EIC Outlook
![]() |
|
|
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้ 4.9% ในปี 2013 โดยมีการใช้จ่ายภาครัฐและภาคครัวเรือนของไทยเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญในขณะที่ภาคการส่งออกยังขยายตัวได้ในระดับต่ำ ทั้งนี้ การลงทุนภาครัฐในปี 2013 มีแนวโน้มจะขยายตัวได้ถึง 18% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 10 ปีโดยมีสาเหตุหลักมาจากการเบิกจ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับแผนบริหารจัดการน้ำ สำหรับการใช้จ่ายภาคครัวเรือนมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการการคืนภาษีรถคันแรกของรัฐบาลที่จะมีการส่งมอบรถต่อเนื่องไปในปี 2013 และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศเมื่อต้นปี 2013 โดยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนี้ จะมีผลกระทบต่อภาพรวมเงินเฟ้อในปี 2013 ไม่มากนัก ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3% ในส่วนของภาคการเงิน จะต้องจับตาดูผลกระทบของเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่าการไหลเข้าของเงินทุนนี้จะส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 29.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2013 แต่อาจผันผวนในช่วงปลายไตรมาสแรกของปีจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการคลังของสหรัฐฯ สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น SCB EIC ประเมินว่าน่าจะปรับลดไปอยู่ที่ระดับ 2.25% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2013 โดยมีเหตุผลสนับสนุนมาจากแรงกดดันจากเงินทุนไหลเข้า อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และการส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก... การอัดฉีดปริมาณเงินจำนวนมหาศาลของประเทศเศรษฐกิจหลัก ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินในประเทศ ซึ่งกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นและส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการส่งออก ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องเตรียมมาตรการรับมือกับปัญหาดังกล่าว เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตลาดการเงิน และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน รวมไปถึงการดูแลฐานะการเงินของ ธปท. เพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินยังคงมีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ... การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI (Foreign direct investment) มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการแสวงหาการประหยัดต้นทุนและโอกาสทางการตลาด อีกทั้งประเทศปลายทางส่วนใหญ่มีนโยบายเปิดรับ FDI เพื่อรองรับทุนและเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีและความรู้ โดยประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน อินเดีย และอินโดนีเซียเป็นจุดหมายที่สำคัญของ FDI ด้วยเหตุผลด้านขนาดของระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี แนวโน้ม FDI เริ่มหันมาทางประเทศในอาเซียนมากขึ้น จากความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของการลงทุนในจีนที่ลดลง ประกอบกับความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นประเทศผู้ลงทุนอันดับ 2 ของโลก แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นในไทยในปี 2011 เพิ่มขึ้น 181% จากปี 2010 และมียอดรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2012 เพิ่มขึ้นถึง 151% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ FDI ของไทยเกิน 4 แสนล้านบาทในระยะเวลา 2 ปี จากนี้ อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไป ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพแรงงาน และผลักดันห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคให้เกิดขึ้น เพื่อคงความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว...
ดาวน์โหลดเอกสารเพื่ออ่านต่อฉบับเต็ม |
|
ฉบับภาษาไทย | English Version |
|



















FOLLOW US
SCB's Facbook SCB's Twitter