<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/all" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>EIC RSS</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:31:05 +0700</pubDate><ttl>19</ttl>
				<item>
					<title>Climate change adaptation : กลยุทธ์อยู่รอดที่เศรษฐกิจไทยต้องไล่ให้ทันโลก </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10070</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10070</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10070">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ภาพความเสียหายรุนแรงจากน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ซึ่งเคยเป็น "ต้นแบบ" การป้องกันน้ำท่วมของประเทศ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าสภาพภูมิอากาศโลกได้เปลี่ยนไป เกินกว่าการเตรียมพร้อมแบบเดิมจะรับมือได้ ส่งผลให้ &ldquo;Climate change adaptation&rdquo; หรือการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate change mitigation) เพราะนี่คือ &ldquo;ทางรอด&rdquo; ที่จะช่วยปกป้องความมั่งคั่งและอนาคตของเศรษฐกิจไทยจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Climate change adaptation คืออะไร</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Climate change adaptation คือ การเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความยืดหยุ่นหรือภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ </strong>ซึ่งสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การปรับเปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชที่ทนแล้ง การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ หรือการลงทุนในเทคโนโลยีนําน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ตื่นตัวกับ Climate adaptation เป็นอย่างมาก สะท้อนได้จากจำนวนประเทศสะสมที่ส่งแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan) ต่อสหประชาชาติ (UN) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเพียง 2 ประเทศในปี 2015 เป็น 74 ประเทศในปี 2025 (ไทยส่งแผนในปี 2024)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ไทยจำเป็นต้องเร่งให้ความสำคัญกับ Climate change adaptation</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ไทยจำเป็นต้องเร่งให้ความสำคัญกับ Climate change adaptation จากเหตุผลที่สำคัญ 3 ประการ </strong>ได้แก่<strong> 1) ไทยคือพื้นที่เสี่ยงภัยอันดับต้นของโลก </strong>โดยข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป (INFORM Risk) ในปี 2025 ระบุว่าไทยมีความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วมล้นตลิ่งสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก<strong> 2) การปรับตัวเชื่อมโยงกับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ </strong>โดยในปัจจุบันสถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลก ได้มีการผนวกความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดอันดับเครดิตประเทศ ซึ่งหากไทยไม่ลงทุนปรับตัวและเผชิญปัญหาภัยพิบัติซ้ำซาก ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตลงในอนาคต ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นและบรรยากาศการลงทุนโดยรวมแย่ลง<strong> 3) การลงทุนล่วงหน้า &ldquo;คุ้มค่า&rdquo; กว่าการไม่ทำอะไรเลย </strong>โดยการศึกษาของสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) ในปี 2025 พบว่า การลงทุนใน Climate adaptation ทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะให้ผลตอบแทนสูงถึง 10.5 ดอลลาร์สหรัฐ จากการประเมินผลประโยชน์แบบ &ldquo;Triple Dividend&rdquo; ทั้งการหลีกเลี่ยงความสูญเสีย การเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีความเสี่ยงสูง แต่การเตรียมความพร้อมกลับอยู่ในระดับที่ต่ำจนน่ากังวล </strong>สะท้อนได้จากผลการจัดอันดับความพร้อมของเศรษฐกิจในการรับมือกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศของบลูมเบิร์ก (BNEF) ในปี 2025 ที่พบว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในกลุ่ม &ldquo;รั้งท้าย&rdquo; ได้อันดับที่ 23 จาก 25 ประเทศที่ศึกษา (กลุ่ม G20 และบางประเทศในอาเซียน) และได้คะแนนเพียง 0.36 จากเต็ม 1 เนื่องจากการเตรียมความพร้อมของไทยยัง &ldquo;ไม่เป็นระบบ&rdquo; และ &ldquo;ไม่ทั่วถึง&rdquo; เช่น การบริหารความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศยังไม่ฝังอยู่ในระบบการเงิน งบประมาณเฉพาะเพื่อการปรับตัวที่ยังไม่เด่นชัด และการคุ้มครองประกันภัยภัยพิบัติที่ยังครอบคลุมจำกัด เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในอีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางความท้าทายนี้ เราได้เริ่มเห็นสัญญาณความตื่นตัวที่ชัดเจนขึ้นจากทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ </strong>สะท้อนได้จากนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น พรรคภูมิใจไทย ได้ชูแผนเชิงรุกผ่านนโยบาย<strong> "พร้อมก่อนภัย เคียงข้างไทยทุกสถานการณ์" </strong>ที่มีเป้าหมายยกระดับการพยากรณ์อากาศและการเตือนภัยด้วยดาวเทียมและ AI พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูล "ผังน้ำ" เข้ากับการวางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อไม่ให้กีดขวางทางระบายน้ำ รวมถึงการเสนอตั้งกองทุนภัยพิบัติ หรือพรรคประชาชนที่มีนโยบาย<strong> &ldquo;ตั้งรับ-ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&rdquo; </strong>และ<strong> &ldquo;รับมือกับโลกรวน มีแผนสู้โลกยุคภัยพิบัติ&rdquo; เป็นต้น ขณะที่ภาคเอกชนขนาดใหญ่เริ่มประเมินและวางแผนรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจังมากขึ้น </strong>เช่น บี.กริม เพาเวอร์ มีการวางแผนรับมือภัยแล้ง หรือ ทรู คอร์ปอเรชั่น มีการวางแผนรับมือความเสี่ยงจากอากาศร้อนจัดต่อโครงข่ายสื่อสาร</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่า ภาคธุรกิจไทยสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการดำเนินงานใน 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) สร้างความเข้าใจและประเมินความเสี่ยง </strong>โดยเริ่มจากใช้ข้อมูลแนวโน้มภูมิอากาศและข้อมูลพื้นที่ มาวิเคราะห์ว่า &ldquo;จุดเปราะบาง&rdquo; อยู่ตรงไหนของธุรกิจ ตั้งแต่ที่ตั้งโรงงาน คลังสินค้า ไปจนถึงแหล่งวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เห็นภาพว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น น้ำท่วม ภัยแล้ง และวิกฤตคลื่นร้อน (Heat wave) จะกระทบต้นทุน รายได้ และความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างไร<strong> 2) พัฒนาแผนและลงมือดำเนินการ </strong>โดยออกแบบมาตรการปรับตัวให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและบริบทของอุตสาหกรรม พร้อมประเมินความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการลงทุน ที่สำคัญคือหลีกเลี่ยง &ldquo;การปรับตัวที่ไม่เหมาะสม&rdquo; หรือการแก้ปัญหาจุดหนึ่ง แต่ไปสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนในจุดอื่น<strong> 3) ติดตาม ประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง </strong>โดยตรวจสอบว่ามาตรการที่ทำไปช่วยสร้างประโยชน์ได้จริงหรือไม่และจะปรับเปลี่ยนอย่างไรให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>บทบาทของภาครัฐ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับบทบาทจาก &ldquo;ผู้เยียวยา&rdquo; ไปสู่ &ldquo;ผู้ลงมือขับเคลื่อนการปรับตัว&rdquo; อย่างเป็นระบบ </strong>โดยเร่งลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้า ประเมินความเสี่ยงรายพื้นที่ จัดสรรงบประมาณเฉพาะเพื่อการปรับตัว บูรณาการข้อมูลผังน้ำกับการวางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมระบบประกันภัย ออกแบบกลไกเชิงนโยบายที่จะทำให้การรับมือกับภัยพิบัติสามารถทำได้อย่างเป็นระบบและมีความเป็นเอกภาพ รวมถึงสนับสนุนทุนวิจัยและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถปรับโมเดลธุรกิจรับมือโลกเดือดได้อย่างทันท่วงที</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความสูญเสียมหาศาลที่หาดใหญ่ คือ บทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนว่า &ldquo;ความล่าช้ามีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ&rdquo; ดังนั้น Climate change adaptation จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น &ldquo;ทางรอด&rdquo; ที่จะรักษาความมั่งคั่งและอนาคตของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในโลกที่ผันผวนขึ้นทุกวัน</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองข้ามชอต วันที่ 5-8 มีนาคม 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Climate-change-adaptation-030426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ความสูญเสียที่หาดใหญ่ย้ำว่า ความล่าช้ามีราคาเสมอ ดังนั้น การปรับตัวต่อ Climate change adaptation จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด</description>
					<enclosure length="3760" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/g3/gf/hh9bg3gf7u/Climate-change-adaptation.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 16:30:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>จับสัญญาณตลาดที่อยู่อาศัยปี 2026 ... ดีมานด์หาย ซัพพลายหด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10069</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10069</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10069">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/6fSnrZY19JZCVt?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยปี 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยปี 2026 มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 </strong>โดย SCB EIC คาดว่ามูลค่าการโอนทั่วประเทศในปี 2026 จะหดตัว -5%YOY มาอยู่ที่ 824,000 ล้านบาท จากภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ และการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่องจากปี 2025 อีกทั้ง สงครามตะวันออกกลางมีแนวโน้มซ้ำเติมกำลังซื้อให้ฟื้นตัวได้ยากมากขึ้น โดยกรณีสงครามยืดเยื้อ มีความเสี่ยงหดตัว -10% ถึง -15%YOY</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการชะลอโครงการใหม่ เน้นระบายสต็อกเดิม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์ระบายที่อยู่อาศัยคงเหลือ และระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่ </strong>โดย SCB EIC คาดว่าในปี 2026 จะมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลราว 39,000 หน่วย ลดลง -5%YOY โดยเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และกรณีสงครามยืดเยื้อ มีความเสี่ยงที่จะหดตัวลงถึง -10%YOY ซึ่งการลดลงของอุปทานใหม่ ส่งผลให้หน่วยเหลือขายสะสมในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2026 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มาอยู่ที่ราว 212,000 หน่วย (-4%YOY) ทั้งนี้การเปิดตัวโครงการใหม่ต้องเตรียมรับมือกับภาวะต้นทุนวัสดุก่อสร้างพุ่งสูงขึ้น จากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่กำลังซื้อยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ กดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัยได้มากนัก และกระทบต่ออัตรากำไรตามมา</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>แนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2026 </strong>จำเป็นต้อง<strong>เปิดโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง </strong>โดยเฉพาะทำเลที่หน่วยเหลือขายสะสมสูง ที่อยู่อาศัยราคาปานกลางลงมา รวมถึงในต่างจังหวัด<strong> อีกทั้ง เร่งสร้างรายได้และกระแสเงินสด </strong>ทั้งขยายตลาดผู้มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการย้ายประเทศหนีสงคราม ปรับโมเดลธุรกิจ เช่น การเช่า การเช่าซื้อ รวมถึงเปิดโครงการใหม่ขนาดปานกลาง-เล็ก เพื่อรักษาสภาพคล่อง<strong> ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับผู้รับเหมาเพื่อร่วมกันบริหารต้นทุน </strong>เช่น กำหนดปริมาณการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง ลดของเสียและความผิดพลาดจากการก่อสร้าง<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rh/fq/hh92rhfqij/RE1.png" alt="RE1.png" width="826" height="642" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sh/3p/hh92sh3pix/RE2.png" alt="RE2.png" width="978" height="526" /><br /><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/REindustry2026-030426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC คาดว่ามูลค่าการโอนทั่วประเทศในปี 2026 จะหดตัว -5%YOY มาอยู่ที่ 824,000 ล้านบาท</description>
					<enclosure length="5275" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/uz/ie/hh92uziel4/REindustry2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 11:14:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจโลก</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10059</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10059</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10059">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><span style="color: #4e4e4e; font-size: 13pt;">SCB EIC ได้วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของโลก<br /><br /></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>1. การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC คาดว่า ในกรณีฐาน<sup>1</sup> เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะโตชะลอลงเหลือ 2.5% จาก 2.8% ในปีก่อน จากปัจจัยกดดัน 3 ด้าน คือ 1. ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ต้นทุนการผลิต และค่าขนส่ง 2. ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อการค้าโลก และ 3. ข้อจำกัดของนโยบายการเงินและการคลังในการพยุงเศรษฐกิจ<br /><br />อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนต่อเนื่องจากการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่มีเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังได้รับประโยชน์จากการมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>2. อัตราเงินเฟ้อของโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อัตราเงินเฟ้อโลกในปี 2569 มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจากผลของสงคราม ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงจะได้รับผลกระทบมาก นอกจากนี้ เงินเฟ้อที่สูงขึ้นยังอาจซ้ำเติมผลจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีอยู่เดิม ทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีแนวโน้มอยู่สูงกว่าเป้าหมายของ Fed เป็นระยะเวลานาน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>3. ทิศทางนโยบายการเงินของโลก </strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ตลาดการเงินโลกเริ่มกังวลว่าเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง หรือ Stagflation ทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ เผชิญข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น จากความกังวลด้านเงินเฟ้อสูงในระยะสั้น ธนาคารกลางหลักของโลก มีแนวโน้มรอดูสถานการณ์ (Wait-and-see) เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เนื่องจากสงครามยังมีความไม่แน่นอนสูง โดย<br /><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&middot; Fed</strong> มีแนวโน้มชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือแค่ 1 ครั้ง 25 bps ในช่วงไตรมาส 4 จากความเสี่ยงเงินเฟ้อเร่งตัว<br /><br /><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&middot; ECB</strong> มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2 % ในปี 2569 โดยราคาพลังงานและเงินเฟ้ออาจเร่งตัวชั่วคราว แต่จะทยอยลดลง ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซนยังคงเปราะบางอยู่<br /><br /><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&middot; BOJ</strong> มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งสู่ 1.25% ในช่วงครึ่งหลังของปี โดยจังหวะการปรับขึ้นยังมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสงคราม<br /></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>4. บทวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">4.1 <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q12026">Outlook ไตรมาส 1 ปี 2569</a><br />4.2 <a src="https://www.scbeic.com/th/macroeconomics/global-economy">รวมบทวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><sup>1</sup><span style="font-size: 12pt;">กรณีฐาน (Base) = ความขัดแย้งของสงครามตะวันออกกลางจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล </span></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบสงครามอิหร่าน ซึ่งดันต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงินยังไม่แน่นอน </description>
					<enclosure length="4296" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/5l/oe/hh715loebc/Global-economy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 15:06:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Outlook ไตรมาส 1/2026</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10056</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10056</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10056">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/zVuehETDCK92ir?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xq/wm/hh08xqwmc0/SCB-EIC-Outlook-1Q2026-InfoThaiEconomy.jpg" alt="SCB-EIC-Outlook-1Q2026-InfoThaiEconomy.jpg" width="2779" height="3942" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/y5/32/hh08y5329c/SCB-EIC-Outlook-1Q2026-InfoGlobalEconomy.jpg" alt="SCB-EIC-Outlook-1Q2026-InfoGlobalEconomy.jpg" width="2779" height="3942" /><br /><br />SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 เหลือ 1.4% (เดิม 1.8%) จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง </strong>ที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมากเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท. อยู่ที่ 3.2% ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับสูงขึ้น และจากรายได้แรงงานที่แท้จริงที่หดตัว สำหรับภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง ธุรกิจจะชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มโอกาสการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น (triple deficits)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแ<span style="color: #4e4e4e;">รงเป็</span>น &ldquo;วิกฤตสองทาง&rdquo; กรณีฐานอาจยืดเยื้อ 2 เดือน<br /></strong>สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ต้องผ่านช่องแคบ Hormuz &nbsp;(ประมาณ 20% ของอุปทานโลก) ลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างรวดเร็ว ขณะที่การโจมตีแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางได้สร้างความกังวลใจให้กับตลาดในประเด็นอุปทานพลังงานที่อาจใช้เวลาฟื้นฟูนาน รวมทั้งความจำเป็นของประเทศทั่วโลกที่จะพยายามจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมเพื่อชดเชยปริมาณพลังงานสำรองที่เริ่มลดลง ปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์เช่นนี้จะทำให้ราคาพลังงานโลกไม่สามารถปรับลดลงได้เร็ว แม้สงครามจะจบลง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของวิกฤตตะวันออกกลาง โดย 1) กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล &nbsp;2) กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน และมีการทำลายแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมัน Brent ปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105 &nbsp;ดอลลาร์ต่อบาร์เรล &nbsp;และ 3) กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง สงครามนี้จะทำให้ต้นทุนขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเร่งตัวและผันผวนสูง วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น &ldquo;วิกฤตสองทาง&rdquo; ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1.4% จากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำ และเศรษฐกิจเปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว<br /></strong>SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลัง มากขึ้น ทั้งนี้ช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp; &nbsp;ภาคการค้าระหว่างประเทศ </strong>จะได้รับผลกระทบจาก Terms of trade (สัดส่วนราคาสินค้าส่งออกต่อราคาสินค้านำเข้า) ที่แย่ลง<strong> มูลค่านำเข้า</strong>จะเร่งตัวขึ้นมากจากการนำเข้าพลังงานที่ราคาสูงขึ้นมาก<strong> ขณะที่การส่งออก</strong>จะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงกว่าคาด และปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงมาก<strong> และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; ภาคการท่องเที่ยว </strong>จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยโดยรวมจะชะลอตัว เป็นผลจากจำนวนเที่ยวบินที่มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่เร่งตัว และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป แต่ยังมีแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเติบโตอย่างจีนและอินเดีย ในภาพรวม SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จาก 34.1 ล้านคนเป็น 33.2 ล้านคน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(3)&nbsp;&nbsp; การบริโภคภาคเอกชน </strong>จะชะลอลงจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังคงเผชิญปัญหาแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านรายได้ครัวเรือนจากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง และภาระหนี้สูง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(4)&nbsp;&nbsp; ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ </strong>ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกดดันอัตราผลกำไร ความไม่แน่นอนและต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจชะลอการลงทุนใหม่</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(5)&nbsp; &nbsp;ตลาดการเงินผันผวนสูง </strong>เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินไหลออกทำให้เงินบาทอ่อนค่าเร็ว ส่งผลให้<strong>ดุลบัญชีเงินทุนติดลบสูงขึ้น </strong>โดย ธปท. อาจต้องเข้ามาดูแลแทรกแซงในตลาด FX ผ่านการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยังยืดเยื้อ SCB EIC มองเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้ในกรณีฐาน มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเกิน กรอบเป้าหมาย</strong>ของ ธปท.