ แต่เห็นพัฒนาการได้จากดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index) โดยอันดับของเวียดนามปรับดีขึ้นสู่อันดับที่ 88 ในปี 2024 จาก 111 ในปี 2015 สวนทางกับอันดับของไทยที่ปรับลดลงสู่ 107 จาก 76 ในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ เวียดนามยังมีแผนปฏิรูปด้านกฎเกณฑ์ภาครัฐและด้านเศรษฐกิจในระยะปานกลางอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีนี้ ซึ่งหากไทยยังไม่เร่งการปฏิรูปกฎเกณฑ์อย่างจริงจังและเป็นระบบ ประสิทธิภาพภาครัฐของเวียดนามจะยิ่งทิ้งห่างภาครัฐของไทยมากขึ้นเช่นกัน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ต้นตอของปัญหา : กฎหมายล้าสมัยและซับซ้อน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ไทยมีกฎหมาย-ใบอนุญาตกว่า 100,000 ฉบับ โดยกฎเกณฑ์ภาครัฐส่วนใหญ่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน มีกระบวนการขั้นตอนมาก ใช้ดุลยพินิจสูง เปิดช่องคอร์รัปชันเพื่อเร่งรัดกระบวนการทางกฎหมาย เพิ่มต้นทุนแฝงให้ภาคธุรกิจและประชาชน อีกทั้ง ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมากเช่นทุกวันนี้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แม้ไทยเริ่มปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐมานานแล้ว แต่ยังไม่เห็นผลชัดเจน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัญหา Regulatory reform ไม่ใช่เรื่องใหม่ของไทย รัฐบาลที่ผ่านมาต่างตระหนักถึงปัญหานี้และพยายามปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การปฏิรูปยังไม่ค่อยเห็นผลเป็นรูปธรรม เพราะไทยขาดผู้นำที่มุ่งมั่นจริงจัง ขาดเจ้าภาพหลัก ขาดแรงจูงใจในระบบราชการให้เปลี่ยนแปลงตัวเอง และขาดความต่อเนื่องทางการเมือง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ประเทศที่ปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐได้สำเร็จ เช่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และเวียดนาม ต่างมีปัจจัยร่วม คือ ผู้นำตั้งเป้าหมายปฏิรูปครั้งใหญ่และกำหนดกรอบเวลาชัดเจน การตั้งเจ้าภาพกลางที่มีอำนาจกำกับติดตาม การออกแบบระบบติดตามความคืบหน้าที่โปร่งใส รวมถึงการเปิดให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมให้ข้อมูลเพื่อปรับปรุง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การปฏิรูปกฎเกณฑ์ไทย ต้องสร้างแรงจูงใจ และความร่วมมือทุกภาคส่วน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การปฏิรูปจะสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม สื่อ และนักวิชาการ</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ภาครัฐ : ต้องริเริ่มตั้งเป้า &ldquo;ปรับปรุงกฎเกณฑ์&rdquo; ที่ล้าสมัย และ &ldquo;อำนวยความสะดวกของภาครัฐ&rdquo; ด้วยระบบดิจิทัลแบบรวมศูนย์ข้อมูล </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ภาคเอกชน : มีบทบาทร่วมชี้ปัญหาอุปสรรค และเสนอทางออก</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ภาคประชาสังคม สื่อ และนักวิชาการ : มีบทบาทช่วยสื่อสารและตรวจสอบ</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">การปฏิรูปกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจรายสาขาอุตสาหกรรม อาจเริ่มต้นจาก 5 อุตสาหกรรมหลักที่ไทยมีศักยภาพสูง สามารถแข่งขันโลกได้ ได้แก่ เกษตรและอาหาร, ท่องเที่ยว, การแพทย์และการส่งเสริมสุขภาพ (Medical &amp; Wellness), ยานยนต์ และ Smart electronics ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้มีการจ้างงานต่อเนื่องจำนวนมาก และมีห่วงโซ่มูลค่าเชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่นในระบบเศรษฐกิจสูง การเริ่มปฏิรูปกฎเกณฑ์ผลักดันอุตสาหกรรมศักยภาพสูงของประเทศจะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และเป็นต้นแบบขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นได้ในอนาคต</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร : ตัวอย่างนำร่องของการปฏิรูปกฎเกณฑ์</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">แม้ไทยมีศักยภาพสูงในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร แต่ยังต้องเผชิญอุปสรรคจากกฎเกณฑ์ภาครัฐ โดยปัญหาหลัก คือ (1) กฎเกณฑ์ล้าสมัย เช่น พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 ที่ไม่รองรับนวัตกรรมใหม่ เช่น Novel food โปรตีนจากพืช (2) ข้อกำหนดเข้มงวดเกินจำเป็น เช่น การบังคับแยกเครื่องจักรผลิตสมุนไพร หรือ พ.ร.บ. พันธุ์พืช ด้านข้อกำหนดเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ (3) บิดเบือนกลไกตลาด เช่น มาตรการนำเข้า 1:3 ที่เพิ่มต้นทุนวัตถุดิบให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ และ (4) ไม่เอื้อต่อนวัตกรรม เช่น ห้ามปลูกพืช GMO ในประเทศ <br /><br />นอกจากนี้ การอำนวยความสะดวกของระบบราชการที่เป็นคอขวดสำคัญ คือ (1) ขั้นตอนขออนุญาตซ้ำซ้อน หลายหน่วยงาน ใช้เวลานาน (2) ระบบดิจิทัลไม่เชื่อมโยง ขาดพอร์ทัลกลาง (3) เจ้าหน้าที่ขาดความเชี่ยวชาญ และตีความกฎหมายไม่ตรงกัน ทำให้ธุรกิจเสียต้นทุน เสียเวลา และเสียโอกาสสร้างนวัตกรรมใหม่โดยไม่จำเป็น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Quick Win = ผลไม้สุกใกล้มือ ภาครัฐเริ่มได้ทันที</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">การปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐไทย ไม่ต้องรอการแก้กฎหมายลำดับชั้นสูงรอผ่านสภาฯ แต่เริ่มได้ทันที โดย (1) &ldquo;ตรงจุด&rdquo; แก้/ยกเลิกกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ผ่านมติ ครม. หรือประกาศกระทรวง ไม่ต้องรอแก้ พ.ร.บ. (2) &ldquo;ต่อยอด&rdquo; บังคับใช้กฎหมาย Regulatory Impact Assessment (RIA) จริงจัง เพื่อทบทวนกฎหมายทุก 3&ndash;5 ปี และ (3) &ldquo;ตั้งคนกลาง&rdquo; (Project Management Office : PMO) ทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและทำงานร่วมกับภาคเอกชน กำกับแผนปฏิรูปให้เดินหน้าได้จริง ติดตามผลความคืบหน้า และสื่อสารโปร่งใส</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Regulatory-Reform-051125" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยล่าสุดในปี 2025 ร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ 30 จาก 69 ประเทศ (จากอันดับ 25 ในปี 2024) โดยเฉพาะด้าน “ประสิทธิภาพภาครัฐ”</description>
