<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><atom:link href="https://www.scbeic.com/th/rss/all" rel="self" type="application/rss+xml"/><title>EIC RSS</title><link>https://www.scbeic.com/th/home</link><description>EIC RSS</description><copyright>Copyright 2015 The Siam Commercial Bank Public Company Limited. All rights reserved.</copyright><language>th</language><pubDate>Mon, 29 Jun 2026 01:04:34 +0700</pubDate><ttl>19</ttl>
				<item>
					<title>กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1% ตามคาด ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น มองเงินเฟ้อใกล้เคียงเดิม </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10135</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10135</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10135">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="height: 101px; background-color: #ebebf5;" width="879" cellspacing="10" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td>&nbsp;
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Key summary</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1% โดยมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ</li>
<li class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวดีขึ้นที่ 2.3%YOY (จาก 1.5%YOY) แต่มองว่ายังโตต่ำและไม่ทั่วถึง</li>
<li class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยที่ 1% ไปตลอดทั้งปีนี้</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;</p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ด้วยเสียง 7:0 </strong>โดยมองว่าดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง สินเชื่อรายย่อยขยายตัวต่ำ สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงในปี 2027 หลังปัจจัยกดดันด้านอุปทาน ทั้งราคาพลังงาน และราคาอาหารสดทยอยคลี่คลาย มองไปข้างหน้า กนง. จะติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่เผชิญต้นทุนสูงขึ้น การเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนเปราะบาง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ของ ธปท. (ณ มิ.ย. 2026)<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/bq/p1/hjrubqp1g5/Figure1.png" alt="Figure1.png" width="1226" height="517" /><br /></strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าการประเมินในการประชุมครั้งก่อน</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. ปรับประมาณการ </strong><strong>GDP </strong><strong>ปีนี้ขึ้นเป็น 2.3</strong><strong>%YOY </strong>จากเดิม 1.5%YOY (กรณีไม่รวมมาตรการภาครัฐ) และ 2.0%YOY (กรณีรวมมาตรการภาครัฐ) โดยมีที่มาจาก<br /><br /></span>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 25px; color: #4e4e4e;"><strong style="color: #000000;">แรงส่งการส่งออกและการลงทุนตาม Tech &amp; AI Cycle ดีกว่าคาด </strong>โดยเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่ในภาคการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเทคโนโลยี และการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล</li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 25px; color: #4e4e4e;"><strong style="color: #000000;">ผลกระทบจากสงครามน้อยกว่าคาด </strong>โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวโดยการกระจายแหล่งนำเข้า-เส้นทางขนส่งวัตถุดิบ ขณะที่ภาครัฐช่วยอุดหนุนบรรเทาต้นทุนพลังงาน</li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 25px; color: #4e4e4e;"><strong style="color: #000000;">มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐ </strong>ตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท</li>
</ul>
</li>
</ul>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 25px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. ยังมองการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2026 และ 2027 ต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง</strong> โดยเฉพาะภาคครัวเรือนที่กำลังซื้อถูกกดดันจากค่าครองชีพสูง ขณะที่รายได้ชะลอลง และภาคธุรกิจ SMEs ที่ปรับตัวด้านต้นทุนได้ยากและเข้าถึงสินเชื่อได้จำกัด </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 25px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. ประเมินดุลบัญชีเดินสะพัดไทยทั้งปี 2026 ปรับแย่ลงเป็นระดับสมดุล </strong>(0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่ประเมินไว้ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)โดยมองว่าในช่วงไตรมาส 2 จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากปัจจัยชั่วคราว ทั้งราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นมาก และปัจจัยฤดูกาลส่งกลับกำไรของบริษัทข้ามชาติ แต่ประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะทยอยปรับดีขึ้นกลับมาเกินดุลได้ในช่วงครึ่งปีหลังและปี 2027</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 2 : ธปท. ประมาณการเงินเฟ้อไทยปีนี้โดยรวมจะอยู่ต่ำกว่าช่วงปี 2022<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/fo/db/hjrufodbsw/Figure2.png" alt="Figure2.png" width="917" height="498" /><br /></strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่จะทยอยลดลงเข้ากรอบในปีหน้า</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. ประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงเล็กน้อย ค่าเฉลี่ยทั้งปี 2026 อยู่ที่ 2.8</strong><strong>% </strong>(เดิม 2.9%) ส่วนอัตราเงินเฟ้อในแต่ละเดือนจะทยอยปรับสูงขึ้นเกินกรอบเป้าหมายชั่วคราวจากระดับในเดือนพฤษภาคมที่ 2.8% ไปแตะระดับสูงสุดของปีนี้ที่ 4.5% ในช่วงไตรมาส 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ และราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากผลกระทบของ Super El Nino ในช่วงครึ่งหลังของปี <strong>ทั้งนี้เงินเฟ้อจะทยอยปรับลดลงมาอยู่ในกรอบได้ในปี 2027</strong><strong>โดย กนง. ประเมินเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2027 ไว้ที่ 1.4</strong><strong>% </strong>(เดิม 1.5%) </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มต่ำกว่าและลดลงเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน</strong> เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่า ส่งผลให้การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการโดยรวมทำได้จำกัดมากกว่า นอกจากนี้ เงินเฟ้อภาคบริการไทยมีแนวโน้มต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งจากการต่อรองค่าจ้างแรงงานในภาคบริการที่ทำได้ไม่มากเท่าบางประเทศ</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับเพิ่มขึ้นแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย</strong> ในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการภายใต้บริบทต้นทุนสูงที่อาจเกิดได้มากขึ้น และปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงกว่าคาด</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. มองดอกเบี้ยที่ 1% เหมาะสมในการดูแล<span style="color: #4b2885;">เงินเฟ้</span>อ ควบคู่กับการประคองเศรษฐกิจ</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มองว่าเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยง แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากการประชุมรอบก่อน</strong> อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ยังเหมาะสมกับแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อ และยังสามารถประคองเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>ไทยยังสามารถคงดอกเบี้ยในระดับต่ำได้ แม้ตลาดการเงินโลกคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลักจะปรับขึ้นดอกเบี้ย </strong>อาจทำให้เงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง แต่เงินบาทที่อ่อนค่านี้อาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก โดยเฉพาะ ธุรกิจส่งออกขนาดเล็ก หรือการส่งออกสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนจนเกินไป </span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. พร้อมทบทวนทิศทางนโยบายการเงิน หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงในระยะข้างหน้า </strong>โดยความเสี่ยงเงินเฟ้อจะติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่เผชิญต้นทุนสูงขึ้น และการเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ขณะที่สถานการณ์ภาวะการเงินตึงตัวจะติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนเปราะบาง</span><span style="color: #000000;"><br /></span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e; font-size: 15pt;"><strong>IMPLICATIONS</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปีนี้</strong></h2>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. จะสามารถคงดอกเบี้ยได้ แม้ตลาดการเงินโลกมองดอกเบี้ยขาขึ้น เนื่องจากปัจจัยวัฏจักรและโครงสร้าง</strong><strong> ของเศรษฐกิจไทยต่างจากประเทศอื่น<br /><br /></strong></span>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong style="color: #000000;">เงินเฟ้อไทยส่วนมากมีที่มาจากปัจจัยภายนอก </strong>เช่น ราคาน้ำมันโลก<strong style="color: #000000;"> และปัจจัยอุปทาน </strong>เช่น ราคาอาหารสด หากแรงกดดันทั้งสองปัจจัยนี้ทยอยหมดลง เงินเฟ้อไทยก็มีแนวโน้มลดลงได้ โอกาสที่เงินเฟ้อไทยจะอยู่ระดับสูงนานค่อนข้างต่ำ</li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong style="color: #000000;">ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูง สามารถเข้าดูแลค่าเงินบาทลดความผันผวนได้หากเกิดสถานการณ์เงินทุนไหลออกสูงเช่นในบางประเทศ </strong>อีกทั้ง<strong style="color: #000000;"> เงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่ามากตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดสงคราม </strong>ส่วนหนึ่งจากปัจจัยเฉพาะ เช่น การค้าทองคำ ทำให้บาทแข็งค่าแตะระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อเกิดสงครามขึ้น บาทปรับอ่อนค่าลงมาใกล้เคียงช่วงต้นปี 2025 ที่ราว 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่ายังเป็นระดับปกติ เทียบกับช่วงปี 2022 ที่บาทอ่อนค่ามากแตะระดับ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ<strong style="color: #000000;"> ทำให้ไทยอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยลดการอ่อนค่าของค่าเงินหากเกิดกรณีเงินทุนไหลออกสูง</strong></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 25px; color: #4e4e4e;"><strong style="color: #000000;">เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำเทียบประเทศในภูมิภาค </strong>แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์จึงยังอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ นโยบายการเงินยังต้องให้น้ำหนักกับการประคองเศรษฐกิจ แตกต่างจากบางประเทศเอเชีย ที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี</li>
</ul>
</li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 25px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>หากมองในมุม </strong><strong>Policy Mix </strong><strong>นโยบายการเงินในปัจจุบันมีบทบาทช่วยประคองมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ </strong>ภายใต้สถานการณ์ตลาดการเงินโลกยังผันผวน นโยบายการคลังจะเป็นเครื่องมือหลักในการบรรเทาและกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะเป็นเครื่องมือหลักในการลดความตึงตัวของภาวะการเงิน ทั้งการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย และการสนับสนุนให้ธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อ</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>SCB EIC</strong><strong> ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ </strong><strong>1% </strong><strong>ตลอดปีนี้ </strong>สำหรับปีหน้า หากเงินเฟ้อปรับลดลงอย่างรวดเร็ว และผลกระตุ้นเศรษฐกิจของนโยบายการคลังหมดลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และเปราะบาง ลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ประสบปัญหาในการชำระหนี้ต่อเนื่อง SCB EIC มองว่า กนง. อาจพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้บ้าง<br /></span><span style="color: #000000;"><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/policy-rate-250626"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6c/tq/hjru6ctq0d/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a></span></li>
</ul>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/policy-rate-240626" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปีนี้ และอาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีหน้า หากเงินเฟ้อลดลงเร็ว แรงกระตุ้นการคลังหมดลง </description>
					<enclosure length="5686" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/if/4q/hjruif4q68/Flash-MPC-JUN-2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 19:03:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล จากการตอบคำถามท้ายแบบสำรวจ " Add to cart 2026 : สำรวจกระเป๋าตังค์คนไทย ยังช็อปไหวอยู่ไหม? "</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/events_calendar/detail/1781667149233</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/events_calendar/detail/1781667149233</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/events_calendar/detail/1781667149233">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p>SCB EIC&nbsp;ประกาศผลผู้ได้รับรางวัล CENTRAL Gift eVoucher&nbsp;รวมจำนวน 10 รางวัล จากการตอบคำถามท้ายแบบสำรวจ "Add to cart&nbsp;2026 : สำรวจกระเป๋าตังค์คนไทย ยังช็อปไหวอยู่ไหม?" ดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>รางวัล&nbsp;CENTRAL Gift eVoucher&nbsp;มูลค่า 1,500 บาท จำนวน 1 รางวัล</p>
<p><br />1.&nbsp;Fharu*****uchon@*****.co.th<br /><br /></p>
<p>รางวัล&nbsp;CENTRAL Gift eVoucher&nbsp;มูลค่า 500 บาท จำนวน 9 รางวัล<br /><br /></p>
<p>1.&nbsp;wass*****ma-at@*****.co.th</p>
<p>2.&nbsp;S7**90@*****.co.th</p>
<p>3.&nbsp;papasarin******tpiyasart@*****.co.th</p>
<p>4.&nbsp;Sariny****b@gmail.com</p>
<p>5.&nbsp;nich***t.v@gmail.com</p>
<p>6.&nbsp;cu**cie@gmail.com</p>
<p>7.&nbsp;sno***n_b@hotmail.com</p>
<p>8.&nbsp;Wc***gru@gmail.com</p>
<p>9.&nbsp;tip***sk@gmail.com</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โดย&nbsp;SCB EIC&nbsp;จะส่งอีเมลยืนยันให้กับผู้ที่ได้รับรางวัล และแจ้งรายละเอียดการรับรางวัล&nbsp;โปรดตรวจสอบอีเมลของท่าน</p>
<p>SCB EIC&nbsp;ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมตอบแบบสำรวจกับเรา ทั้งนี้ท่านสามารถติดตามบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจ และกิจกรรมต่าง ๆ ของ&nbsp;SCB EIC&nbsp;ผ่านเว็บไซต์นี้ (<a title="https://www.scbeic.xn--com)-ygofb6a0a3cs9g1a7ec0a2c8u/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">www.scbeic.com)หรือติดตามผ่าน</a> LINE Official Account : @scbeic</p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประกาศผลผู้ได้รับรางวัล CENTRAL Gift eVoucher รวมจำนวน 10 รางวัล จากการตอบคำถามท้ายแบบสำรวจ "Add to cart 2026 : สำรวจกระเป๋าตังค์คนไทย ยังช็อปไหวอยู่ไหม?"</description>
					<enclosure length="9013" url="https://www.scbeic.com/stocks/calendar/d200x200/fs/fn/hjjqfsfnab/AW_consumer_2026_Part_II_List_noclick.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 10:00:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจโลก</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10059</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10059</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10059">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>1. สถานการณ์เศรษฐกิจโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC คงประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2569 ไว้ที่ 2.5% โดยในไตรมาส 1 เศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่ยังขยายตัวได้ดีจากแรงหนุนของการลงทุนด้าน AI ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากความยืดเยื้อของสงคราม ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน และกดดันทั้งภาคการผลิตและกำลังซื้อของผู้บริโภค</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.1&nbsp; เศรษฐกิจสหรัฐฯ</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ยังคงประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2569 ว่าจะขยายตัว 2.1% โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และตลาดแรงงานที่มีเสถียรภาพมากขึ้น</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.2&nbsp; เศรษฐกิจยูโรโซน</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เศรษฐกิจยูโรโซนมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง โดย SCB EIC ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซนปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 0.8% จากเดิม 1.1%</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.3&nbsp; เศรษฐกิจจีน</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการผลิตและการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางเลือก เช่น แบตเตอรี่และแผงโซลาร์ ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนปี 2569 เป็น 4.5% จากเดิม 4.4%</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.4&nbsp; เศรษฐกิจญี่ปุ่น</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มชะลอตัวในปี 2569 จากแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงหลังสงคราม อย่างไรก็ดี SCB EIC ยังคงคาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.6%</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>2. ทิศทางนโยบายการเงินของโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามก่อนตัดสินใจเพิ่มเติม และอาจมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ธนาคารกลางสหรัฐฯ (</strong><strong>Fed)</strong>มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5-3.75% ตลอดทั้งปี จากความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและตลาดแรงงานที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น โดยเปลี่ยนจากคาดการณ์เดิมที่คาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ธนาคารกลางยุโรป (</strong><strong>ECB)</strong>มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง สู่ระดับ 2.25% จากเดิมที่คาดว่าจะคงดอกเบี้ย เพื่อช่วยยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี ECB อาจไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้มากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจยูโรโซนยังเปราะบาง</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ธนาคารกลางญี่ปุ่น (</strong><strong>BOJ) </strong>มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.0% ในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะปรับขึ้น 2 ครั้ง โดยให้ความสำคัญมากขึ้นกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวจากผลกระทบของสงคราม</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในภาพรวมภาวะการเงินโลกมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น เนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้ออาจกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>3. บทวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">3.1 <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/SCBEIC-Monthly-insight-0526">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคมปี 2569</a><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">3.2 <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/SCBEIC-Monthly-insight-0426">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนเมษายนปี 2569</a><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">3.3 <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q12026">Outlook ไตรมาส 1 ปี 2569</a><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">3.4 <a src="https://www.scbeic.com/th/macroeconomics/global-economy">รวมบทวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก</a></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อยจากแรงกดดันของสงคราม ขณะที่ธนาคารกลางหลักยังมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม</description>