ไปอยู่ที่ 3.2% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ใกล้ 0% โดยเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นจากหมวดพลังงานและโลจิสติกส์ ก่อนกระจายไปสู่สินค้าที่วัตถุดิบการผลิตขาดแคลนไม่พอใช้ บรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐที่จะออกมา โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มว่าจะต้องรอให้รัฐบาล ค้ำประกันการชำระคืนหนี้ในเพดานวงเงินกู้ที่สูงขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ จะช่วยรองรับผลกระทบในประเทศได้บ้าง แต่จะทำได้ไม่เต็มที่เช่นในอดีต เนื่องจากหนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% และภาครัฐจะระมัดระวังความเสี่ยงของการปรับลดเครดิตเรตติงของประเทศ ประกอบกับรายได้จัดเก็บภาษีที่อาจถูกกระทบตามแนวโน้มเศรษฐกิจ จะทำให้<strong>การขาดดุลการคลังของไทยจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>นโยบายการเงินเจอความท้าทาย Stagflation ขณะที่มาตรการราคาพลังงานควรหลีกเลี่ยงการชดเชยตรึงราคาแบบหน้ากระดาน แต่เน้นช่วยการปรับตัวของผู้บริโภคอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเฉพาะจุดมากขึ้น<br /></strong><strong>กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในปีนี้ </strong>โดย SCB EIC ประเมินว่า กนง จะไม่เลือกปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากจะพิจารณาว่า เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทย ที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและ SME &nbsp;ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท. ต่อ Inflation targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม รวมทั้งประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัดภายใต้ภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากแล้วและเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนที่สูง กนง. จึงน่าจะเก็บ Policy space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นและมีความมั่นใจ ในทิศทางของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หากผลกระทบต่อ GDP รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ธปท. ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทางออกเชิงนโยบายจาก &ldquo;ช่วยแบบหน้ากระดาน&rdquo; สู่ &ldquo;3T Targeted-Temporary-Transform&rdquo;<br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">การอุดหนุนราคาพลังงานแบบหน้ากระดานที่ราคาที่ต่ำเกินไปเป็นเวลานาน จะสร้างภาระทางการคลังที่สูงมาก เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้มีรายได้สูงใช้พลังงานมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ไม่สนับสนุนให้เกิดการประหยัด นำไปสู่ดุลการค้าที่แย่ลงมาก ตลอดจนสร้างความเสี่ยงที่อาจต้องปล่อยให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นมากในระยะเวลาสั้นจนทำให้เศรษฐกิจชะงักงันแบบเฉียบพลันได้<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ภาครัฐควรปรับไปใช้มาตรการ 3T เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว ได้แก่<br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><br />1) Targeted ช่วยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบแรง </strong>มาตรการอุดหนุนเฉพาะจุดแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร หรือกลุ่มธุรกิจขนส่งสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบความเดือดร้อนอย่างตรงจุด<strong> <br />2) Temporary </strong>การบริหารราคาพลังงาน ในลักษณะ Managed Float คือ การทยอยปรับขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฝืนทิศทางของราคาในตลาด เพื่อให้เวลาผู้บริโภคในการปรับตัว และลดความเสี่ยงทางการคลัง<strong> <br />3) Transform </strong>ใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับตัวเพิ่มความมั่นคงพลังงาน การสร้างแรงจูงใจแก่ภาคเอกชนในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากผลของสงคราม แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นจะทำให้ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปช่วงปลายปี<br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมินว่าในกรณีฐานเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะเติบโตลดลงจาก 2.7%YOY เหลือ 2.5%YOY </strong>โดยเป็นผลจากภาวะสงคราม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและวัตถุดิบในการผลิตขาดแคลน ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น เศรษฐกิจเอเชีย จะได้รับผลกระทบมาก ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักมีท่าทีประเมินสถานการณ์ในช่วงความไม่แน่นอนยังมีสูง โดย SCB EIC มองว่า Fed มีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 4 และคาดว่าจะลดได้เพียงครั้งเดียว 25 bps ในปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้น<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ym/95/hh08ym952i/Y1.png" alt="Y1.png" width="2303" height="945" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/yy/py/hh08yypybw/Y2.png" alt="Y2.png" width="932" height="855" /><br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q12026"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/yu/p4/hh09yup4mt/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/outlook-q12026" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 เหลือ 1.4% เงินเฟ้อพุ่งสูง 3.2% จากผลกระทบราคาพลังงานและความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นมาก</description>
					<enclosure length="4381" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/gq/cs/hh08gqcsni/Outlook-1Q-2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 11:01:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออก ก.พ. 2026 ชะลอลง แต่นำเข้าเร่งตัวสูงสุดในรอบ 50 เดือน จับตาผลกระทบสงครามอิหร่านและแนวโน้มภาษีสหรัฐฯ  </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10055</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10055</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10055">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/3k/b1/hgyi3kb17d/Flash_Export_Feb2026-01.jpg" alt="Flash_Export_Feb2026-01.jpg" width="1147" height="2000" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกไทยเดือน ก.พ. 2026 ชะลอลง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ส่งออกไทยเดือน ก.พ. 2026 ชะลอลง แต่ยังขยายตัวสูง 9.9%YOY </strong>มูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชะลอลงจากเดือนก่อนที่เติบโตสูง 24.4%YOY และชะลอลงมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC และค่ากลาง Reuters Poll มองไว้ 15.8%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วหดตัวแรงจากเดือนก่อน -11.1%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ยังขยายตัวสูง 17% (รูปที่ 1 และ 2) ก่อนสงครามในอิหร่านเริ่มขึ้นตั้งแต่ 28 ก.พ.</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดสหรัฐฯ ยังเป็นคู่ค้าสำคัญ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงกว่า 56.8% </strong>เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบขยายตัว 49.8% 41.8% 217.6% 251.5% และ 47.1% ตามลำดับ โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก โดยพบว่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยไป 11 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัว<strong> ทั้งนี้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 9.5% หรือเป็นเกือบทั้งหมดของการเติบโตส่งออกรวม 9.9%</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 40.5% </strong>ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมขยายตัวสูงถึง 97.8% และสินค้ากลุ่มอื่น ๆ (ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์) ขยายตัวได้ 9.7% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ แม้เผชิญกำแพงภาษีนำเข้าสูง 19% (ก่อนภาษีลดลงเหลือ 10% ภายใต้มาตรา 122 หลังศาลฎีกาตัดสินให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)) โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 13 จาก 15 รายการขยายตัวดี<strong> ทั้งนี้การส่งออกไปสหรัฐฯ ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 7.3% ของการเติบโตส่งออกรวม 9.9%</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(3)&nbsp;&nbsp; ส่งออกทองคำขยายตัวเพียง 18.2% </strong>ชะลอลงมากจากที่เติบโตสูง 136.2% ในเดือนก่อน ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากราคาทองคำที่ปรับลดลงในเดือนนี้ การส่งออกทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูปมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง (CTG) 0.5% เทียบกับที่เคยสนับสนุนส่งออกได้มากถึง 2.7% ในเดือนก่อน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นำเข้าขยายตัวสูงสุดในรอบ 50 เดือน จากกลุ่มสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุน โดยเฉพาะทองคำ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ก.พ. อยู่ที่ 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 31.8% สูงสุดในรอบ 50 เดือน </strong>เร่งขึ้นจาก 29.4% ในเดือนก่อนและสูงกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 20.5% และค่ากลาง Reuters Poll 25%) การนำเข้าหลักมาจาก (รูปที่ 3 และ 4)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 53.3% </strong>ใกล้เคียงเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 22.5%YOY มากกว่าครึ่งของการเติบโตนำเข้ารวม 31.8% โดยสินค้านำเข้าหลักได้แก่ ทองคำ และอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูงกว่า 165% และ 84.8% ตามลำดับ (CTG: 10.8% และ 8.1%) โดยการนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อผลิตและส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าสินค้านี้จากผู้ผลิตหลัก เช่น จีน และไต้หวัน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; สินค้าทุนขยายตัวสูง 49.3% </strong>เร่งขึ้นจาก 29.5% ในเดือนก่อน ซึ่งมีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 11.7% ของการเติบโตนำเข้ารวม 31.8% โดยสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบที่ขยายตัวถึง 91.0% และ 19.2% ตามลำดับ (CTG: 6.8% และ 1.4%) ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ไทยยังผลิตสินค้าทุนประเภทนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน หมวดเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นตาม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุลต่อเนื่อง -2,833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม 2 เดือนแรกของปีนี้ ไทยขาดดุลการค้าสะสม -6,137.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC มองการค้าระหว่างประเทศของไทยปีนี้มีปัจจัยภายนอกกดดันเพิ่ม สงครามตะวันออกกลางและภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ยิ่งซ้ำเติมการขาดดุลการค้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สงครามตะวันออกกลาง : แม้ส่งออกไทยในภาพรวมอาจได้รับผลกระทบโดยตรงค่อนข้างจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางน้อย (3.7% ของมูลค่าส่งออกไทยปี 2025) แต่บางอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบรุนแรง </strong>เพราะตลาดส่งออกกระจุกตัวในตะวันออกกลาง เช่น ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (18.2% ของมูลค่าส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ทั้งหมด) ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง (15.4%) ข้าว (13.4%) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (13.1%) นอกจากนี้<strong> ส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านเศรษฐกิจโลก</strong>ที่จะชะลอตัวลง โดยเฉพาะตลาดเอเชียและยุโรปที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าจากตะวันออกกลางสูง (สัดส่วน 65% ของตลาดส่งออกไทย) อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าส่งออกไทยที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น เช่น ปาล์ม มันสำปะหลัง น้ำตาล ยางพารา (รูปที่ 5 ซ้าย)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านดุลการค้าไทยมีแนวโน้มแย่ลง</strong>ตามราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงราว 8% ของ GDP (รูปที่ 5 ขวา) และมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางถึง 59% ของทั้งหมด นอกจากนี้ราคาวัตถุดิบนำเข้าอื่น ๆ และต้นทุนค่าขนส่งสินค้ายังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมแนวโน้มขาดดุลการค้าที่มีอยู่เดิมหลังวิกฤติโควิด โดยเฉพาะจากการนำเข้าจากจีนที่สูงขึ้นมาก<strong> กดดันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 : </strong>แม้ส่งออกไทยในระยะสั้นอาจได้แรงหนุนจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงเหลือ 10% หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าคู่ค้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเปลี่ยนไปใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของ The Trade Act of 1974 แทน โดยประกาศเก็บภาษีนำเข้าทุกประเทศในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน (เริ่มวันที่ 24 ก.พ. ถึง 24 ก.ค.) อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เพิ่งประกาศเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 12 มี.ค. จะสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้าภายใต้มาตรา 301 ของ The Trade Act of 1974 ภายใต้ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งไทยอยู่ใน 16 ประเทศคู่ค้าที่ถูกสหรัฐฯ สอบสวน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC พบว่าสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าไทยเพิ่มขึ้นในปี 2025 โดยไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 7 ของประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงที่สุด จากเดิมอยู่อันดับ 10 ในปี 2024 สถานการณ์นี้สะท้อนว่าไทยมีความเสี่ยงสูงที่อาจถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมหลังเดือน ก.ค. ภายใต้มาตรา 301 นี้ได้หลังการสวบสวน (รูปที่ 5 กลาง)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในการแถลงตัวเลขการค้าระหว่างประเทศเดือน ก.พ. 2026 ครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เผยแพร่ประมาณการมูลค่าการส่งออกไทยปี 2026 ล่าสุด แบ่งได้ 3 กรณี คือ</strong></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีดีที่สุด :1.1%YOY </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีฐาน : -1%YOY</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีแย่ที่สุด : -3%YOY</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทั้งนี้ SCB EIC อยู่ระหว่างการทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2026 ทิศทางมูลค่าส่งออกและนำเข้า ภายใต้สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น โดยจะเผยแพร่ประมาณการใหม่ในช่วงปลายเดือน มี.ค. นี้</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/w6/5a/hgygw65a0f/P1.png" alt="P1.png" width="889" height="453" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/x7/ao/hgygx7aos4/P2.png" alt="P2.png" width="770" height="487" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xi/mo/hgygximo20/P3.png" alt="P3.png" width="796" height="386" /></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xu/hr/hgygxuhr9k/P4.png" alt="P4.png" width="713" height="482" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/y5/ih/hgygy5ihxc/P5.png" alt="P5.png" width="731" height="466" /></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-300326"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/m8/os/hgygm8oskq/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-240326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองการค้าระหว่างประเทศของไทยปีนี้มีปัจจัยภายนอกกดดันเพิ่ม สงครามตะวันออกกลางและภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ยิ่งซ้ำเติมการขาดดุลการค้า</description>
