<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/all" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>EIC RSS</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Sun, 17 May 2026 11:13:22 +0700</pubDate><ttl>19</ttl>
				<item>
					<title>ไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากพิษสงครามตะวันออกกลาง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10102</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10102</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10102">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ดุลบัญชีเดินสะพัด (CA) หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของเศรษฐกิจด้านต่างประเทศ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account : CA) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในการวัดสุขภาพเศรษฐกิจด้านต่างประเทศ </strong>องค์ประกอบสำคัญของ CA คือ ดุลการค้าและดุลบริการ รวมถึงมีส่วนประกอบอื่นอย่างดุลรายได้และดุลเงินโอน ซึ่งสะท้อนปัจจัยอื่น ๆ เช่น รายได้และรายจ่ายในการลงทุนระหว่างประเทศ ค่าตอบแทนแรงงาน เป็นต้น หากประเทศมี CA เกินดุล สะท้อนว่าประเทศมีรายได้เงินตราต่างประเทศเข้ามากกว่ารายจ่ายเงินตราต่างประเทศ หาก CA ขาดดุลย่อมหมายถึงรายจ่ายออกไปต่างประเทศที่มากกว่ารายได้<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ตัวชี้วัดนี้มีความสำคัญกับไทยสูง เนื่องจากไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูงมาก สะท้อนจากระดับการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ (Trade openness) หรือผลรวมของมูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าและบริการที่สูงถึง 137% ของ GDP ในปี 2024 สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 57% และสูงเป็นอันดับที่ 30 จาก 196 ประเทศในโลก</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ไทยมีความเสี่ยงขาดดุล CA ในปีนี้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในอดีตไทยเกินดุล CA อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงก่อนวิกฤติโควิด เช่น ในปี 2019 ไทยเกินดุล CA มากถึง 3.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ<strong> แต่ CA กลับมีแนวโน้มแย่ลงมากในช่วงหลังวิกฤติโควิด </strong>โดยลดเหลือเพียง 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 และมีแนวโน้มจะถูกซ้ำเติมจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงกำแพงภาษีชุดใหม่ของทรัมป์ที่จะกระทบการส่งออก<strong> ทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะขาดดุล CA ในปีนี้อีกครั้ง ซึ่งเคยเกิดขึ้นเพียง 5 ครั้งนับตั้งแต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 1997 </strong>ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ดุลการค้าที่เกินดุลลดลง ค่าขนส่งที่แพงขึ้น และดุลการท่องเที่ยวที่แย่ลง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1. ดุลการค้าจะเกินดุลลดลง เพราะ <br />&nbsp; &nbsp; &nbsp; (1) นำเข้าไทยมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง </strong>แม้การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้สูงมากถึง 12.7% ในปี 2025 และ 16.9% ใน 2 เดือนแรกของปี 2026 เป็นผลจากทั้งผลของการเร่งผลิตและส่งออกก่อนได้รับผลกระทบของสงครามการค้าอย่างเต็มที่ การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นมากตามกระแสการลงทุนใน AI และ Data center ทั่วโลก รวมถึงการส่งออกทองคำที่สูงในช่วงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน อย่างไรก็ดี การนำเข้ากลับขยายตัวได้สูงกว่าถึง 5 ใน 6 เดือนที่ผ่านมา จนดุลการค้าขาดดุลถึง 3 ใน 6 เดือนดังกล่าว โดยเฉพาะในการนำเข้าจากจีน และการนำเข้าสินค้าขั้นต้นและขั้นกลางในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำมาผลิต และส่งออก รวมถึงใช้ในประเทศ ส่งผลให้ดุลการค้าปรับตัวแย่ลงมาก ซึ่งการนำเข้าเพื่อนำไปผลิตและส่งออก หรือการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ โดยปกติอาจเป็นเรื่องที่ดี แต่ในกรณีปัจจุบันพบว่าไทยอาจไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร สะท้อนจากกิจกรรมภาคการผลิตที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยอยู่ที่เพียง 56.8% ในเดือน ก.พ. 2026 เทียบกับ 65.6% ในปี 2021<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(2) ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง </strong>โดยการส่งออกไปกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (ME 15) หดตัวมากถึง -57.1% ในเดือน มี.ค. 2026 (ข้อมูลเบื้องต้นในระบบศุลกากร) และผลกระทบมีแนวโน้มขยายวงไปยังการส่งออกประเทศอื่น ๆ ในระยะข้างหน้า ผ่านช่องทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ในสินค้าต้นน้ำที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการอาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหรือขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตเพื่อส่งออก นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนสูงราว 8% ของ GDP มูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นจากการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น โดยราคาสินค้านำเข้ากลุ่ม Fuel Product เดือน มี.ค. ขยายตัวสูงถึง 34.7%MOM เมื่อเทียบกับเดือนก่อน<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(3) กำแพงภาษีสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 </strong>ในปัจจุบันสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเตรียมตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 ของ The Trade Act of 1974 สินค้าไทยและคู่ค้าหลัก หากไทยถูกตั้งกำแพงภาษีสูงกว่าคู่แข่ง ก็จะทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของการส่งออกไทย คิดเป็นสัดส่วน 21.3% ของการส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2025 ในทางกลับกันไทยอาจต้องยอมเปิดตลาดนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น ทั้งผ่านการลดภาษีนำเข้าหรือผ่านการคลายมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่าง ๆ เพื่อขอเจรจาให้สหรัฐฯ ลดกำแพงภาษีต่อไทยลง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2. ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศแพงขึ้น </strong>ดัชนี Freightos Global Container Index ที่สะท้อนราคาค่าขนส่งสินค้าทางเรือโลกสูงถึง 2,424.7 ในปี 2025 เพิ่มขึ้นจากระดับ 1,375.8 ในปี 2019 ถึง 76.2% จากต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้น ทำให้ไทยมีต้นทุนในการนำเข้าและส่งออกเพิ่มสูงขึ้นมาก แม้ดัชนีจะลดลงบ้างในช่วงต้นปี 2026 แต่สงครามในตะวันออกกลางก็สร้างความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าขนส่งสินค้าแพงขึ้นตามราคาพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการขนส่ง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3. ดุลการท่องเที่ยวแย่ลงจากผลกระทบสงคราม </strong>ในช่วงก่อนวิกฤติปี 2019 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยสูงสุดถึง 39.8 ล้านราย อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยกลับไม่สามารถฟื้นตัวทำจุดสูงสุดใหม่ได้หลังวิกฤติโควิดอยู่ที่เพียง 33 ล้านรายในปี 2025 ผลจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวชะลอลง การออกนโยบายดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของหลายประเทศเอเชีย (Tourism war) รวมถึงความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนในการท่องเที่ยวไทย สำหรับปี 2026 SCB EIC ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยอาจไม่เติบโตจากผลสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากการปรับลดจำนวนเที่ยวบินทั่วโลก ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้นมากตามราคาน้ำมัน และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยในปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปแล้ว ซึ่งมีกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>CA ที่จะแย่ลงชั่วคราว 1-2 ปีจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นเรื่องกระทบทั่วโลก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ CA ไทยมีแนวโน้มแย่ลงอยู่ก่อนแล้ว </strong>หลายองค์ประกอบใน CA ที่แย่ลงจะส่งผลต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ในกรณีเลวร้ายหากไทยขาดดุล CA เรื้อรังอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่า แม้จะช่วยให้การส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้นบ้าง แต่จะทำให้ต้นทุนการนำเข้า โดยเฉพาะพลังงานสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ขณะที่ CA เป็นหนึ่งในตัวแปรที่องค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสนใจอีกด้วย<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับการขาดดุล CA นี้? </strong>เริ่มต้นจาก<strong> (1) การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศในภาคการผลิต </strong>เพื่อให้สัดส่วนของการนำเข้าลดลงเมื่อเทียบกับการส่งออก ซึ่งนอกจากจะเป็นผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจแล้ว จะยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการตั้งกำแพงภาษีสินค้าผ่านแดน (Transshipment) จากสหรัฐฯ ได้ด้วย<strong> (2) ยกระดับโครงสร้างการท่องเที่ยวสู่ High-Value Tourism </strong>ลดการพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยว แต่หันมาเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรม ควบคู่การยกระดับความปลอดภัย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงและพำนักยาวขึ้น และ<strong> (3) เร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน </strong>ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ด้วยการผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด สนับสนุนการติดตั้ง Solar rooftop ในภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ซ้ำเติมด้วยสงครามตะวันออกกลางและกำแพงภาษีสหรัฐฯ สะท้อนชัดว่าไทยอาจไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมได้อีกต่อไป ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับการผลิต การท่องเที่ยว และพลังงาน จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการกำหนดทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจไทย เพื่อลดความเปราะบางและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ใน Thairath money วันที่ 10 พฤษภาคม 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Current-Account-110526" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ลดพึ่งพารูปแบบเดิม และเร่งยกระดับการผลิต ท่องเที่ยว และพลังงาน เพื่อรับมือความเสี่ยงและเติบโตระยะยาว</description>
					<enclosure length="4397" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/4y/e4/hifa4ye41r/Current-Account-110526.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 11 May 2026 13:41:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ไม่ล้ม ไม่ฟื้น ไม่เดินหน้า : โจทย์ Zombie Firms และการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10101</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10101</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10101">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในช่วงหลายปีมานี้ ผู้ประกอบการ SMEs ไทยไม่ได้เผชิญแค่โจทย์เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่ำ แต่กำลังต้องทำธุรกิจในโลกที่กติกาเดิมใช้ไม่ได้เหมือนเดิม การแข่งขันรุนแรงขึ้น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นสภาพแวดล้อมใหม่ของการทำธุรกิจ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ในบริบทเช่นนี้ &ldquo;การอยู่รอดทางธุรกิจ&rdquo; อาจไม่ได้หมายความว่า &ldquo;ปลอดภัยหรือแข็งแรง&rdquo; แม้ผู้ประกอบการจะสามารถประคองกิจการผ่านวิกฤตโควิด-19 มาได้ ยังเปิดดำเนินการและจ้างงานได้อยู่ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ SMEs จำนวนมากไม่สามารถกลับมาแข็งแรง หรือสร้างการเติบโตใหม่ได้จริง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาวะ &ldquo;ศึกนอกซ้อนศึกใน&rdquo; เมื่อแรงกดดันจากโลกภายนอกทับซ้อนกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของภาคธุรกิจไทยเอง หากผลกระทบเริ่มขยายวง SMEs อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ แต่อาจกลายเป็นจุดสะสมความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทยได้<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า SMEs จะประคองตัวอย่างไรให้รอดได้ แต่คือ ระบบเศรษฐกิจไทยกำลังจะพาธุรกิจจำนวนมากไปสู่ &ldquo;การอยู่ต่อ แต่ไม่ไปไหน&rdquo; หรือไม่? และ &ldquo;ควรออกแบบการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจอย่างไรจึงจะช่วยให้เศรษฐกิจเคลื่อนไปข้างหน้าได้ในระยะยาว&rdquo;</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>1. SMEs เป็นรากฐานของเศรษฐกิจไทย แต่สร้างพลังเศรษฐกิจได้ไม่มาก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SMEs คือฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทยในมิติ &ldquo;จำนวน&rdquo; และ &ldquo;การจ้างงาน&rdquo; แต่ไม่ใช่มิติพลังเศรษฐกิจ </strong>ในเชิง &ldquo;รายได้&rdquo; และ &ldquo;มูลค่าเพิ่ม&rdquo; ขณะนี้ SMEs คิดเป็นเกือบ 98% ของจำนวนกิจการทั้งหมด และจ้างงานมากกว่า 70% ของแรงงานไทย แต่กลับสร้างรายได้แค่ราว 18% ของรายได้ธุรกิจ ขณะที่รายได้กว่า 80% กระจุกอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีจำนวนเพียง 2% ช่องว่างนี้กำลังสะท้อนความจริงของเศรษฐกิจไทยที่ว่า SMEs จำนวนมากกำลังแบกรับระบบเศรษฐกิจ แต่กลับไม่มีพลังขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจได้มากนัก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในด้านมูลค่าเพิ่ม SMEs ไทยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจราว 35% </strong>น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่ง SMEs สร้างมูลค่าเพิ่มได้เกินครึ่งของ GDP ความแตกต่างนี้สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้ SMEs ไทยจำนวนมากยังติดอยู่ในธุรกิจมูลค่าเพิ่มต่ำ ต้นทุนสูง และแข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ศูนย์วิจัยกรุงไทย (2569) ศึกษางบการเงิน SMEs ไทยย้อนหลังนับสิบปี ยืนยันภาพชัดเจนว่า ความสามารถในการทำกำไรของ SMEs ไทยถดถอยลงอย่างต่อเนื่องแทบทุกกลุ่ม แม้พ้นช่วงโควิดไปแล้ว<strong> ปัญหาหลักของ SMEs คือ &ldquo;หนี้สูง สภาพคล่องตึงตัว และอัตรากำไรลดลง&rdquo; </strong>โดย SMEs กลุ่มอ่อนแอมีภาระหนี้สูงกว่ากลุ่มแข็งแรงหลายเท่า และมี Margin ต่ำกว่ามาก โครงสร้างภาคธุรกิจไทยแบบนี้ทำให้ SMEs กลายเป็นกลุ่มใหญ่ที่รับแรงกระแทกก่อนในทุกวิกฤต และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวจำกัด<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ผลประกอบการของ SMEs รายบริษัท แต่คือการที่ธุรกิจจำนวนมากติดกับดัก &ldquo;ไม่ล้ม ไม่ฟื้น ไม่เดินหน้า&rdquo; </strong>แม้ภาวะนี้จะไม่ทำให้เกิดวิกฤตฉับพลัน แต่กำลังกลายเป็น &ldquo;ความเปราะบางเชิงระบบ&rdquo; เพราะทรัพยากร ทั้งแรงงาน เงินทุน และเวลา ใช้ไปกับธุรกิจที่ไม่สามารถยกระดับผลิตภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ได้เต็มที่ ภาพนี้คือจุดตั้งต้นสำคัญของคำถามเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยว่า เรากำลังเผชิญโจทย์ SMEs อ่อนแอ หรือ ติดกับดัก &ldquo;บริษัทผีดิบ&rdquo; ที่กำลังขยายตัวแบบเงียบ ๆ ในระบบเศรษฐกิจไทย</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>2. Zombie Firms : ธุรกิจยังอยู่ได้ แต่ใช้ทรัพยากรจากอนาคต</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">บริษัทผีดิบ (Zombie Firms) หมายถึง ธุรกิจที่ยังเปิดดำเนินการได้ ยังสามารถชำระดอกเบี้ยได้ แต่ไม่สามารถลดเงินต้นหรือสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน ธุรกิจเหล่านี้จึง &ldquo;ยังอยู่ได้&rdquo; แต่แทบไม่สร้างผลิตภาพหรือมูลค่าเพิ่มใหม่ให้ระบบเศรษฐกิจ ข้อมูลจากหลายงานศึกษาสะท้อน 3 ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับ Zombie SMEs ในไทย คือ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) Zombie SMEs มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (Scale) </strong>ในปี 2565 สัดส่วนบริษัทผีดิบของธุรกิจขนาดย่อมและขนาดย่อยสูงถึง 18.5% และ 7.7% ตามลำดับ ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่มีสัดส่วนบริษัทผีดิบไม่ถึง 5% (ณฐพงษ์, 2563) ใกล้เคียงกับผลศึกษาของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ปี 2568 ที่พบว่า Zombie SMEs มีสัดส่วนสูงในช่วง 8-15% ของจำนวนธุรกิจแต่ละขนาดทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ อสังหาฯ ก่อสร้าง ที่พักแรม การค้า และภาคการผลิต (สสว., 2568) และหากรวม &ldquo;ธุรกิจเสี่ยงจะเป็นซอมบี้&rdquo; สัดส่วนกลุ่มนี้สูงกว่าหนึ่งในสามของภาคธุรกิจ (ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี, 2567)<strong> สำหรับ &ldquo;ศึกนอกซ้อนศึกใน&rdquo; ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ คาดว่าสัดส่วนบริษัทผีดิบ SMEs และกลุ่มเสี่ยงจะยิ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2) Zombie SMEs ไม่ใช่แค่แข่งขันไม่ได้ แต่ติดกับดักภายในด้วย (Capability trap) </strong>Zombie SMEs ส่วนใหญ่อยู่ในภาวะเท่าทุนหรือขาดทุนเล็กน้อยต่อเนื่อง กว่าครึ่งรายได้ลดลงเกิน 10% ต่อปี ขณะที่มีส่วนน้อยที่รายได้เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในตลาดที่แข่งขันรุนแรงเสมอไป แต่เผชิญข้อจำกัดภายในธุรกิจเองด้วย ทั้งโครงสร้างต้นทุน ภาระหนี้ การบริหารจัดการ และการเข้าถึงทรัพยากร ดังนั้น ปัญหาของ Zombie Firms อาจไม่ใช่แค่ &ldquo;ขายไม่ได้&rdquo; แต่คือ &ldquo;เปลี่ยนไม่ได้&rdquo; พอรู้ว่าจะต้องปรับตัว แต่ไม่รู้จะเปลี่ยนไม่ให้เสี่ยงเกินไปอย่างไร<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3) ระบบเอื้อให้ Zombie SMEs &ldquo;อยู่ต่อ&rdquo; มากกว่า &ldquo;เปลี่ยนผ่าน&rdquo; (System bias) </strong>หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทผีดิบยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจ คือท่าทีของเจ้าหนี้ ทั้งเจ้าหนี้คนใกล้ชิดและสถาบันการเงินที่ช่วย &ldquo;ประคอง&rdquo; เพราะการปิดกิจการยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน และการปรับโครงสร้างมีต้นทุนสูง ผลลัพธ์คือธุรกิจกลุ่มนี้ยังใช้แรงงาน เงินทุน และทรัพยากรต่อ แต่ไม่สามารถสร้างผลิตภาพใหม่หรือรองรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เต็มที่<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ในเศรษฐกิจที่แข็งแรง ธุรกิจที่ไม่ตอบโจทย์โลกใหม่ควรค่อย ๆ ลดบทบาท เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจและโมเดลใหม่เข้ามาแทนที่ แต่สำหรับเศรษฐกิจไทย ธุรกิจ SMEs จำนวนมากไม่ล้มและไม่เปลี่ยน เศรษฐกิจยังเคลื่อนไหวได้ แต่ไม่เคลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งภาวะนี้กำลังกลายเป็นข้อจำกัดเชิงระบบต่อการเติบโตในระยะยาว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>3. Reinvent Thailand : จากการประคองให้อยู่ สู่การออกแบบเพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">Reinvent Thailand คือแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงินไทย ที่ริเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวและเปลี่ยนผ่านได้ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนเร็วขึ้น แก่นของแพลตฟอร์มนี้คือการช่วย SMEs ไม่ใช่แค่สภาพคล่องระยะสั้น แต่ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจในระยะยาว เช่น โครงการ &ldquo;พี่ช่วยน้อง&rdquo; ในรูปแบบ Supply Chain Financing มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ หรือการสนับสนุนให้ธุรกิจปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว โดยครอบคลุมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีบทบาทต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ในภาพใหญ่ Reinvent Thailand ไม่ได้มุ่ง &ldquo;จะช่วยให้ธุรกิจทุกรายอยู่รอดอย่างไร&rdquo; แต่ตั้งโจทย์ที่สำคัญกว่า คือ &ldquo;จะออกแบบระบบอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจเกิดขึ้นจริง โดยไม่ผลักความเสี่ยงทั้งหมดไปที่ธุรกิจ&rdquo; ซึ่งหมายถึงการออกแบบเงื่อนไขและทางเลือกให้ธุรกิจสามารถปรับ เปลี่ยนบทบาท หรือก้าวไปสู่โมเดลใหม่ได้อย่างสร้างสรรค์ แทนการประคองให้ดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมต่อไป แม้จะไม่สามารถสร้างศักยภาพหรือการเติบโตใหม่ได้แล้วก็ตาม</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>3.1 นโยบาย : &ldquo;ช่วยแบบทั่วไป&rdquo; สู่ &ldquo;ช่วยถ้าเปลี่ยน&rdquo;</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในอดีตนโยบายช่วยเหลือภาคธุรกิจมักเน้นการประคองสภาพคล่อง เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดกิจการและการว่างงานในระยะสั้น แต่ในบริบทที่การแข่งขันรุนแรงและโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว การช่วยแบบเดิมเพียงอย่างเดียวอาจยิ่งตอกย้ำภาวะ &ldquo;ไม่ล้ม แต่ไม่เปลี่ยน&rdquo;<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ภายใต้กรอบ Reinvent Thailand การช่วยเหลือจะเปลี่ยนจาก &ldquo;ช่วยให้อยู่&rdquo; ไปสู่ &ldquo;ช่วยถ้าเปลี่ยน&rdquo; ได้อย่างชัดเจน เช่น การสนับสนุนที่ผูกกับการเพิ่มผลิตภาพ การปรับกระบวนการผลิต การใช้เทคโนโลยีที่ลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง หรือการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของข้อมูล การยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะสามารถอยู่ต่อในรูปแบบเดิมได้ ไม่ใช่ความล้มเหลวของนโยบาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดสรรทรัพยากร เพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นในระยะยาว</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>3.2 ระบบการเงิน : &ldquo;เจ้าหนี้&rdquo; สู่ &ldquo;พันธมิตรในช่วงเปลี่ยนผ่าน&rdquo;</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในระบบที่ธุรกิจจำนวนมากติดกับดักซอมบี้ บทบาทของสถาบันการเงินไม่ควรจำกัดอยู่แค่การประคองหนี้ หรือการตัดสินว่าใครควรไปหรือควรอยู่ แต่ควรทำหน้าที่เป็น &ldquo;พันธมิตรในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Partner in transition)&rdquo; นั่นหมายถึงการช่วยแยกเส้นทางของ SMEs อย่างเป็นระบบ เช่น ธุรกิจที่ยังมีศักยภาพ แต่ต้องการเวลาและการปรับโครงสร้าง, ธุรกิจที่พร้อมเปลี่ยนโมเดล หรือขยับไปสู่ตลาดใหม่, ธุรกิจที่อาจเหมาะกับการควบรวม เปลี่ยนบทบาท หรือออกจากรูปแบบเดิมและเริ่มต้นใหม่<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">เมื่อการ &ldquo;ออกจากรูปแบบเดิม&rdquo; ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ธุรกิจสามารถออกแบบได้ แรงจูงใจในการยื้อธุรกิจที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม จะค่อย ๆ ลดลง และเปิดทางให้ทรัพยากรไหลไปสู่กิจกรรมที่มีผลิตภาพสูงกว่าได้</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>3.3 SMEs : &ldquo;โตเชิงขนาด&rdquo; สู่ &ldquo;ความแข็งแรงเชิงคุณภาพ&rdquo;</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับ SMEs การเปลี่ยนผ่านในโลกปัจจุบันอาจไม่ได้วัดที่การเติบโตเชิงขนาดเสมอไป แต่หมายถึงการเล็กลง แต่แข็งแรงขึ้น การออกจากการแข่งขันด้านราคา การขยับสู่ตลาดเฉพาะบริการมูลค่าเพิ่ม หรือการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าใหม่ อาจไม่ทำให้ธุรกิจ &ldquo;ใหญ่ขึ้น&rdquo; ในทันที แต่ช่วยเพิ่มความสามารถในการอยู่รอด และปรับตัวได้ดีขึ้นในระยะยาว แม้การเปลี่ยนจะมีต้นทุน แต่ต้นทุนของการไม่เปลี่ยน กำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกที่การแข่งขันเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">Reinvent Thailand ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่คือกรอบคิดที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนขยับจากการ &ldquo;ประคองสถานะเดิม&rdquo; ไปสู่การ &ldquo;ออกแบบการเปลี่ยนผ่านอย่างมีทิศทาง&rdquo; เพราะในท้ายที่สุดเศรษฐกิจที่แข็งแรง ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ไม่มีใครล้ม แต่คือเศรษฐกิจที่ เปิดพื้นที่ให้การเปลี่ยนเกิดขึ้นได้จริง และทำให้ทุกการเปลี่ยนมีความหมาย<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">จากสถานการณ์ศึกนอกซ้อนศึกในของภาคธุรกิจไทยขณะนี้ ไม่ใช่คำถามว่าใครจะอยู่รอด แต่คือระบบเศรษฐกิจเอื้อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ Zombie Firms ที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นอาการ แต่สาเหตุคือระบบที่ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนไม่ได้ แพลตฟอร์ม Reinvent Thailand กำลังมุ่งออกแบบการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจให้เกิดขึ้นได้จริงมากขึ้น เพื่อเอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทย และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในระยะยาว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในเว็บไซต์ Workpointtoday และเพจ TODAY Bizview เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2026</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>อ้างอิง :<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ณฐพงศ์ ตันติจิรานนท์ (2563) &ldquo;Uneven recovery เศรษฐกิจไทยฟื้น แต่ธุรกิจฟื้นไม่เท่ากัน&rdquo;, SCB EIC Brief, 17 พฤศจิกายน 2566&nbsp;<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/thai-business-171123">https://www.scbeic.com/th/detail/product/thai-business-171123</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (2567) &ldquo;ttb analytics ชี้ผู้ประกอบการไทยยังเปราะบาง เสี่ยงกลายเป็น &ldquo;Zombie Firm&rdquo; กว่า 35%&rdquo; 13 ธันวาคม 2567 <a href="https://www.ttbbank.com/th/newsroom/detail/ttba-zombie-firm-dec-2024">https://www.ttbbank.com/th/newsroom/detail/ttba-zombie-firm-dec-2024</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (2568) &ldquo;รายงานเจาะพฤติกรรมธุรกิจผีดิบของผู้ประกอบการ SME&rdquo; ภายใต้การศึกษาโครงการศึกษาปัญหาและความต้องการ MSME เร่งด่วน&rdquo; 5 ตุลาคม 2568 <a href="https://www.smeone.info/posts/view/5434">https://www.smeone.info/posts/view/5434</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">The Standard (2569) &ldquo;เปิดสถิติย้อนหลัง 15 ปี พบความสามารถทำกำไร SME ไทย &lsquo;ถดถอย&rsquo; ทุกกลุ่มธุรกิจ Krungthai COMPASS ชี้ไทยต้องการ &lsquo;ผ่าตัดใหญ่&rsquo;, 3 กุมภาพันธ์ 2569&nbsp; <a href="https://thestandard.co/thai-sme-profit-decline-reform/">https://thestandard.co/thai-sme-profit-decline-reform/</a></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Zombie-SMEs-110526" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจไทยกำลังทำให้ธุรกิจจำนวนมาก “อยู่รอดแต่ไม่เติบโต” หรือไม่ และควรออกแบบการเปลี่ยนผ่านอย่างไรให้เศรษฐกิจเดินหน้าระยะยาว?</description>
					<enclosure length="5752" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ia/ix/hif2iaix2s/Zombie-SMEs-110526.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 11 May 2026 13:41:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เมื่อเส้นทางการค้ากลายเป็นความเสี่ยง : ธุรกิจควรปรับซัพพลายเชนอย่างไรในโลกที่ไม่แน่นอน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10100</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10100</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10100">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สงครามตะวันออกกลางทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ซัพพลายเชนสะดุด และการผลิตชะลอจากปัญหาอุปทาน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นตอกย้ำให้ภาคธุรกิจทั่วโลกตระหนักว่า &ldquo;ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์&rdquo; ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราวที่สร้างความผันผวนเป็นช่วง ๆ อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก </strong>ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ตั้งแต่ราคาน้ำมันที่ผันผวนและพุ่งสูงขึ้นแรง ต้นทุนขนส่ง ค่าระวางและเบี้ยประกันจากความเสี่ยงสงครามที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไปจนถึงปัญหาการขนส่งล่าช้าและการขาดแคลนวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทาน หลายประเทศเริ่มเห็นกิจกรรมการผลิตที่ชะลอลง ซึ่งไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ที่หายไป แต่เป็นผลจากอุปทานที่ต้องหยุดชะงัก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับไทย ความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลกระทบมายังภาคธุรกิจในวงกว้าง โดยพื้นที่ EEC เป็นหนึ่งในฐานการผลิตของอุตสาหกรรมสำคัญที่ได้รับผลกระทบหลากหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมเหล่านี้ล้วนพึ่งพาวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และเครื่องจักรจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ก็พึ่งพาตลาดส่งออกในสัดส่วนที่สูง เมื่อสถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอนสูง ผลกระทบจึงเกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนในการจัดหาปัจจัยการผลิต และความเสี่ยงด้านการส่งมอบสินค้า ความเสี่ยงดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของทั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรม เนื่องจากหากอุตสาหกรรมต้นน้ำหยุดชะงัก อุตสาหกรรมปลายน้ำจะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ทำอย่างไรให้การผลิตและการส่งมอบมีความต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาคการผลิตจำนวนมากเติบโตภายใต้แนวคิด Just‑in‑Time หรือการมีวัตถุดิบ &ldquo;พอดีเวลา พอดีใช้&rdquo; ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนสต็อกและเพิ่มประสิทธิภาพในสภาวะปกติที่การขนส่งมีเสถียรภาพ แต่เมื่อบริบทโลกเปลี่ยนจากความแน่นอนมาสู่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โมเดลดังกล่าวจึงเริ่มมีจุดอ่อนมากขึ้นเพราะระบบที่ไม่มีกันชนเพียงพอ จะเปราะบางทันทีเมื่อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนสำคัญขาดหาย ส่งผลให้ทั้งสายการผลิตต้องหยุดชะงัก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>คำถามสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องคิดใหม่จึงไม่ใช่เพียง &ldquo;จะทำอย่างไรให้ต้นทุนต่ำที่สุด&rdquo; แต่คือ &ldquo;จะทำอย่างไรให้การผลิตและการส่งมอบมีความต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอน&rdquo; </strong>โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดโลกสูง ในบริบทนี้ แนวคิด Just‑in‑Case จึงกลับมามีบทบาทมากขึ้นในฐานะเครื่องมือบริหารความเสี่ยง อย่างไรก็ดี Just‑in‑Case ไม่ได้หมายถึงการกักตุนสินค้าจำนวนมากจนต้นทุนบานปลาย แต่คือการให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและสามารถรับแรงกระแทกได้ ผ่านการบริหารสต็อกอย่างมีเป้าหมาย ภาคธุรกิจควรเริ่มจากการระบุว่าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนใดเป็น &ldquo;คอขวด&rdquo; ที่หากขาดแล้วจะส่งผลให้การผลิตหยุดชะงัก จากนั้นจึงสร้าง Safety stock ในจุดวิกฤติ กระจายแหล่งจัดซื้อไปมากกว่าหนึ่งประเทศ หรือมีซัพพลายเออร์สำรองสำหรับชิ้นส่วนสำคัญ ควบคู่กับการลงทุนในระบบ Supplier mapping เพื่อให้มองเห็นห่วงโซ่อุปทานลึกถึงระดับ Tier 2-3 และใช้ข้อมูลเรียลไทม์ช่วยคาดการณ์และรับรู้ความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">บทเรียนจากต่างประเทศสะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น Toyota ของญี่ปุ่น ซึ่งเคยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากแผ่นดินไหวและสึนามิ จนต้องทบทวนซัพพลายเชนครั้งใหญ่ มีการจัดทำรายการชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องรักษาความต่อเนื่องในการจัดหาและกำหนดระดับการสำรองขั้นต่ำสำหรับชิ้นส่วนเฉพาะทางบางประเภท โดยเป้าหมายไม่ใช่การละทิ้งระบบ Lean (กระบวนการทำงานที่มุ่งลด Waste และใช้ทรัพยากรให้น้อยลง) แต่เป็นการทำให้ระบบ Lean ทนทานต่อแรงกระแทกมากขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในระยะข้างหน้า ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจจะไม่ได้วัดจากต้นทุนต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากความพร้อมต่อความไม่แน่นอน </strong>ธุรกิจที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพแบบ Just‑in‑Time และความยืดหยุ่นแบบ Just‑in‑Case รักษาความต่อเนื่องของการผลิต ปรับซัพพลายเชนให้ยืดหยุ่น เพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารวัตถุดิบและพลังงานได้ดีและสามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด จะมีศักยภาพก้าวเป็นฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะในโลกที่ &ldquo;ความไม่ปกติกลายเป็นเรื่องปกติ&rdquo; ความสามารถในการส่งมอบได้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของความสามารถในการแข่งขันด้วย<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ใน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ Smart EEC วันที่ 7 พฤษภาคม 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Supply-chain-080526" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในระยะข้างหน้า ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจจะไม่ได้วัดจากต้นทุนต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากความพร้อมต่อความไม่แน่นอน</description>
					<enclosure length="4465" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/4b/w8/hibu4bw8w0/Supply-chain.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 08 May 2026 14:57:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพงจากสงคราม หนุนคืนทุนเร็วจากมาตรการลดหย่อนภาษี 2 แสนบาท</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10090</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10090</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10090">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/oa/ez/hi9foaezui/Infographic-In-focus-Solar-rooftop-20260506.jpg" alt="Infographic-In-focus-Solar-rooftop-20260506.jpg" width="1040" height="1931" /></strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงาน และผลจากมาตรการลดหย่อนภาษี</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">มาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ภาครัฐได้ประกาศออกมา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2026 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028 จะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยจูงใจให้ประชาชนเห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป จากการลดภาระค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในสภาวะที่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กดดันค่าไฟฟ้าให้ปรับตัวสูงขึ้น ผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ <strong>มาตรการสำหรับภาคครัวเรือน</strong> โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อระบบ (มาตรา 3) และ<strong>มาตรการสำหรับภาคธุรกิจ</strong> โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงานที่ได้รับฉลากประสิทธิภาพสูงระดับ 5 ดาว (มาตรา 4) โดยมาตรการลดหย่อนภาษีถือเป็นมาตรการสำคัญที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ติดตั้งจะได้รับเงินคืนบางส่วนหลังยื่นแบบภาษี คิดเป็นการลดต้นทุนราว 5&ndash;20% ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ตัวอย่างเช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000&ndash;5,000 บาทต่อเดือน และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 6&ndash;7 ปี ซึ่งเร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี และหากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงและเลือกติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ขึ้นก็มีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้น เช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 5,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 4&ndash;6 ปี เร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ยิ่งไปกว่านั้น หากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive โดยคิดอัตรา 3 บาทต่อหน่วย สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก, อัตรา 3.95 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย และ 5 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป จะส่งผลให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยขึ้นไปมีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าแบบเดิม และถ้าครัวเรือนกลุ่มนี้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปก็จะสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกราว 1-3 เดือน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังมีอุปสรรค</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การหาผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการติดตั้ง</strong> ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ภาคครัวเรือนสามารถลดอุปสรรคเหล่านี้ได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ (1) การเลือกผู้ให้บริการที่มีทางเลือกด้านการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น สินเชื่อเช่าซื้อหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งช่วยลดภาระเงินก้อนแรกและเพิ่มความคุ้มค่าร่วมกับมาตรการลดหย่อนภาษี และ (2) การเลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ มีข้อมูลสินค้า ราคา การรับประกัน และบริการหลังการขายที่ชัดเจน ควบคู่กับการแสดงผลงานที่ติดตั้งสำเร็จแล้วพร้อมการรีวิวจากผู้ที่ติดตั้ง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาครัฐสามารถส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปโดยลดอุปสรรคและเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคครัวเรือน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นอกเหนือจากมาตรการลดหย่อนภาษีและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางแล้ว ภาครัฐอาจพิจารณาเพิ่มนโยบายเพื่อแก้ไขอุปสรรคเรื่องความเชื่อมั่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของภาคครัวเรือน ได้แก่ การจัดทำระบบรับรองคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งแบบสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อช่วยให้ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปผ่านระบบ Net metering ที่ขายคืนไฟฟ้าในราคาขายปลีกซึ่งอาจจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพได้เนื่องจากราคาขายปลีกในปัจจุบันสูงกว่าราคาขายในระบบ Net billing (การนำรายได้รวมส่วนที่ขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฯ ในราคาที่รัฐประกาศหรือที่ 2.2 บาทต่อหน่วยไปหักลบกับค่าไฟฟ้าในสิ้นงวด) โดยในระยะเริ่มต้น ภาครัฐอาจทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูง เพื่อประเมินผลกระทบด้านต้นทุนและเทคนิคของระบบไฟฟ้า ก่อนขยายผลในระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับประเทศต่อไป</span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เป็นอีกนโยบายสำคัญของรัฐในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานปัจจุบัน</description>