					<enclosure length="4296" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/5l/oe/hh715loebc/Global-economy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 27 May 2026 17:22:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/9512</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/9512</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/9512">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>1. ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ผ่านตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อัตราเงินเฟ้อของไทย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.1&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทย (GDP ประเทศไทย)</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากเดิม 1.4% หลังเศรษฐกิจไตรมาส 1 ขยายตัวดี และได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจปีนี้ราว 0.6 pp. ผ่านมาตรการลดค่าครองชีพและการลงทุนพลังงานสะอาด<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง เนื่องจากการเติบโตยังกระจุกตัวในบางธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี AI และ Data center ขณะที่การนำเข้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน และภาคท่องเที่ยวยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดจำนวนเที่ยวบินและขึ้นค่าตั๋วโดยสาร โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 จะลดลงเหลือ 31.7 ล้านคน<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">แม้ประมาณการ GDP ถูกปรับขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยยังชะลอลงมากเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่เติบโต 2.4% และปี 2567 ที่ 2.9% สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเดิม รวมถึงแรงกดดันเพิ่มเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.2&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัตราเงินเฟ้อของไทย</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2569 มีแนวโน้มเร่งขึ้นเป็น 3.6% สูงเกินกรอบเป้าหมาย จากปีก่อนที่ติดลบ -0.1% สะท้อนแรงกดดันจากสงครามที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยเงินเฟ้อเดือน เม.ย. เพิ่มเป็น 2.9% สูงสุดในรอบ 38 เดือน จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นตามกลไกตลาด และการส่งผ่านต้นทุนไปยังสินค้า โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>1.3&nbsp;&nbsp;&nbsp; อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC มองว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปี เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้ออาจทำให้เงินเฟ้อสูงเกินกรอบต่อเนื่อง ขณะที่มาตรการการคลังจะมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยประคองเศรษฐกิจและลดผลกระทบจากสงคราม<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ปัจจัยดังกล่าวทำให้ความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจลดลง โดยเฉพาะในภาวะที่นโยบายการเงินมีพื้นที่จำกัด ทั้งนี้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและการเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจระยะข้างหน้า</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>2. บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">2.2&nbsp; <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/SCBEIC-Monthly-insight-0526">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคมปี 2569</a><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">2.3&nbsp; <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/SCBEIC-Monthly-insight-0426">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเดือนเมษายนปี 2569</a><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">2.4&nbsp;&nbsp; <a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/outlook-q12026">บทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569</a></span><span style="color: #4e4e4e;"><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">2.5&nbsp; <a src="https://www.scbeic.com/th/eic_analysis/list/Outlook">รวมบทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย</a></span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทย 2569 เพิ่มเป็น 1.7% หลังได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ แต่ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางและเสี่ยงสูงจากสงครามตะวันออกกลาง</description>
					<enclosure length="2623" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/s2/xy/gy6es2xyup/Thai-economy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 27 May 2026 17:16:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เมื่อธรรมชาติกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านสภาพภูมิอากาศ” โอกาสใหม่ของภาคเอกชนไทยจากการฟื้นฟูชายฝั่ง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10110</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10110</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10110">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความท้าทายด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงในการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจน ทั้งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การกัดเซาะชายฝั่ง และความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้น ล้วนกำลังกดดันทั้งชุมชนชายฝั่ง ระบบสาธารณูปโภค และทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยพึ่งพา &ldquo;โครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม&rdquo; เช่น ระบบระบายน้ำ คันกั้นน้ำ เขื่อนกั้นน้ำ และเครื่องสูบน้ำ เป็นเครื่องมือหลักในการรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ มาตรการดังกล่าวยังคงมีความจำเป็น แต่ในโลกที่ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมเพียงอย่างเดียวอาจมีต้นทุนสูงขึ้น และอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ทิศทางสำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม เช่น การสร้างกำแพงให้สูงขึ้น แต่คือการออกแบบระบบป้องกันประเทศที่ใช้ทั้งวิศวกรรมและธรรมชาติทำงานร่วมกัน ในบริบทนี้ การฟื้นฟูชายฝั่ง โดยเฉพาะป่าชายเลน จึงไม่ใช่เพียงโครงการอนุรักษ์ แต่เป็นกลไกที่เชื่อมโยงการลดความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ การสร้างมูลค่าจากระบบนิเวศ การยกระดับคุณภาพของตลาดคาร์บอนและ ESG และการเปิดทางให้เกิดโมเดลการลงทุนรูปแบบใหม่ บทความนี้จึงพิจารณาประเด็นดังกล่าวผ่าน 4 มิติสำคัญดังต่อไปนี้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>1. ป่าชายเลน : โครงสร้างพื้นฐานที่มีชีวิต</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ป่าชายเลนเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ Nature-based Infrastructure เพราะทำหน้าที่เหมือนโครงสร้างพื้นฐาน แต่เติบโต ซ่อมแซม และสร้างประโยชน์ร่วมได้ในเวลาเดียวกัน บทบาทสำคัญของป่าชายเลน ได้แก่<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/0k/fj/hiwt0kfjdb/Nature-based-Infrastructure-1.jpg" alt="Nature-based-Infrastructure-1.jpg" width="1399" height="752" /><br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ด้วยเหตุนี้ ป่าชายเลนจึงไม่ใช่เพียง &ldquo;พื้นที่สีเขียว&rdquo; แต่เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างมูลค่าให้กับประเทศในระยะยาว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>2. จากคุณค่าทางนิเวศ สู่ผลตอบแทนทางธุรกิจ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับภาคเอกชน ประเด็นสำคัญไม่ใช่การพิสูจน์ว่า &ldquo;การฟื้นฟูชายฝั่งมีประโยชน์หรือไม่&rdquo; แต่คือ &ldquo;การทำให้ประโยชน์เหล่านั้นกลายเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้อย่างไร&rdquo; โครงการอาจสร้างประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจได้มาก แต่หากยังไม่มีผู้จ่าย ไม่มีรายได้ที่ชัดเจน หรือไม่มีวิธีแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างผู้รับประโยชน์กับผู้ลงทุน โครงการก็ยังอาจไม่สามารถดึงดูดเงินทุนเชิงพาณิชย์ได้<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">การฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่งอาจช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูง เช่น ลดความเสียหายจากน้ำท่วม ปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน ลดความเสี่ยงต่อธุรกิจ และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับชุมชนที่เปราะบาง แต่คุณค่าเหล่านี้จะยังไม่กลายเป็นผลตอบแทนของนักลงทุน จนกว่าจะมีกลไกที่ทำให้สามารถวัด ประเมินราคา และเชื่อมโยงกับรายได้หรือประโยชน์ทางการเงินได้ ในมุมของบริษัทและนักลงทุน การฟื้นฟูจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อภาพลักษณ์หรือการกุศล แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ กลไกที่อาจช่วยเชื่อมช่องว่างนี้ ได้แก่<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/5h/57/hiwt5h57gw/2-Naturebased.png" alt="2-Naturebased.png" width="873" height="435" /><br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">มูลค่าของธรรมชาติจะกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจได้ ก็ต่อเมื่อมีระบบที่ทำให้คุณค่านั้น &ldquo;วัดได้ ตรวจสอบได้ และลงทุนได้&rdquo; สำหรับธุรกิจ การฟื้นฟูชายฝั่งจึงสามารถเชื่อมโยงวาระสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การลดคาร์บอน การบริหารความเสี่ยงทางกายภาพ และการสร้างกลยุทธ์ความยั่งยืนหรือ ESG ที่น่าเชื่อถือมากขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>3. ตลาดกำลังเปลี่ยน : จากปริมาณคาร์บอน สู่คุณภาพของผลลัพธ์</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ตลาด ESG และตลาดคาร์บอนในระดับโลกกำลังเปลี่ยนจากการมองเพียง &ldquo;จำนวนคาร์บอนเครดิต&rdquo; ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และผลประโยชน์ร่วมที่พิสูจน์ได้ สำหรับโครงการฟื้นฟูชายฝั่ง สิ่งที่จะทำให้โครงการมีคุณภาพสูงขึ้น ได้แก่<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/6o/dv/hiwt6odvtc/3-Naturebased.png" alt="3-Naturebased.png" width="871" height="312" /><br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี ตลาดไทยยังมีข้อจำกัดสำคัญ ราคาคาร์บอนยังไม่สูงพอที่จะจูงใจการลงทุนขนาดใหญ่ได้ด้วยตัวเอง ขณะที่มูลค่าของ &ldquo;ความยืดหยุ่น&rdquo; เช่น ความเสียหายที่ลดลงหรือความสามารถในการฟื้นตัวของพื้นที่ ยังไม่มีวิธีที่ประเมินที่เป็นมาตรฐานและยอมรับได้กว้างขวาง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">นี่คือเหตุผลที่โครงการจำนวนมากยังต้องอาศัย Blended finance ซึ่งผสมผสานเงินทุนภาครัฐ เงินสนับสนุนหรือเงินให้เปล่า และเงินลงทุนภาคเอกชน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและทำให้โครงการมีความน่าสนใจต่อผู้ลงทุนมากขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>4. จากกรณี DITTO สู่ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">กรณีของ DITTO สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจใหม่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้น การฟื้นฟูป่าชายเลนไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงการบริจาคหรือกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เริ่มถูกจัดการในฐานะสินทรัพย์ที่ต้องการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ผ่านสิทธิการพัฒนาระยะยาว ระบบข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล การติดตามผล และธรรมาภิบาลที่รองรับ สิ่งที่ทำให้โมเดลลักษณะนี้น่าสนใจคือการพยายามลดความไม่แน่นอนของสินทรัพย์ธรรมชาติ ผ่านองค์ประกอบสำคัญ เช่น<br /><br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/7o/pa/hiwt7opamn/4-Naturebased.png" alt="4-Naturebased.png" width="958" height="344" /><br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ตาม DITTO ควรถูกมองว่าเป็นตัวอย่างระยะแรกของสิ่งที่เป็นไปได้ มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าตลาดทั้งหมดพร้อมแล้ว สิ่งที่กรณีนี้บอกเราคือ การฟื้นฟูระบบนิเวศ เทคโนโลยีดิจิทัล การติดตามผล และการออกแบบโครงสร้างทางการเงิน เริ่มเชื่อมโยงเข้าหากันมากขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">การฟื้นฟูชายฝั่งอาจยังไม่ใช่คำตอบทางการเงินที่รับประกันผลสำเร็จทันที แต่เป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติสำหรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หากสามารถทำให้คุณค่าของธรรมชาติถูกวัดได้ ตรวจสอบได้ และลงทุนได้จริง ธรรมชาติจะไม่ใช่เพียงสิ่งที่ต้องปกป้อง แต่จะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองข้ามชอต วันที่ 25-27 พฤษภาคม 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Nature-based-Infrastructure-270526" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกระทบเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงของไทย การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานเดิมเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอในระยะยาว</description>
					<enclosure length="10036" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ld/96/hiwsld96x6/shutterstock_2267642933.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 27 May 2026 15:12:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ส่งออกไทย เม.ย. 2026 โตแรง จาก AI แต่ดุลการค้าทำสถิติขาดดุลลึกเป็นประวัติการณ์ หลังนำเข้าโตแซงเกือบ 2 เท่า</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10107</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10107</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10107">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ya/0d/hiurya0dfl/Flash_Export_Apr2026-01.jpg" alt="Flash_Export_Apr2026-01.jpg" width="1240" height="2139" />&nbsp;</h2>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกไทยเดือน เม.ย. 2026 ขยายตัวสูงต่อเนื่อง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">มูลค่าการส่งออกเดือน เม.ย. อยู่ที่ 31,583 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 23.1% เร่งขึ้นจาก 18.7% ในเดือนก่อน และขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 16.2% และค่ากลาง Reuters Poll 17.3%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วขยายตัว 3.8%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทย 4 เดือนแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 18.9% (รูปที่ 1 และ 2)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งต่อเนื่องจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ประกอบกับแรงหนุนจากส่งออกสินค้าเกษตร</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง 64.6% ในเดือนนี้ เร่งขึ้นอีกจาก 43.8% ในเดือนก่อน </strong>สินค้ากลุ่มนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก สะท้อนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไป 13 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัวดี ขณะที่ข้อมูลส่งออกของประเทศในภูมิภาคที่เป็นผู้ผลิตหลักของห่วงโซ่อุปทานในสินค้ากลุ่มดังกล่าว เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย เติบโตสูงสองหลักเช่นกัน<strong> การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 13.2% หรือมากกว่าครึ่งของการเติบโตส่งออกรวมที่ 23.1%<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 44.2% ต่อเนื่องจาก 41.9% เดือนก่อน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูงถึง 93.8% </strong>ขณะที่สินค้ากลุ่มอื่น ๆ ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 11.7% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงการเร่งผลิตและส่งออกหลังจากที่ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ลดลง ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 กับคู่ค้าหลัก (รวมไทย) เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีให้กลับไปใกล้อัตราก่อนหน้า<strong> การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ มีส่วนทำให้การส่งออกเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 8.7% ของการเติบโตส่งออกรวม 23.1%<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(3)&nbsp;&nbsp; การส่งออกสินค้าเกษตรกรรมกลับมาขยายตัวสูง 17.9% หลังหดตัว 7 เดือนต่อเนื่อง </strong>แรงหนุนหลักมาจากการส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง (ขยายตัว 74.3% หลังหดตัว -9% ในเดือนก่อน) โดยเฉพาะทุเรียนสดที่ขยายตัวสูงกว่า 109.5% ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลของปัจจัยฐานที่ต่ำ<strong> การส่งออกสินค้าผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 2.1% ของการเติบโตส่งออกรวม 23.1%</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกไปตะวันออกกลาง (ME 15) ฟื้นในเดือน เม.ย. จากอัญมณีเครื่องประดับ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การส่งออกไทยไปตะวันออกกลางกลับมาขยายตัว 19.3% ในเดือน เม.ย. หลังหดตัวแรง -57.1% ในเดือนก่อน </strong>แต่เป็นผลจากการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่ขยายตัวสูงถึง 1,157.1% โดยเฉพาะตลาด UAE หากไม่รวมสินค้านี้พบว่าการส่งออกไปตะวันออกกลางยังหดตัวสูง -39.7%</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นำเข้าพุ่งแรง 45% สูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี ดุลการค้าขาดดุลสูงทำสถิติใหม่</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>มูลค่านำเข้าเดือน เม.ย. อยู่ที่ 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 45% เร่งขึ้นจาก 35.7% ในเดือนก่อน สูงสุด ในรอบ 59 เดือน </strong>และสูงกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 37.7% และค่ากลาง Reuters Poll 30.1%) ภาพรวมมูลค่านำเข้าใน 4 เดือนแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 35.7% โดยการนำเข้าในเดือนนี้ขยายตัวสูงจาก (รูปที่ 3 และ 4)<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 38.7% แม้ชะลอลงเกือบครึ่งจาก 64.4% ในเดือนก่อน </strong>การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 17.1% ของการเติบโตนำเข้ารวม 45% โดยสินค้าหลักได้แก่ อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวสูงกว่า 121.8% และ 133.8% ตามลำดับ (CTG: 14.6% และ 13.1%) ทั้งนี้การนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อผลิตและส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าจากผู้ผลิตหลักโดยเฉพาะจีนและไต้หวัน (76.9% และ 188.8% ตามลำดับ)<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; สินค้าเชื้อเพลิงขยายตัวสูง 128.6% หลังหดตัว 7 เดือนต่อเนื่อง </strong>มีส่วนทำให้การนำเข้ารวมเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 16.4% ของการเติบโตนำเข้ารวม 45% โดยสินค้าหลัก ได้แก่ น้ำมันดิบที่ขยายตัวสูงกว่า 169.3% (CTG : 14%) จากผลสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกสูงขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(3)&nbsp;&nbsp; สินค้าทุนขยายตัว 32.8% เร่งขึ้นจาก 28.3% ในเดือนก่อน </strong>การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 8.9% ของการเติบโตนำเข้ารวม 45% โดยสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัวถึง 65.4% และ 26.4% ตามลำดับ (CTG: 5.9% และ 1.4%) ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่ไทยผลิตสินค้าทุนกลุ่มนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Data Center เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน หมวดเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพิ่มตาม โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่ขยายตัว 49.5% และคิดเป็น 53.3% ของมูลค่านำเข้าสินค้าทุนทั้งหมดในเดือนนี้<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุล -10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐสูงเป็นประวัติการณ์ </strong>มากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย (SCB EIC ประเมิน -9,700 และค่ากลาง Reuters Poll -5,000) ไทยขาดดุลการค้าสะสม 4 เดือนแรกของปีนี้ -19,497.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (รูปที่ 5)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>SCB EIC ปรับแนวโน้มส่งออกปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 7.8% แต่แนวโน้มนำเข้าโตสูงกว่าที่ 15.8%</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่ามูลค่าส่งออกไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเป็น 7.8% (เดิมมอง 0.5%) </strong>แม้สงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง สาเหตุหลักมาจาก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) ประมาณการการค้าโลกปี 2026 ปรับสูงขึ้น </strong>WTO และ IMF ปรับเพิ่มประมาณการปริมาณการค้าโลกเป็นขยายตัว 1.9% และ 2.8% จากเดิม 0.5% และ 2.6% ตามลำดับ โดย WTO ให้เหตุผลว่าการค้าเกี่ยวกับ AI มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะเอเชียได้ผลบวกสูง ประกอบกับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ มีแนวโน้มต่ำกว่ามุมมองเดิม (รูปที่ 6 ซ้าย)<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2) มูลค่าส่งออกไทย 4 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวสูง 18.9% เติบโตมากกว่าคาดอย่างต่อเนื่อง </strong>โดยได้รับแรงหนุนจากส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงกว่า 57% (CTG 10.7%) นอกจากนี้ ความต้องการทองคำสูงขึ้นทั่วโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น ส่งผลให้มูลค่าส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูปของไทยขยายตัว 50.8% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี (CTG 2.2%) (รูปที่ 6 ขวา)<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องในระยะข้างหน้า </strong>(สัดส่วน 21% ของมูลค่าการส่งออกในปี 2025) จากแรงหนุนของวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก และการลงทุน Data center ที่ยังขยายตัว (ซึ่งไทยได้กลายเป็นส่วนหนึ่งสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์) มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ WTO (รูปที่ 7)<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่ามูลค่าแนวโน้มมูลค่าการส่งออกของไทยปี 2026 จะอยู่ในช่วง -3% ถึง 8% </strong>และยังมีความเสี่ยงจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ต้องจับตา<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>อย่างไรก็ดี SCB EIC ปรับประมาณการมูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 15.8% ในปีนี้ (เดิม 9.0%) </strong>ผลจาก 1) นำเข้า 4 เดือนแรกขยายตัวสูงมาก 35.7% โดยเฉพาะวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปที่ขยายตัว 51.3% (CTG 21.5%) &nbsp;2) การนำเข้าวัตถุดิบ กึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับมูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง และความต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 3) การนำเข้าเชื้อเพลิง มีแนวโน้มขยายตัวสูงตามราคาพลังงานโลก หลังได้รับผลกระทบจากสงครามฯ สอดคล้องกับดัชนีราคาสินค้านำเข้า ที่เพิ่มขึ้น 10.2% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ขยายตัวถึง 47.5% ในเดือน มี.ค. (ยังไม่ประกาศเลขเดือน เม.ย.)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/qy/tq/hiurqytqu0/Picture1-ThaitradeApr2026.png" alt="Picture1-ThaitradeApr2026.png" width="933" height="391" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 2 : สินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าส่งออกหลักในเดือน เม.ย. 2026<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rd/0b/hiurrd0buq/Picture2-ThaitradeApr2026.png" alt="Picture2-ThaitradeApr2026.png" width="958" height="483" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span><strong><span style="color: #4b2885;"><br /></span></strong></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 3 : มูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/sx/n5/hiursxn5fq/Picture3-ThaitradeApr2026.png" alt="Picture3-ThaitradeApr2026.png" width="964" height="318" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span><strong><span style="color: #4b2885;"><br /></span></strong></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 4 : อุปกรณ์และส่วนประกอบของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และน้ำมันดิบ เป็นสินค้านำเข้าหลักในเดือน เม.ย. 2026<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/tj/7h/hiurtj7hid/Picture4-ThaitradeApr2026.png" alt="Picture4-ThaitradeApr2026.png" width="963" height="494" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span><strong><span style="color: #4b2885;"><br /></span></strong></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 5 : ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือน เม.ย. 2026<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/u1/zf/hiuru1zfrs/Picture5-ThaitradeApr2026.png" alt="Picture5-ThaitradeApr2026.png" width="919" height="437" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span><strong><span style="color: #4b2885;"><br /></span></strong></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 6 : SCB EIC ปรับมุมมองมูลค่าส่งออกไทยปีนี้ขยายตัว 7.8% (เดิมคาด 0.5%) จากประมาณการการค้าโลกที่ปรับดีขึ้นและตัวเลขส่งออกไทย 4 เดือนแรกโตสูงกว่าคาด<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/ul/8d/hiurul8dts/Picture6-ThaitradeApr2026.png" alt="Picture6-ThaitradeApr2026.png" width="1269" height="670" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ และ WTO</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 7 : ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์หนุนเอเชีย แม้ราคาพลังงานสูงขึ้น ขณะที่อุปสงค์อิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวต่อเนื่องตามการลงทุน Big Tech<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/v0/t0/hiurv0t01w/Picture7-ThaitradeApr2026.png" alt="Picture7-ThaitradeApr2026.png" width="894" height="416" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ WTO, FactSet และ Goldman Sach<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-020626"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/lh/3p/hiurlh3pw1/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-250526" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองว่ามูลค่าส่งออกไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเป็น 7.8% (เดิมมอง 0.5%) แม้สงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง</description>
					<enclosure length="4636" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/zy/7t/hiurzy7twe/ThaiTradeApr2026.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 25 May 2026 19:07:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ดึง “จินนี่ที่ใช่”: ปฏิรูปกฎเกณฑ์การลงทุนไทย เปลี่ยน FDI เป็นโอกาสปฏิรูปประเทศ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10106</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10106</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10106">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในโลกที่ความไม่แน่นอนในโลกกลายเป็นความปกติใหม่ ตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน สงครามทหารยืดเยื้อ จนถึงความเสี่ยงราคาพลังงานและห่วงโซ่การผลิต ยิ่งทำให้บริษัทข้ามชาติต้องเลือกประเทศเป้าหมายในการลงทุนให้รอบคอบขึ้น เงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) เริ่มเปลี่ยนทิศ เลือกลงทุนกับพันธมิตรที่ไว้ใจได้ ประเทศที่จะได้ FDI เวฟใหม่ จะไม่ใช่ประเทศที่ต้นทุนต่ำที่สุด หรือให้สิทธิประโยชน์มากที่สุดอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นประเทศที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่าจะอยู่ได้ยาวและสร้างมูลค่าในอนาคตได้จริง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ตรงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ เห็นได้จากยอดขอส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกิน 1 ล้านล้านบาทในปี 2568 และเกือบแตะ 1 ล้านล้านบาทใน Q1/2569 เร่งตัวกว่า 150%YOY เริ่มมีความหวังว่า FDI จะเป็น<strong> &ldquo;จินนี่ในตะเกียงวิเศษ&rdquo; </strong>ช่วยจุดเครื่องยนต์การลงทุนให้เศรษฐกิจไทยได้อีกครั้ง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">แต่บทเรียนจาก FDI เวฟก่อนบอกชัดว่า ยอดอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไม่เท่ากับเม็ดเงินลงทุนจริง และไม่ได้รับประกันประโยชน์ต่อการลงทุน สร้างผลิตภาพ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และจ้างงานคนไทยเสมอไป</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>บทเรียน EV จีน - เกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนเน้น &ldquo;ความเร็ว&rdquo; ก่อน &ldquo;ผลลัพธ์&rdquo;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">FDI ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้บทเรียนไทยไว้ชัดเจน กติกาส่งเสริมการลงทุนเดิมเน้นจูงใจให้เข้ามาทำตลาดก่อนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเข้ามาของค่ายรถ EV จีนช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด คนไทยเข้าถึงรถ EV ได้เร็วขึ้นในราคาถูกลงก็จริง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ขณะเดียวกัน ก็ได้สร้างแรงกระแทกต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไว้อย่างรุนแรง เพราะค่ายรถ EV สามารถนำเข้ารถหรือชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ภาษี 0% ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) และทำตลาดในประเทศได้ก่อน โดยยังไม่ต้องเร่งสร้างฐานการผลิตในช่วงแรก ตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่กำหนดสัดส่วนให้ผลิตชดเชยการนำเข้า 1:1 ตามมาตรการบังคับการผลิต EV 3.0 (ปี 2565-2568) และสัดส่วนเข้มขึ้นในมาตรการ EV 3.5 (ปี 2567 &ndash; 2570) สูงถึง 1:2 (ผลิตปี 2569) และ 1:3 (ผลิตปี 2570)<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">นั่นคือผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเหลือเวลาที่จะต้องยกระดับเทคโนโลยีเข้าไปร่วมกับห่วงโซ่อุปทานการผลิตรถ EV ให้ได้ภายในปี 2570 ก่อนจะสิ้นสุดมาตรการ EV 3.5 ไม่เช่นนั้นอาจเกิด &ldquo;หน้าผาอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย&rdquo; หากผู้ผลิตต่างชาติไม่มีแรงจูงใจภาษีจากภาครัฐแล้ว แต่ต้นทุนการผลิตรถ EV ในไทยยังแพงกว่าจีน ก็อาจมีโอกาสที่ค่ายรถ EV จะเลือกนำเข้าจากจีนด้วยภาษี 0% แทนการผลิตเพื่อขายในประเทศหรือส่งออก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">BOI เริ่มปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV และเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย<strong> &ldquo;มาตรการ Local Content&rdquo; </strong>ในเดือนมิถุนายน 2568 ให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% อีก 2 ปีสำหรับผู้ผลิตที่ใช้วัตถุดิบในประเทศตามเกณฑ์และได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) ซึ่งภาคอุตสาหกรรมได้เสนอให้ BOI เร่งผลักดันกลไกสนับสนุนมาตรการนี้ให้เกิดได้จริงมากขึ้น รวมถึงผลักดัน<strong> &ldquo;กลไกการร่วมทุนและจับคู่ธุรกิจไทย-ต่างชาติ&rdquo; </strong>เพื่อเพิ่มโอกาสการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เป็น local champion ในอุตสาหกรรมเป้าหมายได้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Thailand Fast Pass - ปฏิรูปกฎเกณฑ์จาก &ldquo;อนุมัติ&rdquo; สู่ &ldquo;อำนวยความสะดวกลงทุน&rdquo;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">BOI ประกาศนโยบายเร่งรัดการลงทุนผ่าน &ldquo;Thailand Fast Pass&rdquo; ในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อแก้ปัญหาโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติจาก BOI มักใช้เวลาหลายปีกว่าจะลงทุนจริง ส่วนใหญ่ติดขัดในขั้นตอนระบบราชการ เช่น การขอไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ที่ดินอุตสาหกรรม ขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน BOI จึงเริ่มปลดล็อกโดยไม่ต้องแก้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ อาศัยอำนาจตามกฎหมายที่มีของ BOI ร่วมกับมติของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ สร้างช่องทางเร่งรัดบูรณาการขั้นตอนราชการ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">Fast Pass จัดการเส้นทางการลงทุนแบบครบวงจร คือ 1) เน้นโครงการลงทุนขนาดใหญ่เกิน 1,000 ล้านบาทในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น EV ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ได้รับอนุมัติจาก BOI แล้ว และมีศักยภาพสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจ ทั้งการจ้างงาน เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน 2) ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ 3 ด้าน คือ ไฟฟ้า/พลังงาน พื้นที่อุตสาหกรรม และวีซ่า/ใบอนุญาตทำงาน ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และกำหนดกรอบเวลาการให้บริการที่ชัดเจน (SLA) โดยตั้งเป้าลดเวลาอนุมัติให้เร็วขึ้น 20-50% และ 3) ติดตามความคืบหน้ารายไตรมาส<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ใน Q1/2569 เริ่มเห็นผลลัพธ์ของ Thailand Fast Pass ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดย BOI รายงานความคืบหน้าในการติดตามโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติช่วงปี 2566-2568 จำนวน 78 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท พบว่า 35 โครงการ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทเริ่มลงทุนแล้ว ช่วยให้มูลค่าการลงทุนจริงจากการลงทุนต่างชาติขยายตัว 18%YOY อีก 30 โครงการ มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท มีแผนจะเริ่มลงทุนปีนี้หรือปีหน้า<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ไทยกำลังขยับจากการแข่งขันให้สิทธิประโยชน์อนุมัติลงทุน ไปสู่การแข่งขันปลดล็อกกติกาลงทุนให้เห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น โดยใช้ FDI เป็นเครื่องมือปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โจทย์สำคัญต่อจากนี้คือความต่อเนื่องและความจริงจังในการติดตามผล Fast Pass เพื่อให้เป็นสารตั้งต้นไปสู่การปฏิรูปกฎเกณฑ์การลงทุนของภาครัฐได้อย่างถาวร<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ดึงจินนี่ที่ใช่ อยู่ที่ออกแบบกติกา </strong>จากความหวัง สู่การปฏิรูปกฎเกณฑ์ต่อเนื่อง สื่อสารชัด และตรวจสอบผลลัพธ์ได้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในกรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/FDI-220526" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ยอด FDI ปี 2568 ที่พุ่งสูง จุดความหวังว่าจะช่วยฟื้นการลงทุนไทย แต่บทเรียนเดิมชี้ว่า ยอดอนุมัติไม่ใช่เงินลงทุนจริง และไม่ได้การันตีอานิสงส์ต่อเศรษฐกิจ</description>
					<enclosure length="3719" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/wf/b0/hirbwfb0k2/FDI.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 22 May 2026 16:13:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 ขึ้นเป็น 1.7% จากแรงพยุงมาตรการภาครัฐ แต่มองเศรษฐกิจไทยยังเปราะบางและยังมีความเสี่ยงจากสงครามสูง </title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10105</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10105</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10105">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/164d3ohPMFMsKR?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2026 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางมากขึ้น </strong>โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน เม.ย. เร่งขึ้นเป็น 2.9% สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี หลังจากราคาน้ำมันในประเทศปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาด และเริ่มเห็นการส่งผ่านต้นทุนสู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะราคาอาหารสำเร็จรูป ขณะที่อัตราเงินเฟ้อผู้ผลิตเร่งตัวแรงกว่ามากถึง 9.1% ความแตกต่างนี้สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไว้เอง คาดว่าการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาผู้บริโภคจะทยอยเห็นมากขึ้นในช่วงข้างหน้า แต่จะทำได้จำกัดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกดดันความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs อีกทั้ง ด้านพลวัตทางธุรกิจปรับแย่ลง จำนวนธุรกิจเปิดใหม่หดตัว ขณะที่จำนวนธุรกิจปิดตัวมากขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ความเชื่อมั่นของธุรกิจและผู้บริโภคปรับลดลงแรงต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มี.ค. ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหดตัว -7% ในเดือน เม.ย. และ -3% ในช่วง 17 วันแรกของเดือน พ.ค. ข้อมูลส่งออกภาพรวมขยายตัวสูง 18.7% ในเดือน มี.ค. แต่กระจุกตัวในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (แต่ตลาดตะวันออกกลางหดตัวถึง -57.1%) ขณะที่การนำเข้าเร่งตัวแรง 35.7% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลในไตรมาสแรกของปี</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 อยู่ที่ 1.7% (เดิม 1.4%) แต่การเติบโตกระจุกตัวในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกระแส AI และ Digital </strong>ประเด็นหลักในการปรับประมาณการครั้งนี้ คือ 1) พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะมีบทบาทช่วยพยุงเศรษฐกิจปีนี้กลับมาได้ราว 0.6 pp. บนสมมติฐานว่าเม็ดเงินจะแบ่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ปีนี้ 274,000 ล้านบาท คือ แผนงานช่วยเหลือ (เช่น ไทยช่วยไทย พลัส) 198,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพระยะสั้นตั้งแต่เดือน มิ.ย. และแผนงานเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดราว 76,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายสู่เศรษฐกิจได้ในไตรมาสที่ 3-4 2) การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นตามโมเมนตัมที่ดีในไตรมาสแรก อีกทั้ง ยอดมูลค่าการอนุมัติและการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของ BOI ยังสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับ AI และ Data center 3) มูลค่านำเข้ามีแนวโน้มสูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งสะท้อนผลของราคานำเข้าที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบโลก 4) ประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2026 ปรับลดลงอยู่ที่ 31.7 ล้านคน (เดิม 33.2 ล้านคน) ตามจำนวนเที่ยวบินที่ปรับลดลงและตั๋วโดยสารแพงขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัยและความเปราะบางของกำลังซื้อ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ทั้งนี้คาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ 1.7% นับว่าชะลอตัวจากปี 2025 ที่ 2.4% และปี 2024 ที่ 2.9% มาก สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิม และแรงกดดันเพิ่มเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2026 มีแนวโน้มเร่งตัวเกินกรอบเป้าหมายอยู่ที่ 3.6% จากที่เคยติดลบ -0.1% ในปีก่อน สะท้อนแรงกดดันจากสงครามที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="text-decoration: underline;">กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น</span><br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี </strong>สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงเกินกรอบตลอดช่วงที่เหลือของปี ขณะที่บทบาทนโยบายการคลังที่ทยอยออกมาลดผลกระทบจากสงครามจะช่วยประคองอุปสงค์ในประเทศได้ในระดับหนึ่ง จึงลดความจำเป็นที่ กนง. จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่นโยบายการเงินมี Policy space จำกัด ทั้งนี้คาดว่า มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและมาตรการช่วยการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการรับมือผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เศรษฐกิจโลกปี 2026 จะชะลอลงบ้างจากแรงกดดันสงคราม ขณะที่ธนาคารกลางหลักไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มได้</span><br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC คงประมาณการเศรษฐกิจโลกที่ 2.5% ในปี 2026 </strong>โดยในไตรมาส 1 เศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่ขยายตัวดีจากกระแสการลงทุน AI ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบเต็มที่ มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากความยืดเยื้อของสงคราม ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน กดดันภาคการผลิตและกำลังซื้อของผู้บริโภค โดย SCB EIC มองว่า <strong>เศรษฐกิจยูโรโซนและญี่ปุ่น</strong> จะได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ขณะที่<strong>เศรษฐกิจสหรัฐฯ</strong> จะยังขยายตัวได้ดีจากแรงหนุนการลงทุน AI และเสถียรภาพตลาดแรงงานที่ปรับดีขึ้น <strong>เศรษฐกิจจีน</strong>จะขยายตัวได้ต่อเนื่องจากการผลิตและส่งออกสินค้า โดยเฉพาะความต้องการสินค้าเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกที่เร่งขึ้น เช่น แบตเตอรี่ และแผงโซลาร์<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ธนาคารกลางหลักจะรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม และอาจไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้ในปีนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) </strong>มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5-3.75% ตลอดทั้งปี (เดิมคาดปรับลด 1 ครั้ง) จากความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและแนวโน้มตลาดแรงงานที่ปรับดีขึ้น<strong> ธนาคารกลางยุโรป (ECB) </strong>มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งสู่ 2.25% (เดิมคาดคงดอกเบี้ย) เพื่อยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อ แต่ ECB จะไม่สามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยได้มาก เนื่องจากเศรษฐกิจยังเปราะบาง<strong> ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) </strong>มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งสู่ 1.0% ในปีนี้ (เดิมคาดปรับขึ้น 2 ครั้ง) โดยให้ความสำคัญกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลงมากขึ้นจากผลกระทบสงคราม ในภาพรวมภาวะการเงินโลกจะตึงตัวขึ้น ความยืดเยื้อของสงครามจะกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับสูงขึ้นอย่างมีนัย</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>การปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 สะท้อนบทบาทสำคัญของนโยบายการคลังในการประคองเศรษฐกิจ มากกว่าการฟื้นตัวจากแรงส่งเชิงโครงสร้าง ทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงภายนอก โดยเฉพาะสงคราม ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบต่าง ๆ ในช่วงที่เหลือของปี</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/SCBEIC-Monthly-insight-0526" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 อยู่ที่ 1.7% (เดิม 1.4%) แต่การเติบโตกระจุกตัวในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกระแส AI และ Digital</description>
