<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/all" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>EIC RSS</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Sun, 26 Apr 2026 19:39:37 +0700</pubDate><ttl>19</ttl>
				<item>
					<title>สงครามฉุดส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวแรง แม้ภาพรวมส่งออกยังโตสูง แต่นำเข้าพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10084</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10084</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10084">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/m5/g7/hhwmm5g74b/Infographic-Flash-Export-Mar-26-20260424.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-Mar-26-20260424.jpg" width="1200" height="2070" /></strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาพรวมส่งออกไทยเดือน มี.ค. 2026 ยังขยายตัวสูง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">มูลค่าส่งออก 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเติบโตสูง 18.7% จาก 9.9% ในเดือนก่อน และขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 11.6% และค่ากลาง Reuters Poll 9.8%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วขยายตัว 4.9%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยในไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 17.6%</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ กระแสเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ระลอกใหม่หลังสหรัฐฯ เตรียมตั้งกำแพงภาษีใหม่ตามมาตรา 301</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 43.8% </strong>เช่น เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ วงจรพิมพ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 34.2% 166.6% 129.1% 43.8% และ 34.2% &nbsp;ตามลำดับ สินค้ากลุ่มนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก สะท้อนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไป 11 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัวดี ทั้งนี้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 9.2% หรือเกือบครึ่งของการเติบโตส่งออกรวมที่ 18.7%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 41.9% </strong>ต่อเนื่องจาก 40.5% เดือนก่อน<strong> โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมขยายตัวสูงถึง 64.2% </strong>และสินค้ากลุ่มอื่น ๆ (ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์) ขยายตัว 24.8% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงการเร่งผลิตและส่งออกหลังจากที่ศาลฎีกาตัดสินในวันที่ 20 ก.พ. ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ทำให้สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 19% เหลือ 10% เป็นอัตราใหม่ที่ประกาศเก็บจากคู่ค้าอื่นเท่ากัน (ประกาศใช้ชั่วคราวถึง 24 ก.ค.) ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 กับคู่ค้าหลักทั่วโลก (รวมไทย) เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีให้กลับไปใกล้อัตราก่อนหน้า<strong> การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ มีส่วนทำให้การส่งออกเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 8.8% ของการเติบโตส่งออกรวม 18.7% </strong>สำหรับการส่งออกของประเทศในภูมิภาคไปตลาดสหรัฐฯ ในเดือนนี้ขยายตัวดีเช่นกัน เช่น เวียดนาม (28.4%) เกาหลีใต้ (47.3%) และไต้หวัน (124%)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(3)&nbsp;&nbsp; การส่งออกเครื่องประดับแท้ขยายตัวสูง 187.2% เร่งขึ้นมากจาก 34.4% เดือนก่อน </strong>แรงหนุนหลักมาจากการส่งออกไปอินเดียที่ขยายตัวสูงถึง 3,155.4% ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 80% ของการส่งออกสินค้าหมวดนี้ทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ ทั้งนี้<strong>การส่งออกสินค้าเครื่องประดับหมวดนี้ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 3.9% ของการเติบโตส่งออกรวม 18.7%</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง (ME 15) หดตัวแรง รับผลสงครามในอิหร่าน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การส่งออกไทยไปตะวันออกกลางหดตัวแรง -57.1% ในเดือน มี.ค. </strong>โดยหดตัวใน 3 ตลาดหลักของภูมิภาคนี้ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) (-67.1%), ตุรกี (-20.5%) และซาอุดีอาระเบีย (-55.5%) และส่งออกหดตัวใน 5 สินค้าหลัก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (-53.5%), อัญมณีและเครื่องประดับ (-67.5%), เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (-41.4%), ผลิตภัณฑ์ยาง (-55.1%) และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-47.5%)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นำเข้าเร่งตัวสูงสุดในรอบ 51 เดือน โดยเฉพาะอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่านำเข้าเพื่อผลิตและส่งออก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่านำเข้าเดือน มี.ค. อยู่ที่ 38,496.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 35.7% สูงสุดในรอบ 51 เดือน </strong>เร่งขึ้นจาก 31.8% ในเดือนก่อนและสูงกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 24.2% และค่ากลาง Reuters Poll 20.3%) ภาพรวมมูลค่านำเข้าไทยในไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 32.4%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับการนำเข้าส่วนใหญ่ในเดือนนี้ ได้แก่ (รูปที่ 3 และ 4)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 64.4% เร่งจาก 53.3% </strong>การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 26% มากกว่าครึ่งของการเติบโตนำเข้ารวม 35.7% โดยสินค้าหลักได้แก่ ทองคำ และอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวสูงกว่า 181.6% และ 129.3% ตามลำดับ (CTG: 9.4% และ 13.3%) ทั้งนี้การนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อผลิตและส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากผู้ผลิตหลัก เช่น จีน และไต้หวัน (15.8% และ 343.7% ตามลำดับ)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; สินค้าทุนขยายตัว 28.3% ชะลอลงจาก 49.3% ในเดือนก่อน </strong>การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 7.7% ของการเติบโตนำเข้ารวม 35.7% โดยสินค้าหลักได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัวถึง 82.7% และ 25.3% ตามลำดับ (CTG: 6.7% และ 1.2%) ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ไทยผลิตสินค้าทุนประเภทนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน หมวดเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพิ่มตาม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุลต่อเนื่อง -3,339.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ </strong>มากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน -2,150 และค่ากลาง Reuters Poll -1,120) &nbsp;ไทยขาดดุลการค้าสะสมในไตรมาสแรกของปีนี้ -9,476.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มแย่ลงอีกในระยะข้างหน้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่ามูลค่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนจะชะลอตัวลงมากหลังเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่ </strong>โดยการส่งออกมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนจากข้อมูลเร็วการส่งออกของเกาหลีใต้ 20 วันแรกในเดือน เม.ย. ที่ยังขยายตัวดี 49.4% โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ที่ขยายตัวสูง 182.5% ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์แถลงว่า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก และจะเป็นปัจจัยสำคัญในการหนุนส่งออกไทยในระยะข้างหน้า ขณะที่จะมีแรงกดดันจากการส่งออกไปตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากสงคราม โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มูลค่าส่งออกไทยปี 2026 จะขยายตัวได้ 3% ในกรณีฐาน (กรณีดีที่สุด 8% และกรณีแย่ที่สุด -3%)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในทางกลับกัน SCB EIC มองว่า มูลค่านำเข้าไทยจะมีแนวโน้มเร่งตัวสูงต่อเนื่อง </strong>โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนและการนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหมวดที่ขยายตัวสูงมาก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ มูลค่าการนำเข้าไทยที่จะเร่งตัวในระยะข้างหน้า คาดว่าจะสะท้อนผลของราคาพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้นมากหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงราว 8% ของ GDP<strong> มุมมองดุลการค้าไทยในปีนี้คาดว่าจะมีแนวโน้มแย่ลง</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/pl/v1/hhwmplv11i/Picture1-ExportMar.png" alt="Picture1-ExportMar.png" width="1427" height="592" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 2 : สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นสินค้าส่งออกหลักในเดือน มี.ค. 2026<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/q1/sb/hhwmq1sbf2/Picture2-ExportMar.png" alt="Picture2-ExportMar.png" width="957" height="483" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<strong><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 3 : มูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/r2/h7/hhwmr2h746/Picture3-ExportMar.png" alt="Picture3-ExportMar.png" width="1421" height="468" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<strong><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 4 : อุปกรณ์และส่วนประกอบของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำ และเครื่องจักรไฟฟ้าฯ เป็นสินค้านำเข้าหลักในเดือน มี.ค. 2026<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rm/no/hhwmrmno14/Picture4-ExportMar.png" alt="Picture4-ExportMar.png" width="934" height="479" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<br /></span><strong><span style="color: #4b2885;"><br /></span></strong></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-240426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองว่ามูลค่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนจะชะลอตัวลงมากหลังเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่</description>
					<enclosure length="5393" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/l6/jz/hhwml6jzsn/ThaiExportMar26.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 19:57:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางอย่างชัดเจนขึ้น ขณะที่รัฐบาลส่งสัญญาณใช้นโยบายการคลังพยุงเศรษฐกิจมากขึ้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10083</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10083</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10083">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;<iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/jmDV2wYoZIPW4d?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br /></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">ข้อมูลล่าสุดพบว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น</span> </strong>โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยในต้นเดือน เม.ย. ลดลงชัดเจน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป ขณะที่นักท่องเที่ยวในภาพรวมมีแนวโน้มได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้น ด้านมูลค่าการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวสูง แต่ภาพรวมยังโตดีจากอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงที่กำแพงภาษีลดลงมาก อย่างไรก็ดี มูลค่าการนำเข้าขยายตัวสูงกว่ามาก แม้ยังไม่สะท้อนมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นกว่าปกติในด้านราคา<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ในขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับลดลงมาก โดยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงแรง และต่ำกว่าความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเปราะบาง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ตลาดแรงงานและภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ลดลง ขณะที่จำนวนธุรกิจเลิกกิจการเร่งตัว ด้านค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันในประเทศจะเริ่มทยอยปรับลดลง แต่ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีแผนปรับขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. และปลายปีจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับขึ้นราคาแล้วหรือมีแผนจะดำเนินการในระยะถัดไป</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบและเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง</span> </strong>ครอบคลุมการลดค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การอุดหนุนราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่ม และโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส)&rdquo; ควบคู่กับการปรับแผนจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 เพื่อเลี่ยงความล่าช้า<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">รัฐบาลยังสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบนโยบาย &ldquo;4T&rdquo; สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้าในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลดิจิทัล การปรับปรุงกฎเกณฑ์ล้าสมัย การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศเป็น 30% และยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ GDP สูงกว่า 3% ทั้งนี้รัฐบาลส่งสัญญาณอาจขยายเพดานหนี้สาธารณะและออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของไทยปรับลดลง </strong>หลัง Moody&rsquo;s คงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น Stable เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2026 สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง แนวโน้มการลงทุนที่ดีขึ้น และความผันผวนทางการเมืองที่คลี่คลายลงหลังการเลือกตั้ง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน ขณะที่ภาครัฐยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และเสถียรภาพการเงินภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง<strong> เปิดโอกาสให้ไทยเดินหน้านโยบายปฏิรูปการคลังและเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป </strong>อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังต้องติดตามมุมมองของ Fitch ซึ่งได้ปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative ในปี 2025 อย่างใกล้ชิด<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>กนง. จะใช้วิธี Wait-and-see รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 &ndash; 2 ไตรมาสข้างหน้า<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย. นี้</span> </strong>และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy space โดย กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและ คุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ธปท. มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เศรษฐกิจโลกชะลอลงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่นโยบายการเงิน-การคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้น<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5%</span> </strong>จาก 2.9% ในปี 2025 โดยได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น<strong> เศรษฐกิจสหรัฐฯ </strong>มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลง<strong> เศรษฐกิจยูโรโซน </strong>ชะลอลงจากภาคการผลิต แม้ผลกระทบจะยังจำกัดกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022<strong> เศรษฐกิจจีน </strong>ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีความมั่นคงทางพลังงานสูง แต่ยังมีแนวโน้มชะลอลงจากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา<strong> เศรษฐกิจญี่ปุ่น </strong>ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบอาจเริ่มกดดันภาคการผลิตในระยะถัดไป<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">นโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้นจากราคาพลังงานที่เร่งตัวและเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น</span> ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) </strong>มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในช่วงปลายปี 2026 ตามภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่<strong> ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) </strong>จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีนี้ แต่จังหวะยังไม่แน่นอน ขึ้นกับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง<strong> ธนาคารกลางยุโรป (ECB) </strong>อาจคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น<strong> ในขณะเดียวกันนโยบายการคลังของหลายประเทศเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น </strong>จากการใช้จ่ายเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลก</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/SCBEIC-Monthly-insight-0426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 โต 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น บทบาทนโยบายการคลังชัดขึ้นในการประคองเศรษฐกิจ</description>