					<enclosure length="8876" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/up/l5/hi9eupl5u6/Solar-Rooftop-050526.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 06 May 2026 10:10:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจโลก</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10059</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10059</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10059">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ได้วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของโลก</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>1. การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.9% ในปี 2568 โดยได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดต่อเนื่อง หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่มีความคืบหน้า ขณะที่สหรัฐฯ ขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปอย่างไม่มีกำหนด ส่งผลให้การขนส่งพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียยังทำได้จำกัด และทำให้ราคาพลังงานโลกมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1.1&nbsp; เศรษฐกิจสหรัฐฯ </strong>ในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง โดย SCB EIC ประเมินว่าจะเติบโตที่ 2.1% ตามการจ้างงานภาคเอกชนที่อ่อนแรงลง ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกดดันให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง และบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1.2&nbsp; เศรษฐกิจยูโรโซน</strong>ในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง โดย SCB EIC ประเมินว่าจะเติบโตที่ 1.1% จากแรงกดดันของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ผลกระทบคาดว่าจะจำกัดกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1.3&nbsp; เศรษฐกิจจีน</strong>ในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 4.4% ตามการประเมินของ SCB EIC แม้เศรษฐกิจจะเติบโตแข็งแกร่งในไตรมาส 1 จากแรงหนุนของการเร่งลงทุนภาครัฐและการส่งออก แต่คาดว่าจะชะลอลงในช่วงที่เหลือของปี จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางและการบริโภคภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1.4&nbsp; เศรษฐกิจญี่ปุ่น</strong>ในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 0.6% ตามการประเมินของ SCB EIC โดยยังได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุน อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้าคาดว่าจะชะลอลงจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>2. อัตราเงินเฟ้อของโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นอีกครั้ง แต่คาดว่าจะยังไม่รุนแรงเท่าช่วงสงครามยูเครนในปี 2565 โดย IMF ประเมิน ณ เดือนเมษายน 2569 ว่าเงินเฟ้อโลกจะอยู่ที่ 4.4%<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับสหรัฐฯ เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอาจทรงตัวสูงกว่าเป้าหมาย 2% ต่อเนื่อง ส่งผลให้ Fed มีข้อจำกัดมากขึ้นในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นจะกดดันการบริโภคภาคเอกชน ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่อ่อนแอและตลาดแรงงานที่ชะลอตัว<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ด้านเงินเฟ้อยูโรโซนในปี 2569 ภายใต้กรณีฐาน คาดว่าจะอยู่ที่ 2.6% สูงกว่าปีก่อนที่ 2.1% และสูงกว่าเป้าหมายของ ECB ที่ 2%</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>3. ทิศทางนโยบายการเงินของโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น จากราคาพลังงานที่เร่งตัวและเงินเฟ้อที่กลับมาสูงขึ้น โดย</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Fed </strong>มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 0.25% ในช่วงปลายปี 2569 ตามภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวต่อเนื่อง</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ECB </strong>มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2% ตลอดปี ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>BOJ&nbsp;</strong>คาดว่าจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.25% ภายในปีนี้ แต่จังหวะการปรับขึ้นยังมีความไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในขณะเดียวกัน นโยบายการคลังของหลายประเทศมีข้อจำกัดมากขึ้นจากภาระการใช้จ่ายเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลก</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>4. บทวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">4.1 <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/SCBEIC-Monthly-insight-0426">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนเมษายนปี 2569</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">4.2 <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q12026">Outlook ไตรมาส 1 ปี 2569</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">4.3 <a src="https://www.scbeic.com/th/macroeconomics/global-economy">รวมบทวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก</a></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน นโยบายการเงินและการคลังของหลายประเทศเริ่มเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น</description>
					<enclosure length="4296" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/5l/oe/hh715loebc/Global-economy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 05 May 2026 21:40:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9512</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9512</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9512">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>1. ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ได้วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ผ่านตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อัตราเงินเฟ้อของไทย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.1&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทย (GDP ประเทศไทย)</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทย 2569 ขยายตัว 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่นโยบายการคลังมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ความขัดแย้งในสงครามตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจไทยชัดขึ้น โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว, ภาคส่งออกบางส่วน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการ, ตลาดแรงงาน และต้นทุนธุรกิจที่ยังเปราะบาง รัฐบาลจึงเร่งออกมาตรการลดค่าครองชีพ พยุงผู้ประกอบการ และใช้กรอบนโยบาย &ldquo;4T&rdquo; เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและยกระดับเศรษฐกิจระยะยาว ขณะที่ความเสี่ยงเครดิตเรตติงลดลงหลัง Moody&rsquo;s คงอันดับไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป็น Stable แต่ยังต้องติดตามมุมมองของบริษัทจัดอันดับเครดิตอื่นในครึ่งหลังของปีอย่างใกล้ชิด</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.2&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัตราเงินเฟ้อของไทย</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 จะอยู่ที่ 3.2% ปรับเพิ่มขึ้นเกินกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่านแรงกดดันด้านพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์เป็นหลัก ก่อนทยอยส่งผ่านไปยังสินค้ากลุ่มที่เผชิญปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน บรรจุภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับเงินเฟ้อเดือนมีนาคมยังหดตัวที่ -0.08% แม้เผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานในตลาดโลก เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากมาตรการพยุงราคาน้ำมันในประเทศ รวมถึงปัจจัยด้านการจัดเก็บข้อมูลที่ยังไม่ครอบคลุมช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อมีแนวโน้มกลับมาเร่งตัวเป็นบวกในไตรมาส 2 หลังรัฐบาลทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมันลง</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.3&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 6:0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย. 2569 โดย SCB EIC ประเมินว่า ในระยะข้างหน้า กนง. น่าจะรอประเมินความชัดเจนของสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางก่อน และมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ต่อไปอีก 1&ndash;2 ไตรมาส อย่างไรก็ดี หลังจากนั้น กนง. อาจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบระหว่างความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากสงคราม กับความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงเกินกรอบเป้าหมายเป็นเวลานาน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>2. รัฐบาลใหม่เร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบและสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">รัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบ พร้อมเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ครอบคลุมการลดค่าครองชีพ ลดต้นทุนผู้ประกอบการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การอุดหนุนราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่ม และโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทยพลัส&rdquo; หรือ &ldquo;คนละครึ่งพลัส&rdquo; ควบคู่กับการปรับแผนจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 เพื่อลดความเสี่ยงล่าช้า<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">รัฐบาลยังสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบนโยบาย &ldquo;4T&rdquo; โดยเน้นการใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้าในระยะสั้น และการลงทุนระยะยาวเพื่อยกระดับเศรษฐกิจ เช่น เศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลดิจิทัล การปรับกฎเกณฑ์ล้าสมัย การพัฒนาทักษะ และความร่วมมือรัฐ-เอกชน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% หนุน GDP เติบโตสูงกว่า 3% และอาจขยายเพดานหนี้สาธารณะหรือออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากตะวันออกกลาง<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/z3/g7/hi8tz3g7at/Picture1-ThaiEconomy.png" alt="Picture1-ThaiEconomy.png" width="485" height="216" /><br /></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>3. บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3.1&nbsp; &nbsp; <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/SCBEIC-Monthly-insight-0426">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนเมษายนปี 2569</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3.2&nbsp; &nbsp; <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q12026">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3.3&nbsp; &nbsp; <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/SCBEIC-Monthly-insight-0226">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3.4&nbsp; &nbsp; <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/eic-monthly-0126">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนมกราคมปี 2569</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3.5&nbsp; &nbsp; <a src="https://www.scbeic.com/th/eic_analysis/list/Outlook">รวมบทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย</a></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงตะวันออกกลาง ขณะที่นโยบายการคลังจะมีบทบาทมากขึ้นในการพยุงเศรษฐกิจ</description>
					<enclosure length="2623" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/s2/xy/gy6es2xyup/Thai-economy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 05 May 2026 21:32:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1% ตามคาด โดยมองเงินเฟ้อสูงขึ้นชั่วคราว รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10089</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10089</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10089">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="height: 101px; background-color: #ebebf5;" width="879" cellspacing="10" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td>&nbsp;
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Key Summary</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1% โดยเป็นระดับที่เหมาะสมในการรับมือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง</li>
<li class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นชั่วคราว และจะลดลงกลับเข้ากรอบเป้าหมายในปีหน้า จึงยังไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย</li>
<li class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไปอีก 1 &ndash; 2 ไตรมาส รอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>&nbsp;</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ด้วยเสียง 6:0 </strong>โดยมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ขณะที่เงินเฟ้อคาดว่าจะปรับสูงขึ้นเกินกรอบ 1-3% บางไตรมาสในปีนี้จากปัจจัยด้านอุปทาน และจะทยอยลดลงกลับเข้ากรอบในปี 2027 มองไปข้างหน้า กนง. จะติดตามผลกระทบของสงครามต่อพลวัตของเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ และผลกระทบต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน รวมทั้งขนาดของมาตรการภาครัฐที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ของ ธปท. (ณ เม.ย. 2026)<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/p3/am/hi22p3amo7/Picture1-MPC.png" alt="Picture1-MPC.png" width="905" height="307" /><br /></strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยจะชะลอลงจากผลกระทบสงคราม แต่อาจมี Upside จากมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมจากภาครัฐ</strong></h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><span style="color: #000000; font-size: 13px;"><span style="font-size: 13pt;">&middot; กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะขยายตัว 1.5%YOY ชะลอลงจากปีก่อนที่ 2.4%YOY (รูปที่ 1) ทั้งนี้หากสงครามไม่ได้เกิดขึ้น กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.3%YOY<br /><br /></span></span><span style="color: #000000; font-size: 13pt;">&middot; กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมี Upside จากมาตรการกระตุ้นภาครัฐเพิ่มเติม หากมีเม็ดเงินใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีก 3 แสนล้านบาท อาจเพิ่มการเติบโตของ GDP 0.5 &ndash; 0.7%YOY แต่จะมีผลชั่วคราวเฉพาะปีนี้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br />เงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นในปีนี้มาจากปัจจัยอุปทานเป็นหลัก และจะลดลงเข้ากรอบในปีหน้า ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย</strong></h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000; font-size: 13pt;">&middot; กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยจะอยู่เหนือกรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาส 2 ต่อเนื่องนาน 4 ไตรมาส และจะปรับลดลงในปี 2027 ตามราคาพลังงานโลก (ประเมินค่าเฉลี่ยปี 2026 อยู่ที่ 2.9%)<br /><br />&middot; ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อไทยจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จากคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่อยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายเป็นเวลานาน (de-anchored inflation expectation) มีจำกัด เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีโอกาสเกิด wage-price spiral ต่ำ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย และอุปสงค์ภายในประเทศยังซบเซา</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจ การตัดสินใจในการประชุมครั้งต่อ ๆ ไป จะเป็น Data Dependent</strong></h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000; font-size: 13pt;"><br />&middot; กนง. มองว่าการคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้เหมาะสม ยังสามารถ Look through เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นได้ เนื่องจากสาเหตุมาจากด้านอุปทานและมีลักษณะชั่วคราว ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่นของไทย<br /><br />&middot; การตัดสินใจขึ้นและลดดอกเบี้ยในขณะนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจไทย</span></p>
<ul>
<li class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 13pt; color: #000000;">การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่เปราะบาง โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้</span></li>
<li class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 13pt; color: #000000;">การปรับลดดอกเบี้ยท่ามกลางความไม่แน่นอน อาจส่งผลกระทบต่อคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลาง</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">&middot; กนง. จะยัง Wait-and-see และปรับเปลี่ยนการดำเนินนโยบายตามข้อมูลที่เข้ามาเป็นหลัก (Data dependent) ซึ่งจะทำให้ฉากทัศน์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อแตกต่างไป โดยในกรณีเลวร้าย หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อตลอดปี 2026 ประเมินว่า ในปี 2026 GDP ไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 1%YOY และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปีจะสูงกว่า 5%<br /><br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/policy-rate-070526"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jk/l4/hi22jkl4d5/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /> </a></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/policy-rate-290426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองว่า ในระยะต่อไป กนง. จะรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 – 2 ไตรมาสข้างหน้า</description>