					<enclosure length="2989" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/tv/fy/hcovtvfygv/Regulatory-Reform.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 05 Nov 2025 13:09:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เจาะ 4 ประเด็นสำคัญ จากผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2025 และนัยต่อตลาดที่อยู่อาศัยปี 2025-2026</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9941</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9941</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9941">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/oMn1O7bA1XSoLh?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />เจาะผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2025</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #000000;">ผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2025 สะท้อนสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในระยะต่อไปที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า จากผลกระทบของปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งส่งผลให้ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคา และทำเลที่มีความสะดวก ยังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสูง รวมถึงทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง และตลาดการเช่าที่อยู่อาศัย ยังเป็นทางเลือกที่มีแนวโน้มได้รับความสนใจสูงอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญดังนี้</span></strong></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>1. กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัย ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า</strong>&nbsp;</span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2025-2026 ในภาพรวมยังคงอ่อนแอ และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าในช่วง 5 ปีข้างหน้า</strong> จากผลกระทบของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน และราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่างค่อนข้างมาก และเริ่มส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-บนมากขึ้น รวมถึงเหตุผลด้านการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้ที่ไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจากผลสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 50%<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ip/6x/hc3wip6xbr/real-estate1.jpg" alt="real-estate1.jpg" width="800" height="333" /><br /><br />สำหรับผู้ที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ยังคงมีสัดส่วนอยู่ในระดับต่ำที่ 27% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม เนื่องจากส่วนหนึ่งตัดสินใจชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป เพื่อรอให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจคลี่คลาย หรือมีความพร้อมทางการเงินมากขึ้น นอกจากนั้น แรงกดดันทางเศรษฐกิจยังส่งผลให้ผู้มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มลดงบประมาณในการซื้อลงอีกด้วย โดยสัดส่วนผู้ที่ระบุว่าจะลดงบประมาณการซื้อที่อยู่อาศัยลงจากที่ตั้งไว้เดิมอยู่ที่ 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัย<br /><br />กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงอ่อนแอดังกล่าว ส่งผลให้ SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2025 และ 2026 ยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องที่ระดับราว -10% ถึง -15%YOY ในปี 2025 และ -1% ถึง -5%YOY ในปี 2026 ตามลำดับ และอาจยังไม่สามารถกลับมาสู่ระดับ Pre-COVID ได้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>2. ที่อยู่อาศัยมือสองยังคงได้รับความสนใจสูงจากกลุ่มผู้ซื้อ</strong>&nbsp;</span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ที่อยู่อาศัยมือสองยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความสนใจสูง จากปัจจัยด้านราคาที่ต่ำกว่ามือหนึ่งเป็นสำคัญ</strong> โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2025 อยู่ที่ราว 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 63% โดยราคาที่อยู่อาศัยมือสองยังมีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยมือหนึ่งยังคงเร่งตัวขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความแตกต่างของระดับราคามือหนึ่งและมือสองยังมีสูง ส่งผลให้ผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยสามารถเข้าถึง และเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมือสองง่ายกว่ามือหนึ่ง <strong>โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์เฮาส์ และคอนโด</strong> ที่ผลสำรวจ พบว่า มีสัดส่วนผู้สนใจซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดมือสองสูงกว่าที่อยู่อาศัยมือสองประเภทอื่น โดยคิดเป็นสัดส่วน 83% และ 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตามลำดับ รวมถึงยังเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้า เนื่องจากส่วนใหญ่ยังสามารถหาซื้อในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ในทำเลที่มีความสะดวกในการเดินทางได้ ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างส่วนใหญ่ยังสามารถเข้าถึงได้มากกว่าราคามือหนึ่งในพื้นที่เดียวกัน อย่างไรก็ตาม SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2025-2026 จะมีแนวโน้มหดตัวตามสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวม แต่เป็นอัตราการหดตัวที่ต่ำกว่ากลุ่มที่อยู่อาศัยมือหนึ่ง<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/j5/9a/hc3wj59aid/real-estate2.jpg" alt="real-estate2.jpg" width="800" height="372" /><br /></span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>3. การเช่าและการเช่าซื้อ คือทางเลือกสำคัญสำหรับกลุ่มที่งบประมาณไม่พอที่จะซื้อ&nbsp;</strong></span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ความต้องการเช่ายังคงอยู่ในระดับสูง และการเช่าซื้อมีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มที่งบประมาณไม่พอที่จะซื้อ</strong> ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทำให้ยังไม่สามารถเปลี่ยนจากการเช่ามาเป็นการซื้อได้ โดยผลสำรวจ พบว่า 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เช่าที่อยู่อาศัยหรือมีความต้องการเช่าอยู่อาศัย ให้เหตุผลในการเช่าว่า งบประมาณไม่พอสำหรับการซื้อ รวมถึงยังมีกลุ่มที่ต้องการที่อยู่อาศัยหลังที่สอง เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังไม่ต้องการซื้อขาด เนื่องจากไม่ต้องการภาระหนี้ระยะยาวเพิ่มเติม วางแผนจะเช่าอยู่เพียงในระยะกลาง หรือต้องการจ่ายค่าเช่ารายเดือนต่ำกว่าค่างวดผ่อนชำระ เป็นต้น<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ji/fo/hc3wjifo88/real-estate3.png" alt="real-estate3.png" width="1372" height="974" /><br /><br />ขณะที่การนำเสนอรูปแบบการเช่าซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโด ที่มีความต้องการเช่าและความต้องการซื้อสูง จากความสามารถในการตอบโจทย์ด้านทำเล มีแนวโน้มดึงดูดกลุ่มผู้ที่มีความต้องการเช่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำได้ดี โดยผลสำรวจ พบว่า ราว 2 ใน 3 ของผู้ที่เช่าอาศัยอยู่หรือมีความต้องการเช่าอาศัย สนใจที่จะเปลี่ยนจากการเช่าคอนโด มาซื้อคอนโดในรูปแบบการเช่าซื้อแทนในช่วง 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากยังสามารถจ่ายค่าเช่าในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่จ่ายอยู่เดิม แต่เพิ่มโอกาสการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เช่าที่อยู่อาศัย หรือมีความต้องการเช่า เนื่องจากได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ยังคาดหวังว่าจะสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ในระยะข้างหน้า แต่คาดว่าต้องใช้เวลาอีกนาน อย่างต่ำมากกว่า 5 ปี กว่าสถานการณ์ทางการเงินจะเริ่มคลี่คลายมากพอจนสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้</span></p>
<h3 class="f_med" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: black;"><span style="color: #000000;"><strong>4. ความคุ้มค่าของราคายังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากที่สุด</strong></span></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคายังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด ขณะที่ปัจจัยด้านทำเลยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง</strong> โดยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงส่งผลต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อ ทำให้ 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคา หรือราคาที่เข้าถึงได้มากที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงที่อยู่อาศัยที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่ามีมูลค่าสูงกว่าที่จ่าย หรือสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกด้วย<br /><br />เช่นเดียวกับปัจจัยด้านทำเลที่ยังคงได้รับความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสะดวกต่อการเดินทาง ที่สามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และด้านการอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจัยด้านทำเลมีแนวโน้มส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้นในระยะต่อไป สะท้อนจากสัดส่วนผู้ที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านทำเลเป็นอันดับแรกยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 28% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากการสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 26%<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jx/0l/hc3wjx0l18/real-estate4.png" alt="real-estate4.png" width="1408" height="916" /><br /></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ยังเป็นจังหวะที่ดีในการซื้อ ส่วนผู้มีข้อจำกัดทางการเงินควรพิจารณาการเช่าหรือเช่าซื้อไปก่อน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ที่สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า SCB EIC มองว่ายังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ สำหรับกลุ่มที่มีความสามารถในการผ่อนชำระเพียงพอ โดยต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบด้วย เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่กลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อ เนื่องจากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่า หรือเช่าซื้อไปก่อน เพื่อรักษาสภาพคล่อง&nbsp;</strong><br /><br /><strong>1. กลุ่มที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี ที่มีความพร้อมทางการเงินหรือมีความสามารถในการผ่อนชำระ</strong> ยังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีแนวโน้มแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ท่ามกลางสถานการณ์กำลังซื้อในตลาดที่มีอยู่จำกัด ประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในช่วงขาลง และโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยสถาบันการเงินของรัฐที่มีการออกมาอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจพิจารณาที่อยู่อาศัยมือสองในด้านความคุ้มค่าของราคาหรือทำเล ควบคู่กับมือหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระในระยะต่อไป งบประมาณการปรับปรุงซ่อมแซมเพิ่มเติมในกรณีซื้อที่อยู่อาศัยมือสอง รวมถึงระดับของผลตอบแทนจากการลงทุนและโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวในระยะต่อไป ในกรณีที่ซื้อเพื่อการลงทุน เป็นต้น<br /><br /><strong>2. กลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี จากข้อจำกัดทางการเงิน</strong> ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่าที่มักมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการซื้อและการเช่าซื้อไปก่อน เพื่อเลี่ยงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและรักษาสภาพคล่อง หรือพิจารณาการเช่าซื้อเป็นทางเลือกเพิ่มเติม หากมีความสามารถทางการเงินมากขึ้นและมีความต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผู้เช่าซื้อต้องพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขการเป็นเจ้าของอย่างระมัดระวัง</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/REsurvey2025" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ตลาดที่อยู่อาศัยยังฟื้นตัวช้า จากผลกระทบของปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยผู้ซื้อยังมุ่งเน้นความคุ้มค่าและทำเลที่มีความสะดวก</description>