					<enclosure length="4894" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/og/jd/hhwhogjdge/Thai-economy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 16:58:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Moody’s คงอันดับเรตติงไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป็น “Stable” ไทยมีหวังเดินหน้านโยบายปฏิรูปให้เกิดผลจริง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10082</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10082</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10082">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cr/47/hhvecr474w/Infographic-Flash-Credit-rating-20260423.jpg" alt="Infographic-Flash-Credit-rating-20260423.jpg" width="1040" height="1966" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Moody&rsquo;s คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป็น &ldquo;Stable&rdquo;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Moody&rsquo;s ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยดีขึ้นเป็น &ldquo;มีเสถียรภาพ&rdquo; จาก 3 ปัจจัยหลัก</strong> ได้แก่ (1) ความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ลดลง (2) แนวโน้มการลงทุนไทยดีขึ้น ลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะเติบโตต่ำมาก และ (3) ความผันผวนทางการเมืองลดลงหลังการเลือกตั้ง ทั้งนี้ระบุเพิ่มเติมว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ ขณะที่แนวโน้มหนี้ภาครัฐยังเพิ่มขึ้น แต่ยังใกล้เคียงประเทศที่อันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน ภาครัฐไทยยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และสถานะภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ในระยะข้างหน้าเครดิตเรตติงไทย ขึ้นกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ-การคลัง และ 4T Plus</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมินมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือไทยในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปการคลัง ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus (เพิ่ม Transparency หรือ ความโปร่งใส) โดยมองว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ Moody&rsquo;s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือไทยในครั้งนี้</strong> ได้แก่ (1) กลยุทธ์สื่อสารเชิงรุก นำโดยรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ (2) ชุดนโยบาย 4T ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การใช้จ่ายภาครัฐอย่าง Target (มุ่งเป้า) Transition (เปลี่ยนผ่าน) Transform (พลิกโฉม) และ Together (รวมพลัง) และ (3) แผนการคลังระยะปานกลาง ณ พ.ย. 2025 สะท้อนความพยายามปฏิรูปการคลังที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC เสนอรัฐบาล (1) ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus</strong> ผ่านประเด็นความโปร่งใสและต่อต้านการทุจริต (Transparency and Anti-corruption) เพราะเป็นปัจจัยบั่นทอนขีดความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยมานาน และองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือใช้ประเด็นนี้ประกอบการประเมินเมตริกความน่าเชื่อถือของประเทศ <strong>(2) ในประเด็นเสถียรภาพการคลัง หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มเติม หรือ ขยายเพดานหนี้สาธารณะ</strong> เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง <strong>อาจทำได้บน 3 เงื่อนไขสร้างความเชื่อมั่นวินัยการคลัง</strong> คือ <strong>(2.1) ใช้จ่ายมีกลยุทธ์</strong> โดยช่วงระยะสั้นใช้จ่ายช่วยผู้ได้รับผลกระทบอย่างมุ่งเป้า ขณะที่ลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและพลิกโฉม เพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจระยะยาว <strong>(2.2) ปฏิรูปการคลังอย่างเป็นรูปธรรม</strong> ผ่านการขยายฐานภาษี ลดรายจ่ายไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายหรือมาตรการภาครัฐ และ <strong>(2.3) สื่อสารโปร่งใส</strong> พร้อมแผนการดำเนินการที่ชัดเจนและติดตามผลตัวชี้วัด (KPI) เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">มองไปข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายปฏิรูปให้เห็นความคืบหน้า ควบคู่กับนโยบายพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น อาจมีโอกาสเห็น Fitch ปรับเพิ่มมุมมองไทยเป็น Stable ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative outlook ในปีก่อน ทั้งนี้หากไทยสามารถดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศได้เห็นผลต่อเนื่อง จะทำให้สถานะทางการคลังในระยะปานกลางมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าได้ดีขึ้น</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Credit-rating-230426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประเมินมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือไทยในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปการคลัง ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus</description>
					<enclosure length="7355" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/57/sv/hhvb57svgx/Credit-rating-230426.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 15:12:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>“จากสงครามอิหร่าน สู่จานข้าวโลก” นัยต่อห่วงโซ่อาหารที่ต้องจับตา</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10080</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10080</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10080">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/au/9v/hhu6au9v80/Infographic-Flash-ME-Agro-FB-20260422.jpg" alt="Infographic-Flash-ME-Agro-FB-20260422.jpg" width="1040" height="2033" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระทบห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกและไทยในวงกว้าง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกและอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและมิติด้านการบริโภคที่ชะลอลง รวมทั้งความเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทาน (Supply disruption)</strong></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ต้นทุนการผลิตอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิตที่เชื่อมโยงกับพลังงานโดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่ราคาพุ่งสูงขึ้นมากและเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เล่นระดับต้นน้ำ ทั้งเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในห่วงโซ่การผลิตอาหารและเครื่องดื่มยังต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงาน รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการที่มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง (High energy intensity) หรือมีตลาดส่งออกปลายทางที่ค่อนข้างไกล</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อีกด้วย โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก สะท้อนได้จากราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นมากตามราคาวัตถุดิบต้นน้ำและมีแนวโน้มขาดแคลนในระยะข้างหน้า ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าของอุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลายซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับด้านอุปสงค์ แม้ในภาพรวมไทยจะพึ่งพาการส่งออกสินค้าอาหารไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางในระดับต่ำ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและไทย รวมทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอาจกดดันให้การบริโภคสินค้าอาหารและเครื่องดื่มฟุ่มเฟือยบางประเภทชะลอลงหรือหดตัวได้ ขณะที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สินค้าที่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและซัพพลายเชนได้ดีกว่าจะมีความได้เปรียบมากกว่า</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ ซ้ำเติมความเปราะบางของความมั่นคงด้านอาหารโลก (Global food security)</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มประกาศระงับการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อเร่งสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food security) ในประเทศและสำรองไว้บริโภคยามฉุกเฉิน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้อุปทานอาหารบางอย่างออกสู่ตลาดโลกน้อยลง</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การหยุดชะงักของสายเดินเรือหรือระบบโลจิสติกส์ ซ้ำเติมให้อุปทานอาหารโลกอยู่ในภาวะขาดแคลนมากยิ่งขึ้นและอาจนำไปสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งผู้บริโภคในประเทศที่เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แต่วิกฤตที่เกิดขึ้นยังสร้างปัจจัยหนุนเชิงบวกต่ออุปสงค์ผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภท</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ไทยอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภทที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน และโปรตีนพื้นฐานที่มีราคาไม่แพง ที่มีแนวโน้มได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าต่าง ๆ รวมทั้งคู่ค้าในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นมาก เพื่อเร่งสะสมสต็อกสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสำรองไว้บริโภคในยามฉุกเฉินหากสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการสินค้าอาหารบางประเภทในการขยายตลาดส่งออกและสร้างรายได้เพิ่มเติม</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัวเชิงรุก เพื่อเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มควรเร่งปรับตัวเชิงรุกเพื่อคว้าโอกาสจากวิกฤตครั้งนี้</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการเส้นทางขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการจองพื้นที่ระวางและสายเรือล่วงหน้าและทำสัญญาระยะยาวเพื่อล็อกต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หรือแม้แต่อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออกโดยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดปลายทางที่อยู่ใกล้ไทยหรือมีความปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติกและหันมาใช้วัตถุดิบภายในประเทศทดแทน เช่น พลาสติกชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนที่เกิดจากความผันผวนภายนอกแล้ว ยังสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยและลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/TKSDYBB" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>วิกฤตตะวันออกกลางคือ &quot;ดาบสองคม&quot; ที่แม้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารไทย แต่ก็เปิดโอกาสในฐานะครัวโลก</description>
					<enclosure length="6826" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/s2/wd/hhu5s2wd0s/Flash-ME-Agro-FB-20260422.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 14:14:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Thai labor market’s structural paradox : ปัญหาเชิงโครงสร้างตลาดแรงงานไทยภายใต้ว่างงานต่ำ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10079</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10079</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10079">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">&ldquo;As we celebrate the historically low global unemployment level... one may assume that this means that the labour market is thriving. But we live in a time of contradictions and challenges, where meaningful progress exists side by side with entrenched economic obstacles.&rdquo;<br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>World Employment and Social Outlook Trends 2025, International Labour Organization (ILO)</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ผ่านไป อัตราการว่างงานของไทยปรับลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 0.81% ณ สิ้นปี 2025 ต่ำสุดในรอบ 11 ปี ตัวเลขนี้หากมองแค่ผิวเผินอาจสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทย แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำลงมาก และรายได้ครัวเรือนไทยเฉลี่ยลดลงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2025 (ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ) จึงเกิดคำถามว่า<strong> ตัวเลขการว่างงานไทยต่ำลงกำลังบอกว่า ตลาดแรงงานไทยแข็งแกร่งขึ้นจริงหรือไม่ หรือกำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้างใดซ่อนอยู่<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC มองว่าตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 มิติสำคัญ คือ (1) กำลังแรงงานหายไปจากระบบเศรษฐกิจ (2) ความท้าทายในการหางานของแรงงานจบใหม่ และ (3) ปัจจัยภายนอกประเทศจะยิ่งซ้ำเติมการจ้างงานและรายได้คนไทยในระยะต่อไป สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายของตลาดแรงงานในระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณสะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่อาจกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อัตราว่างงานต่ำลง เพราะแรงงาน &ldquo;หาย&rdquo; ไม่ใช่เพราะ &ldquo;มีงานทำ&rdquo;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แม้อัตราการว่างงานไทยปรับลดลง แต่จำนวน &ldquo;คนที่อยู่นอกกำลังแรงงาน&rdquo; กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 29.6 ล้านคนในปี 2020 เป็น 30.2 ล้านคนในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2.23% โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่เกษียณจากงาน และผู้ที่ต้องการพักผ่อนและอื่น ๆ (ประกอบด้วยกลุ่มคนที่ต้องการพักผ่อนจากการทำงาน, กลุ่มคนที่จำเป็นต้องลาออกมาดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยในบ้าน และกลุ่มคนที่ไม่หางาน/ไม่พร้อมทำงานจากปัจจัยส่วนตัว) ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 2025 ราว 6%YOY, 6.3%YOY และ 16%YOY ตามลำดับ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ภาพที่เห็นในตลาดแรงงานเช่นนี้สะท้อนแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรสูงวัยของไทย ข้อจำกัดภาระดูแลสมาชิกในครัวเรือน หรือปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้บางคนไม่สามารถหางานได้หรือไม่พร้อมทำงาน กล่าวคือ แรงงานบางส่วนไม่ได้เปลี่ยนสถานะจาก &ldquo;ผู้ว่างงาน&rdquo; ไปเป็น &ldquo;ผู้มีงานทำ&rdquo; แต่กลับออกจาก &ldquo;กำลังแรงงาน&rdquo; ไปอยู่ &ldquo;นอกกำลังแรงงาน&rdquo; ส่งผลให้อัตราการว่างงาน (คำนวณจากผู้ว่างงานต่อกำลังแรงงาน) ต่ำลง เพราะกลุ่มคนเหล่านี้หายไปจากกำลังแรงงาน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 1 : จำนวนคนนอกกำลังแรงงานไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้มีงานทำหดตัว อัตราการพึ่งพิงขยายตัวสูง<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/g0/s9/hhoqg0s9i0/Picture1-Thai-labor-market.png" alt="Picture1-Thai-labor-market.png" width="903" height="335" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานเช่นนี้ตอกย้ำว่า ภาระของคนไทยวัยทำงานจะยิ่งเพิ่มขึ้นในวันข้างหน้า ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิง (Dependency ratio) ที่คำนวณจากสัดส่วน &ldquo;ประชากรที่ไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน (อายุไม่เกิน 15 ปี และประชากรอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป)&rdquo; กับ &ldquo;ประชากรวัยทำงานที่ยังทำงานอยู่ (อายุ 15 &ndash; 59 ปี)&rdquo; ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2024 พบว่า อัตราส่วนภาระพึ่งพิงสูงขึ้นอยู่ที่ 58.6% หมายถึงประชากรวัยทำงาน 100 คน ต้องรับภาระดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุรวมกันราว 58-59 คน และมีแนวโน้มที่อัตราส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้าจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แล้ว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แรงงานจบใหม่เผชิญความท้าทายในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในขณะที่แรงงานไทยบางส่วนไหลออกจากตลาดแรงงานมากขึ้น แต่แรงงานอายุน้อยที่ควรเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลับเผชิญข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ข้อมูลในปี 2025 สะท้อนว่า จำนวนผู้มีงานทำอายุ 15&ndash;24 ปี หดตัว 3.4%YOY หดตัวต่อเนื่อง 2 ปี หากพิจารณาในมิติชั่วโมงการทำงาน พบว่า ชั่วโมงทำงานของแรงงานอายุน้อยลดลงทุกมิติ ทั้งกลุ่มที่ทำงานไม่ถึง 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ทำงานต่ำระดับ) กลุ่มที่ได้ทำงานเต็มเวลา รวมถึงกลุ่มที่ทำงานล่วงเวลาที่ปรับตัวลดลงถึง 10.4%YOY ทำให้เห็นถึงความต้องการจ้างแรงงานจบใหม่ทำงานเต็มเวลาหรือล่วงเวลาที่อ่อนแอลง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 2 : ผู้มีงานทำอายุน้อยหดตัวต่อเนื่องในมิติชั่วโมงการทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานล่วงเวลา<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gk/eo/hhoqgkeoes/Picture2-Thai-labor-market.png" alt="Picture2-Thai-labor-market.png" width="598" height="342" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เมื่อโอกาสในตลาดแรงงานในระบบมีจำกัด แรงงานจบใหม่จำนวนหนึ่งจึงหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น เช่น งานฟรีแลนซ์ งานขับรถรับส่งสินค้าและผู้โดยสาร หรือขายสินค้าออนไลน์ ส่งผลให้สัดส่วนแรงงานนอกระบบในปี 2025 ยังทรงตัวสูงที่ 52.4% ของแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องเผชิญกับความเปราะบางจากการขาดความมั่นคงของรายได้ สวัสดิการพื้นฐาน และการคุ้มครองทางกฎหมาย รวมถึงขาดหลักประกันการออม และลดทอนโอกาสในการขยับฐานะทางสังคม (Social mobility) ของคนรุ่นใหม่ ข้อเท็จจริงนี้ตอกย้ำปัญหาโครงสร้างตลาดแรงงานไทย ภายใต้ตัวเลขอัตราการว่างงานที่ดูต่ำลง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลาดแรงงานไทยอาจไม่ได้มีปัญหาแค่ &ldquo;งานมีไม่พอ&rdquo; แต่ยังมีปัญหา &ldquo;งานที่มั่นคงมีไม่พอ&rdquo; โดยเฉพาะงานมั่นคงที่เปิดรับแรงงานรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>&ldquo;ปัจจัยต่างประเทศ&rdquo; ซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัจจัยต่างประเทศ ทั้งจากสงครามการค้า และสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นกลายเป็น &ldquo;ปัจจัยซ้ำเติม&rdquo; ภาคธุรกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันและการขาดแคลนวัตถุดิบบางชนิด กดดันความสามารถในการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้าง นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่อาจปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอาจกดดันให้รายได้ที่แท้จริง (Real wage) ของแรงงานลดลง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เช่น ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้าง และการผลิตในกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนที่ใช้ในการผลิตสูงขึ้นจากค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ประกอบกับการส่งออกสินค้าไปยังตลาดในตะวันออกกลางถูกจำกัด โดยแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่ทำงานในธุรกิจเหล่านี้มีอยู่ราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด หากธุรกิจกลุ่มนี้จำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองธุรกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ตัดค่าล่วงเวลา หรือลดการจ้างงานลง ปัจจัยภายนอกเหล่านี้จึงอาจเป็น &ldquo;ตัวเร่ง&rdquo; ในปีนี้ที่จะเข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยที่มีอยู่เดิม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 3 : แรงงานราว 2.6 ล้านคนเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hk/6t/hhoqhk6t1g/Picture3-Thai-labor-market.png" alt="Picture3-Thai-labor-market.png" width="911" height="467" /><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ<br /></strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ก้าวข้าม &ldquo;ภาพลวงตา&rdquo; สู่ &ldquo;ความจริง&rdquo; ของตลาดแรงงานไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">จากปัญหาหลายมิติข้างต้น อาจพอสรุปได้ว่าอัตราการว่างงานที่ลดลงต่อเนื่อง ไม่ได้สะท้อนว่าตลาดแรงงานไทยแข็งแกร่งขึ้นจริง ในทางกลับกัน ตลาดแรงงานไทยอาจกำลังเผชิญภาวะ &ldquo;เปราะบางเชิงโครงสร้าง&rdquo; มากขึ้น ตัวเลขว่างงานต่ำอาจสะท้อนภาพเพียงด้านเดียว ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน แรงงานบางส่วนออกจากกำลังแรงงาน และแรงงานจบใหม่เข้าถึงงานได้ยากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนมีนัยต่อรายได้ครัวเรือน ผลิตภาพแรงงาน และศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ดังนั้น การประเมินความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานไทยในระยะข้างหน้าจึงไม่ควรพิจารณาแค่อัตราว่างงาน แต่ควรพิจารณาตัวชี้วัดที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานควบคู่กันไป เช่น จำนวนผู้มีงานทำ สัดส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงาน ชั่วโมงการทำงาน สัดส่วนแรงงานนอกระบบ และการเติบโตของรายได้ที่แท้จริงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานอย่างจริงจัง ทั้งการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การสร้างระบบสวัสดิการที่รองรับสังคมสูงวัย และการเพิ่มโอกาสให้แรงงานรุ่นใหม่เข้าถึงงานที่มีคุณภาพมากขึ้น สำหรับแรงงานเองจะต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยการเรียนรู้ทักษะใหม่ การนำเทคโนโลยี (เช่น AI) มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และพร้อมปรับตัวตามรูปแบบการทำงานใหม่ให้อยู่รอดได้ในตลาดแรงงานยุคใหม่<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">หากไม่เร่งแก้โจทย์เหล่านี้ ตลาดแรงงานไทยอาจเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่นับวันจะยิ่งแก้ยากมากยิ่งขึ้นจนอาจกลายเป็นวิกฤตจริงไม่ใช่เพียงแค่ &ldquo;ภาพลวงตา&rdquo;</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนเมษายน 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Thai-labor-market-170426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แม้อัตราการว่างงานไทยปรับลดลง แต่จำนวน “คนที่อยู่นอกกำลังแรงงาน” กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก29.6 ล้านคนในปี 2020 เป็น 30.2 ล้านคนในปี 2025</description>
					<enclosure length="8751" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/at/0w/hhoqat0wwn/Thai-labor-market.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 16:05:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>RECAP MOTOR SHOW 2026 : จับสัญญาณยอดจอง และนัยต่อเศรษฐกิจไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10077</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10077</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10077">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2v/db/hhon2vdbou/Infographic-Flash-RECAP-MOTOR-SHOW-2026-20260417.jpg" alt="Infographic-Flash-RECAP-MOTOR-SHOW-2026-20260417.jpg" width="1040" height="1871" /></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>มหกรรม Motor Show 2026 ทำสถิติยอดจองสูงสุดที่ 1.3 แสนคัน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มหกรรม Motor Show 2026 มียอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงหนุนของกระแสรถยนต์ไฟฟ้า และพฤติกรรมการเลือกซื้อรถที่เปลี่ยนไป</strong> โดยทำสถิติยอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.3 แสนคัน สะท้อนถึงบทบาทของค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาดไทยมากขึ้นต่อเนื่อง เพราะกระแสความตื่นตัวต่อรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกเร่งด้วยการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจากผลพวงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการซื้อรถของผู้บริโภคไทยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยหันมาให้ความสำคัญกับ &ldquo;ความคุ้มค่าและครบครันของเทคโนโลยี&rdquo; มากกว่าการยึดติดกับแบรนด์เดิม นอกจากนี้ การที่รถ EV มักถูกเลือกเป็นพาหนะคันที่ 2+ ของครัวเรือน ยังเอื้อต่อการเปิดรับรถรุ่นใหม่ ๆ ทำให้ค่ายผู้ผลิตที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยไม่นานต่างก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>70% ของยอดจองจะถูกส่งมอบจริง แต่เศรษฐกิจไทยได้อานิสงส์จำกัด เพราะยอดขายมาจากกลุ่มรถนำเข้าเป็นหลัก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินว่า อัตราการส่งมอบรถจริงภายหลังมหกรรม Motor Show 2026 จะอยู่ที่ 70% ของยอดจองทั้งหมด (เดิมอยู่ที่เฉลี่ย 75% - 80% ระหว่างปี 2022 - 2025) เนื่องจากกระบวนการอนุมัติสินเชื่อที่ยังอยู่ใน เกณฑ์เข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มรถ EV ที่มักมีเงื่อนไขเงินดาวน์สูงและระยะเวลาผ่อนชำระสั้น ประกอบกับ ความเป็นไปได้ของการยกเลิกการจองจากผู้บริโภคเอง อันเป็นผลจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความน่าสนใจมากกว่า หรือระยะเวลาการส่งมอบที่ยาวนาน ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเพิ่มเติม คือ ความคึกคักของตลาดรถยนต์ไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มพึ่งพายอดขายจากรถนำเข้าในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อานิสงส์ต่อมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในวงจำกัด แม้ยอดขายรถยนต์จะขยายตัวได้ก็ตาม ขณะเดียวกัน ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะประกันภัย ก็จำเป็นต้องเร่งพัฒนาและปรับตัวเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด EV และลดต้นทุนแฝง ในการครอบครองรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ยุครถยนต์ไฟฟ้าชัดเจนขึ้น แต่ต้องเร่งหนุนค่ายรถเดิมให้แข่งขันได้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่การสนับสนุนค่ายรถจากห่วงโซ่อุปทานดั้งเดิมให้แข่งขันได้ ก็เป็นประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันไป</strong> การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างฐานการผลิต EV ในประเทศควรดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศให้สามารถเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน EV ได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน การสร้าง Level playing field ที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ผลิตทั้งรายเดิมและรายใหม่สามารถแข่งขันกันอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม แนวทางดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/MotorShow2026-170426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>Motor Show 2026 สะท้อนเพียงบางส่วนของอุปสงค์รถยนต์ไทยและความตื่นตัวต่อเทคโนโลยี แต่ยอดจองยังไม่อาจแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจริงได้</description>
					<enclosure length="10068" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/jv/90/hhomjv90l7/MotorShow2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 13:42:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>มุมมองส่งออกไทยในปี 2026 ท่ามกลางความไม่แน่นอนระลอกใหม่</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10028</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10028</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10028">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2026 ภาคการส่งออกไทยยังขยายตัวได้สูงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2026 มูลค่าการส่งออกของไทยเติบโตสูงถึง 17%YOY จากแรงหนุนของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแสการลงทุนใน AI และ Data center ที่เติบโตสูง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ โดยรวมใน 2 เดือนแรกของปี 2026 โตถึง 42%YOY<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้า ความไม่แน่นอนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 2 จุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์<strong> จุดเปลี่ยนแรก </strong>คือ ศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีสินค้านำเข้าโดยใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องระงับการเก็บภาษีนำเข้าบางส่วน และ<strong> จุดเปลี่ยนที่สอง </strong>คือ ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ-อิสราเอล ส่งผลให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบราว 20% ของโลก กดดันราคาพลังงานทั่วโลกให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความไม่แน่นอนของภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ หลังการตัดสินของศาลฎีกา</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้รัฐบาลทรัมป์ต้องระงับการเก็บภาษีสินค้านำเข้าบางส่วน ซึ่งรวมถึง Reciprocal tariff ที่สหรัฐฯ เก็บสินค้าแต่ละประเทศในอัตราที่แตกต่างกัน (เก็บสินค้าไทยที่ 19%) รัฐบาลทรัมป์จึงใช้อำนาจ Section 122 ของ The Trade Act of 1974 ในการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศ 10% เป็นเวลา 150 วัน (24 ก.พ. - 24 ก.ค. 2026)<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าไทยลดลงจากราว 22% เหลือประมาณ 17% (อ้างอิงข้อมูล WTO) ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ปรับดีขึ้นในระดับหนึ่ง และอาจเห็นผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งนำเข้าสินค้าไทยในระยะสั้น เพื่อใช้ประโยชน์จากอัตราภาษีที่ลดลงชั่วคราว<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">แต่ภาคส่งออกไทยจะยังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้กฎหมายอื่น ๆ ในการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะ Section 301 ของ The Trade Act of 1974 ซึ่งสามารถใช้ในการกลับมาเก็บ Reciprocal tariff ในระยะยาวได้ ผ่านการสอบสวนประเทศคู่ค้าที่ทำการค้าอย่างไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ ซึ่งกระบวนการได้เริ่มต้นขึ้นแล้วใน 2 ส่วน ได้แก่<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1. ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) </strong>ทำให้สามารถส่งออกสินค้าราคาถูกมาตีตลาดสหรัฐฯ ได้ โดยในวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศจะสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้าภายใต้ Section 301 ในประเด็นนี้ ซึ่งไทยอยู่ใน 16 ประเทศคู่ค้าที่ถูกสหรัฐฯ สอบสวน โดยสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตกับไทยในประเด็น 1) การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็น 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และยังเกินดุลการค้าในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร และยางพารา และ 2) ภาคการผลิตของไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยที่ต่ำกว่า 60% ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับก่อนการระบาดของ COVID-19 แต่มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ กลับปรับตัวสูงขึ้นเร็ว<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2. ประเด็นการใช้แรงงานที่ถูกบังคับให้ทำงาน (Forced Labor) </strong>โดยในวันที่ 12 มี.ค. ไทยติด 1 ใน 60 ประเทศที่ถูกสอบสวนในประเด็นความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาแรงงาน โดยถูกกล่าวหารวมกับประเทศอื่นว่า ขาดการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามการใช้ Forced Labor และมาตรการห้ามนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศที่มีการใช้ Forced Labor ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตในสหรัฐฯ ที่ต้องยึดมาตรฐานแรงงานในสหรัฐฯ ที่เข้มงวด</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กระบวนการสอบสวนของ Section 301 ที่กำลังเริ่มขึ้นอาจทำให้ภาคการส่งออกของไทยยังต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สูงขึ้นในระยะข้างหน้า โดยผลของการสอบสวนยังไม่แน่นอนสูง กระบวนการสอบสวนต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ความรุนแรงของผลกระทบต่อการส่งออกไทยจากภาษีนำเข้าภายใต้ Section 301 จะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยสำคัญต่อไปนี้<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) อัตราภาษีนำเข้าสุดท้ายที่สหรัฐฯ จะเก็บกับสินค้าไทย </strong>: ไทยอาจถูกเก็บภาษีมากขึ้นหรือน้อยลงจากเดิมที่ 19% นอกจากนี้ ยังต้องเปรียบเทียบอัตราภาษีกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ โดยเฉพาะในอาเซียนและจีน<br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><br />2) ช่วงเวลาที่สหรัฐฯ จะเริ่มจัดเก็บภาษี : </strong>เนื่องจากกระบวนการสอบสวนต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน โดยการสอบสวนสินค้าจีนยุค Trump 1.0 ในสงครามการค้ารอบแรกใช้เวลาทั้งกระบวนการประมาณ 11 เดือน<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3) ความครอบคลุมของหมวดสินค้าไทยที่สหรัฐฯ จะจัดเก็บภาษี </strong>: เนื่องจากภายใต้ Section 301 รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถเก็บภาษีนำเข้ารายสินค้าได้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สงครามในตะวันออกกลางกระทบตลาดส่งออก และต้นทุนการผลิต</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอลที่ลุกลามมายังกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลกดดันอุปสงค์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี ในภาพรวมภาคการส่งออกไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรงจากอุปสงค์ที่ลดลงนี้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการส่งออกไทยพึ่งพาการส่งออกไปภูมิภาคตะวันออกกลางต่ำที่เพียง 3.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี สินค้าส่งออกบางกลุ่มอาจได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง ข้าว และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ กลุ่มสินค้าส่งออกเหล่านี้พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมากกว่า 10% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อภาคการส่งออกไทยอีกด้วย โดยได้รับผลกระทบผ่านเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ชะลอตัวลง ตามราคาพลังงาน ค่าขนส่งสินค้า และต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อของหลายประเทศทั่วโลกปรับสูงขึ้น กดดันกำลังซื้อและความต้องการสินค้าไทยได้<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ในปี 2025 มูลค่าสินค้าส่งออกไทยเกือบ 60% ส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน (ขาดดุลการค้าพลังงานสุทธิ) ซึ่งอุปสงค์ของประเทศเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงานโลก ดังนั้น หากสงครามยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกเป็นระยะเวลานาน ก็อาจกดดันภาคการส่งออกไทยผ่านอุปสงค์คู่ค้าที่แย่ลงมากขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ อุตสาหกรรมบางส่วนอาจเผชิญปัญหา Supply chain disruption เช่น ห่วงโซ่อุปทานชิป อาจเผชิญการขาดแคลนก๊าซฮีเลียม เนื่องจากแหล่งผลิตสำคัญของโลกอยู่ที่กาตาร์ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องมายังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่ใช้ชิปเป็นส่วนประกอบ หรือสินค้าส่งออกกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบปิโตรเคมี เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ อาจเผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบได้<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง จะเป็น 2 ปัจจัยกดดันภาคการส่งออกของไทยในปี 2026 นี้ โดย SCB EIC มองว่ามูลค่าส่งออกไทยทั้งปี 2026 อาจขยายตัวได้เพียง 1.2% ซึ่งชะลอตัวลงรุนแรงจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวสูงถึง 12.9%<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ภาคการส่งออกของไทยจะยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำที่อาจทำให้มูลค่าการส่งออกโดยรวมหดตัวในปีนี้ ทั้งความเสี่ยงที่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไป และความเสี่ยงที่ไทยจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้านำเข้าสูงกว่าอัตราเดิมในปี 2025 หรือถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมในกลุ่มสินค้าไทยที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง การเตรียมความพร้อมของภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องรอบด้านมากกว่าการติดตามสถานการณ์ และควรเริ่มดำเนินการในมาตรการที่เป็นรูปธรรมได้ก่อน เช่น เร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ การให้ข้อมูลในกระบวนการไต่สวนตามมาตรา 301 ไปจนถึงการกระจายแหล่งวัตถุดิบ เพื่อลดความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ใน Thairath money วันที่ 5 เมษายน 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/ThaiExport2026-100426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองว่ามูลค่าส่งออกไทยทั้งปี 2026 อาจขยายตัวได้เพียง 1.2% ซึ่งชะลอตัวลงรุนแรงจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวสูงถึง 12.9%</description>
					<enclosure length="2924" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/v4/96/hhgyv496ub/Thaiexport2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 15:16:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มแตะ 86.7% ตลาดแรงงานเปราะบาง-ค่าครองชีพแพงจะยิ่งกดดันความสามารถชำระหนี้</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10075</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10075</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10075">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/s4/sz/hhgxs4szsy/Infographic-Flash-household-debt-20260410.jpg" alt="Infographic-Flash-household-debt-20260410.jpg" width="1040" height="2038" /><br /><br />หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4/2025 กลับมาขยายตัวเล็กน้อย 0.05%YOY หลังจากหดตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาส </strong></span>ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มเป็น 86.7% จากการขยายตัวของหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อเพื่อการลงทุนและสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจยังคงหดตัว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4b2885;"><strong>สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ ขยายตัวสูงขึ้นมาก </strong></span>สะท้อนว่าครัวเรือนไทยหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงได้ง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินหลักยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong><span style="color: #4b2885;">SCB EIC ประเมินว่า ความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น</span> </strong>จาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ<strong> (1) ตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้น </strong>สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่เริ่มปรับสูงขึ้น ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่อง<strong> (2) แรงกดดันเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง </strong>ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น กดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงาน และอาจกระทบการจ้างงานในบางธุรกิจ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/household-debt-230426"><span style="color: #000000;"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/z4/zq/hhgwz4zqtd/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></span></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/household-debt-100426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประเมินปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น จากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางค่าครองชีพที่เร่งตัวเร็ว</description>
					<enclosure length="4861" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/3v/4v/hhgx3v4v6g/HHDebt.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 13:59:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : “ระบบการเงินนวัตกรรม” คือ กุญแจยกระดับการเติบโตและความสามารถแข่งขันของประเทศ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10073</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10073</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10073">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fx/sx/hhfsfxsx9v/Infographic-In-focus-Innovation-20260409.jpg" alt="Infographic-In-focus-Innovation-20260409.jpg" width="1040" height="1986" /><span style="color: #4e4e4e;"><br /><strong><br />เศรษฐกิจไทยกำลังติดกับดักการเติบโตเชิงโครงสร้าง อัตราการขยายตัวอ่อนแรงลงต่อเนื่อง</strong> สะท้อนชัดว่า โมเดลการเติบโตแบบเดิมที่พึ่งพา &ldquo;ปริมาณ&rdquo; ไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่ &ldquo;การเติบโตเชิงคุณภาพ&rdquo; ที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน <strong>&ldquo;นวัตกรรม&rdquo; คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ขึ้น</strong> แต่ระบบการพัฒนานวัตกรรมของไทยยังมีจุดอ่อนหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้ประเทศมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ และยกศักยภาพการเติบโตได้จริง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>&ldquo;ระบบนวัตกรรมของไทย&rdquo; ยังไม่สามารถแปลงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สะท้อนผ่าน (1) อันดับนวัตกรรมของไทยในดัชนี Global Innovation Index ที่ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี สู่อันดับ 45 จาก 139 ประเทศปี 2025 เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยกำลังสูญเสียความสามารถด้านนวัตกรรม เทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">(2) สัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ในไทยยังต่ำกว่า 2% ต่อ GDP ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางของประเทศ (3) จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง โดยลดลงเหลือเพียง 23 คนต่อประชากร 10,000 คน (ข้อมูลปี 2023) สะท้อนปัจจัยพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่อ่อนแอลงต่อเนื่อง และ (4) จำนวนการยื่นขอสิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคนที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 13 ฉบับ (ข้อมูลปี 2024) และจำนวนสิทธิบัตรที่ยังมีผลบังคับใช้ในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหานวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดความพยายาม แต่คือ &ldquo;ระบบนวัตกรรมของไทย&rdquo; ที่ยังไม่เอื้อต่อการแปลงศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาให้เป็นมูลค่าเศรษฐกิจจริง</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม : &ldquo;กลไกแบ่งปันความเสี่ยงภาครัฐ-ภาคการเงิน&rdquo; คือกุญแจสำคัญ</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ธุรกิจที่พัฒนานวัตกรรมใหม่โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ตอัป มีศักยภาพเติบโตสูง แต่มักจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก เนื่องจากขาดหลักประกันเงินกู้ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัจจุบันการจัดสรรเงินทุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยยังมีช่องว่างเชิงโครงสร้าง จากทั้งฝั่งอุปทานและ อุปสงค์ ฝั่งอุปทานเงินทุน สถาบันการเงินยังขาดมาตรฐานสากลในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) และยังคงยึดหลักประกันทางกายภาพเป็นหลัก ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงไม่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจนวัตกรรมที่มีความไม่แน่นอนสูงด้านกระแสรายได้และเทคโนโลยี ฝั่งอุปสงค์เงินทุน ธุรกิจไทยที่พร้อมลงทุนในนวัตกรรมใหม่และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ยังมีไม่มาก สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการสร้างและขยายธุรกิจฐานนวัตกรรม ช่องว่างดังกล่าวนี้สะท้อนชัดผ่านการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในไทย ซึ่ง ณ มิ.ย. 2025 มีสัดส่วนเพียง 0.07% ของสินทรัพย์ค้ำประกันทั้งหมด</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">บทเรียนจากหลายประเทศชี้ชัดว่า &ldquo;กลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน&rdquo; เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกเงินทุนสู่ธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในฝั่งอุปทานเงินทุน เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ใช้กลไกค้ำประกันความเสี่ยงร่วมกัน โดยรัฐช่วยค้ำประกันความเสี่ยงราว 50-90% ของยอดคงเหลือหลังลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ช่วยลดภาระความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานประเมินมูลค่า IP ที่เป็นสากลน่าเชื่อถือ &nbsp;และการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐและภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์เงินทุน สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจกล้าลงทุนพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์มากขึ้น กลไกแบ่งปันความเสี่ยงจะทำหน้าที่เป็น &lsquo;สะพาน&rsquo; เชื่อมอุปทานเงินทุนกับ อุปสงค์นวัตกรรม ให้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในโลกข้างหน้า เศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วย &ldquo;สินทรัพย์ไม่มีตัวตน&rdquo; มากขึ้น ประเทศที่ออกแบบ &ldquo;ระบบการเงินนวัตกรรม&rdquo; ให้เงินทุนและนวัตกรรมเดินหน้าไปพร้อมกันได้ จะเป็นประเทศที่สามารถยกระดับศักยภาพการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ไทยต้องออกแบบ &ldquo;ระบบการเงินนวัตกรรม&rdquo; ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง จำเป็นต้องออกแบบและปรับกลไกระบบการเงินให้รองรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติม แต่คือ<strong>การทำให้ระบบการเงิน &ldquo;กล้าให้เงินทุน&rdquo; และภาคธุรกิจ &ldquo;กล้าลงทุน&rdquo; ในจังหวะเดียวกัน ผ่าน 4 เสาหลัก</strong> ดังนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1. ปรับกรอบการปล่อยสินเชื่อให้รองรับทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน</strong> ลดการยึดติดหลักประกันทางกายภาพ และประเมินศักยภาพธุรกิจจากความสามารถในการสร้างมูลค่าในอนาคต เพื่อให้ธุรกิจนวัตกรรมสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ สอดคล้องกับวงจรการพัฒนานวัตกรรมและการต่อยอดเชิงพาณิชย์</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2. ใช้กลไก &ldquo;แบ่งปันความเสี่ยง&rdquo; ระหว่างภาครัฐกับภาคการเงินอย่างเป็นระบบ</strong> ตั้งแต่การค้ำประกันสินเชื่อ การสนับสนุนต้นทุนการประเมินมูลค่า IP ไปจนถึงกลไกรับความเสี่ยงกรณีผิดนัดชำระหนี้ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน และเพิ่มแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3. พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่ใช้งานได้จริง</strong> เพื่อให้ฝั่งอุปทานเงินทุนมีข้อมูลและมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงธุรกิจนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือ ลดความไม่แน่นอน และช่วยให้เงินทุนไหลสู่ธุรกิจนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>4. สร้างแรงจูงใจด้าน &ldquo;อุปสงค์&rdquo; เพื่อให้เกิดการลงทุนพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง</strong> หากไม่มีจุดเริ่มต้นของความต้องการสร้างนวัตกรรมคุณภาพสูงเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ นวัตกรรมจะไม่สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทั้งสี่เสาหลักนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน Stakeholders หลักที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน</strong> เช่น กระทรวงการคลัง, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยร่วมมือกับองค์กรสากล World Intellectual Property Organization (WIPO) ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ จึงจะทำให้ระบบการเงินไทยทำหน้าที่เป็น &ldquo;ตัวเชื่อม&rdquo; ระหว่างเงินทุน นวัตกรรม และการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้สำเร็จ</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Innovation-090426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การพัฒนา “ระบบการเงินนวัตกรรม” เป็นการปรับโครงสร้างเชิงระบบที่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน</description>
					<enclosure length="4830" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6l/1k/hhfp6l1kgs/Innovation.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 11:34:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>สงครามตะวันออกกลางเขย่าพลังงานโลก : ก๊าซธรรมชาติแพงยืดเยื้อ กดดันค่าไฟฟ้าสูงอย่างน้อย 2 ปี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10072</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10072</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10072">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5m/gr/hheu5mgr5k/Infographic-Flash-LNG-MEwar-20260408-01.jpg" alt="Infographic-Flash-LNG-MEwar-20260408-01.jpg" width="2480" height="4091" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/62/1t/hheu621tpd/Infographic-Flash-LNG-MEwar-20260408-02.jpg" alt="Infographic-Flash-LNG-MEwar-20260408-02.jpg" width="1040" height="1212" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สงครามตะวันออกกลางดันราคา LNG พุ่ง และสูงต่อเนื่องจากอุปทานก๊าซฯที่เสียหาย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดและมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องหากความขัดแย้งขยายวงกว้าง</strong> ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 91% จาก 10.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ (ก่อนเกิดสงคราม) มาอยู่ที่ระดับ 20.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเมษายน จากความกังวลด้านอุปทานเนื่องจากผลของสงครามทำให้การขนส่ง LNG บริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญได้ถูกโจมตีจนเกิดความเสียหายอย่างถาวร โดยเฉพาะแหล่งก๊าซฯ Ras Laffan ของกาตาร์ที่ถูกโจมตี ทำให้ต้องลดกำลังการผลิตลงราว 12.8 ล้านตันต่อปีหรือลดลงราว 17% ของกำลังการผลิตก๊าซฯ จากแหล่ง Ras Laffan โดยกำลังการผลิตที่ลดลงทำให้อุปทาน LNG ลดลง คิดเป็น 3% ของอุปทานโลก (กาตาร์ผลิต LNG คิดเป็น 19% ของอุปทานโลก) ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการฟื้นฟูนาน 3-5 ปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคา LNG ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงในระยะข้างหน้า จากฝั่งอุปสงค์ในเอเชียและยุโรปที่มีความกังวลว่าไม่สามารถจัดหาก๊าซฯทดแทนได้ทัน อย่างไรก็ดี คาดว่าอุปสงค์และอุปทานจะสามารถกลับมาอยู่ในระดับสมดุลมากขึ้นหลังจากช่วง 2 ปีข้างหน้า จากการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยชดเชยอุปทานของกาตาร์ที่หายไปได้บางส่วน ในขณะที่อุปสงค์คาดว่าจะปรับตัวลดลงจากใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ต้นทุนก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่ปรับสูงขึ้น กดดันต้นทุนค่าไฟฟ้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ต้นทุนก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่ปรับสูงขึ้น กดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับสูงที่ราว 4.9 บาทต่อหน่วยในปลายปี 2026 แต่หากคงหนี้ กฟผ. (ค่า AF) จะช่วยชะลอการเร่งตัวของค่าไฟฟ้าทำให้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 4.0 บาทต่อหน่วยในปี 2026-2027</strong> โดยสงครามในตะวันออกกลางกระทบต้นทุนก๊าซธรรมชาติและกดดันค่าไฟฟ้าจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1. ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า JKM ที่ไทยใช้อ้างอิงปรับเพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในไทยสูงขึ้น 2. การขนส่ง LNG จากกาตาร์ไม่สามารถส่งมอบได้ครบตามสัญญาส่งผลให้ไทยต้องเร่งจัดหาก๊าซฯ ในตลาดจร (Spot price) ที่ราคาสูง ด้วย 2 ปัจจัยดังกล่าว ผลักดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้สูงขึ้น โดยในกรณีฐานที่การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัด การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่อ Yanbu/Fujairah ได้ ~20% จากปริมาณเดิม และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไม่เสียหายเพิ่มขึ้นมากจากปัจจุบัน ราคา LNG จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 22-27 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูไปจนถึงไตรมาส 2 ของปี 2026 และส่งผลให้ราคาเฉลี่ยในปี 2026 จะอยู่ที่ 17.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สำหรับผลกระทบต่อไทย ซึ่งพึ่งพา LNG นำเข้าประมาณ 33% ของก๊าซฯ ที่ใช้ในโรงไฟฟ้า โดยมาจากแหล่งกาตาร์ราว 7% ซึ่งแรงกดดันด้านการจัดหา LNG และราคา LNG ที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในปลายปี 2026 สูงถึง 4.9 บาทต่อหน่วย แต่หากภาครัฐมีมติคงภาระหนี้ค่าไฟฟ้า กฟผ. (AF) ให้อยู่ในระดับ 36,000 บาท จะช่วยชะลอการเร่งตัวของค่าไฟฟ้า คาดว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปี 2026-2027 จะอยู่ในระดับสูงที่ราว 4.0 บาทต่อหน่วย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนสงครามลุกลามเป็นวงกว้างและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนักจะส่งผลให้ราคา LNG พุ่งสูงและทรงตัวในระดับสูงตลอดปี 2026 โดยราคา LNG นำเข้าเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 36.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 5.7 บาทต่อหน่วย และหากมีมติคงค่า AF จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในปี 2026-2027 อยู่ที่ราว 4.3 บาทต่อหน่วย</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาครัฐควรรับมือค่าไฟแพงอย่างเป็นระบบ ควบคู่ปรับโครงสร้างไฟฟ้าสู่พลังงานสะอาดที่มั่นคง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่าภาครัฐควรเร่งดำเนินมาตรการรับมือค่าไฟฟ้าสูงอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว โดยระยะสั้น ภาครัฐควรบริหารค่าไฟฟ้าและค่า Ft อย่างยืดหยุ่น โดยปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี ภาครัฐอาจต้องพิจารณาประเด็นภาระหนี้ในการอุดหนุนค่าไฟฟ้าควบคู่ด้วย</strong> โดยหากรัฐมีมติตรึงค่าไฟฟ้าในงวดที่เหลือของปี 2026 ให้อยู่ระดับเดิมที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จะทำให้ต้นทุนคงค้างของ กฟผ. (AF) ในปลายปีอยู่ที่ราว 70,000 ล้านบาท (สูงขึ้นจากระดับ 35,928 ล้านบาทในเดือนเมษายน) ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อความน่าเชื่อถือและเครดิตของ กฟผ. รวมถึงผลกระทบต่อฐานะการคลังที่รัฐต้องค้ำประกันหรือต้องอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือหากราคา LNG อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ภาครัฐควรจัดทำฉากทัศน์ความรุนแรงของสงครามและสื่อสารข้อมูลต้นทุนพลังงานกับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้ง ยังสามารถลดแรงกดดันด้านต้นทุนไฟฟ้าผ่านการบริหารพลังงานในภาวะฉุกเฉิน โดยเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ไม่ใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ของปริมาณการผลิตปกติ อาทิ ซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศลาวและในประเทศ รับซื้อไฟฟ้าเพิ่มจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนนอกสัญญาซื้อ จากโรงไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพและพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ที่มีกำลังการผลิตเหลือและไม่เกินขีดจำกัดของสายส่งไฟฟ้า ขณะเดียวกัน <strong>ในระยะยาวควรเร่งเพิ่มพลังงานสะอาดที่เป็นทั้งแหล่งผลิตและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง (Base load) เช่น โซลาร์และลมควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงศึกษาพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเพิ่มการสำรองพลังงานทางเลือกในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพา LNG และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของไทยอย่างยั่งยืน</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจควรปรับตัวโดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและอาจเริ่มวางแผนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับมือ <strong>ในส่วนของภาคครัวเรือน ในระยะสั้น สามารถลดผลกระทบได้ทันทีด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานให้ลดลง</strong> เช่น ตั้งอุณหภูมิแอร์ 26&ndash;27 องศา ใช้พัดลมร่วมกับแอร์ เปลี่ยนเป็นหลอดไฟ LED และเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ซึ่งช่วยลดค่าไฟได้อย่างเป็นรูปธรรม <strong>ระยะยาว อาจวางแผนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและปรับปรุงบ้านให้ประหยัดพลังงาน</strong> เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบและรับมือกับความเสี่ยงค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต <strong>สำหรับภาคธุรกิจ ระยะสั้นควรบริหารการใช้ไฟฟ้าเชิงรุก</strong> เลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วงพีกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านระบบบริหารจัดการพลังงาน (EMS) <strong>ระยะยาว ควรลงทุนผลิตไฟฟ้าใช้เอง เช่น โซลาร์รูฟท็อป ปรับกระบวนการผลิตให้ใช้พลังงานต่อหน่วยต่ำลง และเชื่อมกลยุทธ์กับ ESG เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนสีเขียว</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/LNG-MEwar-170426"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/9x/92/hheo9x92my/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></strong></span></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/LNG-MEwar-080426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ค่าไฟพุ่งจากการพึ่งพิงก๊าซฯสูง ภาครัฐควรรับมืออย่างเป็นระบบ โดยปรับค่าไฟฟ้าแบบค่อยเป็นค่อยไป และปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว</description>
					<enclosure length="5200" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6s/8z/hhep6s8zmt/LNG-MEwar.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 13:34:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>วิกฤตตะวันออกกลางปะทุ ปั่นป่วนถึงภาคท่องเที่ยวไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10071</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10071</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10071">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/81/u1/hhds81u1xz/Infographic-In-focus-Tourism-ME-war-20260407-01.jpg" alt="Infographic-In-focus-Tourism-ME-war-20260407-01.jpg" width="1240" height="2458" /></strong></p>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/8m/zn/hhds8mzn0w/Infographic-In-focus-Tourism-ME-war-20260407-02.jpg" alt="Infographic-In-focus-Tourism-ME-war-20260407-02.jpg" width="1240" height="2241" /></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>วิกฤตตะวันออกกลางกระทบการเดินทางระหว่างประเทศทั่วโลก และต่อเนื่องมายังนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศของโลกต้องสะดุด และกระทบต่อเนื่องถึงการเดินทางเข้าไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ</strong> ซึ่งตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาการโจมตีทางอากาศที่รุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้หลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้า และเที่ยวบินในเส้นทางตะวันออกกลางถูกยกเลิกในทันที ด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการบินสำคัญของโลกมีสัดส่วนผู้โดยสารราว 10% ในปี 2025 จากข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) จึงยิ่งส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลก ซึ่งแม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มทยอยเปิดให้บริการในบางเส้นทางรวมถึงไทย แต่วิกฤตดังกล่าวได้สร้างผลกระทบกับภาคการท่องเที่ยวไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1. จำนวนเที่ยวบินที่เดินทางมาไทยมีโอกาสลดลงจากเที่ยวบินสายการบินตะวันออกกลางที่ยังเปิดบริการในบางเส้นทางและจากความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศ 2. ต้นทุนการเดินทางที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว และ 3. ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เปราะบางมากขึ้นทั้งในด้านความปลอดภัยและภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปี 2026 มีแนวโน้มชะลอตัวอยู่ที่ 33.2 ล้านคนจากวิกฤตตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 8 สัปดาห์</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>วิกฤตตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 8 สัปดาห์อาจกดดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 33.2 ล้านคนจากประมาณการเดิมในเดือนธันวาคมที่ 34.1 ล้านคน</strong> แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวมจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นหลังผู้โดยสารต่างชาติทางอากาศหดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทางและหลายสายการบินเพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยยังมีโอกาสชะลอตัวลงจาก 1. นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางที่เปิดให้บริการอย่างจำกัด โดยไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่มากเพียงราว 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 2. นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลางอย่าง Emirates, Qatar Airways และ Etihad Airways มีสัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป โดยบางส่วนหันไปใช้เส้นทางบินตรงหรือต่อเครื่องที่ฮับอื่นแทน ขณะเดียวกัน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่กังวลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและประเด็นด้านความปลอดภัยก็มีโอกาสปรับแผน/ยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวไป นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาไทยทางบก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเพิ่มจากความกังวลในวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ของไทย อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวไทยยังได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวดีขึ้นและนักท่องเที่ยวอินเดียที่เติบโตต่อเนื่อง และอาจได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีโอกาสมาไทยเพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบภายในประเทศอีกด้วย</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ธุรกิจท่องเที่ยวกำลังเผชิญแรงกดดัน 2 ด้านจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยมาตรการภาครัฐจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4e4e4e;">ธุรกิจท่องเที่ยวมีแนวโน้มเผชิญผลกระทบจากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลงและต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน การออกมาตรการของภาครัฐอย่างทันท่วงทีจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยว<br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ธุรกิจท่องเที่ยวไทยเริ่มได้รับผลกระทบชัดเจนขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยวต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปเป็นหลักอย่างภูเก็ต พังงา กระบี่ และสมุย รวมถึงธุรกิจขนส่งนักท่องเที่ยวและธุรกิจท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทั้งนี้ภายใต้สถานการณ์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ การออกมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติในเอเชียและแปซิฟิกที่ยังเติบโต ควบคู่กับการออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจะมีส่วนช่วยเสริมรายได้ให้กับธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงวิกฤตได้ แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ธุรกิจต้องเผชิญกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในประเทศที่อ่อนแรงลงจากแรงกดดันด้านปัญหาพลังงานภายในประเทศด้วยนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณามาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นและดูแลความเพียงพอของปริมาณน้ำมันควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ ภาครัฐอาจต้องพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางที่มีสภาพคล่องไม่สูงมากและเป็นข้อจำกัดในการปรับตัว ซึ่งมาตรการข้างต้นดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญที่เข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบและประคับประคองภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้</span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ธุรกิจท่องเที่ยวมีแนวโน้มเผชิญผลกระทบจากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลงและต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้น</description>