					<enclosure length="2760" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/67/j5/hi2367j5j8/MPC.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 18:28:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Tokenization กับโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย เมื่อเงินมีอยู่…แต่ไปไม่ถึง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10086</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10086</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10086">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ช่วงที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำเปรียบเปรยจนชินหูว่าเศรษฐกิจไทยเป็น &ldquo;คนป่วย&rdquo; ที่ค่อย ๆ อ่อนแรงลงจากหลายโรครุมเร้า ทั้งโรคใหม่จากวิกฤตเฉพาะหน้าและโรคเก่าเรื้อรังที่สะสมมานาน หากวินิจฉัยลึกลงไปถึงต้นตอของอาการ หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ยากจะมองข้ามคือภาวะคล้าย &ldquo;เส้นเลือดตีบ&rdquo; ซึ่งทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญได้ไม่เต็มที่<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">หันกลับมามองเศรษฐกิจไทยในวันนี้ก็อาจมีลักษณะไม่ต่างกัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ข้อจำกัดไม่ได้เกิดจากการขาดสภาพคล่องหรือเงินออมในระบบไม่เพียงพอ แต่อยู่ที่เงินออมยังเชื่อมไปไม่ถึงการลงทุนในภาคส่วนที่มีศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลไกการจัดสรรเงินทุนยังทำงานได้ไม่เต็มที่ โจทย์ของไทยในระยะข้างหน้าจึงอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่ม &ldquo;ปริมาณเงิน&rdquo; ในระบบ แต่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับ &ldquo;คุณภาพของท่อส่งเงิน&rdquo; มากขึ้นด้วย</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ในเชิงโครงสร้าง ปัญหาท่อส่งเงินของไทยเกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1. ระบบการเงินไทยยังพึ่งพาธนาคารพาณิชย์เป็นตัวกลางหลักในสัดส่วนสูง </strong>ขณะที่แหล่งทุนทางเลือกอื่นยังมีจำกัด ส่งผลให้เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวและธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ การเข้าถึงเงินทุนของภาคเอกชนก็มักชะลอลงตามไปด้วย<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2. สินทรัพย์คุณภาพจำนวนมากยังเข้าถึงทุนได้จำกัด </strong>ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้ประจำ รวมถึงสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ยังไม่มีหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าหรือความเสี่ยงที่เป็นมาตรฐาน เช่น คาร์บอนเครดิต หรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ล้วนยังมีต้นทุนธุรกรรมสูง กระบวนการซับซ้อน และสภาพคล่องต่ำ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3. SME ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้เต็มที่ </strong>เพราะต้นทุนการระดมทุนสูง กฎเกณฑ์ค่อนข้างเข้มงวด และข้อมูลการเงินของกิจการอาจยังไม่เพียงพอให้ผู้ลงทุนประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">เมื่อปัญหาอยู่ที่การไหลของเงินทุน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะหาเงินใหม่จากที่ใด แต่คือจะทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่แล้วเคลื่อนไปสู่ผู้ที่ต้องการใช้ทุนได้เร็วขึ้น ครอบคลุมขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้นกว่าเดิม ในบริบทเช่นนี้ Tokenization จึงอาจเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยพัฒนากลไกการจัดสรรทุน ผ่านการนำสิทธิในสินทรัพย์หรือกระแสรายได้จากสินทรัพย์ที่มีมูลค่าชัดเจนและตรวจสอบได้ มาจัดให้อยู่ในรูปแบบที่แบ่งย่อย โอนเปลี่ยนมือ และทำธุรกรรมได้สะดวกขึ้น เพื่อลดต้นทุน ลดความซับซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมเงินออมในระบบไปสู่การลงทุนที่มีศักยภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับ <strong>Real-world assets (RWA)</strong> เช่น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างรายได้ประจำ คาร์บอนเครดิต หรือสิทธิในกระแสรายได้จากสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ที่ทำให้ Tokenization ยืนอยู่บนฐานของสินทรัพย์ที่มีมูลค่าและเชื่อมโยงกลับมาสู่เศรษฐกิจจริงอย่างชัดเจน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กลไก Tokenization อาจช่วยยกระดับระบบการเงินได้อย่างน้อย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1. เปิดทางให้สินทรัพย์หรือโครงการที่มีคุณภาพ แต่เข้าถึงตลาดทุนในช่องทางเดิมได้ยาก </strong>มีช่องทางใหม่ในการเชื่อมกับผู้ลงทุน โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีกระแสรายได้และสิทธิในสินทรัพย์ชัดเจน หรือมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง อาจถูกออกแบบใหม่ให้เข้าถึงนักลงทุนได้มากขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2. ลดต้นทุนของระบบหลังบ้าน </strong>ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบข้อมูล การส่งมอบสินทรัพย์ หรือการชำระราคา หากกระบวนการเหล่านี้เชื่อมต่อกันได้ดีขึ้น ธุรกรรมก็มีแนวโน้มเร็วขึ้น ความเสี่ยงลดลง และต้นทุนโดยรวมของการทำธุรกรรมและการระดมทุนต่ำลง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3. ทำให้ตลาดการเงินไทย &ldquo;กว้าง&rdquo; ขึ้น </strong>ไม่ใช่เพียงในความหมายว่ามีทางเลือกการลงทุนสินทรัพย์ในตลาดมากขึ้น แต่ในความหมายว่ามีผู้เล่นมากขึ้น เข้าถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย และเปิดพื้นที่ให้เงินออมในระบบไหลเข้าสู่การลงทุนที่สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับประเทศไทย การใช้ Tokenization เพื่อการระดมทุนยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและมีมูลค่าไม่สูงมากนัก แต่ทิศทางเชิงนโยบายเริ่มมีความชัดเจนขึ้น โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ระบุเรื่องนี้ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ระยะกลางปี 2026&ndash;2028 ในฐานะเครื่องมือที่อาจช่วยลดต้นทุนธุรกรรมและสนับสนุนให้การเข้าถึงแหล่งทุนเป็นไปอย่างทั่วถึงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ในเชิงกฎเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ก็เริ่มเห็นความคืบหน้ามากขึ้น โดยทยอยปรับกรอบรองรับการนำสินทรัพย์บางประเภทมาอยู่ในรูปแบบโทเคน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีโครงสร้างทางการเงินค่อนข้างชัดและเชื่อมกับกลไกตลาดทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ง่ายกว่า เช่น ตราสารหนี้หรือหน่วยลงทุน สะท้อนว่า Tokenization กำลังค่อย ๆ เคลื่อนจาก &ldquo;ห้องทดลอง&rdquo; เข้าสู่ &ldquo;สนามจริง&rdquo; มากขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องระวังคือ Tokenization หรือการทำให้สินทรัพย์อยู่ในรูปแบบใหม่ ไม่ได้แปลว่าสินทรัพย์นั้นจะมีสภาพคล่องในตลาดรองเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ การแบ่งย่อยความเป็นเจ้าของไม่ได้แปลว่าจะมีผู้ซื้อผู้ขายเพิ่มขึ้นทันที และการทำให้ธุรกรรมเร็วขึ้นในทางเทคนิคก็ไม่ได้แปลว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะเกิดขึ้นเอง สภาพคล่องของตลาดสินทรัพย์ในรูปโทเคนจึงไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนมีความเชื่อมั่นเพียงพอต่อคุณภาพของสินทรัพย์นั้นเอง มาตรฐานของข้อมูล ความชัดเจนของสิทธิ และความพร้อมของตลาดรอง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ดังนั้น สิ่งที่ไทยควรตั้งต้นจึงไม่ใช่คำถามว่า &ldquo;อะไรบ้างที่ทำเป็นโทเคนได้&rdquo; แต่คือ &ldquo;คอขวดตรงไหนของท่อส่งเงินไทยที่ควรได้รับการแก้ก่อน&rdquo; เพราะประเด็นสำคัญไม่ใช่การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ให้ได้มากที่สุด แต่คือการนำ Tokenization ไปใช้กับโจทย์สินทรัพย์ที่เหมาะสมและแก้ปัญหาทางเลือกในการระดมทุนของธุรกิจได้จริง ซึ่งหมายความว่าไทยอาจเริ่มจากสินทรัพย์หรือกรณีใช้งานที่มีความพร้อมสูงก่อน เช่น สินทรัพย์ที่มีข้อมูลรองรับค่อนข้างชัด มีกระแสรายได้ตรวจสอบได้ สิทธิในสินทรัพย์ไม่ซับซ้อน และมีฐานผู้ลงทุนที่เข้าใจสินทรัพย์นั้นอยู่แล้ว<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">พร้อมกันนั้น กรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องก็ควรทยอยปรับให้สอดรับกับพัฒนาการของตลาด Tokenization เพราะในท้ายที่สุด นักลงทุนที่เริ่มหันมาพิจารณาตลาดระดมทุนใหม่นี้คงไม่ได้มองเพียงตัวแพลตฟอร์มหรือรูปแบบของเทคโนโลยี แต่จะพิจารณาถึงความชัดเจนของการถือครองและการโอนสิทธิ รวมถึงหากเกิดข้อพิพาท การผิดนัดชำระ หรือปัญหาในการซื้อขาย จะมีกลไกดูแลและหลักเกณฑ์รองรับเพียงใด หากเรื่องเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้ธุรกรรมทำได้สะดวกขึ้นและต้นทุนลดลงมากเพียงใด ตลาด Tokenization ก็อาจยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้มากพอ ที่จะทำให้ช่องทางการระดมทุนใหม่นี้สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ประเด็นของ Tokenization จึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงตรงกับโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่มีความสำคัญในช่วงเวลาที่แรงส่งเศรษฐกิจเริ่มแผ่วลง นั่นคือการยกระดับระบบการเงินให้มีทางเลือกมากขึ้น จัดสรรเงินทุนได้มีประสิทธิภาพขึ้น และทำให้เงินออมในระบบไหลไปสู่การลงทุนที่สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">โดยสรุป คุณค่าที่แท้จริงของ Tokenization ไม่ได้อยู่ที่ความแปลกใหม่ของเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การช่วยเพิ่มทางเลือกใหม่ของการระดมทุน ลดคอขวดของระบบเดิม และทำให้เงินออมในระบบเชื่อมไปสู่การลงทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับไทย จุดเริ่มต้นจึงอาจไม่ใช่การทำทุกอย่างให้เป็นโทเคน แต่คือการเลือกพัฒนาท่อส่งเงินใหม่ในจุดที่พร้อมและตอบโจทย์จริงได้ก่อน โดยเฉพาะสินทรัพย์ RWA ที่ชัดเจน มีกระแสรายได้ตรวจสอบได้ และมีศักยภาพในการระดมทุนแต่ยังติดข้อจำกัดของระบบเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องดำเนินไปพร้อมกับกติกาและการกำกับดูแลที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองนักลงทุนได้อย่างเหมาะสม Tokenization ในอนาคตก็อาจไม่ใช่เพียงทางเลือกใหม่ของตลาดการเงิน แต่เป็น &ldquo;ท่อใหม่&rdquo; ที่ช่วยส่งเงินไปหล่อเลี้ยงส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยได้ดีขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองข้ามชอต วันที่ 27-29 เมษายน 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Tokenization-270426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>คุณค่าที่แท้จริงของ Tokenization ไม่ได้อยู่ที่ความแปลกใหม่ของเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การช่วยเพิ่มทางเลือกใหม่ของการระดมทุน ลดคอขวดของระบบเดิม</description>
					<enclosure length="2742" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/o8/91/hhzso891bj/Tokenization.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 16:53:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>สงครามฉุดส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวแรง แม้ภาพรวมส่งออกยังโตสูง แต่นำเข้าพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10084</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10084</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10084">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/m5/g7/hhwmm5g74b/Infographic-Flash-Export-Mar-26-20260424.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-Mar-26-20260424.jpg" width="1200" height="2070" /></strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาพรวมส่งออกไทยเดือน มี.ค. 2026 ยังขยายตัวสูง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">มูลค่าส่งออก 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเติบโตสูง 18.7% จาก 9.9% ในเดือนก่อน และขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 11.6% และค่ากลาง Reuters Poll 9.8%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วขยายตัว 4.9%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยในไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 17.6%</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ กระแสเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ระลอกใหม่หลังสหรัฐฯ เตรียมตั้งกำแพงภาษีใหม่ตามมาตรา 301</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 43.8% </strong>เช่น เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ วงจรพิมพ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 34.2% 166.6% 129.1% 43.8% และ 34.2% &nbsp;ตามลำดับ สินค้ากลุ่มนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก สะท้อนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไป 11 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัวดี ทั้งนี้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 9.2% หรือเกือบครึ่งของการเติบโตส่งออกรวมที่ 18.7%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 41.9% </strong>ต่อเนื่องจาก 40.5% เดือนก่อน<strong> โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมขยายตัวสูงถึง 64.2% </strong>และสินค้ากลุ่มอื่น ๆ (ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์) ขยายตัว 24.8% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงการเร่งผลิตและส่งออกหลังจากที่ศาลฎีกาตัดสินในวันที่ 20 ก.พ. ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ทำให้สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 19% เหลือ 10% เป็นอัตราใหม่ที่ประกาศเก็บจากคู่ค้าอื่นเท่ากัน (ประกาศใช้ชั่วคราวถึง 24 ก.ค.) ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 กับคู่ค้าหลักทั่วโลก (รวมไทย) เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีให้กลับไปใกล้อัตราก่อนหน้า<strong> การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ มีส่วนทำให้การส่งออกเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 8.8% ของการเติบโตส่งออกรวม 18.7% </strong>สำหรับการส่งออกของประเทศในภูมิภาคไปตลาดสหรัฐฯ ในเดือนนี้ขยายตัวดีเช่นกัน เช่น เวียดนาม (28.4%) เกาหลีใต้ (47.3%) และไต้หวัน (124%)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(3)&nbsp;&nbsp; การส่งออกเครื่องประดับแท้ขยายตัวสูง 187.2% เร่งขึ้นมากจาก 34.4% เดือนก่อน </strong>แรงหนุนหลักมาจากการส่งออกไปอินเดียที่ขยายตัวสูงถึง 3,155.4% ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 80% ของการส่งออกสินค้าหมวดนี้ทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ ทั้งนี้<strong>การส่งออกสินค้าเครื่องประดับหมวดนี้ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 3.9% ของการเติบโตส่งออกรวม 18.7%</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง (ME 15) หดตัวแรง รับผลสงครามในอิหร่าน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การส่งออกไทยไปตะวันออกกลางหดตัวแรง -57.1% ในเดือน มี.ค. </strong>โดยหดตัวใน 3 ตลาดหลักของภูมิภาคนี้ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) (-67.1%), ตุรกี (-20.5%) และซาอุดีอาระเบีย (-55.5%) และส่งออกหดตัวใน 5 สินค้าหลัก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (-53.5%), อัญมณีและเครื่องประดับ (-67.5%), เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (-41.4%), ผลิตภัณฑ์ยาง (-55.1%) และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-47.5%)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นำเข้าเร่งตัวสูงสุดในรอบ 51 เดือน โดยเฉพาะอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่านำเข้าเพื่อผลิตและส่งออก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่านำเข้าเดือน มี.ค. อยู่ที่ 38,496.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 35.7% สูงสุดในรอบ 51 เดือน </strong>เร่งขึ้นจาก 31.8% ในเดือนก่อนและสูงกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 24.2% และค่ากลาง Reuters Poll 20.3%) ภาพรวมมูลค่านำเข้าไทยในไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 32.4%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับการนำเข้าส่วนใหญ่ในเดือนนี้ ได้แก่ (รูปที่ 3 และ 4)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 64.4% เร่งจาก 53.3% </strong>การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 26% มากกว่าครึ่งของการเติบโตนำเข้ารวม 35.7% โดยสินค้าหลักได้แก่ ทองคำ และอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวสูงกว่า 181.6% และ 129.3% ตามลำดับ (CTG: 9.4% และ 13.3%) ทั้งนี้การนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อผลิตและส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากผู้ผลิตหลัก เช่น จีน และไต้หวัน (15.8% และ 343.7% ตามลำดับ)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; สินค้าทุนขยายตัว 28.3% ชะลอลงจาก 49.3% ในเดือนก่อน </strong>การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 7.7% ของการเติบโตนำเข้ารวม 35.7% โดยสินค้าหลักได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัวถึง 82.7% และ 25.3% ตามลำดับ (CTG: 6.7% และ 1.2%) ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ไทยผลิตสินค้าทุนประเภทนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน หมวดเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพิ่มตาม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุลต่อเนื่อง -3,339.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ </strong>มากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน -2,150 และค่ากลาง Reuters Poll -1,120) &nbsp;ไทยขาดดุลการค้าสะสมในไตรมาสแรกของปีนี้ -9,476.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มแย่ลงอีกในระยะข้างหน้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่ามูลค่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนจะชะลอตัวลงมากหลังเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่ </strong>โดยการส่งออกมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนจากข้อมูลเร็วการส่งออกของเกาหลีใต้ 20 วันแรกในเดือน เม.ย. ที่ยังขยายตัวดี 49.4% โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ที่ขยายตัวสูง 182.5% ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์แถลงว่า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก และจะเป็นปัจจัยสำคัญในการหนุนส่งออกไทยในระยะข้างหน้า ขณะที่จะมีแรงกดดันจากการส่งออกไปตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากสงคราม โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มูลค่าส่งออกไทยปี 2026 จะขยายตัวได้ 3% ในกรณีฐาน (กรณีดีที่สุด 8% และกรณีแย่ที่สุด -3%)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในทางกลับกัน SCB EIC มองว่า มูลค่านำเข้าไทยจะมีแนวโน้มเร่งตัวสูงต่อเนื่อง </strong>โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนและการนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหมวดที่ขยายตัวสูงมาก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ มูลค่าการนำเข้าไทยที่จะเร่งตัวในระยะข้างหน้า คาดว่าจะสะท้อนผลของราคาพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้นมากหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงราว 8% ของ GDP<strong> มุมมองดุลการค้าไทยในปีนี้คาดว่าจะมีแนวโน้มแย่ลง</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/pl/v1/hhwmplv11i/Picture1-ExportMar.png" alt="Picture1-ExportMar.png" width="1427" height="592" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 2 : สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นสินค้าส่งออกหลักในเดือน มี.ค. 2026<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/q1/sb/hhwmq1sbf2/Picture2-ExportMar.png" alt="Picture2-ExportMar.png" width="957" height="483" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<strong><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 3 : มูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/r2/h7/hhwmr2h746/Picture3-ExportMar.png" alt="Picture3-ExportMar.png" width="1421" height="468" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<strong><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 4 : อุปกรณ์และส่วนประกอบของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำ และเครื่องจักรไฟฟ้าฯ เป็นสินค้านำเข้าหลักในเดือน มี.ค. 2026<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rm/no/hhwmrmno14/Picture4-ExportMar.png" alt="Picture4-ExportMar.png" width="934" height="479" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-070526"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gn/0d/hhwmgn0d4o/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span><strong><span style="color: #4b2885;"><br /></span></strong></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-240426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองว่ามูลค่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนจะชะลอตัวลงมากหลังเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่</description>
