<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/product/1413276531043" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS Insight</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>RSS For Insight</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:39:06 +0700</pubDate><ttl>20</ttl>
				<item>
					<title>ปรับเกมกลยุทธ์ธุรกิจอสังหาฯ พิชิตใจผู้บริโภคยุค 4.0</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/4756</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/4756</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/4756">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ht/np/f1y2htnpp3/insight_EEC_cover_final-01.jpg" alt="insight_EEC_cover_final-01.jpg" width="500" height="698" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องในเล่ม</p>
<ul>
<li>
<p>บทสรุปผู้บริหาร</p>
</li>
<li>
<p>บทที่ 1 ส่องเทรนด์ความต้องการที่อยู่อาศัยในตลาดโลก</p>
</li>
<li>
<p>บทที่ 2 เจาะพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของคนไทย</p>
</li>
<li>
<p>บทที่ 3 เปิดกลยุทธ์การขายที่อยู่อาศัยในยุค 4.0&nbsp;</p>
</li>
</ul>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;"><span style="font-size: 12pt; color: #0000ff;"><strong>&nbsp;</strong></span></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/4756/f1yz6shlk9/Insight_Realestate_20180614.pdf">ดาวน์โหลดเอกสารภาษาไทยเพื่ออ่านต่อฉบับเต็ม</a></span></strong>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ตลาดที่อยู่อาศัยของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากที่ได้ชะลอตัวในช่วงหลังมาตรการกระตุ้นของภาครัฐได้หมดลง</strong> ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่ายอดโอนที่อยู่อาศัยจะฟื้นตัวราว 7% ในปี 2018 โดยมีปัจจัยบวกทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม ขนาดครอบครัวที่เล็กลงเรื่อยๆ ประกอบกับความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเล ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งจูงใจให้ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยออกมาอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้การแข่งขันสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการจำเป็นต้องระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่ๆ และเร่งระบายหน่วยเหลือขายโดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม นอกจากนี้ ภาวะตลาดปัจจุบันที่เป็นตลาดของผู้ซื้อยังกลายเป็นโจทย์ที่ยากมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนาโครงการต่อๆ ไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างมิลเลนเนียล และกลุ่มที่เข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเบบี้บูมเมอร์ </strong><strong>และกระแสเกี่ยวกับผู้บริโภคต่างๆ รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยี ล้วนมีอิทธิพลต่อการพัฒนาและการขายโครงการ</strong><strong>ที่อยู่อาศัยในอนาคต</strong> อีไอซีพบว่าเทรนด์ความต้องการที่อยู่อาศัยของไทยที่น่าจับตามองคือ 1) ตลาดคอนโดมิเนียมจะยังคงเป็นตลาดใหญ่ แม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบ 2) ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางฟังก์ชั่นการใช้งานของพื้นที่ภายในโครงการที่หลากหลาย 3) ผู้บริโภคอยากอยู่ใกล้แหล่งชุมชนเพิ่มเติมจากแค่ใกล้รถไฟฟ้า 4) smart home จะกลายเป็น new normal ในอนาคต 5) ผู้บริโภคจะมีการเปรียบเทียบข้อมูลผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้นอีกและนิยมรูปแบบที่ล้ำหน้าขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แม้ว่าผู้บริโภคไทยส่วนใหญ่อยากได้ที่อยู่อาศัยแนวราบโดยเฉพาะบ้านเดี่ยว แต่คอนโดมิเนียมจะยังคงเป็นตลาดใหญ่</strong> โดยเฉพาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่วัยทำงาน ที่คอนโดมิเนียมเป็นทางเลือกที่น่าจะตอบโจทย์มากกว่ารูปแบบอื่นด้วยเรื่องทำเลและกำลังซื้อ ขณะที่กลุ่ม Gen X และกลุ่มที่เข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเบบี้บูมเมอร์ก็มีความต้องการคอนโดมิเนียมเพื่อตอบโจทย์ที่หลากหลาย เช่น ภาระการดูแลที่อยู่อาศัยที่น้อยกว่า การซื้อเพื่อลงทุน และบางส่วนเป็นการซื้อให้บุตรหลาน อย่างไรก็ดี มุมมองจากผลการสำรวจพบว่าหากไม่มีข้อจำกัดในเรื่องต่างๆ มากนัก ผู้บริโภคส่วนใหญ่อยากได้ที่อยู่อาศัยแนวราบโดยเฉพาะบ้านเดี่ยวมากกว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลาง ฟังก์ชั่นการใช้งานของพื้นที่ในโครงการ</strong> ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับความสมดุลของการทำงานและการใช้ชีวิต ประกอบอาชีพอิสระ และยอมรับการแชร์ในสังคมมากขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่ร่วมในโครงการที่อยู่อาศัยมีผลต่อการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรคำนึงถึงการออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานของพื้นที่ในโครงการที่หลากหลาย อย่างเช่นการมี co-working space และ co-recreation ในที่อยู่อาศัย ตลอดจนพื้นที่ที่จะสามารถรองรับการแชร์ในด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคต เช่น พื้นที่จอดรถยนต์ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ทำเลที่เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้ายังคงสำคัญ แต่ทำเลที่ใกล้แหล่งชุมชนและสิ่งอำนวยความสะดวกก็สำคัญ</strong><strong>ต่อผู้บริโภคไม่น้อยไปกว่ากัน</strong> ทำเลที่อยู่อาศัยที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าหรือที่ทำงานอาจยังไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์&nbsp;ของผู้บริโภค ผู้บริโภคมีความต้องการให้มีสิ่งจำเป็นและสิ่งอำนวยความสะดวกสบายอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาหารและเครื่องดื่ม โรงพยาบาลและศูนย์บริการด้านสุขภาพ ศูนย์การค้า ซึ่งจะส่งผลให้โครงการแนวมิกซ์ยูสได้รับความนิยมมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาททั้งในส่วนของ smart home ซึ่งแม้ว่ายังไม่แพร่หลายนักในไทย แต่จะเป็นจุดขาย</strong><strong>ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ขณะที่ช่องทางดิจิทัลจะกลายเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้ซื้อที่อยู่อาศัยทั้งการตลาดและบริการหลังการขายผ่านแพลตฟอร์มใหม่ๆ</strong> โดยในส่วนของ smart home จะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของระบบเตือนภัยและระบบจัดการพลังงานในที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ การเข้าถึงเทคโนโลยีของผู้บริโภคส่งผลให้ช่องทางดิจิทัลจะมีบทบาทในการตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้นเนื่องจากผู้บริโภคจะมีการเปรียบเทียบข้อมูลมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการนำ proptech เข้ามาใช้เป็นตัวช่วยผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ๆ อาทิ การนำเสนอบริการหลังการขายรูปแบบต่างๆ การนำเสนอข้อมูลเพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบโครงการได้ง่ายขึ้น รวมถึงการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใหม่ๆ อย่าง AR หรือ VR ตลอดจนการนำ proptech มาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการโครงการ<br /> <br /><strong>การแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยที่รุนแรงขึ้นส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเน้นกลยุทธ์สร้างความแตกต่างและเข้าใจ</strong><strong>ผู้บริโภคให้ลึกขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย 3 กลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแตกต่างที่ไม่ควร</strong><strong>มองข้ามคือ 1) ออกแบบโดยให้ความสำคัญต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น</strong> เช่น universal design ที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม ขณะที่การออกแบบที่ตอบโจทย์ customization จะช่วยสร้างความแตกต่างในการแข่งขันเพื่อเจาะกลุ่ม niche market อย่าง luxury ที่มีศักยภาพซื้อสูง <strong>2) จับมือทางธุรกิจเพื่อพัฒนาสินค้า ถ่ายทอดความรู้ เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ และสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์</strong> โดยความร่วมมือทางธุรกิจสามารถสร้างได้หลายรูปแบบทั้งการหาผู้ร่วมทุนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาโครงการmixed use ในโครงการที่มีศักยภาพสูงโดยเลือกองค์ประกอบของอสังหาริมทรัพย์ที่ลงตัวตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม หรือจับมือกับสตาร์ทอัพเพื่อนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการอยู่อาศัย เช่น สมาร์ทโฮม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ การจับมือเพื่อสร้างแบรนด์ เช่น ความร่วมมือกับเชนโรงแรมชั้นนำยังช่วยเพิ่มมูลค่าของโครงการอีกด้วย และ<strong> 3) พัฒนาแพลตฟอร์มบริการหลังการขายใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายและต่อยอดนำ Big data </strong><strong>มาพัฒนาสินค้าและบริการ</strong> อย่างเช่นการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางเพื่อรวบรวมบริการหลังการขาย หรือการใช้ประโยชน์จาก Big data ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานแล้วยังสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคหรือข้อมูลปัญหาที่พบจากการให้บริการหลังการขายต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคมีความต้องการในอนาคตอีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/8n/jo/f1ys8njo9p/Insight_Realestate_20180613_Page_1.jpg" alt="Insight_Realestate_20180613_Page_1.jpg" width="800" height="1133" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ตลาดที่อยู่อาศัยของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากที่ได้ชะลอตัวในช่วงหลังมาตรการกระตุ้นของภาครัฐได้หมดลง ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่ายอดโอนที่อยู่อาศัยจะฟื้นตัวราว 7% ในปี 2018 โดยมีปัจจัยบวกทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม ขนาดครอบครัวที่เล็กลงเรื่อยๆ ประกอบกับความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเล ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งจูงใจให้ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยออกมาอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้การแข่งขันสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการจำเป็นต้องระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่ๆ และเร่งระบายหน่วยเหลือขายโดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม นอกจากนี้ ภาวะตลาดปัจจุบันที่เป็นตลาดของผู้ซื้อยังกลายเป็นโจทย์ที่ยากมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนาโครงการต่อๆ ไป</description>
					<enclosure length="17186" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/52/a6/f2d552a625/Insight_Q2TH.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 14 Jun 2018 09:48:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เจาะลึกอุตสาหกรรมเด่นขานรับโครงการ EEC</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/4424</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/4424</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/4424">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/pz/m2/eybkpzm2ei/EIC_Insight_EEC.jpg" alt="EIC_Insight_EEC.jpg" width="500" height="702" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องในเล่ม</p>
<ul>
<li>บทสรุปผู้บริหาร</li>
<li>บทที่ 1:&nbsp;EEC จุดสตาร์ทแลนด์มาร์คการลงทุนไทย</li>
<li>บทที่&nbsp;2:&nbsp;อุตสาหกรรมการบิน โอกาสที่มาพร้อมความท้าทาย</li>
<li>บทที่ 3:&nbsp;อุตสาหกรรมดิจิทัล โอกาสที่มาพร้อมความเข้าใจ</li>
<li>บทที่ 4:&nbsp;อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ โอกาสที่มาพร้อมกับความเสี่ยง</li>
<li>บทส่งท้าย</li>
</ul>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;"><span style="font-size: 12pt; color: #0000ff;"><strong>&nbsp;</strong></span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/4424/eybkxjz5u2/Insight_EEC_20180215.pdf">ดาวน์โหลดเอกสารภาษาไทยเพื่ออ่านต่อฉบับเต็ม</a></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><video class="video-js vjs-default-skin" controls="controls" width="480" height="320" data-setup="{}">
<source src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2z/2z/f1nx2z2z3y/motion_graphic_eec_v4_21_may.mp4" type="video/mp4" /></video></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>นโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ภาครัฐใช้ดึงดูดการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อใช้ขับเคลื่อนประเทศ</strong> นโยบายดังกล่าวเป็นการกำหนดบทบาทและหน้าที่ของภาครัฐและกรอบในการพัฒนาพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญของประเทศในปัจจุบัน เพื่อสร้างแรงดึงดูดระลอกใหม่ให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งแบ่งเป็น 5 อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนและมีการดำเนินการแล้วในปัจจุบันหรือกลุ่มอุตสาหกรรม First S-curve และ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือกลุ่มอุตสาหกรรม New S-curve ซึ่งจะสร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>นอกจาก พ.ร.บ. EEC ซึ่งเป็นกรอบนโยบายการพัฒนาแล้ว ภาครัฐยังมีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านกายภาพ (hard infrastructure) และโครงสร้างพื้นฐานด้านการกำกับดูแล (soft infrastructure)</strong> โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านคมนาคม ซึ่งครอบคลุมทุกรูปแบบในการเดินทางและการขนส่งสินค้า ได้แก่ ทางราง ทางถนน ทางน้ำ และทางอากาศ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสาธารณูปโภค ได้แก่ การพัฒนาระบบส่งและกระจายไฟฟ้า การพัฒนาระบบกักเก็บและส่งน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภค การพัฒนาสิ่งแวดล้อมการท่องเที่ยว และสาธารณสุข ส่วนในด้านการกำกับดูแล ภาครัฐยังมีการให้สิทธิพิเศษด้านภาษีทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้ส่วนบุคคล การยกเลิกอากรเครื่องจักรนำเข้าและวัตถุดิบผลิตเพื่อส่งออก เงินทุนสนับสนุนและการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนในบริเวณ EEC อีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อีไอซีประเมินว่า ในระยะเริ่มต้น อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เป็น 3 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในบริเวณ EEC</strong> เมื่อพิจารณาจากความสามารถและทักษะแรงงาน ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และประเภทของอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ธุรกิจศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่เน้นรองรับเครื่องบินลำตัวแคบ (narrow body) จะสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอากาศยานในอนาคต</strong> โดยเครื่องบินลำตัวแคบที่สายการบินต้นทุนต่ำเลือกใช้มีสัดส่วนกว่า 70% ของเครื่องบินที่ผ่านสนามบินเข้าออกของไทยทั้งหมดและมีปริมาณจะเติบโตอีกกว่า 1.5 เท่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาเพื่อรองรับการท่องเที่ยว จะเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อผู้ประกอบการไทยในการซ่อมบำรุงอากาศยาน และการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน ในประเภทชิ้นส่วนหลัก (กลุ่ม tier 2) และชิ้นส่วนรอง (กลุ่ม tier 3) ซึ่งในปัจจุบัน ไทยมีมูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนอากาศยานกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี โดยแบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนอากาศยานราว 60% ชุดระบบสายไฟราว 30% และที่เหลือเป็นส่วนประกอบเครื่องยนต์และยางล้อเครื่องบิน <br /><br /></p>
<p>&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wd/00/eybkwd00qa/EIC_Insight_EEC_20180215.jpg" alt="EIC_Insight_EEC_20180215.jpg" width="800" height="1124" /><br /><br /></p>
<p><strong>โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะสร้างแรงดึงดูดการลงทุนด้าน Internet of Things (IoT) ซึ่งจะสร้างโอกาสต่อผู้ประกอบการในการพัฒนา IoT solution ในอุตสาหกรรมต่างๆ</strong> ซึ่งในปัจจุบันการใช้จ่ายด้าน IoT ของไทยยังกระจุกตัวอยู่ที่อุตสาหกกรรมการผลิตและโลจิสติกส์ ขณะที่ภาคการเกษตรยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีนี้มากนัก สะท้อนจากสัดกส่วนการใช้ embedded software ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้อุปกรณ์ต่างๆ มีความสามารถในการสื่อสารในภาคเกษตรที่มีการใช้เพียง 0.1% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีการใช้ถึง 76% ของอุปกรณ์ทั้งหมด อีไอซี ประเมินว่า หากมีการใช้ IoT ในการเกษตรเพื่อควบคุมการให้น้ำ การควบคุมโรคและศัตรูพืช และการติดตามสภาพดิน จะสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ถึง 30-50% และหากนำไปใช้กับพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว จะทำให้เกษตรกรไทยสามารถเพิ่มผลผลิตได้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโลกผลผลิตต่อไร่ของข้าวอยู่ที่ 480 กิโลกรัมต่อไร่</p>
<p><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wu/6c/eybkwu6cne/EIC_Insight_EEC_20180215_50.jpg" alt="EIC_Insight_EEC_20180215_50.jpg" width="800" height="1124" /><br /><br /></p>