					<enclosure length="6943" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/za/0y/hgygza0ys4/ThaiTrade.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 20:19:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาคก่อสร้างและอสังหาฯ ฝ่าสงครามตะวันออกกลาง : รับมืออย่างไร ในยุคราคาพลังงานสูงขึ้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10054</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10054</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10054">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jf/uu/hgy1jfuu97/Infographic-In-focus-ME-war-and-Building-material-Construction-RE-20260324.jpg" alt="Infographic-In-focus-ME-war-and-Building-material-Construction-RE-20260324.jpg" width="2480" height="3508" /></strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานและต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สงครามตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ต้นทุนอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น </strong>โดยเฉพาะสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนการผลิตที่ใช้พลังงานสูง เช่น เหล็ก, ปูนซีเมนต์ และกระเบื้อง (สัดส่วนต้นทุนพลังงานอยู่ที่ 35-50% ของต้นทุนรวม) นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบด้านราคาวัตถุดิบนำเข้าที่ผันผวนตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก รวมถึงค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยใน 1-2 เดือนนี้ ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวยังไม่สูงนัก ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นไปตามค่าขนส่ง เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีสต็อกสินค้าในช่วงก่อนการเกิดสงคราม รวมถึงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มีการล็อกราคาวัสดุก่อสร้างจากคำสั่งซื้อล่วงหน้า ทั้งนี้ ณ 11 มี.ค. 2026 ราคา Billet ในจีนปรับตัวสูงขึ้น 6% จากในเดือน ก.พ. 2026 โดยหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ จะเป็นความเสี่ยงให้ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอีกจากปัจจุบัน รวมถึงการใช้งานลดลง จากการชะลอโครงการก่อสร้าง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาคก่อสร้างมีแนวโน้มเผชิญการชะลอโครงการก่อสร้าง และต้นทุนสูงขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ความไม่แน่นอนทั้งเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยจะเป็นปัจจัยที่มีผลให้นักลงทุนชะลอการก่อสร้างโรงงาน รวมถึงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจชะลอการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ออกไปอีก จากการเปิดโครงการใหม่ในปี 2026 อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว อีกทั้ง ยังได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากการปรับขึ้นราคาวัสดุก่อสร้าง ในส่วนของผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานโครงการภาครัฐ แม้จะได้รับชดเชยต้นทุนก่อสร้างจากกลไกค่า K แต่การเบิกจ่ายที่ล่าช้า และสูตรการคำนวณที่ไม่สะท้อนต้นทุนก่อสร้างที่แท้จริง เป็นความเสี่ยงให้เผชิญความท้าทายด้านการขาดสภาพคล่อง และการบริหารต้นทุน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ที่อยู่อาศัยได้รับผลกระทบด้านกำลังซื้อในประเทศฟื้นช้า ต่างชาติชะลอซื้อ และต้นทุนพัฒนาโครงการสูงขึ้น</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ปัญหาภาระค่าใช้จ่ายซ้ำเติมให้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศฟื้นตัวช้าออกไป </strong>โดยราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ทำให้ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะผู้มีรายได้ปานกลาง-ล่างประสบปัญหาภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกชะลอการซื้อคอนโดของชาวต่างชาติ </strong>แม้จะได้รับอานิสงส์จากผู้มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการย้ายประเทศหนีสงคราม แต่สัดส่วนกำลังซื้อกลุ่มดังกล่าวยังต่ำมาก (มูลค่าโอนคอนโดของชาวตะวันออกกลางที่อยู่ในพื้นที่สงครามและพื้นที่ใกล้เคียงคิดเป็นสัดส่วน 1% ของมูลค่าโอนคอนโดของชาวต่างชาติโดยรวม)</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ต้นทุนการพัฒนาโครงการใหม่สูงขึ้นจากต้นทุนวัสดุก่อสร้าง </strong>ขณะที่กำลังซื้อยังไม่สามารถฟื้นตัว และการแข่งขันในตลาดยังเข้มข้น กดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัยได้มากนัก อีกทั้ง มีความเสี่ยงชะลอการเปิดโครงการใหม่ออกไป โดย SCB EIC คาดว่าในปี 2026 ผู้ประกอบการจะเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 39,000 หน่วย (-5%YOY) และในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ คาดว่าจะหดตัว -10%YOY</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนะผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์ ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง </strong>ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุน และระบายสต็อกสินค้า จัดหาวัตถุดิบจาก Supplier อย่างหลากหลาย เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการขาดแคลนวัตถุดิบ รวมถึงอาจนำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และคาดการณ์สถานการณ์ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้รับเหมาก่อสร้าง </strong>ต้องบริหารจัดการคำสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า อย่างสอดคล้องกับความต้องการใช้ เป็นพันธมิตรกับผู้ค้า และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างหลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง รวมถึงเร่งก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน ซึ่งจะส่งผลให้สามารถรักษาสภาพคล่องในธุรกิจได้</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ </strong>ควรร่วมมือกับผู้รับเหมาก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการต้นทุน เช่น กำหนดปริมาณการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างอย่างเหมาะสม ลดของเสียและความผิดพลาดจากการก่อสร้าง รวมถึงเร่งสร้างรายได้ โดยทำการตลาดขยายตลาดผู้ซื้อชาวต่างชาติผู้มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการย้ายประเทศหนีสงคราม รวมถึงปรับโมเดลธุรกิจบรรเทาข้อจำกัดของกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะผู้มีรายได้ปานกลาง-ล่าง เช่น การเช่า การเช่าซื้อ</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาผลกระทบต่อภาคก่อสร้างและอสังหาฯ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการออกมาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ </strong>เช่น การลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตวัสดุก่อสร้าง ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งพลังงานได้อย่างทั่วถึง สำหรับงานโครงการภาครัฐอาจขยายอายุสัญญาชั่วคราวโดยงดเว้นค่าปรับ รวมถึงเร่งรัดการเบิกจ่ายค่า K นอกจากนี้ อาจผ่อนคลายกฎระเบียบให้เอื้อต่อการซื้อที่อยู่อาศัยหรือพำนักระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยดึงดูดกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในไทยจากชาวต่างชาติได้</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/ME-war-Buildingmaterial-Construction-RE-240326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ และสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือต่อความผันผวนของราคาพลังงาน</description>
					<enclosure length="5332" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/0g/gg/hgy00gggg7/ME_Building-material_Construction_RE.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 10:10:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Net zero 2050 : ธุรกิจผลิตไฟฟ้าไทยจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรไม่ให้เสียสมดุล Energy trilemma?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10053</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10053</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10053">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 13pt;">&nbsp;<span style="color: #4e4e4e;">&ldquo;ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปีพุทธศักราช 2593 (คริสต์ศักราช 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ ในชุมชนและหน่วยงานของรัฐ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม&rdquo;<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี กล่าวคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (วันที่ 29 กันยายน 2025 ณ รัฐสภา)<br /></span></span><span style="color: #4e4e4e;"><br />คำแถลงนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยธุรกิจผลิตไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ไทยบรรลุเป้า Net zero 2050 เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับ 1 ของไทยในปี 2024 หรือคิดเป็นสัดส่วน 38% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยบทความชิ้นนี้จะชวนสำรวจแนวทางที่ภาคการผลิตไฟฟ้าสามารถทำได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net zero 2050 โดยที่ไม่ทำลายสมดุล "Energy trilemma" หรือสามเหลี่ยมสมดุลทางพลังงาน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Energy trilemma คืออะไร ทำไมต้องให้ความสำคัญ?</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Energy trilemma เป็นกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบนโยบายพลังงาน ที่ถูกนำมาใช้โดยผู้กำหนดนโยบายพลังงานทั่วโลก </strong>โดยแนวคิดนี้ กำหนดให้การออกแบบนโยบายพลังงานจะต้องรักษาสมดุลระหว่าง 1) ความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainability) 2) ความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) และ 3) ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (Affordability) ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่การดำเนินนโยบายพลังงานให้ความสำคัญกับมิติใดมิติหนึ่งมากเกินไป ก็อาจจะทำให้สมดุลทั้ง 3 ด้านเสียหายและจะส่งผลเสียต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบพลังงาน ตัวอย่างเช่น หากผู้กำหนดนโยบายเน้นบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนหรือความมั่นคงเป็นหลัก โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านต้นทุน ก็อาจจะทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นและส่งผลเสียต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งในไทยเองก็ได้มีการนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้และมีการวัดผลเป็น Energy Trilemma Index (ETI)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 1 : Energy trilemma 3 เสาหลักสมดุลพลังงาน<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wh/a4/hgrgwha468/Picture1-Energy-trilemma-2.png" alt="Picture1-Energy-trilemma-2.png" width="770" height="309" /><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 11pt;"><span style="color: #4e4e4e;">หมายเหตุ : (1) ประเทศไทยโดยกระทรวงพลังงานใช้คำว่า &ldquo;ความยั่งยืนด้านพลังงาน&rdquo; และ (2) กระทรวงพลังงานใช้คำว่า &ldquo;ความมั่งคั่งด้านพลังงาน (Energy economy)&rdquo;<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)</span></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">จากข้อมูลดัชนีสมดุลพลังงานของไทยในช่วงปี 2016-2024 ซึ่งมีค่าระหว่าง 0 (ดัชนีความสมดุลที่น้อยที่สุด) ถึง 5 (ดัชนีความสมดุลที่มากที่สุด) พบว่า ดัชนีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 3.17 ในปี 2016 มาอยู่ที่ 3.76 ในปี 2024 เนื่องจากมีการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนในสัดส่วนที่สูงขึ้นจากอดีตอย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านความมั่นคงด้านพลังงานมีแนวโน้มทรงตัวจากที่ระดับ 3.73 ในปี 2016 มาอยู่ที่ 3.76 ในปี 2024 จากการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชนทั่วประเทศและปริมาณไฟฟ้าสำรองที่อยู่ในระดับสูง ส่วนด้านราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ พบว่า ดัชนีปรับตัวลดลงค่อนข้างมากจากระดับ 3.46 ในปี 2016 มาอยู่ที่ 2.79 ในปี 2024 เนื่องจากค่าไฟฟ้าของไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับต้นทุนค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูงจากค่าพร้อมจ่าย (เงินที่จ่ายให้โรงงานไฟฟ้า แม้ไม่ได้มีการผลิตไฟฟ้า) ให้โรงไฟฟ้าเพื่อให้เกิดความมั่นคงของระบบไฟฟ้า รวมถึงการจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการมุ่งดำเนินนโยบายในมิติใดมิติหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อมิติอื่น ๆ ใน Energy trilemma ด้วย เช่น การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอาจช่วยเพิ่มความยั่งยืน แต่หากไม่มีมาตรการรองรับอาจกระทบต้นทุนราคาค่าไฟฟ้า (Affordability) และกระทบความมั่นคงของระบบไฟฟ้าที่ต้องบริหารความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน (Security)<strong> ดังนั้น การออกแบบนโยบาย Net zero 2050 ที่มีเป้าหมายตอบโจทย์เสาหลักด้านความยั่งยืน จึงต้องคำนึงถึงสมดุลในด้านความมั่นคงและในด้านต้นทุนพลังงานที่ประชาชนและธุรกิจสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเป็นไปอย่างสมดุล และไม่สร้างภาระต่อทุกภาคส่วนในประเทศตามกรอบของ Energy trilemma ด้วย</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม : พลังงานหมุนเวียนคือคำตอบ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การเพิ่มไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน คือ แนวทางสำคัญที่จะช่วยตอบโจทย์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม </strong>โดยหากพิจารณาการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งเชื้อเพลิงต่าง ๆ จะพบว่า การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ตัวอย่างเช่น การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 0.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (t-CO2e/MWh) และจากถ่านหินที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 0.90 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (t-CO2e/MWh) แตกต่างจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ (SMR) ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ดังนั้น การส่งเสริมให้เกิดโครงการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดใหม่อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (SMR) จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ภาคการผลิตไฟฟ้าสามารถลดก๊าซเรือนกระจกลงเป็นศูนย์ได้ สะท้อนได้จากร่างแผนเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าเพื่อบรรลุ Net zero ในปี 2050 ซึ่งจัดทำโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมและหน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ <strong>ที่ระบุให้มีการเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสะอาดมากขึ้นถึง 7 เท่าใน 25 ปี โดยพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 23% (54 TWh) ในปี 2025 มาอยู่ที่ระดับ 58% (327 TWh) ในปี 2050 และในช่วงปี 2030-2050 จะมีเทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่เข้ามามีส่วนในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น อาทิ เชื้อเพลิงไฮโดรเจนและพลังงานนิวเคลียร์ (SMR) โดยไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์และไฮโดรเจนในปี 2030 จะมีสัดส่วนรวมอยู่ที่ 6% (16 TWh) และเพิ่มขึ้นเป็น 16% (87 TWh) ในปี 2050 ดังแสดงในรูปที่ 2</strong> สวนทางกับปริมาณไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่มีสัดส่วนลดลง โดยไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติจะลดลงจากที่ระดับ 58% (136 TWh) ในปี 2024 มาอยู่ที่ 26% (146 TWh) ในปี 2050 ส่วนไฟฟ้าจากถ่านหินจะลดลงจากระดับ 19% (45 TWh) ในปี 2024 จนเป็นศูนย์ในปี 2050 อย่างไรก็ดี แม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (SMR) จะเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการผลิตไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องเตรียมการอีกหลายด้าน อาทิ กฎหมายที่รองรับการดำเนินงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การประเมินความคุ้มค่าและต้นทุนการผลิต รวมถึงการศึกษาผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 2 : กำลังการผลิตไฟฟ้า กรณี Net zero 2050 ในช่วงปี 2025-2050<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/yj/4n/hgrgyj4nn8/Picture2-Energy-trilemma.png" alt="Picture2-Energy-trilemma.png" width="703" height="435" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e; font-size: 12pt;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน และกรมลดโลกร้อน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความมั่นคงด้านพลังงาน : เทคโนโลยีและการกระจายแหล่งพลังงาน ตัวช่วยที่ตอบโจทย์ความมั่นคง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะช่วยตอบโจทย์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีข้อจำกัดที่ทำให้ความมั่นคงของระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าลดลง จากความผันผวนของคุณภาพไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและฤดูกาล </strong>ตัวอย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะเวลากลางวันหรือประมาณ 5-6 ชั่วโมงต่อวัน และจะสามารถผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้เฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเข้มของรังสีอาทิตย์สูง โดยหากมีเมฆมาบดบังแสงอาทิตย์ เช่น ฤดูฝนที่มีปริมาณเมฆมากก็จะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง แตกต่างจากการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีความน่าเชื่อถือและมีเสถียรภาพสูง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินสามารถจัดเก็บและสำรองเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งไฟฟ้าที่ได้ก็มีคุณภาพที่ดีจากกระบวนการผลิตที่สามารถควบคุมให้ไฟฟ้ามีความเสถียร<strong> อย่างไรก็ดี ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นในปัจจุบัน ทำให้การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสามารถทำได้โดยที่ไม่ทำลายความมั่นคงทางพลังงาน </strong>ซึ่ง SCB EIC พบว่า มีเทคโนโลยีอย่างน้อย 3 ประเภท ที่จะช่วยแก้ปัญหาความไม่มั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้าที่มาจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้ ดังนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System, BESS) </strong>เทคโนโลยีนี้จะช่วยกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในแต่ละช่วงเวลาให้สามารถนำมาใช้ได้ตลอดวันหรือนำมาใช้ในช่วงเวลาที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง (Peak load) ดังตัวอย่างในหลายประเทศที่ใช้ BESS เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า เช่น โครงการ Waratah Super Battery ในออสเตรเลียที่ติดตั้ง BESS มากถึง 700 เมกะวัตต์เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าจากการเพิ่มของไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแทนการปลดระวางของโรงไฟฟ้าถ่านหินในรัฐนิวเซาท์เวลส์และโครงการ Henan grid-side ในจีนที่ใช้ BESS สำรองไฟฟ้าช่วงเวลาโหลดไฟฟ้าสูงสุดและตอบสนองฉุกเฉิน เป็นต้น ส่วนประเทศไทยได้มีการนำ BESS มาปรับใช้ให้ทำงานควบคู่กับการผลิตไฟฟ้าจาก Solar farm แล้ว เช่น โครงการ Solar + BESS ที่มีสัญญาขายไฟฟ้าจำนวน 121 เมกะวัตต์ของบริษัทในกลุ่ม GULF ที่ได้เริ่มผลิตไฟฟ้าและขายแก่ กฟผ. ในปี 2025 ที่ผ่านมา</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2) เทคโนโลยีสมาร์ตกริด </strong>ที่จะทำงานร่วมกับโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและแบตเตอรี่เพื่อเพิ่ม &ldquo;เสถียรภาพทางไฟฟ้า&rdquo; โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ไฟฟ้าในระดับภูมิภาคหรือพื้นที่ห่างไกลจากโครงข่ายไฟฟ้าหลัก ดังตัวอย่างของประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีการติดตั้งระบบสมาร์ตกริดร่วมกับ BESS มากที่สุดในโลกทั้งในเชิงการทดลองและเชิงพาณิชย์ เช่น โครงการ Western Downs + Broken Hill ที่มีกำลังการผลิตรวมกว่า 320 เมกะวัตต์ ในการเสริมเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าจากการเพิ่มไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มในควีนส์แลนด์ เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3) เทคโนโลยีการประเมินและจัดการความต้องการไฟฟ้า (Demand Response, DR) </strong>จะเป็นตัวช่วยให้มองเห็นภาพรวมของความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand) และการผลิตไฟฟ้าในแหล่งต่าง ๆ (Supply) ตั้งแต่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ลงมาจนถึงการผลิตไฟฟ้าในครัวเรือนจาก Solar rooftop ให้สามารถมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าให้ตรงตามความต้องการได้ ยกตัวอย่างเช่น โครงการติดตั้ง DR ในสหรัฐฯ จำนวน 45 รัฐ เพื่อให้ทราบความต้องการไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ทำให้ภาครัฐสามารถบริหารการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าตรงตามความต้องการและลดการสูญเสียพลังงานในโครงข่ายไฟฟ้า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทั้งนี้การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะต้องทำควบคู่กับการกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลาย </strong>เพื่อลดความเสี่ยงในกรณีที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีปัญหาและลดความเสี่ยงเรื่องการจัดหาและนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของประเทศ ตัวอย่างเช่น</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 13pt;">การจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่ง<span style="color: #4e4e4e;">ผู้ผลิต</span>ที่หลากหลายและแผนการจัดหาเชื้อเพลิงทดแทนเพื่อลดความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงาน อาทิ<br />o&nbsp;&nbsp;&nbsp; จัดหาก๊าซธรรมชาติจากผู้จำหน่ายหลายรายและเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องราคานำเข้าก๊าซธรรมชาติที่ผันผวนและส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า <br /><br />o&nbsp;&nbsp;&nbsp; จัดหาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงทดแทน เช่น ก๊าซชีวภาพและไฮโดรเจนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เพียงพอสำหรับทดแทนเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าฟอสซิลในระยะยาวและภาวะฉุกเฉิน</span></li>
<li><span style="color: #4e4e4e; font-size: 13pt;">พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบ Small Modular Reactor (SMR) เพื่อเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าฐาน (Baseload) เป็นทางเลือกใหม่ที่สามารถทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินในระยะยาว</span></li>
</ul>
<br /><br /><br />