					<enclosure length="4474" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/q7/ev/hiqcq7eve4/SCB-EIC-Monthly.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 21 May 2026 18:59:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากพิษสงครามตะวันออกกลาง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10102</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10102</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10102">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ดุลบัญชีเดินสะพัด (CA) หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของเศรษฐกิจด้านต่างประเทศ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account : CA) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในการวัดสุขภาพเศรษฐกิจด้านต่างประเทศ </strong>องค์ประกอบสำคัญของ CA คือ ดุลการค้าและดุลบริการ รวมถึงมีส่วนประกอบอื่นอย่างดุลรายได้และดุลเงินโอน ซึ่งสะท้อนปัจจัยอื่น ๆ เช่น รายได้และรายจ่ายในการลงทุนระหว่างประเทศ ค่าตอบแทนแรงงาน เป็นต้น หากประเทศมี CA เกินดุล สะท้อนว่าประเทศมีรายได้เงินตราต่างประเทศเข้ามากกว่ารายจ่ายเงินตราต่างประเทศ หาก CA ขาดดุลย่อมหมายถึงรายจ่ายออกไปต่างประเทศที่มากกว่ารายได้<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ตัวชี้วัดนี้มีความสำคัญกับไทยสูง เนื่องจากไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูงมาก สะท้อนจากระดับการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ (Trade openness) หรือผลรวมของมูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าและบริการที่สูงถึง 137% ของ GDP ในปี 2024 สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 57% และสูงเป็นอันดับที่ 30 จาก 196 ประเทศในโลก</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ไทยมีความเสี่ยงขาดดุล CA ในปีนี้</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในอดีตไทยเกินดุล CA อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงก่อนวิกฤติโควิด เช่น ในปี 2019 ไทยเกินดุล CA มากถึง 3.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ<strong> แต่ CA กลับมีแนวโน้มแย่ลงมากในช่วงหลังวิกฤติโควิด </strong>โดยลดเหลือเพียง 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 และมีแนวโน้มจะถูกซ้ำเติมจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงกำแพงภาษีชุดใหม่ของทรัมป์ที่จะกระทบการส่งออก<strong> ทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะขาดดุล CA ในปีนี้อีกครั้ง ซึ่งเคยเกิดขึ้นเพียง 5 ครั้งนับตั้งแต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 1997 </strong>ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ดุลการค้าที่เกินดุลลดลง ค่าขนส่งที่แพงขึ้น และดุลการท่องเที่ยวที่แย่ลง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1. ดุลการค้าจะเกินดุลลดลง เพราะ <br />&nbsp; &nbsp; &nbsp; (1) นำเข้าไทยมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง </strong>แม้การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้สูงมากถึง 12.7% ในปี 2025 และ 16.9% ใน 2 เดือนแรกของปี 2026 เป็นผลจากทั้งผลของการเร่งผลิตและส่งออกก่อนได้รับผลกระทบของสงครามการค้าอย่างเต็มที่ การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นมากตามกระแสการลงทุนใน AI และ Data center ทั่วโลก รวมถึงการส่งออกทองคำที่สูงในช่วงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน อย่างไรก็ดี การนำเข้ากลับขยายตัวได้สูงกว่าถึง 5 ใน 6 เดือนที่ผ่านมา จนดุลการค้าขาดดุลถึง 3 ใน 6 เดือนดังกล่าว โดยเฉพาะในการนำเข้าจากจีน และการนำเข้าสินค้าขั้นต้นและขั้นกลางในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำมาผลิต และส่งออก รวมถึงใช้ในประเทศ ส่งผลให้ดุลการค้าปรับตัวแย่ลงมาก ซึ่งการนำเข้าเพื่อนำไปผลิตและส่งออก หรือการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ โดยปกติอาจเป็นเรื่องที่ดี แต่ในกรณีปัจจุบันพบว่าไทยอาจไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร สะท้อนจากกิจกรรมภาคการผลิตที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยอยู่ที่เพียง 56.8% ในเดือน ก.พ. 2026 เทียบกับ 65.6% ในปี 2021<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(2) ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง </strong>โดยการส่งออกไปกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (ME 15) หดตัวมากถึง -57.1% ในเดือน มี.ค. 2026 (ข้อมูลเบื้องต้นในระบบศุลกากร) และผลกระทบมีแนวโน้มขยายวงไปยังการส่งออกประเทศอื่น ๆ ในระยะข้างหน้า ผ่านช่องทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ในสินค้าต้นน้ำที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการอาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหรือขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตเพื่อส่งออก นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนสูงราว 8% ของ GDP มูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นจากการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น โดยราคาสินค้านำเข้ากลุ่ม Fuel Product เดือน มี.ค. ขยายตัวสูงถึง 34.7%MOM เมื่อเทียบกับเดือนก่อน<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(3) กำแพงภาษีสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 </strong>ในปัจจุบันสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเตรียมตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 ของ The Trade Act of 1974 สินค้าไทยและคู่ค้าหลัก หากไทยถูกตั้งกำแพงภาษีสูงกว่าคู่แข่ง ก็จะทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของการส่งออกไทย คิดเป็นสัดส่วน 21.3% ของการส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2025 ในทางกลับกันไทยอาจต้องยอมเปิดตลาดนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น ทั้งผ่านการลดภาษีนำเข้าหรือผ่านการคลายมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่าง ๆ เพื่อขอเจรจาให้สหรัฐฯ ลดกำแพงภาษีต่อไทยลง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2. ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศแพงขึ้น </strong>ดัชนี Freightos Global Container Index ที่สะท้อนราคาค่าขนส่งสินค้าทางเรือโลกสูงถึง 2,424.7 ในปี 2025 เพิ่มขึ้นจากระดับ 1,375.8 ในปี 2019 ถึง 76.2% จากต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้น ทำให้ไทยมีต้นทุนในการนำเข้าและส่งออกเพิ่มสูงขึ้นมาก แม้ดัชนีจะลดลงบ้างในช่วงต้นปี 2026 แต่สงครามในตะวันออกกลางก็สร้างความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าขนส่งสินค้าแพงขึ้นตามราคาพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการขนส่ง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3. ดุลการท่องเที่ยวแย่ลงจากผลกระทบสงคราม </strong>ในช่วงก่อนวิกฤติปี 2019 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยสูงสุดถึง 39.8 ล้านราย อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยกลับไม่สามารถฟื้นตัวทำจุดสูงสุดใหม่ได้หลังวิกฤติโควิดอยู่ที่เพียง 33 ล้านรายในปี 2025 ผลจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวชะลอลง การออกนโยบายดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของหลายประเทศเอเชีย (Tourism war) รวมถึงความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนในการท่องเที่ยวไทย สำหรับปี 2026 SCB EIC ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยอาจไม่เติบโตจากผลสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากการปรับลดจำนวนเที่ยวบินทั่วโลก ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้นมากตามราคาน้ำมัน และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยในปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปแล้ว ซึ่งมีกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>CA ที่จะแย่ลงชั่วคราว 1-2 ปีจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นเรื่องกระทบทั่วโลก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ CA ไทยมีแนวโน้มแย่ลงอยู่ก่อนแล้ว </strong>หลายองค์ประกอบใน CA ที่แย่ลงจะส่งผลต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ในกรณีเลวร้ายหากไทยขาดดุล CA เรื้อรังอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่า แม้จะช่วยให้การส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้นบ้าง แต่จะทำให้ต้นทุนการนำเข้า โดยเฉพาะพลังงานสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ขณะที่ CA เป็นหนึ่งในตัวแปรที่องค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสนใจอีกด้วย<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับการขาดดุล CA นี้? </strong>เริ่มต้นจาก<strong> (1) การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศในภาคการผลิต </strong>เพื่อให้สัดส่วนของการนำเข้าลดลงเมื่อเทียบกับการส่งออก ซึ่งนอกจากจะเป็นผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจแล้ว จะยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการตั้งกำแพงภาษีสินค้าผ่านแดน (Transshipment) จากสหรัฐฯ ได้ด้วย<strong> (2) ยกระดับโครงสร้างการท่องเที่ยวสู่ High-Value Tourism </strong>ลดการพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยว แต่หันมาเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรม ควบคู่การยกระดับความปลอดภัย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงและพำนักยาวขึ้น และ<strong> (3) เร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน </strong>ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ด้วยการผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด สนับสนุนการติดตั้ง Solar rooftop ในภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ซ้ำเติมด้วยสงครามตะวันออกกลางและกำแพงภาษีสหรัฐฯ สะท้อนชัดว่าไทยอาจไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมได้อีกต่อไป ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับการผลิต การท่องเที่ยว และพลังงาน จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการกำหนดทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจไทย เพื่อลดความเปราะบางและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ใน Thairath money วันที่ 10 พฤษภาคม 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Current-Account-110526" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ลดพึ่งพารูปแบบเดิม และเร่งยกระดับการผลิต ท่องเที่ยว และพลังงาน เพื่อรับมือความเสี่ยงและเติบโตระยะยาว</description>
					<enclosure length="4397" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/4y/e4/hifa4ye41r/Current-Account-110526.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 11 May 2026 13:41:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>ไม่ล้ม ไม่ฟื้น ไม่เดินหน้า : โจทย์ Zombie Firms และการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทย</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10101</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10101</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10101">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในช่วงหลายปีมานี้ ผู้ประกอบการ SMEs ไทยไม่ได้เผชิญแค่โจทย์เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่ำ แต่กำลังต้องทำธุรกิจในโลกที่กติกาเดิมใช้ไม่ได้เหมือนเดิม การแข่งขันรุนแรงขึ้น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นสภาพแวดล้อมใหม่ของการทำธุรกิจ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ในบริบทเช่นนี้ &ldquo;การอยู่รอดทางธุรกิจ&rdquo; อาจไม่ได้หมายความว่า &ldquo;ปลอดภัยหรือแข็งแรง&rdquo; แม้ผู้ประกอบการจะสามารถประคองกิจการผ่านวิกฤตโควิด-19 มาได้ ยังเปิดดำเนินการและจ้างงานได้อยู่ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ SMEs จำนวนมากไม่สามารถกลับมาแข็งแรง หรือสร้างการเติบโตใหม่ได้จริง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาวะ &ldquo;ศึกนอกซ้อนศึกใน&rdquo; เมื่อแรงกดดันจากโลกภายนอกทับซ้อนกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของภาคธุรกิจไทยเอง หากผลกระทบเริ่มขยายวง SMEs อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ แต่อาจกลายเป็นจุดสะสมความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทยได้<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า SMEs จะประคองตัวอย่างไรให้รอดได้ แต่คือ ระบบเศรษฐกิจไทยกำลังจะพาธุรกิจจำนวนมากไปสู่ &ldquo;การอยู่ต่อ แต่ไม่ไปไหน&rdquo; หรือไม่? และ &ldquo;ควรออกแบบการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจอย่างไรจึงจะช่วยให้เศรษฐกิจเคลื่อนไปข้างหน้าได้ในระยะยาว&rdquo;</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>1. SMEs เป็นรากฐานของเศรษฐกิจไทย แต่สร้างพลังเศรษฐกิจได้ไม่มาก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SMEs คือฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทยในมิติ &ldquo;จำนวน&rdquo; และ &ldquo;การจ้างงาน&rdquo; แต่ไม่ใช่มิติพลังเศรษฐกิจ </strong>ในเชิง &ldquo;รายได้&rdquo; และ &ldquo;มูลค่าเพิ่ม&rdquo; ขณะนี้ SMEs คิดเป็นเกือบ 98% ของจำนวนกิจการทั้งหมด และจ้างงานมากกว่า 70% ของแรงงานไทย แต่กลับสร้างรายได้แค่ราว 18% ของรายได้ธุรกิจ ขณะที่รายได้กว่า 80% กระจุกอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีจำนวนเพียง 2% ช่องว่างนี้กำลังสะท้อนความจริงของเศรษฐกิจไทยที่ว่า SMEs จำนวนมากกำลังแบกรับระบบเศรษฐกิจ แต่กลับไม่มีพลังขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจได้มากนัก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในด้านมูลค่าเพิ่ม SMEs ไทยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจราว 35% </strong>น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่ง SMEs สร้างมูลค่าเพิ่มได้เกินครึ่งของ GDP ความแตกต่างนี้สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้ SMEs ไทยจำนวนมากยังติดอยู่ในธุรกิจมูลค่าเพิ่มต่ำ ต้นทุนสูง และแข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ศูนย์วิจัยกรุงไทย (2569) ศึกษางบการเงิน SMEs ไทยย้อนหลังนับสิบปี ยืนยันภาพชัดเจนว่า ความสามารถในการทำกำไรของ SMEs ไทยถดถอยลงอย่างต่อเนื่องแทบทุกกลุ่ม แม้พ้นช่วงโควิดไปแล้ว<strong> ปัญหาหลักของ SMEs คือ &ldquo;หนี้สูง สภาพคล่องตึงตัว และอัตรากำไรลดลง&rdquo; </strong>โดย SMEs กลุ่มอ่อนแอมีภาระหนี้สูงกว่ากลุ่มแข็งแรงหลายเท่า และมี Margin ต่ำกว่ามาก โครงสร้างภาคธุรกิจไทยแบบนี้ทำให้ SMEs กลายเป็นกลุ่มใหญ่ที่รับแรงกระแทกก่อนในทุกวิกฤต และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวจำกัด<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ผลประกอบการของ SMEs รายบริษัท แต่คือการที่ธุรกิจจำนวนมากติดกับดัก &ldquo;ไม่ล้ม ไม่ฟื้น ไม่เดินหน้า&rdquo; </strong>แม้ภาวะนี้จะไม่ทำให้เกิดวิกฤตฉับพลัน แต่กำลังกลายเป็น &ldquo;ความเปราะบางเชิงระบบ&rdquo; เพราะทรัพยากร ทั้งแรงงาน เงินทุน และเวลา ใช้ไปกับธุรกิจที่ไม่สามารถยกระดับผลิตภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ได้เต็มที่ ภาพนี้คือจุดตั้งต้นสำคัญของคำถามเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยว่า เรากำลังเผชิญโจทย์ SMEs อ่อนแอ หรือ ติดกับดัก &ldquo;บริษัทผีดิบ&rdquo; ที่กำลังขยายตัวแบบเงียบ ๆ ในระบบเศรษฐกิจไทย</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>2. Zombie Firms : ธุรกิจยังอยู่ได้ แต่ใช้ทรัพยากรจากอนาคต</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">บริษัทผีดิบ (Zombie Firms) หมายถึง ธุรกิจที่ยังเปิดดำเนินการได้ ยังสามารถชำระดอกเบี้ยได้ แต่ไม่สามารถลดเงินต้นหรือสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน ธุรกิจเหล่านี้จึง &ldquo;ยังอยู่ได้&rdquo; แต่แทบไม่สร้างผลิตภาพหรือมูลค่าเพิ่มใหม่ให้ระบบเศรษฐกิจ ข้อมูลจากหลายงานศึกษาสะท้อน 3 ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับ Zombie SMEs ในไทย คือ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1) Zombie SMEs มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (Scale) </strong>ในปี 2565 สัดส่วนบริษัทผีดิบของธุรกิจขนาดย่อมและขนาดย่อยสูงถึง 18.5% และ 7.7% ตามลำดับ ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่มีสัดส่วนบริษัทผีดิบไม่ถึง 5% (ณฐพงษ์, 2563) ใกล้เคียงกับผลศึกษาของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ปี 2568 ที่พบว่า Zombie SMEs มีสัดส่วนสูงในช่วง 8-15% ของจำนวนธุรกิจแต่ละขนาดทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ อสังหาฯ ก่อสร้าง ที่พักแรม การค้า และภาคการผลิต (สสว., 2568) และหากรวม &ldquo;ธุรกิจเสี่ยงจะเป็นซอมบี้&rdquo; สัดส่วนกลุ่มนี้สูงกว่าหนึ่งในสามของภาคธุรกิจ (ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี, 2567)<strong> สำหรับ &ldquo;ศึกนอกซ้อนศึกใน&rdquo; ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ คาดว่าสัดส่วนบริษัทผีดิบ SMEs และกลุ่มเสี่ยงจะยิ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2) Zombie SMEs ไม่ใช่แค่แข่งขันไม่ได้ แต่ติดกับดักภายในด้วย (Capability trap) </strong>Zombie SMEs ส่วนใหญ่อยู่ในภาวะเท่าทุนหรือขาดทุนเล็กน้อยต่อเนื่อง กว่าครึ่งรายได้ลดลงเกิน 10% ต่อปี ขณะที่มีส่วนน้อยที่รายได้เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในตลาดที่แข่งขันรุนแรงเสมอไป แต่เผชิญข้อจำกัดภายในธุรกิจเองด้วย ทั้งโครงสร้างต้นทุน ภาระหนี้ การบริหารจัดการ และการเข้าถึงทรัพยากร ดังนั้น ปัญหาของ Zombie Firms อาจไม่ใช่แค่ &ldquo;ขายไม่ได้&rdquo; แต่คือ &ldquo;เปลี่ยนไม่ได้&rdquo; พอรู้ว่าจะต้องปรับตัว แต่ไม่รู้จะเปลี่ยนไม่ให้เสี่ยงเกินไปอย่างไร<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3) ระบบเอื้อให้ Zombie SMEs &ldquo;อยู่ต่อ&rdquo; มากกว่า &ldquo;เปลี่ยนผ่าน&rdquo; (System bias) </strong>หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทผีดิบยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจ คือท่าทีของเจ้าหนี้ ทั้งเจ้าหนี้คนใกล้ชิดและสถาบันการเงินที่ช่วย &ldquo;ประคอง&rdquo; เพราะการปิดกิจการยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน และการปรับโครงสร้างมีต้นทุนสูง ผลลัพธ์คือธุรกิจกลุ่มนี้ยังใช้แรงงาน เงินทุน และทรัพยากรต่อ แต่ไม่สามารถสร้างผลิตภาพใหม่หรือรองรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เต็มที่<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ในเศรษฐกิจที่แข็งแรง ธุรกิจที่ไม่ตอบโจทย์โลกใหม่ควรค่อย ๆ ลดบทบาท เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจและโมเดลใหม่เข้ามาแทนที่ แต่สำหรับเศรษฐกิจไทย ธุรกิจ SMEs จำนวนมากไม่ล้มและไม่เปลี่ยน เศรษฐกิจยังเคลื่อนไหวได้ แต่ไม่เคลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งภาวะนี้กำลังกลายเป็นข้อจำกัดเชิงระบบต่อการเติบโตในระยะยาว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>3. Reinvent Thailand : จากการประคองให้อยู่ สู่การออกแบบเพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">Reinvent Thailand คือแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงินไทย ที่ริเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวและเปลี่ยนผ่านได้ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนเร็วขึ้น แก่นของแพลตฟอร์มนี้คือการช่วย SMEs ไม่ใช่แค่สภาพคล่องระยะสั้น แต่ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจในระยะยาว เช่น โครงการ &ldquo;พี่ช่วยน้อง&rdquo; ในรูปแบบ Supply Chain Financing มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ หรือการสนับสนุนให้ธุรกิจปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว โดยครอบคลุมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีบทบาทต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ในภาพใหญ่ Reinvent Thailand ไม่ได้มุ่ง &ldquo;จะช่วยให้ธุรกิจทุกรายอยู่รอดอย่างไร&rdquo; แต่ตั้งโจทย์ที่สำคัญกว่า คือ &ldquo;จะออกแบบระบบอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจเกิดขึ้นจริง โดยไม่ผลักความเสี่ยงทั้งหมดไปที่ธุรกิจ&rdquo; ซึ่งหมายถึงการออกแบบเงื่อนไขและทางเลือกให้ธุรกิจสามารถปรับ เปลี่ยนบทบาท หรือก้าวไปสู่โมเดลใหม่ได้อย่างสร้างสรรค์ แทนการประคองให้ดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมต่อไป แม้จะไม่สามารถสร้างศักยภาพหรือการเติบโตใหม่ได้แล้วก็ตาม</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>3.1 นโยบาย : &ldquo;ช่วยแบบทั่วไป&rdquo; สู่ &ldquo;ช่วยถ้าเปลี่ยน&rdquo;</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในอดีตนโยบายช่วยเหลือภาคธุรกิจมักเน้นการประคองสภาพคล่อง เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดกิจการและการว่างงานในระยะสั้น แต่ในบริบทที่การแข่งขันรุนแรงและโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว การช่วยแบบเดิมเพียงอย่างเดียวอาจยิ่งตอกย้ำภาวะ &ldquo;ไม่ล้ม แต่ไม่เปลี่ยน&rdquo;<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ภายใต้กรอบ Reinvent Thailand การช่วยเหลือจะเปลี่ยนจาก &ldquo;ช่วยให้อยู่&rdquo; ไปสู่ &ldquo;ช่วยถ้าเปลี่ยน&rdquo; ได้อย่างชัดเจน เช่น การสนับสนุนที่ผูกกับการเพิ่มผลิตภาพ การปรับกระบวนการผลิต การใช้เทคโนโลยีที่ลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง หรือการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของข้อมูล การยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะสามารถอยู่ต่อในรูปแบบเดิมได้ ไม่ใช่ความล้มเหลวของนโยบาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดสรรทรัพยากร เพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นในระยะยาว</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>3.2 ระบบการเงิน : &ldquo;เจ้าหนี้&rdquo; สู่ &ldquo;พันธมิตรในช่วงเปลี่ยนผ่าน&rdquo;</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในระบบที่ธุรกิจจำนวนมากติดกับดักซอมบี้ บทบาทของสถาบันการเงินไม่ควรจำกัดอยู่แค่การประคองหนี้ หรือการตัดสินว่าใครควรไปหรือควรอยู่ แต่ควรทำหน้าที่เป็น &ldquo;พันธมิตรในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Partner in transition)&rdquo; นั่นหมายถึงการช่วยแยกเส้นทางของ SMEs อย่างเป็นระบบ เช่น ธุรกิจที่ยังมีศักยภาพ แต่ต้องการเวลาและการปรับโครงสร้าง, ธุรกิจที่พร้อมเปลี่ยนโมเดล หรือขยับไปสู่ตลาดใหม่, ธุรกิจที่อาจเหมาะกับการควบรวม เปลี่ยนบทบาท หรือออกจากรูปแบบเดิมและเริ่มต้นใหม่<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">เมื่อการ &ldquo;ออกจากรูปแบบเดิม&rdquo; ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ธุรกิจสามารถออกแบบได้ แรงจูงใจในการยื้อธุรกิจที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม จะค่อย ๆ ลดลง และเปิดทางให้ทรัพยากรไหลไปสู่กิจกรรมที่มีผลิตภาพสูงกว่าได้</span></p>
<h3 style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: #4b2885;"><strong>3.3 SMEs : &ldquo;โตเชิงขนาด&rdquo; สู่ &ldquo;ความแข็งแรงเชิงคุณภาพ&rdquo;</strong></h3>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับ SMEs การเปลี่ยนผ่านในโลกปัจจุบันอาจไม่ได้วัดที่การเติบโตเชิงขนาดเสมอไป แต่หมายถึงการเล็กลง แต่แข็งแรงขึ้น การออกจากการแข่งขันด้านราคา การขยับสู่ตลาดเฉพาะบริการมูลค่าเพิ่ม หรือการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าใหม่ อาจไม่ทำให้ธุรกิจ &ldquo;ใหญ่ขึ้น&rdquo; ในทันที แต่ช่วยเพิ่มความสามารถในการอยู่รอด และปรับตัวได้ดีขึ้นในระยะยาว แม้การเปลี่ยนจะมีต้นทุน แต่ต้นทุนของการไม่เปลี่ยน กำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกที่การแข่งขันเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">Reinvent Thailand ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่คือกรอบคิดที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนขยับจากการ &ldquo;ประคองสถานะเดิม&rdquo; ไปสู่การ &ldquo;ออกแบบการเปลี่ยนผ่านอย่างมีทิศทาง&rdquo; เพราะในท้ายที่สุดเศรษฐกิจที่แข็งแรง ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ไม่มีใครล้ม แต่คือเศรษฐกิจที่ เปิดพื้นที่ให้การเปลี่ยนเกิดขึ้นได้จริง และทำให้ทุกการเปลี่ยนมีความหมาย<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">จากสถานการณ์ศึกนอกซ้อนศึกในของภาคธุรกิจไทยขณะนี้ ไม่ใช่คำถามว่าใครจะอยู่รอด แต่คือระบบเศรษฐกิจเอื้อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ Zombie Firms ที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นอาการ แต่สาเหตุคือระบบที่ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนไม่ได้ แพลตฟอร์ม Reinvent Thailand กำลังมุ่งออกแบบการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจให้เกิดขึ้นได้จริงมากขึ้น เพื่อเอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทย และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในระยะยาว</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในเว็บไซต์ Workpointtoday และเพจ TODAY Bizview เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2026</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>อ้างอิง :<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ณฐพงศ์ ตันติจิรานนท์ (2563) &ldquo;Uneven recovery เศรษฐกิจไทยฟื้น แต่ธุรกิจฟื้นไม่เท่ากัน&rdquo;, SCB EIC Brief, 17 พฤศจิกายน 2566&nbsp;<a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/thai-business-171123">https://www.scbeic.com/th/detail/product/thai-business-171123</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (2567) &ldquo;ttb analytics ชี้ผู้ประกอบการไทยยังเปราะบาง เสี่ยงกลายเป็น &ldquo;Zombie Firm&rdquo; กว่า 35%&rdquo; 13 ธันวาคม 2567 <a href="https://www.ttbbank.com/th/newsroom/detail/ttba-zombie-firm-dec-2024">https://www.ttbbank.com/th/newsroom/detail/ttba-zombie-firm-dec-2024</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (2568) &ldquo;รายงานเจาะพฤติกรรมธุรกิจผีดิบของผู้ประกอบการ SME&rdquo; ภายใต้การศึกษาโครงการศึกษาปัญหาและความต้องการ MSME เร่งด่วน&rdquo; 5 ตุลาคม 2568 <a href="https://www.smeone.info/posts/view/5434">https://www.smeone.info/posts/view/5434</a></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">The Standard (2569) &ldquo;เปิดสถิติย้อนหลัง 15 ปี พบความสามารถทำกำไร SME ไทย &lsquo;ถดถอย&rsquo; ทุกกลุ่มธุรกิจ Krungthai COMPASS ชี้ไทยต้องการ &lsquo;ผ่าตัดใหญ่&rsquo;, 3 กุมภาพันธ์ 2569&nbsp; <a href="https://thestandard.co/thai-sme-profit-decline-reform/">https://thestandard.co/thai-sme-profit-decline-reform/</a></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Zombie-SMEs-110526" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>เศรษฐกิจไทยกำลังทำให้ธุรกิจจำนวนมาก “อยู่รอดแต่ไม่เติบโต” หรือไม่ และควรออกแบบการเปลี่ยนผ่านอย่างไรให้เศรษฐกิจเดินหน้าระยะยาว?</description>
					<enclosure length="5752" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/ia/ix/hif2iaix2s/Zombie-SMEs-110526.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 11 May 2026 13:41:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เมื่อเส้นทางการค้ากลายเป็นความเสี่ยง : ธุรกิจควรปรับซัพพลายเชนอย่างไรในโลกที่ไม่แน่นอน</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10100</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10100</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10100">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>สงครามตะวันออกกลางทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ซัพพลายเชนสะดุด และการผลิตชะลอจากปัญหาอุปทาน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นตอกย้ำให้ภาคธุรกิจทั่วโลกตระหนักว่า &ldquo;ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์&rdquo; ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราวที่สร้างความผันผวนเป็นช่วง ๆ อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก </strong>ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ตั้งแต่ราคาน้ำมันที่ผันผวนและพุ่งสูงขึ้นแรง ต้นทุนขนส่ง ค่าระวางและเบี้ยประกันจากความเสี่ยงสงครามที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไปจนถึงปัญหาการขนส่งล่าช้าและการขาดแคลนวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทาน หลายประเทศเริ่มเห็นกิจกรรมการผลิตที่ชะลอลง ซึ่งไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ที่หายไป แต่เป็นผลจากอุปทานที่ต้องหยุดชะงัก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับไทย ความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลกระทบมายังภาคธุรกิจในวงกว้าง โดยพื้นที่ EEC เป็นหนึ่งในฐานการผลิตของอุตสาหกรรมสำคัญที่ได้รับผลกระทบหลากหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมเหล่านี้ล้วนพึ่งพาวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และเครื่องจักรจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ก็พึ่งพาตลาดส่งออกในสัดส่วนที่สูง เมื่อสถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอนสูง ผลกระทบจึงเกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนในการจัดหาปัจจัยการผลิต และความเสี่ยงด้านการส่งมอบสินค้า ความเสี่ยงดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของทั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรม เนื่องจากหากอุตสาหกรรมต้นน้ำหยุดชะงัก อุตสาหกรรมปลายน้ำจะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ทำอย่างไรให้การผลิตและการส่งมอบมีความต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาคการผลิตจำนวนมากเติบโตภายใต้แนวคิด Just‑in‑Time หรือการมีวัตถุดิบ &ldquo;พอดีเวลา พอดีใช้&rdquo; ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนสต็อกและเพิ่มประสิทธิภาพในสภาวะปกติที่การขนส่งมีเสถียรภาพ แต่เมื่อบริบทโลกเปลี่ยนจากความแน่นอนมาสู่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โมเดลดังกล่าวจึงเริ่มมีจุดอ่อนมากขึ้นเพราะระบบที่ไม่มีกันชนเพียงพอ จะเปราะบางทันทีเมื่อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนสำคัญขาดหาย ส่งผลให้ทั้งสายการผลิตต้องหยุดชะงัก<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>คำถามสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องคิดใหม่จึงไม่ใช่เพียง &ldquo;จะทำอย่างไรให้ต้นทุนต่ำที่สุด&rdquo; แต่คือ &ldquo;จะทำอย่างไรให้การผลิตและการส่งมอบมีความต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอน&rdquo; </strong>โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดโลกสูง ในบริบทนี้ แนวคิด Just‑in‑Case จึงกลับมามีบทบาทมากขึ้นในฐานะเครื่องมือบริหารความเสี่ยง อย่างไรก็ดี Just‑in‑Case ไม่ได้หมายถึงการกักตุนสินค้าจำนวนมากจนต้นทุนบานปลาย แต่คือการให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและสามารถรับแรงกระแทกได้ ผ่านการบริหารสต็อกอย่างมีเป้าหมาย ภาคธุรกิจควรเริ่มจากการระบุว่าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนใดเป็น &ldquo;คอขวด&rdquo; ที่หากขาดแล้วจะส่งผลให้การผลิตหยุดชะงัก จากนั้นจึงสร้าง Safety stock ในจุดวิกฤติ กระจายแหล่งจัดซื้อไปมากกว่าหนึ่งประเทศ หรือมีซัพพลายเออร์สำรองสำหรับชิ้นส่วนสำคัญ ควบคู่กับการลงทุนในระบบ Supplier mapping เพื่อให้มองเห็นห่วงโซ่อุปทานลึกถึงระดับ Tier 2-3 และใช้ข้อมูลเรียลไทม์ช่วยคาดการณ์และรับรู้ความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">บทเรียนจากต่างประเทศสะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น Toyota ของญี่ปุ่น ซึ่งเคยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากแผ่นดินไหวและสึนามิ จนต้องทบทวนซัพพลายเชนครั้งใหญ่ มีการจัดทำรายการชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องรักษาความต่อเนื่องในการจัดหาและกำหนดระดับการสำรองขั้นต่ำสำหรับชิ้นส่วนเฉพาะทางบางประเภท โดยเป้าหมายไม่ใช่การละทิ้งระบบ Lean (กระบวนการทำงานที่มุ่งลด Waste และใช้ทรัพยากรให้น้อยลง) แต่เป็นการทำให้ระบบ Lean ทนทานต่อแรงกระแทกมากขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในระยะข้างหน้า ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจจะไม่ได้วัดจากต้นทุนต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากความพร้อมต่อความไม่แน่นอน </strong>ธุรกิจที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพแบบ Just‑in‑Time และความยืดหยุ่นแบบ Just‑in‑Case รักษาความต่อเนื่องของการผลิต ปรับซัพพลายเชนให้ยืดหยุ่น เพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารวัตถุดิบและพลังงานได้ดีและสามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด จะมีศักยภาพก้าวเป็นฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะในโลกที่ &ldquo;ความไม่ปกติกลายเป็นเรื่องปกติ&rdquo; ความสามารถในการส่งมอบได้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของความสามารถในการแข่งขันด้วย<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ใน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ Smart EEC วันที่ 7 พฤษภาคม 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Supply-chain-080526" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>ในระยะข้างหน้า ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจจะไม่ได้วัดจากต้นทุนต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากความพร้อมต่อความไม่แน่นอน</description>
					<enclosure length="4465" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/4b/w8/hibu4bw8w0/Supply-chain.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 08 May 2026 14:57:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพงจากสงคราม หนุนคืนทุนเร็วจากมาตรการลดหย่อนภาษี 2 แสนบาท</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10090</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10090</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10090">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/oa/ez/hi9foaezui/Infographic-In-focus-Solar-rooftop-20260506.jpg" alt="Infographic-In-focus-Solar-rooftop-20260506.jpg" width="1040" height="1931" /></strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงาน และผลจากมาตรการลดหย่อนภาษี</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">มาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ภาครัฐได้ประกาศออกมา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2026 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028 จะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยจูงใจให้ประชาชนเห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป จากการลดภาระค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในสภาวะที่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กดดันค่าไฟฟ้าให้ปรับตัวสูงขึ้น ผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ <strong>มาตรการสำหรับภาคครัวเรือน</strong> โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อระบบ (มาตรา 3) และ<strong>มาตรการสำหรับภาคธุรกิจ</strong> โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงานที่ได้รับฉลากประสิทธิภาพสูงระดับ 5 ดาว (มาตรา 4) โดยมาตรการลดหย่อนภาษีถือเป็นมาตรการสำคัญที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ติดตั้งจะได้รับเงินคืนบางส่วนหลังยื่นแบบภาษี คิดเป็นการลดต้นทุนราว 5&ndash;20% ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ตัวอย่างเช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000&ndash;5,000 บาทต่อเดือน และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 6&ndash;7 ปี ซึ่งเร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี และหากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงและเลือกติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ขึ้นก็มีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้น เช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 5,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 4&ndash;6 ปี เร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ยิ่งไปกว่านั้น หากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive โดยคิดอัตรา 3 บาทต่อหน่วย สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก, อัตรา 3.95 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย และ 5 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป จะส่งผลให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยขึ้นไปมีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าแบบเดิม และถ้าครัวเรือนกลุ่มนี้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปก็จะสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกราว 1-3 เดือน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังมีอุปสรรค</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การหาผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการติดตั้ง</strong> ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ภาคครัวเรือนสามารถลดอุปสรรคเหล่านี้ได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ (1) การเลือกผู้ให้บริการที่มีทางเลือกด้านการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น สินเชื่อเช่าซื้อหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งช่วยลดภาระเงินก้อนแรกและเพิ่มความคุ้มค่าร่วมกับมาตรการลดหย่อนภาษี และ (2) การเลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ มีข้อมูลสินค้า ราคา การรับประกัน และบริการหลังการขายที่ชัดเจน ควบคู่กับการแสดงผลงานที่ติดตั้งสำเร็จแล้วพร้อมการรีวิวจากผู้ที่ติดตั้ง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาครัฐสามารถส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปโดยลดอุปสรรคและเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคครัวเรือน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นอกเหนือจากมาตรการลดหย่อนภาษีและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางแล้ว ภาครัฐอาจพิจารณาเพิ่มนโยบายเพื่อแก้ไขอุปสรรคเรื่องความเชื่อมั่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของภาคครัวเรือน ได้แก่ การจัดทำระบบรับรองคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งแบบสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อช่วยให้ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปผ่านระบบ Net metering ที่ขายคืนไฟฟ้าในราคาขายปลีกซึ่งอาจจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพได้เนื่องจากราคาขายปลีกในปัจจุบันสูงกว่าราคาขายในระบบ Net billing (การนำรายได้รวมส่วนที่ขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฯ ในราคาที่รัฐประกาศหรือที่ 2.2 บาทต่อหน่วยไปหักลบกับค่าไฟฟ้าในสิ้นงวด) โดยในระยะเริ่มต้น ภาครัฐอาจทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูง เพื่อประเมินผลกระทบด้านต้นทุนและเทคนิคของระบบไฟฟ้า ก่อนขยายผลในระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับประเทศต่อไป</span></p>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เป็นอีกนโยบายสำคัญของรัฐในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานปัจจุบัน</description>
					<enclosure length="8876" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/up/l5/hi9eupl5u6/Solar-Rooftop-050526.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 06 May 2026 10:10:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1% ตามคาด โดยมองเงินเฟ้อสูงขึ้นชั่วคราว รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10089</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10089</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10089">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <table style="height: 101px; background-color: #ebebf5;" width="879" cellspacing="10" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td>&nbsp;
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Key Summary</strong></h2>
<ul>
<li class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1% โดยเป็นระดับที่เหมาะสมในการรับมือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง</li>
<li class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นชั่วคราว และจะลดลงกลับเข้ากรอบเป้าหมายในปีหน้า จึงยังไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย</li>
<li class="f_med" style="font-size: 18px; line-height: 26px; padding-bottom: 8px; color: black;">SCB EIC มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไปอีก 1 &ndash; 2 ไตรมาส รอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>&nbsp;</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;"><strong>กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ด้วยเสียง 6:0 </strong>โดยมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ขณะที่เงินเฟ้อคาดว่าจะปรับสูงขึ้นเกินกรอบ 1-3% บางไตรมาสในปีนี้จากปัจจัยด้านอุปทาน และจะทยอยลดลงกลับเข้ากรอบในปี 2027 มองไปข้างหน้า กนง. จะติดตามผลกระทบของสงครามต่อพลวัตของเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ และผลกระทบต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน รวมทั้งขนาดของมาตรการภาครัฐที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4b2885;"><strong>รูปที่ 1 : แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ของ ธปท. (ณ เม.ย. 2026)<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/p3/am/hi22p3amo7/Picture1-MPC.png" alt="Picture1-MPC.png" width="905" height="307" /><br /></strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>เศรษฐกิจไทยจะชะลอลงจากผลกระทบสงคราม แต่อาจมี Upside จากมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมจากภาครัฐ</strong></h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 14px; line-height: 24px; padding-bottom: 12px; color: #949494;"><span style="color: #000000; font-size: 13px;"><span style="font-size: 13pt;">&middot; กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะขยายตัว 1.5%YOY ชะลอลงจากปีก่อนที่ 2.4%YOY (รูปที่ 1) ทั้งนี้หากสงครามไม่ได้เกิดขึ้น กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.3%YOY<br /><br /></span></span><span style="color: #000000; font-size: 13pt;">&middot; กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมี Upside จากมาตรการกระตุ้นภาครัฐเพิ่มเติม หากมีเม็ดเงินใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีก 3 แสนล้านบาท อาจเพิ่มการเติบโตของ GDP 0.5 &ndash; 0.7%YOY แต่จะมีผลชั่วคราวเฉพาะปีนี้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong><br />เงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นในปีนี้มาจากปัจจัยอุปทานเป็นหลัก และจะลดลงเข้ากรอบในปีหน้า ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย</strong></h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000; font-size: 13pt;">&middot; กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยจะอยู่เหนือกรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาส 2 ต่อเนื่องนาน 4 ไตรมาส และจะปรับลดลงในปี 2027 ตามราคาพลังงานโลก (ประเมินค่าเฉลี่ยปี 2026 อยู่ที่ 2.9%)<br /><br />&middot; ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อไทยจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จากคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่อยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายเป็นเวลานาน (de-anchored inflation expectation) มีจำกัด เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีโอกาสเกิด wage-price spiral ต่ำ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย และอุปสงค์ภายในประเทศยังซบเซา</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กนง. มองดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% เหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจ การตัดสินใจในการประชุมครั้งต่อ ๆ ไป จะเป็น Data Dependent</strong></h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000; font-size: 13pt;"><br />&middot; กนง. มองว่าการคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้เหมาะสม ยังสามารถ Look through เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นได้ เนื่องจากสาเหตุมาจากด้านอุปทานและมีลักษณะชั่วคราว ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่นของไทย<br /><br />&middot; การตัดสินใจขึ้นและลดดอกเบี้ยในขณะนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจไทย</span></p>
<ul>
<li class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 13pt; color: #000000;">การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่เปราะบาง โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้</span></li>
<li class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="font-size: 13pt; color: #000000;">การปรับลดดอกเบี้ยท่ามกลางความไม่แน่นอน อาจส่งผลกระทบต่อคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลาง</span></li>
</ul>
<p class="f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #000000;">&middot; กนง. จะยัง Wait-and-see และปรับเปลี่ยนการดำเนินนโยบายตามข้อมูลที่เข้ามาเป็นหลัก (Data dependent) ซึ่งจะทำให้ฉากทัศน์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อแตกต่างไป โดยในกรณีเลวร้าย หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อตลอดปี 2026 ประเมินว่า ในปี 2026 GDP ไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 1%YOY และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปีจะสูงกว่า 5%<br /><br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/policy-rate-070526"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/jk/l4/hi22jkl4d5/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /> </a></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/policy-rate-290426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองว่า ในระยะต่อไป กนง. จะรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 – 2 ไตรมาสข้างหน้า</description>
					<enclosure length="2760" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/67/j5/hi2367j5j8/MPC.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 18:28:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Tokenization กับโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย เมื่อเงินมีอยู่…แต่ไปไม่ถึง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10086</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10086</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10086">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ช่วงที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำเปรียบเปรยจนชินหูว่าเศรษฐกิจไทยเป็น &ldquo;คนป่วย&rdquo; ที่ค่อย ๆ อ่อนแรงลงจากหลายโรครุมเร้า ทั้งโรคใหม่จากวิกฤตเฉพาะหน้าและโรคเก่าเรื้อรังที่สะสมมานาน หากวินิจฉัยลึกลงไปถึงต้นตอของอาการ หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ยากจะมองข้ามคือภาวะคล้าย &ldquo;เส้นเลือดตีบ&rdquo; ซึ่งทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญได้ไม่เต็มที่<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">หันกลับมามองเศรษฐกิจไทยในวันนี้ก็อาจมีลักษณะไม่ต่างกัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ข้อจำกัดไม่ได้เกิดจากการขาดสภาพคล่องหรือเงินออมในระบบไม่เพียงพอ แต่อยู่ที่เงินออมยังเชื่อมไปไม่ถึงการลงทุนในภาคส่วนที่มีศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลไกการจัดสรรเงินทุนยังทำงานได้ไม่เต็มที่ โจทย์ของไทยในระยะข้างหน้าจึงอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่ม &ldquo;ปริมาณเงิน&rdquo; ในระบบ แต่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับ &ldquo;คุณภาพของท่อส่งเงิน&rdquo; มากขึ้นด้วย</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ในเชิงโครงสร้าง ปัญหาท่อส่งเงินของไทยเกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติ</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1. ระบบการเงินไทยยังพึ่งพาธนาคารพาณิชย์เป็นตัวกลางหลักในสัดส่วนสูง </strong>ขณะที่แหล่งทุนทางเลือกอื่นยังมีจำกัด ส่งผลให้เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวและธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ การเข้าถึงเงินทุนของภาคเอกชนก็มักชะลอลงตามไปด้วย<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2. สินทรัพย์คุณภาพจำนวนมากยังเข้าถึงทุนได้จำกัด </strong>ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้ประจำ รวมถึงสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ยังไม่มีหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าหรือความเสี่ยงที่เป็นมาตรฐาน เช่น คาร์บอนเครดิต หรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ล้วนยังมีต้นทุนธุรกรรมสูง กระบวนการซับซ้อน และสภาพคล่องต่ำ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3. SME ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้เต็มที่ </strong>เพราะต้นทุนการระดมทุนสูง กฎเกณฑ์ค่อนข้างเข้มงวด และข้อมูลการเงินของกิจการอาจยังไม่เพียงพอให้ผู้ลงทุนประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">เมื่อปัญหาอยู่ที่การไหลของเงินทุน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะหาเงินใหม่จากที่ใด แต่คือจะทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่แล้วเคลื่อนไปสู่ผู้ที่ต้องการใช้ทุนได้เร็วขึ้น ครอบคลุมขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้นกว่าเดิม ในบริบทเช่นนี้ Tokenization จึงอาจเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยพัฒนากลไกการจัดสรรทุน ผ่านการนำสิทธิในสินทรัพย์หรือกระแสรายได้จากสินทรัพย์ที่มีมูลค่าชัดเจนและตรวจสอบได้ มาจัดให้อยู่ในรูปแบบที่แบ่งย่อย โอนเปลี่ยนมือ และทำธุรกรรมได้สะดวกขึ้น เพื่อลดต้นทุน ลดความซับซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมเงินออมในระบบไปสู่การลงทุนที่มีศักยภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับ <strong>Real-world assets (RWA)</strong> เช่น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างรายได้ประจำ คาร์บอนเครดิต หรือสิทธิในกระแสรายได้จากสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ที่ทำให้ Tokenization ยืนอยู่บนฐานของสินทรัพย์ที่มีมูลค่าและเชื่อมโยงกลับมาสู่เศรษฐกิจจริงอย่างชัดเจน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>กลไก Tokenization อาจช่วยยกระดับระบบการเงินได้อย่างน้อย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>1. เปิดทางให้สินทรัพย์หรือโครงการที่มีคุณภาพ แต่เข้าถึงตลาดทุนในช่องทางเดิมได้ยาก </strong>มีช่องทางใหม่ในการเชื่อมกับผู้ลงทุน โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีกระแสรายได้และสิทธิในสินทรัพย์ชัดเจน หรือมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง อาจถูกออกแบบใหม่ให้เข้าถึงนักลงทุนได้มากขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>2. ลดต้นทุนของระบบหลังบ้าน </strong>ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบข้อมูล การส่งมอบสินทรัพย์ หรือการชำระราคา หากกระบวนการเหล่านี้เชื่อมต่อกันได้ดีขึ้น ธุรกรรมก็มีแนวโน้มเร็วขึ้น ความเสี่ยงลดลง และต้นทุนโดยรวมของการทำธุรกรรมและการระดมทุนต่ำลง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>3. ทำให้ตลาดการเงินไทย &ldquo;กว้าง&rdquo; ขึ้น </strong>ไม่ใช่เพียงในความหมายว่ามีทางเลือกการลงทุนสินทรัพย์ในตลาดมากขึ้น แต่ในความหมายว่ามีผู้เล่นมากขึ้น เข้าถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย และเปิดพื้นที่ให้เงินออมในระบบไหลเข้าสู่การลงทุนที่สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับประเทศไทย การใช้ Tokenization เพื่อการระดมทุนยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและมีมูลค่าไม่สูงมากนัก แต่ทิศทางเชิงนโยบายเริ่มมีความชัดเจนขึ้น โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ระบุเรื่องนี้ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ระยะกลางปี 2026&ndash;2028 ในฐานะเครื่องมือที่อาจช่วยลดต้นทุนธุรกรรมและสนับสนุนให้การเข้าถึงแหล่งทุนเป็นไปอย่างทั่วถึงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ในเชิงกฎเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ก็เริ่มเห็นความคืบหน้ามากขึ้น โดยทยอยปรับกรอบรองรับการนำสินทรัพย์บางประเภทมาอยู่ในรูปแบบโทเคน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีโครงสร้างทางการเงินค่อนข้างชัดและเชื่อมกับกลไกตลาดทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ง่ายกว่า เช่น ตราสารหนี้หรือหน่วยลงทุน สะท้อนว่า Tokenization กำลังค่อย ๆ เคลื่อนจาก &ldquo;ห้องทดลอง&rdquo; เข้าสู่ &ldquo;สนามจริง&rdquo; มากขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องระวังคือ Tokenization หรือการทำให้สินทรัพย์อยู่ในรูปแบบใหม่ ไม่ได้แปลว่าสินทรัพย์นั้นจะมีสภาพคล่องในตลาดรองเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ การแบ่งย่อยความเป็นเจ้าของไม่ได้แปลว่าจะมีผู้ซื้อผู้ขายเพิ่มขึ้นทันที และการทำให้ธุรกรรมเร็วขึ้นในทางเทคนิคก็ไม่ได้แปลว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะเกิดขึ้นเอง สภาพคล่องของตลาดสินทรัพย์ในรูปโทเคนจึงไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนมีความเชื่อมั่นเพียงพอต่อคุณภาพของสินทรัพย์นั้นเอง มาตรฐานของข้อมูล ความชัดเจนของสิทธิ และความพร้อมของตลาดรอง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ดังนั้น สิ่งที่ไทยควรตั้งต้นจึงไม่ใช่คำถามว่า &ldquo;อะไรบ้างที่ทำเป็นโทเคนได้&rdquo; แต่คือ &ldquo;คอขวดตรงไหนของท่อส่งเงินไทยที่ควรได้รับการแก้ก่อน&rdquo; เพราะประเด็นสำคัญไม่ใช่การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ให้ได้มากที่สุด แต่คือการนำ Tokenization ไปใช้กับโจทย์สินทรัพย์ที่เหมาะสมและแก้ปัญหาทางเลือกในการระดมทุนของธุรกิจได้จริง ซึ่งหมายความว่าไทยอาจเริ่มจากสินทรัพย์หรือกรณีใช้งานที่มีความพร้อมสูงก่อน เช่น สินทรัพย์ที่มีข้อมูลรองรับค่อนข้างชัด มีกระแสรายได้ตรวจสอบได้ สิทธิในสินทรัพย์ไม่ซับซ้อน และมีฐานผู้ลงทุนที่เข้าใจสินทรัพย์นั้นอยู่แล้ว<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">พร้อมกันนั้น กรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องก็ควรทยอยปรับให้สอดรับกับพัฒนาการของตลาด Tokenization เพราะในท้ายที่สุด นักลงทุนที่เริ่มหันมาพิจารณาตลาดระดมทุนใหม่นี้คงไม่ได้มองเพียงตัวแพลตฟอร์มหรือรูปแบบของเทคโนโลยี แต่จะพิจารณาถึงความชัดเจนของการถือครองและการโอนสิทธิ รวมถึงหากเกิดข้อพิพาท การผิดนัดชำระ หรือปัญหาในการซื้อขาย จะมีกลไกดูแลและหลักเกณฑ์รองรับเพียงใด หากเรื่องเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้ธุรกรรมทำได้สะดวกขึ้นและต้นทุนลดลงมากเพียงใด ตลาด Tokenization ก็อาจยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้มากพอ ที่จะทำให้ช่องทางการระดมทุนใหม่นี้สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ประเด็นของ Tokenization จึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงตรงกับโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่มีความสำคัญในช่วงเวลาที่แรงส่งเศรษฐกิจเริ่มแผ่วลง นั่นคือการยกระดับระบบการเงินให้มีทางเลือกมากขึ้น จัดสรรเงินทุนได้มีประสิทธิภาพขึ้น และทำให้เงินออมในระบบไหลไปสู่การลงทุนที่สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">โดยสรุป คุณค่าที่แท้จริงของ Tokenization ไม่ได้อยู่ที่ความแปลกใหม่ของเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การช่วยเพิ่มทางเลือกใหม่ของการระดมทุน ลดคอขวดของระบบเดิม และทำให้เงินออมในระบบเชื่อมไปสู่การลงทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับไทย จุดเริ่มต้นจึงอาจไม่ใช่การทำทุกอย่างให้เป็นโทเคน แต่คือการเลือกพัฒนาท่อส่งเงินใหม่ในจุดที่พร้อมและตอบโจทย์จริงได้ก่อน โดยเฉพาะสินทรัพย์ RWA ที่ชัดเจน มีกระแสรายได้ตรวจสอบได้ และมีศักยภาพในการระดมทุนแต่ยังติดข้อจำกัดของระบบเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องดำเนินไปพร้อมกับกติกาและการกำกับดูแลที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองนักลงทุนได้อย่างเหมาะสม Tokenization ในอนาคตก็อาจไม่ใช่เพียงทางเลือกใหม่ของตลาดการเงิน แต่เป็น &ldquo;ท่อใหม่&rdquo; ที่ช่วยส่งเงินไปหล่อเลี้ยงส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยได้ดีขึ้น<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองข้ามชอต วันที่ 27-29 เมษายน 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Tokenization-270426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>คุณค่าที่แท้จริงของ Tokenization ไม่ได้อยู่ที่ความแปลกใหม่ของเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การช่วยเพิ่มทางเลือกใหม่ของการระดมทุน ลดคอขวดของระบบเดิม</description>