<p><strong>ความคุ้มค่าของการลงทุนในหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในปัจจุบันและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยก้าวเข้าสู่ธุรกิจผู้ให้บริการด้านการรวมระบบ (System Integrator: SI)</strong> โดยเมื่อพิจารณาถึงความสามารถในการทดแทนแรงงานและค่าใช้จ่ายในการลงทุน อีไอซี พบว่าการใช้ระบบระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจะคุ้มทุนภายในระยะเวลา 6-10 ปี ขณะที่หุ่นยนต์อุตสาหกรรมในปัจจุบันมีอายุการใช้งานสูงสุดราว 12 ปี จะสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยก้าวเข้าสู่ธุรกิจผู้ให้บริการด้านการรวมระบบ (System Integrator: SI) ซึ่งทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ออกแบบ และจัดหาระบบอัตโนมัติจากผู้ผลิตหุ่นยนต์และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ มาติดตั้งตามความต้องการของ end users ซึ่งในอนาคตแรงงานกว่า 6.5 แสนคนมีโอกาสที่จะถูกทดแทนหากมีการนำระบบดังกล่าวมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็จะมีการสร้างงานใหม่ที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเช่นกัน</p>
<p><br /><strong>นอกจากนโยบายและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและสาธารณูปโภคต่างๆ แล้ว ภาครัฐควรมีการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน การสร้างแรงงานที่มีทักษะเหมาะสม และการเตรียมพร้อมด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม</strong> การประชาสัมพันธ์ต่อนักลงทุนตั้งแต่กระบวนการขออนุญาต จนถึงการอนุมัติการลงทุนและการดำเนินกิจการ รวมถึงการให้ข้อมูลทางด้านสภาพเศรษฐกิจ กายภาพและสังคม เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่สำคัญที่ภาครัฐไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ ภาครัฐควรส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานทั้งในด้านเทคนิคและการสื่อสารให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งควรมีมาตรการป้องกันและเยียวยา ด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสวัสดิภาพของประชาชนที่อยู่ในบริเวณ EEC เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปได้อย่างยั่งยืนส่วนผู้ประกอบการภาคเอกชนควรมีการเตรียมพร้อม โดยการศึกษากฎระเบียบวิธีปฏิบัติในการลงทุน ข้อกำหนดต่างๆ และสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับจากการเข้าไปลงทุนในพื้นที่ EEC รวมถึงการศึกษาและวางแผนการใช้โครงสร้างพื้นฐานในด้านคมนาคมเพื่อพัฒนาระบบขนส่งทั้งวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด เพื่อนำมากำหนดกลยุทธ์ในการประกอบกิจการต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ตลาดที่อยู่อาศัยของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากที่ได้ชะลอตัวในช่วงหลังมาตรการกระตุ้นของภาครัฐได้หมดลง ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่ายอดโอนที่อยู่อาศัยจะฟื้นตัวราว 7% ในปี 2018 โดยมีปัจจัยบวกทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม ขนาดครอบครัวที่เล็กลงเรื่อยๆ ประกอบกับความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเล ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งจูงใจให้ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยออกมาอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้การแข่งขันสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการจำเป็นต้องระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่ๆ และเร่งระบายหน่วยเหลือขายโดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม นอกจากนี้ ภาวะตลาดปัจจุบันที่เป็นตลาดของผู้ซื้อยังกลายเป็นโจทย์ที่ยากมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนาโครงการต่อๆ ไป</description>
					<enclosure length="13690" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/2l/qw/eybl2lqwc1/Insight_Q1TH.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 15 Feb 2018 10:20:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เปิดมุมมองธุรกิจด้วย Big Data</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/4180</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/4180</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/4180">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/3v/az/evpw3vaz5y/EIC_Insight_Bigdata_Cover.jpg" alt="EIC_Insight_Bigdata_Cover.jpg" width="500" height="694" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องในเล่ม</p>
<ul>
<li>บทสรุปผู้บริหาร</li>
<li>บทที่ 1: เปิดโลก Big Data จับตาการใช้ในธุรกิจไทย</li>
<li>บทที่&nbsp;2:&nbsp;Smart&nbsp;Consumer Insight แกะรอย Big Data ไขพฤติกรรมที่ซับซ้อนของผู้บริโภค</li>
<li>บทที่ 3: Smart Company ปรับสูตรลับฉบับธุรกิจ ปิดจุดอ่อนด้วย Big Data</li>
<li>บทส่งท้าย: มองรอบด้านกับ Big Data</li>
</ul>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;"><span style="font-size: 12pt; color: #0000ff;"><strong>&nbsp;</strong></span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/4180/evpvskuyc6/EIC_Insight_Bigdata.pdf">ดาวน์โหลดเอกสารภาษาไทยเพื่ออ่านต่อฉบับเต็ม</a></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>Big Data เป็นข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลาย ไม่มีโครงสร้างและรูปแบบที่แน่นอน ซึ่งเกิดขึ้นและถูกรวบรวมได้อย่างรวดเร็วในโลกยุคดิจิทัล</strong> เช่น ข้อมูลที่ได้จาก call center, text message ข้อมูลในโซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook, Instagram หรือ Twitter ซึ่งการเติบโตของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต และอุปกรณ์อัจฉริยะที่สามารถส่งข้อมูลถึงกัน รวมไปถึงพฤติกรรมบนสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย ที่คนชอบรีวิว กดไลค์ คอมเมนต์ ส่งผลให้ Big Data ในลักษณะข้อความ ภาพ เสียง วีดีโอถูกสร้างขึ้นตลอดเวลา ต่างจากข้อมูลแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นเพียงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น ยอดขาย ฐานข้อมูลลูกค้า เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การวิเคราะห์ Big Data ช่วยให้ธุรกิจสามารถค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงและตัวแปรในรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ในขณะที่ข้อมูลแบบดั้งเดิม มีโครงสร้างที่แน่นอนอาจนำมาใช้คาดการณ์ได้จำกัด</strong> ธุรกิจสามารถนำข้อมูลภายในบริษัทและข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่บนโลกออนไลน์ อย่างไลฟ์สไตล์ของลูกค้า สภาพอากาศ ข้อมูลของคู่แข่ง มาประกอบกันเพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ สร้าง insight ให้กับธุรกิจ และคาดการณ์แนวโน้มให้ถูกต้องแม่นยำ เช่น จะผลิตสินค้าอะไรให้ตรงใจลูกค้า ลูกค้าลักษณะแบบนี้จะซื้อสินค้าอะไรคู่กัน ซื้ออะไรก่อนหลัง ในขณะที่ข้อมูลแบบเก่าจะแสดงให้เห็นภาพสิ่งที่เกิดขึ้นได้ระดับหนึ่ง แต่มีข้อจำกัดในการอธิบายสาเหตุ เช่น ข้อมูลจากการสำรวจสะท้อนเพียงความคิดเห็น และความตั้งใจ ไม่ใช่การวิเคราะห์จากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/zy/al/evpvzyalx1/EIC_Insight_Bigdata_Infographic1.jpg" alt="EIC_Insight_Bigdata_Infographic1.jpg" width="830" height="589" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>บริษัทไทยส่วนใหญ่ที่เริ่มนำ Big Data มาใช้วิเคราะห์แล้ว มุ่งเน้นใช้ประโยชน์ในด้านพัฒนาการขายและการตลาด</strong> จากข้อมูลและความคิดเห็นของบริษัทชั้นนำไทยกว่า 60 แห่งพบว่า ธุรกิจเกินครึ่งนำ Big Data มาใช้แล้วราว 1-3 ปี ซึ่งทั้งภาคบริการและภาคการผลิตนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาการขายและการตลาดมากที่สุด เช่น การตั้งราคาและจัดโปรโมชั่นให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งนี้ ธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ขายสินค้าแบบเดียวกัน อย่างธุรกิจโทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ จะใช้ประโยชน์จาก Big Data ในด้านการปรับปรุงสินค้าและบริการให้มีมูลค่าเพิ่ม ให้มีความแตกต่างจากคู่แข่ง ส่วนธุรกิจในภาคการผลิตอย่างอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน จะใช้ประโยชน์จาก Big Data เพื่อเพิ่มผลิตภาพ มุ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>คาดว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า Big Data จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ในภาคธุรกิจไทยมากขึ้น เพื่อตามให้ทันเทรนด์ของผู้บริโภคที่เป็น Smart Consumer และพัฒนาธุรกิจให้ก้าวไปเป็น Smart Company</strong> กว่า 70% ของบริษัทที่ยังไม่ได้เริ่มใช้ Big Data วางแผนจะนำข้อมูลดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในอนาคต ซึ่งระยะเวลาเตรียมความพร้อมส่วนใหญ่อยู่ที่ราว 1-3 ปี ทั้งนี้ ธุรกิจสามารถสร้างและเก็บ Big Data มาวิเคราะห์เพื่อตอบสนองผู้บริโภคไทยยุคใหม่ที่มีพฤติกรรมการบริโภคซับซ้อนขึ้น คาดหวังสูง ภักดีต่อแบรนด์น้อยลง และได้รับอิทธิพลจากสื่อออนไลน์ในการเลือกซื้อ เปรียบเทียบสินค้า นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้ Big Data ยังสามารถลดต้นทุน ยกระดับกระบวนการผลิต และพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพื่อแก้ปัญหา &ldquo;เงิน งาน คน&rdquo; ภายในบริษัทท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอนาคต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การตัดสินใจของผู้บริโภคไทยยุคใหม่มีความซับซ้อนมากขึ้น เป็นเหตุให้ธุรกิจต้องอาศัยข้อมูลใหม่ๆ เพื่อทำความเข้าใจที่มาของพฤติกรรมต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อพิชิตใจผู้บริโภค</strong> อีไอซีพบว่าผู้บริโภคไทยกว่า 80% คาดหวังให้สินค้าและบริการมีลักษณะตามที่ตนเองต้องการมากที่สุด โดยยกให้คุณภาพมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง และยังมีแนวโน้มที่จะมีความภักดีต่อแบรนด์น้อยลง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความท้าทายที่ธุรกิจต้องเผชิญ ทั้งนี้ Big Data นับว่าเป็นเครื่องมือทรงพลังที่จะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในเชิงลึกมากขึ้น โดยเฉพาะจากการวิเคราะห์ข้อมูลในยุคดิจิทัลที่แสดงพฤติกรรมของลูกค้าที่เกิดขึ้นจริง เช่น การโพสต์ข้อความและรูปภาพในโซเชียลมีเดีย คำที่ใช้ค้นหาใน search engine และข้อมูลจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต (Internet of Things: IoT) เป็นต้น ทำให้ธุรกิจสามารถวางกลยุทธ์ได้ตรงใจผู้บริโภคแต่ละรายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตลาดส่วนบุคคล (personalized marketing) การตั้งราคาให้เหมาะสม (price optimization) รวมไปถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง (cross-selling) เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ธุรกิจสามารถพัฒนาองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่รวบรวมจากเซ็นเซอร์จุดต่างๆ ในสายการผลิต ข้อมูลการทำงานและพฤติกรรมของพนักงานเพื่อประโยชน์ในการรักษาพนักงานเดิมและการสรรหาพนักงานใหม่</strong> ปัจจุบันความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทยกำลังเผชิญความท้าทายในหลายๆ ด้าน ทั้งในส่วนของต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูงขึ้น ผลิตภาพการผลิตมีอัตราการเติบโตถดถอยลง รวมไปถึงการเปลี่ยนงานบ่อยของคนรุ่นใหม่ ซึ่งการปรับปรุงระบบการผลิตและระบบงานภายในองค์กรให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ในรูปแบบดิจิทัล เช่น การติดตั้งเซ็นเซอร์ในสายการผลิตเพื่อจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่และนำมาวิเคราะห์ จะทำให้ผู้ผลิตทราบและคาดการณ์ถึงจุดที่จะเป็นปัญหาและต้องการการแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างเร่งด่วน ทำให้สามารถเข้าไปจัดการได้ทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียและเพิ่มผลิตภาพในสายพานการผลิต นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวพฤติกรรมและความสนใจของคนยังสามารถช่วยหาคนที่มีความเหมาะสมกับงานและมีแนวโน้มที่จะอยู่กับองค์กรในระยะยาว รวมถึงการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2d/2y/evpw2d2yna/EIC_Insight_Bigdata_Infographic2.jpg" alt="EIC_Insight_Bigdata_Infographic2.jpg" width="800" height="1123" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อีไอซีมองว่าธุรกิจที่มีโอกาสใช้ Big Data ได้ก่อน ได้แก่ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ขนส่งและโลจิสติกส์ โทรคมนาคมและสื่อ เนื่องจากข้อมูลมีความพร้อม และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน สำหรับบริษัทที่ต้องการเริ่มเก็บ Big Data สามารถทำได้โดยปรับโฉมให้เป็นดิจิทัล</strong> อีไอซีใช้เครื่องชี้วัดสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความพร้อมของข้อมูล ประโยชน์เชิงธุรกิจที่ได้รับ และระยะเวลาเตรียมตัว พบว่าธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ขนส่งและโลจิสติกส์ โทรคมนาคมและสื่อ มีโอกาสใช้ประโยชน์จาก Big Data ได้สูงกว่าธุรกิจอื่น เนื่องจากเป็นธุรกิจภาคบริการที่ใกล้ชิดกับลูกค้า ข้อมูลของธุรกิจถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ข้อมูลจากการซื้อของออนไลน์ จาก GPS จากการใช้บริการโทรศัพท์แบบ voice และ data เป็นต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางกลยุทธ์การขายและการตลาด พัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบสนองกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ในส่วนของบริษัทที่เริ่มเห็นประโยชน์จาก Big Data ควรปรับตัวให้เป็นดิจิทัลเพื่อสร้างข้อมูล real-time มากขึ้น เช่น สร้างเว็บไซต์บริษัท ทำหน้าโซเชียลมีเดีย ติดตั้งเซ็นเซอร์ในสายพานการผลิต และนำข้อมูลภายนอกมาประกอบการวิเคราะห์กับข้อมูลภายในบริษัท เพื่อพัฒนาธุรกิจและคาดการณ์เทรนด์ให้ก้าวไปก่อนคู่แข่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ธุรกิจต่างๆ มีแนวโน้มมุ่งสู่การขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล (data-driven) มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้ Big Data ให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีการตั้งวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน มีโจทย์ที่ต้องการตอบอย่างแน่ใจ เลือกใช้ข้อมูลที่เหมาะสมและมีบุคลากรที่มีความสามารถในการวิเคราะห์</strong> แม้ในบางครั้งผู้ประกอบการจะใช้ประสบการณ์หรือสัญชาตญาณในการตัดสินใจดำเนินธุรกิจแต่ก็ควรใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้ได้มากที่สุดเพื่อลดอคติส่วนบุคคล ซึ่งสิ่งสำคัญของการนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ให้เกิดมูลค่าในเชิงธุรกิจอยู่ที่การเลือกข้อมูลที่ต้องการใช้ให้ถูกต้อง ใช้กระบวนการคิดและเครื่องมือการวิเคราะห์ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์วัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้วางไว้ อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ Big Data ไม่ใช่เครื่องมือเพียงชนิดเดียวที่การันตีความสำเร็จของธุรกิจ ผู้ประกอบการยังต้องมองรอบด้านแล้วปรับตัวไปตามเทรนด์ของอุตสาหกรรมเพื่อการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ตลาดที่อยู่อาศัยของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากที่ได้ชะลอตัวในช่วงหลังมาตรการกระตุ้นของภาครัฐได้หมดลง ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่ายอดโอนที่อยู่อาศัยจะฟื้นตัวราว 7% ในปี 2018 โดยมีปัจจัยบวกทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม ขนาดครอบครัวที่เล็กลงเรื่อยๆ ประกอบกับความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเล ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งจูงใจให้ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยออกมาอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้การแข่งขันสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการจำเป็นต้องระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่ๆ และเร่งระบายหน่วยเหลือขายโดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม นอกจากนี้ ภาวะตลาดปัจจุบันที่เป็นตลาดของผู้ซื้อยังกลายเป็นโจทย์ที่ยากมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนาโครงการต่อๆ ไป</description>
					<enclosure length="18181" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/af/kx/evpwafkxyd/Insight_Q4TH.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 22 Nov 2017 10:16:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ซัพพลายเชนจะปรับตัวอย่างไรเมื่อโลกเปลี่ยน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/3893</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/3893</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3893">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tl/i6/etb2tli6gn/insight_supplychain_cover_final1-01.jpg" alt="insight_supplychain_cover_final1-01.jpg" width="500" height="698" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องในเล่ม</p>
<ul>
<li>บทสรุปผู้บริหาร</li>
<li>บทที่ 1: ก้าวตามผู้บริโภคให้ทัน</li>
<li>บทที่&nbsp;2:&nbsp;จับตานวัตกรรมที่จะพลิกโฉมธุรกิจ</li>
<li>บทส่งท้าย</li>
</ul>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;"><span style="font-size: 12pt; color: #0000ff;"><strong>&nbsp;</strong></span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; color: #0000ff;"><strong><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/3893/etb37dp0ab/Insight_supplychain_2017.pdf">ดาวน์โหลดเอกสารภาษาไทยเพื่ออ่านต่อฉบับเต็ม</a></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><video class="video-js vjs-default-skin" controls="controls" width="480" height="270" data-setup="{}">
<source src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/mf/m4/etitmfm4ol/final_motion_supply_chain.mp4" type="video/mp4" />