					<enclosure length="5393" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/l6/jz/hhwml6jzsn/ThaiExportMar26.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 19:57:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางอย่างชัดเจนขึ้น ขณะที่รัฐบาลส่งสัญญาณใช้นโยบายการคลังพยุงเศรษฐกิจมากขึ้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10083</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10083</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10083">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;<iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/jmDV2wYoZIPW4d?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br /></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">ข้อมูลล่าสุดพบว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น</span> </strong>โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยในต้นเดือน เม.ย. ลดลงชัดเจน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป ขณะที่นักท่องเที่ยวในภาพรวมมีแนวโน้มได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้น ด้านมูลค่าการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวสูง แต่ภาพรวมยังโตดีจากอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงที่กำแพงภาษีลดลงมาก อย่างไรก็ดี มูลค่าการนำเข้าขยายตัวสูงกว่ามาก แม้ยังไม่สะท้อนมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นกว่าปกติในด้านราคา<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ในขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับลดลงมาก โดยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงแรง และต่ำกว่าความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเปราะบาง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ตลาดแรงงานและภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ลดลง ขณะที่จำนวนธุรกิจเลิกกิจการเร่งตัว ด้านค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันในประเทศจะเริ่มทยอยปรับลดลง แต่ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีแผนปรับขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. และปลายปีจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับขึ้นราคาแล้วหรือมีแผนจะดำเนินการในระยะถัดไป</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบและเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง</span> </strong>ครอบคลุมการลดค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การอุดหนุนราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่ม และโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส)&rdquo; ควบคู่กับการปรับแผนจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 เพื่อเลี่ยงความล่าช้า<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">รัฐบาลยังสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบนโยบาย &ldquo;4T&rdquo; สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้าในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลดิจิทัล การปรับปรุงกฎเกณฑ์ล้าสมัย การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศเป็น 30% และยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ GDP สูงกว่า 3% ทั้งนี้รัฐบาลส่งสัญญาณอาจขยายเพดานหนี้สาธารณะและออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของไทยปรับลดลง </strong>หลัง Moody&rsquo;s คงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น Stable เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2026 สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง แนวโน้มการลงทุนที่ดีขึ้น และความผันผวนทางการเมืองที่คลี่คลายลงหลังการเลือกตั้ง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน ขณะที่ภาครัฐยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และเสถียรภาพการเงินภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง<strong> เปิดโอกาสให้ไทยเดินหน้านโยบายปฏิรูปการคลังและเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป </strong>อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังต้องติดตามมุมมองของ Fitch ซึ่งได้ปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative ในปี 2025 อย่างใกล้ชิด<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>กนง. จะใช้วิธี Wait-and-see รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 &ndash; 2 ไตรมาสข้างหน้า<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย. นี้</span> </strong>และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy space โดย กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและ คุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ธปท. มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เศรษฐกิจโลกชะลอลงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่นโยบายการเงิน-การคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้น<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5%</span> </strong>จาก 2.9% ในปี 2025 โดยได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น<strong> เศรษฐกิจสหรัฐฯ </strong>มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลง<strong> เศรษฐกิจยูโรโซน </strong>ชะลอลงจากภาคการผลิต แม้ผลกระทบจะยังจำกัดกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022<strong> เศรษฐกิจจีน </strong>ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีความมั่นคงทางพลังงานสูง แต่ยังมีแนวโน้มชะลอลงจากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา<strong> เศรษฐกิจญี่ปุ่น </strong>ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบอาจเริ่มกดดันภาคการผลิตในระยะถัดไป<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">นโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้นจากราคาพลังงานที่เร่งตัวและเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น</span> ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) </strong>มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในช่วงปลายปี 2026 ตามภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่<strong> ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) </strong>จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีนี้ แต่จังหวะยังไม่แน่นอน ขึ้นกับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง<strong> ธนาคารกลางยุโรป (ECB) </strong>อาจคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น<strong> ในขณะเดียวกันนโยบายการคลังของหลายประเทศเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น </strong>จากการใช้จ่ายเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลก</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/SCBEIC-Monthly-insight-0426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 โต 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น บทบาทนโยบายการคลังชัดขึ้นในการประคองเศรษฐกิจ</description>
					<enclosure length="4894" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/og/jd/hhwhogjdge/Thai-economy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 16:58:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Moody’s คงอันดับเรตติงไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป็น “Stable” ไทยมีหวังเดินหน้านโยบายปฏิรูปให้เกิดผลจริง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10082</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10082</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10082">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cr/47/hhvecr474w/Infographic-Flash-Credit-rating-20260423.jpg" alt="Infographic-Flash-Credit-rating-20260423.jpg" width="1040" height="1966" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Moody&rsquo;s คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป็น &ldquo;Stable&rdquo;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Moody&rsquo;s ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยดีขึ้นเป็น &ldquo;มีเสถียรภาพ&rdquo; จาก 3 ปัจจัยหลัก</strong> ได้แก่ (1) ความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ลดลง (2) แนวโน้มการลงทุนไทยดีขึ้น ลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะเติบโตต่ำมาก และ (3) ความผันผวนทางการเมืองลดลงหลังการเลือกตั้ง ทั้งนี้ระบุเพิ่มเติมว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ ขณะที่แนวโน้มหนี้ภาครัฐยังเพิ่มขึ้น แต่ยังใกล้เคียงประเทศที่อันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน ภาครัฐไทยยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และสถานะภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ในระยะข้างหน้าเครดิตเรตติงไทย ขึ้นกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ-การคลัง และ 4T Plus</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมินมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือไทยในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปการคลัง ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus (เพิ่ม Transparency หรือ ความโปร่งใส) โดยมองว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ Moody&rsquo;s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือไทยในครั้งนี้</strong> ได้แก่ (1) กลยุทธ์สื่อสารเชิงรุก นำโดยรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ (2) ชุดนโยบาย 4T ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การใช้จ่ายภาครัฐอย่าง Target (มุ่งเป้า) Transition (เปลี่ยนผ่าน) Transform (พลิกโฉม) และ Together (รวมพลัง) และ (3) แผนการคลังระยะปานกลาง ณ พ.ย. 2025 สะท้อนความพยายามปฏิรูปการคลังที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC เสนอรัฐบาล (1) ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus</strong> ผ่านประเด็นความโปร่งใสและต่อต้านการทุจริต (Transparency and Anti-corruption) เพราะเป็นปัจจัยบั่นทอนขีดความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยมานาน และองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือใช้ประเด็นนี้ประกอบการประเมินเมตริกความน่าเชื่อถือของประเทศ <strong>(2) ในประเด็นเสถียรภาพการคลัง หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มเติม หรือ ขยายเพดานหนี้สาธารณะ</strong> เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง <strong>อาจทำได้บน 3 เงื่อนไขสร้างความเชื่อมั่นวินัยการคลัง</strong> คือ <strong>(2.1) ใช้จ่ายมีกลยุทธ์</strong> โดยช่วงระยะสั้นใช้จ่ายช่วยผู้ได้รับผลกระทบอย่างมุ่งเป้า ขณะที่ลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและพลิกโฉม เพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจระยะยาว <strong>(2.2) ปฏิรูปการคลังอย่างเป็นรูปธรรม</strong> ผ่านการขยายฐานภาษี ลดรายจ่ายไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายหรือมาตรการภาครัฐ และ <strong>(2.3) สื่อสารโปร่งใส</strong> พร้อมแผนการดำเนินการที่ชัดเจนและติดตามผลตัวชี้วัด (KPI) เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">มองไปข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายปฏิรูปให้เห็นความคืบหน้า ควบคู่กับนโยบายพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น อาจมีโอกาสเห็น Fitch ปรับเพิ่มมุมมองไทยเป็น Stable ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative outlook ในปีก่อน ทั้งนี้หากไทยสามารถดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศได้เห็นผลต่อเนื่อง จะทำให้สถานะทางการคลังในระยะปานกลางมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าได้ดีขึ้น<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/Credit-rating-060526"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2k/io/hhvb2kioio/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Credit-rating-230426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประเมินมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือไทยในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปการคลัง ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus</description>
					<enclosure length="7355" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/57/sv/hhvb57svgx/Credit-rating-230426.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 15:12:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>“จากสงครามอิหร่าน สู่จานข้าวโลก” นัยต่อห่วงโซ่อาหารที่ต้องจับตา</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10080</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10080</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10080">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/au/9v/hhu6au9v80/Infographic-Flash-ME-Agro-FB-20260422.jpg" alt="Infographic-Flash-ME-Agro-FB-20260422.jpg" width="1040" height="2033" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระทบห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกและไทยในวงกว้าง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกและอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและมิติด้านการบริโภคที่ชะลอลง รวมทั้งความเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทาน (Supply disruption)</strong></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ต้นทุนการผลิตอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิตที่เชื่อมโยงกับพลังงานโดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่ราคาพุ่งสูงขึ้นมากและเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เล่นระดับต้นน้ำ ทั้งเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในห่วงโซ่การผลิตอาหารและเครื่องดื่มยังต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงาน รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการที่มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง (High energy intensity) หรือมีตลาดส่งออกปลายทางที่ค่อนข้างไกล</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อีกด้วย โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก สะท้อนได้จากราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นมากตามราคาวัตถุดิบต้นน้ำและมีแนวโน้มขาดแคลนในระยะข้างหน้า ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าของอุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลายซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับด้านอุปสงค์ แม้ในภาพรวมไทยจะพึ่งพาการส่งออกสินค้าอาหารไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางในระดับต่ำ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและไทย รวมทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอาจกดดันให้การบริโภคสินค้าอาหารและเครื่องดื่มฟุ่มเฟือยบางประเภทชะลอลงหรือหดตัวได้ ขณะที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สินค้าที่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและซัพพลายเชนได้ดีกว่าจะมีความได้เปรียบมากกว่า</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ ซ้ำเติมความเปราะบางของความมั่นคงด้านอาหารโลก (Global food security)</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มประกาศระงับการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อเร่งสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food security) ในประเทศและสำรองไว้บริโภคยามฉุกเฉิน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้อุปทานอาหารบางอย่างออกสู่ตลาดโลกน้อยลง</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การหยุดชะงักของสายเดินเรือหรือระบบโลจิสติกส์ ซ้ำเติมให้อุปทานอาหารโลกอยู่ในภาวะขาดแคลนมากยิ่งขึ้นและอาจนำไปสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งผู้บริโภคในประเทศที่เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แต่วิกฤตที่เกิดขึ้นยังสร้างปัจจัยหนุนเชิงบวกต่ออุปสงค์ผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภท</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ไทยอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภทที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน และโปรตีนพื้นฐานที่มีราคาไม่แพง ที่มีแนวโน้มได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าต่าง ๆ รวมทั้งคู่ค้าในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นมาก เพื่อเร่งสะสมสต็อกสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสำรองไว้บริโภคในยามฉุกเฉินหากสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการสินค้าอาหารบางประเภทในการขยายตลาดส่งออกและสร้างรายได้เพิ่มเติม</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัวเชิงรุก เพื่อเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มควรเร่งปรับตัวเชิงรุกเพื่อคว้าโอกาสจากวิกฤตครั้งนี้</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการเส้นทางขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการจองพื้นที่ระวางและสายเรือล่วงหน้าและทำสัญญาระยะยาวเพื่อล็อกต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หรือแม้แต่อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออกโดยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดปลายทางที่อยู่ใกล้ไทยหรือมีความปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติกและหันมาใช้วัตถุดิบภายในประเทศทดแทน เช่น พลาสติกชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนที่เกิดจากความผันผวนภายนอกแล้ว ยังสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยและลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/ME-Agro-FB-280426"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/kc/23/hhu5kc2336/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/TKSDYBB" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>วิกฤตตะวันออกกลางคือ &quot;ดาบสองคม&quot; ที่แม้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารไทย แต่ก็เปิดโอกาสในฐานะครัวโลก</description>