					<enclosure length="2742" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/o8/91/hhzso891bj/Tokenization.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 16:53:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>สงครามฉุดส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวแรง แม้ภาพรวมส่งออกยังโตสูง แต่นำเข้าพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10084</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10084</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10084">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<p class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/m5/g7/hhwmm5g74b/Infographic-Flash-Export-Mar-26-20260424.jpg" alt="Infographic-Flash-Export-Mar-26-20260424.jpg" width="1200" height="2070" /></strong></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาพรวมส่งออกไทยเดือน มี.ค. 2026 ยังขยายตัวสูง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">มูลค่าส่งออก 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเติบโตสูง 18.7% จาก 9.9% ในเดือนก่อน และขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 11.6% และค่ากลาง Reuters Poll 9.8%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วขยายตัว 4.9%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทยในไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 17.6%</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ กระแสเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ระลอกใหม่หลังสหรัฐฯ เตรียมตั้งกำแพงภาษีใหม่ตามมาตรา 301</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 43.8% </strong>เช่น เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ วงจรพิมพ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 34.2% 166.6% 129.1% 43.8% และ 34.2% &nbsp;ตามลำดับ สินค้ากลุ่มนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก สะท้อนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไป 11 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัวดี ทั้งนี้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 9.2% หรือเกือบครึ่งของการเติบโตส่งออกรวมที่ 18.7%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 41.9% </strong>ต่อเนื่องจาก 40.5% เดือนก่อน<strong> โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมขยายตัวสูงถึง 64.2% </strong>และสินค้ากลุ่มอื่น ๆ (ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์) ขยายตัว 24.8% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงการเร่งผลิตและส่งออกหลังจากที่ศาลฎีกาตัดสินในวันที่ 20 ก.พ. ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ทำให้สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 19% เหลือ 10% เป็นอัตราใหม่ที่ประกาศเก็บจากคู่ค้าอื่นเท่ากัน (ประกาศใช้ชั่วคราวถึง 24 ก.ค.) ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 กับคู่ค้าหลักทั่วโลก (รวมไทย) เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีให้กลับไปใกล้อัตราก่อนหน้า<strong> การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ มีส่วนทำให้การส่งออกเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 8.8% ของการเติบโตส่งออกรวม 18.7% </strong>สำหรับการส่งออกของประเทศในภูมิภาคไปตลาดสหรัฐฯ ในเดือนนี้ขยายตัวดีเช่นกัน เช่น เวียดนาม (28.4%) เกาหลีใต้ (47.3%) และไต้หวัน (124%)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(3)&nbsp;&nbsp; การส่งออกเครื่องประดับแท้ขยายตัวสูง 187.2% เร่งขึ้นมากจาก 34.4% เดือนก่อน </strong>แรงหนุนหลักมาจากการส่งออกไปอินเดียที่ขยายตัวสูงถึง 3,155.4% ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 80% ของการส่งออกสินค้าหมวดนี้ทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ ทั้งนี้<strong>การส่งออกสินค้าเครื่องประดับหมวดนี้ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัว (CTG) 3.9% ของการเติบโตส่งออกรวม 18.7%</strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง (ME 15) หดตัวแรง รับผลสงครามในอิหร่าน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>การส่งออกไทยไปตะวันออกกลางหดตัวแรง -57.1% ในเดือน มี.ค. </strong>โดยหดตัวใน 3 ตลาดหลักของภูมิภาคนี้ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) (-67.1%), ตุรกี (-20.5%) และซาอุดีอาระเบีย (-55.5%) และส่งออกหดตัวใน 5 สินค้าหลัก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (-53.5%), อัญมณีและเครื่องประดับ (-67.5%), เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (-41.4%), ผลิตภัณฑ์ยาง (-55.1%) และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-47.5%)</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>นำเข้าเร่งตัวสูงสุดในรอบ 51 เดือน โดยเฉพาะอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่านำเข้าเพื่อผลิตและส่งออก</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>มูลค่านำเข้าเดือน มี.ค. อยู่ที่ 38,496.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 35.7% สูงสุดในรอบ 51 เดือน </strong>เร่งขึ้นจาก 31.8% ในเดือนก่อนและสูงกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 24.2% และค่ากลาง Reuters Poll 20.3%) ภาพรวมมูลค่านำเข้าไทยในไตรมาสแรกของปี 2026 ขยายตัวต่อเนื่อง 32.4%</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับการนำเข้าส่วนใหญ่ในเดือนนี้ ได้แก่ (รูปที่ 3 และ 4)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(1)&nbsp;&nbsp; สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 64.4% เร่งจาก 53.3% </strong>การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 26% มากกว่าครึ่งของการเติบโตนำเข้ารวม 35.7% โดยสินค้าหลักได้แก่ ทองคำ และอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวสูงกว่า 181.6% และ 129.3% ตามลำดับ (CTG: 9.4% และ 13.3%) ทั้งนี้การนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อผลิตและส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากผู้ผลิตหลัก เช่น จีน และไต้หวัน (15.8% และ 343.7% ตามลำดับ)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>(2)&nbsp;&nbsp; สินค้าทุนขยายตัว 28.3% ชะลอลงจาก 49.3% ในเดือนก่อน </strong>การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนช่วยให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 7.7% ของการเติบโตนำเข้ารวม 35.7% โดยสินค้าหลักได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัวถึง 82.7% และ 25.3% ตามลำดับ (CTG: 6.7% และ 1.2%) ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ไทยผลิตสินค้าทุนประเภทนี้ได้จำกัด ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าทุน หมวดเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพิ่มตาม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือนนี้ขาดดุลต่อเนื่อง -3,339.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ </strong>มากกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน -2,150 และค่ากลาง Reuters Poll -1,120) &nbsp;ไทยขาดดุลการค้าสะสมในไตรมาสแรกของปีนี้ -9,476.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มแย่ลงอีกในระยะข้างหน้า</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC มองว่ามูลค่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนจะชะลอตัวลงมากหลังเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่ </strong>โดยการส่งออกมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนจากข้อมูลเร็วการส่งออกของเกาหลีใต้ 20 วันแรกในเดือน เม.ย. ที่ยังขยายตัวดี 49.4% โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ที่ขยายตัวสูง 182.5% ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์แถลงว่า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก และจะเป็นปัจจัยสำคัญในการหนุนส่งออกไทยในระยะข้างหน้า ขณะที่จะมีแรงกดดันจากการส่งออกไปตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากสงคราม โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มูลค่าส่งออกไทยปี 2026 จะขยายตัวได้ 3% ในกรณีฐาน (กรณีดีที่สุด 8% และกรณีแย่ที่สุด -3%)</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ในทางกลับกัน SCB EIC มองว่า มูลค่านำเข้าไทยจะมีแนวโน้มเร่งตัวสูงต่อเนื่อง </strong>โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนและการนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหมวดที่ขยายตัวสูงมาก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ มูลค่าการนำเข้าไทยที่จะเร่งตัวในระยะข้างหน้า คาดว่าจะสะท้อนผลของราคาพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้นมากหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงราว 8% ของ GDP<strong> มุมมองดุลการค้าไทยในปีนี้คาดว่าจะมีแนวโน้มแย่ลง</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/pl/v1/hhwmplv11i/Picture1-ExportMar.png" alt="Picture1-ExportMar.png" width="1427" height="592" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 2 : สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นสินค้าส่งออกหลักในเดือน มี.ค. 2026<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/q1/sb/hhwmq1sbf2/Picture2-ExportMar.png" alt="Picture2-ExportMar.png" width="957" height="483" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<strong><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 3 : มูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/r2/h7/hhwmr2h746/Picture3-ExportMar.png" alt="Picture3-ExportMar.png" width="1421" height="468" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<strong><br /></strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รูปที่ 4 : อุปกรณ์และส่วนประกอบของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำ และเครื่องจักรไฟฟ้าฯ เป็นสินค้านำเข้าหลักในเดือน มี.ค. 2026<br /><img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/rm/no/hhwmrmno14/Picture4-ExportMar.png" alt="Picture4-ExportMar.png" width="934" height="479" /><br /></span></strong><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-070526"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gn/0d/hhwmgn0d4o/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span><strong><span style="color: #4b2885;"><br /></span></strong></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/trade-240426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC มองว่ามูลค่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ก่อนจะชะลอตัวลงมากหลังเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่</description>
					<enclosure length="5393" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/l6/jz/hhwml6jzsn/ThaiExportMar26.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 19:57:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางอย่างชัดเจนขึ้น ขณะที่รัฐบาลส่งสัญญาณใช้นโยบายการคลังพยุงเศรษฐกิจมากขึ้น</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10083</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10083</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10083">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;<iframe src="https://www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/jmDV2wYoZIPW4d?hostedIn=slideshare&amp;page=upload" width="476" height="400" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no"></iframe><br /><br /></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">ข้อมูลล่าสุดพบว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น</span> </strong>โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยในต้นเดือน เม.ย. ลดลงชัดเจน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป ขณะที่นักท่องเที่ยวในภาพรวมมีแนวโน้มได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้น ด้านมูลค่าการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน มี.ค. หดตัวสูง แต่ภาพรวมยังโตดีจากอิเล็กทรอนิกส์และการเร่งผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงที่กำแพงภาษีลดลงมาก อย่างไรก็ดี มูลค่าการนำเข้าขยายตัวสูงกว่ามาก แม้ยังไม่สะท้อนมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นกว่าปกติในด้านราคา<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ในขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับลดลงมาก โดยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงแรง และต่ำกว่าความเชื่อมั่นในปัจจุบันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเปราะบาง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ตลาดแรงงานและภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง อัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ลดลง ขณะที่จำนวนธุรกิจเลิกกิจการเร่งตัว ด้านค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันในประเทศจะเริ่มทยอยปรับลดลง แต่ยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีแผนปรับขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. และปลายปีจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับขึ้นราคาแล้วหรือมีแผนจะดำเนินการในระยะถัดไป</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">รัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบและเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง</span> </strong>ครอบคลุมการลดค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การอุดหนุนราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่ม และโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส)&rdquo; ควบคู่กับการปรับแผนจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 เพื่อเลี่ยงความล่าช้า<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">รัฐบาลยังสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นผ่านกรอบนโยบาย &ldquo;4T&rdquo; สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้าในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลดิจิทัล การปรับปรุงกฎเกณฑ์ล้าสมัย การพัฒนาทักษะ และการส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศเป็น 30% และยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ GDP สูงกว่า 3% ทั้งนี้รัฐบาลส่งสัญญาณอาจขยายเพดานหนี้สาธารณะและออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของไทยปรับลดลง </strong>หลัง Moody&rsquo;s คงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น Stable เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2026 สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง แนวโน้มการลงทุนที่ดีขึ้น และความผันผวนทางการเมืองที่คลี่คลายลงหลังการเลือกตั้ง แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือเดียวกัน ขณะที่ภาครัฐยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และเสถียรภาพการเงินภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง<strong> เปิดโอกาสให้ไทยเดินหน้านโยบายปฏิรูปการคลังและเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป </strong>อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังต้องติดตามมุมมองของ Fitch ซึ่งได้ปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative ในปี 2025 อย่างใกล้ชิด<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>กนง. จะใช้วิธี Wait-and-see รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในช่วง 1 &ndash; 2 ไตรมาสข้างหน้า<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย. นี้</span> </strong>และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy space โดย กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและ คุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ธปท. มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เศรษฐกิจโลกชะลอลงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่นโยบายการเงิน-การคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้น<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5%</span> </strong>จาก 2.9% ในปี 2025 โดยได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น<strong> เศรษฐกิจสหรัฐฯ </strong>มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลง<strong> เศรษฐกิจยูโรโซน </strong>ชะลอลงจากภาคการผลิต แม้ผลกระทบจะยังจำกัดกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022<strong> เศรษฐกิจจีน </strong>ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีความมั่นคงทางพลังงานสูง แต่ยังมีแนวโน้มชะลอลงจากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา<strong> เศรษฐกิจญี่ปุ่น </strong>ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนในช่วงต้นปี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบอาจเริ่มกดดันภาคการผลิตในระยะถัดไป<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong><span style="color: #4b2885;">นโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกมีข้อจำกัดมากขึ้นจากราคาพลังงานที่เร่งตัวและเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น</span> ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) </strong>มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในช่วงปลายปี 2026 ตามภาวะตลาดแรงงานที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่<strong> ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) </strong>จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีนี้ แต่จังหวะยังไม่แน่นอน ขึ้นกับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง<strong> ธนาคารกลางยุโรป (ECB) </strong>อาจคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี ท่ามกลางเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น<strong> ในขณะเดียวกันนโยบายการคลังของหลายประเทศเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น </strong>จากการใช้จ่ายเพื่ออุดหนุนราคาพลังงาน ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับเพิ่มขึ้นทั่วโลก</span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/SCBEIC-Monthly-insight-0426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 โต 1.4% ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น บทบาทนโยบายการคลังชัดขึ้นในการประคองเศรษฐกิจ</description>
					<enclosure length="4894" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/og/jd/hhwhogjdge/Thai-economy.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 16:58:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Moody’s คงอันดับเรตติงไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป็น “Stable” ไทยมีหวังเดินหน้านโยบายปฏิรูปให้เกิดผลจริง</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10082</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10082</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10082">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/cr/47/hhvecr474w/Infographic-Flash-Credit-rating-20260423.jpg" alt="Infographic-Flash-Credit-rating-20260423.jpg" width="1040" height="1966" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>Moody&rsquo;s คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ Baa1 และปรับมุมมองดีขึ้นเป็น &ldquo;Stable&rdquo;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>Moody&rsquo;s ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของไทยดีขึ้นเป็น &ldquo;มีเสถียรภาพ&rdquo; จาก 3 ปัจจัยหลัก</strong> ได้แก่ (1) ความเสี่ยงเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ลดลง (2) แนวโน้มการลงทุนไทยดีขึ้น ลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะเติบโตต่ำมาก และ (3) ความผันผวนทางการเมืองลดลงหลังการเลือกตั้ง ทั้งนี้ระบุเพิ่มเติมว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ ขณะที่แนวโน้มหนี้ภาครัฐยังเพิ่มขึ้น แต่ยังใกล้เคียงประเทศที่อันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน ภาครัฐไทยยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี และสถานะภาคต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ในระยะข้างหน้าเครดิตเรตติงไทย ขึ้นกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ-การคลัง และ 4T Plus</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC ประเมินมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือไทยในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปการคลัง ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus (เพิ่ม Transparency หรือ ความโปร่งใส) โดยมองว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ Moody&rsquo;s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือไทยในครั้งนี้</strong> ได้แก่ (1) กลยุทธ์สื่อสารเชิงรุก นำโดยรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ (2) ชุดนโยบาย 4T ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การใช้จ่ายภาครัฐอย่าง Target (มุ่งเป้า) Transition (เปลี่ยนผ่าน) Transform (พลิกโฉม) และ Together (รวมพลัง) และ (3) แผนการคลังระยะปานกลาง ณ พ.ย. 2025 สะท้อนความพยายามปฏิรูปการคลังที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>SCB EIC เสนอรัฐบาล (1) ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus</strong> ผ่านประเด็นความโปร่งใสและต่อต้านการทุจริต (Transparency and Anti-corruption) เพราะเป็นปัจจัยบั่นทอนขีดความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยมานาน และองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือใช้ประเด็นนี้ประกอบการประเมินเมตริกความน่าเชื่อถือของประเทศ <strong>(2) ในประเด็นเสถียรภาพการคลัง หากรัฐบาลจะออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มเติม หรือ ขยายเพดานหนี้สาธารณะ</strong> เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง <strong>อาจทำได้บน 3 เงื่อนไขสร้างความเชื่อมั่นวินัยการคลัง</strong> คือ <strong>(2.1) ใช้จ่ายมีกลยุทธ์</strong> โดยช่วงระยะสั้นใช้จ่ายช่วยผู้ได้รับผลกระทบอย่างมุ่งเป้า ขณะที่ลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านและพลิกโฉม เพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจระยะยาว <strong>(2.2) ปฏิรูปการคลังอย่างเป็นรูปธรรม</strong> ผ่านการขยายฐานภาษี ลดรายจ่ายไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายหรือมาตรการภาครัฐ และ <strong>(2.3) สื่อสารโปร่งใส</strong> พร้อมแผนการดำเนินการที่ชัดเจนและติดตามผลตัวชี้วัด (KPI) เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">มองไปข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายปฏิรูปให้เห็นความคืบหน้า ควบคู่กับนโยบายพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น อาจมีโอกาสเห็น Fitch ปรับเพิ่มมุมมองไทยเป็น Stable ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากปรับลดมุมมองไทยเป็น Negative outlook ในปีก่อน ทั้งนี้หากไทยสามารถดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศได้เห็นผลต่อเนื่อง จะทำให้สถานะทางการคลังในระยะปานกลางมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าได้ดีขึ้น<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/Credit-rating-060526"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/2k/io/hhvb2kioio/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Credit-rating-230426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>SCB EIC ประเมินมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือไทยในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปการคลัง ยกระดับนโยบาย 4T เป็น 4T Plus</description>