</video></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ในทศวรรษที่ผ่านมาผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างมากจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยผู้บริโภคกว่า 1.8 พันล้านคนค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบสินค้าหรือบริการจากรีวิวบนโซเชียลมีเดียประกอบการตัดสินใจซื้อ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการและความคาดหวังจากธุรกิจที่ซับซ้อนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเรื่อยๆ อีไอซีมองว่าเทรนด์การดำเนินธุรกิจในซัพพลายเชนที่เปลี่ยนไปจากความต้องการของผู้บริโภคและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จะทำให้ธุรกิจในซัพพลายเชนต้องติดตามการพัฒนาเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของโมเดลธุรกิจอย่างใกล้ชิดกว่าในอดีต เพื่อเล็งเห็นเทรนด์ที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ธุรกิจในซัพพลายเชนต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมใหม่ที่ผู้บริโภคมีอำนาจในการต่อรองและมีทางเลือกมากขึ้น โดยอีไอซีนำเสนอกลยุทธ์ 3C ดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>1.collaborate -</strong> ความต้องการสินค้าใหม่ๆ ของผู้บริโภคทำให้ธุรกิจในซัพพลายเชนต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ผู้ประกอบการควรเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคและสื่อสารความต้องการนั้นไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/63/wr/etb363wr7x/Infographic_Insight_Supplychain_3Dprinting-01.jpg" alt="Infographic_Insight_Supplychain_3Dprinting-01.jpg" width="800" height="1115" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2.customize -</strong> ธุรกิจต้องเข้าใจว่าการปรับแต่งสินค้าในส่วนใดจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าได้มากที่สุดซึ่งรวมถึงบริการที่แต่ละคนชอบแตกต่างกันไป และต่อยอดข้อมูลที่ได้จากการสั่งซื้อของลูกค้ามาช่วยวิเคราะห์การพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อสอดคล้องกับเทรนด์ customization หรือช่วยบริหารซัพพลายเชนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>3.control -</strong> ธุรกิจต้องติดตามและใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อจะได้เข้าใจถึงความคาดหวังของผู้บริโภคในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเร่งพัฒนาการดำเนินงานให้ได้ตามมาตรฐานสากลเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในซัพพลายเชนของโลกได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นวัตกรรมทางสินค้าไม่ว่าจะเป็นสินค้าใหม่หรือสินค้าที่ถูกปรับปรุงประสิทธิภาพจากสินค้ารุ่นเดิมก็จะส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนนั้นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ที่ต้องติดตามการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากโมเดลธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจแพลตฟอร์มและการนำเสนอสินค้าในรูปแบบการบริการ ที่กำลังเป็นเทรนด์ที่เติบโตเร็วในขณะนี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมใกล้เคียงด้วย เนื่องจากโมเดลธุรกิจเหล่านี้เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยการนำเสนอการบริการที่แตกต่างไปจากธุรกิจเดิมๆ ส่งผลให้ความสำคัญของธุรกิจบางกลุ่มในซัพพลายเชนถูกลดทอนลงไปอย่างเห็นได้ชัด เช่นธุรกิจ trading ที่โดนคุกคามจากออนไลน์แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจ (B2B) อย่าง Alibaba เป็นต้น ดังนั้นธุรกิจในซัพพลายเชนต้องเตรียมพร้อมและยกระดับสินค้าให้ทันนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อไม่ให้หลุดออกจากซัพพลายเชน อย่างไรก็ตาม การติดตามนวัตกรรมอยู่เสมอจะเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจด้วยในการต่อยอด อิงกระแส และนำนวัตกรรมนั้นมาใช้ก่อนคู่แข่งเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ธุรกิจไทยจะก้าวเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่นี้ได้อย่างไร? ความเข้าใจในเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นก้าวแรกของการพัฒนาแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงในซัพพลายเชน อีไอซีแนะ 3 ข้อควรคำนึงถึงในการจัดการธุรกิจในขณะที่ซัพพลายเชนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</strong> 1) วางแผนการใช้เทคโนโลยีในธุรกิจเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2) ลงทุนในด้านทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างของธุรกิจ และ 3) พัฒนาความยืดหยุ่นในซัพพลายเชน ทั้งนี้ธุรกิจมีโอกาสได้รับประโยชน์และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันจากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการหาตลาดใหม่ๆ ที่เกิดจากความต้องการใหม่ของผู้บริโภค ยังรวมถึงประโยชน์จากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การลดต้นทุน การบริหารความเสี่ยงในการดำเนินงานและการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า</p>
<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นภาพของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในโลกอย่างรวดเร็วในหลายมิติ โดยเฉพาะการใช้จ่ายในภาคบริการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกระแสการใส่ใจสุขภาพและความต้องการสินค้าที่แตกต่าง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายจากสินค้าจำเป็นมาสู่สินค้าไม่จำเป็นและใช้จ่ายในภาคบริการมากขึ้น โดยเฉพาะหมวดไลฟ์สไตล์ เช่น ท่องเที่ยว และบันเทิง รวมถึงเทรนด์การใช้จ่ายด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล (health) ที่มีแนวโน้มเติบโตควบคู่กับความต้องการการกินดีอยู่ดี (wellness)  ทั้งนี้ นอกจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว เทรนด์การบริโภคที่น่าจับตามองคือ ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการความแตกต่าง ความมีเอกลักษณ์ ต้องการสินค้าและบริการที่สามารถปรับแต่งตามความต้องการได้เอง (personalization) และต้องการเสพประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งรายได้ที่เติบโตต่อเนื่องนำไปสู่การที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กับความต้องการดังกล่าว</description>
					<enclosure length="15101" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/9u/oc/etb39uocor/Insight_SupplychainTH.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 05 Sep 2017 09:38:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ถอดหน้ากากผู้บริโภคยุค 4.0</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/3646</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/3646</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3646">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/vm/lr/erxgvmlraz/EIC_Insight_consumer_2017_cover.jpg" alt="EIC_Insight_consumer_2017_cover.jpg" width="500" height="693" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องในเล่ม</p>
<ul>
<li>บทสรุปผู้บริหาร</li>
<li>บทที่ 1:&nbsp;จับตามองกระแสการเปลี่ยนแปลงการบริโภคของโลก</li>
<li>บทที่&nbsp;2:&nbsp;ส่องเทรนด์ผู้บริโภคไทย อะไร&ldquo;อิน&rdquo;อะไร&ldquo;เอาท์&rdquo;?</li>
<li>บทที่ 3:&nbsp;พิชิตใจผู้บริโภคยุค 4.0.... ธุรกิจรับมืออย่างไร&nbsp;</li>
</ul>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/3646/er02dnbnck/EIC_Insight_consumer_2017_TH.pdf"><span style="color: #0000ff; font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: 12pt;"><strong>ดาวน์โหลดเอกสารภาษาไทยเพื่ออ่านต่อฉบับเต็ม</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #0000ff; font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: 12pt;"><strong><video class="video-js vjs-default-skin" controls="controls" width="480" height="270" data-setup="{}">
<source src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ke/u2/er09keu2l7/motion_graphic_insight_consumer5_x264.mp4" type="video/mp4" />
</video></strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นภาพของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในโลกอย่างรวดเร็วในหลายมิติ โดยเฉพาะการใช้จ่ายในภาคบริการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกระแสการใส่ใจสุขภาพและความต้องการสินค้าที่แตกต่าง</strong> ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายจากสินค้าจำเป็นมาสู่สินค้าไม่จำเป็นและใช้จ่ายในภาคบริการมากขึ้น โดยเฉพาะหมวดไลฟ์สไตล์ เช่น ท่องเที่ยว และบันเทิง รวมถึงเทรนด์การใช้จ่ายด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล (health) ที่มีแนวโน้มเติบโตควบคู่กับความต้องการการกินดีอยู่ดี (wellness) ทั้งนี้ นอกจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว เทรนด์การบริโภคที่น่าจับตามองคือ ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการความแตกต่าง ความมีเอกลักษณ์ ต้องการสินค้าและบริการที่สามารถปรับแต่งตามความต้องการได้เอง (personalization) และต้องการเสพประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งรายได้ที่เติบโตต่อเนื่องนำไปสู่การที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กับความต้องการดังกล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเข้ามามีบทบาทสำคัญทำให้การเข้าถึงและการทำตลาดกับผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมาก</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่ง e-Commerce ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตเร็วและทำให้การซื้อสินค้าเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว (fast shopping) อีกทั้งยังทำให้การเปรียบเทียบสินค้าระหว่างแบรนด์ง่ายขึ้น ตามด้วยคลื่นความนิยมของโซเชียลมีเดียที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการบอกต่อจากการพบปะพูดคุยแบบเดิม ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ ต้องหันมาพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียในการพัฒนาช่องทางการตลาด นอกจากนี้ เทคโนโลยีล้ำยุคต่างๆ อาทิ Virtual Reality, Augmented Reality, IoT และ 3D printing มีผลให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/we/qb/erxgweqb8o/EIC_Insight_consumer_2017_2.jpg" alt="EIC_Insight_consumer_2017_2.jpg" width="800" height="1134" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ผู้บริโภคไทยส่วนใหญ่เสพสื่อบันเทิงมากขึ้น ต้องการเดินทางท่องเที่ยวและปรับปรุงที่อยู่อาศัยเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น</strong> จากผลสำรวจของอีไอซีพบประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้เวลาว่างในการเสพสื่อบันเทิงหลากหลายช่องทาง โดยที่กลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่มีรายได้สูงใช้จ่ายนอกบ้านสูงขึ้นเมื่อเทียบกับ 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผู้บริโภคไทยยอมจ่ายเงินกับการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 1 โดยหากรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 20% กว่า 70% ของผู้บริโภคต้องการใช้จ่ายสำหรับท่องเที่ยวมากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องการใช้จ่ายสำหรับการปรับปรุงที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่จะเน้นการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและใส่ใจสุขภาพมากขึ้น <br /> <br /><strong>ผู้บริโภคไทยช่างเลือกมากขึ้น ต้องการความแตกต่างและมองหาประสบการณ์ใหม่ควบคู่กับการบริโภค อีกทั้งยังยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับคุณภาพของสินค้าและบริการที่สูงขึ้น</strong> ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องหันมาเน้นคุณภาพและพัฒนารูปแบบสินค้าและบริการให้มีความแตกต่างหรือสามารถปรับแต่งรูปแบบตามความต้องการเฉพาะบุคคลได้ ขณะเดียวกันช่องทางการขายก็ต้องถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้นด้วย ที่น่าจับตามองได้แก่ specialty store ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ขณะที่ร้านสะดวกซื้อตอบโจทย์ความสะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ การเข้ามาแข่งขันของธุรกิจออนไลน์ยังส่งผลให้ธุรกิจที่มีหน้าร้านต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่เห็นชัดคือ ศูนย์การค้าต้องปรับไปสู่ retailtainment เนื่องจากรูปแบบ one-stop shopping อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เนื่องจากผู้บริโภคมองหาประสบการณ์และใช้ศูนย์การค้าสำหรับกิจกรรมอื่นๆ เช่น การพักผ่อน พบปะเพื่อนฝูง และกิจกรรมสันทนาการอื่นๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wh/e8/erxgwhe8yv/EIC_Insight_consumer_2017_3.jpg" alt="EIC_Insight_consumer_2017_3.jpg" width="800" height="1134" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แม้ผู้บริโภคไทยกล้าซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นแต่ยังคงช้อปไม่บ่อยนัก ในขณะที่สื่อออนไลน์ยังฮิตต่อเนื่อง</strong> โดยผู้บริโภคกว่า 69% ยังคงใช้ร้านค้าเป็นช่องทางหลักในการซื้อสินค้า อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคราวครึ่งหนึ่งเลือกซื้อสินค้ามากกว่าช่องทางเดียว (multi-channel) เช่น ดูสินค้าที่ร้านค้าก่อนแล้วกลับมาซื้อบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากนี้ สื่อออนไลน์ได้กลายเป็นช่องทางที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยกว่าครึ่งนั้นจะเชื่อรีวิวที่มีการแชร์บนโลกออนไลน์มากกว่าสื่ออื่นๆ มีเพียงกลุ่มผู้สูงอายุที่สื่อดั้งเดิมอย่างทีวีนั้นยังมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าสูงสุด ดังนั้น นอกจากความสำคัญในการพัฒนาช่องทางการขาย และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์แล้ว ธุรกิจจึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในรูปแบบดั้งเดิมด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>พฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้นส่งผลให้ธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์หันมาร่วมมือเป็นพันธมิตรกันภายในห่วงโซ่อุปทาน </strong>ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยร่วมมือกันและอาศัยการวิเคราะห์ big data ในการวางแผนธุรกิจ ตั้งแต่ธุรกิจปลายน้ำอย่างธุรกิจค้าปลีกที่เข้าถึงข้อมูลความต้องการของลูกค้าได้ใกล้ชิดที่สุดมาสู่ธุรกิจต้นน้ำอย่างผู้ผลิต เพื่อให้สามารถออกแบบสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะเจาะจงในแต่ละกลุ่ม ตลอดจนใช้ประโยชน์จาก big data ในการบริหารจัดการสต็อกสินค้า การกำหนดราคา ไปจนถึงการดำเนินกลยุทธ์การตลาดโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wj/kl/erxgwjklev/EIC_Insight_consumer_2017_4.jpg" alt="EIC_Insight_consumer_2017_4.jpg" width="800" height="1134" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่าการสร้าง brand loyalty ไม่เพียงพอแล้วสำหรับการทำธุรกิจในยุคนี้ แต่ธุรกิจที่จะอยู่รอดอย่างยั่งยืนต้องเน้นสร้างความผูกพันกับลูกค้า</strong> ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการรักษาฐานลูกค้าเดิมมีความสำคัญเช่นเดียวกับความพยายามที่จะหาลูกค้าใหม่ โดยกลยุทธ์สำคัญคือการพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการอย่างครบวงจร รวมถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าจดจำและอยากกลับมาใช้บริการซ้ำอีก นอกจากนี้ บริการหลังการขายยังมีความสำคัญที่จะช่วยสร้างความผูกพันให้กับลูกค้าอีกด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ การพัฒนาช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าซึ่งไม่เพียงแค่มีหลายช่องทาง (multi-channel) แต่ทุกช่องทางต้องเชื่อมโยงกันเสมือนเป็นช่องทางเดียวกัน (omni-channel)</strong> ซึ่งไม่เพียงแต่การที่ธุรกิจส่วนใหญ่จะมุ่งเพิ่มช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่ธุรกิจออนไลน์เองก็ยังต้องหันมาเพิ่มช่องทางหน้าร้าน โดยทุกช่องทางไม่ได้มาแข่งขันกันเอง แต่การนำเสนอโปรโมชั่นในทุกช่องทางต้องมีความเชื่อมโยงเพื่อให้เชื่อมต่อกับผู้บริโภคยุค 4.0 ได้ตลอดเวลาอีกทั้งธุรกิจออนไลน์ยังช่วยปลดล็อคให้ธุรกิจสามารถขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้สะดวกมากขึ้นและสนับสนุนให้ยอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นภาพของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในโลกอย่างรวดเร็วในหลายมิติ โดยเฉพาะการใช้จ่ายในภาคบริการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกระแสการใส่ใจสุขภาพและความต้องการสินค้าที่แตกต่าง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายจากสินค้าจำเป็นมาสู่สินค้าไม่จำเป็นและใช้จ่ายในภาคบริการมากขึ้น โดยเฉพาะหมวดไลฟ์สไตล์ เช่น ท่องเที่ยว และบันเทิง รวมถึงเทรนด์การใช้จ่ายด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล (health) ที่มีแนวโน้มเติบโตควบคู่กับความต้องการการกินดีอยู่ดี (wellness)  ทั้งนี้ นอกจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว เทรนด์การบริโภคที่น่าจับตามองคือ ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการความแตกต่าง ความมีเอกลักษณ์ ต้องการสินค้าและบริการที่สามารถปรับแต่งตามความต้องการได้เอง (personalization) และต้องการเสพประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งรายได้ที่เติบโตต่อเนื่องนำไปสู่การที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กับความต้องการดังกล่าว</description>
					<enclosure length="13203" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ch/1o/er02ch1o5l/Insight-th.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 21 Jun 2017 10:07:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>3 กระแสแรงแห่งยุค ปรับลุคธุรกิจท่องเที่ยว</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/3369</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/3369</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/3369">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p>เรื่องในเล่ม</p>
<ul>
<li>บทสรุปผู้บริหาร</li>
<li>บทที่ 1:&nbsp;กระแสการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อธุรกิจท่องเที่ยว</li>
<li>บทที่&nbsp;2:&nbsp;โอกาสและความท้าทายของธุรกิจท่องเที่ยวไทยจากเมกะเทรนด์ที่สำคัญ</li>
<li>บทส่งท้าย</li>
</ul>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/3369/eol70mpcpl/EIC_Insight_Tourism_2017_TH.pdf"><span style="color: #0000ff; font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: 12pt;"><strong>ดาวน์โหลดเอกสารภาษาไทยเพื่ออ่านต่อฉบับเต็ม</strong></span></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="color: #0000ff; font-family: tahoma, arial, helvetica, sans-serif; font-size: 12pt;"><video class="video-js vjs-default-skin" controls="controls" width="480" height="270" data-setup="{}">