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ซึ่งการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy security) เป็นสิ่งสำคัญที่นานาประเทศได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศ </strong>เช่น สิงคโปร์และญี่ปุ่นที่มีกลยุทธ์การจัดเก็บเชื้อเพลิงสำรองเพื่อลดความเสี่ยงจากราคานำเข้าพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนทดแทนก๊าซธรรมชาติในระยะยาวและภาวะฉุกเฉิน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (ความมั่งคั่งด้านพลังงาน) &ndash; ค่าไฟฟ้าในระดับสูงฉุดความมั่งคั่งด้านพลังงาน จึงต้องบริหารจัดการควบคู่กับการลงทุนเทคโนโลยีใหม่</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากการนำเทคโนโลยีใหม่ที่มีต้นทุนการผลิตสูงมาใช้ แม้จะตอบโจทย์ด้านความมั่นคงและความยั่งยืน แต่จะไปกระทบด้านความมั่งคั่งที่เป็นต้นทุนด้านพลังงานของประเทศ </strong>แม้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะมีแนวโน้มลดลงและอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล แต่การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงและยั่งยืน จะทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น จากร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า PDP 2024 พบว่า ในช่วงปี 2029 &ndash; 2037 ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มสูงขึ้นจาก 3.76 บาทต่อหน่วยในปี 2030 มาอยู่ที่ 3.98 บาทต่อหน่วยในปี 2037 เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่มาใช้ในการผลิตไฟฟ้า อาทิ การเริ่มใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในปี 2030 การลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน BESS โครงข่ายไฟฟ้าและเริ่มใช้ในปี 2032 และมีการเริ่มผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ (SMR) ในปี 2037<strong> ดังนั้น รัฐบาลต้องมีมาตรการเพื่อรองรับค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนั้นจะกระทบในหลายมิติทั้งค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนทางธุรกิจ จนถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย </strong>โดยหากเทียบค่าไฟฟ้าสำหรับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (กลุ่มที่มีแผนการลงทุนในไทย) ของไทยกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนปี 2025 จะพบว่าประเทศไทยมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 3.55 บาทต่อหน่วย ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 4 จาก 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยหากค่าไฟฟ้าของไทยมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ก็จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศปรับตัวลดลง ซึ่งภาครัฐคือหน่วยงานหลักที่ต้องเข้ามาบริหารจัดการต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสมในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้<strong> SCB EIC มองว่า จากเป้าหมาย Net zero ที่ไทยต้องเพิ่มเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและทำให้ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มสูงขึ้น ภาครัฐสามารถบรรเทาปัญหาดังกล่าวลงได้ ผ่านการดำเนินการอย่างน้อย 3 ประการ คือ</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">1) จัดหาเชื้อเพลิงในประเทศมาใช้ในสัดส่วนที่สูงขึ้นเพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงราคาสูง เช่น การจัดหาและผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมากขึ้น การจัดหาเชื้อเพลิงทดแทน เช่น ก๊าซชีวภาพมาใช้ในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">2) รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใหม่ในราคาที่ถูกลงตามแนวโน้มต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ปรับตัวลงในอนาคต อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ที่คาดว่ามีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลงเหลือ 1.1 บาทต่อหน่วยในปี 2030 และลดลงเหลือ 0.7 บาทต่อหน่วยในปี 2050 เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3) เปิดให้ใช้ Direct PPA (โครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรงระหว่างผู้ประกอบกิจการ Data center และผู้ผลิตไฟฟ้า) และ Third Party Assessment (TPA) (การอนุญาตให้บุคคลที่สามหรือผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถเชื่อมต่อไฟฟ้ากับโครงข่ายไฟฟ้าได้) โดยไม่ให้กระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนและธุรกิจรายอื่น ๆ จากการที่ภาครัฐคิดค่าบริการโครงข่ายไฟฟ้าโดยแยกต้นทุนที่เกิดจากการลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ที่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่เข้ามาลงทุน แนวทางดังกล่าวจะสามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดเพื่อบรรลุ Net zero ซึ่งจะส่งเสริมการลงทุน ขณะเดียวกัน ก็ไม่กระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ท้ายที่สุด ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ Net zero 2050 ทำให้ต้องเพิ่มพลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกระทบทั้งสามมิติของ Energy trilemma ทั้งความยั่งยืน ความมั่นคง และความมั่งคั่ง แม้การเพิ่มไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ควบคู่ไปกับการลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญ แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังต้องอาศัยการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน BESS การเสริมความสามารถในการบริหารระบบจัดการโครงข่าย และการพัฒนา SMR ที่ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต้นทุนไฟฟ้าให้สูงขึ้นและมีผลต่อความมั่งคั่งด้านพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ SCB EIC จึงได้เสนอ 3 แนวทางที่จะช่วยส่งเสริมความมั่งคั่งทางพลังงานให้ฟื้นขึ้นมา ลดภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อประชาชนและธุรกิจ พร้อมรักษาความสามารถแข่งขันของประเทศ ได้แก่&nbsp;(1) เพิ่มการจัดหาก๊าซธรรมชาติในประเทศและก๊าซชีวภาพทดแทนการนำเข้า&nbsp;(2) ส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ตามต้นทุนการผลิตจริงซึ่งมีแนวโน้มลดลง (3) เปิดให้มี Direct PPA และ TPA เพื่อให้เอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้ไทยสามารถเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างสมดุล ระหว่างความยั่งยืน ความมั่นคง และความมั่งคั่ง ขณะเดียวกัน ยังสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงมากขึ้นและความต้องการพลังงานสะอาดที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนมีนาคม 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Energy-trilemma-180326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>Energy trilemma เป็นกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบนโยบายพลังงาน ที่ถูกนำมาใช้โดยผู้กำหนดนโยบายพลังงานทั่วโลก ไทยเองก็ได้มีการนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้</description>
					<enclosure length="8671" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/o2/uy/hgrgo2uyl1/Energy-trilemma.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 18 Mar 2026 12:07:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>วิกฤติตะวันออกกลาง กระทบอุตสาหกรรมเกษตรไทยอย่างไร?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10051</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10051</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10051">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6i/2c/hgql6i2cry/Infographic-In-focus-ME-war-and-Agricultural-20260317.jpg" alt="Infographic-In-focus-ME-war-and-Agricultural-20260317.jpg" width="1240" height="2213" /></strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>วิกฤติตะวันออกกลางจะกระทบอุตสาหกรรมเกษตรไทยผ่าน 5 ช่องทางหลัก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทยคือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางผ่าน 5 ช่องทางหลัก คือ 1) ราคาน้ำมัน 2) ราคาปุ๋ยเคมี 3) อุปสงค์จากตะวันออกกลาง 4) ค่าระวางเรือและโลจิสติกส์ และ 5) เศรษฐกิจโลกหรืออุปสงค์โดยรวม ซึ่งผลกระทบต่อแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุน ความเชื่อมโยงกับตลาดพลังงาน และตลาดส่งออกหลักของพืชแต่ละชนิด</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ราคาน้ำมันและปุ๋ยที่แพงขึ้น ทำให้เกษตรกรทั้ง 5 พืชได้รับผลเสียโดยรวม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4e4e4e;">เกษตรกรทั้ง 5 พืชจะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ ในขณะที่โรงงานแปรรูปพืช 4 ชนิด ยกเว้นข้าวจะได้รับผลสุทธิเป็นบวก แต่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน<br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินผลกระทบผ่านการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของราคาสินค้าต่อราคาน้ำมันและ GDP โลก และผลกระทบของราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยต่อโครงสร้างต้นทุน ภายใต้ 2 ฉากทัศน์ คือ กรณีฐานที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปี 2026 อยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 28.6 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.2 pp และกรณีรุนแรงที่ราคาน้ำมันเพิ่มเป็น 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 64.5 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.9 pp ซึ่งจากผลการประเมินพบว่า <strong>เกษตรกรผู้ปลูกพืช 5 ชนิดมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะได้รับผลกระทบหนักสุด ตามมาด้วยปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลังและยางพารา จากต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จนหักล้างผลบวกด้านราคา</strong><br /></span><strong><span style="color: #4e4e4e;"><br />ในทางตรงกันข้าม โรงงานแปรรูปยางพารา โรงงานน้ำตาล โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง จะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นบวก จากผลของราคาที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้โรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลบวกสุทธิมากที่สุดจากความเชื่อมโยงกับไบโอดีเซล รองลงมา คือ โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังจากความต้องการเอทานอล โรงงานน้ำตาลจากราคาน้ำตาลโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และโรงงานยางพาราจากการถูกนำไปใช้ทดแทนยางสังเคราะห์<br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;"><strong><br />อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจโลก นโยบายพลังงานในประเทศ ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่ง ขณะที่โรงสีข้าว เป็นผู้ประกอบการกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ เนื่องจากจะไม่ได้อานิสงส์ด้านราคาจากน้ำมันเหมือนสินค้าอื่น แต่กลับเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต ค่าระวางเรือ การพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลกที่จะรุนแรงขึ้น</strong> ส่วนผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นต่อโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรจะอยู่ในระดับจำกัด เพราะแม้ราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตจะลดลงไม่มาก และผลกระทบโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในปี 2027 เนื่องจากเกษตรกรในหลายพืช เช่น อ้อย มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว <strong>แต่ในทางตรงกันข้าม ราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น จะกระทบต่อเกษตรกรค่อนข้างมาก เนื่องจากสัดส่วนต้นทุนปุ๋ยต่อต้นทุนรวมของเกษตรกรที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มต้องเร่งรับมือให้ตรงจุด เพราะผลกระทบแตกต่างและไม่เท่ากัน ทั้งสร้างความไม่แน่นอนสูงให้กับอุตสาหกรรม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">วิกฤติตะวันออกกลางทำให้ผู้ประกอบการแต่ละอุตสาหกรรมต้องรับมือแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละธุรกิจ โดยโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันต้องจับตาการเพิ่มสูตรผสมไบโอดีเซลอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวกำหนดอุปสงค์และราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศโดยตรง โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังต้องติดตามทั้งทิศทาง GDP โลกและนโยบายส่งเสริม E20 ซึ่งจะกำหนดอุปสงค์เอทานอลในระยะต่อไป ขณะที่โรงงานน้ำตาลต้องเฝ้าระวังเศรษฐกิจโลกควบคู่กับแผนการผลิตของบราซิล ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อราคาน้ำตาลโลก ด้านโรงงานแปรรูปยางพาราควรเร่งกระจายตลาด เพราะอุปสงค์ยางมีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจโลกสูง ส่วนโรงสีและผู้ส่งออกข้าวต้องเร่งทั้งการหาตลาดใหม่และลดต้นทุน เพื่อรับมือแรงกดดันจากค่าขนส่งและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกพืชจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เช่น ปุ๋ยสั่งตัด หรือการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยนำเข้าและรักษาศักยภาพการผลิตในระยะยาว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกกลุ่มพืช แต่เร่งดูแลข้าวเป็นลำดับแรก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC มองว่า ภาครัฐควรมีมาตรการดูแลเกษตรกรในทุกกลุ่มพืช โดยเฉพาะการช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต อย่างไรก็ดี หากต้องจัดลำดับความเร่งด่วน อุตสาหกรรมข้าวควรได้รับความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ และเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านต้นทุน โลจิสติกส์ อุปสงค์จากตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลก ในระยะสั้น รัฐควรเร่งเปิดตลาดใหม่ผ่านการทูตเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยีลดต้นทุน เช่น ปุ๋ยสั่งตัดและเกษตรแม่นยำ ส่วนในระยะยาว ควรยกระดับข้าวไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงและวัตถุดิบเชิงนวัตกรรม เพื่อลดการแข่งขันด้านราคาและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4e4e4e;">ในโลกที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นความปกติใหม่ ผู้ประกอบการที่จะอยู่รอดได้ คือ ผู้ที่อ่านเกมขาด ปรับตัวเร็ว และบริหารความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ</span></strong></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/ME-war-and-Agricultural-170326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักคือข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมันผ่าน 5 ช่องทางที่สำคัญ</description>
					<enclosure length="3528" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/1h/iv/hgqa1hivsy/ME-war-and-Agricultural.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 17 Mar 2026 10:03:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล จากการตอบคำถามท้ายแบบสำรวจ “จับสัญญาณกำลังซื้อที่อยู่อาศัย ฟื้นแล้ว หรือฝืดต่อ?”</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/events_calendar/detail/1773374095877</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/events_calendar/detail/1773374095877</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/events_calendar/detail/1773374095877">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p>SCB EIC ประกาศผลผู้ได้รับรางวัล CENTRAL Gift eVoucher รวมจำนวน 10 รางวัล จากการตอบคำถามท้ายแบบสำรวจ &ldquo;จับสัญญาณกำลังซื้อที่อยู่อาศัย ฟื้นแล้ว หรือฝืดต่อ?&rdquo; ดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>รางวัล CENTRAL Gift eVoucher มูลค่า 1,500 บาท จำนวน 1 รางวัล<br /> 1. Thara****n@gmail.com</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>รางวัล CENTRAL Gift eVoucher มูลค่า 500 บาท จำนวน 9 รางวัล<br /> 1. arre***38@gmail.com<br /> 2. polt****ol@gmail.com<br /> 3. ti***osk@gmail.com<br /> 4. skovi****437@gmail.com<br /> 5. Fo**mj@hotmail.com<br /> 6. pan***83@gmail.com<br /> 7. nut***ut02@hotmail.com<br /> 8. siriku******tsakorn@gmail.com<br /> 9. darthoatj****526@gmail.com <span data-teams="true">(สละสิทธิ์)</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย SCB EIC จะส่งอีเมลยืนยันให้กับผู้ที่ได้รับรางวัล และแจ้งรายละเอียดการรับรางวัล โปรดตรวจสอบอีเมลของท่าน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>SCB EIC ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมตอบแบบสำรวจกับเรา ทั้งนี้ท่านสามารถติดตามบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจ และกิจกรรมต่าง ๆ ของ SCB EIC ผ่านเว็บไซต์นี้ (<a title="https://www.scbeic.com)/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">www.scbeic.com)</a> หรือติดตามผ่าน LINE Official Account : @scbeic</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประกาศผลผู้ได้รับรางวัล CENTRAL Gift eVoucher รวมจำนวน 10 รางวัล จากการตอบคำถามท้ายแบบสำรวจ “จับสัญญาณกำลังซื้อที่อยู่อาศัย ฟื้นแล้ว หรือฝืดต่อ?”</description>
					<enclosure length="8718" url="https://www.scbeic.com/stocks/calendar/d200x200/sg/pk/hglwsgpk95/AW_consumer_2025_Part_III_noclick-04-1.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 13 Mar 2026 10:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>GDP Q4/2025 โตเกินคาด : รัฐบาลใหม่จะพาเศรษฐกิจไทย “หายป่วย” ได้จริงหรือ?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10050</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10050</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10050">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ก่อนการประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ไม่นาน ไทยถูกสื่อระดับโลกอย่าง Financial Times พาดหัวว่าเป็น &ldquo;คนป่วยแห่งเอเชีย&rdquo; (The Sick Man of Asia) เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปี 2025 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ดี ตัวเลขจริงไตรมาส 4/2025 ออกมาสูงกว่าคาดมากอยู่ที่ 2.5%YOY ส่งผลให้ทั้งปี 2025 ขยายตัวได้ 2.4% สูงกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ราว 2% ตามผลสำรวจของ Asia Pacific Consensus Forecasts รวมถึง SCB EIC ด้วย จึงมีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อมุมมองเศรษฐกิจปี 2026 อย่างมาก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือ การขยายตัวของ GDP ในปี 2025 ที่สูงกว่าคาดมากเช่นนี้สะท้อนว่า<strong> เศรษฐกิจไทยสามารถรอดพ้นจากภาวะวิกฤตจริงและออกจากห้อง ICU ได้จริงเพียงใด? เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากคนป่วยกลับมาเข้มแข็งแล้วใช่ไหม? หรือเป็นเพียงผลลัพธ์จาก &ldquo;ยากระตุ้น&rdquo; ที่ให้ผลดีชั่วคราว </strong>โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงศักยภาพการเติบโตในระยะยาวอย่างแท้จริง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ภายใต้บริบทเศรษฐกิจไทยเช่นนี้ นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มจะยังคงได้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำเช่นเดิมและมีแนวโน้มสานต่อและผลักดันนโยบาย Big Win ให้เป็นชุดนโยบาย 10 พลัส ซึ่งถูกออกแบบให้ผสานมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส เข้ากับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวมากขึ้น เช่น การศึกษาเท่าเทียมพลัส ลงทุนพลัส อย่างไรก็ดี แม้หลายนโยบายของ 10 พลัส จะพยายามตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างไทยในหลายด้าน แต่งบประมาณส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวในโครงการให้เงินอุดหนุน ซึ่งเน้นประโยชน์และมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น นำไปสู่ข้อสงสัยว่านโยบายชุดนี้จะสามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้มากเพียงใด<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">บทความนี้สนใจวิเคราะห์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 จุดแข็งและข้อจำกัดของนโยบาย 10 พลัส ตลอดจนความท้าทายด้านการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ก่อนนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ถอดรหัสการเติบโตของ GDP ไทย Q4/2025 : แรงส่งจากอะไร ยั่งยืนแค่ไหน?</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เศรษฐกิจไทยปี 2025 ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 2.4% โดยเฉพาะไตรมาสที่ 4/2025 ซึ่งขยายตัวสูงถึง 2.5%YOY เร่งตัวขึ้นมากจาก 1.2%YOY ในไตรมาส 3 เมื่อพิจารณาแต่ละองค์ประกอบของ GDP พบว่า อัตราการขยายตัวสูงนี้ได้แรงขับเคลื่อนหลักจาก 1) การบริโภคภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น สอดคล้องกับการออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อของครัวเรือนในระยะสั้น รวมถึงการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนมาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุด 2) การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส นำโดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดยานพาหนะ เครื่องจักร และการก่อสร้างที่ฟื้นตัว และ 3) การใช้จ่ายภาครัฐกลับมาขยายตัว จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ แม้การส่งออกสินค้ายังสามารถขยายตัวในระดับสูง แต่เริ่มชะลอลงบ้าง ตามการลดลงของสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมบางหมวด ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกสูง ที่สำคัญแรงส่งจากภาคการส่งออกในปีนี้ยังพึ่งพาปัจจัยเชิงวัฏจักรมากกว่าการปรับตัวดีขึ้นของขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในไทย อีกทั้งถูกหักล้างด้วยการนำเข้าที่สูงเช่นเดียวกัน ขณะที่การส่งออกบริการยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาได้เต็มที่ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้นจากแรงหนุนอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก จากการอัดฉีดเม็ดเงินและมาตรการกระตุ้นชั่วคราว อย่างไรก็ดี ชุดมาตรการเหล่านี้ไม่ได้มาพร้อมกับการยกระดับผลิตภาพ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างรากฐานการเติบโตใหม่ในระยะยาวให้เศรษฐกิจไทยมากนัก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">การเติบโตลักษณะเช่นเดียวกับไตรมาสที่ 4/2025 นี้อาจไม่ส่งผลยั่งยืน เนื่องจากผลของมาตรการกระตุ้นจะค่อย ๆ จางลงเมื่อโครงการสิ้นสุดลงก่อนสิ้นปี 2025 หากไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่ที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระยะยาวมากขึ้น เศรษฐกิจไทยก็อาจกลับเข้าสู่ภาวะเติบโตต่ำอีกครั้ง นับเป็นความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>10 พลัส : พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น ยังขาดแก่นปฏิรูปเชิงโครงสร้าง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ชุดนโยบาย 10 พลัส เป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยในการหาเสียงผ่านเว็บไซต์และเวทีปราศรัย มีส่วนช่วยให้พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2026 และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเช่นเดิม โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่า 3% พร้อมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการลดค่าครองชีพและเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เร่งด่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจไทยปัจจุบันที่ยังเปราะบางจากปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ชุดนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยใช้ในการหาเสียงผ่านเว็บไซต์และเวทีปราศรัย กับชุดนโยบายที่แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังมีความไม่สอดคล้องกันอยู่มาก ตัวอย่างเช่น นโยบายลงทุนพลัส ภายใต้ชุดนโยบายภายใต้ 10 พลัส หรือโครงการแลนด์บริดจ์ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 9.9 แสนล้าน ที่ถูกหยิบยกขึ้นกล่าวถึงหลายครั้งในช่วงหาเสียง แต่กลับไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารชุดนโยบายและกรอบวงเงินงบประมาณที่แจ้งต่อ กกต. ราว 148,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมเพียง 8 นโยบายหลักเท่านั้น<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. กรอบวงเงินงบประมาณของชุดนโยบายหาเสียงพรรคฯ ที่ประเมินไว้ต่อ กกต. จึงอาจยังไม่ครอบคลุมวงเงินของการดำเนินนโยบายทั้งหมด หากรัฐบาลมีความตั้งใจจะเดินหน้าผลักดันนโยบาย 10 พลัสอย่างครบถ้วนจริงจัง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ย่อมเป็นไปได้สูงว่าวงเงินงบประมาณที่ประเมินไว้ต่อ กกต. อาจไม่เพียงพอ ต้องจัดหางบประมาณเพิ่มเติมอีกมากในช่วงข้างหน้า<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ข้อจำกัดทางการคลังของไทยที่มีมากขึ้นอาจสร้างข้อจำกัดในการดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม เนื่องจากหนี้สาธารณะมีแนวโน้มชนเพดาน 70% ภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า สะท้อนผ่านการปรับลดเครดิตเรตติงของไทยแล้วถึง 2 ใน 3 ของสถาบันจัดอันดับ หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอีกในระยะต่อไป ซึ่งไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินของภาครัฐและเอกชน แต่ยังสร้างข้อจำกัดเชิงนโยบาย ต่อความสามารถของรัฐบาลในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 1 : วงเงินในการดำเนินนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่แจ้งต่อ กกต. (ณ ม.ค. 2026)<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/61/mg/hgim61mg7s/Picture1-ThaiGDP.png" alt="Picture1-ThaiGDP.png" width="1343" height="755" /><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและพรรคภูมิใจไทย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;4. เมื่อพิจารณาในมิติของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวสำหรับ 8 นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยแจ้งต่อ กกต. พบว่า โครงสร้างการใช้วงเงินดำเนินนโยบายยังคงให้น้ำหนักกับการกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้นมากกว่าการยกระดับศักยภาพการผลิตของประเทศและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว งบประมาณส่วนใหญ่ 73% ถูกใช้ไปกับมาตรการให้เงินอุดหนุนและลดค่าครองชีพ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ขณะที่อีก 25% เป็นมาตรการจ้างงาน สร้างรายได้ในระยะปานกลาง โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพทหารและพยาบาล ในทางตรงกันข้าม นโยบายที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และการยกระดับทุนมนุษย์ภายใต้นโยบายการศึกษาเท่าเทียมพลัส กลับได้รับการจัดสรรวงเงินเพียง 0.5% ของวงเงินรวมเท่านั้น<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;5. ภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและการคลังดังกล่าว นโยบายที่มุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายเป็นหลักอาจช่วย &ldquo;ประคอง&rdquo; เศรษฐกิจในระยะสั้น และสร้างแรงส่งชั่วคราวให้ตัวเลขการเติบโตปรับตัวดีขึ้นได้ในช่วงเวลานั้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะ &ldquo;เปลี่ยนทิศทาง&rdquo; ศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ได้อย่างยั่งยืน หากปราศจากการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในด้านทุนมนุษย์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 3% ต่อปี อาจยังคงเป็นเพียง &ldquo;ความคาดหวังเชิงนโยบาย&rdquo; มากกว่า &ldquo;ศักยภาพที่สามารถบรรลุได้จริง&rdquo;<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี รัฐบาลจำเป็นต้องปรับสมดุลเชิงนโยบายอย่างจริงจัง จากการเน้น &ldquo;พยุงเศรษฐกิจ&rdquo; ไปสู่การลงทุนเพื่อ &ldquo;เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง&rdquo; มากขึ้น โดยเพิ่มน้ำหนักของการลงทุนในทุนมนุษย์ เทคโนโลยี และผลิตภาพ ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเหมาะสม หากทำได้จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาวที่เป้าหมาย 3% ได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>บทสรุป : หากโครงสร้างไม่เปลี่ยน GDP จะโตขึ้นยากในวันหน้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2025&nbsp; ที่ขยายตัวเกินคาดเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในระยะสั้น ทว่ายังไม่อาจตีความตัวเลขดังกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทย &ldquo;หายป่วย&rdquo; อย่างแท้จริง เนื่องจากการเร่งตัวในช่วงปลายปีมีแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นระยะสั้นและปัจจัยเชิงวัฏจักรเป็นหลัก มากกว่าจะสะท้อนการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้อยู่ที่การประคองให้ GDP เติบโตในระยะสั้นเท่านั้น หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการวางแผนและดำเนินนโยบายเพื่อ &ldquo;รักษาอาการป่วยของไทยให้หายขาด&rdquo; ผ่านการสร้างสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจกับการลงทุนเพื่อการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาว ซึ่งแม้อาจไม่สะท้อนผลลัพธ์ผ่านตัวเลขการเติบโตของ GDP โดยทันที แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงและความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว หากสามารถสร้างสมดุลการดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยย่อมมีโอกาสก้าวพ้นกับดักการเติบโตต่ำ หายขาดจากการเป็น &ldquo;คนป่วยแห่งเอเชีย&rdquo; และเข้าสู่เส้นทางการเติบโตที่มีเสถียรภาพยั่งยืน และทั่วถึงมากขึ้นได้ในวันข้างหน้า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ใน Thairath money วันที่ 7 มีนาคม 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/GDP-4Q25-100326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>GDP ไตรมาส 4/2025 ที่โตเกินคาดช่วยหนุนความเชื่อมั่นระยะสั้น ทว่ายังไม่อาจตีความตัวเลขดังกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทย “หายป่วย” อย่างแท้จริง</description>
					<enclosure length="7456" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/y8/n9/hgily8n9rk/Thai-GDP.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 11:26:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจโลกและไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามตะวันออกกลาง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10047</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10047</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10047">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5e/me/hgem5emeug/Infographic-Flash-US-Iran-20260306.jpg" alt="Infographic-Flash-US-Iran-20260306.jpg" width="1240" height="2179" /></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ประเมินกรณีฐาน การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัดนาน 2-6 สัปดาห์</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">ในกรณีฐานประเมินว่า เกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซนาน 2 &ndash; 6 สัปดาห์ ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 75 USD/bbl</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">หากสถานการณ์ความขัดแย้งลุกลามสู่สงครามระดับภูมิภาค (Regional war) การขนส่งพลังงานทั้งภูมิภาคหยุดชะงัก ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นมากไปที่ 107 USD/bbl<br /><br /></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตต่ำลงจากสงครามตะวันออกกลาง</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">ในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 USD/bbl เงินเฟ้อโลกจะเร่งตัวขึ้นราว 0.4 Percentage points (pp) และอาจกระทบ GDP โลกราว 0.2&ndash;0.4 pp</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">แรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนี้อาจทำให้ธนาคารกลางประเทศหลักชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจหันไปใช้ Wait-and-see approach มากขึ้น และชะลอแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากความเสี่ยงเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมา นอกเหนือจากผลการขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก<br /><br /></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยปี 2026 อาจชะลอลง 0.3 - 0.8 pp เงินเฟ้ออาจกลับเข้ากรอบได้เร็วขึ้น</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินในกรณีฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 USD/bbl เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลง 0.3 pp ในกรณีเลวร้ายราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอาจแตะ 107 USD/bbl เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลงมากถึง 0.8 pp</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">เงินเฟ้อไทยปี 2026 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1.5% กลับเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% ได้เร็วขึ้น ผลจากราคาพลังงานโลกที่เร่งตัว แต่หากสถานการณ์ลุกลามเป็น Regional war เงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงกว่า 4% ได้</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมิน กนง. มีโอกาสผ่อนคลายดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง<br /><br /></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาคธุรกิจเสี่ยงได้รับผลกระทบในด้านพลังงาน การขนส่ง และวัตถุดิบ</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">ธุรกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้สัดส่วนส่งออกไปภูมิภาคนี้ไม่สูง แต่บางอุตสาหกรรมพึ่งพาตลาดนี้ค่อนข้างมาก เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท รถยนต์นั่ง ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ปัญหาการขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ตาม Supply chain ที่เกี่ยวเนื่อง ขณะที่ภาคท่องเที่ยวและ Healthcare ยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวจากปัญหาการเดินทางและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย</li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและพืชพลังงานบางชนิดอาจได้อานิสงส์จากความต้องการกักตุนสินค้าและราคาโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/us-iran-180326"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sw/1j/hgeksw1jv0/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/us-iran-060326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประเมินในกรณีฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 USD/bbl เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลง 0.3 pp</description>
					<enclosure length="4411" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/06/xq/hgel06xq1v/ME-War.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 19:34:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9512</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9512</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9512">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>1. ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ได้วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ผ่านตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อัตราเงินเฟ้อของไทย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.1&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทย (GDP ประเทศไทย)</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว 1.8% ปรับเพิ่มจากคาดการณ์เดิม 1.5% สะท้อนภาพรวมที่ดีขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การเติบโตโดยรวมยังมีทิศทางชะลอลงจากปีก่อน และยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต รวมถึงต่ำกว่าศักยภาพการเติบโตระยะยาวของไทย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ SCB EIC ได้ปรับคาดการณ์การส่งออกไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 1.6% จากเดิมหดตัว -1.5% โดยได้แรงหนุนจากวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังเป็นขาขึ้นตามความต้องการของโลก ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียรวมถึงไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญมียอดส่งออกเติบโตต่อเนื่อง (เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม และไทย)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับทิศทางกำแพงภาษีสหรัฐฯ หลังคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ SCB EIC มองว่า ในระยะสั้นการส่งออกไทยอาจได้ประโยชน์บ้างจากความได้เปรียบด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ปรับดีขึ้น เนื่องจากไทยเคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงกว่า 15% อีกทั้ง ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ อาจเร่งนำเข้าในช่วงที่ภาษีลดลงชั่วคราว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ มีแนวโน้มนำมาตรการภาษีนำเข้าอื่นมาใช้ทดแทน Reciprocal tariffs ที่ถูกยกเลิก และสินค้าจีนอาจกลับมาแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ทำให้การส่งออกไทยยังเผชิญแรงกดดันสูง โดยเฉพาะหลังครบ 150 วันแรกของการบังคับใช้ภาษีตาม Sec. 122 จึงประเมินว่า Upside จากการลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่อการส่งออกไทยมีจำกัด</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.2&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัตราเงินเฟ้อของไทย</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยมีแนวโน้มอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 1-3% อย่างต่อเนื่อง และจะเริ่มกลับมาขยายตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งสะท้อนผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและการอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ รวมถึงสะท้อนภาวะอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแรง</p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ทั้งนี้การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินของภาครัฐในการบรรเทาภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและ SMEs ที่ยังเปราะบาง เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการลดความเสี่ยงเครดิตผ่านกลไกค้ำประกัน</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.3&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในการประชุมเดือน ก.พ. 2569 กนง. มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เหลือ 1.0% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับทิศทางนโยบายการเงินระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ 1.0% อีกระยะ และอาจลดลงเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าคาด เพื่อช่วยประคับประคองการเติบโตผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้ และหนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายปรับสูงขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>2. บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">2.1 <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/SCBEIC-Monthly-insight-0226">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569</a><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">2.2 <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/eic-monthly-0126">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนมกราคมปี 2569</a><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">2.3 <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q42025">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568</a><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">2.4 <a src="https://www.scbeic.com/th/eic_analysis/list/Outlook">รวมบทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย</a></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 1.8% (เดิม 1.5%) จากแรงหนุนของภาคส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัวดีขึ้น</description>
