เกร็ดความรู้ธุรกิจ
|
ดร. วิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า "การเกิดตลาดหลักทรัพย์อาเซียน (ASEAN Exchanges) จะทำให้จุดเด่นของตลาดหุ้นแต่ละประเทศโดดเด่นมากขึ้น เพราะได้คัดสรรเอาบริษัทขนาดใหญ่และธุรกิจที่เป็นจุดแข็งมาซื้อขายกันในกลุ่มหลักทรัพย์อาเซียนสตาร์" ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ (13 มกราคม 2556) |
ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนคืออะไร
ตลาดหลักทรัพย์อาเซียน เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือของตลาดทุนอาเซียน (ASEAN Capital Market Integration) ที่เกิดจากการตกลงร่วมกันของผู้นำอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 12 ว่า จะร่วมมือกันเร่งให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างภูมิภาคมากขึ้น และพัฒนาอาเซียนให้เป็นภูมิภาคที่มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้อย่างเสรีภายในปี 2015 จึงทำให้เกิดความร่วมมือกันของตลาดหลักทรัพย์ 7 แห่ง ใน 6 ประเทศ คือ ตลาดหลักทรัพย์กัวลาลัมเปอร์ (Bursa Malaysia) ประเทศมาเลเซีย, ตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตา (IDX) ประเทศอินโดนีเซีย, ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ (PSE) ประเทศฟิลิปปินส์, ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ประเทศสิงคโปร์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ (HOSE) และตลาดหลักทรัพย์ฮานอย (STC) ประเทศเวียดนาม
ทำไมต้องร่วมมือกัน
การร่วมมือกันของตลาดหลักทรัพย์ในแต่ละประเทศจะทำให้ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนมีบริษัทจดทะเบียนมากถึง 3,778 บริษัท มูลค่าหลักทรัพย์ทางตลาด (Market Capitalization) สูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงเป็นลำดับที่ 81 ของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก เมื่อประกอบกับการที่อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับที่ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ (IMF ประมาณการว่า เศรษฐกิจของอาเซียนมีศักยภาพที่จะเติบโตได้เฉลี่ย 5.5%2 ต่อปี ในปี 2013 - 2017 ในขณะที่ตลาดหลัก เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ มีศักยภาพที่จะเติบโตได้น้อยกว่า 3% ต่อปี) และจำนวนประชากรที่มากถึง 540 ล้านคน จะช่วยให้หลักทรัพย์ในอาเซียนเป็นที่ยอมรับในสายตาของนักลงทุนโลกมากขึ้น รวมไปถึงช่วยลดต้นทุนทั้งในแง่ของการระดมทุน และการซื้อขายหลักทรัพย์
เคยมีการร่วมมือกันในตลาดหลักทรัพย์มาก่อนหรือไม่
คำตอบก็คือ มี โดยการร่วมมือก่อนหน้านี้เกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปเช่น ปี 1997 มีการร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคนอร์ดิกและบัลติก3 เพื่อพัฒนาระบบเชื่อมต่อการซื้อขายหลักทรัพย์ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือในปี 2011 ที่มีการร่วมมือกันในกลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) เพื่อทำการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ข้ามตลาด เป็นต้น
แล้วตลาดหลักทรัพย์อาเซียนทำอะไรบ้าง
การร่วมมือของตลาดหลักทรัพย์อาเซียนแบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องหลัก
เรื่องแรกคือการทำกิจกรรมทางการตลาดเพื่อยกระดับหลักทรัพย์อาเซียนให้เป็นที่ยอมรับของนักลงทุนโลกมากขึ้น โดยรวบรวมหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ซึ่งพิจารณาจากมูลค่าของหลักทรัพย์ตามราคาตลาด และสภาพคล่องของหลักทรัพย์จำนวน 30 หลักทรัพย์ต่อประเทศ รวมเป็น 180 หลักทรัพย์ มาจัดทำกลุ่มหลักทรัพย์ ASEAN Stars เช่น หลักทรัพย์ในกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงานของไทย เป็นต้น โดย ASEAN Stars จะช่วยให้นักลงทุนที่ยังไม่มีความคุ้นเคยในการซื้อขายหลักทรัพย์ของอาเซียนมีข้อมูลช่วยในการตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น นอกจาก ASEAN Stars แล้วยังมีการจัดทำดัชนีตลาดหลักทรัพย์อาเซียน4 ซึ่งเป็นดัชนีที่สามารถนำไปอ้างอิงในการวัดผลการลงทุน รวมไปถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ เช่น สัญญาอนุพันธ์ เป็นต้น ในแง่ของการประชาสัมพันธ์ได้มีการจัดตั้งโครงการที่เรียกว่า Invest ASEAN เพื่อเชิญชวนนักลงทุนทั้งในและนอกให้เข้ามาลงทุนผ่านกิจกรรม roadshow และกิจกรรมส่งเสริมความเข้าใจให้แก่นักลงทุน
ส่วนเรื่องที่สองคือการเชื่อมต่อระบบซื้อขายระหว่างตลาดอาเซียนที่เรียกว่า ASEAN Trading Link เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อขายแก่นักลงทุน และเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการซื้อขายหลักทรัพย์ ชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ รวมถึงการกระจายข้อมูลหลักทรัพย์