<source src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/o9/mp/eo7wo9mppn/480_EIC_for_web_render_insight_tourism_20170322.mp4" type="video/mp4"></video></span></p>
<p>&nbsp;&nbsp;</p>
<p><strong>3 กระแสโลกสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวต้องปรับตัว</strong> 1) กระแสการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลกสู่สังคมผู้สูงอายุโดยนักท่องเที่ยวสูงอายุมีแนวโน้มจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มวัยอื่นๆ 2) กระแสการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในหลายประเทศโดยการผ่อนปรนกฎระเบียบการออกวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวและการสนับสนุนการลงทุนได้ส่งผลให้สภาวะการแข่งขันระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น และ 3) กระแสการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทำให้โซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟนมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้นและส่งผลให้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป รวมถึงทำให้การดำเนินธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน</p>
<p><strong>&nbsp;</strong></p>
<p><strong>สัดส่วนนักท่องเที่ยวสูงอายุที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าวัยอื่นๆ พร้อมกับการเข้าสู่สังคมสูงอายุ ทำให้เป็นกลุ่มตลาดที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว </strong>นักท่องเที่ยวสูงอายุมีกำลังซื้อและเวลาว่าง ซึ่งเป็นโอกาสให้กับธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งนี้ สองกลุ่มหลักที่มีศักยภาพ คือ นักท่องเที่ยวสูงอายุและผู้เกษียณอายุต่างชาติ ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวสูงอายุจะมีค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวต่อคนต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวสูงอายุที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้จำนวนผู้เกษียณอายุต่างชาติในไทยเพิ่มขึ้นตามอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ในปัจจุบันไทยสามารถขยายตลาดนักท่องเที่ยวเกษียณอายุต่างชาติที่มีศักยภาพ อาทิ สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และ เยอรมนี เป็นต้น&nbsp;</p>
<p><strong>&nbsp;</strong></p>
<p><strong>การส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแต่ละประเทศทำให้การแข่งขันสูงขึ้น ธุรกิจท่องเที่ยวจึงจำเป็นต้องหาช่องทางใหม่ๆ ในการขยายตัว เช่น การบุกเซกเมนต์ท่องเที่ยวใหม่ๆ </strong>ทั้งนี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลางมีสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นทั้งจากการลงทุนของภาครัฐในการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ทำให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกจุดหมายปลายทางและส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทยต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงขึ้น การมุ่งเน้นตลาดท่องเที่ยวเดิมๆ ดูเหมือนจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรจะมุ่งเน้นขยายตลาดการท่องเที่ยวในเซกเมนต์ต่างๆ มากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงผจญภัยซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มการให้บริการแก่ธุรกิจท่องเที่ยวพร้อมนำเสนอประสบการณ์ที่แปลกใหม่และเป็นเอกลักษณ์ประจำแต่ละท้องถิ่นซึ่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้</p>
<p><strong>&nbsp;</strong></p>
<p><strong>พัฒนาการของเทคโนโลยีออนไลน์และดิจิทัลต่างๆ ทำให้พฤติกรรมการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเอื้อให้การเดินทาง</strong><strong>ท่องเที่ยวด้วยตัวเอง (Freely Independent Traveler : FIT) เป็นไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งส่งผลให้นักท่องเที่ยวอ่อนไหวต่อราคา และกลยุทธ์การตลาดในสื่อออนไลน์ทวีความสำคัญ รวมถึงธุรกิจเผชิญกับคู่แข่งใหม่ๆ</strong> เช่น การจองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยให้การเปรียบเทียบราคาสะดวกขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้นักท่องเที่ยวมีความอ่อนไหวต่อราคามากขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้เทคโนโลยียังทำให้รูปแบบการทำการตลาดของธุรกิจท่องเที่ยวหันมาใช้ blogger หรือ influencer เพื่อแชร์ประสบการณ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ นอกจากนี้ การพัฒนาทางเทคโนโลยียังก่อให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ เช่น Airbnb ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของที่พักส่วนตัวนำห้องพักมาปล่อยเช่าแก่นักท่องเที่ยวนั้นจนส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะโรงแรมระดับกลาง-ล่าง ซึ่ง Airbnb มีโอกาสเข้ามาเป็นคู่แข่งหลักกับตลาดโรงแรมในไทยในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่หันมาใช้ Airbnb มากขึ้นกว่า 1 ล้านคน รวมถึงการขยายตัวของห้องพัก Airbnb ในกรุงเทพฯ ที่สูงกว่า 100%</p>
<p><strong>&nbsp;</strong></p>
<p><strong>อีไอซีแนะ 3 แนวทางสำคัญสำหรับการปรับตัวของธุรกิจท่องเที่ยวของไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน</strong>&nbsp;อันได้แก่ 1) การสร้างความแตกต่างเพื่อมุ่งเน้นตลาดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากขึ้นโดยส่งเสริมการท่องเที่ยวในเซกเมนต์ใหม่ๆ ที่มีภาวะการแข่งขันไม่สูงและใช้จุดเด่นที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น 2) การสร้างความร่วมมือกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มมูลค่าซึ่งไทยเองยังมีจุดเด่นที่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) ที่ควรนำมาให้บริการแก่นักท่องเที่ยวสูงอายุและผู้เกษียณอายุต่างชาติอย่างครบวงจร และ 3) การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์ที่เหมาะสมทั้งในด้านการบริหารเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มช่องทางการเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ ความเปลี่ยนแปลงจากกระแสที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งโอกาสและความท้าทายที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยต้องปรับตัว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>3 กระแสโลกสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวต้องปรับตัว 1) กระแสการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลกสู่สังคมผู้สูงอายุโดยนักท่องเที่ยวสูงอายุมีแนวโน้มจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มวัยอื่นๆ 2) กระแสการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในหลายประเทศโดยการผ่อนปรนกฎระเบียบการออกวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวและการสนับสนุนการลงทุนได้ส่งผลให้สภาวะการแข่งขันระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น และ 3) กระแสการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล
ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทำให้โซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟนมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้นและส่งผลให้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป รวมถึงทำให้การดำเนินธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน</description>
					<enclosure length="15106" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/2e/fd/eo7q2efdgd/Insight-th.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 22 Mar 2017 09:47:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ท่องเที่ยวไทยติดปีก...ฉีกกรอบตลาดเดิม</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/2952</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/2952</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/2952">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="padding-left: 30px;" border="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center; width: 25%; padding-right: 20px;" valign="top"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/j3/c5/ekjlj3c5az/20161122-th_l.png" alt="20161122-th_l.png" width="130" height="183" /></td>
<td width="70%">
<p><span style="font-size: 12pt;"><strong>ท่องเที่ยวไทยติดปีก..ฉีกกรอบตลาดเดิม&nbsp;&nbsp;<br /><br /></strong></span>การท่องเที่ยวไทยมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องเติบโตอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านระดับ 30 ล้านคนในปี 2016 ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ราว 11% ต่อ GDP และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็นกว่า 37 ล้านคนในปี 2017 ทั้งนี้ นอกจากรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยวโดยตรงแล้ว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังส่งผลดีต่อการจ้างงานและการลงทุนโดยรวมของประเทศ โดยอุตสาหกรรมที่มีการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสนับสนุน เช่น โรงแรมและร้านอาหาร ค้าส่งค้าปลีก และ การคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร มีการจ้างงานรวมกันกว่า 10 ล้านคน หรือมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 1.4% ต่อปี และคิดเป็น 26% ของการจ้างงานโดยรวม<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/2952/ekmzp76mfw/EIC_Insight_THA_Tourism_2016.pdf" target="_blank" rel="noopener"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;">ดาวน์โหลดบทวิเคราะห์ได้ที่นี่</span></span></a></p>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 10px;" colspan="2" valign="top">
<p style="padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม<br /></strong></p>
<ul>
<li>บทสรุปผู้บริหาร</li>
<li>บทที่ 1: การท่องเที่ยวไทยกับบทบาทต่อเศรษฐกิจที่สำคัญกว่าเดิม</li>
<li>บทที่ 2: เสริมความแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวไทย</li>
<li>บทที่ 3: เร่งเครื่องสร้างศักยภาพด้านใหม่ๆ ของการท่องเที่ยวไทย</li>
<li>บทที่ 4: อุปสรรคต่อการเติบโตของการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว</li>
<li>บทส่งท้าย</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>&nbsp;Infographics ในเล่ม&nbsp;</strong>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/mh/io/ekjlmhio7j/EIC_Insight_THA_Tourism_2016-p20.png" alt="EIC_Insight_THA_Tourism_2016-p20.png" width="700" height="1082" />&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การท่องเที่ยวไทยมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องเติบโตอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านระดับ 30 ล้านคนในปี 2016 ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ราว 11% ต่อ GDP และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็นกว่า 37 ล้านคนในปี 2017 ทั้งนี้ นอกจากรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยวโดยตรงแล้ว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังส่งผลดีต่อการจ้างงานและการลงทุนโดยรวมของประเทศ โดยอุตสาหกรรมที่มีการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสนับสนุน เช่น โรงแรมและร้านอาหาร ค้าส่งค้าปลีก และ การคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร มีการจ้างงานรวมกันกว่า 10 ล้านคน หรือมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 1.4% ต่อปี และคิดเป็น 26% ของการจ้างงานโดยรวม</description>
					<enclosure length="13047" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/jf/dc/ekjljfdc5f/20161122-th.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 22 Nov 2016 13:54:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>วางผังธุรกิจชีวภาพไทยโตอย่างไรให้ยั่งยืน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/2681</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/2681</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/2681">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="padding-left: 30px;" border="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center; width: 25%; padding-right: 20px;" valign="top"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/m4/zf/ei7mm4zfci/inner_Insight_th_bio.png" alt="inner_Insight_th_bio.png" width="125" height="176" /></td>
<td width="70%">
<p><span style="font-size: 12pt;"><strong>วางผังธุรกิจชีวภาพไทยโตอย่างไรให้ยั่งยืน&nbsp; <br /><br /></strong></span>ธุรกิจพลังงานชีวภาพมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลกรวมถึงไทย โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับประเทศ กระแสรักษ์โลกที่ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ Insight ฉบับนี้นำเสนอมุมมองโอกาสและความท้าทายทางด้านธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานชีวภาพในประเทศ ซึ่งประกอบด้วย 1) ธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ 2) ธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวล และ 3) ธุรกิจพลาสติกชีวภาพ ทั้งนี้ อีไอซีประเมินว่าหากภาครัฐยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้การลงทุนในธุรกิจพลังงานชีวภาพของไทยอยู่ที่ราว 1.8-2.0 แสนล้านบาท ระหว่างปี 2016 ถึงปี 2020<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/2681/ejbd1kkqiw/Insight_THA_BioEnergy_2016.pdf"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;">ดาวน์โหลดบทวิเคราะห์ได้ที่นี่</span></span></a></p>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 10px;" colspan="2" valign="top">
<p style="padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม<br /></strong></p>
<ul>
<li><span style="color: #000000;">บทสรุปผู้บริหาร</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 1 เมื่อโลกก้าวสู่ธุรกิจพลังงานชีวภาพอย่างเต็มตัว<br /></span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 2 จับตาธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) ภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันตกต่ำ<br /></span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 3 โรงไฟฟ้าชีวมวล (biomass power plant) ผู้เล่นสำคัญในธุรกิจโรงไฟฟ้าไทย<br /></span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 4 เดินตามกระแสรักษ์โลกไปกับพลาสติกชีวภาพ (bioplastics)<br /></span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทส่งท้าย</span></li>
<li><span style="color: #000000;">อภิธานศัพท์</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>&nbsp;Infographic ในเล่ม <br /></strong></p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xa/jv/ei7mxajv4n/insight_eng_infographic.png" alt="insight_eng_infographic.png" width="800" height="1124" /></strong></p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ธุรกิจพลังงานชีวภาพมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลกรวมถึงไทย โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับประเทศ กระแสรักษ์โลกที่ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ Insight ฉบับนี้นำเสนอมุมมองโอกาสและความท้าทายทางด้านธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานชีวภาพในประเทศ ซึ่งประกอบด้วย 1) ธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ 2) ธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวล และ 3) ธุรกิจพลาสติกชีวภาพ ทั้งนี้ อีไอซีประเมินว่าหากภาครัฐยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้การลงทุนในธุรกิจพลังงานชีวภาพของไทยอยู่ที่ราว 1.8-2.0 แสนล้านบาท ระหว่างปี 2016 ถึงปี 2020</description>
					<enclosure length="20635" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/8r/2n/ei8s8r2n9z/insight_bio.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 07 Sep 2016 09:42:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>มองมังกรปรับทัพ เล็งรับโอกาสภาคธุรกิจ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/2013</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/2013</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/2013">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="padding-left: 30px;" border="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center; width: 25%; padding-right: 20px;" valign="top"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/1z/fc/ec7l1zfcem/inner_Insight_en__infrastructure.jpg" alt="inner_Insight_en__infrastructure.jpg" width="125" height="176" /></td>
<td width="70%">
<p><span style="font-size: 12pt;"><strong>มองมังกรปรับทัพ เล็งรับโอกาสภาคธุรกิจ&nbsp; <br /><br /></strong></span>จีนกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่ "new normal" ที่เน้นการพึ่งพาการบริโภคและภาคบริการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทนการลงทุนที่ทำให้จีนขยายตัวได้ในระดับสูงเฉลี่ยกว่า 9% ต่อปีตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยเศรษฐกิจจีนมีขนาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ มีมูลค่าการค้าและจำนวนประชากรที่สูงที่สุดในโลก การเปลี่ยนแปลงของจีนย่อมส่งผลให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจโลกพลิกโฉมด้วยเช่นกัน ด้วยไทยมีเศรษฐกิจที่พึ่งพาเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนสูง ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและวางกลยุทธ์รับมือและเตรียมความพร้อมกับพลวัตทางเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/2013/ecd8jrr0gw/EIC_insight_China_Q1_2016.pdf"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;">ดาวน์โหลดบทวิเคราะห์ได้ที่นี่</span></span></a></p>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 10px;" colspan="2" valign="top">