					<enclosure length="6826" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/s2/wd/hhu5s2wd0s/Flash-ME-Agro-FB-20260422.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 14:14:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Thai labor market’s structural paradox : ปัญหาเชิงโครงสร้างตลาดแรงงานไทยภายใต้ว่างงานต่ำ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10079</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10079</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10079">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">&ldquo;As we celebrate the historically low global unemployment level... one may assume that this means that the labour market is thriving. But we live in a time of contradictions and challenges, where meaningful progress exists side by side with entrenched economic obstacles.&rdquo;<br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>World Employment and Social Outlook Trends 2025, International Labour Organization (ILO)</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ผ่านไป อัตราการว่างงานของไทยปรับลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 0.81% ณ สิ้นปี 2025 ต่ำสุดในรอบ 11 ปี ตัวเลขนี้หากมองแค่ผิวเผินอาจสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทย แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำลงมาก และรายได้ครัวเรือนไทยเฉลี่ยลดลงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2025 (ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ) จึงเกิดคำถามว่า<strong> ตัวเลขการว่างงานไทยต่ำลงกำลังบอกว่า ตลาดแรงงานไทยแข็งแกร่งขึ้นจริงหรือไม่ หรือกำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้างใดซ่อนอยู่<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC มองว่าตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 มิติสำคัญ คือ (1) กำลังแรงงานหายไปจากระบบเศรษฐกิจ (2) ความท้าทายในการหางานของแรงงานจบใหม่ และ (3) ปัจจัยภายนอกประเทศจะยิ่งซ้ำเติมการจ้างงานและรายได้คนไทยในระยะต่อไป สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายของตลาดแรงงานในระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณสะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่อาจกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อัตราว่างงานต่ำลง เพราะแรงงาน &ldquo;หาย&rdquo; ไม่ใช่เพราะ &ldquo;มีงานทำ&rdquo;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แม้อัตราการว่างงานไทยปรับลดลง แต่จำนวน &ldquo;คนที่อยู่นอกกำลังแรงงาน&rdquo; กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 29.6 ล้านคนในปี 2020 เป็น 30.2 ล้านคนในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2.23% โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่เกษียณจากงาน และผู้ที่ต้องการพักผ่อนและอื่น ๆ (ประกอบด้วยกลุ่มคนที่ต้องการพักผ่อนจากการทำงาน, กลุ่มคนที่จำเป็นต้องลาออกมาดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยในบ้าน และกลุ่มคนที่ไม่หางาน/ไม่พร้อมทำงานจากปัจจัยส่วนตัว) ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 2025 ราว 6%YOY, 6.3%YOY และ 16%YOY ตามลำดับ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ภาพที่เห็นในตลาดแรงงานเช่นนี้สะท้อนแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรสูงวัยของไทย ข้อจำกัดภาระดูแลสมาชิกในครัวเรือน หรือปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้บางคนไม่สามารถหางานได้หรือไม่พร้อมทำงาน กล่าวคือ แรงงานบางส่วนไม่ได้เปลี่ยนสถานะจาก &ldquo;ผู้ว่างงาน&rdquo; ไปเป็น &ldquo;ผู้มีงานทำ&rdquo; แต่กลับออกจาก &ldquo;กำลังแรงงาน&rdquo; ไปอยู่ &ldquo;นอกกำลังแรงงาน&rdquo; ส่งผลให้อัตราการว่างงาน (คำนวณจากผู้ว่างงานต่อกำลังแรงงาน) ต่ำลง เพราะกลุ่มคนเหล่านี้หายไปจากกำลังแรงงาน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 1 : จำนวนคนนอกกำลังแรงงานไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้มีงานทำหดตัว อัตราการพึ่งพิงขยายตัวสูง<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/g0/s9/hhoqg0s9i0/Picture1-Thai-labor-market.png" alt="Picture1-Thai-labor-market.png" width="903" height="335" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานเช่นนี้ตอกย้ำว่า ภาระของคนไทยวัยทำงานจะยิ่งเพิ่มขึ้นในวันข้างหน้า ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิง (Dependency ratio) ที่คำนวณจากสัดส่วน &ldquo;ประชากรที่ไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน (อายุไม่เกิน 15 ปี และประชากรอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป)&rdquo; กับ &ldquo;ประชากรวัยทำงานที่ยังทำงานอยู่ (อายุ 15 &ndash; 59 ปี)&rdquo; ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2024 พบว่า อัตราส่วนภาระพึ่งพิงสูงขึ้นอยู่ที่ 58.6% หมายถึงประชากรวัยทำงาน 100 คน ต้องรับภาระดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุรวมกันราว 58-59 คน และมีแนวโน้มที่อัตราส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้าจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แล้ว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แรงงานจบใหม่เผชิญความท้าทายในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในขณะที่แรงงานไทยบางส่วนไหลออกจากตลาดแรงงานมากขึ้น แต่แรงงานอายุน้อยที่ควรเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลับเผชิญข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ข้อมูลในปี 2025 สะท้อนว่า จำนวนผู้มีงานทำอายุ 15&ndash;24 ปี หดตัว 3.4%YOY หดตัวต่อเนื่อง 2 ปี หากพิจารณาในมิติชั่วโมงการทำงาน พบว่า ชั่วโมงทำงานของแรงงานอายุน้อยลดลงทุกมิติ ทั้งกลุ่มที่ทำงานไม่ถึง 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ทำงานต่ำระดับ) กลุ่มที่ได้ทำงานเต็มเวลา รวมถึงกลุ่มที่ทำงานล่วงเวลาที่ปรับตัวลดลงถึง 10.4%YOY ทำให้เห็นถึงความต้องการจ้างแรงงานจบใหม่ทำงานเต็มเวลาหรือล่วงเวลาที่อ่อนแอลง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 2 : ผู้มีงานทำอายุน้อยหดตัวต่อเนื่องในมิติชั่วโมงการทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานล่วงเวลา<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gk/eo/hhoqgkeoes/Picture2-Thai-labor-market.png" alt="Picture2-Thai-labor-market.png" width="598" height="342" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เมื่อโอกาสในตลาดแรงงานในระบบมีจำกัด แรงงานจบใหม่จำนวนหนึ่งจึงหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น เช่น งานฟรีแลนซ์ งานขับรถรับส่งสินค้าและผู้โดยสาร หรือขายสินค้าออนไลน์ ส่งผลให้สัดส่วนแรงงานนอกระบบในปี 2025 ยังทรงตัวสูงที่ 52.4% ของแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องเผชิญกับความเปราะบางจากการขาดความมั่นคงของรายได้ สวัสดิการพื้นฐาน และการคุ้มครองทางกฎหมาย รวมถึงขาดหลักประกันการออม และลดทอนโอกาสในการขยับฐานะทางสังคม (Social mobility) ของคนรุ่นใหม่ ข้อเท็จจริงนี้ตอกย้ำปัญหาโครงสร้างตลาดแรงงานไทย ภายใต้ตัวเลขอัตราการว่างงานที่ดูต่ำลง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลาดแรงงานไทยอาจไม่ได้มีปัญหาแค่ &ldquo;งานมีไม่พอ&rdquo; แต่ยังมีปัญหา &ldquo;งานที่มั่นคงมีไม่พอ&rdquo; โดยเฉพาะงานมั่นคงที่เปิดรับแรงงานรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>&ldquo;ปัจจัยต่างประเทศ&rdquo; ซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัจจัยต่างประเทศ ทั้งจากสงครามการค้า และสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นกลายเป็น &ldquo;ปัจจัยซ้ำเติม&rdquo; ภาคธุรกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันและการขาดแคลนวัตถุดิบบางชนิด กดดันความสามารถในการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้าง นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่อาจปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอาจกดดันให้รายได้ที่แท้จริง (Real wage) ของแรงงานลดลง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เช่น ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้าง และการผลิตในกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนที่ใช้ในการผลิตสูงขึ้นจากค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ประกอบกับการส่งออกสินค้าไปยังตลาดในตะวันออกกลางถูกจำกัด โดยแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่ทำงานในธุรกิจเหล่านี้มีอยู่ราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด หากธุรกิจกลุ่มนี้จำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองธุรกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ตัดค่าล่วงเวลา หรือลดการจ้างงานลง ปัจจัยภายนอกเหล่านี้จึงอาจเป็น &ldquo;ตัวเร่ง&rdquo; ในปีนี้ที่จะเข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยที่มีอยู่เดิม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 3 : แรงงานราว 2.6 ล้านคนเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hk/6t/hhoqhk6t1g/Picture3-Thai-labor-market.png" alt="Picture3-Thai-labor-market.png" width="911" height="467" /><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ<br /></strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ก้าวข้าม &ldquo;ภาพลวงตา&rdquo; สู่ &ldquo;ความจริง&rdquo; ของตลาดแรงงานไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">จากปัญหาหลายมิติข้างต้น อาจพอสรุปได้ว่าอัตราการว่างงานที่ลดลงต่อเนื่อง ไม่ได้สะท้อนว่าตลาดแรงงานไทยแข็งแกร่งขึ้นจริง ในทางกลับกัน ตลาดแรงงานไทยอาจกำลังเผชิญภาวะ &ldquo;เปราะบางเชิงโครงสร้าง&rdquo; มากขึ้น ตัวเลขว่างงานต่ำอาจสะท้อนภาพเพียงด้านเดียว ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน แรงงานบางส่วนออกจากกำลังแรงงาน และแรงงานจบใหม่เข้าถึงงานได้ยากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนมีนัยต่อรายได้ครัวเรือน ผลิตภาพแรงงาน และศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ดังนั้น การประเมินความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานไทยในระยะข้างหน้าจึงไม่ควรพิจารณาแค่อัตราว่างงาน แต่ควรพิจารณาตัวชี้วัดที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานควบคู่กันไป เช่น จำนวนผู้มีงานทำ สัดส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงาน ชั่วโมงการทำงาน สัดส่วนแรงงานนอกระบบ และการเติบโตของรายได้ที่แท้จริงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานอย่างจริงจัง ทั้งการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การสร้างระบบสวัสดิการที่รองรับสังคมสูงวัย และการเพิ่มโอกาสให้แรงงานรุ่นใหม่เข้าถึงงานที่มีคุณภาพมากขึ้น สำหรับแรงงานเองจะต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยการเรียนรู้ทักษะใหม่ การนำเทคโนโลยี (เช่น AI) มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และพร้อมปรับตัวตามรูปแบบการทำงานใหม่ให้อยู่รอดได้ในตลาดแรงงานยุคใหม่<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">หากไม่เร่งแก้โจทย์เหล่านี้ ตลาดแรงงานไทยอาจเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่นับวันจะยิ่งแก้ยากมากยิ่งขึ้นจนอาจกลายเป็นวิกฤตจริงไม่ใช่เพียงแค่ &ldquo;ภาพลวงตา&rdquo;</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนเมษายน 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Thai-labor-market-170426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แม้อัตราการว่างงานไทยปรับลดลง แต่จำนวน “คนที่อยู่นอกกำลังแรงงาน” กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก29.6 ล้านคนในปี 2020 เป็น 30.2 ล้านคนในปี 2025</description>
					<enclosure length="8751" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/at/0w/hhoqat0wwn/Thai-labor-market.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 16:05:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>RECAP MOTOR SHOW 2026 : จับสัญญาณยอดจอง และนัยต่อเศรษฐกิจไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10077</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10077</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10077">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2v/db/hhon2vdbou/Infographic-Flash-RECAP-MOTOR-SHOW-2026-20260417.jpg" alt="Infographic-Flash-RECAP-MOTOR-SHOW-2026-20260417.jpg" width="1040" height="1871" /></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>มหกรรม Motor Show 2026 ทำสถิติยอดจองสูงสุดที่ 1.3 แสนคัน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มหกรรม Motor Show 2026 มียอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงหนุนของกระแสรถยนต์ไฟฟ้า และพฤติกรรมการเลือกซื้อรถที่เปลี่ยนไป</strong> โดยทำสถิติยอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.3 แสนคัน สะท้อนถึงบทบาทของค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาดไทยมากขึ้นต่อเนื่อง เพราะกระแสความตื่นตัวต่อรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกเร่งด้วยการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจากผลพวงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการซื้อรถของผู้บริโภคไทยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยหันมาให้ความสำคัญกับ &ldquo;ความคุ้มค่าและครบครันของเทคโนโลยี&rdquo; มากกว่าการยึดติดกับแบรนด์เดิม นอกจากนี้ การที่รถ EV มักถูกเลือกเป็นพาหนะคันที่ 2+ ของครัวเรือน ยังเอื้อต่อการเปิดรับรถรุ่นใหม่ ๆ ทำให้ค่ายผู้ผลิตที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยไม่นานต่างก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>70% ของยอดจองจะถูกส่งมอบจริง แต่เศรษฐกิจไทยได้อานิสงส์จำกัด เพราะยอดขายมาจากกลุ่มรถนำเข้าเป็นหลัก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินว่า อัตราการส่งมอบรถจริงภายหลังมหกรรม Motor Show 2026 จะอยู่ที่ 70% ของยอดจองทั้งหมด (เดิมอยู่ที่เฉลี่ย 75% - 80% ระหว่างปี 2022 - 2025) เนื่องจากกระบวนการอนุมัติสินเชื่อที่ยังอยู่ใน เกณฑ์เข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มรถ EV ที่มักมีเงื่อนไขเงินดาวน์สูงและระยะเวลาผ่อนชำระสั้น ประกอบกับ ความเป็นไปได้ของการยกเลิกการจองจากผู้บริโภคเอง อันเป็นผลจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความน่าสนใจมากกว่า หรือระยะเวลาการส่งมอบที่ยาวนาน ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเพิ่มเติม คือ ความคึกคักของตลาดรถยนต์ไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มพึ่งพายอดขายจากรถนำเข้าในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อานิสงส์ต่อมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในวงจำกัด แม้ยอดขายรถยนต์จะขยายตัวได้ก็ตาม ขณะเดียวกัน ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะประกันภัย ก็จำเป็นต้องเร่งพัฒนาและปรับตัวเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด EV และลดต้นทุนแฝง ในการครอบครองรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ยุครถยนต์ไฟฟ้าชัดเจนขึ้น แต่ต้องเร่งหนุนค่ายรถเดิมให้แข่งขันได้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่การสนับสนุนค่ายรถจากห่วงโซ่อุปทานดั้งเดิมให้แข่งขันได้ ก็เป็นประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันไป</strong> การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างฐานการผลิต EV ในประเทศควรดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศให้สามารถเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน EV ได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน การสร้าง Level playing field ที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ผลิตทั้งรายเดิมและรายใหม่สามารถแข่งขันกันอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม แนวทางดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/MotorShow2026-290426"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hz/f1/hhomhzf1cr/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/MotorShow2026-170426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>Motor Show 2026 สะท้อนเพียงบางส่วนของอุปสงค์รถยนต์ไทยและความตื่นตัวต่อเทคโนโลยี แต่ยอดจองยังไม่อาจแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจริงได้</description>