					<enclosure length="2623" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/s2/xy/gy6es2xyup/Thai-economy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 16:18:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Stormy Climate Risks : โลกกำลังล้มเหลวในการจัดการความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ ไทยต้องรีบปรับตัวให้ทัน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10036</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10036</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10036">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: justify;"><span style="color: #4e4e4e;">&ldquo;The relentless rise in emissions since 2020 rules out even theoretical routes to the 1.5&deg;C goal. For the first time, climate models show the 1.5&deg;C goal is dead.&rdquo;<br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>The Economist (Nov 4th, 2025)</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: left;"><span style="color: #4e4e4e;">ภาพความเสียหายจากมหาอุทกภัยในภาคใต้ในช่วงปลายปี 2025 โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างหาดใหญ่ ไม่เพียงแต่ทิ้งร่องรอยความสูญเสียต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังพัดพาเม็ดเงินที่ควรจะได้รับจากช่วงไฮซีซันใกล้ปีใหม่ให้หายไปกับสายน้ำ เหตุการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความโชคร้ายทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่เป็นหนึ่งในหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตอกย้ำถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในโลก โดยเฉพาะประเทศไทย</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>โลกเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบ่อยขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: left;"><span style="color: #4e4e4e;">ข้อมูลภัยพิบัติฉุกเฉิน (EMDAT) ของศูนย์วิจัยด้านระบาดวิทยาภัยพิบัติ (CRED) พบว่า โลกเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ซึ่งประกอบด้วย พายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง ภาวะภูมิอากาศสุดขั้ว และไฟป่า) ในปี 2024 รวมกันมากถึง 373 ครั้ง เพิ่มขึ้นมากถึง 16.2% จาก 321 ครั้งในปี 2000 (รูปที่ 1) ซึ่งนับรวมเฉพาะเหตุการณ์ใหญ่ที่มีผู้ได้รับผลกระทบเกิน 100 ราย เสียชีวิตเกิน 10 รายขึ้นไป มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน หรือขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับผลกระทบสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: left;"><span style="color: #4e4e4e;">ประเทศไทยเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบสูงเช่นนี้รวม 7 ครั้งในปี 2024 ข้อมูลเบื้องต้นปี 2025 พบว่าภัยธรรมชาติเช่นนี้เกิดบ่อยขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 13 ครั้ง เทียบกับเพียง 5 ครั้งในปี 2000 (รูปที่ 1) โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของทั้งโลกและไทยมักเป็นเหตุการณ์พายุและน้ำท่วม ทั้งนี้องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประเมินว่าไทยได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติเช่นนี้สะสมมากถึงเกือบ 0.7% ของ Nominal GDP ในช่วงปี 2005 - 2024 โดยเกือบทั้งหมดของความเสียหายนี้เป็นผลจากพายุและน้ำท่วม นอกจากนี้ ข้อมูล Global Climate Risk Index (CRI) จัดทำโดย Germanwatch ยังระบุว่าไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากเป็นอันดับที่ 17 ของโลกในปี 2024</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 1 : โลกและไทยเผชิญภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบ่อยขึ้น<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/j7/d6/hg5lj7d684/Picture1-Stormy-Climate-Risks.png" alt="Picture1-Stormy-Climate-Risks.png" width="903" height="438" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ EMDAT</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>โลกจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นมากในอนาคต</strong></h2>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: left;"><span style="color: #4e4e4e;">สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ได้รวบรวมประเด็นความเสี่ยงสำคัญของโลกไว้ในรายงานความเสี่ยงโลก (The Global Risks Report) ปี 2026 จากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 ราย พบว่าแม้ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมยังจะไม่ส่งผลกระทบต่อโลกมากนักในระยะสั้น 2 ปีข้างหน้า หากเทียบกับปัญหาในปัจจุบันอย่างการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ (หรือการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและการค้าเป็นอาวุธ เช่น การตั้งกำแพงภาษี) แต่ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโลกในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า โดยมีถึง 73% ของผู้เชี่ยวชาญที่มองว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมนี้อาจส่งผลกระทบต่อโลกในระดับผันผวนรุนแรง (Turbulent) หรือระดับวิกฤติ (Stormy) ซึ่งเป็นสองระดับสูงสุด โดยเฉพาะในประเด็นภูมิอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ ระบบโลกวิกฤติหรือการเปลี่ยนแปลงของระบบธรรมชาติที่ไม่สามารถหวนคืนได้ มลพิษ รวมถึงการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ (รูปที่ 2)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 2 : ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมติด Top-10 ความเสี่ยงโลกใน 10 ปีข้างหน้า และอาจกระทบโลกรุนแรงขึ้น<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/k9/rk/hg5lk9rkl1/Picture2-Stormy-Climate-Risks.png" alt="Picture2-Stormy-Climate-Risks.png" width="903" height="438" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">หมายเหตุ : ไม่รวมผลกระทบทางอ้อม<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ The Global Risks Report 2026 โดย World Economic Forum</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อย่างไรก็ดี โลกกำลังล้มเหลวในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: left;"><span style="color: #4e4e4e;">หากย้อนกลับไปในการประชุมสุดยอดระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) ครั้งที่ 21 ที่กรุงปารีสในปี 2015 ผู้นำโลกหลายประเทศให้คำมั่นว่า จะพยายามป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรม (ค่าเฉลี่ยช่วงปี 1850 - 1900) ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตามค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกในปี 2024 เพิ่มขึ้นจนสูงเกินเกณฑ์อุณหภูมิควบคุมแล้วอยู่ที่ราว 1.5 &ndash; 1.6 องศาเซลเซียส (รูปที่ 3) นอกจากนี้ รายงานระดับโลกจาก The Economist และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ในปี 2025 ประเมินว่าประเทศต่าง ๆ จะไม่สามารถป้องกันไม่ให้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้ในระยะยาว โดยแผนงานสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าโลกจะร้อนขึ้นประมาณ 2.6 - 2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งในภาวะเช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อโลกในหลายมิติ เช่น ประเมินว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 0.1 เมตร หากอุณหภูมิโลกร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลให้ประชากรโลกมากถึง 10 ล้านคนต้องเผชิญภัยน้ำท่วมบ่อยขึ้น ขณะที่แนวปะการังจะหายไปมากถึงราว 70 - 90%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 3 : อุณหภูมิเฉลี่ยโลกในปี 2024 สูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกก่อนยุคอุตสาหกรรมเกิน 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/lf/5z/hg5llf5z1o/Picture3-Stormy-Climate-Risks.png" alt="Picture3-Stormy-Climate-Risks.png" width="903" height="415" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Berkeley Earth, ERA5, GISTEMP, HadCRUT5, JRA-3Q และ NOAA</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลายเป็นแนวทางที่ทั่วโลกไม่อาจหลีกเลี่ยงได้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; text-align: left;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>นโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกำลังกลายเป็นสิ่งที่โลกหลีกเลี่ยงไม่ได้ </strong>เนื่องจากในระยะข้างหน้า บริษัทและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะนำปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ มาใช้เป็นปัจจัยตัดสินในการเลือกซื้อวัตถุดิบและบริการจากซัพพลายเออร์มากขึ้น เพื่อควบคุมไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่จะควบคุมได้ <strong>แต่โลกต้องเผชิญความท้าทายใหม่เมื่อสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจของโลกพักยกเรื่องโลกร้อน แต่กลับรุกหนักเรื่องการกีดกันการค้า</strong> โดยสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์สมัยที่สองได้ยกเลิกนโยบายภูมิอากาศผ่านการถอนตัวจากข้อตกลงและองค์กรสิ่งแวดล้อมสำคัญต่าง ๆ ทำการยกเลิกมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาด ส่งเสริมการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ตั้งกำแพงศุลกากรสูงขึ้นในอัตรามากกว่า 10% สำหรับสินค้าจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำลายความพยายามของสหรัฐฯ ในการป้องกันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจที่ทำให้ต้นทุนพลังงานสีเขียวแข่งขันยากขึ้น เมื่อโลกต้องการลดต้นทุนชดเชยกำแพงภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้นมาก</span></p>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ไทยจึงเหมือนถูกบีบจากทั้งสองด้าน </strong>เพื่อบริหารต้นทุนให้ต่ำเพื่อรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ต้องผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนเรือนกระจกและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นเดียวกัน<strong> ภาครัฐและภาคเอกชนไทยจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อปรับตัวและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากปัญหาความเสี่ยงสภาพอากาศรุนแรง </strong>โดยภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับพฤติกรรมสู่เส้นทางลดคาร์บอน ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเร่งประเมิน ตั้งเป้าหมาย และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง รวมถึงใช้ประโยชน์จากแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) หรือเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) เพื่อปรับธุรกิจให้เข้ากับโลกที่กำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการเร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์คู่ค้าในโลก แต่คือการรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ตามเทรนด์ในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนไปได้อย่างยั่งยืน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Stormy-Climate-Risks-260226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มหาอุทกภัยภาคใต้ปลายปี 2025 ตอกย้ำถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในโลก โดยเฉพาะประเทศไทย</description>
					<enclosure length="5570" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ge/dn/hg5lgedn7p/Stormy-Climate-Risks.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 15:54:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กนง. ลดดอกเบี้ยมาที่ 1% เร็วกว่าที่ตลาดคาดและมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง โดยพร้อมลดเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10035</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10035</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10035">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885; font-size: 15pt;"><strong>กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% มาอยู่ที่ 1.0% ด้วยเสียง 4:2 </strong>เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น บรรเทาภาระทางการเงินของ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม ยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางไม่ให้ปรับลดลงมาก รวมทั้งสนับสนุนภาคธุรกิจให้ปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ขณะที่กรรมการเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบายเนื่องจาก ระดับดอกเบี้ยที่ 1.25% เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจและการเงินแล้ว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ในภาพรวม กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าแล้ว โดยเริ่มให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลางมากขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ผ่านการติดตามความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้ง ยังคำนึงถึง Policy space ของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในบริบทที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสานนโยบายเศรษฐกิจหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. มองเศรษฐกิจไทยเปราะบาง เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำ</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ</strong> โดยจะขยายตัวได้ราว 2.0%YOY ในปี 2026 และ 2027 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ ธปท. ประเมินไว้ที่ 2.7%YOY ขณะที่ลักษณะการฟื้นตัวจะเป็นแบบ K-shape อย่างชัดเจน ธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 ขณะที่รายได้แรงงานมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มองกำแพงภาษีทรัมป์มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น </strong>ในระยะสั้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น่าจะปรับลดลงบ้าง แต่ในระยะต่อไปรัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้อำนาจตาม Sec. 232 (สินค้าที่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง) และ Sec. 301 (การค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม) ในการขึ้นภาษีนำเข้าอีกครั้ง <strong>ขณะที่ความเสี่ยง พ.ร.บ. งบประมาณ </strong><strong>2027 </strong><strong>ล่าช้าปรับลดลง </strong>ตามแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจทำได้เร็วขึ้น</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น</strong> จากทั้งราคาพลังงานที่ลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่ขอบล่างของกรอบเป้าหมายในครึ่งหลังของปี 2027 ช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิมในครึ่งแรกของปี 2027 นอกจากนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ </span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SMEs เผชิญภาวะการเงินตึงตัว ทั้งการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ธุรกิจ </strong><strong>SMEs </strong><strong>ยังเผชิญต้นทุนทางการเงินสูง ขณะที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง </strong>โดย ธปท. พบว่าต้นทุนการกู้ยืมของสินเชื่อปล่อยใหม่ (New loan rate) ของกลุ่มธุรกิจ Micro-SMEs ปรับเพิ่มขึ้น 1.5% ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา แม้ที่ผ่านมา กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วรวม 1.25% ก็ตาม สะท้อนความเสี่ยงเครดิตของธุรกิจขนาดเล็กที่สูงขึ้น และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เงินบาทที่แข็งค่าซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออก </strong>ผ่านการแปลงรายได้ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเงินบาทโดยการศึกษาของ ธปท. พบว่ากลุ่ม SMEs ผู้ส่งออกสินค้าหมวดที่อ่อนไหวต่อค่าเงิน เช่น เกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีผลกำไรลดลงจากการแข็งค่าของเงินบาทราว 7% ในปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญ </span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% &ldquo;เพียงพอ&rdquo; ต่อการประคองเศรษฐกิจภายใต้ Policy space จำกัด</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ </strong><strong>1% </strong><strong>เป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และการรักษา </strong><strong>Policy space </strong><strong>แล้ว</strong> อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยสามารถลงไปอยู่ระดับต่ำสุดได้ที่ 0.5% เท่ากับช่วงวิกฤติ COVID-19 จะเท่ากับว่า กนง. ยังลดดอกเบี้ยได้อีก 0.5% หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายต่อเศรษฐกิจ</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. จะติดตามความเสี่ยงต่อระบบการเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ </strong>โดย กนง. ได้อภิปรายใน 2 ประเด็น ดังนี้</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; padding-left: 60px;"><span style="color: #000000;">o&nbsp;&nbsp; พฤติกรรม Search-for-yield จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในเดือน ต.ค. 2024 พบว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. ยังไม่กังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวมากนักในปัจจุบัน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e; padding-left: 60px;"><span style="color: #000000;">o&nbsp;&nbsp; การจัดสรรเงินกู้ที่ขาดประสิทธิภาพ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากอาจทำให้จำนวน Zombie firms สูงขึ้นผ่านต้นทุนทางการเงินต่ำ หรืออาจทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่นำเงินกู้ไปใช้ในกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงดังกล่าวอาจยังไม่น่ากังวลนัก ภายใต้ความระมัดระวังของสถาบันการเงิน</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว </strong>โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่จะเอื้อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวให้เติบโตได้สูงขึ้น ไปข้างหน้า นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะมีความจำเป็นอย่างมาก</span></li>
</ul>
<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/policy-rate-270226"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hm/df/hg4qhmdfec/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /><iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/policy-rate-250226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หากแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ได้ปรับแย่ลงมากกว่าที่ประเมินไว้ </description>
					<enclosure length="4457" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ip/qz/hg4qipqzot/MPC-cuts-interest-rate.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 21:07:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออกไทย ม.ค. 2026 โตแรงสุดในรอบ 4 ปี แต่ระยะต่อไปเผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้นจากมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ จะนำมาใช้เพิ่มเติม</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10033</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10033</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10033">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/dk/ga/hg2hdkgatd/Infographic-Flash-Export-Jan-25-20260223.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-Jan-25-20260223.jpg" width="1240" height="2152" /><br /><br /></strong></h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>มูลค่าส่งออกไทยเดือนมกราคม 2026</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่าส่งออกไทยเดือน ม.ค. 2026 อยู่ที่ 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.4%YOY สูงสุดในรอบ 4 ปี</strong> เร่งขึ้นจาก 16.8% ในเดือนก่อน และสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 8.5% และค่ากลาง Reuters Poll 9.4%) ตัวเลขปรับฤดูกาลขยายตัวถึง 10.6%MOM_SA ต่อเนื่องจาก 7.3%MOM_SA ในเดือนก่อน โดยการส่งออกในเดือนนี้ยังได้แรงหนุนสำคัญจาก <strong>(1) วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก</strong> จากกระแสการลงทุน AI และอุปสงค์ต่อสินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 67% เร่งขึ้นจาก 52.8% ในเดือนก่อน และขยายตัวต่อเนื่องนาน 22 เดือน <strong>และ (2) การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูง 136.2%</strong> ส่วนหนึ่งจากราคาทองคำที่ปรับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนนี้ ตามอุปสงค์ทองคำของธนาคารกลางต่าง ๆ และความต้องการถือทองคำในช่วงที่มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง ทั้งนี้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวมากถึง (CTG) 11.4% และ 6.3% ตามลำดับ จากการเติบโตการส่งออกรวมที่ 24.4%<br /><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ</strong></span><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c1/7f/hg2hc17fgm/image1.png" alt="image1.png" width="1836" height="972" /><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br />มูลค่านำเข้าสินค้าของไทยเดือนมกราคม 2026</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปีเช่นกัน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสูง</strong> มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ม.ค. 2026 อยู่ที่ 34,876.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 29.4%YOY เทียบ 18.8% ในเดือนก่อน สูงกว่าที่ประมาณการไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 10.5% และค่ากลาง Reuters Poll 10.3%) โดยสินค้านำเข้าหลักมาจาก <strong>(1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 50.3%</strong> (CTG= 20.5% จาก 29.4%) โดยเฉพาะสินค้าอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และทองคำ <strong>และ (2) สินค้าทุนขยายตัว 29.5%</strong> (CTG= 7.7% จาก 29.4%) โดยเฉพาะเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ <strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน ม.ค. 2026 ขาดดุล -3,303.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong> สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (SCB EIC คาดไว้ -2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่ากลาง Reuters Poll คาดไว้ -2,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และขาดดุลต่อเนื่อง 4 เดือน&nbsp;<br /><br /></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<table style="background-color: #ebebeb;" cellspacing="10" cellpadding="10">
<tbody>
<tr>
<td>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>หัวข้อพิเศษ : ทิศทางกำแพงภาษีสหรัฐฯ หลังคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ</strong></h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><em>(ข้อมูล ณ วันที่ 23 ก.พ. 2026)&nbsp;</em></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ศาลฎีกาฯ ตัดสินว่าการใช้อำนาจขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ตาม IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2026 &nbsp;ศาลฎีกาสหรัฐฯ (U.S. Supreme Court) วินิจฉัยด้วยมติ 6:3 เสียง ว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)<sup>1</sup> หลังจากธุรกิจผู้นำเข้าสหรัฐฯ รวมตัวกันยื่นคำร้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (CIT) ให้วินิจฉัยอำนาจในการขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2025</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องยุติการเก็บภาษีนำเข้าที่ออกโดยใช้อำนาจ IEEPA (ยุติสิ้นวันที่ 23 ก.พ.) ได้แก่ (1) ภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ที่เก็บเพิ่มจากประเทศคู่ค้าต่าง ๆ อัตราแตกต่างกันในช่วง 10 - 50% รวมถึงไทยที่ถูกเก็บเพิ่มในอัตรา 19% และ (2) ภาษีนำเข้ากรณีภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น กรณีประเทศมีการลักลอบนำเข้า Fentanyl (เม็กซิโก แคนาดา และจีน) และภาษีกรณีการเมืองในประเทศบราซิล นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องคืนภาษีนำเข้าส่วนนี้ที่จัดเก็บมาได้ให้ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ ที่แบกรับต้นทุนภาษีส่วนนี้เพิ่มขึ้น <br /><br />อย่างไรก็ดี ภาษีนำเข้าที่รัฐบาลทรัมป์จัดเก็บเพิ่มเติมตามข้อกฎหมายอื่น ๆ จะยังบังคับใช้ได้ เช่น ภาษีนำเข้ารายหมวดสินค้า (Product-specific tariffs) ที่ใช้อำนาจกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของชาติ (Sec. 232) หรือภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บสินค้าจีนในช่วงรัฐบาล Trump 1.0 โดยใช้กฎหมายว่าด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Sec. 301)</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>รัฐบาลทรัมป์ตอบโต้ทันทีด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกในอัตรา 15% ผ่านอำนาจกฎหมาย Sec. 122 เป็นเวลา 150 วัน&nbsp;</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">รัฐบาลทรัมป์รับทราบท่าทีของศาลฎีกาสหรัฐฯ มาตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ย. 2025 แล้ว จึงมีเวลาเตรียมความพร้อมการดำเนินการหลังศาลฎีกาฯ ออกคำวินิจฉัยมานานพอสมควร จึงสามารถประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก (ยกเว้นสินค้าส่วนใหญ่ที่ถูกจัดเก็บ Product-specific tariffs) ในอัตรา 15% เท่ากันเป็นเวลา 150 วัน (Worldwide Tariff : ตามประกาศของ ปธน. ทรัมป์ใน Truth Social) โดยอาศัยอำนาจกฎหมาย Sec. 122 ของ The Trade Act of 1974 ที่ระบุว่า รัฐบาลสามารถขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกได้ไม่เกิน 15% หากสหรัฐฯ ประสบปัญหาขาดดุลการชำระเงินอย่างรุนแรง หรือเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว โดยประกาศใช้ได้สูงสุดนาน 150 วัน และสามารถขยายระยะเวลาได้ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ<br /><br />สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษี Worldwide tariff ครั้งนี้จะสามารถชดเชยภาษีนำเข้าภายใต้ IEEPA ที่ถูกศาลฎีกายกเลิกไปได้ค่อนข้างมาก โดย Global Trade Alert วิเคราะห์ว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกา จะทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average US tariff rate) ของสหรัฐฯ ลดลงจาก 15.3% เหลือ 8.3% แต่การปรับขึ้น Worldwide tariff &nbsp;15% จะทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยฯ เพิ่มกลับมาอยู่ที่ 13.2% (รูปที่ 2) ต่ำกว่าอัตราก่อนศาลฎีกาตัดสินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 2 : อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ จะปรับลดลงเพียงเล็กน้อยหลังวันที่ 24 ก.พ.</strong></span></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c3/76/hg2hc376ik/image2.png" alt="image2.png" width="1749" height="800" /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ The White House และ Global Trade Alert<strong><br /></strong></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภายใต้ Worldwide tariff ที่สหรัฐฯ ใช้แทนที่อำนาจ IEEPA อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐฯ <br /> เก็บสินค้าไทยจะลดลงเพียงเล็กน้อย</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">แม้อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะปรับลดลงในภาพรวม ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงกว่า 15%<sup>2</sup> เช่น อัตราภาษีสินค้าบราซิลจะลดลงเฉลี่ยถึง 13.6 p.p. (เดิมเคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงถึง 50%) ขณะที่สินค้าจากไทยที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff ที่ 19% การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยลดลง 2.0 p.p. สำหรับสหราชอาณาจักรที่เจรจาภาษีลดลงมาได้เหลือ 10% กลับถูกเก็บภาษีในอัตราสูงขึ้น 2.1 p.p. (เดิมถูกเก็บ Reciprocal tariff เพียง 10%) (รูปที่ 3)</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><br /><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 3 : ประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff ในอัตราสูงมากกว่า 15% จะได้รับผลดีชั่วคราว</strong></span></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c5/a6/hg2hc5a64z/image3.png" alt="image3.png" width="1663" height="827" /><br /></strong>ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Global Trade Alertr<br /><br /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ในระยะข้างหน้า รัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้มที่จะใช้ภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมายอื่นเป็นเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง&nbsp;</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมืออีกมากในการเก็บภาษีนำเข้า (รูปที่ 4) เช่น Section 301 ของ The Trade Act of 1974 ที่ทั้งรัฐบาล Trump 1.0 และ Biden ใช้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนหลายชนิด สามารถนำมาใช้แทน Reciprocal tariff ในระยะยาวได้ โดยแต่รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเร่งสอบสวนถึงลักษณะการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับแต่ละคู่ค้า ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 &ndash; 12 เดือนก่อนจะประกาศขึ้นภาษีนี้ได้ ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มกระบวนการสอบสวนกับจีนและบราซิลไปก่อนแล้ว และอาจเริ่มกระบวนการสอบสวนประเทศที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นมิตรทางการค้ามากนัก โดยเป็นไปได้ว่าอาจจะเร่งให้เสร็จภายใน 150 วันข้างหน้า</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><br /><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 4 : รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ ในการประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้า</span><br /></strong></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c7/4v/hg2hc74vrk/image4.png" alt="image4.png" width="1712" height="840" /></strong><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Tax Foundation, Yale Budget Lab และ Bloomberg</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผลของอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงต่อเศรษฐกิจโลกยังไม่ชัดเนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูง</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ภาคธุรกิจสหรัฐฯ อาจได้รับผลดี</strong> ผู้นำเข้าสหรัฐฯ มีโอกาสได้รับเงินภาษีคืน แต่ยังมีความไม่แน่นอนมีอยู่มาก เนื่องจากคำตัดสินดังกล่าวไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าผู้นำเข้ารายใดบ้างที่มีสิทธิ์ได้รับเงินคืน รวมถึงยังไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอน<br /> ในการคืนเงิน <br /><br /><strong>ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าปรับสูงขึ้นอีกครั้ง</strong> เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกานำไปสู่การตอบโต้จากฝ่ายบริหารด้วยการเดินหน้าใช้มาตรการภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมายฐานอื่นแทน สถานการณ์เช่นนี้สร้างแรงกดดันต่อการตัดสินใจลงทุนและวางแผนธุรกิจในระยะกลาง เพราะภาคเอกชนไม่สามารถประเมินได้ว่าอัตราภาษีที่แท้จริงของสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับใดในระยะข้างหน้า<br /><br /><strong>กระบวนการเจรจาการค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ อาจยืดเยื้อ</strong> เพราะฝ่ายคู่เจรจาไม่แน่ใจว่าข้อตกลงที่ทำไปแล้วจะมีความมั่นคงทางกฎหมายเพียงพอหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นประเทศที่เจรจารับข้อตกลงไปก่อนหน้านี้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดกว่า อาจเสียเปรียบประเทศที่รอเจรจาในภายหลังซึ่งอาจได้เงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่า หลายประเทศจึงอาจปรับกลยุทธ์ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ประเมินในระยะสั้นการส่งออกไทยอาจได้รับผลบวกบ้าง แต่จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ จะนำมาใช้เพิ่มเติมระยะข้างหน้า</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>ในระยะสั้นการส่งออกไทยอาจขยายตัวดีขึ้นบ้างจากผลดีต่อการแข่งขันราคาสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ</strong> เนื่องจากไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงกว่า 15% รวมถึงผู้นำเข้าในสหรัฐฯ อาจเร่งนำเข้าในระยะสั้นจากอัตราภาษีที่ลดลงชั่วคราว<br /> <br /><strong>อย่างไรก็ดี SCB EIC ประเมิน สหรัฐฯ จะนำมาตรการภาษีนำเข้าอื่นมาใช้เพิ่มเติมระยะข้างหน้า</strong> แทน Reciprocal tariffs ที่ยกเลิกไป รวมถึงสินค้าจีนอาจมีความสามารถแข่งขันด้านราคาดีขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกไทยยังมีแรงกดดันสูง โดยเฉพาะช่วงหลังการบังคับใช้ภาษีจาก Sec. 122 ในช่วง 150 วันแรกสิ้นสุดลง การส่งออกของไทยจึงไม่ได้มี Upside จากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงมากนัก</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><em><sup>1&nbsp;</sup>Supreme Court วินิจฉัยคดี Learning Resources, Inc. v. Trump (บริษัทนำเข้าสื่อการเรียนรู้) พร้อมกับ Trump v. V.O.S. Selections, Inc. (กลุ่มธุรกิจนำเข้าสุรา) ผู้พิพากษาเสียงส่วนใหญ่เห็นว่า อำนาจของฝ่ายบริหารในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจตามกฎหมาย IEEPA นั้นไม่รวมถึงการขึ้นภาษีนำเข้า โดยอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าต่าง ๆ นั้นเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ</em></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><em><sup>2&nbsp;</sup>ภายใต้สมมติฐานว่าสินค้าที่ถูกเก็บ Product-specific tariffs อยู่แล้ว จะได้รับการยกเว้น</em></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยปี 2026<br /></strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%)</strong> ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตสำคัญในสินค้าดังกล่าว สะท้อนได้จากรูปที่ 5 ขวาล่าง ที่มูลค่าส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาเอเชียยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม และไทย นอกจากนี้ มุมมองต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกปรับดีขึ้น โดย SCB EIC ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลกปี 2026 ขึ้นเป็น 2.7% (เดิม 2.5%) ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การการค้าโลก (WTO) ปรับคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกในปี 2026 สูงขึ้นเช่นเดียวกันจากมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น รวมถึงมองว่าการพัฒนา AI ที่รวดเร็วจะเป็นปัจจัยหนุนการค้าโลกปีนี้ และช่วยลดผลกระทบภาษีสหรัฐฯ<br /><br /></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 5 : มุมมองต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกปรับดีขึ้น</strong></span></p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/c9/5y/hg2hc95yf1/image5.png" alt="image5.png" width="1855" height="799" /></strong></p>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ IMF และ CEIC</p>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-270226"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rj/oj/hg2grjojsn/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></p>
<br />
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/TKWMJ6D" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์</description>
					<enclosure length="6435" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ta/27/hg2gta274s/trade-230226.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 20:20:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>SCB EIC ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 2026 เป็น 1.8% ตามแรงหนุนส่งออกและลงทุนเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพการเมืองในประเทศที่ดีขึ้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10032</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10032</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10032">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/GHI0Z55OfhaBC9?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />
<table style="height: 42px; background-color: #ededed;" width="889" cellspacing="20">
<tbody>
<tr>
<td>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>KEY HIGHLIGHTS</strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 เป็น 1.8% (เดิม 1.5%)<br /></strong></h2>
<p><span style="color: #000000;"><strong style="font-size: 17px;">เศรษฐกิจไทยปีนี้ได้รับแรงหนุนมากขึ้นเทียบกับมุมมองเดิม ณ ธ.ค. 2025<br /><br /></strong></span></p>
<ul style="color: #4e4e4e; font-size: 17px;">
<ul>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>มูลค่าส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น</strong> ตามเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ขยายตัวดีขึ้น จากแรงส่งการลงทุนเทคโนโลยี AI และอุปสงค์สินค้าที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้แรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่อง</span></li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ลงทุนภาคเอกชนเร่งตัว</strong> จากการลงทุนจริงที่เร่งตัวขึ้นตามเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในช่วงก่อนหน้า และการก่อสร้างที่มีแนวโน้มฟื้นตัว สะท้อนจากตัวเลขพื้นที่เชิงพาณิชย์และการตั้งโรงงาน</span></li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>อย่างไรก็ดี แรงส่งภาครัฐปีนี้จะชะลอตัวลงบ้างจากที่เคยประเมินไว้</strong> หลังเร่งเบิกจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากในช่วงไตรมาส 4 ปี 2025<br /><br /></span></li>
</ul>
</ul>
<span style="color: #000000;"><strong style="font-size: 17px;">แม้มุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2026 ปรับดีขึ้นบ้าง แต่ยังมีทิศทางชะลอลงจากปีก่อน และขยายตัวต่ำกว่าอดีตมาก<br /> </strong><strong style="font-size: 17px;"><br /></strong></span>
<ul style="color: #4e4e4e; font-size: 17px;">
<ul style="color: #4e4e4e; font-size: 17px;">
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ไทยยังเผชิญแรงกดดันสำคัญจากภายนอกและภายในประเทศ เช่น ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ</span></li>
<li class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 8px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">ขณะที่แรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐมีจำกัดจากพื้นที่การคลังที่น้อยลง และยังต้องจับตาประเด็นความยั่งยืนหนี้สาธารณะที่อาจส่งผลกระทบต่อการจัดอัน Credit rating ประเทศอีกด้วย<br /><br /></span></li>
</ul>
</ul>
<p><span style="color: #000000; font-size: 17px;"><strong>กนง. มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งไปอยู่ที่ 1% ภายในกลางปีนี้ </strong>และจะคงดอกเบี้ยระดับต่ำไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปี เพื่อลดความตึงตัวของภาวะการเงินและสนับสนุนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการออกมาตรการการเงินเฉพาะจุดของภาครัฐ เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการค้ำประกันความเสี่ยงเครดิต</span></p>
<p>&nbsp;<br /><br /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ประเมินว่า ผลเลือกตั้งที่ออกมาชัดเจนช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองลง โดยจะเพิ่มเสถียรภาพรัฐบาล ในกรณีฐานที่รัฐบาลใหม่จะพร้อมเริ่มงานในเดือน พ.ค. 2026 และการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 อาจล่าช้าเพียง &nbsp;1-2 เดือน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong style="color: #4e4e4e; font-size: 17px;"><span style="color: #000000;">ในกรณีฐาน พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและเสนอชุดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว </span></strong><span style="color: #000000;">ท่ามกลางพื้นที่การคลังที่มีจำกัด จากแนวโน้มหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดานและความเสี่ยงเครดิตเรตติงสูงขึ้น<br /></span><strong style="color: #4e4e4e; font-size: 17px;"><span style="color: #000000;"><br /></span></strong><strong style="color: #4e4e4e; font-size: 17px;"><span style="color: #000000;">อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้ง </span></strong><span style="color: #000000;">อาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้และอาจขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง นำไปสู่เลือกตั้งใหม่</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะขยายตัว 2.7% สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2.5% </strong></h2>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong style="color: #4e4e4e; font-size: 17px;"><span style="color: #000000;">เศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัวต่อเนื่อง </span></strong><span style="color: #000000;">จากกระแสการลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ช่วยลดทอนผลกระทบจากแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกีดกันทางการค้า</span><strong style="color: #4e4e4e; font-size: 17px;"><span style="color: #000000;"><br /><br />ภาวะการเงินโลกผ่อนคลายจากปีก่อน กลับไปใกล้ระดับก่อนวิกฤติโควิด -19 แต่การลดดอกเบี้ยเพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินเพิ่มเติมอาจทำได้อีกไม่มาก </span></strong><span style="color: #000000;">บางประเทศยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง เช่น สหรัฐฯ โดย Fed มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยนโยบายรวม 0.5% ในปีนี้ ขณะที่ ECB มีท่าทีคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2% ตลอดปี ส่วน BOJ จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25%</span></p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 เป็น 1.8% ตามแรงหนุนส่งออกและการลงทุนเอกชนที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดี ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอลงและเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2026 ปรับดีขึ้นเป็น 1.8% (เดิม 1.5%) ในภาพรวมยังมีทิศทางชะลอตัวลงจากปีก่อน &nbsp;อัตราการเติบโตยังคงต่ำกว่าในอดีตและศักยภาพระยะยาว</strong> ท่ามกลางแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก และปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดยเฉพาะความเปราะบางของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs รวมถึงแรงส่งภาครัฐอาจทำได้จำกัดในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่<br /><br /><strong>มุมมองการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนไทยปรับดีขึ้น ตามทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก ตลอดจนแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่อง</strong> จากกระแสการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2025 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ราว 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67%YOY โดยเฉพาะความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมศักยภาพสูง เช่น Data center ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เครื่องใช้ไฟฟ้า และการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ EV ส่งผลให้การก่อสร้างภาคเอกชน เช่น สิ่งปลูกสร้างเชิงพาณิชย์และโรงงานมีแนวโน้มเติบโตตาม <br /><br /><strong>ในกรณีฐาน ไทยจะได้รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพและพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. 