ข้อดี ข้อเสียของการมีตลาดหลักทรัพย์อาเซียนต่อประเทศไทย
การมีตลาดหลักทรัพย์อาเซียนจะช่วยเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศให้แก่นักลงทุนไทยมากขึ้น ในส่วนของบริษัทจดทะเบียนนั้นจะช่วยให้หลักทรัพย์ของตนเองเป็นที่รู้จักของนักลงทุนมากขึ้นซึ่งจะทำให้สภาพคล่องของหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น รวมไปถึงมีต้นทุนในการระดมทุนลดลง นอกจากนี้การพัฒนาระบบการซื้อขายจะทำให้บริษัทหลักทรัพย์ของไทยโดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์ขนาดกลางและเล็กมีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นจากการที่สามารถลดต้นทุนในระบบการซื้อขายลงได้ ทั้งนี้การมีตลาดหลักทรัพย์อาเซียนจะช่วยสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทย นำเงินไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลให้กับเงินทุนเคลื่อนย้ายเพิ่มเติมจากการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การนำเงินไปลงทุนต่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย5
อย่างไรก็ดีการที่นักลงทุนมีหลักทรัพย์ให้เลือกลงทุนมากขึ้น ย่อมทำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ดังนั้นหลักทรัพย์ของไทยในบางอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน อาจได้รับความสนใจลดลง และมีต้นทุนในการระดมทุนสูงขึ้น เช่น หลักทรัพย์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (Return On Equity: ROE) เพียง 3.4% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่ 11.1% ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนมูลค่าซื้อขายเพียง 7.8%6 เป็นต้น
การลงทุนในอาเซียนของไทยเป็นอย่างไร และจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรในอนาคต
นักลงทุนไทยลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment: FDI) ในอาเซียนค่อนข้างมาก คิดเป็นสัดส่วนต่อการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศทั้งหมดของไทยถึง 30%7 แต่การลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ของอาเซียนกลับมีสัดส่วนต่อการลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ต่างประเทศทั้งหมดของไทยเพียงแค่ 4% เท่านั้น (รูปที่1) อย่างไรก็ดีจากปัจจัยสนับสนุนหลายอย่างเช่น การผ่อนผันเกณฑ์การโอนเงินตราต่างประเทศสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ผ่าน ASEAN Trading Link หรือ การประชาสัมพันธ์ผ่านโครงการ Invest ASEAN ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น น่าจะทำให้นักลงทุนไทยหันมาให้ความสนใจและมีการไปลงทุนในหลักทรัพย์ของอาเซียนมากขึ้น
รูปที่ 1 การลงทุนตราสารทุนและตราสารหนี้อาเซียนของไทยยังมีสัดส่วนที่ไม่สูงนัก
*ข้อมูลปี 2011
**ตราสารหนี้ (Debt securities) ประกอบไปด้วย พันธบัตร (Bonds) ตั๋วเงิน (Notes)
และเครื่องมือทางการเงิน (Money market instruments) ที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศเป็นผู้ออก
ที่มา: การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย
1 จากข้อมูลของ World Federation of Exchanges เดือนธันวาคม ปี 2012
2 คำนวณจากค่าเฉลี่ยการเติบโตของ GDP 6 ประเทศคือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
3 ประกอบด้วย ตลาดหลักทรัพย์ของประเทศ เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ฟินแลนด์ ลัตเวีย สวีเดน เอสโตเนีย และลิธัวเนีย
4 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อาเซียน (FTSE/ASEAN Index) เป็นดัชนีที่จัดทำโดยบริษัท FTSE ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดทำดัชนีในระดับสากล โดยดัชนี FTSE/ASEAN มีการเผยแพร่ด้วยกัน 2 ดัชนี คือ 1. FTSE/ASEAN Index เป็นดัชนีอ้างอิงเพื่อใช้วัดผลการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อาเซียน และ 2. FTSE/ASEAN 40 Index เป็นดัชนีที่วัดผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย
5 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์โดยอนุญาตให้นักลงทุนรายย่อยและสถาบันสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้อย่างไม่จำกัดวงเงินต่อราย รวมถึงเพิ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นนักลงทุนรายสถาบันประเภทที่ 9
6 คิดจากสัดส่วนที่มีการซื้อขายในอุตสาหกรรมเดียวกันของประเทศในกลุ่มอาเซียน
7 ข้อมูลปี 2011
|
|
|



















FOLLOW US
SCB's Facbook SCB's Twitter