					<enclosure length="6352" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/zs/ac/hhdqzsacid/Tourism-MEWAR.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 16:57:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Climate change adaptation : กลยุทธ์อยู่รอดที่เศรษฐกิจไทยต้องไล่ให้ทันโลก </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10070</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10070</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10070">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ภาพความเสียหายรุนแรงจากน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ซึ่งเคยเป็น "ต้นแบบ" การป้องกันน้ำท่วมของประเทศ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าสภาพภูมิอากาศโลกได้เปลี่ยนไป เกินกว่าการเตรียมพร้อมแบบเดิมจะรับมือได้ ส่งผลให้ &ldquo;Climate change adaptation&rdquo; หรือการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate change mitigation) เพราะนี่คือ &ldquo;ทางรอด&rdquo; ที่จะช่วยปกป้องความมั่งคั่งและอนาคตของเศรษฐกิจไทยจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Climate change adaptation คืออะไร</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Climate change adaptation คือ การเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความยืดหยุ่นหรือภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ </strong>ซึ่งสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การปรับเปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชที่ทนแล้ง การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ หรือการลงทุนในเทคโนโลยีนําน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ตื่นตัวกับ Climate adaptation เป็นอย่างมาก สะท้อนได้จากจำนวนประเทศสะสมที่ส่งแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan) ต่อสหประชาชาติ (UN) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเพียง 2 ประเทศในปี 2015 เป็น 74 ประเทศในปี 2025 (ไทยส่งแผนในปี 2024)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ไทยจำเป็นต้องเร่งให้ความสำคัญกับ Climate change adaptation</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ไทยจำเป็นต้องเร่งให้ความสำคัญกับ Climate change adaptation จากเหตุผลที่สำคัญ 3 ประการ </strong>ได้แก่<strong> 1) ไทยคือพื้นที่เสี่ยงภัยอันดับต้นของโลก </strong>โดยข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป (INFORM Risk) ในปี 2025 ระบุว่าไทยมีความเสี่ยงจากภัยน้ำท่วมล้นตลิ่งสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก<strong> 2) การปรับตัวเชื่อมโยงกับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ </strong>โดยในปัจจุบันสถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลก ได้มีการผนวกความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดอันดับเครดิตประเทศ ซึ่งหากไทยไม่ลงทุนปรับตัวและเผชิญปัญหาภัยพิบัติซ้ำซาก ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตลงในอนาคต ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นและบรรยากาศการลงทุนโดยรวมแย่ลง<strong> 3) การลงทุนล่วงหน้า &ldquo;คุ้มค่า&rdquo; กว่าการไม่ทำอะไรเลย </strong>โดยการศึกษาของสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) ในปี 2025 พบว่า การลงทุนใน Climate adaptation ทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะให้ผลตอบแทนสูงถึง 10.5 ดอลลาร์สหรัฐ จากการประเมินผลประโยชน์แบบ &ldquo;Triple Dividend&rdquo; ทั้งการหลีกเลี่ยงความสูญเสีย การเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีความเสี่ยงสูง แต่การเตรียมความพร้อมกลับอยู่ในระดับที่ต่ำจนน่ากังวล </strong>สะท้อนได้จากผลการจัดอันดับความพร้อมของเศรษฐกิจในการรับมือกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศของบลูมเบิร์ก (BNEF) ในปี 2025 ที่พบว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในกลุ่ม &ldquo;รั้งท้าย&rdquo; ได้อันดับที่ 23 จาก 25 ประเทศที่ศึกษา (กลุ่ม G20 และบางประเทศในอาเซียน) และได้คะแนนเพียง 0.36 จากเต็ม 1 เนื่องจากการเตรียมความพร้อมของไทยยัง &ldquo;ไม่เป็นระบบ&rdquo; และ &ldquo;ไม่ทั่วถึง&rdquo; เช่น การบริหารความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศยังไม่ฝังอยู่ในระบบการเงิน งบประมาณเฉพาะเพื่อการปรับตัวที่ยังไม่เด่นชัด และการคุ้มครองประกันภัยภัยพิบัติที่ยังครอบคลุมจำกัด เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในอีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางความท้าทายนี้ เราได้เริ่มเห็นสัญญาณความตื่นตัวที่ชัดเจนขึ้นจากทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ </strong>สะท้อนได้จากนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น พรรคภูมิใจไทย ได้ชูแผนเชิงรุกผ่านนโยบาย<strong> "พร้อมก่อนภัย เคียงข้างไทยทุกสถานการณ์" </strong>ที่มีเป้าหมายยกระดับการพยากรณ์อากาศและการเตือนภัยด้วยดาวเทียมและ AI พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูล "ผังน้ำ" เข้ากับการวางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อไม่ให้กีดขวางทางระบายน้ำ รวมถึงการเสนอตั้งกองทุนภัยพิบัติ หรือพรรคประชาชนที่มีนโยบาย<strong> &ldquo;ตั้งรับ-ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&rdquo; </strong>และ<strong> &ldquo;รับมือกับโลกรวน มีแผนสู้โลกยุคภัยพิบัติ&rdquo; เป็นต้น ขณะที่ภาคเอกชนขนาดใหญ่เริ่มประเมินและวางแผนรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจังมากขึ้น </strong>เช่น บี.กริม เพาเวอร์ มีการวางแผนรับมือภัยแล้ง หรือ ทรู คอร์ปอเรชั่น มีการวางแผนรับมือความเสี่ยงจากอากาศร้อนจัดต่อโครงข่ายสื่อสาร</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่า ภาคธุรกิจไทยสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการดำเนินงานใน 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) สร้างความเข้าใจและประเมินความเสี่ยง </strong>โดยเริ่มจากใช้ข้อมูลแนวโน้มภูมิอากาศและข้อมูลพื้นที่ มาวิเคราะห์ว่า &ldquo;จุดเปราะบาง&rdquo; อยู่ตรงไหนของธุรกิจ ตั้งแต่ที่ตั้งโรงงาน คลังสินค้า ไปจนถึงแหล่งวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เห็นภาพว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น น้ำท่วม ภัยแล้ง และวิกฤตคลื่นร้อน (Heat wave) จะกระทบต้นทุน รายได้ และความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างไร<strong> 2) พัฒนาแผนและลงมือดำเนินการ </strong>โดยออกแบบมาตรการปรับตัวให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและบริบทของอุตสาหกรรม พร้อมประเมินความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการลงทุน ที่สำคัญคือหลีกเลี่ยง &ldquo;การปรับตัวที่ไม่เหมาะสม&rdquo; หรือการแก้ปัญหาจุดหนึ่ง แต่ไปสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนในจุดอื่น<strong> 3) ติดตาม ประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง </strong>โดยตรวจสอบว่ามาตรการที่ทำไปช่วยสร้างประโยชน์ได้จริงหรือไม่และจะปรับเปลี่ยนอย่างไรให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>บทบาทของภาครัฐ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับบทบาทจาก &ldquo;ผู้เยียวยา&rdquo; ไปสู่ &ldquo;ผู้ลงมือขับเคลื่อนการปรับตัว&rdquo; อย่างเป็นระบบ </strong>โดยเร่งลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้า ประเมินความเสี่ยงรายพื้นที่ จัดสรรงบประมาณเฉพาะเพื่อการปรับตัว บูรณาการข้อมูลผังน้ำกับการวางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมระบบประกันภัย ออกแบบกลไกเชิงนโยบายที่จะทำให้การรับมือกับภัยพิบัติสามารถทำได้อย่างเป็นระบบและมีความเป็นเอกภาพ รวมถึงสนับสนุนทุนวิจัยและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถปรับโมเดลธุรกิจรับมือโลกเดือดได้อย่างทันท่วงที</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความสูญเสียมหาศาลที่หาดใหญ่ คือ บทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนว่า &ldquo;ความล่าช้ามีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ&rdquo; ดังนั้น Climate change adaptation จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น &ldquo;ทางรอด&rdquo; ที่จะรักษาความมั่งคั่งและอนาคตของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในโลกที่ผันผวนขึ้นทุกวัน</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองข้ามชอต วันที่ 5-8 มีนาคม 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Climate-change-adaptation-030426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ความสูญเสียที่หาดใหญ่ย้ำว่า ความล่าช้ามีราคาเสมอ ดังนั้น การปรับตัวต่อ Climate change adaptation จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด</description>
					<enclosure length="3760" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/g3/gf/hh9bg3gf7u/Climate-change-adaptation.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 16:30:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>จับสัญญาณตลาดที่อยู่อาศัยปี 2026 ... ดีมานด์หาย ซัพพลายหด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10069</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10069</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10069">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/6fSnrZY19JZCVt?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br />การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยปี 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยปี 2026 มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 </strong>โดย SCB EIC คาดว่ามูลค่าการโอนทั่วประเทศในปี 2026 จะหดตัว -5%YOY มาอยู่ที่ 824,000 ล้านบาท จากภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ และการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่องจากปี 2025 อีกทั้ง สงครามตะวันออกกลางมีแนวโน้มซ้ำเติมกำลังซื้อให้ฟื้นตัวได้ยากมากขึ้น โดยกรณีสงครามยืดเยื้อ มีความเสี่ยงหดตัว -10% ถึง -15%YOY</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการชะลอโครงการใหม่ เน้นระบายสต็อกเดิม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้ประกอบการใช้กลยุทธ์ระบายที่อยู่อาศัยคงเหลือ และระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่ </strong>โดย SCB EIC คาดว่าในปี 2026 จะมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลราว 39,000 หน่วย ลดลง -5%YOY โดยเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และกรณีสงครามยืดเยื้อ มีความเสี่ยงที่จะหดตัวลงถึง -10%YOY ซึ่งการลดลงของอุปทานใหม่ ส่งผลให้หน่วยเหลือขายสะสมในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2026 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มาอยู่ที่ราว 212,000 หน่วย (-4%YOY) ทั้งนี้การเปิดตัวโครงการใหม่ต้องเตรียมรับมือกับภาวะต้นทุนวัสดุก่อสร้างพุ่งสูงขึ้น จากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่กำลังซื้อยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ กดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัยได้มากนัก และกระทบต่ออัตรากำไรตามมา</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2026</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>แนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2026 </strong>จำเป็นต้อง<strong>เปิดโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง </strong>โดยเฉพาะทำเลที่หน่วยเหลือขายสะสมสูง ที่อยู่อาศัยราคาปานกลางลงมา รวมถึงในต่างจังหวัด<strong> อีกทั้ง เร่งสร้างรายได้และกระแสเงินสด </strong>ทั้งขยายตลาดผู้มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการย้ายประเทศหนีสงคราม ปรับโมเดลธุรกิจ เช่น การเช่า การเช่าซื้อ รวมถึงเปิดโครงการใหม่ขนาดปานกลาง-เล็ก เพื่อรักษาสภาพคล่อง<strong> ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับผู้รับเหมาเพื่อร่วมกันบริหารต้นทุน </strong>เช่น กำหนดปริมาณการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง ลดของเสียและความผิดพลาดจากการก่อสร้าง<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rh/fq/hh92rhfqij/RE1.png" alt="RE1.png" width="826" height="642" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sh/3p/hh92sh3pix/RE2.png" alt="RE2.png" width="978" height="526" /><br /><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/REindustry2026-030426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC คาดว่ามูลค่าการโอนทั่วประเทศในปี 2026 จะหดตัว -5%YOY มาอยู่ที่ 824,000 ล้านบาท</description>
					<enclosure length="5275" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/uz/ie/hh92uziel4/REindustry2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 11:14:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9512</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9512</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9512">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>1. ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ได้วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ผ่านตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อัตราเงินเฟ้อของไทย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.1&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทย (GDP ประเทศไทย)</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><br />SCB EIC ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทย 2569 เหลือ 1.4% จากเดิม 1.8% เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับสูงขึ้นเร็ว ไทยจึงมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง คิดเป็นราว 8% ของ GDP อีกทั้งสินค้าพลังงานยังมีน้ำหนักในตะกร้าที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อประมาณ 12-13% และไทยยังใช้พลังงานได้ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สถานการณ์สงครามครั้งนี้อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจโตช้าลง แต่เงินเฟ้อกลับสูงขึ้นพร้อมกัน นอกจากนี้ ยังอาจเพิ่มความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ผ่านการขาดดุล 3 ด้านพร้อมกัน คือ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด, ขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลัง ทั้งนี้ผลกระทบหลักต่อเศรษฐกิจไทยจะเกิดผ่าน 5 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ 1. ภาคการค้าระหว่างประเทศ 2. ภาคการท่องเที่ยว 3. การบริโภคภาคเอกชน 4. ภาคธุรกิจที่ต้องเผชิญต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและวัตถุดิบขาดแคลน และ 5. ตลาดการเงินที่ผันผวนมากขึ้น</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.2&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัตราเงินเฟ้อของไทย</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><br />SCB EIC ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเกินกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.2%<sup>1</sup> จากเดิมที่เคยประเมินว่าจะอยู่ใกล้ 0% ทั้งนี้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะเริ่มต้นจากหมวดพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ ก่อนทยอยส่งผ่านไปยังสินค้ากลุ่มที่เผชิญปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน บรรจุภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐที่คาดว่าจะทยอยออกมา โดยเฉพาะการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีแนวโน้มต้องรอการค้ำประกันการชำระหนี้จากรัฐบาลภายใต้เพดานวงเงินกู้ที่สูงขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ นั้น จะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบภายในประเทศได้ในระดับหนึ่ง แต่คงไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่เช่นในอดีต เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะของไทยกำลังเข้าใกล้เพดาน 70% และภาครัฐจำเป็นต้องระมัดระวังความเสี่ยงการคลังต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ อีกทั้งแนวโน้มรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ก็จะยิ่งทำให้การขาดดุลการคลังของไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.3&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><br />SCB EIC มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปีนี้ แม้เงินเฟ้อจะสูงขึ้น แต่สาเหตุหลักมาจากต้นทุนฝั่งอุปทาน เช่น ราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต ไม่ได้เกิดจากการใช้จ่ายในประเทศที่ร้อนแรง ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม อีกทั้งในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้า การขึ้นดอกเบี้ยอาจยิ่งกดดันเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อภาคครัวเรือนและธุรกิจ SME ยังมีภาระหนี้สูงและมีความเปราะบางอยู่มาก</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในขณะเดียวกัน กนง. มีโอกาสไม่รีบลดดอกเบี้ยเช่นกัน เนื่องจากหากลดดอกเบี้ยในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงเกินกรอบเป้าหมาย อาจทำให้ตลาดมองว่า ธปท. ไม่ให้ความสำคัญกับการดูแลเงินเฟ้อสูง และอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงเร็วขึ้น ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมก็อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มาก เพราะดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว และเศรษฐกิจก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ดังนั้น กนง. จึงมีแนวโน้มจะเก็บพื้นที่นโยบายการเงิน (Policy space) ไว้ใช้ในช่วงที่จำเป็นมากกว่า และรอให้เห็นทิศทางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นก่อน อย่างไรก็ตาม หากผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาดมาก กนง. ก็อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งในปีนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แนวทางการดูแลเศรษฐกิจของ ธปท. น่าจะเน้นใช้มาตรการเฉพาะจุดมากขึ้น เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้มากขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>2. SCB EIC วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ของสงครามตะวันออกกลาง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สงครามในตะวันออกกลางกระทบการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของพลังงานโลก ทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นเร็ว นอกจากนี้ การโจมตีแหล่งพลังงานในภูมิภาคยังเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานตึงตัว และอาจใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว หลายประเทศจึงต้องเร่งหาแหล่งพลังงานทดแทน ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง แม้สงครามจะยุติลงในอนาคตก็ตาม โดย SCB EIC วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ของสงครามตะวันออกกลาง ดังนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">2.1 กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">2.2 กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน และมีการทำลายแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมัน Brent ปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105&nbsp; ดอลลาร์ต่อบาร์เรล</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">2.3 กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากราคาพลังงานโลกจะเพิ่มขึ้นมาก สงครามครั้งนี้ยังทำให้ค่าขนส่งทางบก ทางเรือ และทางอากาศสูงขึ้นและผันผวนมากขึ้นด้วย วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตในอดีต เพราะไม่ได้กระทบแค่ราคาพลังงาน แต่ยังลามไปถึงการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญของหลายอุตสาหกรรม เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>3. บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><br />3.1&nbsp; &nbsp; <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q12026">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3.2&nbsp; &nbsp; <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/SCBEIC-Monthly-insight-0226">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3.3&nbsp; &nbsp; <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/eic-monthly-0126">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนมกราคมปี 2569</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3.4&nbsp; &nbsp; <a src="https://www.scbeic.com/th/eic_analysis/list/Outlook">รวมบทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><sup>1</sup> ภายใต้กรณีฐาน (Base) กล่าวคือ ความขัดแย้งจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล</span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% ส่วนเงินเฟ้อพุ่ง 3.2% จากราคาพลังงานและความไม่แน่นอนสูงขึ้น</description>
					<enclosure length="2623" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/s2/xy/gy6es2xyup/Thai-economy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 15:42:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจโลก</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10059</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10059</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10059">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><span style="color: #4e4e4e; font-size: 13pt;">SCB EIC ได้วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของโลก<br /><br /></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>1. การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC คาดว่า ในกรณีฐาน<sup>1</sup> เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะโตชะลอลงเหลือ 2.5% จาก 2.8% ในปีก่อน จากปัจจัยกดดัน 3 ด้าน คือ 1. ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ต้นทุนการผลิต และค่าขนส่ง 2. ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อการค้าโลก และ 3. ข้อจำกัดของนโยบายการเงินและการคลังในการพยุงเศรษฐกิจ<br /><br />อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนต่อเนื่องจากการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่มีเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังได้รับประโยชน์จากการมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>2. อัตราเงินเฟ้อของโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อัตราเงินเฟ้อโลกในปี 2569 มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจากผลของสงคราม ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงจะได้รับผลกระทบมาก นอกจากนี้ เงินเฟ้อที่สูงขึ้นยังอาจซ้ำเติมผลจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีอยู่เดิม ทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีแนวโน้มอยู่สูงกว่าเป้าหมายของ Fed เป็นระยะเวลานาน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>3. ทิศทางนโยบายการเงินของโลก </strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ตลาดการเงินโลกเริ่มกังวลว่าเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง หรือ Stagflation ทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ เผชิญข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น จากความกังวลด้านเงินเฟ้อสูงในระยะสั้น ธนาคารกลางหลักของโลก มีแนวโน้มรอดูสถานการณ์ (Wait-and-see) เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เนื่องจากสงครามยังมีความไม่แน่นอนสูง โดย<br /><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&middot; Fed</strong> มีแนวโน้มชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือแค่ 1 ครั้ง 25 bps ในช่วงไตรมาส 4 จากความเสี่ยงเงินเฟ้อเร่งตัว<br /><br /><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&middot; ECB</strong> มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2 % ในปี 2569 โดยราคาพลังงานและเงินเฟ้ออาจเร่งตัวชั่วคราว แต่จะทยอยลดลง ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซนยังคงเปราะบางอยู่<br /><br /><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&middot; BOJ</strong> มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งสู่ 1.25% ในช่วงครึ่งหลังของปี โดยจังหวะการปรับขึ้นยังมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสงคราม<br /></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>4. บทวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">4.1 <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q12026">Outlook ไตรมาส 1 ปี 2569</a><br />4.2 <a src="https://www.scbeic.com/th/macroeconomics/global-economy">รวมบทวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><sup>1</sup><span style="font-size: 12pt;">กรณีฐาน (Base) = ความขัดแย้งของสงครามตะวันออกกลางจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2569 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล </span></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบสงครามอิหร่าน ซึ่งดันต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงินยังไม่แน่นอน </description>
					<enclosure length="4296" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/5l/oe/hh715loebc/Global-economy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 15:06:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Outlook ไตรมาส 1/2026</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10056</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10056</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10056">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/zVuehETDCK92ir?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xq/wm/hh08xqwmc0/SCB-EIC-Outlook-1Q2026-InfoThaiEconomy.jpg" alt="SCB-EIC-Outlook-1Q2026-InfoThaiEconomy.jpg" width="2779" height="3942" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/y5/32/hh08y5329c/SCB-EIC-Outlook-1Q2026-InfoGlobalEconomy.jpg" alt="SCB-EIC-Outlook-1Q2026-InfoGlobalEconomy.jpg" width="2779" height="3942" /><br /><br />SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 เหลือ 1.4% (เดิม 1.8%) จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง </strong>ที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมากเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท. อยู่ที่ 3.2% ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับสูงขึ้น และจากรายได้แรงงานที่แท้จริงที่หดตัว สำหรับภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง ธุรกิจจะชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มโอกาสการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น (triple deficits)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแ<span style="color: #4e4e4e;">รงเป็</span>น &ldquo;วิกฤตสองทาง&rdquo; กรณีฐานอาจยืดเยื้อ 2 เดือน<br /></strong>สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ต้องผ่านช่องแคบ Hormuz &nbsp;(ประมาณ 20% ของอุปทานโลก) ลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างรวดเร็ว ขณะที่การโจมตีแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางได้สร้างความกังวลใจให้กับตลาดในประเด็นอุปทานพลังงานที่อาจใช้เวลาฟื้นฟูนาน รวมทั้งความจำเป็นของประเทศทั่วโลกที่จะพยายามจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมเพื่อชดเชยปริมาณพลังงานสำรองที่เริ่มลดลง ปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์เช่นนี้จะทำให้ราคาพลังงานโลกไม่สามารถปรับลดลงได้เร็ว แม้สงครามจะจบลง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของวิกฤตตะวันออกกลาง โดย 1) กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล &nbsp;2) กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน และมีการทำลายแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมัน Brent ปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105 &nbsp;ดอลลาร์ต่อบาร์เรล &nbsp;และ 3) กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง สงครามนี้จะทำให้ต้นทุนขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเร่งตัวและผันผวนสูง วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น &ldquo;วิกฤตสองทาง&rdquo; ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1.4% จากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำ และเศรษฐกิจเปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว<br /></strong>SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลัง มากขึ้น ทั้งนี้ช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp; &nbsp;ภาคการค้าระหว่างประเทศ </strong>จะได้รับผลกระทบจาก Terms of trade (สัดส่วนราคาสินค้าส่งออกต่อราคาสินค้านำเข้า) ที่แย่ลง<strong> มูลค่านำเข้า</strong>จะเร่งตัวขึ้นมากจากการนำเข้าพลังงานที่ราคาสูงขึ้นมาก<strong> ขณะที่การส่งออก</strong>จะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงกว่าคาด และปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงมาก<strong> และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; ภาคการท่องเที่ยว </strong>จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยโดยรวมจะชะลอตัว เป็นผลจากจำนวนเที่ยวบินที่มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่เร่งตัว และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป แต่ยังมีแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเติบโตอย่างจีนและอินเดีย ในภาพรวม SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จาก 34.1 ล้านคนเป็น 33.2 ล้านคน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(3)&nbsp;&nbsp; การบริโภคภาคเอกชน </strong>จะชะลอลงจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังคงเผชิญปัญหาแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านรายได้ครัวเรือนจากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง และภาระหนี้สูง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(4)&nbsp;&nbsp; ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ </strong>ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกดดันอัตราผลกำไร ความไม่แน่นอนและต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจชะลอการลงทุนใหม่</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(5)&nbsp; &nbsp;ตลาดการเงินผันผวนสูง </strong>เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินไหลออกทำให้เงินบาทอ่อนค่าเร็ว ส่งผลให้<strong>ดุลบัญชีเงินทุนติดลบสูงขึ้น </strong>โดย ธปท. อาจต้องเข้ามาดูแลแทรกแซงในตลาด FX ผ่านการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยังยืดเยื้อ SCB EIC มองเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้ในกรณีฐาน มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเกิน กรอบเป้าหมาย</strong>ของ ธปท.ไปอยู่ที่ 3.2% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ใกล้ 0% โดยเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นจากหมวดพลังงานและโลจิสติกส์ ก่อนกระจายไปสู่สินค้าที่วัตถุดิบการผลิตขาดแคลนไม่พอใช้ บรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐที่จะออกมา โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มว่าจะต้องรอให้รัฐบาล ค้ำประกันการชำระคืนหนี้ในเพดานวงเงินกู้ที่สูงขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ จะช่วยรองรับผลกระทบในประเทศได้บ้าง แต่จะทำได้ไม่เต็มที่เช่นในอดีต เนื่องจากหนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% และภาครัฐจะระมัดระวังความเสี่ยงของการปรับลดเครดิตเรตติงของประเทศ ประกอบกับรายได้จัดเก็บภาษีที่อาจถูกกระทบตามแนวโน้มเศรษฐกิจ จะทำให้<strong>การขาดดุลการคลังของไทยจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>นโยบายการเงินเจอความท้าทาย Stagflation ขณะที่มาตรการราคาพลังงานควรหลีกเลี่ยงการชดเชยตรึงราคาแบบหน้ากระดาน แต่เน้นช่วยการปรับตัวของผู้บริโภคอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเฉพาะจุดมากขึ้น<br /></strong><strong>กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในปีนี้ </strong>โดย SCB EIC ประเมินว่า กนง จะไม่เลือกปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากจะพิจารณาว่า เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทย ที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและ SME &nbsp;ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท. ต่อ Inflation targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม รวมทั้งประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัดภายใต้ภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากแล้วและเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนที่สูง กนง. จึงน่าจะเก็บ Policy space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นและมีความมั่นใจ ในทิศทางของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หากผลกระทบต่อ GDP รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ธปท. ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทางออกเชิงนโยบายจาก &ldquo;ช่วยแบบหน้ากระดาน&rdquo; สู่ &ldquo;3T Targeted-Temporary-Transform&rdquo;<br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">การอุดหนุนราคาพลังงานแบบหน้ากระดานที่ราคาที่ต่ำเกินไปเป็นเวลานาน จะสร้างภาระทางการคลังที่สูงมาก เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้มีรายได้สูงใช้พลังงานมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ไม่สนับสนุนให้เกิดการประหยัด นำไปสู่ดุลการค้าที่แย่ลงมาก ตลอดจนสร้างความเสี่ยงที่อาจต้องปล่อยให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นมากในระยะเวลาสั้นจนทำให้เศรษฐกิจชะงักงันแบบเฉียบพลันได้<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ภาครัฐควรปรับไปใช้มาตรการ 3T เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว ได้แก่<br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><br />1) Targeted ช่วยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบแรง </strong>มาตรการอุดหนุนเฉพาะจุดแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร หรือกลุ่มธุรกิจขนส่งสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบความเดือดร้อนอย่างตรงจุด<strong> <br />2) Temporary </strong>การบริหารราคาพลังงาน ในลักษณะ Managed Float คือ การทยอยปรับขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฝืนทิศทางของราคาในตลาด เพื่อให้เวลาผู้บริโภคในการปรับตัว และลดความเสี่ยงทางการคลัง<strong> <br />3) Transform </strong>ใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับตัวเพิ่มความมั่นคงพลังงาน การสร้างแรงจูงใจแก่ภาคเอกชนในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากผลของสงคราม แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นจะทำให้ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปช่วงปลายปี<br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมินว่าในกรณีฐานเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะเติบโตลดลงจาก 2.7%YOY เหลือ 2.5%YOY </strong>โดยเป็นผลจากภาวะสงคราม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและวัตถุดิบในการผลิตขาดแคลน ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น เศรษฐกิจเอเชีย จะได้รับผลกระทบมาก ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักมีท่าทีประเมินสถานการณ์ในช่วงความไม่แน่นอนยังมีสูง โดย SCB EIC มองว่า Fed มีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 4 และคาดว่าจะลดได้เพียงครั้งเดียว 25 bps ในปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้น<br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ym/95/hh08ym952i/Y1.png" alt="Y1.png" width="2303" height="945" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/yy/py/hh08yypybw/Y2.png" alt="Y2.png" width="932" height="855" /><br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q12026"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/yu/p4/hh09yup4mt/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/outlook-q12026" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 เหลือ 1.4% เงินเฟ้อพุ่งสูง 3.2% จากผลกระทบราคาพลังงานและความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นมาก</description>