<p style="padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม<br /></strong></p>
<ul>
<li><span style="color: #000000;">บทสรุปผู้บริหาร</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 1 จีนจะเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยแค่ไหนภายใต้การปฏิรูปใน 5<sup>th</sup> Plenum<br /></span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 2&nbsp;การก้าวขึ้นมาของทุนจีนในฐานะแหล่งเงินทุนที่สำคัญของโลก <br /></span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 3 จีนกับศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรม<br /></span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 4 เปิดกลยุทธ์ธุรกิจไทยรับมิติใหม่ผู้บริโภคชาวจีน</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>&nbsp;Infographic ในเล่ม</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0r/pg/ec7v0rpg90/EIC_insight_China_Q1_2016_thai_biz.jpg" alt="EIC_insight_China_Q1_2016_thai_biz.jpg" width="800" /></strong></p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>จีนกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่ &quot;new normal&quot; ที่เน้นการพึ่งพาการบริโภคและภาคบริการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทนการลงทุนที่ทำให้จีนขยายตัวได้ในระดับสูงเฉลี่ยกว่า 9% ต่อปีตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยเศรษฐกิจจีนมีขนาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ มีมูลค่าการค้าและจำนวนประชากรที่สูงที่สุดในโลก การเปลี่ยนแปลงของจีนย่อมส่งผลให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจโลกพลิกโฉมด้วยเช่นกัน ด้วยไทยมีเศรษฐกิจที่พึ่งพาเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนสูง ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและวางกลยุทธ์รับมือและเตรียมความพร้อมกับพลวัตทางเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป</description>
					<enclosure length="17380" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/30/we/ec7l30wecp/170x170pixel_EIC_insight.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 24 Feb 2016 00:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เฟ้นธุรกิจเด่นรับเมกะโปรเจกต์คมนาคมไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/1740</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/1740</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/1740">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="padding-left: 30px;" border="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center; width: 25%; padding-right: 20px;" valign="top"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/vi/cl/e8zsviclyy/inner_Insight_th__infrastructure.png" alt="inner_Insight_th__infrastructure.png" width="125" height="176" /></td>
<td width="70%">
<p><span style="font-size: 12pt;"><strong>เฟ้นธุรกิจเด่นรับเมกะโปรเจกต์คมนาคมไทย&nbsp; <br /><br /></strong></span>ปัจจุบันภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเป็นอย่างมากสะท้อนจากเม็ดเงินลงทุนสูงถึงประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท Insight ฉบับนี้จึงนำเสนอมุมมองโอกาสสำหรับภาคธุรกิจที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใน 3 ด้านสำคัญได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง<br /><br /><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/1740/e914xww4n2/EIC_insight_th_infrastucture_q4_2015.pdf">ดาวน์โหลดบทวิเคราะห์ได้ที่นี่</a></span></span></p>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 10px;" colspan="2" valign="top">
<p style="padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม<br /></strong></p>
<ul>
<li><span style="color: #000000;">บทสรุปผู้บริหาร</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 1 โครงสร้างพื้นฐาน&hellip;ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 2 จากถนนสู่ราง&hellip;มิติใหม่ในการคมนาคมขนส่งไทย&nbsp;<br /></span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 3&nbsp;ขยายสนามบินสู่การพัฒนาธุรกิจภาคพื้นดิน</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 4 เชื่อมต่อท่าเรือ&hellip;สู่การพัฒนาขีดความสามารถการขนส่งในอนาคต<br /></span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 5 มองอนาคต...ผลกระทบระยะยาวจากโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>&nbsp;Infographic ในเล่ม</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fh/kj/e8zrfhkjty/infographic_th_infrastucture_q4_2015-43.jpg" alt="infographic_th_infrastucture_q4_2015-43.jpg" width="700" height="983" /></strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ปัจจุบันภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเป็นอย่างมากสะท้อนจากเม็ดเงินลงทุนสูงถึงประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท Insight ฉบับนี้จึงนำเสนอมุมมองโอกาสสำหรับภาคธุรกิจที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใน 3 ด้านสำคัญได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบระยะยาวที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง ทั้งในด้านการคลัง พลังงาน แรงงาน เทคโนโลยี และการเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า</description>
					<enclosure length="15398" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/x3/mh/e8zrx3mh3g/170x170pixel_EIC_insight_th_infrastucture_q4_2015-1.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 11 Nov 2015 00:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เดินเกมการค้าอย่างไร…เมื่อเทรนด์โลกเปลี่ยน?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/1528</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/1528</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/1528">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="padding-left: 30px;" border="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center; width: 25%; padding-right: 20px;" valign="top"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0q/zf/e6mx0qzfln/InsightThai_.png" alt="InsightThai_.png" width="134" height="135" /></td>
<td width="70%">
<p><span style="font-size: 12pt;"><strong>เดินเกมการค้าอย่างไร&hellip;เมื่อเทรนด์โลกเปลี่ยน?&nbsp;&nbsp;<br /><br /></strong></span><strong>ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป สินค้าและบริการ รวมทั้งรูปแบบการดำเนินธุรกิจและกลยุทธ์การค้าแบบเดิมๆ อาจกลายเป็นคำตอบที่ล้าสมัย หรือไม่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อีกต่อไป</strong> ซึ่งความท้าทายเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับไทยในการมุ่งไปสู่จุดยืนที่แข็งแกร่งในเวทีการค้าโลก Insight ฉบับนี้จึงนำเสนอมุมมองและแนวคิดเกี่ยวกับการปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสจากบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งหวังให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและสร้างความได้เปรียบจากโอกาสและความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที โดยในบทที่ 1 จะกล่าวถึงภาพรวมและบริบทแวดล้อมทางการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งนำไปสู่โอกาสและความท้าทายสำหรับไทยเพื่อเจาะตลาดส่งออกและสินค้าใหม่ๆ ที่กำลังจะมีบทบาทมากขึ้น บทที่ 2 จะพูดถึงความสำคัญและกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการเพื่อช่วยให้ภาคการส่งออกของไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน บทที่ 3 จะนำเสนอกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการเป็นศูนย์กลางการค้าซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนเกมการค้าที่น่าสนใจสำหรับไทย และสำหรับในบทที่ 4 จะเป็นการเปิดมุมมองเกี่ยวกับเทรนด์การค้าในยุคดิจิทัลและผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ รวมไปถึงความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม<br /><br /><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/1528/e6pd2aankl/EIC_insight_Th_Game_changer_insight_Q3_2015_v3.pdf">ดาวน์โหลดบทวิเคราะห์ได้ที่นี่</a></span></span></p>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 10px;" colspan="2" valign="top">
<p style="padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม<br /></strong></p>
<ul>
<li><span style="color: #000000;">บทสรุปผู้บริหาร</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 1 เจาะตลาดและสินค้าใหม่ในเวทีโลก</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 2 ปรับโฟกัสภาคส่งออกสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยมูลค่าเพิ่มและนวัตกรรม<br /></span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 3 เปลี่ยนเกมการค้าไทยสู่โอกาสใหม่ในการเป็นศูนย์กลางการค้า</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 4 มองเทรนด์การค้าโลกในยุคดิจิทัลเจาะผลกระทบการเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่มีต่อการค้าโลก</span></li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>&nbsp;Infographic ในเล่ม</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/e5/l2/e6mye5l2ho/750_infographic_tradetrend2-2-01.jpg" alt="750_infographic_tradetrend2-2-01.jpg" width="0" /><br /><br /><br /><br /></strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hr/x4/e6myhrx4na/riceberry.jpg" alt="riceberry.jpg" width="0" /></p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป สินค้าและบริการ รวมทั้งรูปแบบการดำเนินธุรกิจและกลยุทธ์การค้าแบบเดิมๆ อาจกลายเป็นคำตอบที่ล้าสมัย หรือไม่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อีกต่อไป ซึ่งความท้าทายเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับไทยในการมุ่งไปสู่จุดยืนที่แข็งแกร่งในเวทีการค้าโลก Insight ฉบับนี้จึงนำเสนอมุมมองและแนวคิดเกี่ยวกับการปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสจากบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งหวังให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและสร้างความได้เปรียบจากโอกาสและความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที โดยในบทที่ 1 จะกล่าวถึงภาพรวมและบริบทแวดล้อมทางการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งนำไปสู่โอกาสและความท้าทายสำหรับไทยเพื่อเจาะตลาดส่งออกและสินค้าใหม่ๆ ที่กำลังจะมีบทบาทมากขึ้น บทที่ 2 จะพูดถึงความสำคัญและกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการเพื่อช่วยให้ภาคการส่งออกของไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน บทที่ 3 จะนำเสนอกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการเป็นศูนย์กลางการค้าซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนเกมการค้าที่น่าสนใจสำหรับไทย และสำหรับในบทที่ 4 จะเป็นการเปิดมุมมองเกี่ยวกับเทรนด์การค้าในยุคดิจิทัลและผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ รวมไปถึงความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม</description>
					<enclosure length="14078" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/0k/nf/e6mx0knf7j/InsightThai_.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 26 Aug 2015 00:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ผ่ากลยุทธ์ธุรกิจพิชิตวัยเกษียณ </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/1375</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/1375</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/1375">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="padding-left: 30px;" border="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center; width: 25%; padding-right: 20px;" valign="top"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c8/j5/e4c7c8j5hv/Hires_Thai_aging_Q2_2015-1.jpg" alt="Hires_Thai_aging_Q2_2015-1.jpg" width="125" height="177" /></td>
<td width="70%">
<p><span style="font-size: 12pt;"><strong>ผ่ากลยุทธ์ธุรกิจพิชิตวัยเกษียณ&nbsp;<br /><br /></strong></span>ไทยมีแนวโน้มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุค่อนข้างเร็วและกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสและความท้าทายทางเศรษฐกิจและธุรกิจที่ต้องเตรียมรับมือ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วยสัดส่วนของประชากรสูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของประชากรภายในอีก 20 ปีข้างหน้า&nbsp;บทวิเคราะห์นี้จึงมุ่งหวังให้ทั้งภาครัฐและเอกชนตระหนักถึงประเด็นที่น่ากังวลจากการที่ไทยยังไม่มีความพร้อมเพียงพอเพื่อรับมือกับผลกระทบที่จะตามมาทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม และยังได้นำเสนอกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อให้ไม่พลาดโอกาสและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคของสังคมผู้สูงอายุ<br /><br /><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff; text-decoration: underline;" src="https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/1375/e4hwh2n6ry/EIC_insight_Thai_aging_Q2_2015.pdf">ดาวน์โหลดบทวิเคราะห์ได้ที่นี่</a></span></span></p>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 10px;" colspan="2" valign="top">
<p style="padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม<br /></strong></p>
<ul>
<li><span style="color: #000000;">บทสรุปผู้บริหาร</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 1 ภาพที่เปลี่ยนไปของสังคมไทยและความท้าทายทางเศรษฐกิจ</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 2 การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ...พฤติกรรมการบริโภคที่ภาคธุรกิจต้องจับตามอง</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่ 3 โอกาสที่ไม่ควรมองข้าม...ภาคธุรกิจปรับตัวอย่างไร? <br /></span>&nbsp;</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>Infographic ในเล่ม</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/vm/t5/e4glvmt5s6/info1.jpg" alt="info1.jpg" width="712" height="644" /></strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;"><img style="margin: 0px; border: #000000 0px solid;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/b3/83/e4frb383d0/infographic_aging_750_p1.jpg" alt="infographic_aging_750_p1.jpg" width="750" height="986" /></p>
<p style="text-align: center; padding-left: 30px;"><img style="margin: 0px; border: #000000 0px solid;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/bt/dz/e4frbtdzob/infographic_aging_750_p2.jpg" alt="infographic_aging_750_p2.jpg" width="750" height="986" /></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ไทยมีแนวโน้มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุค่อนข้างเร็วและกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสและความท้าทายทางเศรษฐกิจและธุรกิจที่ต้องเตรียมรับมือ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วยสัดส่วนของประชากรสูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของประชากรภายในอีก 20 ปีข้างหน้า บทวิเคราะห์นี้จึงมุ่งหวังให้ทั้งภาครัฐและเอกชนตระหนักถึงประเด็นที่น่ากังวลจากการที่ไทยยังไม่มีความพร้อมเพียงพอเพื่อรับมือกับผลกระทบที่จะตามมาทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม และยังได้นำเสนอกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อให้ไม่พลาดโอกาสและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคของสังคมผู้สูงอายุ</description>
					<enclosure length="21060" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/eb/m3/e4ccebm33b/Thai_.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 15 Jun 2015 00:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>วางกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติแรงงานไทย </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/1249</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/1249</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/1249">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="padding-left: 30px;" border="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center; width: 25%; padding-right: 20px;" valign="top"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/on/bk/e22lonbkq4/thumb_Thai_labor_insight_Q1_2015_v2-1.jpg" alt="thumb_Thai_labor_insight_Q1_2015_v2-1.jpg" width="125" height="176" /></td>
<td width="70%">
<p><span style="font-size: 12pt;"><strong>วางกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติแรงงานไทย&nbsp;</strong></span></p>
<p>ปัญหาท้าทายประการหนึ่งของธุรกิจไทยในปัจจุบันคือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณลักษณะสอดคล้องกับความต้องการ อีไอซีจึงขอสะท้อนความรุนแรงของปัญหาและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการปรับตัวของธุรกิจเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าวในบทวิเคราะห์ &ldquo;Insight: วางกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติแรงงานไทย (Bridging Thailand&rsquo;s Labor Gap)&rdquo; ฉบับนี้ จากผลการสำรวจธุรกิจโดยอีไอซีพบว่า กว่า 50% ของผู้ประกอบการไม่สามารถหาแรงงานที่ต้องการได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน โดยปัญหานี้จะรุนแรงในกลุ่มธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น ธุรกิจก่อสร้าง และกลุ่มธุรกิจที่ต้องการทักษะเฉพาะ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 10px;" colspan="2" valign="top">