					<enclosure length="7355" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/57/sv/hhvb57svgx/Credit-rating-230426.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 15:12:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>“จากสงครามอิหร่าน สู่จานข้าวโลก” นัยต่อห่วงโซ่อาหารที่ต้องจับตา</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10080</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10080</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10080">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;">&nbsp;<img style="border: 0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/au/9v/hhu6au9v80/Infographic-Flash-ME-Agro-FB-20260422.jpg" alt="Infographic-Flash-ME-Agro-FB-20260422.jpg" width="1040" height="2033" /></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระทบห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกและไทยในวงกว้าง</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกและอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและมิติด้านการบริโภคที่ชะลอลง รวมทั้งความเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทาน (Supply disruption)</strong></span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ต้นทุนการผลิตอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิตที่เชื่อมโยงกับพลังงานโดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่ราคาพุ่งสูงขึ้นมากและเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เล่นระดับต้นน้ำ ทั้งเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในห่วงโซ่การผลิตอาหารและเครื่องดื่มยังต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงาน รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการที่มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง (High energy intensity) หรือมีตลาดส่งออกปลายทางที่ค่อนข้างไกล</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อีกด้วย โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก สะท้อนได้จากราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นมากตามราคาวัตถุดิบต้นน้ำและมีแนวโน้มขาดแคลนในระยะข้างหน้า ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าของอุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลายซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม</span></li>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">สำหรับด้านอุปสงค์ แม้ในภาพรวมไทยจะพึ่งพาการส่งออกสินค้าอาหารไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางในระดับต่ำ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและไทย รวมทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอาจกดดันให้การบริโภคสินค้าอาหารและเครื่องดื่มฟุ่มเฟือยบางประเภทชะลอลงหรือหดตัวได้ ขณะที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สินค้าที่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและซัพพลายเชนได้ดีกว่าจะมีความได้เปรียบมากกว่า</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ ซ้ำเติมความเปราะบางของความมั่นคงด้านอาหารโลก (Global food security)</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มประกาศระงับการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อเร่งสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food security) ในประเทศและสำรองไว้บริโภคยามฉุกเฉิน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้อุปทานอาหารบางอย่างออกสู่ตลาดโลกน้อยลง</span></p>
<ul>
<li class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">การหยุดชะงักของสายเดินเรือหรือระบบโลจิสติกส์ ซ้ำเติมให้อุปทานอาหารโลกอยู่ในภาวะขาดแคลนมากยิ่งขึ้นและอาจนำไปสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งผู้บริโภคในประเทศที่เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ</span></li>
</ul>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แต่วิกฤตที่เกิดขึ้นยังสร้างปัจจัยหนุนเชิงบวกต่ออุปสงค์ผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภท</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ไทยอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภทที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน และโปรตีนพื้นฐานที่มีราคาไม่แพง ที่มีแนวโน้มได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าต่าง ๆ รวมทั้งคู่ค้าในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นมาก เพื่อเร่งสะสมสต็อกสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสำรองไว้บริโภคในยามฉุกเฉินหากสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการสินค้าอาหารบางประเภทในการขยายตลาดส่งออกและสร้างรายได้เพิ่มเติม</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัวเชิงรุก เพื่อเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มควรเร่งปรับตัวเชิงรุกเพื่อคว้าโอกาสจากวิกฤตครั้งนี้</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการเส้นทางขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการจองพื้นที่ระวางและสายเรือล่วงหน้าและทำสัญญาระยะยาวเพื่อล็อกต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หรือแม้แต่อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออกโดยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดปลายทางที่อยู่ใกล้ไทยหรือมีความปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติกและหันมาใช้วัตถุดิบภายในประเทศทดแทน เช่น พลาสติกชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนที่เกิดจากความผันผวนภายนอกแล้ว ยังสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยและลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย<br /><br /><a src="https://www.scbeic.com/th/detail/product/ME-Agro-FB-280426"><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/kc/23/hhu5kc2336/engver.jpg" alt="engver.jpg" width="230" height="59" /></a><br /></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/TKSDYBB" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>วิกฤตตะวันออกกลางคือ &quot;ดาบสองคม&quot; ที่แม้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารไทย แต่ก็เปิดโอกาสในฐานะครัวโลก</description>
					<enclosure length="6826" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/s2/wd/hhu5s2wd0s/Flash-ME-Agro-FB-20260422.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 14:14:00 +0700</pubDate>
				</item>
				<item>
					<title>Thai labor market’s structural paradox : ปัญหาเชิงโครงสร้างตลาดแรงงานไทยภายใต้ว่างงานต่ำ</title>
					<guid isPermaLink="true">https://www.scbeic.com/th/detail/product/10079</guid>
					<link>https://www.scbeic.com/th/detail/product/10079</link>
					<content:encoded><![CDATA[ <!doctype html>
					<html lang="en" prefix="op: http://media.facebook.com/op#">
					  <head>
					    <meta charset="utf-8">
					    <link rel="canonical" href="https://www.scbeic.com/th/detail/product/10079">
					    <meta property="op:markup_version" content="v1.0">
					  </head>
					  <body>
					    <article>
					      <header></header>
					      <h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;">&nbsp;</h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">&ldquo;As we celebrate the historically low global unemployment level... one may assume that this means that the labour market is thriving. But we live in a time of contradictions and challenges, where meaningful progress exists side by side with entrenched economic obstacles.&rdquo;<br /></span><span style="color: #4e4e4e;"><strong>World Employment and Social Outlook Trends 2025, International Labour Organization (ILO)</strong></span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">นับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ผ่านไป อัตราการว่างงานของไทยปรับลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 0.81% ณ สิ้นปี 2025 ต่ำสุดในรอบ 11 ปี ตัวเลขนี้หากมองแค่ผิวเผินอาจสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทย แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำลงมาก และรายได้ครัวเรือนไทยเฉลี่ยลดลงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2025 (ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ) จึงเกิดคำถามว่า<strong> ตัวเลขการว่างงานไทยต่ำลงกำลังบอกว่า ตลาดแรงงานไทยแข็งแกร่งขึ้นจริงหรือไม่ หรือกำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้างใดซ่อนอยู่<br /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC มองว่าตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 มิติสำคัญ คือ (1) กำลังแรงงานหายไปจากระบบเศรษฐกิจ (2) ความท้าทายในการหางานของแรงงานจบใหม่ และ (3) ปัจจัยภายนอกประเทศจะยิ่งซ้ำเติมการจ้างงานและรายได้คนไทยในระยะต่อไป สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายของตลาดแรงงานในระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณสะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่อาจกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>อัตราว่างงานต่ำลง เพราะแรงงาน &ldquo;หาย&rdquo; ไม่ใช่เพราะ &ldquo;มีงานทำ&rdquo;</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">แม้อัตราการว่างงานไทยปรับลดลง แต่จำนวน &ldquo;คนที่อยู่นอกกำลังแรงงาน&rdquo; กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 29.6 ล้านคนในปี 2020 เป็น 30.2 ล้านคนในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2.23% โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่เกษียณจากงาน และผู้ที่ต้องการพักผ่อนและอื่น ๆ (ประกอบด้วยกลุ่มคนที่ต้องการพักผ่อนจากการทำงาน, กลุ่มคนที่จำเป็นต้องลาออกมาดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยในบ้าน และกลุ่มคนที่ไม่หางาน/ไม่พร้อมทำงานจากปัจจัยส่วนตัว) ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 2025 ราว 6%YOY, 6.3%YOY และ 16%YOY ตามลำดับ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ภาพที่เห็นในตลาดแรงงานเช่นนี้สะท้อนแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรสูงวัยของไทย ข้อจำกัดภาระดูแลสมาชิกในครัวเรือน หรือปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้บางคนไม่สามารถหางานได้หรือไม่พร้อมทำงาน กล่าวคือ แรงงานบางส่วนไม่ได้เปลี่ยนสถานะจาก &ldquo;ผู้ว่างงาน&rdquo; ไปเป็น &ldquo;ผู้มีงานทำ&rdquo; แต่กลับออกจาก &ldquo;กำลังแรงงาน&rdquo; ไปอยู่ &ldquo;นอกกำลังแรงงาน&rdquo; ส่งผลให้อัตราการว่างงาน (คำนวณจากผู้ว่างงานต่อกำลังแรงงาน) ต่ำลง เพราะกลุ่มคนเหล่านี้หายไปจากกำลังแรงงาน</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 1 : จำนวนคนนอกกำลังแรงงานไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้มีงานทำหดตัว อัตราการพึ่งพิงขยายตัวสูง<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/g0/s9/hhoqg0s9i0/Picture1-Thai-labor-market.png" alt="Picture1-Thai-labor-market.png" width="903" height="335" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงานเช่นนี้ตอกย้ำว่า ภาระของคนไทยวัยทำงานจะยิ่งเพิ่มขึ้นในวันข้างหน้า ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตราส่วนภาระพึ่งพิง (Dependency ratio) ที่คำนวณจากสัดส่วน &ldquo;ประชากรที่ไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน (อายุไม่เกิน 15 ปี และประชากรอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป)&rdquo; กับ &ldquo;ประชากรวัยทำงานที่ยังทำงานอยู่ (อายุ 15 &ndash; 59 ปี)&rdquo; ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2024 พบว่า อัตราส่วนภาระพึ่งพิงสูงขึ้นอยู่ที่ 58.6% หมายถึงประชากรวัยทำงาน 100 คน ต้องรับภาระดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุรวมกันราว 58-59 คน และมีแนวโน้มที่อัตราส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้าจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แล้ว</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>แรงงานจบใหม่เผชิญความท้าทายในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ในขณะที่แรงงานไทยบางส่วนไหลออกจากตลาดแรงงานมากขึ้น แต่แรงงานอายุน้อยที่ควรเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลับเผชิญข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ข้อมูลในปี 2025 สะท้อนว่า จำนวนผู้มีงานทำอายุ 15&ndash;24 ปี หดตัว 3.4%YOY หดตัวต่อเนื่อง 2 ปี หากพิจารณาในมิติชั่วโมงการทำงาน พบว่า ชั่วโมงทำงานของแรงงานอายุน้อยลดลงทุกมิติ ทั้งกลุ่มที่ทำงานไม่ถึง 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ทำงานต่ำระดับ) กลุ่มที่ได้ทำงานเต็มเวลา รวมถึงกลุ่มที่ทำงานล่วงเวลาที่ปรับตัวลดลงถึง 10.4%YOY ทำให้เห็นถึงความต้องการจ้างแรงงานจบใหม่ทำงานเต็มเวลาหรือล่วงเวลาที่อ่อนแอลง</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 2 : ผู้มีงานทำอายุน้อยหดตัวต่อเนื่องในมิติชั่วโมงการทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานล่วงเวลา<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/gk/eo/hhoqgkeoes/Picture2-Thai-labor-market.png" alt="Picture2-Thai-labor-market.png" width="598" height="342" /><br /></strong></span><span style="color: #4e4e4e;">ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">เมื่อโอกาสในตลาดแรงงานในระบบมีจำกัด แรงงานจบใหม่จำนวนหนึ่งจึงหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น เช่น งานฟรีแลนซ์ งานขับรถรับส่งสินค้าและผู้โดยสาร หรือขายสินค้าออนไลน์ ส่งผลให้สัดส่วนแรงงานนอกระบบในปี 2025 ยังทรงตัวสูงที่ 52.4% ของแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องเผชิญกับความเปราะบางจากการขาดความมั่นคงของรายได้ สวัสดิการพื้นฐาน และการคุ้มครองทางกฎหมาย รวมถึงขาดหลักประกันการออม และลดทอนโอกาสในการขยับฐานะทางสังคม (Social mobility) ของคนรุ่นใหม่ ข้อเท็จจริงนี้ตอกย้ำปัญหาโครงสร้างตลาดแรงงานไทย ภายใต้ตัวเลขอัตราการว่างงานที่ดูต่ำลง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลาดแรงงานไทยอาจไม่ได้มีปัญหาแค่ &ldquo;งานมีไม่พอ&rdquo; แต่ยังมีปัญหา &ldquo;งานที่มั่นคงมีไม่พอ&rdquo; โดยเฉพาะงานมั่นคงที่เปิดรับแรงงานรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน</span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>&ldquo;ปัจจัยต่างประเทศ&rdquo; ซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">ปัจจัยต่างประเทศ ทั้งจากสงครามการค้า และสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นกลายเป็น &ldquo;ปัจจัยซ้ำเติม&rdquo; ภาคธุรกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันและการขาดแคลนวัตถุดิบบางชนิด กดดันความสามารถในการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้าง นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่อาจปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอาจกดดันให้รายได้ที่แท้จริง (Real wage) ของแรงงานลดลง<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เช่น ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้าง และการผลิตในกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนที่ใช้ในการผลิตสูงขึ้นจากค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ประกอบกับการส่งออกสินค้าไปยังตลาดในตะวันออกกลางถูกจำกัด โดยแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่ทำงานในธุรกิจเหล่านี้มีอยู่ราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด หากธุรกิจกลุ่มนี้จำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองธุรกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ตัดค่าล่วงเวลา หรือลดการจ้างงานลง ปัจจัยภายนอกเหล่านี้จึงอาจเป็น &ldquo;ตัวเร่ง&rdquo; ในปีนี้ที่จะเข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยที่มีอยู่เดิม</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>รูปที่ 3 : แรงงานราว 2.6 ล้านคนเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง<br /><img style="border:0px solid #000000;" src="https://www.scbeic.com/stocks/product/o0x0/hk/6t/hhoqhk6t1g/Picture3-Thai-labor-market.png" alt="Picture3-Thai-labor-market.png" width="911" height="467" /><br />ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ<br /></strong></span></p>
<h2 class="f_med f_demi f_reg" style="font-size: 20px; line-height: 28px; padding-bottom: 10px; color: #4b2885;"><strong>ก้าวข้าม &ldquo;ภาพลวงตา&rdquo; สู่ &ldquo;ความจริง&rdquo; ของตลาดแรงงานไทย</strong></h2>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;">จากปัญหาหลายมิติข้างต้น อาจพอสรุปได้ว่าอัตราการว่างงานที่ลดลงต่อเนื่อง ไม่ได้สะท้อนว่าตลาดแรงงานไทยแข็งแกร่งขึ้นจริง ในทางกลับกัน ตลาดแรงงานไทยอาจกำลังเผชิญภาวะ &ldquo;เปราะบางเชิงโครงสร้าง&rdquo; มากขึ้น ตัวเลขว่างงานต่ำอาจสะท้อนภาพเพียงด้านเดียว ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน แรงงานบางส่วนออกจากกำลังแรงงาน และแรงงานจบใหม่เข้าถึงงานได้ยากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนมีนัยต่อรายได้ครัวเรือน ผลิตภาพแรงงาน และศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ดังนั้น การประเมินความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานไทยในระยะข้างหน้าจึงไม่ควรพิจารณาแค่อัตราว่างงาน แต่ควรพิจารณาตัวชี้วัดที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานควบคู่กันไป เช่น จำนวนผู้มีงานทำ สัดส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงาน ชั่วโมงการทำงาน สัดส่วนแรงงานนอกระบบ และการเติบโตของรายได้ที่แท้จริงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานอย่างจริงจัง ทั้งการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การสร้างระบบสวัสดิการที่รองรับสังคมสูงวัย และการเพิ่มโอกาสให้แรงงานรุ่นใหม่เข้าถึงงานที่มีคุณภาพมากขึ้น สำหรับแรงงานเองจะต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยการเรียนรู้ทักษะใหม่ การนำเทคโนโลยี (เช่น AI) มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และพร้อมปรับตัวตามรูปแบบการทำงานใหม่ให้อยู่รอดได้ในตลาดแรงงานยุคใหม่<br /><br /></span><span style="color: #4e4e4e;">หากไม่เร่งแก้โจทย์เหล่านี้ ตลาดแรงงานไทยอาจเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่นับวันจะยิ่งแก้ยากมากยิ่งขึ้นจนอาจกลายเป็นวิกฤตจริงไม่ใช่เพียงแค่ &ldquo;ภาพลวงตา&rdquo;</span></p>
<p class="f_reg" style="text-align: left; font-size: 17px; line-height: 24px; padding-bottom: 38px; color: #4e4e4e;"><span style="color: #4e4e4e;"><strong>เผยแพร่ในวารสารการเงินธนาคารคอลัมน์เกร็ดการเงินประจำเดือนเมษายน 2026</strong></span></p>
<iframe style="border: none; width: 100%; height: 480px;" src="https://www.surveymonkey.com/r/Thai-labor-market-170426" width="300" height="150" frameborder="0" allowfullscreen="allowfullscreen"></iframe>
					      <footer></footer>
					    </article>
					  </body>
					</html> ]]></content:encoded>
					<description>แม้อัตราการว่างงานไทยปรับลดลง แต่จำนวน “คนที่อยู่นอกกำลังแรงงาน” กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก29.6 ล้านคนในปี 2020 เป็น 30.2 ล้านคนในปี 2025</description>
					<enclosure length="8751" url="https://www.scbeic.com/stocks/product/d200x200/at/0w/hhoqat0wwn/Thai-labor-market.jpg" type="image/jpeg"/>
					<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 16:05:00 +0700</pubDate>
				</item></channel></rss>