					<enclosure length="4381" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/gq/cs/hh08gqcsni/Outlook-1Q-2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 26 Mar 2026 11:01:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออก ก.พ. 2026 ชะลอลง แต่นำเข้าเร่งตัวสูงสุดในรอบ 50 เดือน จับตาผลกระทบสงครามอิหร่านและแนวโน้มภาษีสหรัฐฯ  </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10055</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10055</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10055">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/3k/b1/hgyi3kb17d/Flash_Export_Feb2026-01.jpg" alt="Flash_Export_Feb2026-01.jpg" width="1147" height="2000" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกไทยเดือน ก.พ. 2026 ชะลอลง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ส่งออกไทยเดือน ก.พ. 2026 ชะลอลง แต่ยังขยายตัวสูง 9.9%YOY </strong>มูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชะลอลงจากเดือนก่อนที่เติบโตสูง 24.4%YOY และชะลอลงมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC และค่ากลาง Reuters Poll มองไว้ 15.8%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วหดตัวแรงจากเดือนก่อน -11.1%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ยังขยายตัวสูง 17% (รูปที่ 1 และ 2) ก่อนสงครามในอิหร่านเริ่มขึ้นตั้งแต่ 28 ก.พ.</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดสหรัฐฯ ยังเป็นคู่ค้าสำคัญ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงกว่า 56.8% </strong>เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบขยายตัว 49.8% 41.8% 217.6% 251.5% และ 47.1% ตามลำดับ โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก โดยพบว่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยไป 11 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัว<strong> ทั้งนี้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 9.5% หรือเป็นเกือบทั้งหมดของการเติบโตส่งออกรวม 9.9%</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 40.5% </strong>ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมขยายตัวสูงถึง 97.8% และสินค้ากลุ่มอื่น ๆ (ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์) ขยายตัวได้ 9.7% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ แม้เผชิญกำแพงภาษีนำเข้าสูง 19% (ก่อนภาษีลดลงเหลือ 10% ภายใต้มาตรา 122 หลังศาลฎีกาตัดสินให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)) โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยไปสหรัฐฯ 13 จาก 15 รายการขยายตัวดี<strong> ทั้งนี้การส่งออกไปสหรัฐฯ ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 7.3% ของการเติบโตส่งออกรวม 9.9%</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(3)&nbsp;&nbsp; ส่งออกทองคำขยายตัวเพียง 18.2% </strong>ชะลอลงมากจากที่เติบโตสูง 136.2% ในเดือนก่อน ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากราคาทองคำที่ปรับลดลงในเดือนนี้ การส่งออกทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูปมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง (CTG) 0.5% เทียบกับที่เคยสนับสนุนส่งออกได้มากถึง 2.7% ในเดือนก่อน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นำเข้าขยายตัวสูงสุดในรอบ 50 เดือน จากกลุ่มสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุน โดยเฉพาะทองคำ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ก.พ. อยู่ที่ 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 31.8% สูงสุดในรอบ 50 เดือน </strong>เร่งขึ้นจาก 29.4% ในเดือนก่อนและสูงกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 20.5% และค่ากลาง Reuters Poll 25%) การนำเข้าหลักมาจาก (รูปที่ 3 และ 4)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 53.3% </strong>ใกล้เคียงเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 22.5%YOY มากกว่าครึ่งของการเติบโตนำเข้ารวม 31.8% โดยสินค้านำเข้าหลักได้แก่ ทองคำ และอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูงกว่า 165% และ 84.8% ตามลำดับ (CTG: 10.8% และ 8.1%) โดยการนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อผลิตและส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าสินค้านี้จากผู้ผลิตหลัก เช่น จีน และไต้หวัน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; สินค้าทุนขยายตัวสูง 49.3% </strong>เร่งขึ้นจาก 29.5% ในเดือนก่อน ซึ่งมีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 11.7% ของการเติบโตนำเข้ารวม 31.8% โดยสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบที่ขยายตัวถึง 91.0% และ 19.2% ตามลำดับ (CTG: 6.8% และ 1.4%) ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ไทยยังผลิตสินค้าทุนประเภทนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน หมวดเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นตาม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุลต่อเนื่อง -2,833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม 2 เดือนแรกของปีนี้ ไทยขาดดุลการค้าสะสม -6,137.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC มองการค้าระหว่างประเทศของไทยปีนี้มีปัจจัยภายนอกกดดันเพิ่ม สงครามตะวันออกกลางและภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ยิ่งซ้ำเติมการขาดดุลการค้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สงครามตะวันออกกลาง : แม้ส่งออกไทยในภาพรวมอาจได้รับผลกระทบโดยตรงค่อนข้างจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางน้อย (3.7% ของมูลค่าส่งออกไทยปี 2025) แต่บางอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบรุนแรง </strong>เพราะตลาดส่งออกกระจุกตัวในตะวันออกกลาง เช่น ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (18.2% ของมูลค่าส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ทั้งหมด) ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง (15.4%) ข้าว (13.4%) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (13.1%) นอกจากนี้<strong> ส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านเศรษฐกิจโลก</strong>ที่จะชะลอตัวลง โดยเฉพาะตลาดเอเชียและยุโรปที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าจากตะวันออกกลางสูง (สัดส่วน 65% ของตลาดส่งออกไทย) อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าส่งออกไทยที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น เช่น ปาล์ม มันสำปะหลัง น้ำตาล ยางพารา (รูปที่ 5 ซ้าย)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้านดุลการค้าไทยมีแนวโน้มแย่ลง</strong>ตามราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงราว 8% ของ GDP (รูปที่ 5 ขวา) และมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางถึง 59% ของทั้งหมด นอกจากนี้ราคาวัตถุดิบนำเข้าอื่น ๆ และต้นทุนค่าขนส่งสินค้ายังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมแนวโน้มขาดดุลการค้าที่มีอยู่เดิมหลังวิกฤติโควิด โดยเฉพาะจากการนำเข้าจากจีนที่สูงขึ้นมาก<strong> กดดันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 : </strong>แม้ส่งออกไทยในระยะสั้นอาจได้แรงหนุนจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงเหลือ 10% หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าคู่ค้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเปลี่ยนไปใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของ The Trade Act of 1974 แทน โดยประกาศเก็บภาษีนำเข้าทุกประเทศในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน (เริ่มวันที่ 24 ก.พ. ถึง 24 ก.ค.) อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เพิ่งประกาศเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 12 มี.ค. จะสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้าภายใต้มาตรา 301 ของ The Trade Act of 1974 ภายใต้ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งไทยอยู่ใน 16 ประเทศคู่ค้าที่ถูกสหรัฐฯ สอบสวน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC พบว่าสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าไทยเพิ่มขึ้นในปี 2025 โดยไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 7 ของประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงที่สุด จากเดิมอยู่อันดับ 10 ในปี 2024 สถานการณ์นี้สะท้อนว่าไทยมีความเสี่ยงสูงที่อาจถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมหลังเดือน ก.ค. ภายใต้มาตรา 301 นี้ได้หลังการสวบสวน (รูปที่ 5 กลาง)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในการแถลงตัวเลขการค้าระหว่างประเทศเดือน ก.พ. 2026 ครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เผยแพร่ประมาณการมูลค่าการส่งออกไทยปี 2026 ล่าสุด แบ่งได้ 3 กรณี คือ</strong></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีดีที่สุด :1.1%YOY </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีฐาน : -1%YOY</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีแย่ที่สุด : -3%YOY</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทั้งนี้ SCB EIC อยู่ระหว่างการทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2026 ทิศทางมูลค่าส่งออกและนำเข้า ภายใต้สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น โดยจะเผยแพร่ประมาณการใหม่ในช่วงปลายเดือน มี.ค. นี้</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/w6/5a/hgygw65a0f/P1.png" alt="P1.png" width="889" height="453" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/x7/ao/hgygx7aos4/P2.png" alt="P2.png" width="770" height="487" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xi/mo/hgygximo20/P3.png" alt="P3.png" width="796" height="386" /></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/xu/hr/hgygxuhr9k/P4.png" alt="P4.png" width="713" height="482" /><br /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/y5/ih/hgygy5ihxc/P5.png" alt="P5.png" width="731" height="466" /></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-300326"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/m8/os/hgygm8oskq/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-240326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองการค้าระหว่างประเทศของไทยปีนี้มีปัจจัยภายนอกกดดันเพิ่ม สงครามตะวันออกกลางและภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ยิ่งซ้ำเติมการขาดดุลการค้า</description>
					<enclosure length="6943" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/za/0y/hgygza0ys4/ThaiTrade.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 20:19:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ภาคก่อสร้างและอสังหาฯ ฝ่าสงครามตะวันออกกลาง : รับมืออย่างไร ในยุคราคาพลังงานสูงขึ้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10054</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10054</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10054">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jf/uu/hgy1jfuu97/Infographic-In-focus-ME-war-and-Building-material-Construction-RE-20260324.jpg" alt="Infographic-In-focus-ME-war-and-Building-material-Construction-RE-20260324.jpg" width="2480" height="3508" /></strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานและต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สงครามตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ต้นทุนอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น </strong>โดยเฉพาะสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนการผลิตที่ใช้พลังงานสูง เช่น เหล็ก, ปูนซีเมนต์ และกระเบื้อง (สัดส่วนต้นทุนพลังงานอยู่ที่ 35-50% ของต้นทุนรวม) นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบด้านราคาวัตถุดิบนำเข้าที่ผันผวนตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก รวมถึงค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยใน 1-2 เดือนนี้ ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวยังไม่สูงนัก ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นไปตามค่าขนส่ง เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีสต็อกสินค้าในช่วงก่อนการเกิดสงคราม รวมถึงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มีการล็อกราคาวัสดุก่อสร้างจากคำสั่งซื้อล่วงหน้า ทั้งนี้ ณ 11 มี.ค. 2026 ราคา Billet ในจีนปรับตัวสูงขึ้น 6% จากในเดือน ก.พ. 2026 โดยหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ จะเป็นความเสี่ยงให้ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอีกจากปัจจุบัน รวมถึงการใช้งานลดลง จากการชะลอโครงการก่อสร้าง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาคก่อสร้างมีแนวโน้มเผชิญการชะลอโครงการก่อสร้าง และต้นทุนสูงขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ความไม่แน่นอนทั้งเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยจะเป็นปัจจัยที่มีผลให้นักลงทุนชะลอการก่อสร้างโรงงาน รวมถึงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจชะลอการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ออกไปอีก จากการเปิดโครงการใหม่ในปี 2026 อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว อีกทั้ง ยังได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากการปรับขึ้นราคาวัสดุก่อสร้าง ในส่วนของผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานโครงการภาครัฐ แม้จะได้รับชดเชยต้นทุนก่อสร้างจากกลไกค่า K แต่การเบิกจ่ายที่ล่าช้า และสูตรการคำนวณที่ไม่สะท้อนต้นทุนก่อสร้างที่แท้จริง เป็นความเสี่ยงให้เผชิญความท้าทายด้านการขาดสภาพคล่อง และการบริหารต้นทุน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ที่อยู่อาศัยได้รับผลกระทบด้านกำลังซื้อในประเทศฟื้นช้า ต่างชาติชะลอซื้อ และต้นทุนพัฒนาโครงการสูงขึ้น</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ปัญหาภาระค่าใช้จ่ายซ้ำเติมให้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศฟื้นตัวช้าออกไป </strong>โดยราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ทำให้ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะผู้มีรายได้ปานกลาง-ล่างประสบปัญหาภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกชะลอการซื้อคอนโดของชาวต่างชาติ </strong>แม้จะได้รับอานิสงส์จากผู้มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการย้ายประเทศหนีสงคราม แต่สัดส่วนกำลังซื้อกลุ่มดังกล่าวยังต่ำมาก (มูลค่าโอนคอนโดของชาวตะวันออกกลางที่อยู่ในพื้นที่สงครามและพื้นที่ใกล้เคียงคิดเป็นสัดส่วน 1% ของมูลค่าโอนคอนโดของชาวต่างชาติโดยรวม)</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ต้นทุนการพัฒนาโครงการใหม่สูงขึ้นจากต้นทุนวัสดุก่อสร้าง </strong>ขณะที่กำลังซื้อยังไม่สามารถฟื้นตัว และการแข่งขันในตลาดยังเข้มข้น กดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัยได้มากนัก อีกทั้ง มีความเสี่ยงชะลอการเปิดโครงการใหม่ออกไป โดย SCB EIC คาดว่าในปี 2026 ผู้ประกอบการจะเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 39,000 หน่วย (-5%YOY) และในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ คาดว่าจะหดตัว -10%YOY</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แนะผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์ ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง </strong>ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุน และระบายสต็อกสินค้า จัดหาวัตถุดิบจาก Supplier อย่างหลากหลาย เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการขาดแคลนวัตถุดิบ รวมถึงอาจนำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และคาดการณ์สถานการณ์ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้รับเหมาก่อสร้าง </strong>ต้องบริหารจัดการคำสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า อย่างสอดคล้องกับความต้องการใช้ เป็นพันธมิตรกับผู้ค้า และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างหลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง รวมถึงเร่งก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน ซึ่งจะส่งผลให้สามารถรักษาสภาพคล่องในธุรกิจได้</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ </strong>ควรร่วมมือกับผู้รับเหมาก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการต้นทุน เช่น กำหนดปริมาณการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างอย่างเหมาะสม ลดของเสียและความผิดพลาดจากการก่อสร้าง รวมถึงเร่งสร้างรายได้ โดยทำการตลาดขยายตลาดผู้ซื้อชาวต่างชาติผู้มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการย้ายประเทศหนีสงคราม รวมถึงปรับโมเดลธุรกิจบรรเทาข้อจำกัดของกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะผู้มีรายได้ปานกลาง-ล่าง เช่น การเช่า การเช่าซื้อ</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาผลกระทบต่อภาคก่อสร้างและอสังหาฯ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการออกมาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ </strong>เช่น การลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตวัสดุก่อสร้าง ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งพลังงานได้อย่างทั่วถึง สำหรับงานโครงการภาครัฐอาจขยายอายุสัญญาชั่วคราวโดยงดเว้นค่าปรับ รวมถึงเร่งรัดการเบิกจ่ายค่า K นอกจากนี้ อาจผ่อนคลายกฎระเบียบให้เอื้อต่อการซื้อที่อยู่อาศัยหรือพำนักระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยดึงดูดกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในไทยจากชาวต่างชาติได้</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/ME-war-Buildingmaterial-Construction-RE-240326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ และสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือต่อความผันผวนของราคาพลังงาน</description>