2026 โดยยังมีความเสี่ยงการเมืองที่ต้องติดตาม</strong> พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพขึ้น สร้างความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนการเมืองไทยลงได้บ้าง โดยรัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. หลังแถลงนโยบาย และอาจประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 ล่าช้าบ้างราว 1-2 เดือน ซึ่งจะกระทบความต่อเนื่องของเม็ดเงินลงทุนภาครัฐในช่วงไตรมาส 4 <strong>โดยนโยบายพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังจากหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดานและความเสี่ยงเครดิตเรตติง</strong> คาดหวังว่าทิศทางการผลักดันนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศระยะยาวจะมีความชัดเจนขึ้นหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย <br /><br /><strong>อย่างไรก็ดี ยังคงมีความเสี่ยงทางการเมืองต้องติดตามในระยะข้างหน้า</strong> จากกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งที่อาจนำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายและการจัดเลือกตั้งใหม่ รวมถึงความเป็นไปได้ในการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 ให้สอดคล้องกับแนวนโยบายรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจทำให้การประกาศใช้ล่าช้าไปต้นปีหน้า</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะปรับลดลงอีกสู่ 1% ภายในกลางปีนี้</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมิน กนง. อาจลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งภายในกลางปีนี้ และจะคงไว้ที่ระดับ 1% ตลอดช่วงที่เหลือของปี </strong>เพื่อลดความตึงตัวของภาวะการเงิน โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางสถานการณ์สินเชื่อที่ยังคงหดตัวเป็นวงกว้าง และคุณภาพสินเชื่อที่ยังไม่ปรับดีขึ้น นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 1-3% อย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนภาวะอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา นอกจากนี้ มาตรการการเงินเฉพาะจุดของภาครัฐ เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการลดความเสี่ยงเครดิตผ่านกลไกค้ำประกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัวต่อเนื่อง จากกระแสการลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ท่ามกลางแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกีดกันทางการค้า</strong></h2>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะขยายตัว 2.7% สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2.5% </strong>จากแรงส่งการลงทุนในเทคโนโลยี AI และอุปสงค์ต่อสินค้าที่เกี่ยวข้อง เศรษฐกิจที่จะได้รับประโยชน์หลัก ได้แก่ <strong>เศรษฐกิจสหรัฐฯ</strong> จะขยายตัวดี 2.2% จากกระแสการลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี <strong>เศรษฐกิจเอเชียตะวันออก-ตะวันออกเฉียงใต้</strong> จะได้รับอานิสงส์จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตสูงตามกระแสการลงทุนดิจิทัล โดยประเมินว่า 5 เศรษฐกิจหลักของภูมิภาคอาเซียนจะขยายตัวสูง 5.1% และเศรษฐกิจเอเชียอื่น ๆ จะยังเติบโตได้ เช่น <strong>เศรษฐกิจจีน</strong> มีแนวโน้มขยายตัว 4.6% ตามการเติบโตของการส่งออกนอกตลาดสหรัฐฯ<strong> เศรษฐกิจญี่ปุ่น</strong> จะขยายตัว 0.9% ส่วนหนึ่งจากมาตรการการคลังเชิงรุกที่ชัดเจนขึ้นหลังพรรค LDP ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย ขณะที่<strong>เศรษฐกิจอินเดีย</strong> มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง 6.5% หลังบรรลุข้อตกลงลดอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จาก 50% เหลือ 18%<strong><br /><br />นโยบายการเงินโลกผ่อนคลายได้อีกไม่มากจากความเสี่ยงเงินเฟ้อในบางประเทศ โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีกรวม 0.5% ในปีนี้ </strong>และจะคงไว้ในระดับนี้ ซึ่งนับว่าสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ขณะที่การเสนอชื่ออดีตสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการ Fed (Kevin Warsh) เพื่อดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนต่อไปช่วยลดความกังวลของนักลงทุนต่อแนวนโยบาย Fed ในระยะข้างหน้าได้บ้าง แต่ความเป็นอิสระของ Fed ยังคงเป็นประเด็นที่ตลาดติดตาม <strong>ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในปีนี้</strong> หลังทิศทางการปรับขึ้นค่าจ้างประจำปีชัดเจนขึ้น <strong>ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย 2% ไว้ทั้งปี</strong> โดยเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศ Euro Area ส่วนใหญ่ทยอยลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 2% แล้ว ในภาพรวมภาวะการเงินโลกจะผ่อนคลายกว่าปีก่อนกลับไปใกล้ระดับก่อนวิกฤติโควิด -19 ทั้งนี้การลดดอกเบี้ยเพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินโลกเพิ่มเติมอาจทำได้อีกไม่มาก เพราะบางประเทศยังมีแรงกดดันเงินเฟ้อสูงอยู่</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<p class="f_med f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 5px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/eic-monthly-0226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจโลกในปี 2026 คาดว่าจะขยายตัว 2.7% สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2.5% จากแรงส่งการลงทุนในเทคโนโลยี AI และอุปสงค์ต่อสินค้าที่เกี่ยวข้อง</description>
					<enclosure length="3151" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/zv/q2/hfz3zvq2rp/SCBEIC-Monthly-insight-0226.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 18:39:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาคอสังหาริมทรัพย์ ขับเคลื่อน Smart city ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตประชากรเมือง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10031</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10031</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10031">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อสังหาริมทรัพย์กับบทบาทขับเคลื่อน Smart City</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เทรนด์เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังมุ่งไปสู่การเป็น Smart city หรือเมืองอัจฉริยะ กล่าวคือ เป็นเมืองที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายหลากหลายด้าน เช่น ความหนาแน่นของประชากรที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่สัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงขึ้น สภาพอากาศแบบสุดขั้วที่มีความถี่ในการเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น มีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาความท้าทายต่าง ๆ ข้างต้น และขับเคลื่อนให้เมืองมุ่งไปสู่การเป็น Smart city โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย ทั้งโครงการที่อยู่อาศัย และโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ได้ดำเนินการในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การออกแบบและการก่อสร้างที่เป็น Universal design เพื่อให้สามารถรองรับการอยู่อาศัยหรือการใช้งานอาคารสำหรับประชากรได้ในทุกช่วงวัย การพัฒนาโครงการที่มีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะมากขึ้น การพัฒนาอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับผู้ใช้อาคาร เช่น LEED, WELL และ TREES ตลอดจนมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น IoT, AI, ระบบ Automation มาอำนวยความสะดวกและยกระดับความปลอดภัย ทั้งสำหรับโครงการที่อยู่อาศัย และโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังมีศักยภาพในการยกระดับการดำเนินการด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังมีศักยภาพในการยกระดับการดำเนินการด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในระดับที่เป็นโครงการขนาดใหญ่มากขึ้น รวมถึงสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของประชากรได้ในวงกว้าง </strong>เช่น การสร้างความร่วมมือกับภาคการขนส่งเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางสำหรับผู้อยู่อาศัยในโครงการที่อยู่อาศัย และผู้ใช้งานอาคารโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ การสร้างความร่วมมือกับภาคโทรคมนาคมเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตได้ในทุกพื้นที่ การสร้างความร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนา Smart city sandbox ในพื้นที่ใหม่ ๆ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังมีศักยภาพในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจำนวนผู้อยู่อาศัยในโครงการที่อยู่อาศัย และผู้ใช้งานอาคารโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ตลอดจนพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น รูปแบบการเดินทาง ปริมาณการใช้พลังงาน เพื่อนำมาสู่การจัดทำข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big data ให้ภาครัฐสามารถดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังกล่าว เพื่อประกอบการออกแบบนโยบาย เช่น การวางผังเมือง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงสามารถบริหารจัดการเมืองด้านต่าง ๆ เช่น การจราจร การใช้พลังงาน ความปลอดภัย ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในเมืองได้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ทั้งนี้การขับเคลื่อนให้เมืองมุ่งไปสู่การเป็น Smart city ยังจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกกลับมายังภาคอสังหาริมทรัพย์เอง โดยจะเป็นปัจจัยเร่งให้ผู้ประกอบการแข่งขันปรับกลยุทธ์ให้มุ่งไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร และสร้างความยั่งยืน โดยหากสามารถดำเนินการได้อย่างโดดเด่นก็จะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งโครงการที่อยู่อาศัยที่จะได้รับความสนใจในการอยู่อาศัยและมีมูลค่าโครงการเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่จะสามารถดึงดูดผู้เช่าพื้นที่ และปรับขึ้นอัตราค่าเช่าพื้นที่ได้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถดำเนินการได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีมูลค่าสูง การขาดความเชื่อมโยงและระบบการรวมศูนย์ข้อมูลระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น กฎระเบียบ ผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาชน รวมถึงสถาบันการศึกษาในด้านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเข้ามาทดสอบในสภาพแวดล้อมจริงของโครงการอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงมีบทบาทในการสนับสนุนให้เมืองมุ่งไปสู่การเป็น Smart city ผ่านการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น การปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค การส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการจ้างงานที่หนุนให้เกิดกระจายความเป็นเมือง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองข้ามชอต วันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/SmartCity-160226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยช่วยขับเคลื่อน Smart City ผ่าน Universal Design เพิ่มพื้นที่สีเขียว พัฒนาอาคารมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และใช้ IoT/AI/Automation </description>
					<enclosure length="5598" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/q0/26/hfujq026g4/Smart-city.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 16 Feb 2026 15:20:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>“จาก Content สู่ Commerce” Creator economy สร้างรายได้ สร้างยอดขาย สร้างระบบ </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10030</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10030</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10030">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/qz/jy/hfuhqzjyuu/In-focus-Creator-economy-V2.jpg" alt="In-focus-Creator-economy-V2.jpg" width="1040" height="1471" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Creator economy : เมื่อการสร้างคอนเทนต์กลายเป็นอาชีพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">Creator economy เป็นระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถสร้างรายได้โดยตรงจากผู้ชมผ่านช่องทางดิจิทัล โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อกลางแบบดั้งเดิม โดยมีครีเอเตอร์หรือผู้ที่เผยแพร่เนื้อหา/สร้างสรรค์ผลงานโดยอาศัยเทคโนโลยีลงบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและสามารถสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง ไม่ว่าจะเป็นบล็อกเกอร์ สตรีมเมอร์ ศิลปิน นักดนตรี หรือผู้ให้บริการด้านต่าง ๆ การเติบโตของการใช้ Social media ทำให้คอนเทนต์ถูกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มเชื่อถือและได้รับอิทธิพลทางความคิดจากกลุ่มครีเอเตอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยพบว่าปัจจุบันมีครีเอเตอร์มากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทยมีประมาณ 11 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่ Celebrity/Mega influencers ไปจนถึง Nano influencers ทั้งนี้การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Creator economy ได้รับแรงหนุนจากสามปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) การลดบทบาทของสื่อกลางแบบดั้งเดิม ทำให้ครีเอเตอร์เชื่อมต่อกับผู้ชมโดยตรงและควบคุมคอนเทนต์ได้อย่างเสรี (2) ช่องทางสร้างรายได้ที่หลากหลาย เช่น Subscriptions, Advertising, Sponsorships, Brand และ Affiliate marketing เป็นต้น และ (3) เทคโนโลยี AI และเครื่องมือขั้นสูง ที่มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตคอนเทนต์ วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ชม และขยายการเข้าถึงผ่าน Algorithm</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Creator economy เติบโต ควบคู่&nbsp; Social commerce และ Live streaming commerce</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Creator economy เติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมช่องทางการสร้างรายได้ที่หลากหลายมากขึ้น สอดคล้องกับการขยายตัวของ Social commerce และ Live streaming commerce </strong>จากข้อมูลของ Grand View Research คาดการณ์ว่า Creator economy ทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยจะเติบโตเฉลี่ยราว 23% ต่อปี (CAGR 2026-2032) สำหรับในไทย Tellscore ร่วมกับศูนย์วิจัย FutureTales LAB ประเมินว่า Creator Economy จะขยายตัวราว 15% ในปี 2025 แม้ว่าจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากข้อจำกัดด้านขนาดตลาดและภาษา แต่ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของ Social commerce และ Live &nbsp;streaming commerce ในไทยที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ทั้งนี้รูปแบบคอนเทนต์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือ Video streaming แต่ Podcasting กลับเป็นรูปแบบที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด เนื่องจากผู้บริโภคหันมาฟังคอนเทนต์เสียงในรูปแบบยาวมากขึ้น และเป็นกลุ่มที่มี Loyalty สูง ขณะที่ช่องทางหลักในการสร้างรายได้ ประกอบด้วยรายได้จากโฆษณา ที่ขับเคลื่อนโดย Influencer marketing รายได้จากระบบการสมัครสมาชิก ที่ให้รายได้ต่อเนื่องและสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสมาชิก และรายได้จากค่านายหน้า (Affiliate marketing) ที่กำลังมาแรงอย่างมาก โดยครีเอเตอร์สร้างรายได้จากการโพรโมตสินค้าผ่าน Tracking link และได้รับเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย ทั้งนี้แพลตฟอร์ม Social media หลายเจ้าได้รวมฟีเชอร์ช็อปปิงเข้ามา เช่น TikTok Shop, และ YouTube Shopping ทำให้ครีเอเตอร์สามารถแท็กสินค้าในคอนเทนต์ได้โดยตรง และผู้ติดตามสามารถซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องออกจากแอปพลิเคชัน ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของ Social commerce และ Live commerce ในไทยที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเข้ามาเปลี่ยนแปลง Customer journey จากการเปรียบเทียบราคามาสู่การซื้อตามความเชื่อมั่นในครีเอเตอร์</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แม้ Creator economy จะสร้างโอกาสทางธุรกิจ แต่เผชิญความท้าทายด้านรายได้และเทคโนโลยี</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แม้ว่า Creator economy จะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศ แต่ยังมีความท้าทายอีกหลายประการที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เช่น รายได้ที่อาจเติบโตช้าและผันผวนส่งผลต่อการวางแผนทางการเงิน หรือปัญหาด้านเทคโนโลยี เช่น &nbsp;Platform algorithm ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เนื่องจากแพลตฟอร์ม Social mediaมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การแสดงผลคอนเทนต์ สำหรับแบรนด์/ผู้ประกอบการ มีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าและเจาะจงได้ดีขึ้นกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม แต่แบรนด์ต้องเผชิญกับความท้าทายบางอย่าง เช่น การติดตาม ROI การบริหารโปรแกรม Affiliate และการรับมือกับแพลตฟอร์ม ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีโอกาสเข้ามาเป็นตัวกลางสำคัญระหว่างครีเอเตอร์ แบรนด์ และแพลตฟอร์ม เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มที่มีศักยภาพสูง เช่น&nbsp; การพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อและการจัดการการเงินสำหรับครีเอเตอร์การให้บริการด้านระบบชำระเงินสำหรับผู้ประกอบการ รวมถึงการพัฒนาบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของระบบนิเวศนี้</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Creator-economy-160226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>Creator economy เป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญ เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ แบรนด์ และธนาคารสร้างบทบาทใหม่ในระบบนิเวศดิจิทัล</description>
					<enclosure length="5479" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/sf/or/hfugsforcw/Creator-economy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 16 Feb 2026 13:33:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>SCB EIC มองผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองลง จากไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เร็ว </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10029</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10029</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10029">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/68/yx/hfrk68yxsr/SCBEIC-Infographic-Election-V2.jpg" alt="SCBEIC-Infographic-Election-V2.jpg" width="1240" height="2843" /><br /><br />SCB EIC ประเมินชัยชนะการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2026 ของพรรคภูมิใจไทย</strong>ด้วยคะแนนเสียง 193 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง (ผลอย่างไม่เป็นทางการของ กกต. อยู่ระหว่างประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง) จึงมีแนวโน้มจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ สร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน และลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยลงได้บ้าง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือน พ.ค. </strong>ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 จะล่าช้าไม่มากเพียง 1-2 เดือน ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนการเลือกตั้ง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 2026 ในกรณีฐานของ SCB EIC ที่ประเมินเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.5% มากนัก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>แม้หลายนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยตอบโจทย์ความต้องการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ </strong>ผ่านชุดมาตรการ 10 พลัส เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับไปขยายตัวได้มากกว่า 3%<strong> แต่การผลักดันให้เกิดผลสำเร็จจริงยังมีความท้าทายสูงบนข้อจำกัดทางการคลังที่สูงขึ้น </strong>ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมินว่าหากรัฐบาลสามารถผลักดันชุดนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะกลาง </strong>ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงมีความเสี่ยงต้องติดตาม </strong>โดยเฉพาะกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ รวมถึงการตัดสินคดีทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านเดิม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/election2026-250226"><span style="color: #4e4e4e;"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gq/b9/hfrigqb9dl/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></span></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/election2026-130226" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือน พ.ค. ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 จะล่าช้าไม่มากเพียง 1-2 เดือน</description>
					<enclosure length="4406" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/qj/hl/hfriqjhlae/election2026-130226.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 13 Feb 2026 21:22:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>