<p style="padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม<br /></strong></p>
<ul>
<li><span style="color: #000000;">บทสรุปผู้บริหาร</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่1 วิเคราะห์สาเหตุของการขาดแคลนแรงงาน</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่2 เจาะลึกผลกระทบของการขาดแคลนแรงงานต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจต่างๆ</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทที่3 นำเสนอกลยุทธ์เพื่อรับมือกับภาวะการขาดแคลนแรงงาน&nbsp;<br /></span>&nbsp;</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ปัญหาท้าทายประการหนึ่งของธุรกิจไทยในปัจจุบันคือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณลักษณะสอดคล้องกับความต้องการ อีไอซีจึงขอสะท้อนความรุนแรงของปัญหาและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการปรับตัวของธุรกิจเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าวในบทวิเคราะห์ “Insight: วางกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติแรงงานไทย (Bridging Thailand’s Labor Gap)” ฉบับนี้ จากผลการสำารวจธุรกิจโดยอีไอซีพบว่า กว่า 50% ของผู้ประกอบการไม่สามารถหาแรงงานที่ต้องการได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน โดยปัญหานี้จะรุนแรงในกลุ่มธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานจำานวนมาก เช่น ธุรกิจก่อสร้าง และกลุ่มธุรกิจที่ต้องการทักษะเฉพาะ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์
</description>
					<enclosure length="26416" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ou/bk/e2r0oubkwi/Thai_labor_insight_Q1_2015_v2-1.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 30 Mar 2015 00:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กลยุทธ์มัดใจผู้บริโภค Gen Y </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/130</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/130</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/130">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="padding-left: 30px;" border="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center; width: 25%; padding-right: 20px;" valign="top"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tf/kd/dzi1tfkd3h/8370_20141112154531.jpg" alt="8370_20141112154531.jpg" width="125" height="176" /></td>
<td width="70%">
<p><span style="font-size: 12pt;"><strong>กลยุทธ์มัดใจผู้บริโภค Gen Y </strong></span></p>
<p>กลุ่ม Generation Y หรือ Gen Y เป็นกลุ่มคน ที่เกิดในช่วงปี 1981-2000 ซึ่งเป็นช่วงที่โลกได้เข้าสู่ ยุคสารสนเทศ ปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีอายุ 15-34 ปี ผู้บริโภคกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและเมื่อผนวกเข้ากับอิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิตอลทำให้พวกเขามีความต้องการและคาดหวังสูงกว่ากลุ่มที่เกิดก่อนหน้า การเติบโตของบริษัทประเภท start-up ทั่วโลกที่พยายามตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่ม Gen Y ในทุกมิติ ทั้งสินค้าและบริการ ยิ่งทำให้ ผู้บริโภคกลุ่มนี้รู้ดีว่าตัวเองมีอำนาจการต่อรองอยู่ในมือ Insight ฉบับนี้จึงมุ่งเสนอผลการวิเคราะห์คุณลักษณะเด่นของกลุ่ม Gen Y ไทย รวมทั้งนำเสนอ แนวทางและกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนโมเดล ธุรกิจเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในการเจาะตลาดกลุ่ม Gen Y ไทย</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 10px;" colspan="2" valign="top">
<p style="padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม<br /></strong></p>
<ul>
<li><span style="color: #000000;">บทสรุปผู้บริหาร</span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทนำ: ความสำคัญของกลุ่ม Gen Y </span></li>
<li><span style="color: #000000;"><span style="color: #000000;">บทที่ 1: คุณลักษณะเด่น 5 ข้อของกลุ่ม Gen Y ไทย </span></span></li>
<li><span style="color: #000000;"><span style="color: #000000;">บทที่ 2: การนำคุณลักษณะเด่น 5 ข้อของ Gen Y มาประยุกต์ใช้เพื่อดึงดูดกลุ่ม Gen Y ไทย </span></span></li>
<li><span style="color: #000000;"><span style="color: #000000;">บทที่ 3: โมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการเจาะตลาด Gen Y ทั้งในประเทศและต่างประเทศ </span></span></li>
<li><span style="color: #000000;">บทส่งท้าย&nbsp;<br /></span>&nbsp;</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>กลุ่ม Generation Y หรือ Gen Y เป็นกลุ่มคน ที่เกิดในช่วงปี 1981-2000 ซึ่งเป็นช่วงที่โลกได้เข้าสู่ยุคสารสนเทศ ปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีอายุ 15-34 ปี ผู้บริโภคกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและเมื่อผนวกเข้ากับอิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิตอลทำให้พวกเขามีความต้องการและคาดหวังสูงกว่ากลุ่มที่เกิดก่อนหน้า การเติบโตของบริษัทประเภท start-up ทั่วโลกที่พยายามตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่ม Gen Y ในทุกมิติ ทั้งสินค้าและบริการ ยิ่งทำให้ ผู้บริโภคกลุ่มนี้รู้ดีว่าตัวเองมีอำนาจการต่อรองอยู่ในมือ Insight ฉบับนี้จึงมุ่งเสนอผลการวิเคราะห์คุณลักษณะเด่นของกลุ่ม Gen Y ไทย รวมทั้งนำเสนอแนวทางและกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนโมเดล ธุรกิจเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในการเจาะตลาดกลุ่ม Gen Y ไทย </description>
					<enclosure length="27968" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/yj/41/e1fsyj41lk/Insight_GenY.png" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 13 Nov 2014 00:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กลยุทธ์ก้าวนำเกมในยุค Connectivity</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/249</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/249</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/249">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p dir="ltr" style="text-align: left;">ตีพิมพ์ เดือนกุมภาพันธ์ 2014</p>
<p dir="ltr" style="text-align: left;">&nbsp;</p>
<p dir="ltr" style="text-align: left;">&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/uc/4w/dzjeuc4wye/6971_20140211120023.jpg" alt="6971_20140211120023.jpg" width="125" height="176" /></p>
<p dir="ltr" style="text-align: left; padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p dir="ltr" style="text-align: left;">ความเชื่อมโยงก่อให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจรูปแบบใหม่ในโลกที่ไร้พรมแดนยิ่งขึ้น และกลายเป็นตัวกำหนดแนวทางการพัฒนาหลักในประเทศไทยและอาเซียน เทรนด์ของความเชื่อมโยง (connectivity megatrend) ที่เห็นได้ชัดคือการจัดตั้งกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งเป็นการทลายกำแพงการกีดกันทางการค้าของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน และเป็นการขยายตลาดที่มีผู้บริโภคมากกว่า 600 ล้านคนใน 10 ประเทศ</p>
<p dir="ltr" style="text-align: left;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: left;">การเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐเป็นส่วนหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงหลากหลายรูปแบบ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดการพัฒนาใหม่ๆ ขึ้น โดยในที่นี้เราจะกล่าวถึงเทรนด์ของความเชื่อมโยง 6 ประการซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเอกชนทั้งในไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน</p>
<p style="text-align: left;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: left; padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม</strong></p>
<ul>
<li>บทนำ: เทรนด์ความเชื่อมโยงและสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ</li>
<li>ก้าวสู่ตลาดต่างจังหวัดและตลาดอาเซียนที่มีการเติบโตสูง</li>
<li>ใช้ช่องทางออนไลน์ เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกลง</li>
<li>พัฒนาระบบทรัพยากรบุคคลเพื่อดึงดูดและรักษาแรงงานที่มีความสามารถ</li>
<li>สร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานเพื่อขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค</li>
<li>ขยายกิจการไปต่างประเทศอย่างก้าวกระโดดโดยอาศัยตลาดทุนในภูมิภาค</li>
<li>บทส่งท้าย</li>
</ul>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ความเชื่อมโยงก่อให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจรูปแบบใหม่ในโลกที่ไร้พรมแดนยิ่งขึ้น และกลายเป็นตัวกำหนดแนวทางการพัฒนาหลักในประเทศไทยและอาเซียน เทรนด์ของความเชื่อมโยง (connectivity megatrend) ที่เห็นได้ชัดคือการจัดตั้งกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งเป็นการทลายกำแพงการกีดกันทางการค้าของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน และเป็นการขยายตลาดที่มีผู้บริโภคมากกว่า 600 ล้านคนใน 10 ประเทศ การเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐเป็นส่วนหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงหลากหลายรูปแบบ ในขณะที่ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดการพัฒนาใหม่ๆ ขึ้น โดยในที่นี้เราจะกล่าวถึงเทรนด์ของความเชื่อมโยง 6 ประการซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเอกชนทั้งในไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน </description>
					<enclosure length="6340" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ly/uj/dzjelyujmz/6971_20140211120023.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 11 Feb 2014 00:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กลยุทธ์ก้าวนำเกมในยุค Connectivity</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/1096</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/1096</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/1096">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p>ตีพิมพ์ เดือนกุมภาพันธ์ 2014</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/uc/4w/dzjeuc4wye/6971_20140211120023.jpg" alt="6971_20140211120023.jpg" width="125" height="176" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ความเชื่อมโยงก่อให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจรูปแบบใหม่ในโลกที่ไร้พรมแดนยิ่งขึ้น และกลายเป็นตัวกำหนดแนวทางการพัฒนาหลักในประเทศไทยและอาเซียน เทรนด์ของความเชื่อมโยง (connectivity megatrend) ที่เห็นได้ชัดคือการจัดตั้งกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งเป็นการทลายกำแพงการกีดกันทางการค้าของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน และเป็นการขยายตลาดที่มีผู้บริโภคมากกว่า 600 ล้านคนใน 10 ประเทศ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐเป็นส่วนหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงหลากหลายรูปแบบ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดการพัฒนาใหม่ๆ ขึ้น โดยในที่นี้เราจะกล่าวถึงเทรนด์ของความเชื่อมโยง 6 ประการซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเอกชนทั้งในไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: left; padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม</strong></p>
<ul>
<li>บทนำ: เทรนด์ความเชื่อมโยงและสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ</li>
<li>ก้าวสู่ตลาดต่างจังหวัดและตลาดอาเซียนที่มีการเติบโตสูง</li>
<li>ใช้ช่องทางออนไลน์ เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกลง</li>
<li>พัฒนาระบบทรัพยากรบุคคลเพื่อดึงดูดและรักษาแรงงานที่มีความสามารถ</li>
<li>สร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานเพื่อขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค</li>
<li>ขยายกิจการไปต่างประเทศอย่างก้าวกระโดดโดยอาศัยตลาดทุนในภูมิภาค</li>
<li>บทส่งท้าย<span style="color: #800080;"><a style="color: #800080;" href="%20https:/www.scbeic.com/th/register/"> <br /><br /></a></span><span style="color: #800080;"><a style="color: #800080;" href="https:/www.scbeic.com/th/register/">สมัครสมาชิก</a> </span>เพื่อดาวน์โหลดเอกสารนี้</li>
</ul>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ความเชื่อมโยงก่อให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจรูปแบบใหม่ในโลกที่ไร้พรมแดนยิ่งขึ้น และกลายเป็นตัวกำหนดแนวทางการพัฒนาหลักในประเทศไทยและอาเซียน เทรนด์ของความเชื่อมโยง (connectivity megatrend) ที่เห็นได้ชัดคือการจัดตั้งกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งเป็นการทลายกำแพงการกีดกันทางการค้าของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน และเป็นการขยายตลาดที่มีผู้บริโภคมากกว่า 600 ล้านคนใน 10 ประเทศ การเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐเป็นส่วนหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงหลากหลายรูปแบบ ในขณะที่ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดการพัฒนาใหม่ๆ ขึ้น โดยในที่นี้เราจะกล่าวถึงเทรนด์ของความเชื่อมโยง 6 ประการซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเอกชนทั้งในไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน </description>
					<enclosure length="6340" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/nf/7q/e14tnf7qxv/Insight_Connectivity.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 11 Feb 2014 00:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ปรับมุมมอง ส่องธุรกิจในยุค Connectivity </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/132</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/132</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/132">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="padding-left: 30px;" border="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center; width: 25%; padding-right: 20px;" valign="top"><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/h7/dk/dzi2h7dkl1/5887_20130715163209.jpg" alt="5887_20130715163209.jpg" width="125" height="176" /></td>
<td width="70%">
<p><strong style="color: #56017d;"><span style="font-size: medium;">ปรับมุมมอง ส่องธุรกิจในยุค Connectivity</span> </strong></p>
<p>การเชื่อมโยงที่มีมากขึ้นทั้งในไทย และระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน นับเป็นการพลิกโฉมการทำธุรกิจที่สำคัญ และเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการพัฒนาและขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่แบบก้าวกระโดดที่ภาคเอกชนไม่อาจมองข้ามได้ ความตั้งใจของรัฐบาลไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ที่มุ่งเน้นพัฒนาโครงข่ายความเชื่อมโยงในด้านต่างๆ จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่เอื้อให้เกิดโอกาสในการทำธุรกิจของภาคเอกชนในหลายด้าน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคเอกชนควรตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อช่วยแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจของตน ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป&nbsp;&nbsp;</p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #800080;"><a style="color: #800080; text-decoration: underline;" href="stocks/product/o0x0/bb/xc/dzi8bbxckz/5889_20130716171328.pdf" target="_blank">ดาวน์โหลดเอกสารฉบับภาษาไทย</a></span></p>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 10px;" colspan="2" valign="top">
