Houseview (เมษายน 2013)
Houseview เดือนเมษายน 2013 ศึกษาได้จากบทวิเคราะห์ Outlook Q2/2013
|
|
วันที่เผยแพร่: 2 พฤษภาคม 2556
|
|
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพจะขยายตัวได้ 5.1% ในปี 2013 สูงกว่าประมาณการเดิม เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนได้รับแรงส่งที่ดีจากช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2012 ซึ่งปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากมาตรการของภาครัฐ เช่น การคืนภาษีรถคันแรก และภาวะการเงินที่ผ่อนคลายที่เอื้อต่อการขยายตัวของสินเชื่อภาคครัวเรือน อีกทั้งเศรษฐกิจยังได้รับแรงกระตุ้นจากภาครัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มเม็ดเงินเหลื่อมจ่ายในปีงบประมาณปัจจุบัน และความชัดเจนที่เพิ่มขึ้นของแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท สำหรับการส่งออกของไทยนั้นจะพบกับความท้าทายจากทั้งการฟื้นตัวที่ล่าช้าของเศรษฐกิจโลก และการแข็งค่าของเงินบาท โดยการส่งออกน่าจะชะลอตัวในช่วงแรกของปี แต่ EIC คาดว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี และจะขยายตัวได้ 7.1% ในปี 2013 ในส่วนของภาคการเงินนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับเงินทุนไหลเข้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการดำเนินนโยบายการเงินเชิงปริมาณ (QE) ของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดย EIC ประเมินว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าไปอยู่ที่ 28.5-29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2013 สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น EIC คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะคงอยู่ที่ระดับ 2.75% ในปี 2013 เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่อยู่ในเกณฑ์ดีจะทำให้กนง.ไม่มีความจำเป็นที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้แรงกดดันด้านราคาที่อยู่ในระดับต่ำ รวมไปถึงความเสี่ยงต่อการส่งออกจากเศรษฐกิจโลกจะทำให้โอกาสที่กนง.จะขึ้นดอกเบี้ยมีไม่มากนัก สำหรับความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2013 นั้นจะมาจากการแข็งค่าของเงินบาท และความล่าช้าของการเบิกจ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนนอกงบประมาณของภาครัฐเป็นหลัก ราคาน้ำมันดิบในใตรมาส 2 ปี 2013 มีแนวโน้มทรงตัว เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลที่การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันไม่สูงเหมือนในช่วงไตรมาสก่อนหน้าซึ่งเป็นฤดูหนาว อีกทั้งการที่เศรษฐกิจยุโรปยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวก็จะกดดันอุปสงค์ให้อยู่ในระดับต่ำ สำหรับด้านอุปทาน แม้ว่ากลุ่ม OPEC มีความพยายามลดการผลิตน้ำมันลงเพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน แต่คาดว่ายังคงมีอุปทานส่วนเกินจากผู้ผลิตในกลุ่ม Non-OPEC ในส่วนของความกังวลเรื่องการตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของอิหร่านได้ผ่อนคลายลง เนื่องจากอิหร่านจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนมิถุนายนนี้ ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกจึงมีความเป็นไปได้ต่ำ
มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณของประเทศเศรษฐกิจหลักอย่าง สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2013 ค่าเงินแข็งค่าขึ้นถึงราว 5% จากช่วงปลายปี 2012 นอกจากนี้ยังแข็งค่ามากที่สุดเมื่อเทียบค่าเงินสกุลอื่นๆ ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในระดับที่แตกต่างกัน โดย EIC ประเมินว่าอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มี 1) พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก 2) อัตรากำไรสุทธิต่ำ และ 3) ความอ่อนไหวของปริมาณการส่งออกต่อการเปลี่ยนแปลงราคาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง รวมถึงได้รับประโยชน์จากการนำเข้าวัตถุดิบน้อย ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวได้แก่ ยางพารา อาหารทะเลแปรรูป ผักและผลไม้ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม และข้าว อย่างไรก็ดี EIC คาดว่าด้วยปัจจัยภายในประเทศทั้งการบริโภค และการลงทุนที่ยังคงแข็งแกร่งน่าจะช่วยชดเชยผลกระทบของการส่งออกที่ลดลงได้ โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2013 มีศักยภาพขยายตัวได้ 5.1%
ดาวน์โหลดเอกสารเพื่ออ่านต่อฉบับเต็ม |
|
ฉบับภาษาไทย |
|



















FOLLOW US
SCB's Facbook SCB's Twitter