					<enclosure length="7600" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/xq/70/hc3qxq708s/real-estate.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 17 Oct 2025 08:59:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ศึก &quot;เหล็ก&quot; ข้ามโลก : ภาษีเหล็ก 50% ของสหรัฐฯ จากนโยบายทรัมป์ 2.0 ที่ซ้ำเติม “วิกฤตเหล็กไทย”</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9935</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9935</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9935">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gr/fz/hc0qgrfz04/steel-infographic.jpg" alt="steel-infographic.jpg" width="4500" height="7629" /><br /><br />การปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าเหล็กของสหรัฐฯ เป็น 50% เพิ่มความเสี่ยงให้เหล็กจากต่างประเทศทะลักเข้ามามากขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">การเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กภายใต้มาตรา 232 ส่งผลกระทบทางตรงต่ออุตสาหกรรมเหล็กของไทยในด้านต้นทุนทางภาษีที่สูงขึ้น แต่คาดว่าผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมูลค่าการส่งออกเหล็กของไทยมีสัดส่วนที่ไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าการผลิตเพื่อใช้งานในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่คาดว่าจะมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเหล็กไทยคือ ผลทางอ้อมจากการที่เหล็กจากประเทศที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีจะถูกระบายเข้ามายังไทยมากขึ้น ทั้งเหล็กคุณภาพสูงจากผู้ผลิตเหล็กที่มีศักยภาพในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งสามารถขนส่งระบายสินค้ามายังไทยได้สะดวก ซ้ำเติมปัญหาเหล็กราคาถูกจากจีนที่ยังคงถูกส่งเข้ามาจำหน่ายในไทยอย่างต่อเนื่องจากโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำ ทำให้มีความได้เปรียบในการกำหนดราคาได้ต่ำกว่าเหล็กที่ผลิตในไทย</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เหล็กจากต่างประเทศที่ถูกระบายเข้ามาจะซ้ำเติมให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเหล็กของไทยให้ลดต่ำลงกว่าเดิม จากผลผลิตเหล็กที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ในช่วงปี 2019-2025 ผลผลิตเหล็กไทยลดลงต่อเนื่อง 2.5%CAGR เนื่องจากราคาเหล็กที่ผลิตในประเทศไม่สามารถแข่งขันกับราคาเหล็กนำเข้าได้ ประกอบกับกำลังการผลิตเหล็กโดยรวมของประเทศที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งโรงงานเหล็กแห่งใหม่ของนักลงทุนจากต่างชาติ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเหล็กของไทยโดยเฉลี่ยจากเดิมซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 57% ในปี 2016 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 40% ในช่วงปี 2024-2025 ซึ่งหากมีการนำเข้าเหล็กเพิ่มขึ้น และเหล็กไทยยังไม่สามารถแข่งขันได้ ก็จะส่งผลให้ผลผลิตเหล็กและอัตราการใช้กำลังการผลิตเหล็กของไทยมีแนวโน้มลดลงไปอีก สะท้อนวิกฤตของอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กของไทยที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การประกาศพ่วงสินค้าอนุพันธ์ภายใต้มาตรา 232 จะกดดันให้การใช้งานวัสดุชิ้นส่วนที่เป็นเหล็กที่ผลิตในประเทศลดลง นอกจากนี้ สินค้าจากไทยมีโอกาสถูกจับตาเรื่องการสวมสิทธิ์</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">การกำหนดสินค้าที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบ 407 รายการที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 50% จะกดดันให้ผู้ผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่อเนื่องของไทยที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีแนวโน้มหาวัสดุอื่นมาทดแทน ทำให้การใช้งานชิ้นส่วนและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นเหล็กซึ่งผลิตในประเทศมีความเสี่ยงที่ความต้องการจะลดลง นอกจากนี้ การผลิตเหล็กและสินค้าในกลุ่มที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบของไทย มีสัดส่วนของมูลค่าการผลิตในประเทศ (Local content/Value added) ค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นความเสี่ยงในการถูกพิจารณาให้สินค้าจากไทยเข้าข่ายสินค้าที่มีการสวมสิทธิ์ (Transshipment) ซึ่งจะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นอีก</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ในระยะสั้น ผู้ประกอบการอาจแสวงหาตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา ขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างก็ยังต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กันไป โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ผ่านการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ การเพิ่มความยืดหยุ่นด้วยการจัดหาวัตถุดิบจาก Suppliers ที่หลากหลาย ตลอดจนการปรับปรุงเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ยังต้องยกระดับไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง อาทิ ยานยนต์, การบินและอวกาศ และการป้องกันประเทศ รวมถึงพัฒนาไปสู่การผลิต Green steel ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดความเสี่ยงจากการใช้ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนที่มีแนวโน้มถูกนำมาใช้ในหลายประเทศเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากกลุ่มประเทศ EU&nbsp;</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อุตสาหกรรมเหล็กไทยยังจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และการปกป้องอุตสาหกรรม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ภาครัฐมีส่วนสำคัญในการช่วยผู้ประกอบการเหล็กที่มีความเปราะบางจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างของผู้ผลิต โดยเน้นไปที่มาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การปรับลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตเหล็ก การเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตเหล็กลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างการสร้างแรงจูงใจด้วยมาตรการทางภาษี การจัดหาแหล่งเงินทุน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการผลิตเหล็กขั้นสูง สำหรับการปกป้องอุตสาหกรรมภาครัฐสามารถใช้มาตรการที่มีอยู่ เช่น Anti-dumping, Anti-circumvention รวมไปถึงความเข้มงวดในการอนุญาตจัดตั้งโรงงานเหล็กแห่งใหม่ของผู้ผลิตเหล็กจากต่างประเทศ กระตุ้นความต้องการใช้งานเหล็กไทยผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและภาคเอกชน การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมปลายน้ำ และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ให้ใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนสูง</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/steel-tariffs-091025" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การปรับเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กของสหรัฐฯ เป็น 50% ส่งผลกระทบทางตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเหล็กส่งออกไทย จากภาระต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว</description>
					<enclosure length="7621" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ux/ns/hbuzuxnsst/steel-tariffs.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 09 Oct 2025 10:28:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาคก่อสร้างไทย รับมือให้ไหวกับการเข้ามาของผู้รับเหมาจีน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9933</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9933</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9933">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0d/eg/hc2o0degq5/Infographic-Chinese-Construction-p1.jpg" alt="Infographic-Chinese-Construction-p1.jpg" width="1240" height="1881" /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0r/rm/hc2o0rrmo1/Infographic-Chinese-Construction-p2.jpg" alt="Infographic-Chinese-Construction-p2.jpg" width="1240" height="1968" /><br /><br />เงินลงทุนจากจีนในภาคก่อสร้างไทยโตต่อเนื่อง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เงินลงทุนโดยตรงจากจีนในภาคก่อสร้างไทยขยายตัวต่อเนื่องในปี 2020-2024 ที่ 21%CAGR</strong> โดยผู้รับเหมาก่อสร้างจีนเข้ามาดำเนินงานก่อสร้างในไทยเพิ่มขึ้น ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งนำมาสู่วิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่รุนแรงในจีน ส่งผลกระทบต่อภาคก่อสร้างในจีนตามมา ทำให้ผู้รับเหมาก่อสร้างจีนมองหาโอกาสในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงไทยมากขึ้น ประกอบกับในไทยยังมีการขยายตัวของความเป็นเมือง ที่ทำให้ยังมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมถึงการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ทั้งนี้ในปี 2025 ผู้รับเหมาก่อสร้างจีนนิยมเข้ามาดำเนินงานก่อสร้างรูปแบบการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการไทย ทั้งกลุ่มงานก่อสร้างอาคารเพื่อการพาณิชย์ กลุ่มงานก่อสร้างวิศวกรรมโยธา เช่น ระบบสาธารณูปโภค, การก่อสร้างและการซ่อมเหมืองแร่, กลุ่มงานก่อสร้างถนน สะพาน และอุโมงค์ และกลุ่มงานก่อสร้างทางรถไฟและรถใต้ดิน<br /></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้รับเหมาไทยมีความเปราะบางอยู่แล้ว และถูกซ้ำเติมจากการเข้ามาของผู้รับเหมาจีน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">-&nbsp;&nbsp;ผู้รับเหมาก่อสร้างไทยมีความเปราะบาง ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังต้องยกระดับ Productivity ไปจนถึงความท้าทาย ทั้งข้อจำกัดด้านรายได้ การรับงานก่อสร้างใหม่ ๆ การบริหารจัดการด้านต้นทุน และปัญหาด้านสภาพคล่อง โดยการเข้ามาของผู้รับเหมาก่อสร้างจีน ซ้ำเติมผู้รับเหมาก่อสร้างไทย โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา รวมถึงยังกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องใน Supply chain จากการใช้วัสดุก่อสร้างที่ผลิตจากจีนเป็นหลัก<br /><br />-&nbsp;&nbsp;เหตุการณ์แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ เมื่อ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา กระทบความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างจีน รวมถึงผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มรับงานก่อสร้างภาครัฐเผชิญความเข้มงวดจากผู้ว่าจ้างมากขึ้น ในส่วนของกลุ่มรับงานก่อสร้างภาคเอกชน แม้จะไม่ได้รับผลกระทบด้านความเชื่อมั่นจากผู้ว่าจ้าง แต่ต้องยกระดับความสามารถในการก่อสร้างให้ตอบโจทย์ด้านการรองรับภัยพิบัติ ขณะที่ผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีความน่าเชื่อถือ ทั้งด้านคุณสมบัติและประสบการณ์ ส่งมอบงานได้ตามคุณภาพ และตรงเวลา รวมถึงมีการใช้เทคโนโลยีก่อสร้างสมัยใหม่ ที่สามารถรองรับภัยพิบัติต่าง ๆ จะยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันไว้ได้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้รับเหมาไทยควรเร่งสร้างขีดความสามารถ ด้วยเทคโนโลยีและพันธมิตรต่างชาติ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ผู้รับเหมาไทยควรเร่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรับมือกับการเข้ามาของผู้รับเหมาจีน ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ รวมถึงการสร้างพันธมิตรกับผู้รับเหมาต่างชาติอื่น ๆ เพื่อเปิดโอกาสในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี</strong><br /><br />-&nbsp;การนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น ซอฟต์แวร์ด้านการออกแบบและก่อสร้าง, เทคโนโลยีก่อสร้างแบบสำเร็จรูป, Building Information Modeling (BIM), 3D Printing, AI, เครื่องจักรก่อสร้างอัตโนมัติ, Drone, Sensor, Smart wearable จะช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งการเพิ่ม Productivity บริหารจัดการความท้าทาย รวมถึงได้เปรียบในการแข่งขันเข้าประมูลงานก่อสร้าง<br /><br />-&nbsp;ผู้ว่าจ้างมีแนวโน้มว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีความสามารถ และประสบการณ์ในการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่สามารถรองรับภัยพิบัติ ส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างไทยควรขยายพันธมิตรไปสู่การร่วมลงทุนกับผู้รับเหมาก่อสร้างต่างชาติอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น, เยอรมนี และเกาหลีใต้ ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในแข่งขันในการเข้าประมูลงาน สร้างความเชื่อมั่นสำหรับผู้ว่าจ้าง รวมถึงเปิดโอกาสในการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีก่อสร้าง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>บทบาทของภาครัฐ ควรเป็นอย่างไร</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณามาตรการปกป้องภาคก่อสร้างไทย ควบคู่ไปกับการส่งเสริมขีดความสามารถให้ผู้รับเหมาไทย</strong><br /><br />-&nbsp;แม้ภาคก่อสร้างไทยได้ประโยชน์จากการเข้ามาดำเนินงานก่อสร้างของผู้รับเหมาก่อสร้างต่างชาติ ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และเกิดการจ้างงาน รวมถึงที่ผ่านมาได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีก่อสร้าง แต่ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณามาตรการปกป้องภาคก่อสร้างไทย เช่น ต้องมีการร่วมลงทุนกับผู้รับเหมาก่อสร้างไทย ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีก่อสร้าง กำหนดให้ใช้แรงงานไทย และวัสดุก่อสร้างที่ผลิตในประเทศ กำหนดให้บริษัทไทยเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง อีกทั้งเข้มงวดกับการเข้ามาดำเนินงานก่อสร้างของผู้รับเหมาก่อสร้างต่างชาติ ที่ใช้ผู้รับเหมาก่อสร้างไทย<br /> เป็นนอมินี (Nominee)<br /><br />-&nbsp;สำหรับการส่งเสริมขีดความสามารถให้ผู้รับเหมาก่อสร้างไทย อาจอยู่ในรูปแบบการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และการสนับสนุนเงินทุนสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างที่ลงทุนนำเทคโนโลยีมาใช้ ให้สามารถยกระดับ Productivity และแข่งขันกับผู้รับเหมาก่อสร้างต่างชาติได้มากขึ้น</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Chinese-contractors-071025" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เงินลงทุนจากจีนในภาคก่อสร้างไทย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยผู้รับเหมาจีนเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ COVID-19</description>
					<enclosure length="7286" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ir/o6/hbssiro654/Chinese-contractors.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 07 Oct 2025 10:32:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ตลาดแรงงานไทย : ความเปราะบางภายใต้เลขว่างงานที่ดูแข็งแรง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9931</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9931</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9931">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง ตลาดแรงงานไทยเริ่มออกอาการอ่อนแอ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">แม้อัตราการว่างงานไทยจะปรับลดลงเร็วหลังวิกฤตโควิด-19 จากสูงสุด 2.25% ในช่วง Q3/2021 มาอยู่ที่ราว 1% ตั้งแต่ปี 2023 ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยก่อนโควิดได้แล้ว แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำต่อเนื่องนาน เริ่มส่งผลให้<strong>ตลาดแรงงานไทยอ่อนแอภายในชัดเจนขึ้น</strong> สะท้อนจากข้อมูลอัตราการว่างงานบางกลุ่มที่เริ่มปรับสูงขึ้น ขณะที่ข้อมูลการจ้างงานบางกลุ่มเริ่มปรับแย่ลง โดย <strong>(1) อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมสูงขึ้น</strong>อยู่ที่ 2.3% ในเดือน ก.ค. 2025 จาก 2.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 และเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 3 ปี <strong>(2) อัตราการว่างงานแรงงานอายุน้อย (15-24 ปี) สูงขึ้น</strong>อยู่ที่ 5.9% ณ Q2/2025 สูงสุดตั้งแต่ปี 2023 โดยเฉพาะอัตราการว่างงานแรงงานกลุ่มนี้ที่จบปริญญาตรีขึ้นไปสูงถึง 18.9% ใน Q2/2025 เร่งตัวจาก 16.1% ใน Q1/2025 <strong>(3) ผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่อง</strong>สะสมกว่า 5 แสนคนเมื่อเทียบกับปี 2023 ซึ่งเป็นปีที่มีผู้มีงานทำสูงสุดเกือบ 40 ล้านคนหลังตลาดแรงงานฟื้นกลับมาจากโควิด และ <strong>(4) ชั่วโมงทำงาน Full-time และล่วงเวลา (OT) ปรับลดลง</strong> คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2% ขณะที่ผู้ทำงานไม่เต็มเวลามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 8% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 จากปี 2024 อยู่ที่ 5.8% เมื่อเทียบกับผู้มีงานทำทั้งหมด</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>โควิด-19 สร้างแผลเป็นในตลาดแรงงาน ทั้งด้านรายได้และการเคลื่อนย้ายแรงงาน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">วิกฤตโควิด-19 ยังทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในตลาดแรงงานอยู่ เห็นได้จาก <strong>(1) รายได้ที่แท้จริง (รวม OT โบนัส) ฟื้นช้า</strong> ข้อมูล ณ Q2/2025 ยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิด-19 ปี 2019 อีกราว 1.2% สะท้อนว่ารายได้แรงงานที่แท้จริงยังไม่ฟื้นเต็มที่ <strong>(2) คุณภาพการเคลื่อนย้ายแรงงานแย่ลง</strong> สัดส่วนแรงงานทำงานนอกระบบมีทิศทางสูงขึ้น โดยในปี 2024 สัดส่วนนี้เพิ่มเป็น 52.8% ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอิสระ รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าแรงงานในระบบเกือบเท่าตัวและรายได้ไม่แน่นอน เข้าถึงสิทธิสวัสดิการหรือหลักประกันทางสังคมไม่มากเท่า การฟื้นตัวของรายได้แรงงานกลุ่มนี้จึงช้ากว่า และมีผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวของภาพรวมรายได้แรงงานไทยในช่วงที่ผ่านมาและในระยะข้างหน้า&nbsp;</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แรงงานไทย 5 ล้านคนเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบทางตรงและอ้อมจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>SCB EIC ประเมินแรงงานไทยราว 5 ล้านคน (12% ของลูกจ้างทั้งหมด) เสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ</strong> ผ่านการลดการจ้างงาน/ชั่วโมงทำงาน หากธุรกิจไทยแข่งขันในตลาด ทั้งในและต่างประเทศยากขึ้นจากเหตุการณ์นี้ อาจมีธุรกิจไทยที่จะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงผ่านการส่งออกไปสหรัฐฯ หรือได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านกำลังซื้อโลกชะลอตัว สินค้าต่างประเทศตีตลาดรุนแรงขึ้น รวมถึงการเผชิญความเปราะบางในประเทศ ประเมินกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ยางพารา, สิ่งทอ, ยางล้อและชิ้นส่วนยานยนต์, Electronic component และ Consumer electronics &amp; HDD &nbsp;สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ประเมินว่ามีความเสี่ยงปานกลาง เช่น มันสำปะหลัง, น้ำตาล, ปาล์มน้ำมัน, ท่องเที่ยวและโรงแรม, ขนส่งและโลจิสติกส์ และค้าปลีก (สัดส่วนจ้างงานเกือบ 10% ของลูกจ้างทั้งหมด)&nbsp;</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ตลาดแรงงานไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง กระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ตลาดแรงงานไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายด้านที่ฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวโดยเฉพาะ <strong>(1) ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์</strong>ตั้งแต่ปี 2024 กำลังแรงงานลดลงต่อเนื่อง ขณะที่แรงงานรุ่นใหม่มีจำนวนไม่เพียงพอและยังขาดทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาด <strong>(2) ผลิตภาพแรงงานลดลงต่อเนื่อง</strong> ข้อมูล OECD Productivity Statistics พบว่า ในช่วงปี 2020-2024 ผลิตภาพแรงงานไทยหดตัวเฉลี่ย 0.6% เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ที่เติบโตเฉลี่ยถึง 4% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม และถูกซ้ำเติมด้วยผลกระทบจากโควิด-19 <strong>(3) การลงทุนทักษะแรงงานจากนายจ้างไม่ทั่วถึง</strong> ส่งผลให้แรงงานไม่มีโอกาสเรียนรู้หรือปรับตัวสู่ทักษะใหม่ที่จำเป็นในยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ขณะที่แรงงานขาดโอกาสและแรงจูงใจพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แรงงานไทยต้องใช้กลยุทธ์ &ldquo;3 ปรับ&rdquo; รับมือโจทย์ท้าทาย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">แรงงานไทยต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวที่อาจกระทบต่อรายได้และการจ้างงาน ทั้งจากสงครามการค้านอกประเทศและความท้าทายในประเทศเอง และเริ่ม &ldquo; 3 ปรับ&rdquo; ช่วยรับมือความเสี่ยงข้างหน้า เพราะความช่วยเหลือจากมาตรการภาครัฐทางเดียวอาจไม่เพียงพอ ไม่ทั่วถึง และไม่ยั่งยืนเท่าการเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันที่ตัวเอง โดย<br /><br /><strong>(1) &ldquo;ปรับทักษะ&rdquo; มีมุมมองเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning)</strong> มุ่งเรียนรู้ทักษะใหม่ ใช้เทคโนโลยีเป็น (เช่น ดิจิทัล AI) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อมีทักษะใหม่พร้อมใช้ตามความต้องการของตลาดแรงงานทุกเมื่อ <br /><br /><strong>(2) &ldquo;ปรับทัศนคติการเงิน&rdquo; มีความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial resilience)</strong> จัดการบัญชีรายรับรายจ่าย สร้างรายได้หลายทาง มีวินัยการออมและชำระหนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน<br /> <br /><strong>(3) &ldquo;ปรับตัวทันโลก&rdquo; ตามเทรนด์โลกและรูปแบบการทำงานใหม่ (Adaptability)</strong> ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เปิดรับรูปแบบการทำงานและค่านิยมใหม่ จึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน เรียนรู้ และเปิดใจรับโอกาสใหม่ เพื่อให้อยู่รอดได้ในตลาดแรงงานยุคใหม่</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/labor-market-061025" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แม้อัตราการว่างงานไทยจะปรับลดลงเร็วหลังวิกฤตโควิด-19 แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำต่อเนื่องนาน เริ่มส่งผลให้ตลาดแรงงานไทยอ่อนแอภายในชัดเจนขึ้น</description>
					<enclosure length="7215" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/9l/wh/hbrv9lwhl1/labor-market.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 06 Oct 2025 11:21:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>บาทแข็งค่ามากสุดในรอบ 4 ปี นำค่าเงินภูมิภาค ลดทอนความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทยเพิ่มเติมจากปัจจัยภาษีทรัมป์</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9913</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9913</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9913">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เงินบาทแข็งค่ามากสุดในรอบ 4 ปี นำค่าเงินภูมิภาคจาก ทั้งปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะการอ่อนค่าของ USD และปัจจัยเฉพาะภายในของไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">นับตั้งแต่ต้นปี 2025 เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นมากราว 8% และแข็งค่ามากสุดในรอบ 4 ปีนำค่าเงินภูมิภาค หากพิจารณาดัชนีค่าเงินบาทเปรียบเทียบค่าเงินบาทกับสกุลเงินคู่ค้าและคู่แข่ง (NEER) พบว่าปรับแข็งค่าสูงสุดตั้งแต่วิกฤติการเงินเอเชียปี 1997 สาเหตุจากหลายปัจจัย คือ (1) ดอลลาร์อ่อนค่าเร็ว : หลังประธานาธิบดีทรัมป์เข้ามารับตำแหน่งสมัยที่สอง (2) ราคาทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำ New high : ตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และในฐานะ Safe asset ที่ทองคำเริ่มมีบทบาทแทนดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น โดยความสัมพันธ์ของเงินบาทกับราคาทองคำสูงกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาคมาก (3) ปัจจัยระยะสั้น : เงินทุนไหลกลับเข้าตลาดบอนด์ไทย ขณะที่ FX Hedging เงินลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศของไทยมีสัดส่วนสูงขึ้น&nbsp;</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เงินบาทแข็งค่ามากขึ้น กดดันภาคส่งออกไทยเพิ่มเติมจากภาษีทรัมป์</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากสวนทางปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำ บทบาทของค่าเงินบาทเปลี่ยนจาก Shock absorber ที่ควรจะช่วยลดผลกระทบจาก Shock ต่อเศรษฐกิจ กลายเป็น Shock amplifier ที่กดดันเศรษฐกิจเพิ่มเติม สถานการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมการส่งออกไทยซึ่งเผชิญแรงกดดันจากภาษี Reciprocal tariff ของสหรัฐฯ อยู่แล้ว แม้ไทยสามารถเจรจาอัตราภาษีสหรัฐฯ ได้ที่ 19% ใกล้เคียงคู่แข่งในภูมิภาค แต่เงินบาทที่แข็งค่านำภูมิภาคกลับทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน หากเปรียบเทียบกับเวียดนามและมาเลเซียที่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีในอัตราใกล้กัน แต่ค่าเงินไม่ได้แข็งค่ามาก กลายเป็นแรงกดดันต่อภาคส่งออกและเศรษฐกิจไทยโดยรวม ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำและมีความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันการค้า ยิ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศบั่นทอนลง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC มองธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากบาทแข็ง เป็นธุรกิจที่เน้นผลิตเพื่อส่งออกและใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศสูง รวมถึงธุรกิจบริการที่พึ่งพารายได้ต่างชาติมาก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทยแตกต่างกันไปตามโครงสร้างการพึ่งพารายได้จากต่างประเทศ โดย <br /><br /><strong>1. กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเชิงลบสูง&ndash;ปานกลาง</strong><br /><br />-&nbsp; ธุรกิจส่งออกที่ใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศสูง เช่น เกษตรและอาหารทะเล (ยางพารา, มันสำปะหลัง และกุ้ง) สูญเสียความสามารถแข่งขันเทียบกับคู่แข่งที่ค่าเงินอ่อน และรายได้ส่งออกที่แลกกลับมาเป็นเงินบาทลดลง<br /><br />-&nbsp; ธุรกิจท่องเที่ยว (โรงแรม และบริษัทนำเที่ยว) เสี่ยงเสียเปรียบจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมองค่าใช้จ่ายเที่ยวไทยสูงขึ้น โดยเฉพาหากเทียบกับประเทศค่าเงินอ่อน เช่น ญี่ปุ่น<br /><br /><strong>2. กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบต่ำ</strong><br /><br />- ธุรกิจที่พึ่งพารายได้และต้นทุนจากต่างประเทศใกล้เคียงกัน เช่น อาหารแปรรูป (ทูน่ากระป๋องและอาหารสำเร็จรูป) ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, ปิโตรเคมี และบริการอย่างสายการบิน&ndash;โรงพยาบาลเอกชน แม้รายได้ส่งออกหรือรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลง แต่ธุรกิจยังมีส่วนชดเชยจากต้นทุนนำเข้าที่ถูกลง และบางอุตสาหกรรมยังได้ประโยชน์จากหนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐที่ชำระเป็นเงินบาทถูกลง<br /><br />- ธุรกิจกลุ่มนี้สามารถใช้ Natural hedging หรือการปรับโครงสร้างการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในระยะยาวได้<br /><br /><strong>3. กลุ่มธุรกิจที่ได้อานิสงส์เชิงบวก</strong><br /><br />- ธุรกิจที่พึ่งพาตลาดในประเทศ แต่ใช้วัตถุดิบนำเข้ามาก เช่น เหล็ก (นำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อน) ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าที่ลดลง<br /><br />- ผลบวกที่เกิดขึ้นอาจถูกลดทอนจากการแข่งขันนำเข้าที่รุนแรงขึ้น และความต้องการในประเทศที่ยังฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แม้ในระยะข้างหน้าเงินบาทจะแข็งค่าเพิ่มได้อีกไม่มาก แต่ความไม่แน่นอนยังมีอยู่สูง แนะนำผู้ประกอบการให้ความสำคัญป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>SCB FM ประเมินในระยะข้างหน้าเงินบาทจะแข็งค่าเพิ่มอีกไม่มาก</strong> เนื่องจากตลาดได้ Price-in ปัจจัยส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ไทยไปมากแล้ว แรงกดดันที่จะทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเพิ่มเติมมีน้อยลง นอกจากนี้ปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำสูงขึ้นต่อเริ่มมีน้อยลง จึงทำให้อุปสงค์ทองคำอาจไม่เร่งตัวมากเท่าช่วงที่ผ่านมา แรงกดดันเงินบาทแข็งจึงอาจมีไม่มาก <strong>มองกรอบเงินบาทปลายปีนี้ที่ราว 31.50-32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ</strong><br /><br /><strong>SCB FM แนะนำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน</strong> ผ่านการทำ FX Forwards และอาจพิจารณา FX Options เป็นอีกทางเลือก โดยในช่วงที่ผ่านมาความผันผวนของค่าเงิน (FX Volatility) ปรับลดลง ทำให้ต้นทุนการทำ FX Options ถูกลงไปด้วย จึงอาจเป็นจังหวะให้ผู้ประกอบการเข้าทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงค่าเงินที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้า</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Thai-Baht-250925" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากบาทแข็ง เป็นธุรกิจเน้นผลิตเพื่อส่งออกและใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศสูง รวมถึงธุรกิจบริการที่พึ่งพารายได้ต่างชาติมาก</description>
					<enclosure length="4979" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/jn/wm/hbfujnwm3i/thai-baht.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 25 Sep 2025 10:46:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>