<p style="padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม<br /></strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hl/62/dzi2hl62wq/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;&nbsp;<strong>ส่องโอกาสทางธุรกิจ...จากความเชื่อมโยง ด้านคมนาคมขนส่ง (Transportation connectivity)&nbsp;<br /></strong>ความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่ง (Transportation connectivity) ความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง&nbsp; รวมไปถึงความตกลงต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขนส่งระหว่างประเทศ จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของไทยอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงทางถนนกับประเทศเพื่อนบ้าน ขยายต่อไปยังจีน อินเดีย สนับสนุนให้ไทยก้าวไปเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาค หรือการขนส่งระบบรางที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ช่วยผลักดันและอำนวยความสะดวกด้านการค้าภายในภูมิภาค การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานการผลิต อีกทั้งจะเป็นโอกาสของธุรกิจต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดที่มีศักยภาพ มีเส้นทางคมนาคมตัดผ่าน สามารถเชื่อมโยงไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขยายตลาดและการลงทุนให้กับธุรกิจ<strong> <strong>&nbsp;</strong> <br /><br /></strong><strong>&nbsp; </strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hl/62/dzi2hl62wq/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;Cross-border trade mechanism... อีกหนึ่ง กลไกของการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค <br /></strong>ความเชื่อมโยงด้านการค้าข้ามประเทศ (Cross-border trade connectivity) การเคลื่อนย้ายสินค้าเสรี (free flow of goods) นับเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญในการมุ่งไปสู่การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน รวมทั้งยังมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเครือข่ายการผลิตภายในภูมิภาคและส่งเสริมบทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก หรือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของโลก ทั้งนี้ นับตั้งแต่อาเซียนได้เริ่มเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในปี 1993 เป็นต้นมา อุปสรรคทางการค้าในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เป็นภาษีและมิใช่ภาษีได้ถูกทยอยยกเลิกหรือลดลงให้เหลือน้อยที่สุดเป็นลำดับ เพื่อก่อให้เกิดการค้าเสรีและกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกันภายในกลุ่ม</p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hl/62/dzi2hl62wq/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;<strong>ความเชื่อมโยงออนไลน์ (Virtual connectivity) ... ช่องทางที่ไม่ควรมองข้ามในการเข้าถึงลูกค้าในยุคดิจิตอล&nbsp;<br /></strong>เทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนามากขึ้นโดยเฉพาะระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ได้ทำให้เกิดความเชื่อมโยงออนไลน์ (Virtual connectivity) ระหว่างกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) และการพูดคุยผ่านเว็บบอร์ดต่างๆ และปัจจุบันได้พัฒนากลายมาเป็นการสื่อสารผ่านเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) ที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ จากข้อดีที่การสื่อสารดังกล่าวมีทุนที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่องแต่สามารถให้ผลลัพธ์ในการสื่อสารได้อย่างรวดเร็วทันต่อความต้องการ และเข้าถึงประชาชนได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกที่และทุกเวลา ทำให้ภูมิทัศน์ของการทำธุรกิจในยุคใหม่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยการเชื่อมโยงสังคมออนไลน์ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการทำธุรกิจในยุคใหม่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการแต่ละรายจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้</p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hl/62/dzi2hl62wq/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;<strong>การเชื่อมโยงด้านแรงงาน (Labor connectivity)&nbsp;กับโอกาสการจ้างงานและการทำธุรกิจของภาคเอกชน<br /></strong>ในส่วนของการพัฒนาด้านแรงงานนั้น ประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนได้ผลักดันให้มีการเชื่อมโยงด้านแรงงานระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเชื่อมต่อทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาค ที่มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนได้ร่วมแผนสนับสนุนการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี ผ่านการผ่อนคลายกฎระเบียบในเรื่องการขอใบอนุญาตทำงาน และการรับรองฝีมือแรงงานข้ามชาติ การผ่อนปรนและสนับสนุนดังกล่าวส่งผลให้เกิดโอกาสสำหรับภาคเอกชน ทั้งในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และโอกาสในการทำธุรกิจที่มีมากขึ้น ดังนั้นภาคเอกชนจึงควรเตรียมพร้อมและปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อฉกฉวยโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในขณะเดียวกันหากภาคเอกชนต้องการดึงดูดแรงงานฝีมือต่างชาติมาทำงานในองค์กร ภาคเอกชนก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญในการจ้างแรงงานฝีมือต่างชาติมาประกอบด้วย อาทิเช่น การออกแบบโครงสร้างผลตอบแทนการทำงานสำหรับแรงงานต่างชาติที่มีความน่าสนใจเพียงพอ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี และการหลอมรวมความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมในการทำงานเข้าด้วยกัน เป็นต้น ซึ่งหากผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการปรับตัว ก็ย่อมจะเชื่อได้ว่า ภาคเอกชนไทยจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากการผ่อนคลายกฎระเบียบด้านแรงงานต่างๆ ที่ชาติสมาชิกอาเซียนต้องการทำให้บรรลุผล</p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hl/62/dzi2hl62wq/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;ความเชื่อมโยงด้านเงินทุน (Capital connectivity) สะดวกมากขึ้นสำหรับภาคธุรกิจอย่างไร</strong> <br />ภาคเศรษฐกิจจริงที่มีการเปิดเสรีและเชื่อมโยงมากขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงด้านเงินทุนเพื่อสนับสนุนทั้งการค้าและการลงทุนมากขึ้นด้วย และแม้การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีเต็มที่ในอาเซียนจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน แต่ปัจจุบันธุรกิจก็มีช่องทางบริหารจัดการเงินทุนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การระดมทุนด้วยการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศซึ่งมีการเอื้ออำนวยความสะดวกมากขึ้นจากการตกลงยอมรับมาตรฐานบัญชี IFRS การออกพันธบัตรในสกุลเงินตราต่างประเทศ ซึ่งอนุญาตทั้งธุรกิจไทย หน่วยงานหรือองค์กรของรัฐบาลต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ และนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ด้วยความแตกต่างของระดับการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนของประเทศในอาเซียน ส่งผลให้ยังมีอีกหลายด้านของการผ่อนปรนและอำนวยความสะดวกด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศที่ยังต้องดำเนินการอีกมากและคงทยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการเงินทุนมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hl/62/dzi2hl62wq/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;ความแตกต่างของระบบภาษี...อีกโอกาสในการปรับโครงสร้างธุรกิจ</strong>&nbsp;<br />การทำธุรกิจข้ามชาติกระตุ้นให้บริษัทต้องมีการปรับตัวเชิงองค์กร&nbsp; ซึ่งนอกเหนือไปจากประเด็นการเพิ่มศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคล และการหาช่องทางบริหารจัดการเงินทุนแล้ว&nbsp; บริษัทควรมีการจัดโครงสร้างการดำเนินธุรกิจเพื่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงการลดต้นทุนอีกด้วย&nbsp;โดยหนึ่งในแรงกดดันที่สำคัญคือ การที่บริษัทจะต้องเผชิญกับระบบภาษีที่แต่งต่างจากไทยในการทำธุรกิจข้ามชาติ&nbsp;ซึ่งข้อแตกต่างดังกล่าวมักมีผลโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงาน และเป็นตัวแปรกำหนดราคาสินค้าและรูปแบบการทำธุรกิจที่สำคัญจึงกลายเป็นความจำเป็นของผู้ประกอบการที่ต้องมีการวางแผนทางภาษีควบคู่ไปกับการศึกษาศักยภาพของตลาดก่อนตัดสินใจเลือกเข้าลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง อนึ่ง การรวมตัวกันของกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อลดภาษีการค้าระหว่างกันได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ส่งออกในระดับหนึ่ง&nbsp; ในขณะที่กฎหมายลงทุนในแต่ละประเทศในอาเซียนก็ให้เอกสิทธิทางภาษีแก่นักลงทุนต่างชาติเช่นกัน&nbsp; อย่างไรก็ดี ยังมีแนวทางการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีแนวทางอื่น เช่น การตั้งบริษัทโฮลดิ้งเพื่อการลงทุน (investment holding company) หรือการใช้ประโยชน์จากอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement: DTA) เป็นต้น ซึ่งเมื่อบริษัทสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเพื่อลดต้นทุนภาษีลงได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ก็ย่อมมีความมั่นใจมากขึ้นในผลตอบแทนจากการทำธุรกิจในอาเซียนภายใต้แรงผลักดันจากการเชื่อมโยงภายในภูมิภาค</p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hl/62/dzi2hl62wq/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;ความเสี่ยงจากความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้น...บทสรุปและโจทย์ข้อต่อไปของภาคเอกชน&nbsp;&nbsp;<br /></strong>ความเชื่อมโยงในภูมิภาคที่มีมากขึ้น นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับภาคเอกชนไทยในการกระจายสินค้าและบริการภายในประเทศ ขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ในต่างประเทศ รวมถึงการเพิ่มความสามารถในการระดมทุน หรือความสามารถในการหาแรงงานฝีมือจากต่างประเทศ อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นจะก่อให้เกิดโอกาสมากมาย แต่ในขณะเดียวกันยังอาจมีปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย ดังนั้นภาคเอกชนไทยจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและเตรียมพร้อมในการบริหารความเสี่ยงนั้น</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><span style="color: #ff9900;"><br /></span> </strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<hr size="1" />
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การเชื่อมโยงที่มีมากขึ้นทั้งในไทย และระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน นับเป็นการพลิกโฉมการทำธุรกิจที่สำคัญ และเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการพัฒนาและขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่แบบก้าวกระโดดที่ภาคเอกชนไม่อาจมองข้ามได้ ความตั้งใจของรัฐบาลไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ที่มุ่งเน้นพัฒนาโครงข่ายความเชื่อมโยงในด้านต่างๆ จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่เอื้อให้เกิดโอกาสในการทำธุรกิจของภาคเอกชนในหลายด้าน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคเอกชนควรตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อช่วยแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจของตน ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป </description>
					<enclosure length="6603" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/9z/wu/dzi29zwudi/5887_20130715163209.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 18 Jul 2013 00:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ปรับมุมมอง ส่องธุรกิจในยุค Connectivity</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/134</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/134</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/134">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="padding-left: 30px;" border="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/uq/c9/dzi2uqc9ex/5887_20130715163209.jpg" alt="5887_20130715163209.jpg" width="125" height="176" /></td>
<td width="70%">
<p><strong style="color: #56017d;">ปรับมุมมอง ส่องธุรกิจในยุค Connectivity</strong></p>
<p>การเชื่อมโยงที่มีมากขึ้นทั้งในไทย และระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน นับเป็นการพลิกโฉมการทำธุรกิจที่สำคัญ และเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการพัฒนาและขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่แบบก้าวกระโดดที่ภาคเอกชนไม่อาจมองข้ามได้ ความตั้งใจของรัฐบาลไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ที่มุ่งเน้นพัฒนาโครงข่ายความเชื่อมโยงในด้านต่างๆ จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่เอื้อให้เกิดโอกาสในการทำธุรกิจของภาคเอกชนในหลายด้าน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคเอกชนควรตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อช่วยแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจของตน ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป&nbsp;&nbsp;</p>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 10px;" colspan="2" valign="top">
<p style="padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม<br /></strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/v8/eb/dzi2v8eb9q/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;&nbsp;<strong>ส่องโอกาสทางธุรกิจ...จากความเชื่อมโยง ด้านคมนาคมขนส่ง (Transportation connectivity)&nbsp;<br /></strong>ความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่ง (Transportation connectivity) ความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง&nbsp; รวมไปถึงความตกลงต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขนส่งระหว่างประเทศ จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของไทยอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงทางถนนกับประเทศเพื่อนบ้าน ขยายต่อไปยังจีน อินเดีย สนับสนุนให้ไทยก้าวไปเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาค หรือการขนส่งระบบรางที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ช่วยผลักดันและอำนวยความสะดวกด้านการค้าภายในภูมิภาค การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานการผลิต อีกทั้งจะเป็นโอกาสของธุรกิจต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดที่มีศักยภาพ มีเส้นทางคมนาคมตัดผ่าน สามารถเชื่อมโยงไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขยายตลาดและการลงทุนให้กับธุรกิจ<strong> <strong>&nbsp;</strong> <br /><br /></strong><strong>&nbsp; </strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/v8/eb/dzi2v8eb9q/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;Cross-border trade mechanism... อีกหนึ่ง กลไกของการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค <br /></strong>ความเชื่อมโยงด้านการค้าข้ามประเทศ (Cross-border trade connectivity) การเคลื่อนย้ายสินค้าเสรี (free flow of goods) นับเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญในการมุ่งไปสู่การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน รวมทั้งยังมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเครือข่ายการผลิตภายในภูมิภาคและส่งเสริมบทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก หรือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของโลก ทั้งนี้ นับตั้งแต่อาเซียนได้เริ่มเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในปี 1993 เป็นต้นมา อุปสรรคทางการค้าในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เป็นภาษีและมิใช่ภาษีได้ถูกทยอยยกเลิกหรือลดลงให้เหลือน้อยที่สุดเป็นลำดับ เพื่อก่อให้เกิดการค้าเสรีและกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกันภายในกลุ่ม</p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/v8/eb/dzi2v8eb9q/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;<strong>ความเชื่อมโยงออนไลน์ (Virtual connectivity) ... ช่องทางที่ไม่ควรมองข้ามในการเข้าถึงลูกค้าในยุคดิจิตอล&nbsp;<br /></strong>เทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนามากขึ้นโดยเฉพาะระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ได้ทำให้เกิดความเชื่อมโยงออนไลน์ (Virtual connectivity) ระหว่างกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) และการพูดคุยผ่านเว็บบอร์ดต่างๆ และปัจจุบันได้พัฒนากลายมาเป็นการสื่อสารผ่านเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) ที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ จากข้อดีที่การสื่อสารดังกล่าวมีทุนที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่องแต่สามารถให้ผลลัพธ์ในการสื่อสารได้อย่างรวดเร็วทันต่อความต้องการ และเข้าถึงประชาชนได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกที่และทุกเวลา ทำให้ภูมิทัศน์ของการทำธุรกิจในยุคใหม่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยการเชื่อมโยงสังคมออนไลน์ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการทำธุรกิจในยุคใหม่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการแต่ละรายจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้</p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/v8/eb/dzi2v8eb9q/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;<strong>การเชื่อมโยงด้านแรงงาน (Labor connectivity)&nbsp;กับโอกาสการจ้างงานและการทำธุรกิจของภาคเอกชน<br /></strong>ในส่วนของการพัฒนาด้านแรงงานนั้น ประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนได้ผลักดันให้มีการเชื่อมโยงด้านแรงงานระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเชื่อมต่อทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาค ที่มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนได้ร่วมแผนสนับสนุนการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี ผ่านการผ่อนคลายกฎระเบียบในเรื่องการขอใบอนุญาตทำงาน และการรับรองฝีมือแรงงานข้ามชาติ การผ่อนปรนและสนับสนุนดังกล่าวส่งผลให้เกิดโอกาสสำหรับภาคเอกชน ทั้งในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และโอกาสในการทำธุรกิจที่มีมากขึ้น ดังนั้นภาคเอกชนจึงควรเตรียมพร้อมและปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อฉกฉวยโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในขณะเดียวกันหากภาคเอกชนต้องการดึงดูดแรงงานฝีมือต่างชาติมาทำงานในองค์กร ภาคเอกชนก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญในการจ้างแรงงานฝีมือต่างชาติมาประกอบด้วย อาทิเช่น การออกแบบโครงสร้างผลตอบแทนการทำงานสำหรับแรงงานต่างชาติที่มีความน่าสนใจเพียงพอ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี และการหลอมรวมความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมในการทำงานเข้าด้วยกัน เป็นต้น ซึ่งหากผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการปรับตัว ก็ย่อมจะเชื่อได้ว่า ภาคเอกชนไทยจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากการผ่อนคลายกฎระเบียบด้านแรงงานต่างๆ ที่ชาติสมาชิกอาเซียนต้องการทำให้บรรลุผล</p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/v8/eb/dzi2v8eb9q/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;ความเชื่อมโยงด้านเงินทุน (Capital connectivity) สะดวกมากขึ้นสำหรับภาคธุรกิจอย่างไร</strong> <br />ภาคเศรษฐกิจจริงที่มีการเปิดเสรีและเชื่อมโยงมากขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงด้านเงินทุนเพื่อสนับสนุนทั้งการค้าและการลงทุนมากขึ้นด้วย และแม้การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีเต็มที่ในอาเซียนจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน แต่ปัจจุบันธุรกิจก็มีช่องทางบริหารจัดการเงินทุนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การระดมทุนด้วยการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศซึ่งมีการเอื้ออำนวยความสะดวกมากขึ้นจากการตกลงยอมรับมาตรฐานบัญชี IFRS การออกพันธบัตรในสกุลเงินตราต่างประเทศ ซึ่งอนุญาตทั้งธุรกิจไทย หน่วยงานหรือองค์กรของรัฐบาลต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ และนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ด้วยความแตกต่างของระดับการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนของประเทศในอาเซียน ส่งผลให้ยังมีอีกหลายด้านของการผ่อนปรนและอำนวยความสะดวกด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศที่ยังต้องดำเนินการอีกมากและคงทยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการเงินทุนมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/v8/eb/dzi2v8eb9q/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;ความแตกต่างของระบบภาษี...อีกโอกาสในการปรับโครงสร้างธุรกิจ</strong>&nbsp;<br />การทำธุรกิจข้ามชาติกระตุ้นให้บริษัทต้องมีการปรับตัวเชิงองค์กร&nbsp; ซึ่งนอกเหนือไปจากประเด็นการเพิ่มศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคล และการหาช่องทางบริหารจัดการเงินทุนแล้ว&nbsp; บริษัทควรมีการจัดโครงสร้างการดำเนินธุรกิจเพื่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงการลดต้นทุนอีกด้วย&nbsp;โดยหนึ่งในแรงกดดันที่สำคัญคือ การที่บริษัทจะต้องเผชิญกับระบบภาษีที่แต่งต่างจากไทยในการทำธุรกิจข้ามชาติ&nbsp;ซึ่งข้อแตกต่างดังกล่าวมักมีผลโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงาน และเป็นตัวแปรกำหนดราคาสินค้าและรูปแบบการทำธุรกิจที่สำคัญจึงกลายเป็นความจำเป็นของผู้ประกอบการที่ต้องมีการวางแผนทางภาษีควบคู่ไปกับการศึกษาศักยภาพของตลาดก่อนตัดสินใจเลือกเข้าลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง อนึ่ง การรวมตัวกันของกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อลดภาษีการค้าระหว่างกันได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ส่งออกในระดับหนึ่ง&nbsp; ในขณะที่กฎหมายลงทุนในแต่ละประเทศในอาเซียนก็ให้เอกสิทธิทางภาษีแก่นักลงทุนต่างชาติเช่นกัน&nbsp; อย่างไรก็ดี ยังมีแนวทางการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีแนวทางอื่น เช่น การตั้งบริษัทโฮลดิ้งเพื่อการลงทุน (investment holding company) หรือการใช้ประโยชน์จากอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement: DTA) เป็นต้น ซึ่งเมื่อบริษัทสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเพื่อลดต้นทุนภาษีลงได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ก็ย่อมมีความมั่นใจมากขึ้นในผลตอบแทนจากการทำธุรกิจในอาเซียนภายใต้แรงผลักดันจากการเชื่อมโยงภายในภูมิภาค</p>
<p style="padding-left: 30px;">&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/v8/eb/dzi2v8eb9q/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;ความเสี่ยงจากความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้น...บทสรุปและโจทย์ข้อต่อไปของภาคเอกชน&nbsp;&nbsp;<br /></strong>ความเชื่อมโยงในภูมิภาคที่มีมากขึ้น นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับภาคเอกชนไทยในการกระจายสินค้าและบริการภายในประเทศ ขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ในต่างประเทศ รวมถึงการเพิ่มความสามารถในการระดมทุน หรือความสามารถในการหาแรงงานฝีมือจากต่างประเทศ อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นจะก่อให้เกิดโอกาสมากมาย แต่ในขณะเดียวกันยังอาจมีปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย ดังนั้นภาคเอกชนไทยจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและเตรียมพร้อมในการบริหารความเสี่ยงนั้น</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #800080;"><a style="color: #800080;" href="%20https:/www.scbeic.com/th/register/">&nbsp;สมัครสมาชิก</a> </span>เพื่อดาวน์โหลดเอกสารนี้</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<hr size="1" />
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การเชื่อมโยงที่มีมากขึ้นทั้งในไทย และระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน นับเป็นการพลิกโฉมการทำธุรกิจที่สำคัญ และเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการพัฒนาและขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่แบบก้าวกระโดดที่ภาคเอกชนไม่อาจมองข้ามได้ ความตั้งใจของรัฐบาลไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ที่มุ่งเน้นพัฒนาโครงข่ายความเชื่อมโยงในด้านต่างๆ จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่เอื้อให้เกิดโอกาสในการทำธุรกิจของภาคเอกชนในหลายด้าน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคเอกชนควรตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อช่วยแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจของตน ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป</description>
					<enclosure length="6603" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/0v/ec/dzi30vecy1/5887_20130715163209.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 18 Jul 2013 00:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เส้นทางสู่ AEC… SMEs รุกรับอย่างไร</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/138</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/138</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/138">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="padding-left: 30px;" border="0">
<tbody>
<tr>
<td valign="top"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/1a/c4/dzi41ac4it/5842_20130703141253.jpg" alt="5842_20130703141253.jpg" width="125" height="175" /></td>
<td width="70%">
<p><strong style="color: #56017d;">เส้นทางสู่ AEC&hellip; SMEs รุกรับอย่างไร </strong></p>
<p><strong>ภายใต้สภาพแวดล้อมทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน คำถามสำคัญคือ "SMEs ไทยมีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เหล่านั้นมากน้อยเพียงใด และจะแสวงหาประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?"</strong></p>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 10px;" colspan="2" valign="top">
<p>ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น&nbsp;300 บาทต่อวัน ซึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมภายในประเทศที่ส่งผลกระทบโดยตรงผ่านต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ SMEs ในภาคบริการหรือภาคการผลิตที่มีการใช้แรงงานในสัดส่วนที่สูง (labor-intensive industry) ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น การย้ายไปทำอาชีพอิสระ รวมถึงมีการหมุนเวียนของแรงงาน (turnover rate) ในระดับสูงจากการที่แรงงานมีฝีมือเคลื่อนย้ายไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ หรือแม้แต่ผลกระทบจากการรวมกลุ่มกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งจะมีผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบต่อ SMEs เพราะนอกจากโอกาสทางการค้าการลงทุนที่เปิดกว้างมากขึ้นแล้ว AEC ยังหมายถึงความท้าทายต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย</p>
เมื่อเจาะลึกผลกระทบของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำพบว่า นอกจากผลกระทบทางตรง (direct effect) จากต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีผลกระทบทางอ้อม (indirect effect) จากการส่งผ่านภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ไปยังธุรกิจต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทานด้วย ธุรกิจที่ใช้แรงงานไม่มีทักษะเป็นสัดส่วนสูงหรือมีค่าจ้างแรงงานเป็นต้นทุนหลัก ย่อมได้รับผลกระทบทางตรงจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมากเป็นพิเศษ เช่น ภาคการเกษตร และภาคบริการประเภทการก่อสร้าง เป็นต้น ในขณะที่ธุรกิจที่มีห่วงโซ่อุปทานที่ค่อนข้างยาวและสลับซับซ้อน ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น มีแนวโน้มได้รับผลกระทบทางอ้อมมากกว่า เนื่องจากต้องเผชิญกับการส่งผ่านภาระต้นทุนที่สูงขึ้นในรูปแบบของการขึ้นราคาสินค้าและบริการตลอดทั้งสายห่วงโซ่อุปทานผลกระทบต่อกำไรขาดทุนของผู้ประกอบการจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมเข้าด้วยกันเพื่อประเมินความรุนแรงของนโยบาย 300 บาท ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมสูงขึ้นถึง 8% หากผู้ประกอบการผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปได้ 100% หรือในกรณีที่ความสามารถในการส่งผ่านภาระต้นทุนต่ำกว่า 100% ผลกระทบต่อต้นทุนอาจลดลงเหลือ 3% แต่อาจทำให้ผลตอบแทนของผู้ประกอบการลดลง 4% เพราะต้องแบกรับภาระต้นทุนที่ส่งผ่านไปไม่หมด
<p style="padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/06/vl/dzi406vlgl/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;&nbsp;<strong>Excecutive summary <br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/06/vl/dzi406vlgl/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; <strong>ปัจจัยแวดล้อมที่กระทบ SMEs&nbsp;<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/06/vl/dzi406vlgl/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; <strong>เจาะลึกการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและการส่งผ่านภาระต้นทุน<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/06/vl/dzi406vlgl/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; <strong>ผลิตภาพแรงงาน...โจทย์ใหญ่ SMEs ไทย<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/06/vl/dzi406vlgl/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;&nbsp;<strong>SMEs มองอนาคตอย่างไร และเตรียมตัวอะไรแล้วบ้าง</strong> <br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/06/vl/dzi406vlgl/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; <strong>ค้าชายแดน...โอกาสที่ SMEs ไม่ควรมองข้าม&nbsp;<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/06/vl/dzi406vlgl/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; <strong>โลกเปลี่ยน...โอกาสเปลี่ยน SMEs ไทยจะคว้าโอกาส... จาก global trend ได้อย่างไร?<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/06/vl/dzi406vlgl/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; SMEs ปักหมุดธุรกิจที่ไหนดี?<br /><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/06/vl/dzi406vlgl/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; บทสรุปของ SMEs <br /></strong><br /></strong></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" src="https://www.scbeic.com/th/register/">สมัครสมาชิก</a></span> เพื่อดาวน์โหลดเอกสารนี้</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภายใต้สภาพแวดล้อมทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน คำถามสำคัญคือ &quot;SMEs ไทยมีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เหล่านั้นมากน้อยเพียงใด และจะแสวงหาประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?&quot;</description>
					<enclosure length="6423" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/1o/ma/dzi41omakp/5842_20130703141253.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 23 Nov 2012 00:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เส้นทางสู่ AEC… SMEs รุกรับอย่างไร</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/136</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/136</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/136">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="padding-left: 30px;" border="0">
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center; width: 25%; padding-right: 20px;" valign="top"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ce/tv/dzi3cetv5i/5842_20130703141253.jpg" alt="5842_20130703141253.jpg" width="125" height="175" /></td>
<td width="70%">
<p><strong style="color: #56017d;"><span style="font-size: medium;">เส้นทางสู่ AEC&hellip; SMEs รุกรับอย่างไร</span> </strong></p>
<p><strong>ภายใต้สภาพแวดล้อมทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน คำถามสำคัญคือ "SMEs ไทยมีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เหล่านั้นมากน้อยเพียงใด และจะแสวงหาประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?"</strong></p>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 10px;" colspan="2" valign="top">
<p>ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น&nbsp;300 บาทต่อวัน ซึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมภายในประเทศที่ส่งผลกระทบโดยตรงผ่านต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ SMEs ในภาคบริการหรือภาคการผลิตที่มีการใช้แรงงานในสัดส่วนที่สูง (labor-intensive industry) ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น การย้ายไปทำอาชีพอิสระ รวมถึงมีการหมุนเวียนของแรงงาน (turnover rate) ในระดับสูงจากการที่แรงงานมีฝีมือเคลื่อนย้ายไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ หรือแม้แต่ผลกระทบจากการรวมกลุ่มกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งจะมีผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบต่อ SMEs เพราะนอกจากโอกาสทางการค้าการลงทุนที่เปิดกว้างมากขึ้นแล้ว AEC ยังหมายถึงความท้าทายต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย</p>
เมื่อเจาะลึกผลกระทบของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำพบว่า นอกจากผลกระทบทางตรง (direct effect) จากต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีผลกระทบทางอ้อม (indirect effect) จากการส่งผ่านภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ไปยังธุรกิจต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทานด้วย ธุรกิจที่ใช้แรงงานไม่มีทักษะเป็นสัดส่วนสูงหรือมีค่าจ้างแรงงานเป็นต้นทุนหลัก ย่อมได้รับผลกระทบทางตรงจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมากเป็นพิเศษ เช่น ภาคการเกษตร และภาคบริการประเภทการก่อสร้าง เป็นต้น ในขณะที่ธุรกิจที่มีห่วงโซ่อุปทานที่ค่อนข้างยาวและสลับซับซ้อน ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น มีแนวโน้มได้รับผลกระทบทางอ้อมมากกว่า เนื่องจากต้องเผชิญกับการส่งผ่านภาระต้นทุนที่สูงขึ้นในรูปแบบของการขึ้นราคาสินค้าและบริการตลอดทั้งสายห่วงโซ่อุปทานผลกระทบต่อกำไรขาดทุนของผู้ประกอบการจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมเข้าด้วยกันเพื่อประเมินความรุนแรงของนโยบาย 300 บาท ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมสูงขึ้นถึง 8% หากผู้ประกอบการผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปได้ 100% หรือในกรณีที่ความสามารถในการส่งผ่านภาระต้นทุนต่ำกว่า 100% ผลกระทบต่อต้นทุนอาจลดลงเหลือ 3% แต่อาจทำให้ผลตอบแทนของผู้ประกอบการลดลง 4% เพราะต้องแบกรับภาระต้นทุนที่ส่งผ่านไปไม่หมด
<p style="padding-left: 30px;"><strong>เรื่องในเล่ม</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d8/ty/dzi3d8tykj/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;&nbsp;<strong>Excecutive summary <br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d8/ty/dzi3d8tykj/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; <strong>ปัจจัยแวดล้อมที่กระทบ SMEs&nbsp;<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d8/ty/dzi3d8tykj/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; <strong>เจาะลึกการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและการส่งผ่านภาระต้นทุน<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d8/ty/dzi3d8tykj/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; <strong>ผลิตภาพแรงงาน...โจทย์ใหญ่ SMEs ไทย<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d8/ty/dzi3d8tykj/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp;&nbsp;<strong>SMEs มองอนาคตอย่างไร และเตรียมตัวอะไรแล้วบ้าง</strong> <br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d8/ty/dzi3d8tykj/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; <strong>ค้าชายแดน...โอกาสที่ SMEs ไม่ควรมองข้าม&nbsp;<br /></strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d8/ty/dzi3d8tykj/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; <strong>โลกเปลี่ยน...โอกาสเปลี่ยน SMEs ไทยจะคว้าโอกาส... จาก global trend ได้อย่างไร?<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d8/ty/dzi3d8tykj/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; SMEs ปักหมุดธุรกิจที่ไหนดี?<br /><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/d8/ty/dzi3d8tykj/1034_20100719093921.gif" alt="1034_20100719093921.gif" width="10" height="10" />&nbsp; บทสรุปของ SMEs <br /></strong><br /></strong></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<hr size="1" />
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภายใต้สภาพแวดล้อมทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน คำถามสำคัญคือ "SMEs ไทยมีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เหล่านั้นมากน้อยเพียงใด และจะแสวงหาประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?"</description>
					<enclosure length="6423" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/g0/zc/dzi3g0zczr/5842_20130703141253.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 23 Nov 2012 00:00:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>