					<enclosure length="10068" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/jv/90/hhomjv90l7/MotorShow2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 13:42:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>มุมมองส่งออกไทยในปี 2026 ท่ามกลางความไม่แน่นอนระลอกใหม่</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10028</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10028</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10028">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2026 ภาคการส่งออกไทยยังขยายตัวได้สูงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2026 มูลค่าการส่งออกของไทยเติบโตสูงถึง 17%YOY จากแรงหนุนของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแสการลงทุนใน AI และ Data center ที่เติบโตสูง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ โดยรวมใน 2 เดือนแรกของปี 2026 โตถึง 42%YOY<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้า ความไม่แน่นอนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 2 จุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์<strong> จุดเปลี่ยนแรก </strong>คือ ศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีสินค้านำเข้าโดยใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องระงับการเก็บภาษีนำเข้าบางส่วน และ<strong> จุดเปลี่ยนที่สอง </strong>คือ ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ-อิสราเอล ส่งผลให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบราว 20% ของโลก กดดันราคาพลังงานทั่วโลกให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความไม่แน่นอนของภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ หลังการตัดสินของศาลฎีกา</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้รัฐบาลทรัมป์ต้องระงับการเก็บภาษีสินค้านำเข้าบางส่วน ซึ่งรวมถึง Reciprocal tariff ที่สหรัฐฯ เก็บสินค้าแต่ละประเทศในอัตราที่แตกต่างกัน (เก็บสินค้าไทยที่ 19%) รัฐบาลทรัมป์จึงใช้อำนาจ Section 122 ของ The Trade Act of 1974 ในการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศ 10% เป็นเวลา 150 วัน (24 ก.พ. - 24 ก.ค. 2026)<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าไทยลดลงจากราว 22% เหลือประมาณ 17% (อ้างอิงข้อมูล WTO) ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ปรับดีขึ้นในระดับหนึ่ง และอาจเห็นผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งนำเข้าสินค้าไทยในระยะสั้น เพื่อใช้ประโยชน์จากอัตราภาษีที่ลดลงชั่วคราว<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">แต่ภาคส่งออกไทยจะยังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้กฎหมายอื่น ๆ ในการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะ Section 301 ของ The Trade Act of 1974 ซึ่งสามารถใช้ในการกลับมาเก็บ Reciprocal tariff ในระยะยาวได้ ผ่านการสอบสวนประเทศคู่ค้าที่ทำการค้าอย่างไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ ซึ่งกระบวนการได้เริ่มต้นขึ้นแล้วใน 2 ส่วน ได้แก่<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1. ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) </strong>ทำให้สามารถส่งออกสินค้าราคาถูกมาตีตลาดสหรัฐฯ ได้ โดยในวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศจะสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้าภายใต้ Section 301 ในประเด็นนี้ ซึ่งไทยอยู่ใน 16 ประเทศคู่ค้าที่ถูกสหรัฐฯ สอบสวน โดยสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตกับไทยในประเด็น 1) การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็น 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และยังเกินดุลการค้าในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร และยางพารา และ 2) ภาคการผลิตของไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยที่ต่ำกว่า 60% ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับก่อนการระบาดของ COVID-19 แต่มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ กลับปรับตัวสูงขึ้นเร็ว<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2. ประเด็นการใช้แรงงานที่ถูกบังคับให้ทำงาน (Forced Labor) </strong>โดยในวันที่ 12 มี.ค. ไทยติด 1 ใน 60 ประเทศที่ถูกสอบสวนในประเด็นความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาแรงงาน โดยถูกกล่าวหารวมกับประเทศอื่นว่า ขาดการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามการใช้ Forced Labor และมาตรการห้ามนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศที่มีการใช้ Forced Labor ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตในสหรัฐฯ ที่ต้องยึดมาตรฐานแรงงานในสหรัฐฯ ที่เข้มงวด</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กระบวนการสอบสวนของ Section 301 ที่กำลังเริ่มขึ้นอาจทำให้ภาคการส่งออกของไทยยังต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สูงขึ้นในระยะข้างหน้า โดยผลของการสอบสวนยังไม่แน่นอนสูง กระบวนการสอบสวนต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ความรุนแรงของผลกระทบต่อการส่งออกไทยจากภาษีนำเข้าภายใต้ Section 301 จะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยสำคัญต่อไปนี้<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) อัตราภาษีนำเข้าสุดท้ายที่สหรัฐฯ จะเก็บกับสินค้าไทย </strong>: ไทยอาจถูกเก็บภาษีมากขึ้นหรือน้อยลงจากเดิมที่ 19% นอกจากนี้ ยังต้องเปรียบเทียบอัตราภาษีกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ โดยเฉพาะในอาเซียนและจีน<br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><br />2) ช่วงเวลาที่สหรัฐฯ จะเริ่มจัดเก็บภาษี : </strong>เนื่องจากกระบวนการสอบสวนต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน โดยการสอบสวนสินค้าจีนยุค Trump 1.0 ในสงครามการค้ารอบแรกใช้เวลาทั้งกระบวนการประมาณ 11 เดือน<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3) ความครอบคลุมของหมวดสินค้าไทยที่สหรัฐฯ จะจัดเก็บภาษี </strong>: เนื่องจากภายใต้ Section 301 รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถเก็บภาษีนำเข้ารายสินค้าได้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สงครามในตะวันออกกลางกระทบตลาดส่งออก และต้นทุนการผลิต</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอลที่ลุกลามมายังกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลกดดันอุปสงค์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี ในภาพรวมภาคการส่งออกไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรงจากอุปสงค์ที่ลดลงนี้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการส่งออกไทยพึ่งพาการส่งออกไปภูมิภาคตะวันออกกลางต่ำที่เพียง 3.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี สินค้าส่งออกบางกลุ่มอาจได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง ข้าว และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ กลุ่มสินค้าส่งออกเหล่านี้พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมากกว่า 10% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อภาคการส่งออกไทยอีกด้วย โดยได้รับผลกระทบผ่านเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ชะลอตัวลง ตามราคาพลังงาน ค่าขนส่งสินค้า และต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อของหลายประเทศทั่วโลกปรับสูงขึ้น กดดันกำลังซื้อและความต้องการสินค้าไทยได้<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ในปี 2025 มูลค่าสินค้าส่งออกไทยเกือบ 60% ส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน (ขาดดุลการค้าพลังงานสุทธิ) ซึ่งอุปสงค์ของประเทศเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงานโลก ดังนั้น หากสงครามยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกเป็นระยะเวลานาน ก็อาจกดดันภาคการส่งออกไทยผ่านอุปสงค์คู่ค้าที่แย่ลงมากขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ อุตสาหกรรมบางส่วนอาจเผชิญปัญหา Supply chain disruption เช่น ห่วงโซ่อุปทานชิป อาจเผชิญการขาดแคลนก๊าซฮีเลียม เนื่องจากแหล่งผลิตสำคัญของโลกอยู่ที่กาตาร์ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องมายังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่ใช้ชิปเป็นส่วนประกอบ หรือสินค้าส่งออกกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบปิโตรเคมี เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ อาจเผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบได้<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง จะเป็น 2 ปัจจัยกดดันภาคการส่งออกของไทยในปี 2026 นี้ โดย SCB EIC มองว่ามูลค่าส่งออกไทยทั้งปี 2026 อาจขยายตัวได้เพียง 1.2% ซึ่งชะลอตัวลงรุนแรงจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวสูงถึง 12.9%<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ภาคการส่งออกของไทยจะยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำที่อาจทำให้มูลค่าการส่งออกโดยรวมหดตัวในปีนี้ ทั้งความเสี่ยงที่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไป และความเสี่ยงที่ไทยจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้านำเข้าสูงกว่าอัตราเดิมในปี 2025 หรือถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมในกลุ่มสินค้าไทยที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง การเตรียมความพร้อมของภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องรอบด้านมากกว่าการติดตามสถานการณ์ และควรเริ่มดำเนินการในมาตรการที่เป็นรูปธรรมได้ก่อน เช่น เร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ การให้ข้อมูลในกระบวนการไต่สวนตามมาตรา 301 ไปจนถึงการกระจายแหล่งวัตถุดิบ เพื่อลดความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ใน Thairath money วันที่ 5 เมษายน 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/ThaiExport2026-100426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองว่ามูลค่าส่งออกไทยทั้งปี 2026 อาจขยายตัวได้เพียง 1.2% ซึ่งชะลอตัวลงรุนแรงจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวสูงถึง 12.9%</description>
					<enclosure length="2924" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/v4/96/hhgyv496ub/Thaiexport2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 15:16:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มแตะ 86.7% ตลาดแรงงานเปราะบาง-ค่าครองชีพแพงจะยิ่งกดดันความสามารถชำระหนี้</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10075</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10075</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10075">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4b2885;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/s4/sz/hhgxs4szsy/Infographic-Flash-household-debt-20260410.jpg" alt="Infographic-Flash-household-debt-20260410.jpg" width="1040" height="2038" /><br /><br />หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4/2025 กลับมาขยายตัวเล็กน้อย 0.05%YOY หลังจากหดตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาส </strong></span>ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มเป็น 86.7% จากการขยายตัวของหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อเพื่อการลงทุนและสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจยังคงหดตัว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><span style="color: #4b2885;"><strong>สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ ขยายตัวสูงขึ้นมาก </strong></span>สะท้อนว่าครัวเรือนไทยหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงได้ง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินหลักยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong><span style="color: #4b2885;">SCB EIC ประเมินว่า ความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น</span> </strong>จาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ<strong> (1) ตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้น </strong>สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่เริ่มปรับสูงขึ้น ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่อง<strong> (2) แรงกดดันเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง </strong>ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น กดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงาน และอาจกระทบการจ้างงานในบางธุรกิจ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/household-debt-230426"><span style="color: #000000;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/z4/zq/hhgwz4zqtd/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></span></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/household-debt-100426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประเมินปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น จากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางค่าครองชีพที่เร่งตัวเร็ว</description>
					<enclosure length="4861" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/3v/4v/hhgx3v4v6g/HHDebt.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 13:59:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : “ระบบการเงินนวัตกรรม” คือ กุญแจยกระดับการเติบโตและความสามารถแข่งขันของประเทศ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10073</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10073</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10073">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fx/sx/hhfsfxsx9v/Infographic-In-focus-Innovation-20260409.jpg" alt="Infographic-In-focus-Innovation-20260409.jpg" width="1040" height="1986" /><span style="color: #4e4e4e;"><br /><strong><br />เศรษฐกิจไทยกำลังติดกับดักการเติบโตเชิงโครงสร้าง อัตราการขยายตัวอ่อนแรงลงต่อเนื่อง</strong> สะท้อนชัดว่า โมเดลการเติบโตแบบเดิมที่พึ่งพา &ldquo;ปริมาณ&rdquo; ไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่ &ldquo;การเติบโตเชิงคุณภาพ&rdquo; ที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน <strong>&ldquo;นวัตกรรม&rdquo; คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ขึ้น</strong> แต่ระบบการพัฒนานวัตกรรมของไทยยังมีจุดอ่อนหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้ประเทศมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ และยกศักยภาพการเติบโตได้จริง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>&ldquo;ระบบนวัตกรรมของไทย&rdquo; ยังไม่สามารถแปลงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สะท้อนผ่าน (1) อันดับนวัตกรรมของไทยในดัชนี Global Innovation Index ที่ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี สู่อันดับ 45 จาก 139 ประเทศปี 2025 เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยกำลังสูญเสียความสามารถด้านนวัตกรรม เทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">(2) สัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ในไทยยังต่ำกว่า 2% ต่อ GDP ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางของประเทศ (3) จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง โดยลดลงเหลือเพียง 23 คนต่อประชากร 10,000 คน (ข้อมูลปี 2023) สะท้อนปัจจัยพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่อ่อนแอลงต่อเนื่อง และ (4) จำนวนการยื่นขอสิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคนที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 13 ฉบับ (ข้อมูลปี 2024) และจำนวนสิทธิบัตรที่ยังมีผลบังคับใช้ในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหานวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดความพยายาม แต่คือ &ldquo;ระบบนวัตกรรมของไทย&rdquo; ที่ยังไม่เอื้อต่อการแปลงศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาให้เป็นมูลค่าเศรษฐกิจจริง</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม : &ldquo;กลไกแบ่งปันความเสี่ยงภาครัฐ-ภาคการเงิน&rdquo; คือกุญแจสำคัญ</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ธุรกิจที่พัฒนานวัตกรรมใหม่โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ตอัป มีศักยภาพเติบโตสูง แต่มักจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก เนื่องจากขาดหลักประกันเงินกู้ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัจจุบันการจัดสรรเงินทุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยยังมีช่องว่างเชิงโครงสร้าง จากทั้งฝั่งอุปทานและ อุปสงค์ ฝั่งอุปทานเงินทุน สถาบันการเงินยังขาดมาตรฐานสากลในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) และยังคงยึดหลักประกันทางกายภาพเป็นหลัก ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงไม่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจนวัตกรรมที่มีความไม่แน่นอนสูงด้านกระแสรายได้และเทคโนโลยี ฝั่งอุปสงค์เงินทุน ธุรกิจไทยที่พร้อมลงทุนในนวัตกรรมใหม่และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ยังมีไม่มาก สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการสร้างและขยายธุรกิจฐานนวัตกรรม ช่องว่างดังกล่าวนี้สะท้อนชัดผ่านการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในไทย ซึ่ง ณ มิ.ย. 2025 มีสัดส่วนเพียง 0.07% ของสินทรัพย์ค้ำประกันทั้งหมด</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">บทเรียนจากหลายประเทศชี้ชัดว่า &ldquo;กลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน&rdquo; เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกเงินทุนสู่ธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในฝั่งอุปทานเงินทุน เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ใช้กลไกค้ำประกันความเสี่ยงร่วมกัน โดยรัฐช่วยค้ำประกันความเสี่ยงราว 50-90% ของยอดคงเหลือหลังลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ช่วยลดภาระความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานประเมินมูลค่า IP ที่เป็นสากลน่าเชื่อถือ &nbsp;และการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐและภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์เงินทุน สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจกล้าลงทุนพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์มากขึ้น กลไกแบ่งปันความเสี่ยงจะทำหน้าที่เป็น &lsquo;สะพาน&rsquo; เชื่อมอุปทานเงินทุนกับ อุปสงค์นวัตกรรม ให้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในโลกข้างหน้า เศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วย &ldquo;สินทรัพย์ไม่มีตัวตน&rdquo; มากขึ้น ประเทศที่ออกแบบ &ldquo;ระบบการเงินนวัตกรรม&rdquo; ให้เงินทุนและนวัตกรรมเดินหน้าไปพร้อมกันได้ จะเป็นประเทศที่สามารถยกระดับศักยภาพการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ไทยต้องออกแบบ &ldquo;ระบบการเงินนวัตกรรม&rdquo; ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง จำเป็นต้องออกแบบและปรับกลไกระบบการเงินให้รองรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติม แต่คือ<strong>การทำให้ระบบการเงิน &ldquo;กล้าให้เงินทุน&rdquo; และภาคธุรกิจ &ldquo;กล้าลงทุน&rdquo; ในจังหวะเดียวกัน ผ่าน 4 เสาหลัก</strong> ดังนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1. ปรับกรอบการปล่อยสินเชื่อให้รองรับทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน</strong> ลดการยึดติดหลักประกันทางกายภาพ และประเมินศักยภาพธุรกิจจากความสามารถในการสร้างมูลค่าในอนาคต เพื่อให้ธุรกิจนวัตกรรมสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ สอดคล้องกับวงจรการพัฒนานวัตกรรมและการต่อยอดเชิงพาณิชย์</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2. ใช้กลไก &ldquo;แบ่งปันความเสี่ยง&rdquo; ระหว่างภาครัฐกับภาคการเงินอย่างเป็นระบบ</strong> ตั้งแต่การค้ำประกันสินเชื่อ การสนับสนุนต้นทุนการประเมินมูลค่า IP ไปจนถึงกลไกรับความเสี่ยงกรณีผิดนัดชำระหนี้ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน และเพิ่มแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3. พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่ใช้งานได้จริง</strong> เพื่อให้ฝั่งอุปทานเงินทุนมีข้อมูลและมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงธุรกิจนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือ ลดความไม่แน่นอน และช่วยให้เงินทุนไหลสู่ธุรกิจนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>4. สร้างแรงจูงใจด้าน &ldquo;อุปสงค์&rdquo; เพื่อให้เกิดการลงทุนพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง</strong> หากไม่มีจุดเริ่มต้นของความต้องการสร้างนวัตกรรมคุณภาพสูงเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ นวัตกรรมจะไม่สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทั้งสี่เสาหลักนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน Stakeholders หลักที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน</strong> เช่น กระทรวงการคลัง, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยร่วมมือกับองค์กรสากล World Intellectual Property Organization (WIPO) ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ จึงจะทำให้ระบบการเงินไทยทำหน้าที่เป็น &ldquo;ตัวเชื่อม&rdquo; ระหว่างเงินทุน นวัตกรรม และการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้สำเร็จ</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Innovation-090426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การพัฒนา “ระบบการเงินนวัตกรรม” เป็นการปรับโครงสร้างเชิงระบบที่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน</description>
