เกร็ดความรู้ธุรกิจ

ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก
Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement (TPP)
คืออะไร ?  
ตีพิมพ์ในนิตยสารการเงินการธนาคาร ฉบับเดือนมกราคม 2556

"นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงท่าทีของรัฐบาลที่สนับสนุนกรอบความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ว่า เท่าที่ดูข้อตกลง ไทยจะมีทั้งได้เปรียบและเสียเปรียบซึ่งคงต้องมีการหารือร่วมกันอีกหลายรอบว่าข้อตกลงที่จะทำนั้นประเทศได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหน และสหรัฐมีข้อเรียกร้องอะไรบ้าง"

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ (15 พฤศจิกายน 2555)



Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement (TPP) คืออะไร?
TPP เป็นความตกลงการค้าเสรีที่มีความสอดคล้องกันของเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกในระดับสูงกว่าเขตการค้าเสรีทั่วไป (Comprehensive agreement)  ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งนอกจากจะลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดแล้วยังมีการสร้างมาตรฐานทางเศรษฐกิจร่วมกันอีกด้วย โดยปัจจุบัน TPP มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 11 ประเทศ ได้แก่ บรูไน ชิลี สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เปรู เวียดนาม มาเลเซีย เม็กซิโก และแคนาดา รวมไปถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินโดนีเซียซึ่งกำลังรอฉันทามติจากประเทศสมาชิกเพื่อเข้าร่วมกลุ่มอยู่ ดังนั้น TPP จึงอาจกลายเป็นความร่วมมือทางการค้าที่สำคัญของโลกได้หากประเทศเหล่านี้สามารถรวมตัวกันได้สำเร็จในอนาคตเนื่องจากจะมีขนาดเศรษฐกิจสูงถึงประมาณร้อยละ 40 ของ GDP โลกนั่นเอง  

 

หากไทยเข้าร่วม TPP จะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด?
แม้ว่าการเข้าร่วมความตกลงดังกล่าวจะทำให้ไทยได้รับประโยชน์หลายประการ แต่ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันและการสร้างมาตรฐานการผลิตในระดับสูงตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบการเจรจาจึงมีแนวโน้มที่จะเกิดความเสียหายต่อไทยได้เช่นกัน โดยอาจแบ่งผลกระทบออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้

สำหรับด้านแรกคือการแข่งขัน เมื่อมีการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ แน่นอนว่าภาคเศรษฐกิจบางส่วนของไทยจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมากอย่างเช่นภาคการบริการทางการเงินที่ยังไม่พร้อมแข่งขันกับสถาบันการเงินต่างชาติ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการให้บริการทางการเงินของสถาบันการเงินไทยที่ยังไม่มีความหลากหลายเพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้บริการเท่าสถาบันการเงินต่างประเทศ และเกิดจากความแตกต่างของขนาดเงินทุนที่ช่วยเกื้อหนุนให้สถาบันการเงินต่างประเทศสามารถเข้ามาแข่งกับสถาบันการเงินท้องถิ่นได้ไม่ยากเย็นนัก นอกจากนี้แล้วการกำหนดมาตรฐานการผลิตสินค้าส่งออกทั้งในส่วนของแรงงานและสิ่งแวดล้อม และการกำหนดมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในประเทศเช่นกัน เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาอาจยังมีแรงงานต้องห้ามและมีการปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานอยู่บ้าง ดังนั้นแล้วผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการค้าเสรีอาจสูญไปจากข้อกำหนดดังกล่าว

ด้านต่อมาคือเสถียรภาพของเศรษฐกิจ การเปิดเสรีตลาดเงินและตลาดทุนนั้นเป็นการจำกัดช่องทางในการควบคุมธุรกรรมทางการเงินอย่างเช่นผลิตภัณฑ์การเงินรูปแบบใหม่และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ จนอาจนำไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพของระบบการเงินและเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจในภายหลังได้ เนื่องจากสถาบันการเงินต่างชาติสามารถอาศัยช่องโหว่ที่เกิดขึ้นออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความซับซ้อนเกินกว่าความเข้าใจของนักลงทุนทั่วไปเพื่อแสวงหากำไรแต่แฝงมาด้วยความเสี่ยงต่อส่วนรวม อีกทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรีโดยปราศจากการควบคุมอันเหมาะสมย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและไม่เป็นผลดีต่อการส่งออกของประเทศเช่นกัน