					<enclosure length="5332" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/0g/gg/hgy00gggg7/ME_Building-material_Construction_RE.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 10:10:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Net zero 2050 : ธุรกิจผลิตไฟฟ้าไทยจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรไม่ให้เสียสมดุล Energy trilemma?</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10053</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10053</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10053">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 13pt;">&nbsp;<span style="color: #4e4e4e;">&ldquo;ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปีพุทธศักราช 2593 (คริสต์ศักราช 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ ในชุมชนและหน่วยงานของรัฐ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม&rdquo;<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี กล่าวคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (วันที่ 29 กันยายน 2025 ณ รัฐสภา)<br /></span></span><span style="color: #4e4e4e;"><br />คำแถลงนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยธุรกิจผลิตไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ไทยบรรลุเป้า Net zero 2050 เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับ 1 ของไทยในปี 2024 หรือคิดเป็นสัดส่วน 38% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยบทความชิ้นนี้จะชวนสำรวจแนวทางที่ภาคการผลิตไฟฟ้าสามารถทำได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net zero 2050 โดยที่ไม่ทำลายสมดุล "Energy trilemma" หรือสามเหลี่ยมสมดุลทางพลังงาน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Energy trilemma คืออะไร ทำไมต้องให้ความสำคัญ?</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Energy trilemma เป็นกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบนโยบายพลังงาน ที่ถูกนำมาใช้โดยผู้กำหนดนโยบายพลังงานทั่วโลก </strong>โดยแนวคิดนี้ กำหนดให้การออกแบบนโยบายพลังงานจะต้องรักษาสมดุลระหว่าง 1) ความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainability) 2) ความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) และ 3) ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (Affordability) ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่การดำเนินนโยบายพลังงานให้ความสำคัญกับมิติใดมิติหนึ่งมากเกินไป ก็อาจจะทำให้สมดุลทั้ง 3 ด้านเสียหายและจะส่งผลเสียต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบพลังงาน ตัวอย่างเช่น หากผู้กำหนดนโยบายเน้นบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนหรือความมั่นคงเป็นหลัก โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านต้นทุน ก็อาจจะทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นและส่งผลเสียต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งในไทยเองก็ได้มีการนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้และมีการวัดผลเป็น Energy Trilemma Index (ETI)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 1 : Energy trilemma 3 เสาหลักสมดุลพลังงาน<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/wh/a4/hgrgwha468/Picture1-Energy-trilemma-2.png" alt="Picture1-Energy-trilemma-2.png" width="770" height="309" /><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 11pt;"><span style="color: #4e4e4e;">หมายเหตุ : (1) ประเทศไทยโดยกระทรวงพลังงานใช้คำว่า &ldquo;ความยั่งยืนด้านพลังงาน&rdquo; และ (2) กระทรวงพลังงานใช้คำว่า &ldquo;ความมั่งคั่งด้านพลังงาน (Energy economy)&rdquo;<br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)</span></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">จากข้อมูลดัชนีสมดุลพลังงานของไทยในช่วงปี 2016-2024 ซึ่งมีค่าระหว่าง 0 (ดัชนีความสมดุลที่น้อยที่สุด) ถึง 5 (ดัชนีความสมดุลที่มากที่สุด) พบว่า ดัชนีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 3.17 ในปี 2016 มาอยู่ที่ 3.76 ในปี 2024 เนื่องจากมีการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนในสัดส่วนที่สูงขึ้นจากอดีตอย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านความมั่นคงด้านพลังงานมีแนวโน้มทรงตัวจากที่ระดับ 3.73 ในปี 2016 มาอยู่ที่ 3.76 ในปี 2024 จากการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชนทั่วประเทศและปริมาณไฟฟ้าสำรองที่อยู่ในระดับสูง ส่วนด้านราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ พบว่า ดัชนีปรับตัวลดลงค่อนข้างมากจากระดับ 3.46 ในปี 2016 มาอยู่ที่ 2.79 ในปี 2024 เนื่องจากค่าไฟฟ้าของไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับต้นทุนค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูงจากค่าพร้อมจ่าย (เงินที่จ่ายให้โรงงานไฟฟ้า แม้ไม่ได้มีการผลิตไฟฟ้า) ให้โรงไฟฟ้าเพื่อให้เกิดความมั่นคงของระบบไฟฟ้า รวมถึงการจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการมุ่งดำเนินนโยบายในมิติใดมิติหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อมิติอื่น ๆ ใน Energy trilemma ด้วย เช่น การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอาจช่วยเพิ่มความยั่งยืน แต่หากไม่มีมาตรการรองรับอาจกระทบต้นทุนราคาค่าไฟฟ้า (Affordability) และกระทบความมั่นคงของระบบไฟฟ้าที่ต้องบริหารความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน (Security)<strong> ดังนั้น การออกแบบนโยบาย Net zero 2050 ที่มีเป้าหมายตอบโจทย์เสาหลักด้านความยั่งยืน จึงต้องคำนึงถึงสมดุลในด้านความมั่นคงและในด้านต้นทุนพลังงานที่ประชาชนและธุรกิจสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเป็นไปอย่างสมดุล และไม่สร้างภาระต่อทุกภาคส่วนในประเทศตามกรอบของ Energy trilemma ด้วย</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม : พลังงานหมุนเวียนคือคำตอบ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การเพิ่มไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน คือ แนวทางสำคัญที่จะช่วยตอบโจทย์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม </strong>โดยหากพิจารณาการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งเชื้อเพลิงต่าง ๆ จะพบว่า การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ตัวอย่างเช่น การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 0.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (t-CO2e/MWh) และจากถ่านหินที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 0.90 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (t-CO2e/MWh) แตกต่างจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ (SMR) ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ดังนั้น การส่งเสริมให้เกิดโครงการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดใหม่อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (SMR) จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ภาคการผลิตไฟฟ้าสามารถลดก๊าซเรือนกระจกลงเป็นศูนย์ได้ สะท้อนได้จากร่างแผนเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าเพื่อบรรลุ Net zero ในปี 2050 ซึ่งจัดทำโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมและหน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ <strong>ที่ระบุให้มีการเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสะอาดมากขึ้นถึง 7 เท่าใน 25 ปี โดยพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 23% (54 TWh) ในปี 2025 มาอยู่ที่ระดับ 58% (327 TWh) ในปี 2050 และในช่วงปี 2030-2050 จะมีเทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่เข้ามามีส่วนในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น อาทิ เชื้อเพลิงไฮโดรเจนและพลังงานนิวเคลียร์ (SMR) โดยไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์และไฮโดรเจนในปี 2030 จะมีสัดส่วนรวมอยู่ที่ 6% (16 TWh) และเพิ่มขึ้นเป็น 16% (87 TWh) ในปี 2050 ดังแสดงในรูปที่ 2</strong> สวนทางกับปริมาณไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่มีสัดส่วนลดลง โดยไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติจะลดลงจากที่ระดับ 58% (136 TWh) ในปี 2024 มาอยู่ที่ 26% (146 TWh) ในปี 2050 ส่วนไฟฟ้าจากถ่านหินจะลดลงจากระดับ 19% (45 TWh) ในปี 2024 จนเป็นศูนย์ในปี 2050 อย่างไรก็ดี แม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (SMR) จะเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการผลิตไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องเตรียมการอีกหลายด้าน อาทิ กฎหมายที่รองรับการดำเนินงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การประเมินความคุ้มค่าและต้นทุนการผลิต รวมถึงการศึกษาผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 2 : กำลังการผลิตไฟฟ้า กรณี Net zero 2050 ในช่วงปี 2025-2050<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/yj/4n/hgrgyj4nn8/Picture2-Energy-trilemma.png" alt="Picture2-Energy-trilemma.png" width="703" height="435" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e; font-size: 12pt;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน และกรมลดโลกร้อน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความมั่นคงด้านพลังงาน : เทคโนโลยีและการกระจายแหล่งพลังงาน ตัวช่วยที่ตอบโจทย์ความมั่นคง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะช่วยตอบโจทย์ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีข้อจำกัดที่ทำให้ความมั่นคงของระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าลดลง จากความผันผวนของคุณภาพไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและฤดูกาล </strong>ตัวอย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะเวลากลางวันหรือประมาณ 5-6 ชั่วโมงต่อวัน และจะสามารถผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้เฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเข้มของรังสีอาทิตย์สูง โดยหากมีเมฆมาบดบังแสงอาทิตย์ เช่น ฤดูฝนที่มีปริมาณเมฆมากก็จะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง แตกต่างจากการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีความน่าเชื่อถือและมีเสถียรภาพสูง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินสามารถจัดเก็บและสำรองเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งไฟฟ้าที่ได้ก็มีคุณภาพที่ดีจากกระบวนการผลิตที่สามารถควบคุมให้ไฟฟ้ามีความเสถียร<strong> อย่างไรก็ดี ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นในปัจจุบัน ทำให้การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสามารถทำได้โดยที่ไม่ทำลายความมั่นคงทางพลังงาน </strong>ซึ่ง SCB EIC พบว่า มีเทคโนโลยีอย่างน้อย 3 ประเภท ที่จะช่วยแก้ปัญหาความไม่มั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้าที่มาจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้ ดังนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System, BESS) </strong>เทคโนโลยีนี้จะช่วยกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในแต่ละช่วงเวลาให้สามารถนำมาใช้ได้ตลอดวันหรือนำมาใช้ในช่วงเวลาที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง (Peak load) ดังตัวอย่างในหลายประเทศที่ใช้ BESS เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า เช่น โครงการ Waratah Super Battery ในออสเตรเลียที่ติดตั้ง BESS มากถึง 700 เมกะวัตต์เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าจากการเพิ่มของไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแทนการปลดระวางของโรงไฟฟ้าถ่านหินในรัฐนิวเซาท์เวลส์และโครงการ Henan grid-side ในจีนที่ใช้ BESS สำรองไฟฟ้าช่วงเวลาโหลดไฟฟ้าสูงสุดและตอบสนองฉุกเฉิน เป็นต้น ส่วนประเทศไทยได้มีการนำ BESS มาปรับใช้ให้ทำงานควบคู่กับการผลิตไฟฟ้าจาก Solar farm แล้ว เช่น โครงการ Solar + BESS ที่มีสัญญาขายไฟฟ้าจำนวน 121 เมกะวัตต์ของบริษัทในกลุ่ม GULF ที่ได้เริ่มผลิตไฟฟ้าและขายแก่ กฟผ. ในปี 2025 ที่ผ่านมา</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2) เทคโนโลยีสมาร์ตกริด </strong>ที่จะทำงานร่วมกับโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและแบตเตอรี่เพื่อเพิ่ม &ldquo;เสถียรภาพทางไฟฟ้า&rdquo; โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ไฟฟ้าในระดับภูมิภาคหรือพื้นที่ห่างไกลจากโครงข่ายไฟฟ้าหลัก ดังตัวอย่างของประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีการติดตั้งระบบสมาร์ตกริดร่วมกับ BESS มากที่สุดในโลกทั้งในเชิงการทดลองและเชิงพาณิชย์ เช่น โครงการ Western Downs + Broken Hill ที่มีกำลังการผลิตรวมกว่า 320 เมกะวัตต์ ในการเสริมเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าจากการเพิ่มไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มในควีนส์แลนด์ เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3) เทคโนโลยีการประเมินและจัดการความต้องการไฟฟ้า (Demand Response, DR) </strong>จะเป็นตัวช่วยให้มองเห็นภาพรวมของความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand) และการผลิตไฟฟ้าในแหล่งต่าง ๆ (Supply) ตั้งแต่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ลงมาจนถึงการผลิตไฟฟ้าในครัวเรือนจาก Solar rooftop ให้สามารถมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าให้ตรงตามความต้องการได้ ยกตัวอย่างเช่น โครงการติดตั้ง DR ในสหรัฐฯ จำนวน 45 รัฐ เพื่อให้ทราบความต้องการไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ทำให้ภาครัฐสามารถบริหารการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าตรงตามความต้องการและลดการสูญเสียพลังงานในโครงข่ายไฟฟ้า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทั้งนี้การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะต้องทำควบคู่กับการกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลาย </strong>เพื่อลดความเสี่ยงในกรณีที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีปัญหาและลดความเสี่ยงเรื่องการจัดหาและนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของประเทศ ตัวอย่างเช่น</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 13pt;">การจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่ง<span style="color: #4e4e4e;">ผู้ผลิต</span>ที่หลากหลายและแผนการจัดหาเชื้อเพลิงทดแทนเพื่อลดความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงาน อาทิ<br />o&nbsp;&nbsp;&nbsp; จัดหาก๊าซธรรมชาติจากผู้จำหน่ายหลายรายและเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องราคานำเข้าก๊าซธรรมชาติที่ผันผวนและส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า <br /><br />o&nbsp;&nbsp;&nbsp; จัดหาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงทดแทน เช่น ก๊าซชีวภาพและไฮโดรเจนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เพียงพอสำหรับทดแทนเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าฟอสซิลในระยะยาวและภาวะฉุกเฉิน</span></li>
<li><span style="color: #4e4e4e; font-size: 13pt;">พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบ Small Modular Reactor (SMR) เพื่อเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าฐาน (Baseload) เป็นทางเลือกใหม่ที่สามารถทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินในระยะยาว</span></li>
</ul>
<br /><br /><br />
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ซึ่งการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy security) เป็นสิ่งสำคัญที่นานาประเทศได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศ </strong>เช่น สิงคโปร์และญี่ปุ่นที่มีกลยุทธ์การจัดเก็บเชื้อเพลิงสำรองเพื่อลดความเสี่ยงจากราคานำเข้าพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนทดแทนก๊าซธรรมชาติในระยะยาวและภาวะฉุกเฉิน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (ความมั่งคั่งด้านพลังงาน) &ndash; ค่าไฟฟ้าในระดับสูงฉุดความมั่งคั่งด้านพลังงาน จึงต้องบริหารจัดการควบคู่กับการลงทุนเทคโนโลยีใหม่</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากการนำเทคโนโลยีใหม่ที่มีต้นทุนการผลิตสูงมาใช้ แม้จะตอบโจทย์ด้านความมั่นคงและความยั่งยืน แต่จะไปกระทบด้านความมั่งคั่งที่เป็นต้นทุนด้านพลังงานของประเทศ </strong>แม้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะมีแนวโน้มลดลงและอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล แต่การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงและยั่งยืน จะทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น จากร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า PDP 2024 พบว่า ในช่วงปี 2029 &ndash; 2037 ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มสูงขึ้นจาก 3.76 บาทต่อหน่วยในปี 2030 มาอยู่ที่ 3.98 บาทต่อหน่วยในปี 2037 เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่มาใช้ในการผลิตไฟฟ้า อาทิ การเริ่มใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในปี 2030 การลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน BESS โครงข่ายไฟฟ้าและเริ่มใช้ในปี 2032 และมีการเริ่มผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ (SMR) ในปี 2037<strong> ดังนั้น รัฐบาลต้องมีมาตรการเพื่อรองรับค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนั้นจะกระทบในหลายมิติทั้งค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนทางธุรกิจ จนถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย </strong>โดยหากเทียบค่าไฟฟ้าสำหรับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (กลุ่มที่มีแผนการลงทุนในไทย) ของไทยกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนปี 2025 จะพบว่าประเทศไทยมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 3.55 บาทต่อหน่วย ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 4 จาก 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยหากค่าไฟฟ้าของไทยมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ก็จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศปรับตัวลดลง ซึ่งภาครัฐคือหน่วยงานหลักที่ต้องเข้ามาบริหารจัดการต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสมในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้<strong> SCB EIC มองว่า จากเป้าหมาย Net zero ที่ไทยต้องเพิ่มเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและทำให้ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มสูงขึ้น ภาครัฐสามารถบรรเทาปัญหาดังกล่าวลงได้ ผ่านการดำเนินการอย่างน้อย 3 ประการ คือ</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">1) จัดหาเชื้อเพลิงในประเทศมาใช้ในสัดส่วนที่สูงขึ้นเพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงราคาสูง เช่น การจัดหาและผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมากขึ้น การจัดหาเชื้อเพลิงทดแทน เช่น ก๊าซชีวภาพมาใช้ในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">2) รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใหม่ในราคาที่ถูกลงตามแนวโน้มต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ปรับตัวลงในอนาคต อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ที่คาดว่ามีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลงเหลือ 1.1 บาทต่อหน่วยในปี 2030 และลดลงเหลือ 0.7 บาทต่อหน่วยในปี 2050 เป็นต้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3) เปิดให้ใช้ Direct PPA (โครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรงระหว่างผู้ประกอบกิจการ Data center และผู้ผลิตไฟฟ้า) และ Third Party Assessment (TPA) (การอนุญาตให้บุคคลที่สามหรือผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถเชื่อมต่อไฟฟ้ากับโครงข่ายไฟฟ้าได้) โดยไม่ให้กระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนและธุรกิจรายอื่น ๆ จากการที่ภาครัฐคิดค่าบริการโครงข่ายไฟฟ้าโดยแยกต้นทุนที่เกิดจากการลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ที่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่เข้ามาลงทุน แนวทางดังกล่าวจะสามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดเพื่อบรรลุ Net zero ซึ่งจะส่งเสริมการลงทุน ขณะเดียวกัน ก็ไม่กระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ท้ายที่สุด ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ Net zero 2050 ทำให้ต้องเพิ่มพลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกระทบทั้งสามมิติของ Energy trilemma ทั้งความยั่งยืน ความมั่นคง และความมั่งคั่ง แม้การเพิ่มไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ควบคู่ไปกับการลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญ แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังต้องอาศัยการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน BESS การเสริมความสามารถในการบริหารระบบจัดการโครงข่าย และการพัฒนา SMR ที่ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต้นทุนไฟฟ้าให้สูงขึ้นและมีผลต่อความมั่งคั่งด้านพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ SCB EIC จึงได้เสนอ 3 แนวทางที่จะช่วยส่งเสริมความมั่งคั่งทางพลังงานให้ฟื้นขึ้นมา ลดภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อประชาชนและธุรกิจ พร้อมรักษาความสามารถแข่งขันของประเทศ ได้แก่&nbsp;(1) เพิ่มการจัดหาก๊าซธรรมชาติในประเทศและก๊าซชีวภาพทดแทนการนำเข้า&nbsp;(2) ส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ตามต้นทุนการผลิตจริงซึ่งมีแนวโน้มลดลง (3) เปิดให้มี Direct PPA และ TPA เพื่อให้เอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้ไทยสามารถเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างสมดุล ระหว่างความยั่งยืน ความมั่นคง และความมั่งคั่ง ขณะเดียวกัน ยังสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงมากขึ้นและความต้องการพลังงานสะอาดที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนมีนาคม 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Energy-trilemma-180326" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>Energy trilemma เป็นกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบนโยบายพลังงาน ที่ถูกนำมาใช้โดยผู้กำหนดนโยบายพลังงานทั่วโลก ไทยเองก็ได้มีการนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้</description>
					<enclosure length="8671" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/o2/uy/hgrgo2uyl1/Energy-trilemma.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 18 Mar 2026 12:07:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>