					<enclosure length="4830" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6l/1k/hhfp6l1kgs/Innovation.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 09 Apr 2026 11:34:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>สงครามตะวันออกกลางเขย่าพลังงานโลก : ก๊าซธรรมชาติแพงยืดเยื้อ กดดันค่าไฟฟ้าสูงอย่างน้อย 2 ปี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10072</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10072</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10072">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5m/gr/hheu5mgr5k/Infographic-Flash-LNG-MEwar-20260408-01.jpg" alt="Infographic-Flash-LNG-MEwar-20260408-01.jpg" width="2480" height="4091" /><br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/62/1t/hheu621tpd/Infographic-Flash-LNG-MEwar-20260408-02.jpg" alt="Infographic-Flash-LNG-MEwar-20260408-02.jpg" width="1040" height="1212" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สงครามตะวันออกกลางดันราคา LNG พุ่ง และสูงต่อเนื่องจากอุปทานก๊าซฯที่เสียหาย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดและมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องหากความขัดแย้งขยายวงกว้าง</strong> ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 91% จาก 10.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ (ก่อนเกิดสงคราม) มาอยู่ที่ระดับ 20.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเมษายน จากความกังวลด้านอุปทานเนื่องจากผลของสงครามทำให้การขนส่ง LNG บริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญได้ถูกโจมตีจนเกิดความเสียหายอย่างถาวร โดยเฉพาะแหล่งก๊าซฯ Ras Laffan ของกาตาร์ที่ถูกโจมตี ทำให้ต้องลดกำลังการผลิตลงราว 12.8 ล้านตันต่อปีหรือลดลงราว 17% ของกำลังการผลิตก๊าซฯ จากแหล่ง Ras Laffan โดยกำลังการผลิตที่ลดลงทำให้อุปทาน LNG ลดลง คิดเป็น 3% ของอุปทานโลก (กาตาร์ผลิต LNG คิดเป็น 19% ของอุปทานโลก) ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการฟื้นฟูนาน 3-5 ปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคา LNG ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงในระยะข้างหน้า จากฝั่งอุปสงค์ในเอเชียและยุโรปที่มีความกังวลว่าไม่สามารถจัดหาก๊าซฯทดแทนได้ทัน อย่างไรก็ดี คาดว่าอุปสงค์และอุปทานจะสามารถกลับมาอยู่ในระดับสมดุลมากขึ้นหลังจากช่วง 2 ปีข้างหน้า จากการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยชดเชยอุปทานของกาตาร์ที่หายไปได้บางส่วน ในขณะที่อุปสงค์คาดว่าจะปรับตัวลดลงจากใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ต้นทุนก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่ปรับสูงขึ้น กดดันต้นทุนค่าไฟฟ้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ต้นทุนก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่ปรับสูงขึ้น กดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับสูงที่ราว 4.9 บาทต่อหน่วยในปลายปี 2026 แต่หากคงหนี้ กฟผ. (ค่า AF) จะช่วยชะลอการเร่งตัวของค่าไฟฟ้าทำให้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 4.0 บาทต่อหน่วยในปี 2026-2027</strong> โดยสงครามในตะวันออกกลางกระทบต้นทุนก๊าซธรรมชาติและกดดันค่าไฟฟ้าจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1. ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า JKM ที่ไทยใช้อ้างอิงปรับเพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในไทยสูงขึ้น 2. การขนส่ง LNG จากกาตาร์ไม่สามารถส่งมอบได้ครบตามสัญญาส่งผลให้ไทยต้องเร่งจัดหาก๊าซฯ ในตลาดจร (Spot price) ที่ราคาสูง ด้วย 2 ปัจจัยดังกล่าว ผลักดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้สูงขึ้น โดยในกรณีฐานที่การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัด การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่อ Yanbu/Fujairah ได้ ~20% จากปริมาณเดิม และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไม่เสียหายเพิ่มขึ้นมากจากปัจจุบัน ราคา LNG จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 22-27 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูไปจนถึงไตรมาส 2 ของปี 2026 และส่งผลให้ราคาเฉลี่ยในปี 2026 จะอยู่ที่ 17.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สำหรับผลกระทบต่อไทย ซึ่งพึ่งพา LNG นำเข้าประมาณ 33% ของก๊าซฯ ที่ใช้ในโรงไฟฟ้า โดยมาจากแหล่งกาตาร์ราว 7% ซึ่งแรงกดดันด้านการจัดหา LNG และราคา LNG ที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในปลายปี 2026 สูงถึง 4.9 บาทต่อหน่วย แต่หากภาครัฐมีมติคงภาระหนี้ค่าไฟฟ้า กฟผ. (AF) ให้อยู่ในระดับ 36,000 บาท จะช่วยชะลอการเร่งตัวของค่าไฟฟ้า คาดว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปี 2026-2027 จะอยู่ในระดับสูงที่ราว 4.0 บาทต่อหน่วย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนสงครามลุกลามเป็นวงกว้างและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนักจะส่งผลให้ราคา LNG พุ่งสูงและทรงตัวในระดับสูงตลอดปี 2026 โดยราคา LNG นำเข้าเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 36.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 5.7 บาทต่อหน่วย และหากมีมติคงค่า AF จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในปี 2026-2027 อยู่ที่ราว 4.3 บาทต่อหน่วย</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาครัฐควรรับมือค่าไฟแพงอย่างเป็นระบบ ควบคู่ปรับโครงสร้างไฟฟ้าสู่พลังงานสะอาดที่มั่นคง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่าภาครัฐควรเร่งดำเนินมาตรการรับมือค่าไฟฟ้าสูงอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว โดยระยะสั้น ภาครัฐควรบริหารค่าไฟฟ้าและค่า Ft อย่างยืดหยุ่น โดยปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี ภาครัฐอาจต้องพิจารณาประเด็นภาระหนี้ในการอุดหนุนค่าไฟฟ้าควบคู่ด้วย</strong> โดยหากรัฐมีมติตรึงค่าไฟฟ้าในงวดที่เหลือของปี 2026 ให้อยู่ระดับเดิมที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จะทำให้ต้นทุนคงค้างของ กฟผ. (AF) ในปลายปีอยู่ที่ราว 70,000 ล้านบาท (สูงขึ้นจากระดับ 35,928 ล้านบาทในเดือนเมษายน) ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อความน่าเชื่อถือและเครดิตของ กฟผ. รวมถึงผลกระทบต่อฐานะการคลังที่รัฐต้องค้ำประกันหรือต้องอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือหากราคา LNG อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ภาครัฐควรจัดทำฉากทัศน์ความรุนแรงของสงครามและสื่อสารข้อมูลต้นทุนพลังงานกับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้ง ยังสามารถลดแรงกดดันด้านต้นทุนไฟฟ้าผ่านการบริหารพลังงานในภาวะฉุกเฉิน โดยเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ไม่ใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ของปริมาณการผลิตปกติ อาทิ ซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศลาวและในประเทศ รับซื้อไฟฟ้าเพิ่มจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนนอกสัญญาซื้อ จากโรงไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพและพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ที่มีกำลังการผลิตเหลือและไม่เกินขีดจำกัดของสายส่งไฟฟ้า ขณะเดียวกัน <strong>ในระยะยาวควรเร่งเพิ่มพลังงานสะอาดที่เป็นทั้งแหล่งผลิตและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง (Base load) เช่น โซลาร์และลมควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงศึกษาพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเพิ่มการสำรองพลังงานทางเลือกในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพา LNG และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของไทยอย่างยั่งยืน</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจควรปรับตัวโดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและอาจเริ่มวางแผนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับมือ <strong>ในส่วนของภาคครัวเรือน ในระยะสั้น สามารถลดผลกระทบได้ทันทีด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานให้ลดลง</strong> เช่น ตั้งอุณหภูมิแอร์ 26&ndash;27 องศา ใช้พัดลมร่วมกับแอร์ เปลี่ยนเป็นหลอดไฟ LED และเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ซึ่งช่วยลดค่าไฟได้อย่างเป็นรูปธรรม <strong>ระยะยาว อาจวางแผนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและปรับปรุงบ้านให้ประหยัดพลังงาน</strong> เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบและรับมือกับความเสี่ยงค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต <strong>สำหรับภาคธุรกิจ ระยะสั้นควรบริหารการใช้ไฟฟ้าเชิงรุก</strong> เลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วงพีกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านระบบบริหารจัดการพลังงาน (EMS) <strong>ระยะยาว ควรลงทุนผลิตไฟฟ้าใช้เอง เช่น โซลาร์รูฟท็อป ปรับกระบวนการผลิตให้ใช้พลังงานต่อหน่วยต่ำลง และเชื่อมกลยุทธ์กับ ESG เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนสีเขียว</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/LNG-MEwar-170426"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/9x/92/hheo9x92my/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></strong></span></a></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/LNG-MEwar-080426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ค่าไฟพุ่งจากการพึ่งพิงก๊าซฯสูง ภาครัฐควรรับมืออย่างเป็นระบบ โดยปรับค่าไฟฟ้าแบบค่อยเป็นค่อยไป และปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว</description>
					<enclosure length="5200" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/6s/8z/hhep6s8zmt/LNG-MEwar.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 13:34:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>วิกฤตตะวันออกกลางปะทุ ปั่นป่วนถึงภาคท่องเที่ยวไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10071</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10071</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10071">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/81/u1/hhds81u1xz/Infographic-In-focus-Tourism-ME-war-20260407-01.jpg" alt="Infographic-In-focus-Tourism-ME-war-20260407-01.jpg" width="1240" height="2458" /></strong></p>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/8m/zn/hhds8mzn0w/Infographic-In-focus-Tourism-ME-war-20260407-02.jpg" alt="Infographic-In-focus-Tourism-ME-war-20260407-02.jpg" width="1240" height="2241" /></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>วิกฤตตะวันออกกลางกระทบการเดินทางระหว่างประเทศทั่วโลก และต่อเนื่องมายังนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศของโลกต้องสะดุด และกระทบต่อเนื่องถึงการเดินทางเข้าไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ</strong> ซึ่งตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาการโจมตีทางอากาศที่รุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้หลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้า และเที่ยวบินในเส้นทางตะวันออกกลางถูกยกเลิกในทันที ด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการบินสำคัญของโลกมีสัดส่วนผู้โดยสารราว 10% ในปี 2025 จากข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) จึงยิ่งส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลก ซึ่งแม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มทยอยเปิดให้บริการในบางเส้นทางรวมถึงไทย แต่วิกฤตดังกล่าวได้สร้างผลกระทบกับภาคการท่องเที่ยวไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1. จำนวนเที่ยวบินที่เดินทางมาไทยมีโอกาสลดลงจากเที่ยวบินสายการบินตะวันออกกลางที่ยังเปิดบริการในบางเส้นทางและจากความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศ 2. ต้นทุนการเดินทางที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว และ 3. ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เปราะบางมากขึ้นทั้งในด้านความปลอดภัยและภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปี 2026 มีแนวโน้มชะลอตัวอยู่ที่ 33.2 ล้านคนจากวิกฤตตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 8 สัปดาห์</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>วิกฤตตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 8 สัปดาห์อาจกดดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 33.2 ล้านคนจากประมาณการเดิมในเดือนธันวาคมที่ 34.1 ล้านคน</strong> แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวมจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นหลังผู้โดยสารต่างชาติทางอากาศหดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทางและหลายสายการบินเพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยยังมีโอกาสชะลอตัวลงจาก 1. นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางที่เปิดให้บริการอย่างจำกัด โดยไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่มากเพียงราว 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 2. นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลางอย่าง Emirates, Qatar Airways และ Etihad Airways มีสัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป โดยบางส่วนหันไปใช้เส้นทางบินตรงหรือต่อเครื่องที่ฮับอื่นแทน ขณะเดียวกัน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่กังวลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและประเด็นด้านความปลอดภัยก็มีโอกาสปรับแผน/ยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวไป นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาไทยทางบก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเพิ่มจากความกังวลในวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ของไทย อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวไทยยังได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวดีขึ้นและนักท่องเที่ยวอินเดียที่เติบโตต่อเนื่อง และอาจได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีโอกาสมาไทยเพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบภายในประเทศอีกด้วย</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ธุรกิจท่องเที่ยวกำลังเผชิญแรงกดดัน 2 ด้านจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยมาตรการภาครัฐจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4e4e4e;">ธุรกิจท่องเที่ยวมีแนวโน้มเผชิญผลกระทบจากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลงและต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน การออกมาตรการของภาครัฐอย่างทันท่วงทีจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยว<br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ธุรกิจท่องเที่ยวไทยเริ่มได้รับผลกระทบชัดเจนขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยวต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปเป็นหลักอย่างภูเก็ต พังงา กระบี่ และสมุย รวมถึงธุรกิจขนส่งนักท่องเที่ยวและธุรกิจท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทั้งนี้ภายใต้สถานการณ์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ การออกมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติในเอเชียและแปซิฟิกที่ยังเติบโต ควบคู่กับการออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจะมีส่วนช่วยเสริมรายได้ให้กับธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงวิกฤตได้ แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ธุรกิจต้องเผชิญกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในประเทศที่อ่อนแรงลงจากแรงกดดันด้านปัญหาพลังงานภายในประเทศด้วยนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณามาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นและดูแลความเพียงพอของปริมาณน้ำมันควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ ภาครัฐอาจต้องพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางที่มีสภาพคล่องไม่สูงมากและเป็นข้อจำกัดในการปรับตัว ซึ่งมาตรการข้างต้นดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญที่เข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบและประคับประคองภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้</span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ธุรกิจท่องเที่ยวมีแนวโน้มเผชิญผลกระทบจากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลงและต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้น</description>
					<enclosure length="6352" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/zs/ac/hhdqzsacid/Tourism-MEWAR.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 16:57:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>