ท้ายสุดคือด้านสวัสดิภาพของประชาชน ประเด็นหนึ่งซึ่งถูกกล่าวถึงมากคือการยอมรับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิบัตรยาเกินกว่าความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights: TRIPs)  ที่ทำให้ผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงยาราคาถูกเหมือนในปัจจุบันจนรัฐอาจต้องหามาตรการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้โดยการอุดหนุนราคายาซึ่งจะเป็นภาระต่องบประมาณในภายหลัง


ไทยควรเข้าร่วม TPP หรือไม่?
ความจริงแล้วไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปยังเม็กซิโกและแคนาดาไม่มากเท่าใดนัก จึงดูเหมือนว่าการค้าเสรีกับสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยเดียวที่น่าดึงดูดสำหรับผู้ส่งออก  ในขณะที่ปริมาณส่งออกไปยังประเทศสมาชิกอื่นน่าจะขยายตัวมากกว่าเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเนื่องจากไทยมีกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศเหล่านี้อยู่แล้วจึงทำให้ประโยชน์โดยรวมที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่ากับผลกระทบที่เกิดขึ้น ดังนั้นความคุ้มค่าที่จะเข้าร่วม TPP จึงขึ้นอยู่กับว่าไทยจะสามารถต่อรองกับประเทศสมาชิกโดยเฉพาะสหรัฐฯ ให้ผ่อนปรนข้อกำหนดให้มีความยืดหยุ่นได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ กลุ่มความร่วมมือดังกล่าวมีสมาชิกเป็นประเทศกำลังพัฒนาอยู่จำนวนไม่น้อยซึ่งประสบปัญหาเช่นเดียวกับไทยอันเห็นได้จากความล่าช้าของกระบวนการเจรจาที่ดำเนินอยู่ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกับประเทศเหล่านี้เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในอนาคตต่อไป 


 1 ตัวอย่างเช่น มีการเปิดเสรีตลาดเงินและตลาดทุน การสร้างมาตรฐานนโยบายการแข่งขัน และการสร้างมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นต้น

 2 จากข้อมูล GDP ปี 2554 ของ World Economic Outlook (WEO)

 3 หฤษฎ์ รอดประเสิรฐ, "TPP: ความตกลงแห่งอนาคต? ประเด็นท้าทายในการจัดทำความตกลงด้านการลงทุนและการเงิน", FOCUS AND QUICK (FAQ) Issue 72, ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2555)

 4 อย่างเช่นการขยายอายุสิทธิบัตรกรณีตรวจสิทธิบัตรหรืออนุญาตวางตลาดล่าช้า และการห้ามผู้อื่นใช้ข้อมูลของผู้ผลิตยาต้นแบบ (Innovator Drug) ในการขออนุญาตวางตลาดภายในเวลา 5 ปี เป็นต้น เนื่องจากระยะเวลาคุ้มครองจริง (Effective Protection Period) ของผู้ผลิตยาต้นแบบน้อยกว่าระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดเพราะต้องเสียเวลาในการทดสอบยาต้นแบบก่อน ในขณะที่ผู้ผลิตยาชื่อสามัญ (Generic Drug) จะเริ่มทดสอบก่อนที่สิทธิบัตรหมดอายุเพื่อให้สามารถวางตลาดได้ทันทีเมื่อสิทธิบัตรหมดอายุ ดังนั้นจึงเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ผลิตยาต้นแบบและยาชื่อสามัญนั่นเอง (สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, "FTA ไทย-สหรัฐอเมริกา: ผลได้ ผลเสีย และข้อเสนอแนะ", โครงการ WTO Watch, คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549)

 5 มูลค่าการส่งออกไทยไปยังเม็กซิโกและแคนาดาปี 2554 คิดเป็นร้อยละ 1 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดเท่านั้น

 6 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทยเนื่องจากมีมูลค่าการส่งออกปี 2554 คิดเป็นร้อยละ 10 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด 
 

ภาพที่ 1: กรอบความตกลงทางการค้าระหว่างไทยและประเทศอื่นๆ

  

ที่มา: กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศและองค์การการค้าโลก (WTO)
 


Tool

Send to friends